Categories
นวนิยาย เขียน เขียน เขียน

ตอนที่ 2 วันที่แสนวุ่นวาย

12  ปีต่อมา  ดาวเคราะห์ลำดับที่ 9 ธรา

               ท้องฟ้ายามผีตากผ้าเหลืองอร่าม อาทิตย์ดวงโตสีส้มใกล้ลับฟ้า นกฝูงใหญ่โหวกเหวก โบยบินกลับรัง มุ่งสู่ภูเขาใหญ่ที่เลือนลาง ณ ขอบฟ้า

ลึกเข้าไปในหมู่บ้านเล็กแถบชานเมืองแห่งหนึ่งท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีไพศาล ทุ่งสวนสำหรับปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารออกผลอย่างอุดม  ยี่สิบครัวเรือนใช้ชีวิตในหมู่บ้านแห่งนี้ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมพืชผลและปศุสัตว์

ณ ใจกลางหมู่บ้าน ปรากฏโรงไฟฟ้าขนาดตู้ไปรษณีย์คอยผลิตไฟฟ้าให้คนในหมู่บ้านถนน ทางออกหมู่บ้านตัดผ่านทุ่งหญ้าเชื่อมกับถนนใหญ่
แม่น้ำใสแจ๋วสายเล็กขนาบเลียบ ส่งน้ำจากต้นน้ำบนยอดเขา หล่อเลี้ยงหมู่บ้านมากมายตลอดจนตัวเมืองใหญ่  ปลาเล็กใหญ่บ้างแหวกว่ายไปมา ยื่นปากขึ้นมาพะงาบ  บ้างดีดตัวขึ้นมา พืชน้ำหลากหลายพันธุ์ทั้งพืชตามธรรมชาติและที่ออกผลเป็นเนื้อปลาหลากหลาย พันธุ์ลอยบนผิวน้ำ
ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ต้นนึง ริมถนนใกล้ปากทางเข้าหมู่บ้าน
“   อยู่นิ่งๆ สิจ๊ะ   ”   สาวน้อยวัยสิบสาม   โครงหน้าเรียวได้รูป ผิวขาวสนิทดังชนชาติฝรั่ง นัยต์ตาน้ำตาลส้ม คิ้ว ขนตาดำเข้ม ผมดำปรกหน้าผาก ยาวถึงต้นคอ หน้าตาน่ารักพอตัว  สวมชุดกระโปรงสีขาว รองเท้าผ้าสีชมพูติดเข็มกลัดดอกไม้เล็กจิ๋วน่ารัก เธอนั่งเหยียดขา งอเข่าวางบอร์ดรองกระดาษวาดรูป มือซ้ายจับบอร์ดให้อยู่กับที่

มืออีกข้างกำดินสอแท่งพลาสติกที่ สามารถปรับความเข้ม-อ่อนของไส้ได้ตามใจชอบ ด้านที่เป็นยางลบสามารถดูดไส้ดินสอกลับมาใช้ใหม่ได้ทำหน้าที่เสมือนยางลบ ยกมันขึ้นทาบสัดส่วนของนายแบบตรงหน้า

“ แต่ว่า ….   ฉันนั่งมาแบบนี้มาตั้งเกือบชั่วโมงแล้วนะ ! ” เด็ก ชายวัยเดียวกับเด็กสาวดวงตาสีเขียวหม่น ผม รองทรงสีน้ำตาลแดงอ่อน  ปัดปอยผมไปทางซ้าย ผิวขาวแต่คล้ำนิดนึงเพราะโดนแดดเยอะ คางหน้าเรียว จมูกขนาดกำลังดี ปากสีเข้มบาง ขยี้ตาส่ายหัว อ้าปากหาวน้ำตาเล็ดใกล้น็อคเต็มทน  หลังจากนั่งโพสท่าพิงต้นไม้ใหญ่ วางปืนกระบอกยาวไว้ข้างกายตามที่เด็กสาวต้องการ

 

เด็กสาวประสานมือทั้งสองตรงอก สายตาแบ๊วเหมือนลูกหมาน้อย น้ำเสียงอ้อนวอนเต็มที่
“  ขอเถอะจ๊ะ  คือฉันกำลังฝึกวาดสัดส่วนคนอ่ะนะ นะ ราเอล เราเป็นเพื่อนกันมาแต่เด็ก นะ นะ   ”

 

เด็กหนุ่มเห็นเพื่อนสาวแต่เยาว์อ้อนตาใสใส่เลยใจอ่อนเกาหัวกลับไปโพสท่าเดิม พลางมองวิวธรรมชาติแก้เซ็งไป
“เฮ้อ ก็ได้ ๆ แต่ถ้าเขาเรียกเมื่อไร เราก็ต้องไปนะ ”

 

“ ล่า ล้า  ” พอนายแบบเข้าที่เด็กสาวฮัมเพลงในคอ ขีดเขียนรายละเอียดตา จมูก ปากคร่าวๆหลังจากร่างมาได้พอตัวแล้ว เธออมยิ้มมองนายแบบสลับกับก้มลงวาดตต่ออย่างเพลินอารมณ์ หนุ่มน้อยราเอลเหลียวไปมองเธอแวบนึงพลางคิดในใจ
                ผมชื่อราเอล บลอร์ดมอร์ส่วนยัยติสนั่นชื่อ ลอร่า ดาเวี่ยน ลูกสาวของเพื่อนสนิทพ่อผมลุง วาชิลลี่ ดาเวี่ยน ตั้งแต่จำความได้ เธอคนนั้นเข้ามาตอแยชีวิตผม ตั้งแต่วัยแบเบาะพึ่งหัดเดิน เรียนโรงเรียนประถมท้องถิ่นด้วยกัน ตอนเด็กๆพวกเรายังเคยอาบน้ำด้วยกัน เผลอแปปเดียว อายุพวกเราก็ย่างเข้า 13 เสียแล้ว ตอนนี้ปิดเทอมใหญ่อยู่ พวกเราเลยไม่ต้องไปโรงเรียน

