Categories
บทความ เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

คู่มือการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์(4): ตัวอย่าง hard science fiction : จีเนียสโปรตีน : หนูไม่ใช่หนู

เรื่อง: จีเนียสโปรตีน : หนูไม่ใช่หนู
โดย: คุณวรากิจ เพชรน้ำเอก
(hard science fiction)

ดร.เจอร์รัลด์เปิดประตูกรงแล้วค่อยๆวางเจ้า “บิ๊กเกอร์” ลงในตะกร้าที่รองด้วยเศษผ้านุ่มๆอย่างทะนุถนอม ในทันทีที่มันพ้นจากอุ้งมือของเขา มันก็กระโดดออกจากตะกร้าทันที แล้วรี่เข้าไปหาเจ้า “แฟ็ลช” ที่ถูกขังอยู่ในกรงติดกัน มันใช้จมูกดมๆที่หน้าของเพื่อนเหมือนอย่างเคยแล้วแอบเหลือบมองดร.เจอรัลด์จนกระทั่งเขาเดินออกจากห้องไป

“เป็นไงเพื่อน วันนี้นายหายไปทั้งวันเลยนะ?” แฟ็ลชเอ่ยถามอย่างอยากรู้ว่าเพื่อนของมันไปทำอะไรมาบ้าง แล้วมันก็ก้มหน้าก้มตากินเมล็ดถั่วลิสงในถาดต่ออย่างเอร็ดอร่อย

“สุดยอดเลยเพื่อน ฉันได้ยินดร.เจอร์รัลด์พูดกับเพื่อนของเค้าว่า สมองของฉันมีรอยหยักเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ตั้งแต่เค้าเลี้ยงฉันด้วยอาหารอะไรบางอย่างที่เขาเรียกว่า เอ้อ!…..เอ้อ!…..จีเนียสโปรตีน”

บิ๊กเกอร์เล่าประสบการณ์ในวันนี้ให้เจ้าแฟ็ลชฟังอย่างตื่นเต้น “เห็นพวกเค้าบอกว่ารอยหยักจะทำให้ฉันฉลาดขึ้น”

“อะไรนะ นายว่านายได้ยินงั้นเหรอ อย่าบอกนะว่า นายสามารถฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง”

เจ้าแฟ็ลชถึงกับหยุดกินถั่วของโปรดของมันอย่างกระทันหันและปล่อยให้เมล็ถั่วร่วงออกจากปาก มันไม่อยากเชื่อเลยว่าการทดลองของดร.เจอร์รัลด์จะทำให้เพื่อนของมันกลายเป็นหนูอัจฉริยะได้ขนาดนี้

“เออว่ะ……ฉันก็งงเหมือนกันว่าฟังภาษามนุษย์ออกตั้งแต่เมื่อไหร่ แบบว่า…..มันค่อยๆซึมซับเข้าไปในสมองของฉันทีละนิดทีละหน่อยจากการฟังเขาคุยกันทุกๆวันน่ะ”

บิ๊กเกอร์เองก็ยังงงตัวเองว่า ทำไมมันถึงเข้าใจภาษามนุษย์ได้

“แล้วฉันก็ยังเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของจำนวนด้วยนะ อย่างเช่น นายมีถั่วอยู่ 5 เมล็ด ฉันให้นายอีก 3 เมล็ด นายก็จะมีถั่วเพิ่มเท่ากับ 5 บวก 3 ก็คือ 8 เมล็ด”

“นายพล่ามอะไรกันฮึ ไม่เห็นเข้าใจเลย ฉันไม่รู้จักคำว่าห้าหรือสามหรือแปดที่นายพูดเมื่อตะกี้นี้ ฉันรู้จักแต่ว่าถั่วอร่อยเท่านั้น” เจ้าแฟ็ลชชักเริ่มมึนกับสิ่งที่บิ๊กเกอร์เล่าให้ฟัง แล้วมันหันไปกินถั่วลิสงต่อจนหมดถาด

