Categories
นวนิยาย

กุทรุสกะ มหันตภัยร้ายแห่งกาล (เวลา) : ๗ : ผิดจนเกินอภัย!

: ผิดจนเกินอภัย! 

เสียงอันทรงพลังอำนาจที่อยู่ในสายทำให้นายพลวชิสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ‘นี่…พระองค์ทรงทราบได้ยังไงว่า…’ เขากำลังคิด

“ท่านนายพลวชิ! ดร.โมเป็นคนของท่านไม่ใช่เหรอ” พระสุรเสียงบ่งบอกถึงความรู้สึกที่ไม่พอพระหทัยเป็นอย่างมาก

“พะยะค่ะ! แต่ว่า…” นายพลวชิกำลังพยายามคิดหาเหตุผลและหนทางช่วยเหลือลูกน้องคนสนิท

“เราเข้าใจว่าท่านไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย แต่ท่านก็รู้ดีว่าวิธีการแบบนี้เราไม่ปรารถนา!”

“พะยะค่ะ กระหม่อมทราบดี แต่วิธีการของดร.โม ก็ให้ผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งนะพะยะค่ะ”

“ระดับหนึ่งงั้นเหรอ? ท่านยังกล้าตีตราประทับรับรองความชอบธรรมท่ามกลางซากศพที่เหยียบย่ำขึ้นมาให้กับดร.โมอีกงั้นเหรอ?” หยุดพักเว้นระยะ

“ถึงแม้ว่าการแสวงหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขในเรื่องอายุขัยที่สั้นลงจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด! แต่ต้องไม่ใช่วิธีการแบบนี้ และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดร.โมละเมิดกฎเหล็กทางวิทยาศาสตร์ที่ราชอาณาจักรของเราบัญญัติเอาไว้”

“แต่คนพวกนั้น เป็นคนชั้นต่ำระดับล่างทั้งสิ้นนะพะยะค่ะ…” นายพลวชิพยายามกล่าวอ้างเพื่อที่จะใช้เป็นเหตุผลในการอธิบาย

“คนชั้นล่างเหล่านั้นไม่ใช่คนหรือไง! หรือคนชั้นล่างเหล่านั้นไม่ใช่เผ่าพันธุ์พวกเราหรือไง?” พระสุรเสียงเกรี้ยวกราดและเด็ดขาดยิ่งนัก

“เราบอกแล้วไง ท่านจะทำวิธีไหนก็ได้แต่ห้ามมิให้ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการทดลอง สำหรับเราไม่มีชั้นสูงหรือต่ำ ชีวิตทุกชีวิตมีค่าเท่าเทียมกันหมด” หยุดเว้นระยะ

“ท่านวชิ! เราจะไม่เอาผิดกับท่านในครั้งนี้ เพราะเราเห็นแก่คุณงามความดีในฐานะที่บรรพบุรุษของท่านได้รับใช้ราชอาณาจักรมานาน แต่ความละเว้นครั้งนี้ไม่มีเผื่อแผ่ไปยังบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการละเมิดกฎเหล็กที่ร้ายแรงนี้ ท่านคงรู้ดีนะว่าท่านจะต้องจัดการเรื่องนี้ยังไง?” พระสุรเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจและความเด็ดขาดอยู่ในที

“พะยะค่ะ! ดร.โมจะมีลมหายใจในชีวิตไม่เกินพรุ่งนี้เช้าเป็นอย่างช้า” นายพลวชิรับคำอย่างหนักแน่น เพราะรู้ดีว่าจักรพรรดิจามาคะเป็นคนที่เด็ดขาดยิ่งนัก โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของการเคารพในสิทธิของความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียมกัน โดยที่ใครหรือผู้ใดจะละเมิดไม่ได้!

“อะไรนะครับ! พ่อจะให้ผมจัดการดร.โมยังงั้นเหรอครับ?” วาชุร้องขึ้นอย่างตกใจและมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ใช่! ยังกับแกไม่คุ้นเคยในการทำคนให้หมดลมหายใจยังงั้นแหละ” นายพลวชิผู้เป็นบิดาพูดขึ้น

“แต่…มันไม่เหมือนกันนี่ครับพ่อ ตระกูลของดร.โมรับใช้ตระกูลของเรามายาวนานตั้งแต่รุ่น…”

“ก็นั่นแหละ ถึงเป็นเหตุผลให้แกจัดการยังไงหละ เพราะความผูกพันระหว่างแกกับดร.โมยังจาง ๆ อยู่ แกเข้าใจใช่ไหม?”

