Categories
เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

ตราบจนนิรันดร์

…ชื่อของเธอแปลว่าหญิงสาวผู้เป็นที่รัก เขารู้ตัวว่าหลงรักเธอตอนที่เขามีรอยยิ้มมุมปากทุกครั้งที่นึกชื่อนี้ขึ้นมา ‘ฉันอาจไม่เป็นอย่างที่เธอคิดก็ได้’ เธอเคยกระเซ้าเขาไว้ครั้งหนึ่ง

เขาถูกเรียกขณะกำลังเดินกลับไปที่ห้องพัก ห้องส่วนตัวสำหรับนักโทรจิต ใครคนหนึ่งที่วิ่งมาจากทางด้านหลังเรียกให้เขาหยุดก่อนจะเปิดประตูห้อง

“มีข่าวถึงคุณ” คนส่งข่าวหอบหายใจ

เขายกมือขึ้นเตรียมรับกระดาษบันทึก

“ไม่ใช่… มีนักโทรจิตต้องการคุยกับคุณทางช่องทางพิเศษ” คนส่งข่าวเร่งเร้า

ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ และมันทำให้เขารู้สึกกระวนกระวาย  วินาทีนั้นเขาไม่รู้เลยว่าจะไม่มีโอกาสได้กลับไปที่ห้องนั้นอีก

……….

“สายขาดไปสิบห้านาที พอกลับมาออนไลน์ได้ใหม่ก็กลายเป็นเจ้าหน้าที่คนก่อน บอกว่าอยากคุยกับคุณ” เจ้าหน้าที่ท่าทางเฉื่อยชานั่งอยู่เพียงลำพังในห้องสื่อสารบอก

เขาพยักหน้ารับ เบียดตัวผ่านเข้าไปในห้องเก็บเสียง ปรับเครื่องปรับอากาศให้พอดี เอนตัวลงนั่งในเก้าอี้นุ่มในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน สวมหูฟัง คาดอุปกรณ์ปิดตา มือข้างหนึ่งวางอยู่บนคีย์บอร์ด ทำตัวผ่อนคลายคล้ายกับคนเคลิ้มหลับ

เสียงจากหูฟังดังขึ้น “ช่อง 27”

เขาเพ่งสมาธิ ทำจิตให้สงบ รับสัญญาณจากต้นทางเข้าไปในสมอง  คอมพิวเตอร์รับคลื่นสมองไปขยายสัญญาณก่อนจะส่งกลับเข้าไปในสมองของเขาอีกครั้ง สัญญาณที่เข้าช่อง 27 ถูกปรับแต่งให้แรงขึ้น เขารับมันได้ในทันที

“นั่นเธอใช่ไหม” เสียงหนึ่งดังขึ้นในสมอง มันผ่านระยะทางนับร้อยปีแสง ตัดผ่านเส้นแบ่งกาลเวลาและอวกาศจากแนวหน้าของสงครามมาผ่านเข้าไปในสมอง เขาจดจำได้ในทันทีว่าเป็นนักโทรจิตที่ทำงานคู่กับเขามาหลายเดือน

“ใช่ ผมเอง” เขาตอบกลับไป เธอก็จะรู้เช่นกันว่าเป็นเขา ไม่ใช่คนอื่น

“คุณสบายดีนะ” เธอส่งสัญญาณกลับมา เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้น เธอควรจะลงเวรไปพร้อมกับเขา พักผ่อน 16 ชั่วโมงก่อนจะกลับมาทำงานพร้อม ๆ กันตามระเบียบของคู่สื่อสารที่ใช้ติดต่อกันโดยเฉพาะ มันช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นหากกับได้คุยกับคนรู้จัก แต่ละคู่จะทำงานพร้อมกัน สื่อสารกันและเลิกงานพร้อมกัน ไม่ต้องทำงานล่วงเวลา ไม่ต้องควบเวร แต่เธอกลับมาออนไลน์ใหม่หลังจากเพิ่งลงเวรไปไม่ถึงชั่วโมง

…และที่สำคัญ เธอเรียกหาเขา

……….