“มันออกจะเข้าใจยากอยู่สักหน่อย แต่มันก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกันถ้าหากเรามีลูกสักโหล เราก็จะรู้ว่าลูกของเราเป็นตัวผู้กี่ตัวกับตัวเมียกี่ตัวหรือว่าหายไปกี่ตัวแล้วเหลืออยู่กี่ตัว”

บิ๊กเกอร์สาธยายต่อทั้งๆที่มันก็รู้อยู่เต็มอกว่า ตราบใดที่มันยังคงถูกขังอยู่ในกรงนี้มันก็ไม่มีวันมีลูกได้แม้แต่ตัวเดียว มันเริ่มรู้สึกว่าหัวสมองของมันชักจะมีอะไรๆอัดแน่นอยู่ในนั้นเพิ่มมากขึ้นทุกวัน มันเป็นความรู้ใหม่ๆที่มันไม่เคยรู้มาก่อน

แฟ็ลชทำหน้าเบื่อหน่าย ที่ดูเหมือนว่าเพื่อนของมันจะได้รับประสบการณ์ที่ดีๆจากการทดลองของพวกนักวิทยาศาสตร์ ผิดกับมันที่ต้องเจ็บตัวอยู่บ่อยๆ

“เฮ้อ!…..นายนี่โชคดีจริงเนาะ นายดูฉันสิ” แล้วเจ้าแฟ็ลชก็หันก้นที่ถูกโกนขนออกเสียเกลี้ยงอย่างกับเป็นหนูขี้เรื้อน “พวกนั้นเอาอะไรแหลมๆไม่รู้มาแทงฉันซะพรุนไปหมด แถมยังทำให้ฉันหมดหล่อไปเลย” เจ้าแฟ็ลชบ่นพลางเคี้ยวถั่วลิสงไปพลาง“ว่าแต่ว่าไอ้เจ้าโปรตีนอะไรนั่นน่ะมันรสชาติเป็นยังไงนะ มันอร่อยเหมือนถั่วหรือเปล่า?” มันถามด้วยความอยากรู้ นี่แหละคือสิ่งที่มันอยากรู้มากที่สุด มันไม่ได้สนใจหรอกว่าเพื่อนของมันจะฉลาดมากขึ้นแค่ไหน

“เอ้อ!…..เอ้อ!…..มันก็เป็นผงจืดๆ แต่ก็มันๆดีอยู่หรอก” บิ๊กเกอร์พยายามนึก เพราะตอนที่มันกินเข้าไปมันก็มัวแต่กินจนไม่ทันได้สังเกตรสชาติของเจ้าจีเนียสโปรตีนเลย “มันทำให้ฉันแข็งแรงขึ้นนะ ดูสิ ฉันรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นเป็นกอง”

แฟ็ลชถอนหายใจเฮือกด้วยความรู้สึกเซ็งชีวิต “แหม…..ถ้าพวกนั้นจะทดลองอะไรกับฉันแบบที่ทำกับนายมั่ง ฉันคงยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่เลยล่ะ” มันนึกถึงตอนที่ดร.เจอร์รัลด์จับมันโกนขนก่อนที่จะฉีดของเหลวบางอย่างเข้าไปในตัวมัน มันดิ้นซะอย่างกับถูกแมวงาบแน่ะ มันไม่เข้าใจว่าพวกนั้นมีสิทธิ์อะไรที่มาทำกับมันอย่างนั้น

บิ๊กเกอร์ทำหน้าเศร้าเมื่อได้ฟังเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเพื่อน “โธ่!…..ทำไมพวกนั้นถึงทำกับหนูอ้วนๆที่น่ารักอย่างนายได้ลงคอนะ? เอาล่ะ แล้วฉันจะบอกพวกนั้นให้”

“อะไรนะ!….บอกงั้นเหรอ นายหมายความว่ายังไง?” แฟ็ลชร้องถามอย่างงุนงง
…………………….

