Categories
บทความ เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

คู่มือการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์(6): ตัวอย่าง soft science fiction : ฉันเกลียดวันศุกร์

ฉันเกลียดวันศุกร์
โดย: อุษณา-อาริยา
(soft science fiction)

คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น เมื่อดูปฏิทินในตอนเช้าก่อนที่จะออกไปทำงานและพบว่ามันเป็นวันศุกร์ พวกเขาจะเริ่มฝันถึงเวลาเลิกงานวางแผนที่เที่ยวในยามค่ำคืนหลังจากที่ตรากตรำทำงานมาทั้งอาทิตย์ แต่ฉันไม่ใช่คนพวกนั้น ไม่ใช่ว่าฉันชอบทำงานมากขนาดไม่อยากจะมีวันหยุดหรอกนะ ฉันก็เหมือนคนทำงานออฟฟิศธรรมดาทั่วๆไป ต่างกันก็แค่ในวันศุกร์หัวหน้าของฉันจะแวะมาที่ออฟฟิศน่ะสิ

ศุกร์นี้ก็เหมือนศุกร์อื่นๆ หัวหน้าเดินกระแทกเท้าปึงปังเข้าห้องทันทีที่เข็มนาฬิกาปัดไปที่เลขสิบเป๊ะ เขาเป็นคนตรงต่อเวลามากและบางทีอาจจะแม่นยำยิ่งกว่านาฬิกาบนผนังห้องทำงานของฉันเสียอีก

“รายงาน” เสียงแหบห้าวบาดหูของเขาทำให้ฉันอึดอัดเสมอ นี่เขาเกาแขนตัวเองจนถลอกปอกเปิกอีกแล้วหรือนี่ ฉันไม่อยากมาตามเก็บกวาดเศษเนื้อยุ่ยๆ ของเขาเหมือนศุกร์ที่แล้วหรอกนะ แค่คิดก็สยองแล้ว

“โดนแดดเผามาอีกแล้วเหรอคะ” ฉันก็ถามตามมารยาทหรอก เพราะยังควานหาแฟ้มสรุปรายงานประจำสัปดาห์ไม่เจอสักที ทั้งๆที่คิดว่าใส่ไว้ในลิ้นชักบนนี้แล้วนี่นา มันจะซวยไปถึงไหนเนี่ย เอ้าๆ เกาอีกแล้ว ไม่นะวิทยุนั่นเพิ่งซื้อมาด้วย…จบกัน เปื้อนหมดแล้ว

“แล้วคิดว่าอะไรเล่า เอาแฟ้มมาเร็วๆ เธอนี่มันชักช้ายืดยาดจริง นี่ฉันจ้างเธอมาให้ทำงานนะไม่ใช่…” หัวหน้ายังบ่นต่ออีกยืดยาว แต่ฉันก็ชินกับมันมากพอที่จะปิดโสตประสาทตัวเองได้ตามสั่งแล้วล่ะ ให้ตายเถอะแค่ช้านิดหน่อยก็บ่นเป็นชุดแล้ว ไม่ยุติธรรมสักนิด ฉันน่ะต้องทำงานเต็มเวลาห้าวันต่อสัปดาห์แต่เขามาแค่อาทิตย์ละวัน แล้วยังมาติโน่นตินี่กับคนที่ช่วยทำงานให้เป็นบ้าเป็นหลังอย่างนี้อีก

“ค่ะๆ ได้แล้วค่ะ” โง่ชะมัดที่แท้ก็อยู่บนกองเอกสารบนโต๊ะนี่เอง พักหลังๆ ยิ่งหลงๆลืมๆอยู่ด้วยเรา