เจ้าหน้าที่ข้างนอกนั่งดูคลื่นสมองและสัญญาณชีพบนหน้าปัด ตัวเลขและรูปคลื่นเปลี่ยนแปลงไปมาดูไร้ความหมาย งานสื่อสารกับกองยานกู้ภัยยิ่งดูไร้ความหมายมากกว่า ไม่มีเรื่องตื่นเต้น ไม่มีผลการรบ ไม่มีข่าวซากศพลอยล่องกระจัดกระจายหรือกองยานละลายหายไปกับอวกาศ ไม่มีการถ่ายทอดคำพูดคำต่อคำแล้วส่งไปให้คณะเสนาธิการแล้วรีบตอบกลับ ทุกวันมีแต่บันทึกปูมเรือ รายงานผลการกูภัยบนดาวตามตะเข็บชายแดน แจ้งข้อบกพร่องทางเทคนิค ใช้คำศัพท์ที่ฟังแล้วแทบไม่เข้าใจ เพียงทำงานเฉื่อยชาของเขาและรอเวลากลับบ้าน

ระยะทางที่ห่างไกลทำให้จำต้องใช้วิธีนี้ในการติดต่อกับคนในดาวอีกดวง ในสถานที่อีกแห่งซึ่งไกลเกินจินตนาการ คลื่นวิทยุเดินทางช้าเหมือนหอยทากเมื่อเทียบกับโทรจิตที่ข้ามผ่านกำแพงความเร็วของทุกสิ่ง มันเร็วเป็นอนันต์

เจ้าหน้าที่เฉื่อยชาได้แต่นั่งรอให้เขาพูดอะไรออกมาสักคำ ไม่ใช่แค่พูดคุยกันทางจิตแล้วให้เขานั่งรออย่างน่าเบื่อ

………..

“เราถูกโจมตี..อย่าเพิ่งพูด” เธอบอกรวบรัด

“ทำไม” เขารู้สึกอึดอัด สัญญาณชีพที่ปรากฏบนจอภาพข้างนอกคงทำให้เจ้าหน้าที่สังเกตได้ แต่ถ้ามันไม่เปลี่ยนแปลงจนเลวร้ายนักก็จะไม่มีการสอดแทรกเข้ามา ตามระเบียบแล้วเขาต้องรายงานให้เจ้าหน้าที่ข้างนอกทันทีเพื่อแจ้งข่าวต่อและรอคำสั่ง

เขาสูดหายใจ พยายามบังคับให้หัวใจเต้นช้าและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ “เกิดอะไรขึ้น แล้วยานคุ้มกันล่ะ”

“ไม่มีใครช่วยได้อีกแล้ว  กองยานสลายสิ้น เตาปฏิกรณ์ระเบิด รังสีเปรอะเปื้อนไปทั่ว เรากำลังพุ่งเข้าไปในแดนข้าศึก ยานควบคุมไม่ได้” มีความสิ้นหวังปนมากับข้อความ

เธออยู่ในกองยานกู้ภัยอันเปราะบาง ยานคุ้มกันไม่กี่ลำและทั้งหมดล้าสมัย เป็นได้แค่เครื่องประดับและไม่ช่วยให้คนในกองยานได้อุ่นใจ เพราะนั่นเป็นเพียงหน่วยกู้ภัยที่แทบจะไม่มีใครเห็นความสำคัญ ทำหน้าที่เพียงเพื่อช่วยชีวิตไม่กี่สิบคนจากดาวที่ถูกทิ้งระเบิดทำลายราบเรียบให้บางคนได้กลับบ้าน ปฏิบัติงานใกล้แนวรบโดยที่ฝ่ายตรงข้ามไม่เคยแยแสว่านั่นเป็นหน่วยรบหรือหน่วยงานเพื่อมนุษยธรรม เขาเคยได้ยินข่าวแบบนี้มาบ้างแต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะเกิดกับกองยานที่เขาต้องติดต่อโดยตรง

“ผมช่วยอะไรได้บ้างไหม” คำถามโง่ ๆ ที่ไม่น่าถาม เขาและเธอต่างรู้ว่านี่คือจุดสิ้นสุด เขาควรจะปลอบโยนเธอต่างหาก

“ช่วยอยู่เป็นเพื่อนฉันด้วย” ปลายทางจากอีกขอบจักรวาลตอบกลับมา เขารู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวในนั้น

……….

เขาไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่ แต่ความสนิทสนมที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เขาชอบเธอ มันเริ่มจากการพูดคุยเรื่องส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ  ‘เธอชื่ออะไร’ หรือ ‘สบายดีหรือเปล่า’ แล้วค่อยรู้จักกันมากขึ้นทุกครั้งที่ได้สื่อสารกัน ช่องทางสื่อสารพิเศษที่มีเพียงสองคนในจักรวาลจะได้ยินซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความเหงาและกำลังใจกลางความเงียบและวังเวงของเอกภพ  และลงท้ายที่ได้ผูกพันกัน ตั้งความหวังไว้ลึก ๆ ว่าสักวันคงมีโอกาสได้พบตัวจริงของกันและกัน

เธอชื่อ “ไอโกะ ซาโต” ชื่อของเธอแปลว่าหญิงสาวผู้เป็นที่รัก เขารู้ตัวว่าหลงรักเธอตอนที่เขามีรอยยิ้มมุมปากทุกครั้งที่นึกชื่อนี้ขึ้นมา ‘ฉันอาจไม่เป็นอย่างที่เธอคิดก็ได้’ เธอเคยกระเซ้าเขาไว้ครั้งหนึ่ง

‘ไม่เป็นไร’ เขาตอบ เธอไม่อาจปกปิดตัวตนได้ทางโทรจิต เธอมีความยินดีทุกครั้งที่สามารถช่วยใครสักคนจากซากดาวผุผังให้มีชีวิตรอด หรือกู้ซากยานแล้วช่วยผู้โดยสารได้แม้จะเป็นแค่คนหรือสองคน นั่นเพียงพอกับความงดงามของเธอแล้ว

ญี่ปุ่นไม่มีกองยานรบ แต่การส่งหน่วยกู้ภัยออกไปปฎิบัติการในสงครามยุ่งเหยิงและอำมหิตก็ไม่ต่างจากการส่งทหารไปแนวหน้าเท่าใดนัก มันเป็นสงครามที่มนุษย์ตามอาณานิคมต้องต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาทางด้านสงครามไม่ด้อยไปกว่ามนุษย์กระทำต่อกันมานานหลายชั่วอายุคน เธออาสาเข้าร่วมกองยานกู้ภัยทั้งที่แทบไม่เคยรู้จักความโหดร้ายของสงครามตามแนวเขตแดน เขาพบเธอจากการได้จับคู่สื่อสารในภารกิจครั้งนี้

‘ฉันอาจไม่สวย เอาแต่ใจตัวเอง และขี้เกียจเหลือร้าย’ เธอเคยบอกเช่นนั้น เขารู้ว่ามันไม่จริง ยกเว้นเรื่องความสวยที่เขาอาจพิสูจน์ได้ด้วยการไปหาใครสักคนที่ฝ่ายธุกการ ใช้เส้นสายนิดหน่อยเพื่อขอไฟล์ของเธอมาดูแต่ก็ยังไม่ได้ทำ และวันนี้เธอกำลังบอกว่าเธอจะจากไปชั่วนิรันดร์และไม่มีวันหวนกลับมาอีก

“มีกองยานอื่นอยู่ใกล้บ้างไหม ส่งสัญญาณไปแล้วหรือยัง” เขาถาม

“ไม่มีใครอยู่ใกล้เลย เราหมดหวังแล้ว” เขานึกภาพเธอกำลังลอยอย่างไร้จุดหมาย หมุนคว้างอยู่กลางอวกาศ ขณะที่ยานขับไล่ของข้าศึกกำลังเร่งความเร็วตามไปและล็อคเป้า

“ต้องมีทางสิ” เขาตอบ แต่เธอก็จะรับรู้ถึงความสิ้นหวังของเขาอยู่ดี

……….

ไฟสีเหลืองที่แผ่นปิดตาเรืองแสงขึ้น มันเป็นสัญญาณเตือนจากเจ้าหน้าที่ข้างนอก คงมีสัญญาณชีพหรือคลื่นสมองที่ผิดปกติปรากฎให้เจ้าหน้าที่ข้างนอกเห็น เขากดคีย์บอร์ดในมือตอบกลับ มันจะส่งสัญญาณว่าเขากำลังติดต่ออีกฝั่งหนึ่งอยู่

“เรามาไกลเกินไปแล้ว ไม่มีกองกำลังไหนจะทะลวงเข้ามาช่วยซากยานกู้ภัยหลังแนวรบหรอก สายป่านขาดแล้ว”