ดร.เจอร์รัลด์จับบิ๊กเกอร์วางบนโต๊ะที่มีรูปผลไม้ 3 ชนิดที่มีสีแตกต่างกัน กับแผ่นกระดาษกลมๆ 3 แผ่นที่มีสีเหมือนกับผลไม้แต่ละชนิด

“โธ่!…..รู้หรอกน่า จะให้เราคาบกระดาษสีไปวางให้ตรงกับผลไม้ที่มีสีเดียวกันใช่มะ?” บิ๊กเกอร์นึกในใจ มันรู้สึกว่าเกมนี้ง่ายออกจะตาย แล้วมันก็เริ่มเดินต้วมเตี้ยมๆไปคาบกระดาษสีเหลืองแล้วเอาไปวางไว้ตรงรูปของกล้วย คาบกระดาษสีแดงเอาไปวางไว้ตรงกับรูปแอปเปิล แล้วก็คาบกระดาษสีเขียวไปวางไว้ที่รูปผลอะโวคาโด

ดร.เจอร์รัลด์มองดูบิ๊กเกอร์ด้วยความตื่นเต้น เขานึกไม่ถึงว่าบิ๊กเกอร์จะรู้ว่าเขาต้องการให้มันทำอะไรและมันก็ลงมือทำก่อนที่เขาจะสอนมันเสียด้วยซ้ำ แล้วก็สามารถทำได้ถูกต้องอย่างน่าทึ่ง

“บิ๊กเกอร์…..นายมันเป็นหนูที่ฉลาดที่สุดในโลก นายเป็นหนูยอดอัจฉริยะจริงๆ” เขาตะโกนออกมาด้วยความประหลาดใจในพัฒนาการทางสติปัญญาของเจ้าบิ๊กเกอร์

“ถูกต้องแล้วคร้าบบบบบ…..” บิ๊กเกอร์ตะโกนออกมาอย่างลืมตัว

ถึงแม้เสียงของบิ๊กเกอร์จะไม่ดังมากนัก แต่มันก็ทำให้ดร.เจอร์รัลด์ถึงกับสะดุ้ง เขามองหาที่มาของเสียงไปทั่วห้อง แต่ในห้องก็ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากเขากับเจ้าหนูตัวเล็กๆตัวนี้

“เฮ้ย!…..ฉันพูดภาษามนุษย์ได้ด้วย” บิ๊กเกอร์เองก็ตกใจที่มันสามารถพูดภาษามนุษย์ได้โดยไม่รู้ตัว

ดร.เจอร์รัลด์คิดว่า เขาคงจะหูแว่วไปเอง เขามองดูบิ๊กเกอร์แล้วหัวเราะก่อนที่จะโยนเมล็ดข้าวโพดให้มัน “คงไม่ใช่เสียงของนายหรอกนะที่พูดออกมาเมื่อตะกี้ ถ้าโปรตีนนั่นทำให้นายพูดได้ล่ะก็ ฉันก็คงได้รางวัลโนเบลแน่ๆ”
………………..

บิ๊กเกอร์กลับเข้ากรงอีกครั้งหลังจากที่ดร.เจอร์รัลด์ให้มันเล่นเกมส์ทายคำภาษาอังกฤษ ซึ่งมันก็สามารถจดจำตัวอักษรภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว ทำให้มันรู้สึกภาคภูมิใจที่มันได้เป็นหนูตัวแรกของโลกที่อ่านหนังสือออก มันกระโดดลงจากมือของดร.เจอร์รัลด์แล้วก็รีบตรงไปหาเพื่อนเหมือนอย่างเคย เจ้าแฟ็ลชคลานเข้ามาหาบิ๊กเกอร์อย่างอ่อนระโหยโรยแรง