หัวหน้ามักจะอ่านรายงานซ้ำไปซ้ำมาหลายสิบรอบเป็นปกติอยู่แล้ว ถึงแม้ฉันจะพิมพ์สรุปย่อไว้แค่สองถึงสามบรรทัดหรือแค่ไม่กี่ตัวอักษรก็ตาม เป็นธรรมดาของสมองที่เสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ แม้ว่าจะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเท่าไรก็ตาม แต่กรณีของหัวหน้าคงจะเสื่อมเร็วกว่าของคนอื่น ก็เล่นถูกรถสิบล้อบดจนหัวเกือบแบนติดพื้นถนนอย่างนั้นนี่ แทนที่ฉันจะได้ไปหางานที่ใหม่แล้วดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาตอนที่หัวหน้าเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุ ฉันกลับต้องมาติดแหง่กอยู่กับหัวหน้ากึ่งผีดิบที่ในสมองมีแต่เรื่องงานคนนี้ไปอีกเป็นสิบปี หัวเราะไม่ออกเหมือนกันนะนี่ ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนใจหินที่ไม่ยินดียินร้ายกับการตายของคนอื่นหรอกนะ แต่ทุกอย่างนี่เป็นเพราะไอ้ “โครงการประกันยืนยาวยืดเวลาชีวิตพิชิตความสำเร็จ” นั่นแท้ๆ

พนักงานขายประกันโผล่เข้ามาที่บริษัทของเราในวันศุกร์ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะซักเกือบหนึ่งปีที่แล้ว เขาเวียนไปตามโต๊ะพนักงานทีละคนๆ อย่างสบายใจเฉิบเพราะหัวหน้ายังไม่เข้าบริษัท ฉันได้แต่นั่งฟังอยู่ห่างๆ ในฐานะของคนที่ไม่เคยทำประกันชีวิตมาก่อน นั่นก็เพราะคิดว่าตัวเองรอบคอบพอในการใช้จ่ายและก็ไม่อยากเอาเงินจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองไปให้บริษัทประกันเพื่อจะหวังผลในเหตุฉุกเฉินหรือเมื่อตายเท่านั้น สู้เอาเงินไปใส่ธนาคารกินดอกไม่ดีกว่าหรือ

“แน่นอนที่ว่าพวกเราทุกคนต้องการที่จะประสบความสำเร็จก่อนที่จะตายกันทั้งนั้น” พนักงานขายประกันเริ่มโปรยคำโฆษณา เรียกความสนใจของหลายๆคนในออฟฟิศ

“ซึ่งมันคงน่าเสียดายมากถ้าคุณต้องจากไปก่อนเวลาอันควร ความฝันทั้งหลายแหล่ เป้าหมายสูงสุดของชีวิตมลายหายไปในพริบตา และยิ่งถ้าเกิดคุณมีหนี้สินอีกล่ะ…พ่อแม่พี่น้องของคุณก็ต้องมารับภาระหนี้สินที่พวกเขาไม่ได้ก่อ คุณอยากจากไปแบบนั้นเหรอ ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่ ดังนั้นผมจึงเข้าร่วม โครงการประกันยืนยาวยืดเวลาชีวิตพิชิตความสำเร็จ พวกคุณอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าผมถูกประกาศว่าเสียชีวิตแล้วเมื่อสามเดือนกับอีกสิบเอ็ดวันที่ผ่านมา” เขาเรียกเสียงฮือจากคนในออฟฟิศได้ทันที และทำเอาฉันสำลักกาแฟไปอึกใหญ่ด้วย

“อย่าคิดว่าผมพูดเล่นนะครับ ผมมีทั้งใบมรณะบัตรและก็ใบรับรองจากแพทย์ว่าผมเสียชีวิตแล้ว คุณอยากดูแผลของผมไหมล่ะ” เขาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของตัวเองจนเห็นรอยแผลสีม่วงคล้ำน่ากลัวที่มีรอยเย็บอย่างประณีตเหนือสะดือ รอยแผลลากยาวขนาดเอาหัวคนยัดเข้าไปได้ทั้งหัว เพื่อนสาวบางคนเอามือปิดปากตัวเองราวกับจะขย้อนของเก่าออกมา ส่วนผู้ชายสองสามคนทำเป็นใจกล้าเข้าไปถามโน่นถามนี่ ชายขายประกันที่ยืนยิ้มแฉ่งอวดรอยแผลที่ทำให้ตัวเองถึงฆาต และนั่นก็เป็นเวลาเดียวกับที่หัวหน้าเข้ามาในห้อง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหัวหน้าต้องฉุนปนตกใจแค่ไหนที่เห็นภาพตรงหน้า