“แคปซูลหลบหนี…”

“ไม่ได้  ห้องถัดไปอากาศรั่วหมดแล้ว ฉันอยู่คนเดียวในห้องสื่อสารสำรอง ออกไปไม่ได้” เขารู้ว่าเธอกำลังร้องไห้

“ไม่เป็นไร ผมจะอยู่้กับคุณ” เขาตอบ แต่กลับรู้สึกว่ามันเป็นเพียงคำปลอบโยนหลอกลวง

“คุณมีอะไรอยากจะบอกฉันหรือเปล่า” เธอถาม

…นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะถามเธอหรอกหรือ

……….

สัญญาณไฟสว่างขึ้นอีกครั้ง เจ้าหน้าที่เฉื่อยชากลับทำหน้าที่ได้อย่างดี เขารู้สึกถึงหัวใจที่เต้นรัวและการหายใจถี่กระชั้น จึงค่อย ๆ บังคับให้ช้าลงก่อนจะกดคีย์บอร์ดตอบด้วยคำตอบเดิม เจ้าหน้าที่ข้างนอกอาจตัดการสื่อสารได้ทุกเวลาหากพบความผิดปกติที่มากเกินจะรับได้

“ผมไม่ยอมเสียคุณไปแน่”

เธอตอบกลับมา “ชีวิตจริงของคนเรามักจะเป็นชีวิตที่ตัวเองไม่ได้ลิขิต คุณเคยพูดให้ฉันฟัง”

“ออสการ์ ไวลด์ เคยพูดไว้” เขาตอบกลับช้า ๆ พยายามควบคุมตัวเองมากขึ้น

“คุณยังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่อีกหรือเปล่า”

“แน่นอน ผมรอเวลาพบคุณอยู่” เขาเฝ้าเรียนภาษาที่ยากสุดจะบรรยายนี้มาหลายเดือนเพื่อที่เมื่อได้พบเธอนั้นจะสามารถพูดคุยกับเธอเหมือนคนปกติทั่วไปได้

“ที่บ้านเกิดของฉันมีงานเทศกาลชื่อ ‘โอบง’ เดือนสิงหาคมปีหน้าคุณช่วยไปที่บ้านเกิดของฉัน บอกพวกเขาว่าคุณเป็นคนรักของฉัน ช่วยจุดโคมไฟและดอกไม้ไฟนำทางให้ฉันด้วย ฉันจะกลับไปหาคุณ”

“อย่าทำอย่างนั้น อย่าทิ้งผมไป” แผ่นปิดตาบดบังน้ำตาของเขาที่เอ่อท้นออกมา

“ฉันกำลังเดินอยู่บนเส้นทางสายที่ตัวเองไม่ได้ลิขิต ได้โปรดให้ฉันได้บอกลาคุณ ฉันขอเพียงแค่นั้น” เธอส่งสัญญาณกลับมา มันเริ่มขาดห้วง

เขานิ่งเงียบ คิดถึงเธอที่ถูกขังอยู่ในห้องคับแคบลอยไปในความเวิ้งว้างที่ไม่สิ้นสุด แทรกไปตามที่ว่างระหว่างหมู่ดาวนับแสนล้านดวงอย่างเดียวดาย ตายดับลงเมื่ออากาศหมดหรือกระสุนนำวิถีลูกหนึ่งเจาะเข้าไประเบิดกลางซากยาน

“ฉันต้องลาคุณแล้ว” โทรจิตของเธอแผ่วเบา เหมือนการเกาะกุมกำลังจะหลุดไป

“ผมจะไปหาคุณ” เขาตอบโดยแทบไม่ต้องคิด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาจะไม่มีทางปล่อยเธอไปเด็ดขาด

“อย่า.. คุณจะละทิ้งทุกอย่างเพื่อฉันไม่ได้ ได้โปรดเถอะ แค่บอกลาฉันก็พอ” เธออ้อนวอน แต่เขาตัดสินใจแล้ว

ด้วยการขยับนิ้วเล็กน้อย เขากดปุ่มปุ่มหนึ่งบนคีย์บอร์ด

……….