“เฮ้ย!…..นายรู้ป่าว…..วันนี้เขาสอนให้ฉันอ่านหนังสือด้วย แล้วฉันก็สะกดชื่อตัวเองเป็นแล้ว แต่ฉันไม่ได้อ่านให้เขาฟังจริงๆหรอก ก็แค่คาบตัวอักษรไปเรียงๆกันน่ะ” บิ๊กเกอร์เล่าด้วยความตื่นเต้น

แต่แล้ว บิ๊กเกอร์ก็ต้องตกใจ เมื่อเขาเห็นสภาพของแฟ็ลชที่ดูโทรมอย่างกับซากหนูถูกรถทับ
“นายไม่สบายเหรอ?” บิ๊กเกอร์เอ่ยถามด้วยความห่วงใย

“ฮื่อ!…..ฉันรู้สึกร้อนวูบวาบในท้องแล้วก็มีตุ่มๆขึ้นที่ตัวฉันด้วย” แฟ็ลชหันก้นตรงที่ถูกโกนขนให้บิ๊กเกอร์ดู มันมีตุ่มเนื้อที่น่าเกลียดขึ้นเป็นกระจุกทำให้บิ๊กเกอร์ถึงกับทำหน้าสยดสยอง

“นายเป็นอะไรไปน่ะ ทำไมก้นของนายถึงได้ตะปุ่มตะป่ำอย่างกับเป็น…..เอ้อ!…..เอ้อ!…..เป็นขี้เรื้อนอย่างงั้นล่ะ?” บิ๊กเกอร์ทำเสียงตกอกตกใจซึ่งก็ยิ่งทำให้เจ้าแฟ็ลชใจเสียมากขึ้นไปอีก

“มันคงจะเกี่ยวกับไอ้ที่เขาฉีดเข้าไปในตัวฉันแหงๆ” เจ้าแฟ็ลชบอก เพราะมันรู้สึกไม่ค่อยดีตั้งแต่วันแรกที่มันถูกดร.เจอร์รัลด์จับไปโกนขนแล้ว

บิ๊กเกอร์เลียที่หน้าของแฟ็ลชเพื่อปลอบใจเพื่อน “ฉันได้ยินพวกเค้าพูดถึงนายอยู่เหมือนกัน เห็นบอกว่าถ้าการทดลองกับนายได้ผลจะทำให้สามารถช่วยชีวิตมนุษย์ได้อีกเป็นล้านๆคนเลย”

“ยอดมากเลย ฉันจะได้เป็นหนูวีรบุรุษแล้วสินะ?” แฟ็ลชพูดประชดตัวเองก่อนที่จะส่งเสียงครืดคราดออกมาจากลำคอเพราะหายใจไม่ค่อยออก มันรู้สึกเหนื่อยมาก ปวดท้อง แล้วก็ไม่มีแรงแม้แต่จะส่งเสียงอะไรออกมาอีก

“อาการของนายแย่มากเลยนะ ฉันจะต้องช่วยนายให้ได้ เพื่อนรัก”
………………

เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยเดินมาที่กรงแต่เช้าในวันนี้ บิ๊กเกอร์ลุกพรวดขึ้นมาทันทีแล้วมันก็วิ่งไปรอที่ประตูกรง ดร.เจอร์รัลด์มาพร้อมกับนักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขา

“คุณต้องช่วยเขานะ เขาไม่สบายมาก” บิ๊กเกอร์ตะโกนสุดเสียง แต่มันก็เป็นแค่เสียงเล็กๆที่ออกมาจากกล่องเสียงเล็กๆเท่านั้น

“ใครไม่สบาย?” ดร.เจอร์รัลด์หันไปถามผู้ช่วยซึ่งก็ได้แต่ทำหน้างงๆ

“แฟ็ลช…..เพื่อนของผมไง เขากำลังไม่สบาย” บิ๊กเกอร์พยายามตะโกนอีก

ดร.เจอร์รัลด์กับผู้ช่วยหันไปมองบิ๊กเกอร์ที่กำลังทำปากพงาบๆ ทั้งคู่ทำหน้าเหมือนกับถูกผีหลอกกลางวัน