“  ไรจ๊ะ ราเอล !? ” ลอร่าเห็นราเอลมองเธอ เลยเอะใจ วางดินสอแปปนึง เงยหน้าถาม

               ถามว่าทำไมผมถึงต้องมานั่งจุ้มปุกที่หมู่บ้านเล็กๆแบบนี้หรอครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า

3 ช.ม. ที่แล้ว

            “  ทางหมู่บ้านนี้เขาร้องเรียนมาว่ามีหมาจรจัดมาขโมยไก่บ่อยๆ ดังนั้นพ่ออยากจะเห็นฝีมือที่ลูกสั่งสมมาตั้งแต่เด็ก โอเคไหม ? ”  คุณลุงวัย 40 ผมสีน้ำตาลปน หงอกทรงอเมริกันรองหวี หุ่นกำยำ ไม่มีพุงตามประสาชายวัยกลางคน สวมชุดนายทหารลายพรางสีน้ำตาล

พันเอกแซนเดอร์สันผู้เป็นพ่อของราเอลนั่งเท้าคางจ้องราเอลอย่างจริงจังบน โต๊ะทำงานที่กำลังฉายภาพแผนที่สามมิติขึ้นมา แสดงเครื่องหมายระบุพิกัดของหมู่บ้าน

“ ครับ ๆ ได้ครับ พ่อว่ามา ถ้าไม่เกินความสามารถ ผมจะทำให้ครับ ” ราเอลเกาหัว พยักหน้าตอบรับโดยดี

“ ดีมากลูกพ่อ !!  เดี๋ยวลุงวาชิลลี่จะเตรียมปืนยาสลบให้ และ พาลูกไปที่นั่นเอง พ่อหวังว่าจะได้รับข่าวดีนะ ” พ่อลุกขึ้นมาตบไหล่อวยชัย

กลับมาปัจจุบัน

 ลอร่ายังคงตั้งหน้าตั้งตาวาดต่อไปอย่างขะมักเขม้น

เด็กหนุ่มนั่งหน้าเอ๋อหลังพิงต้นไม้ หลังหัวเขกต้นไม้กลบความเซ็งตามประสาวัยรุ่นในใจภาวนาให้มันมาเพราะไม่อยากมาเสียเที่ยว โขกไปสักพักอะไรบางอย่างตกลงมากระแทกหัวเขาแล้วเด้งลงมือ

“อุ๊บ ! ”  ราเอลหลับตาปี๋ร้องเอามือลูบหัวสองสามที ก้มมองวัตถุุในเงื้อมมือตนว่ามันคืออะไรกันแน่

ปรากฏผลไม้ชนิดนึงเปลือกขาวแข็งเหมือนมะพร้าว ขนาดประมาณผลแตงโมอยู่ในมือของเขา

ลอร่าหยุดวาดโดยพลัน ยื่นหน้าเข้ามาด้วยความสงสัย

“ หือ  ? ”

เสียงอ่อนหวานของเธอออกมาจากปาก มือเธอลูบเปลือกผลพิศวงนั่น สีหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“  นี่มันผลอะไรเนี่ย ?  ”

“ ลองกระเทาะดูไหมละ ?  ” ราเอลส่งสายตาให้เธอพร้อมส่ายหัวขึ้นนิดๆ สื่อภาษากายว่าแล้วแต่คำสั่งเธอแล้ว

ลอร่ายิ้มพยักหน้าตอบ

เช่นนั้นราเอลได้ลุกขึ้น มองหาก้อนหินขนาดเหมาะมือกำลังดีที่อาจตกอยู่ตามพื้นอยู่พักนึงจนเจอก้อนที่ถูกใจ แล้วตั้งผลที่ว่านั่นกับพื้น มือซ้ายจับมันไว้ให้อยู่กับที่ส่วนมือขวายกหินมากระเทาะเปลือกนั่นสุดแรงหลายที ส่วนลอร่านั่งลุ้นห่างออกไป จ้องมาด้วยความตื่นเต้น
พอกระเทาะได้สักพักนึงจนเกิดรูโบว๋บนเปลือก ของเหลวสีแดงเลือดหมูพุ่งกระฉูดออกมาเปรอะแก้มเด็กหนุ่มทำเอาลอร่าตกใจ

“ ว้าย !  ”  เธอสะดุ้งจนก้นคะมำกับพื้น

ของเหลวสีแดงเลือดหมูไหลย้อยบนแก้มของเด็กหนุ่มแล้วย้อยเป็นสายยังบริเวณคาง หยดแหมะลงพื้นทีละหยด ทว่าเด็กหนุ่มมิได้ตื่นตูมอะไร สีหน้านิ่งเฉย เอานิ้วจิ้มมันมาดม พอได้กลิ่นคาวสดก็บอกได้ทันทีว่าของเหลวสีแดงเลือดหมูนั่นคือเลือดนั่นเอง

ลอร่าตกใจเอามือทั้งสองมากุมปากตัวเอง สีหน้าหวาดกลัวเล็กน้อย

“ นั่นมันผลอะไรน่ะ !? ทำไมมีเลือดพุ่งออกมา  ”

เด็กหนุ่มเองใคร่รูู้เช่นกันจึงกระเทาะเปลือกต่อ จนเลือดแดงฉานจากข้างในผลกระเซ็นมาเปื้อนมือกระเทาะไปมาจนมีรูให้สอดมือเข้า ไปคลำได้ก็ลองคลำเข้าไป