“กองยานกู้ภัยถูกโจมตี แจ้งเหตุด่วน” เสียงของเขาดังออกมาทางลำโพง เจ้าหน้าที่เฉื่อยชาเปลี่ยนเป็นร้อนรนขึ้นในทันที เขายกหูโทรศัพท์ติดต่อไปตามสายงานบังคับบัญชา ก่อนจะหันกลับมาเห็นจอภาพที่ว่างเปล่า

คลื่นสมองราบเรียบ การหายใจเป็นศูนย์ แต่ยังพอจะเห็นคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นแผ่วเบากำลังจะหยุดลง

ด้วยสิ่งที่ฝึกฝนมา เขากระแทกมือลงไปบนปุ่มสีแดงใหญ่ใกล้ตัว มันส่งกระแสไฟฟ้าผ่านไปยังเก้าอี้ของนักโทรจิต หวังว่าการกระตุ้นที่แรงพอจะทำให้เขาได้สติกลับคืนมา

มันไร้ผล… ข้อควรระวังในการสื่อสารทางโทรจิตบอกไว้ว่านักโทรจิตบางคนทำให้ตัวเองตกอยู่ในภวังค์ลึกล้ำจนจิตแยกออกจากร่างกาย ปล่อยดวงจิตให้ล่องลอยไปในความมืดและเยือกเย็นของอวกาศสู่ความอ้างว้างไม่สิ้นสุดและไม่อาจกลับมาได้อีก ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

แขนขาของเขากระตุกเพียงเล็กน้อย มีสัญญาณจากกระแสไฟฟ้ากลับมาที่จอภาพ แต่จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ราบเรียบเหมือนก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่ข้างนอกกระหน่ำกดปุ่มนั้นอยู่หลายครั้งก่อนจะรับรู้ว่ามันไม่ทำให้เกิดผลใด ๆ ขึ้นเลย เจ้าหน้าที่ร้อนรนรู้สึกโศกเศร้า

กองทัพสูญเสียนักโทรจิตไปอีกคนหนึ่ง

……….

ณ ที่ใดที่หนึ่งในจักรวาล ดวงจิตสองดวงกำลังเคลื่อนที่ไปด้วยกันด้วยความเร็วที่เกินขีดจำกัดของทุกสิ่ง วินาทีหนึ่งทั้งสองอาจกำลังลัดเลาะไปตามวงแหวนอุกาบาตของดวงดาวเยือกเย็น ในขณะที่อีกวินาทีหนึ่งอาจกำลังเฉียดผ่านดาวนิวตรอนหนักอึ้ง อีกวินาทีหนึ่งฝ่าเข้าไปในเนบิวลาสีสันบาดตา ทิ้งสงคราม ความโกรธแค้นและการฆ่าฟันไว้เบื้องหลัง

เคียงคู่กันไปตราบจนนิรันดร์

 

 

****หมายเหตุ

1. ได้แรงบันดาลใจจาก Voices of a Distant Star ของ มาโคโตะ ชินไค

2. ไอเดียเรื่องนักโทรจิต เข้าใจว่าหยิบยืมมาจากนิยาย “วีรบุรุษแห่งดวงดาว” (ขออภัย อ่านนานแล้วครับ จำไม่ค่อยได้ว่าใช่เรื่องนี้หรือเปล่า)

5 replies on “ตราบจนนิรันดร์”

มาโคโตะ ชินไค เป็นนัก animation ที่สร้างผลงานออกมายังไม่มากนัก แต่อยู่ในระดับที่โดดเด่นมาก งานชิ้นแรกคือ She and her cat เป็น animation สั้น ๆ ไม่ถึง 5 นาที แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

งานชิ้นที่สองของชินไคคือ Voices of a Distant Star (2002) เป็น animation ยาว 25 นาที เป็นเรื่องของชายหนุ่มกับหญิงสาวที่ต้องจากกันไกลหลายปีแสงและติดต่อกันโดย e-mail ผ่านโทรศัพท์มือถือ และระยะทางที่ห่างกันมากขึ้นทำให้เวลาในการส่งข้อความแต่ละครั้งยาวนานมากขึ้น เป็นที่มาของการดัดแปลงเรื่องนี้ตามความคิดของผมเอง

( ดู She and her cat: http://www.youtube.com/watch?v=lF3xnov3Sgc )

รบกวนทุกท่าน ขอ comment ด้วยเช่นเคยครับ

ใส่ความเห็น