“พระ…..เจ้าช่วย!…..น…..น…..นาย…..พูดได้งั้นเหรอ?” ดร.เจอร์รัลด์ถามเสียงตะกุกตะกักอย่างไม่เชื่อหู “พระเจ้า นายพูดได้จริงๆ”

“ไม่ใช่พระเจ้าหรอก คุณนั่นแหละทำให้ผมพูดได้ คุณต้องช่วยเพื่อนผมนะ เขากำลังจะตาย”

บิ๊กเกอร์ตะโกนย้ำจนคอแทบแตก ดร.เจอร์รัลด์ได้สติ เขารีบเปิดกรงเจ้าแฟ็ลชแล้วอุ้มมันออกมา มันนอนซมอยู่ในอุ้งมือของเขา ไม่มีท่าทีดิ้นรนเหมือนเมื่อก่อน เขาได้เพาะเชื้อมะเร็งในลำไส้ให้กับมันเพื่อจะทดสอบคุณสมบัติในการสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระได้ของกรดอะมิโนชนิดใหม่ที่เขาสังเคราะห์ขึ้น มันเป็นกรดอะมิโนตัวล่าสุดของโลกที่จะไปรวมตัวกับกรดอะมิโนที่จำเป็นอีก 9 ชนิดซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่สกัดได้จากถั่วเหลืองกับน้ำนมแล้วกลายเป็นโปรตีนชนิดใหม่ขึ้นมา และมันก็ช่วยเพิ่มเซลล์สมองของเจ้าบิ๊กเกอร์ทำให้มันกลายเป็นหนูอัจฉริยะตัวแรกของโลก แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เชื้อมะเร็งในร่างกายของเจ้าแฟ็ลชกำลังลามขึ้นมาถึงผิวหนังด้วย

“หวังว่าโปรตีนของฉันจะช่วยเพื่อนของนายได้นะ?” ดร.เจอร์รัลด์บอกกับบิ๊กเกอร์
…………………..

การทดสอบอย่างเข้มข้นกับบิ๊กเกอร์ยังคงดำเนินต่อไป มันต้องเล่นเกมส์จำหน้าคนดังเป็นร้อยๆหน้าซึ่งมันก็สามารถทำได้ดีทีเดียว
“ดาราคนไหนคือดาราในดวงใจของนาย?” ดร.เจอร์รัลด์เอ่ยถามเล่นๆ เขาเพียงแต่อยากรู้ว่า บิ๊กเกอร์จะสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของความประทับใจได้หรือเปล่าเท่านั้น

“มิคกี้เม้าส์” บิ๊กเกอร์ตอบอย่างไม่ลังเล “เพราะเขาเป็นหนู” บิ๊กเกอร์เงียบไปชั่วขณะแล้วเหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้ สายตาของมันดูเศร้าๆเมื่อมันเงยหน้าขึ้นสบตากับดร.เจอร์รัลด์ “เพื่อนของผมเป็นยังไงมั่งครับ” มันถามถึงเจ้าแฟ็ลชด้วยความเป็นห่วงเพื่อน

ดร.เจอร์รัลด์ลูบขนนุ่มๆบนหัวของบิ๊กเกอร์แล้วยิ้มให้มันราวกับกำลังยิ้มให้กับเพื่อนคนหนึ่ง “เรากำลังพยายามช่วยเพื่อนของนายอย่างเต็มที่ ดูเหมือนว่าโปรตีนจะทำงานได้ผลดี”
………………….