ทันใดนั้นเด็กหนุ่มทำตาโตใส่เด็กสาวลอร่าทันที

“นี่มัน !?  ผลเนื้อคนต้องสาป แย่ละฉันถูกมันสาปเสียแล้ว”  ทำ เสียงหลอน เหมือนคนโดนสะกดจิต โพสท่าซอมบี้เดินกระโผลกกระเผลกเข้ามาหาลอร่าอย่างช้าๆ ยื่นมือที่เปรอะเปื้อนเลือดขึ้นมาทำท่าจะป้ายใส่

ลอร่าสีหน้าเสียเมื่อเห็นมือเปื้อนเลือดของราเอลใกล้เข้ามา

“ ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย แกล้งงี้ไม่ขำนะ ! ”

“บ่ ได้ล้อเล่นหรอกสาวน้อย กระดูกของเธอท่าจะหวานนะ น่ากินจังเลย ขอชิมสักคำเถอะ ”  ราเอลพูดด้วยน้ำเสียงแอ๊บโรคจิต อ้าปากกว้างน้ำลายเยิ้มออกมา แลบลิ้นน้ำลายยืด สะบัดมือข้างที่เปื้อนเลือดย้วยไปมาใส่ลอร่า

ลอร่าเห็นมือเปื้อนเลือดของราเอลใกล้เข้ามา รู้สึกขยะแขยงปนกลัวจนกัดฟันตัวสั่น ทำหน้าแหยงน้ำตาเล็ดจากตานิดนึง กำบอร์ดวาดรูปแน่น ยิ่งมือเปื้อนเลือดราเอลเข้ามาใกล้เธอยิ่งสั่นแรงขึ้นเท่านั้นจนเธอระเบิดอารมณ์ที่อัดอั้นออกมา

“  คนบ้า บ้า บ้า บ้า บ้า บ้า ๆ ๆ ๆ ๆ ”  เธอหลับตาปี๋  หยิบบอร์ดวาดรูป ฟาดมันเขกกบาลราเอลรัวๆ สุดแรงพลางตะโกนเสียงเล็กแหลมออกมา

เด็กหนุ่มต้องยกแขนทั้งสองมากำบังหัว บิดตัว ไม่ให้ลอร่าเขกมันโดนจุดสำคัญของร่างกาย พร้อมเกลี้ยมกล่อมลอร่า
“โอ้ย ๆ เจ็บ ๆ ล้อเล่นจ้า ล้อเล่น ”

ทว่าหล่อนฟิวส์ขาดแล้ว ไม่ฟังคำใดใดทั้งสิ้น ตะโกนซ้ำไปซ้ำมาพลางฟาดบอร์ดใส่อย่างไม่หยุดหย่อน
“บ้า ๆ ๆ ๆ ” ลอร่าฟิวส์ขาดแล้ว ไม่ฟังคำราเอล ตะโกนคำๆเดิม ฟาดบอร์ดเข้ามาไม่หยุดหย่อน
กระทั่งราเอลทนไม่ไหว  ชิงจังหวะตอนที่เธอง้าง รีบจับมือทั้งสองของเธอมากุมเข้าที่อกตัวเอง
“ พอได้แล้ว  !! ลอร่า ”

ทั้งคู่ประชิดกัน ยืนจ้องหน้าซึ่งกันและกัน ลอร่าตกในภวังค์อึ้งครู่หนึงกระทั่งเธอสังเกตุเห็นเลือดที่เปรอะมือราเอ ลนั้นติดแขนเสื้อเธอด้วย

“กริ๊ด ! ” เด็กสาวหลับตาปี๋ ตบเข้าที่แก้มขวาหนุ่มน้อยสุดแรงเกิด เล่นซะเขาหน้าหงาย  เลือดกำเดาพุ่งออกจากจมูก นอนแน่นิ่งไปกับพื้น

พอได้สติคืนมา ลอร่าเห็นเพื่อนหนุ่มนอนแน่นิ่งกับพื้นก็หน้าเสีย วิ่งเข้าไปดูอย่างตื่นตระหนก

“ราเอลเป็นไงบ้าง  ฉันไมได้ตั้งใจนะ ”  เธอเข้าไปเขย่าตัวราเอล

“ มันก็แค่ผลเนื้อหมูแค่นั้นแหละ ล้อเล่นนิดเดียวเอง ”  ราเอลแก้มบวมตุ๋ย หลับตาพูดเบาด้วยความเซ็งที่โดนตบครั้งแรกฟรี  ดันตัวลุกขึ้นมาปัดเศษหญ้าที่เกาะตามเสื้อ

ลอร่าหน้าเสียด้วยความสำนึกผิดและเป็นห่วง ยืนขาสั่นประสานมือทั้งสองเข้าที่อก
“ ขะ ขอ โทษจ๊ะ ฉันตกใจไปหน่อยน่ะ ขอโทษจริงๆ”  ลอร่าหน้าเสียด้วยความสำนึกผิดและเป็นห่วง ประสานมือทั้งสองเข้าที่อก ขาสั่นกึกๆ

เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมา ลูบปอยผมดำสลวยของเธอ

“ ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองก็แกล้งแรงไปหน่อย ”

ระหว่างที่ประสานสายตากันอย่างเข้าด้ายเข้าเข็ม ได้มีเสียงหนึ่งลอยมาขัดจังหวะ

“  เฮ้ย !!!! มันมาขโมยไก่อีกแล้ว !!!! ” ชาวบ้านชายเสียงทุ้มคนนึงตะโกนดังลั่นออกมาจากหมู่บ้าน

“ ฉันไปก่อนละ ลอร่า !! ”

เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นรีบ ผละตัวออกจากลอร่าหยิบปืนไรเฟิลกระสุนยาสลบกระบอกยาวคู่ใจ วิ่งเข้าหมู่บ้านทันที

“จ๊ะ โชคดีนะจ๊ะ ” ลอร่ากล่าวอวยเพื่อนวัยเด็ก พลางอมยิ้มเมื่อมองแผ่นหลังอันกระตื้อรือร้นของเขาที่ห่างออกไปเรื่อยๆ

……………………………………………………………… ในหมู่บ้าน  ……………………………………………..