“นี่มันอะไรกัน” เขาขึ้นเสียงสูงปรี๊ด ทำเอาฉันอดขำไม่ได้

“อ้า… คุณผู้จัดการสินะครับ สนใจโครงการประกันยืนยาวยืดเวลาชีวิตพิชิตความสำเร็จของเราไหมครับ …” ชายผู้มีชื่อในใบมรณะบัตรเริ่มโฆษณาอีกครั้ง ตอนแรกฉันนึกว่าเขาจะถูกไล่ตะเพิดออกไปตั้งแต่ยังไม่สิ้นประโยค แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าหัวหน้าเชิญเขาเข้าไปคุยกันในห้องทำงานเสียนานสองนาน เนื่องจากผนังทำด้วยกระจกใสฉันเลยรู้ความเป็นไปในห้องได้โดยไม่จำเป็นต้องฟังว่าพวกเขาคุยอะไรกัน ฉันแสร้งทำเป็นพิมพ์เอกสารอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพราะโต๊ะวางคอมพิวเตอร์มันหันหน้าไปทางห้องทำงานของหัวหน้าพอดี

นายประกันวาดวงแขนไปในอากาศ เหมือนกับกำลังอธิบายอะไรใหญ่โตกับหัวหน้าที่นั่งพยักหน้าหงึกหงักอยู่เป็นระยะๆ ดูจะเห็นดีเห็นงามไปด้วยเสียทุกเรื่อง และเมื่อการสนทนาอันยาวนานสิ้นสุดลง (ฉันจับเวลาไว้ตั้งแต่แรกพวกเขาคุยกันตั้งเกือบสามชั่วโมงแน่ะ) ชายขายประกันก็จากไปโดยทิ้งโบรชัวร์กับเอกสารรายละเอียดไว้บนโต๊ะของหัวหน้า

หลังจากวันนั้นไม่นานหัวหน้าก็เริ่มเปรยกับพวกเราบ่อยๆ ว่าการเข้าร่วมโครงการประกันยืนยาวฯ นี้เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดและมองการณ์ไกลมากแค่ไหน เขาพยายามจะให้เราเข้าร่วมโครงการด้วยกันกับเขา คนส่วนใหญ่ก็เลี่ยงได้สิแต่ในฐานะเลขาส่วนตัวที่ร่วมงานกับเขามาแล้วถึงห้าปีอย่างฉันดูจะปฏิเสธลำบากกว่าเพื่อน นับวันเขาก็ยิ่งกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ฉันก็พยายามหลบเลี่ยงโดยการอ้างว่าฉันพอใจกับชีวิตตัวเองดีอยู่แล้ว (ถึงแม้ว่าจริงๆ จะมีภาระเรื่องผ่อนบ้านและปัญหาการใช้เงินชนเดือนที่ออกจะสาหัสกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่ก็ตาม แต่ฉันจะบอกเขาไปทำไมกันล่ะ)

และแล้ววันที่ประกันชีวิตที่หัวหน้าทำไว้ก็มีประโยชน์ขึ้นมา ในเวลาที่ตัวฉันเองก็แทบจะลืมเรื่องโครงการประกันอะไรนั่นไปเสียแล้วหัวหน้าก็ประสบอุบัติเหตุ วันนั้นรถสิบล้อบรรทุกของมาเต็มคันวิ่งมาอย่างเร็วโดยที่มีคนขับหลับในนั่งอยู่หลังพวงมาลัย มันพุ่งชนรถเบนซ์สีบรอนซ์ที่เพิ่งหันหัวเลี้ยวเข้ามาประจันหน้ากันพอดีจนเละไปทั้งคัน หัวหน้าซึ่งมักจะชอบเปิดกระจกด้านข้างของตัวเองเพื่อรับลมระหว่างการเดินทางก็ถูกเหวี่ยงออกไปกระแทกพื้นคอนกรีตอย่างแรง ซ้ำร้ายคนขับรถบรรทุกที่เพิ่งตื่นจากภวังค์ยังคุมสติตัวเองไม่อยู่ทำให้สองมือเปะปะลนลานปัดพวงมาลัยไปมาอย่างคนเสียสติจนมาลงเอยด้วยการเอาล้อหน้าไปจอดบนศรีษะของหัวหน้าที่นอนกองสิ้นสติอยู่กลางถนน