เจ้าแฟ็ลชถูกพากลับมายังกรงอีกครั้ง หลังจากหายไปนานถึง 2 เดือน มันดูแข็งแรงขึ้นมากและแผลที่ผิวหนังของมันก็ไม่เหลือร่องรอยของมะเร็งให้เห็นอีกเลย

“เฮ้!…..เป็นไงมั่งเพื่อน? ฉันนึกว่าเขาทิ้งนายลงถังขยะไปซะแล้ว” บิ๊กเกอร์ร้องทักเพื่อนด้วยความดีใจที่ได้เห็นหน้ามันอีกครั้ง
“ก็เกือบไปเหมือนกัน แต่เขาป้อนไอ้ผงจืดๆให้ฉันกินทุกวันเลย รสชาติมันไม่เอาไหนเลย แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกสบายตัวขึ้น” เจ้าแฟ็ลชบ่นอุบ

ดร.เจอร์รัลด์กับผู้ช่วยยืนมองหนูทั้งสองตัวซึ่งกำลังคุยกันอย่างมีความสุข
“รู้มั้ย นายทั้งคู่ได้ช่วยเด็กปัญญาอ่อนนับล้านๆคนให้มีสติปัญญาเหมือนคนปรกติ แล้วก็ช่วยคนใกล้ตายจากโรคมะเร็งอีกนับล้านๆคนให้หายจากโรคอันทุกข์ทรมานได้”

ดร.เจอร์รัลด์กำลังบอกกับบิ๊กเกอร์ว่ามันกับเพื่อนของมันคือวีรบุรุษของโลก
เจ้าแฟ็ลชกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับบิ๊กเกอร์ สมองของมันยังไม่พัฒนาพอที่จะฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง
“เพื่อนของผมบอกว่า เขาโกรธคุณมากที่ทำให้เขาต้องทรมานกับโรคร้ายจนเกือบตาย แต่เขาก็ขอบคุณมากที่ได้ช่วยชีวิตเขาไว้” บิ๊กเกอร์ทำหน้าที่ล่ามแปลจากภาษาหนูให้เป็นภาษามนุษย์

“ฉันเสียใจ แต่ตอนนี้เราได้สังเคราะห์เซลล์กับเนื้อเยื่อเทียมขึ้นมาสำหรับใช้ในการทดลองแทนพวกนายแล้ว ต่อไปพวกนายก็จะไม่ต้องลำบากอีก แล้วพวกนายก็จะถูกปล่อยให้เป็นอิสระ” ดร.เจอร์รัลด์พูดอย่างสำนึกผิด “แต่อยากให้พวกนายภูมิใจว่า พวกนายคือวีรบุรุษของมนุษย์”

บิ๊กเกอร์แปลคำพูดของดร.เจอร์รัลด์ให้เจ้าแฟ็ลชฟัง มันหวังว่าอีกไม่นานเจ้าแฟ็ลชก็คงฟังภาษามนุษย์ออกเหมือนกับมัน

“เพื่อนของผมบอกว่า เขาไม่ต้องการเป็นวีรบุรุษ เขาแค่อยากเป็นหนูอ้วนๆตัวหนึ่งที่ได้กินถั่วอร่อยๆเท่านั้น”

ดร.เจอร์รัลด์หัวเราะ “เราจะวางถาดใส่ถั่วเอาไว้ให้ในสวน ถ้าเพื่อนของนายอยากจะกินถั่ว ก็แวะมากินได้ตลอดเวลา” เขาเปิดประตูกรงของหนูทั้งสองตัวเอาไว้ “ถ้านายอยากจะไปจากที่นี่เมื่อ ไหร่ นายก็ปีนออกทางหน้าต่างนั่นได้เลย ข้างนอกนั่นเป็นสวนดอกไม้ที่สวยงามน่าอยู่มากแล้วก็ไม่มีแมวด้วย

เจ้าแฟ็ลชรีบออกจากกรงแล้วปีนหน้าต่างออกไปทันที ดร.เจอร์รัลด์มองดูบิ๊กเกอร์ด้วยความสงสัย “นายไม่ไปกับเพื่อนของนายหรอกเหรอ”