“เฮ้ย ๆ ล้อมมันไว้ จับมันให้ได้  ” ชาวบ้านหลากเพศหลากวัยตั้งแต่หนุ่มยันแก่วิ่งไล่สุนัขจรจัดขนดำสลับเขียว หน้าแหลมโด่ง รูปร่างกำยำสง่างามตัวนึงกำลังคาบไก่บ้านเพศเมียห้อยโตงเตงในปากทว่าไม่ว่าชาวบ้านจะ โยนอะไรใส่ วิ่งเต้นขวางหน้ามัน ตะครุบมาจับ พยายามเพียงใดสุนัขตัวนั้นก็กระโดดหลบพลิ้วไหวงงดงาม กระทั่งมันวิ่งออกจากหมู่บ้านไปยังทุ่งอันกว้างไพศาล

เด็กหนุ่มวิ่งมาสุดฝีเท้าแต่ก็มิอาจเทียบต้นตำรับเกียร์หมานั่นได้ ได้แต่มองมันห่างออกไป  ระยะ 600 เมตรปืนไรเฟิลยาสลบระดับบ้านๆยังไงคงยิงไม่โดนแน่

“ บ้าชิบ !! ” เขาสบถกับตัวเอง อุตสาห์เสียเวลามาหลายชั่วโมงเพื่อจะกลับไปรายงานความล้มเหลวกับพ่องั้นหรือทันใดนั้นเองปรากฏเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ยานพาหนะดังข้างตัวจึงหันไปมอง

ลุงวาชิลลี่กำลังขี่มอไซต์ที่ล้อเพลาถูกแทนด้วยวัตถุลูกแก้วกลมมีแถบพลังงาน สีเหลืองวิ่งวนเป็นรูปวงกลม ตัวมอไซต์ลอยเหนือพื้นประมาณหนึ่งไม้บรรทัดคุณลุงเป็นชายวัยกลางคนผมหงอกยุ่งดูไม่เป็นทรงบ่งบอกว่าไม่เคยหวีผมเลย นัยตาน์ข้างขวาเป็นตาจักรกลสีเทานัยน์ตาดำของเนตรจักรกลนั่นเป็นจุดเล็กสีแดง

ใบหน้าเหี่ยวย่นแลดูมีอายุกว่าพ่อเขาทั้งๆที่อายุเท่ากัน รูปร่างผอมเกร็ง กำลังสวมเสื้อยีนส์สีดำกางเกงยีนต์สีฟ้า กลางหลังเสื้อเพ้นต์ลายหัวกระโหลกเขียนตัวอักษรไว้ข้างๆว่า Fast as Lighting !!  (เร็วดุจสายฟ้าฟาด) โพกผ้าพันคอสีแดงรอบลำคอ เขาโยนหมวกกันน็อกสีขาวลายแดงที่มีแว่นกันลมติดด้วยให้เด็กหนุ่ม

ลุงแกกวักมือเรียกส่วนอีกข้างตบเบาะหลัง
“ขึ้นมาโว้ย ไอ้ลูกชาย ฉันไม่ได้พาแกมาเพื่อจู๋จี๋ลูกสาวฉันหรอกนะ !? ”

เด็กหนุ่มทำหน้าเซ็งปฏิเสธทันควัน สวมหมวกกันน็อค แว่นกันลมกระโดดขึ้นเบาะหลังทันที
“ โอ้ย !! ผมไม่ได้คิดอะไรกับลอร่าเลย ก็แค่เพื่อนตั้งแต่เด็กเท่านั้นแหละ !”
ทั้งคู่มองเจ้าสุนัขหัวขโมยที่วิ่งห่างออกไปไกลจนเห็นเป็นแค่จุดเล็กๆเท่านั้น
” ไปละนะ เกาะดีๆล่ะ ! ” ลุงแกเหลียวหน้าเตือนราเอล มือบิดคันเร่งวอร์มๆ เสียงเครื่องยนต์ดังระงม

พอราเอลหยักหน้าตอบลุงแกก็บิดเต็มสปีดจนมอไซต์ยกล้อหน้า พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงระหว่างนั้นเด็กหนุ่มถอดแม็กกระสุนบรรจุกระสุนยาสลบสิบนัดออกมาสำรวจ พอเห็นว่าพร้อมก็ยัดเข้ารังเพลิง ปลดเซฟตี้ ดึงลูกเลื่อนบรรจุกระสุนเข้าลำกล้อง

ความเร็วของเครื่องจักรย่อมมากกว่าฝีเท้าสัตว์ ระยะห่างระหว่างพวกเขากับสุนัขตัวนั้นกระชั้นชิดเข้ามากระทั่งเริ่มเห็นตัวมันชัดเจน สุนัขตัวนั้นเหลียวหน้ามามองพวกเขาแวบนึงก่อนที่มันจะตัดสินใจวิ่งซิกแซกสลับฟันปลาอย่างกระฉับกระเฉง


            ชิชะ ฉลาดแหะไอ้นี่ เด็กหนุ่มประดับปืนระดับสายตาเล็งไปที่ตัวมันทันที หันลำกล้องตามตัวมันไปมา นิ้วชี้ขวาเหนี่ยวไกปืนไว้ แต่ก็เลิ่กลั่กเมื่อเห็นลีลาวิ่งของมัน