เขาตายในทันที…

วันศุกร์ถัดมาเขาก็ยังมาทำงานได้ ถึงแม้จะมีสภาพไม่น่าดูนัก นี่เป็นข้อพิสูจน์ของโครงการประกันยืนยาวฯ ว่าพวกเขาทำได้อย่างที่ให้สัญญาเอาไว้จริงๆ ถึงแม้ว่าทางบริษัทประกันจะพยายามเท่าไรในการที่จะคงสภาพร่างกายของหัวหน้าให้ใช้งานได้ดีพอๆ กับก่อนตายก็ตาม แต่อุบัติเหตุครั้งนั้นร้ายแรงเสียจนทำให้เขาออกมาทำงานได้เพียงวันเดียว และที่เหลืออีกหกวันเขาก็ต้องนอนอุตุอยู่ในศูนย์บำรุงรักษาเพื่อซ่อมแซมร่างกายที่แทบจะไม่เหลือชิ้นดีให้ใช้งานได้นานที่สุด ดังนั้นหัวหน้าจึงเลือกมาทำงานในวันศุกร์เพื่อจะได้มาดูผลการทำงานของแต่ละอาทิตย์และแต่ละเดือน

เขายังเซ็นสัญญาตกลงกับทางบริษัทประกันด้วยว่าถ้าเขาตายก่อนเวลาอันควรซึ่งก็คือก่อนที่เขาจะทันได้เห็นลูกทุกคนของเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยและมีงานทำมั่นคง (ตั้งห้าคนเชียวนะ) และภรรยาของเขามีเงินเป็นหลักประกันว่าเธอจะอยู่ได้อย่างไม่ขัดสนไปจนตลอดชีวิต (คนที่ใช้เงินมือเติบอย่างนี้น่ะให้เท่าไหร่ก็ไม่พอหรอก) พวกนั้นจะนำเขาเข้าโครงการจนกว่าสัญญาจะบรรลุผลซึ่งอาจจะใช้เวลาอีกหลายปีทีเดียว

ทว่าไม่นานนักพนักงานคนอื่นๆ ก็เริ่มรู้สึกอึดอัดกับการต้องทำงานร่วมกับผีดิบเดินได้ พวกเขาจึงค่อยๆ หายหน้าไปทีละคนสองคน แต่ฉันไม่โทษพวกเขาหรอก เป็นฉันเองก็คงทนที่จะร่วมงานกับหัวหน้าที่ตายไปแล้วอย่างนี้ไม่ไหว ถ้าฉันทำได้ฉันก็จะหนีไปด้วยเหมือนกัน

พอเข้าศุกร์ที่สองพนักงานทั้งหมดต่างยื่นใบลาออกกันถ้วนหน้า ฉันได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปและเก็บใบลาออกของเพื่อนๆไว้ในกล่องเอกสารรอให้หัวหน้ามารับ พวกเพื่อนร่วมงานก้าวเข้ามายื่นจดหมายและก้าวออกไปอย่างรวดเร็วไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าฉัน คงกลัวว่าฉันจะเห็นความสมเพชในตาของพวกเขา

จวบจนบัดนี้ก็ปาเข้าเป็นศุกร์ที่ยี่สิบสองแล้ว

“ใช้ได้ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ บริษัทเราก็จะเริ่มถอนทุนคืนได้แล้ว” เขาพึมพำออกมาในที่สุด ฉันเดาในใจดังๆว่าเขาคงอ่านทวนมันไม่ต่ำกว่าสิบหกรอบแน่ๆ

“ฉันดีใจค่ะที่ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจกับหัวหน้า” ถ้ายิ่งหัวหน้าพอใจกับผลที่ออกมามากเท่าไรฉันก็คงหลุดจากนรกขุมนี้ได้เสียที ถ้ารู้อย่างนี้น่าจะปลอมแปลงผลรายรับประจำเดือนเสียตั้งนานแล้ว แค่เพิ่มเลขศูนย์เข้าไปตัวสองตัวก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