เอ้อ!….เอ้อ!…..ผมอยากจะหัดอ่านภาษาของคุณให้คล่องอีกหน่อย จะได้อ่านป้ายบอกทางออก ก็บ้านของผมอยู่ไกลน่ะ”
…………………

บิ๊กเกอร์จ้องมองดูเชสเตอร์ เด็กน้อยร่างตุ้ยนุ้ยอายุสัก 7 ขวบที่ดร.เจอร์รัลด์พาเข้ามา หน้าตาของเชสเตอร์ดูแปลกๆไม่เหมือนกับเด็กอื่นๆที่มันเคยเห็น ดร.เจอร์รัลด์บอกว่าเชสเตอร์เคยเป็นเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง เขาเป็นเด็กที่มีอาการดาวน์ซินโดรมซึ่งไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างเด็กปรกติได้

“สวัสดีบิ๊กเกอร์” เชสเตอร์เอ่ยทักอย่างเอียงอายแต่เขาก็พูดได้ชัดถ้อยชัดคำดีทีเดียว

“สะ…..วัสดี” บิ๊กเกอร์ตอบอย่างงงๆ

“โปรตีนที่เราทดลองกับนาย มันใช้ได้ผลดีกับเชสเตอร์มาก ตอนนี้สมองของเชสเตอร์กลับเป็นปรกติเหมือนเด็กทั่วๆไป แล้วเค้าก็เรียนได้เก่งมากด้วย” ดร.เจอร์รัลด์บอกกับบิ๊กเกอร์

“ขอบใจนะที่ช่วยให้ฉันเรียนหนังสือได้ ตอนนี้ฉันเล่นอินเตอร์เน็ทเป็นแล้ว ในนั้นมีเรื่องของเธอด้วย” เชสเตอร์เอื้อมมือไปลูบไล้หลังของบิ๊กเกอร์อย่างแผ่วเบา ดูท่าทางเขาเป็นเด็กที่มีจิตใจดี

บิ๊กเกอร์รู้สึกเขิน ที่ตอนนี้มันได้กลายเป็นหนูที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกรองจากมิคกี้เมาส์ “เอ้อ!…..เอ้อ!…..มีแต่นักข่าวมาขอถ่ายรูปฉันทุกวันเลย”

บิ๊กเกอร์รู้สึกภาคภูมิใจนิดๆที่มันไม่ใช่เป็นแค่หนูธรรมดาๆอีกต่อไป มันคิดว่า อย่างน้อยชีวิตของมันก็ไม่สูญเปล่ากับการที่ต้องหมดอิสระภาพอยู่ที่นี่ แล้วยังต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงกับการทดลองที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมัน แต่ยังไงๆ มันก็คิดถึงครอบครัวของมันแล้วก็อยากกลับบ้านเต็มที หลังจากที่มันได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเหมือนกับที่มนุษย์รู้
……………….

กรงอันว่างเปล่าทั้งสองกรงยังคงวางอยู่ที่เดิมบนโต๊ะในห้องสำหรับเก็บสัตว์ทดลองรวมทั้งกรงอื่นๆด้วย ไม่เคยมีสัตว์ถูกขังในนี้อีกเลยนับตั้งแต่การทดลองเรื่องจีเนียสโปรตีนของดร.เจอร์รัลด์เสร็จสิ้นลง บิ๊กเกอร์กลับบ้านของมันไปนานเกือบเดือนแล้ว แต่เจ้าแฟ็ลชก็ยังคงโผล่ออกมาจากรูของฝาปิดท่อระบายน้ำทุกวันเพื่อออกมากินถั่วที่ดร.เจอร์รัลด์วางไว้ให้ในสวนของศูนย์วิจัยแห่งนี้
เจ้าแฟ็ลชทำตาโตด้วยความดีใจเมื่อเห็นบิ๊กเกอร์เพื่อนรักกลับมาที่นี่อีก