            ดันได้ไรเฟิลลูกเลื่อนแบบเก่ากึกมา (ยิงนัดนึงต้องดึงลูกเลื่อน เอากระสุนเก่าออกจากลำกล้องก่อนจะยิงอีกนัดได้ ) ถ้าได้ปืนกลฟลูออโต้(ปืนกลที่เห็นได้ตามหนังทั่วไป)มาละก็….. คิดในใจขณะตั้งสมาธิเล็งเป้าความจริงเขาอยากได้ปืนที่ดีกว่านี้ งานจะได้ง่ายขึ้นหน่อย

“ ยิงสิฟะ มัวเลิ่กลั่ก อ้ำๆอึงๆ อยู่ได้ มั่นใจก็ยิงไปเลย ! ”  วาชิลลี่ตะคอกห่ามๆ ขณะที่ตัวเองกำลังใช้สมาธิบังคับทิศทางรถจักรยานยนต์

ปัง !  เด็กหนุ่มกะเส้นทางวิ่งมันแล้วยิงดักหน้า ลั่นกระสุนยาสลบนัดแรกออกไป

ทว่าแค่เฉียดตัวสุนัขทำมันล้มกลิ้งไปกับพื้น 2 ตลบก่อนจะกระโจนขึ้นมาวิ่งต่อ จังหวะนั้นเองความเร็วของมันตกลงไปแวบนึง พอให้ราเอลเล็งยิงได้อย่างมั่นใจ ขณะกำลังจะเหนี่ยวไกนั้นเอง

ลุงวาชิลลี่กลับเอี้ยวมอไซต์หลบก้อนหินก้อนเบอเริ่มตรงหน้า ทำเอาราเอลเสียศูนย์เล็ง ชวดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

 

เด็กหนุ่มถึงกับหน้าเสียวัยรุ่นเซ็งในบัดดล ตวาดใส่ลุง

“ อะไรฟะ ! ลุง ”

ลุงเองก็ตวาดกลับมา เพ่งสมาธิบังคับมอไซต์ต่อ

“ โว้ย โทษที ไม่งั้นมอไซต์ชนหินพลิกคว่ำ ประกันไม่เครมแน่ !  ”

เด็กหนุ่มยอกย้อนกลับไป ก่อนจะทำท่าเล็งปืนใส่เป้าหมายต่อ

“ง้อประกันไมลุง ถึงรถพัง กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรก็ออกให้อยู่แล้วนิ  ”

ลุงวาชิลลี่ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจเถือกใหญ่ ตะคอกใส่ราเอลน้ำเสียงรำคาญสุดขีด
“แต่ถ้าแกลอยไป หัวกระแทกพื้นคอหัก ต่อให้ทบวงไหนๆทุ่มงบให้ทั้งหมดก็ชุบชีวิตแกไม่ได้ ยิงมันเร็วๆเข้า ลุงอยากกลับไปกินข้าวฝีมือลูกเต็มทนแล้ว ”
“กินยาสลบก่อนมั้ยลุง !? ” ราเอลเกิดหมั่นเขี้ยวขึ้นมา หันกระบอกปืนจ่อหลังลุงแก

ลุงวาชิลลี่ตวาดกลับใส่เด็กหนุ่ม น้ำเสียงเย้ยหยันท้าทายสุดขีด
“ ลองดูดิวะ มอไซต์คว่ำแน่ ในระดับความเร็วขนาดนี้ ไม่เสียดายชีวิตก็เอา ”


ก่อนจะยิงหมาอยากยิงคนปากหมาก่อนจริงวุ้ย
ราเอลสบถในใจแต่ก็ไม่กล้าทำ นอกจากจะเสี่ยงตายแล้ว ขืนเรื่องเข้าหูพ่อรับรองงานเข้าแน่นอน พอเล็งปืนไปทางสุนัขต่อ กลับเห็นเบื้องหน้ามีดงต้นไม้จำนวนมากอยู่  อีกประมาณสามนาทีเจ้าหมานั่นจะวิ่งถึงดงนั่นแล้ว เด็กหนุ่มชี้บอกลุงทันที

“ เฮ้ย ลุง นั่นมันสวนนิน่า ”

 

ลุงวาชิลลี่พยักหน้ายอมรับมันพลางกล่าวชื่มชม หากมันเข้าไปได้ มอไซต์ของตามไปไม่ได้อย่างแน่นอน

 

“ ดูท่ามันจะเข้าไปหลบในนั้นสินะ ฉลาดมาก ! ”

 

วาชิลลี่เห็นท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว ยามโพล้เพล้มาเยือน ประกายดวงดาวบนเริ่มเลือนลางแล้วย้ำกับเด็กหนุ่ม

“ ยิงมันให้ได้เร็ว ไม่งั้นยาวแน่ ดวงอาทิตย์จะตกแล้วนะ ! ”

เด็กหนุ่มทำหน้ารำคาญ ตวาดใส่ลุงอย่างเสียอารมณ์

“  ลุงก็มายิงเองสิครับ ! ปืนไรเฟิลทีละนัด ยิงบนมอไซต์ที่ขับเลี้ยวไปมา แถมเป้าหมายวิ่งสลับฟันปลา ผมไม่ใช่นักแม่นปืนระดับพระกาฬนะครับ ”

วาชิลลี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา

“ ไอ้แซนเดอร์สันเอ้ย อุตส่าย้ำแล้วย้ำหนา ว่าน่าจะให้ปืนเกรดดีๆ กว่านี้กับราเอล เป็นไงละเอ็ง  ”  แล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง ทำเอาราเอลหยักไหล่ถอดหายใจสีหน้าเซ็งเป็ดตามๆกัน