“ดีมาก ฉันว่าเราต้องพยายามมากกว่านี้ บางทีอีกสักปีสองปีเราอาจจะขยายสาขาได้” เขาพยักหน้าอย่างแรงสองสามครั้งเหมือนจะย้ำความคิดใหม่ของตัวเองจนกระทั่งฉันเริ่มกลัวว่าหัวเบี้ยวๆ ของเขาจะหล่นลงบนพรมที่เพิ่งทำความสะอาดมาเมื่อเช้า ฉันได้แต่แสร้งทำท่าทางยินดีไปกับเขาทั้งๆ ที่อยากจะร้องกรี้ดออกมาดังๆ ขยายสาขาอย่างนั้นเหรอเขาบ้าไปแล้วรึไง! สงสัยสมองจะโดนกระทบกระเทือนหนัก แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะโวยวายดังนั้นฉันจึงหันไปทำงานยุกยิกของตัวเองปล่อยให้หัวหน้านับตัวเลขรายรับปลอมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

นายประกันสองสามคนโผล่มาที่หน้าประตูห้องใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ดูคล้ายจะจริงใจ ห้าโมงเย็นแล้วหรือนี่ ได้เวลาของการกลับไปที่ศูนย์บำรุงรักษาแล้วสินะ ในที่สุดฉันก็หลุดจากหัวหน้าเสียที แต่ก็แค่สำหรับวันนี้นะ พวกเขาพยุงตัวหัวหน้าที่ยังคงพลิกแฟ้มรายงานไปมาอย่างเอาจริงเอาจังอยู่ในมือเข้าไปในแคปซูลสีครีมใหญ่ๆ ที่มีฝาบนอ้ากว้างเหมือนหอยกาบยักษ์

หัวหน้าอวดความคืบหน้าของบริษัทกับพวกเขา เหล่านายประกันต่างก็พูดชื่นชมยินดีให้เขาเสียยกใหญ่ก่อนที่จะปิดฝาแคปซูล เตรียมพร้อมที่จะขนกลับไปที่ศูนย์บำรุงรักษา ฉันนั่งกอดอกมองพวกเขาอย่างรำคาญ หวังว่าพวกเขาจะไม่หันมายุ่งกับฉันแต่มันก็ไม่ได้ผล

“ได้เวลาแล้วครับ คุณคงไม่อยากไปสายหรอกนะ มีอีกหลายคนที่เราต้องไปรับ ดูสิคุณใช้นิ้วมากไปอีกแล้วนะ แทบจะหลุดออกมาเป็นข้อๆ แล้ว มาเถอะน่า” หัวหน้ากลุ่มนายประกันทำปากจิ๊กจั๊กใส่ฉันก่อนจะหันไปพยักเพยิกกับอีกสองคนให้ช่วยอุ้มฉันลงแคปซูล

“รู้แล้วน่า” ฉันตอบอย่างเสียไม่ได้และปล่อยให้พวกเขาอุ้มฉันไป แต่ก่อนที่ฝาแคปซูลจะถูกปิดลงใส่หน้าฉันอย่างช้าๆ ความคิดสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นสติไปของฉันมักจะเป็นเรื่องเดิมๆ เหมือนกับศุกร์ก่อนๆ ว่าฉันไม่น่าโง่เข้าร่วมโครงการประกันยืนยาวฯนี่กับหัวหน้าเลย และก็ไม่น่าโง่ไปตกลงช่วยขับรถให้หัวหน้าในวันศุกร์ที่เกิดอุบัติเหตุนั่นด้วย แต่ที่แย่ที่สุดก็คือไม่น่าโง่เขียนในใบสัญญาว่าความฝันของฉันคือ การมีคฤหาสถ์หรูบนเกาะส่วนตัวแถบทะเลแคริบเบียน…
ฉันเกลียดวันศุกร์จริงๆ ให้ตายเถอะ…
……………

One reply on “คู่มือการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์(6): ตัวอย่าง soft science fiction : ฉันเกลียดวันศุกร์”

จริงๆแล้ว ชั่งใจอยู่สักระยะใหญ่ๆว่า ควรจะจัดเป็น soft sci-fi หรือ hard sci-fi ดี
ก็ติดอยู่ตรงที่ว่า ไม่มีการอธิบาย กระบวนการรักษาชีวิต ผมก็เลยจัดไปเป็น soft sci-fi

หรือท่านใด มีความคิดเห็นเป็นเช่นไรบ้าง ก็มาแลกเปลี่ยนกันนะครับ

ใส่ความเห็น