วาชุถอนหายใจ “ครับพ่อ” ใบหน้าที่เรียวสวยเหมือนผู้หญิงกระตุกขึ้นเล็กน้อยก่อนที่…ความคิดของเขาจะจมดิ่งลงไปสู่กาลที่ผ่านมาเมื่อกว่าขวบปีที่แล้ว เขายังจำวันนั้นได้ดี และเขาสาบานกับตัวเองเอาไว้ว่าจะไม่มีวันลบเลือนมันออกไปจากใจของเขาอย่างเด็ดขาด! วันที่เขาสูญเสียมารดาสุดที่รักยิ่งอย่างไม่มีวันกลับมา…เป็นการสูญเสียไปตลอดกาล…

วันนั้น…เป็นวันแห่งการรอคอยที่กระวนกระวายใจเป็นที่สุด ทันทีที่พ่อของเขาเดินเข้ามาในห้องรับแขกด้วยท่าทางเศร้าสร้อยพร้อมกับบุรุษผมหยักศก หน้าโหนกซึ่งอยู่ในวัยใกล้เคียงกับท่าน เขารีบตะโกนถามขึ้นในทันที

“แม่หละครับพ่อ! แม่เป็นไงบ้าง? แม่อยู่ไหน? ทำไมถึงไม่กลับมาพร้อมพ่อ?…” เขารัวคำถามเป็นชุด

“แม่…แม่ของลูกเสียแล้ว” คำพูดที่ออกมาจากปากบิดาดังกล่าวราวกับฟ้าถล่มดินทลายลงตรงหน้าของวาชุ

“พ่อ…พ่อขอโทษนะลูก ที่พ่อช่วยแม่ไม่ได้” นายพลวชิพูดออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ ในชีวิตของชายชาตินักรบเยี่ยงท่าน ไม่มีการสูญเสียครั้งใดเลยที่จะเทียบได้ในครั้งนี้! แม้มันจะเป็นการสูญเสียที่ต่างกรรมต่างวาระกันก็ตามที

“ไม่จริง! มันไม่จริงใช่ไหมครับพ่อ?” เขาตะโกนออกมาเหมือนคนเสียสติ

“พ่อ! ทำไมพ่อถึงช่วยแม่ไม่ได้ ทำไม! ทำไม?…ผมเกลียดพ่อ!” ถ้อยคำดังกล่าวยิ่งกว่าศาสตราวุธใด ๆ ที่พุ่งเข้าชนกลางใจของท่านนายพลวชิ เขาทรุดลงนั่งบนเก้าอี้อย่างคนที่เหนื่อยล้าแทบขาดใจ ในขณะที่วาชุได้วิ่งออกนอกประตูบ้านไปในทันที

“ท่านครับ ท่านเป็นยังไงบ้างครับ” บุรุษผู้มาด้วยและยืนอยู่ในเหตุการณ์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงในขณะที่ท่านนายพลวชิโบกมือ

“ดร.โม ท่านช่วยไปดูวาชุให้เราหน่อย”

“ครับท่าน” ดร.โมหาหรือ ‘ดร.โม’ สาวเท้าก้าวไปตามทางที่วาชุวิ่งออกไปก่อนหน้า

วาชุวิ่งออกมาหยุดตรงทะเลสาบ (สังเคราะห์) หลังบ้าน เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหญ้าที่เขียวขจี น้ำตาของลูกผู้ชายไหลเป็นทางอาบไปทั้งสองแก้ม สายตาของเขาเหม่อลอยไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย…

“นายน้อย ความสูญเสียของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเกิดขึ้นตลอดเวลา…มันเป็นเรื่องธรรมดา” น้ำเสียงไม่คุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับทรุดกายลงนั่งตรงข้าง ๆ เขา

“ธรรมดางั้นเหรอ? ท่านไม่เข้าใจหรอก!” ชายหนุ่มพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ

“ทำไมเราจะไม่เข้าใจท่าน เราเคยสูญเสียมากกว่าท่านด้วยซ้ำ!” น้ำเสียงประโยคสุดท้ายแฝงไปด้วยความอาฆาตพยาบาทอย่างรุนแรง กระตุกให้วาชุหันมามองบุรุษแปลกหน้าที่นั่งอยู่ข้างๆ  อย่างเต็มสองตา

“ท่านสูญเสียอะไร?”