ในที่สุดเจ้าหมาตัวนั้นก็วิ่งเข้าดงต้นไม้ไป บรรยากาศโพล้เพล้ทำให้ภายในดงนั้นมืดสลัว แทบไม่เห็นอะไรในนั้นเลย ทั้งคู่จำต้องหยุดมอไซต์ จอดไว้หน้าดงต้นไม้ ลุงแกถอนหายใจเหลียวมามองราเอล

“ เอาไงต่อดีละ !? ”

เด็กหนุ่มถอนหายใจเล็กน้อยแล้วโดดลงจากเบาะที่นั่ง

“ เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง  ” พูดจบราเอลก็เดินเข้าดงไม้หายลับเข้าไป

“ เอ้อ ! กลับ มาให้ครบสามสิบสองละ ” เห็น เช่นนั้น ลุงวาชิลลี่ลงไปนั่งพิงมอไซต์คู่ใจ  ควักไปท์ยาสูบแห่งยุคนี้มาไม่ต้องจุดไฟไม่มีควันกับกลิ่นและสารเคมีที่เป็นอันตรายรบกวนคนรอบข้างจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาสูบฆ่าเวลา

……………………………………………………. ทางด้านราเอล …………………………………………

บรรยากาศภายในดงไม้เงียบสงัด แลได้ยินเสียงฝีเท้าของตนลงบนพื้นหญ้ากับแมลงเรไรร่ำร้องแมลงเล็กบางพวก สร้างความรำคาญบินขวักไขว่เกาะหน้า เด็กหนุ่มเลยใช้มือปัดไล่มันมองสำรวจบรรยากาศโดยรอบ เด็กหนุ่มรู้สึกเอะใจบางอย่างเอามือลูบเปลือกไม้ที่แลคุ้นตาบริเวณนั้นดู สำรวจพินิจไปมา ใบและผลลักษณะเดียวกับต้นเนื้อหมูในตอนนั้น ทราบโดยทันทีว่านี่คือสวนต้นไม้ผลเนื้อสัตว์ของหมู่บ้านไหนสักแห่งแน่นอน  ว่าแล้วเขาก็เดินต่อไปกระทั่ง ……..

เสียงครางสุนัขหงอยแว่วเข้าหู….

ทันทีที่ได้ยินก็หยุดก้าวเท้าโดยพลัน หายใจแผ่วเบาลง ก้าวเท้าลงพื้นอย่างนุ่มนวล เงี่ยหูฟังเสียงครางนั่น เดินตามเสียงไปสัก พัก เริ่มเห็นร่างเงาเลือนลางกับดวงตาแวววาวสะท้อนแสงในความมืดสองจุดอยู่ไม่ ห่างออกไปนัก จึงรีบเอาหลังพิงต้นไม้ยื่นหน้าแอบมองออกไป เล็งปืนไปที่เงานั่นอย่างเงียบเชียบ

ทว่า……..

” หงิง หงิง ”

พอเห็นภาพสุนัขตัวนั้นกำลังซุกตัวหดตัวใต้พุ่มไม้เล็กๆพุ่มนึงเพื่อหลบลมหนาวที่กำลังจะมาเยือนในยามค่ำคืนวางซากไก่ผู้เคราะห์ร้ายไว้ข้างกาย เลียรอยแผลถากที่ขาซ้ายหลังของมัน ร้องครางด้วยความเจ็บปวด

เขากลับยิงมันไม่ลงเพราะความรู้สึกสงสาร …..  แต่ดันเผลอ ลดปืนไปกระทบพื้น สุนัขตัวนั้นได้ยินหูผึ่ง ดวงตาเรืองแสงจับจ้องมองมาต้นเสียง รีบลุกขึ้นหางตั้งตรงฟูชี้ขึ้นโดยพลัน  วางขาอย่างมั่นคงตั้งท่าพร้อมสู้พลางแยกเขี้ยวขู่

เด็กหนุ่มเห็นเช่นนั้นเลยตัดสินใจเดินออกมาประจานหน้ากับมัน
“ เย็นไว้เจ้าตูบ ข้าไม่ได้มาร้ายนะ แต่จะพานายไปยังบ้านหมาจรจัด จะได้ไม่ต้องเร่ร่อนหาอะไรกินเองยังงี้ไง มีที่นอนอุ่นๆให้ มีเพื่อนเล่น ”  เด็กหนุ่มตบมือ พูดเกลี้ยกล่อมมันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

พอ ได้ยินเช่นนั้นสุนัขตัวนั้นทีท่าสงบลงลดหางที่ตั้งตรงค่อยๆอ่อนลงมา เด็กหนุ่มลองก้าวเท้าเข้าไปดู ทว่าแค่ทำท่าจะก้าวเข้าไปมันก็แยกเขี้ยวขู่ทันที จึงต้องหยุดเดิน

ราเอลเหลือบเห็นปืนในมือมองมันสักพักจึงพยักหน้ากับตัวเอง

“  โอเคๆ กลัวเจ้านี่ใช่ไหม  !?   ”  ระหว่างที่เกลี้ยมกล่อม เขาถอดแม็กปืนมา ควักกระสุนยาสลบออกมาหนึ่งนัดแล้วโยนปืนออกไปให้ห่างตัว

สุนัขหัวขโมยเขม็งใส่ไม่กระพริบตาแม้แต่นิดเดียว สีหน้านิ่งเฉย ไม่แสดงทั้งความเกรี้ยวกราดหรือเชื่องทั้งสิ้น

เด็กหนุ่มตัดสินใจก้าวเข้าไปดูอีกที ทว่าเพียงแค่ยกเข่าก้าวไปข้างหน้า มันก็แยกเขี้ยวใส่ทันที