“เฮ้ย!…..เพื่อน ดีใจจังที่เห็นหน้านายอีก” แฟ็ลชตะโกนลั่นด้วยภาษาหนู สมองของมันก็ยังเป็นเพียงสมองของหนูอยู่อย่างเดิม เพราะนับตั้งแต่มันกระโดดแผล็วออกจากตึกศูนย์วิจัย มันก็ไม่ได้กินจีเนียสโปรตีนอีกเลย

บิ๊กเกอร์เหลือบตามองดูแฟ็ลชเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินคอตกอย่างเศร้าสร้อยผ่านหน้าเพื่อนของมันไปเฉยๆเหมือนกับหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ทำเอาเจ้าแฟ็ลชถึงกับนิ่งอึ้งและมองตามหลังบิ๊กเกอร์ที่กำลังตรงไปยังตึกศูนย์วิจัย อย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนูซึ่งฉลาดที่สุดในโลกอย่างเพื่อนของมัน

บิ๊กเกอร์ปีนท่อน้ำที่ต่อลงมาจากหลังคาแล้วกระโดดเข้าไปทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ ดร.เจอร์รัลด์กำลังง่วนอยู่กับการทดลองโครงการใหม่ๆที่เพิ่งคิดค้นขึ้น

“ด็อคเตอร์…..”

เสียงเรียกแผ่วเบาอันคุ้นเคยทำให้ดร.เจอร์รัลด์ถึงกับหันขวับและมองลงมาที่พืนห้อง
“บิ๊กเกอร์” ดร.เจอร์รัลด์เอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจ เขาจำบิ๊กเกอร์แทบไม่ได้ มันดูโทรมแล้วก็มีท่าทางหงอยๆยังไงไม่รู้
เขาอุ้มบิ๊กเกอร์ขึ้นมาวางลงบนโต๊ะแล้วจ้องมองดูมันเหมือนกับพยายามค้นหาว่า เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนตัวน้อยๆของเขา

“ผมไม่ใช่หนูอีกต่อไปแล้ว”
เสียงของบิ๊กเกอร์ฟังดูเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้

“ผมเรียนรู้อย่างมนุษย์ ผมพูดภาษามนุษย์ ผมคิดอย่างมนุษย์ ผมกลายเป็นตัวประหลาดสำหรับครอบครัวของผม ผมสะอิดสะเอียนกับอาหารที่ได้จากกองขยะ ท่อระบายน้ำที่ผมเคยขดตัวนอนอย่างมีความสุข ตอนนี้ผมกลับรังเกียจมันเพราะรู้สึกว่ามันเป็นท่อแสนโสโครกที่มีแต่น้ำเน่า กลิ่นเหม็นของขี้โคลนดำๆทำให้ผมอยากจะอ้วก ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ผมรู้สึกว่า…..พวกหนูเป็นสัตว์ที่สกปรกสิ้นดี” ความอัดอั้นตันใจที่หมักหมมอยู่ในหัวใจดวงเล็กๆของมันมาเป็นเวลานานพรั่งพรูออกมาราวกับกระแสน้ำที่ล้นทะลักออกจากเขื่อน “ดูผมสิ ตอนนี้ผมก็ร้องไห้ได้ด้วย” หยดน้ำตาเล็กเอ่อล้นออกมาจากนัยน์ตาเล็กๆ บิ๊กเกอร์กำลังสะอึกสะอื้นด้วยความโศกเศร้าที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับมันมาก่อน

ดร.เจอร์รัลด์มองดูเพื่อนเก่าของเขาด้วยความสงสารและหดหู่ใจที่หนูเล็กๆตัวหนึ่งเกิดความสับสนและทนทุกข์ทรมานขึ้นในจิตใจ
“มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยนายบ้างมั้ย?”
“เอ้อ!…..เอ้อ!…..ผมอยากอาบน้ำ”
………..

ใส่ความเห็น