“เราสูญเสียทั้งพ่อและแม่รวมทั้งพี่ชายในเวลาเดียวกัน” หยุดเว้นระยะ

“มันเป็นเหตุการณ์ที่เหมือนกับที่ท่านสูญเสียนายผู้หญิงในวันนี้ มันเป็นเหตุการณ์ที่เหมือนกัน!” เขาเน้นย้ำประโยคสุดท้ายและกัดกรามแน่นจนนูนขึ้นเป็นสันอย่างชัดเจน

“หมายความว่า…”

“ใช่! พ่อ แม่ และพี่ชายของเราถูกฆ่าตายโดยฝีมือของคนชั้นต่ำพวกนั้น”

วาชุกัดกรามแน่น แววตาลุกโชนดั่งเปลวเพลิงที่พร้อมเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างให้มอดไหม้เป็นจุล

“ไอ้พวกคนชั้นต่ำ!” ชายหนุ่มสบถออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราวกับพูดถึงสิ่งปฏิกูลก็ไม่ปาน

“ชีวิตของพวกมันไม่มีค่า! แต่เป็นเพราะว่าจักรพรรดิจามาคะและนักวิทยาศาสตร์บางคน ที่เทิดทูนและเคารพ…” ชายหน้าโหนกพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันและเหยียดอยู่ในที

“…ไอ้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพบ้าบอคอแตกที่เท่าเทียมกันเหล่านั้น ทำให้พวกมันกล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องหาเหตุและผลรวมถึงต่อต้านการกระทำของคนชั้นสูงอย่างพวกเรามากขึ้น” เขาหยุดเว้นระยะ

“โดยเฉพาะไอ้พวกนักวิทยาศาสตร์สายพันธุ์อนุรักษ์สิทธิมนุษยชน ที่ชอบหยิบยกเอาเหตุผลดังกล่าวมาอ้าง”

“ดูเหมือนท่านจะจงเกลียดจงชังนักวิทยาศาสตร์” วาชุถามขึ้นเมื่อจับสังเกตจากน้ำเสียงของเขาที่พูดถึงนักวิทยาศาสตร์ได้

“หาไม่นายน้อย เพราะเราก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนละสายพันธุ์กับพวกมัน!”

วาชุจ้องมองหน้าของเขาเหมือนต้องการค้นหาความจริงและจับพิรุธอะไรบางอย่าง แต่มันก็ไม่ปรากฏ

“เหตุผล!” หึหึหึ “เหตุผลใด ๆ ในโลกนี้มีไว้สำหรับคนชั้นสูงอย่างพวกเราเท่านั้นหาใช่มีไว้สำหรับคนชั้นต่ำอย่างพวกมัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนชั้นสูงทำนั่นแหละคือเหตุผล” ถ้อยคำดังกล่าวของเขาถือได้ว่าเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ช่วยกระตุ้นไฟแห่งโทสะของวาชุให้ลุกโชนจนทะลุจุดเดือดอีกครั้ง

“พ่อก็มีอำนาจ! ทำไมไม่ใช้อำนาจจัดการกับพวกมันให้สิ้นซากไปเลย เราไม่เข้าใจ”

“อำนาจ!” หึหึหึ

“อำนาจงั้นรึ?” หยุดเว้นระยะ “ใช่! นายท่านอาจจะมีอำนาจ แต่มันหาใช่อำนาจที่แท้จริงไม่”

“แล้วอำนาจที่แท้จริงคืออะไร?” วาชุถามออกไปในทันที

“คำถามนี้…จักรพรรดิจามาคะเท่านั้นที่มีคำตอบให้ท่านได้ นายน้อย” ชายหน้าโหนกพูดจบก็ลุกขึ้นเดินจากไปในทันที

          ‘อำนาจแท้จริง…จักรพรรดิจามาคะ…จักรพรรดิจามาคะ…อำนาจแท้จริง…’ วิ่งวนอยู่ในหัวสมองของวาชุตั้งแต่กว่าขวบปีที่ผ่านมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

…………………………………………….

 

‘ความผูกพันระหว่างผมกับดร.โมยังจาง ๆ อย่างนั้นหรือพ่อ’ ชายหนุ่มนึก

วาชุค่อย ๆ หลุบเปลือกตาลงอย่างช้า ๆ เพื่อใช้ความคิด เพราะมีภาระกิจที่สำคัญบางอย่างรอให้เขาสะสางและจัดการในวันพรุ่งนี้!

 

ใส่ความเห็น