ระหว่างที่มืดแปดด้านคิดแผนไม่ออก บังเอิญเหลือบเห็นต้นไม้เนื้อมากมายในบริเวณนี้ ความคิดได้แล่นขึ้นมาในหัวทันที รีบใช้เท้าขวาถีบลำต้นของต้นที่ใกล้ที่สุดสุดแรง จนยอดมันแกว่งสั่นไหวไปมา ทำเอาหมู่นกที่ทำรังบริเวณนั้นต่างโบยบินออกจากรังด้วยความแตกตื่น

กระทั่งผลเนื้อหมูหลุดออกจากก้าน หล่นลงหัวซ้ำรอยเดิมทำเอาซะหัวโนช้ำนิดนึงแล้วเด้งตกลงพื้นไป

หล่นใส่หัวตูอยู่ได้ เขา สบถกับความซวยของตนเการอยช้ำบนหัว พลางก้มตัวหยิบผลเนื้อหมูที่ว่านั้นด้วย สายตาจับจ้องเจ้าตูบนั่นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่ให้มันเกิดความระแวงหลังจากหยิบมันผลนั่นขึ้นมา เด็กหนุ่มใช้กระสุนยาสลบปลายแหลมเจาะเปลือกผลเนื้อผลนั้นจนเกิดเป็นรูโบแล้ว แกะปลอกส่วนที่บรรจุยาสลบออกมา เทเข้าไปในผลจากนั้นก็กลิ้งมันเข้าไปหาเจ้าตูบอย่างนิ่มนวล
เจ้าตูบผงะเล็กน้อยด้วยความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ แต่กลิ่นคาวเลือดและเนื้อสดภายในนั้นช่างยั่วต่อมอยากอาหารของมัน

มันเข้ามาดมอย่างกล้าๆกลัวๆ กลิ่นเนื้อสดได้ปลุกสัญชาตญาณความอยากอาหารเพื่อดับความหิวโหยที่อัดแน่นเต็มกระเพราะ

ในที่สุดมันก็ทนความอยากไม่ไหว น้ำลายสอเต็มปากใช้ขาหน้าล็อกผลนั้น เขี้ยวฉีกเปลือกของมันด้วยคมเขี้ยว กลืนเนื้อสุกรภายในผลลงท้องจนหมด

เด็กหนุ่มยืนยิ้มกอดอกมองมันอย่างสบายอารมณ์ ตอนนี้เพียงแค่รอเวลาเท่านั้น
เจ้าตูบกินจนอิ่มแปร่สักพัก ยาสลบเริ่มออกฤทธิ์ ออกอาการยืนเซ ประคองตัวไม่อยู่ ลงไปนอนกลับพื้น หรี่ตาลงหลับปุ๋ยลงในที่สุด

 

………………………………………………………………………………………………………………………………………..

“ ฟู่ !! เจ้าหนูนั่นหายไปนานจังแฮะ วันนี้จะได้กลับไหมเนี่ย เฮ้อ ! ” ลุงวาชิลลี่นั่งสูบไปท์ข้างมอไซต์ พ่นควันใสออกจากปาก สีหน้าผ่อนคลายจากฤทธิ์ยาสูบ

ระหว่าง ที่แกกำลังบ่นเป็นหมีกินผึ้งสักพัก เสียงย่ำเท้าออกมาจากดงไม้ ค่อยๆใกล้เข้ามา จนเห็นเงาคนกำลังแบกอะไรบางอย่างบนบ่าขวา มือซ้ายถืออะไรบางอย่างขนาดพอกับไก่อยู่
แกเห็นเงานั่น ก็เดาได้ว่าคือใคร ยิ้มอย่างดีอกดีใจ รีบเก็บไปท์ลงกระเป๋าเสื้อ ลุกขึ้นมาสตาร์ทจักรยานยนต์ไว้คอยท่า
เด็กหนุ่มสะพายปืนแบกร่างสุนัขบนไหล่ขวา มือซ้ายกำซากไก่ เดินออกมาจากดงไม้

“ ได้ฤกษ์กลับบ้านซะที รีบขึ้นมาเร็ว !  ลุงหิวไส้แทบขาดละ ”  วาชิลลี่หันหลังมาบอกราเอล ขณะที่ตนพร้อมบิดมอไซต์เต็มทีแล้ว

เด็ก หนุ่มยิ้ม เงยหน้ามองหมู่จันทราสีฟ้ามรกต และดวงดาวบนน่านฟ้าอันงดงามก็ถอนหายใจออกมา พอขึ้นซ้อนหลัง มอไซต์ได้ออกตัวด้วยความเร็วสูงทันที

วันที่แสนวุ่นวายวันนึงของเด็กหนุ่มจบลงเสียที แต่การผจญภัยของราเอลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น…….

ระหว่างที่ซ้อนมอไซต์ เด็กหนุ่มเกิดอยากหยอกแกด้วยความหมั่นเขี้ยว ยื่นซากไก่แนวหน้าแก

“ กินไก่ดิบ รองท้องหน่อยมั้ยลุง  ”
“ เดี๊ยะ ! เอ็งโดน  ”  ลุงแกตอกกลับมาทันควัน

…………………………….      ไกลออกไปนั้นเอง        ………………………..

บุคคล ลึกลับยืนอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความมืดเงามืดนั้นได้ปกปิดหน้าตา รูปพรรณ และ เสื้อผ้าที่เขาใส่จนหมดสิ้น เห็นเพียงริมฝีปากอันแห้งผาก ซีดเซียวดังซากศพ กำลังส่องกล้องทางไกลส่อง มอเตอร์ไซต์ที่ค่อยๆวิ่งห่างออกไปจนลับตา

“ หึ ๆ ๆ ๆ ”  บุคคลลึกลับนั่นหัวเราะในคอเบาๆ แสยะยิ้มออกมา

6 replies on “ตอนที่ 2 วันที่แสนวุ่นวาย”

เด็กหนุ่ม “ประดับ” ปืนระดับสายตา ควรเป็น “ประทับ”

“เอากระสุนเก่าออกจากลำกล้องก่อน” ที่ถูกต้องคือ “เอาปลอกกระสุนที่ยิงแล้ว ออกจากรังเพลิง”

ปืนกลในภาษาไทย และคำว่า ปืนฟลูออโต้ มันมีความหมายเดียวกันครับ ไม่ต้องใช้ร่วมกัน

ในระบบที่เป็นอัตโนมัติ จะมีปืนกึ่งอัตโนมัติหรือ เซมิออโต้สำหรับบุคคลทั่วไปใช้ และ ปืนอัตโนมัติหรือ ปืนฟูลออโต้ สำหรับใช้ในราชการสงคราม (ยกเว้นบางประเทศที่อนุญาตให้ประชาชนครอบครองปืนฟูลออโต้ได้ )

และปืนกลทั่วไปจะเอามายิงยาสลบไม่ได้

เพราะปืนยิงยาสลบ จะไม่ใช้กระสุน แต่เขาใช้ลูกดอกทรงกระบอกเพื่อบรรจุยา ซึ่งทำให้ต้องใช้ปืนที่มีลักษณะที่ออกแบบมาใช้เฉพาะสำหรับการนี้

ปกติแล้วปืนไรเฟิลแบบลูกเลื่อน ก็ถือว่าเป็นปืนที่มีความแม่นยำสูงสุดแล้วครับ แต่ไม่เหมาะกับเป้าเคลื่อนที่แบบที่บรรยายในเรื่อง อีกทั้งปืนที่ใช้ยิงยาสลบนั้นจะไม่ได้ใช้ดินปืน หรือใช้ในจำนวนน้อย จึงต้องเข้าไปยิงในระยะไกล้ ไม่น่าจะเกิน50เมตร อีกทั้งความเร็วของลูกดอกยาสลบนั้นก็ไม่มาก ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์แตกตื่น และได้รับบาดเจ็บครับ

ระวังเรื่อง พืชพันธุ์นะครับเพราะถ้าไม่อธิบายโครงสร้างทางชีวภาพ จะกลายเป็น แฟนตาซีไปนะครับ
รูปแบบการเล่าเรื่องทำให้ผนนึกถึงการ์ตูน ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับงานเขียนเท่าไร
(เหตุการหยอกล้อกัน และ การตัดฉากสลับเวลา แต่ฉากขับรถทำได้ดี ครับ)
ระมัดระวังเรื่องเหตุผล เพราะปืนเป็นยาสลบอยู่แล้ว การเปลี่ยนใจไม่ยิง ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไร
ครับ

อีกเรื่องคือการเปิดตัว ตัวละคร ครับ
อย่างบทนี้ เปิดตัวละคร 5 ตัว (ราเอล, วาชิลลี่, ลอร่า, สุนัข และ บุคคลลึกลับ ว่าแต่ บุคคลลึกลับ ไม่ต้องหัวเราะได้ไหม?)

ซึ่งพอเป็นเรื่องยาว ค่อยๆเปิดตัวละครทีละตัวได้ และน่าจะสร้าง impact ได้ดีกว่า ครับ
(อาจจะสอง แต่ไม่จำเป็นต้องหลายๆตัว หรือถ้าจะหลายๆตัว ก็ต้องเกลี่ยบทดีๆ)

ราเอล แม่นปืนโบราณ (ปืนสมัยใหม่ยิงไม่เป็นเรื่อง เพราะฐานะทางบ้าน หรือ การสั่งสอนจากคุณปู่ … อันนี้ผมมั่ว)
วาชิลลี่ นักซิ่ง …
ฯลฯ
ก็เลยพบว่า ลอร่า ดูไม่ค่อยมี impact เท่าไร
ไปเปิดตัวในฉากอื่นก็ได้
ครับ

ฉากช่วยสุนัข ผมนึกถึงฉากเดียวกันใน game of thrones (ลูกสุนัขป่า พึ่งเกิด และ พ่อแม่ตาย ย้ำว่าเป็น สุนัขป่า)แต่อันนั้น impact มันแรงกว่า เพราะมันคือการฆ่าทิ้งไม่ให้ลำบาก(ไม่มีอาหาร) หรือ การรับเลี้ยง(รับเป็นภาระตนเอง ณ ตรงนั้น)

โดยสรุป
ผู้เขียน สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างการจดจำตัวละคร
ฉะนั้น ค่อยๆปล่อยตัวละครออกมา พร้อมเหตุการณ์ที่น่าสนใจ(เรียกว่า ฉากเปิดตัว) น่าจะสร้างการจดจำ(ตัวละคร)ได้ดีกว่า
ครับ

(ในกรณีนี้การเปิดตัว ราเอล, วาชิลลี่, สุนัข โดยใช้ฉากไล่ล่า บนมอเตอร์ไซด์ ถือว่า ใช้ได้พอสมควร ครับ ฉะนั้นถ้าเป็น style ผม จะเหลือแค่ฉากนั้น ฉากเดียวครับ ส่วน การเปิดตัว ลอร่า ค่อยไปหาพื้นที่อื่น ก็ได้ครับ ย้ำนะครับว่า style ผม ฉะนั้น อย่ายึดถือมากครับ)

ปล. นึกภาพเอา บอร์ดวาดรูป ตีกันนี่ มังงะ มากเลยครับ

ใส่ความเห็น