Categories
ประกวด เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

ผู้มาเยือน : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

ในที่สุด เจอโนโรม ก็ได้มายืนประจันหน้ากับ ‘มัน’ ยานอวกาศจากนอกโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา แม้แต่ในภาพยนต์แนวไซไฟอวกาศเองก็ไม่มีเคยมียานอวกาศลำใหญ่ขนาดนี้ปรากฎมาก่อน ขนาดของตัวยานกินพื้นที่ราวๆประมาณสามสนามฟุตบอลรวมกัน จนทำให้ชายหนุ่มอย่างเขาดูตัวเล็กราวกับมดที่ยืนอยู่ใกล้รถถังไปทันที

แสงแดดในตอนเช้าของวันส่องกระทบผิวนอกของยานซึ่งเป็นวัสดุคล้ายอลูมิเนียมที่พบได้บนโลก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัสดุศาสตร์เองก็ยังวิเคราะห์ออกมาไม่ได้ว่ามันเป็นวัสดุจากธาตุชนิดไหน มีเพียงอย่างเดียวที่พวกเขารู้คือ ถึงแม้ว่าตัวยานจะมีโครงสร้างใหญ่โตมโหฬารก็ตามแต่มวลน้ำหนักของมันกลับสวนทาง กับโครงสร้าง นั่นคือมันมีน้ำหนักเบาจนน่าประหลาดใจ ราวกับภายในกลวงโบ๋ไม่มีเครื่องยนต์กลไกใดๆติดตั้งเอาไว้ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับ บางสิ่ง ที่อยู่ภายในตัวยาน

เจอโนโรมนึกย้อนกลับไปเมื่อห้าเดือนก่อนตอนที่นักวิทยาศาสตร์กับกองกำลังทางทหารตัดสินใจจู่โจมเข้าไปในยานครั้งแรกหลังจากที่ล้มเหลวกับการได้รับคำตอบรับข้อความทักทายที่พวกเขาพยายามสื่อสารกับผู้ที่อยู่ในยาน แทนที่พวกเขาจะได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาจากต่างภิภพดวงดาวตามที่คาดไว้ กลับกลายเป็นว่า พวกเขาต้องประหลาดใจเมื่อพบแคปซูลขนาดเท่าร่างกายของมนุษย์จำนวนหลายหมื่นแคปซูลวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบซึ่งภายในแคปซูลที่มีที่ฝาปิดเป็นครอบแก้วโปร่งใสกลับว่างเปล่า

ยานอวกาศลำนี้เดินทางมายังโลกโดยปราศจากผู้ควบคุม ดูเหมือนว่าจะมีกลไกบางอย่างที่ทำให้มันสามารถเดินทางท่องไปในอวกาศได้ด้วยตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆบนโลกไม่สามารถอธิบายด้วยสรรพความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ได้ว่ามันเดินทางไปในอวกาศด้วยวิธีไหนและร่อนลงจอดยังโลกด้วยจุดประสงค์อันใด

——————————-

เจอโนโรมสังเกตเห็นกองกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือซึ่งยืนประจำ ณ จุดต่างๆเพื่อเฝ้าระวังผู้ที่จะเข้าถึงตัวยานโดยไม่ได้อนุญาติ หลังจากที่เจอโนโรมรายงานตัวกับเจ้าหน้าตรงบริเวณภายนอกอาณาเขตที่กั้นเขตแดนของตัวยานเอาไว้ ชายหนุ่มก็มายืนอยู่ตรงบันไดที่ทอดขึ้นสู่ประตูยาน ในตอนนั้นเองที่ดร. คาลซาน หนึ่งในคณะทีมซึ่งคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม ได้เดินมาทักทายเขาพร้อมกับตรวจสอบข้อมูลในแฟ้มเอกสารเพื่อยืนยันว่าเจอโนโรมเป็นชายคนเดียวกันกับในรูปที่ปรากฎบนเอกสารใบสมัคร

“คุณเจอโนโรม…” ดร. คาลซาน มองสลับระหว่างรูปถ่ายกับใบหน้าของเจอโนโรม ก่อนที่จะกล่าวต่อ “อาชีพ…นักฟิสิกส์ควอนตัม…คุณรู้ใช่ไหมครับว่าการคัดเลือกคืออะไร ผมคิดว่าคุณน่าจะได้อ่านรายละเอียดที่ทางเราได้ตีพิมพ์ในหน้าประกาศของหนังสือพิมพ์แล้ว”

เจอโนโรมยิ้มให้กับผู้ที่อยู่ตรงหน้า เขาสังเกตุเห็นว่า ดร. คาลซานเป็นชายร่างเล็กหัวล้านเลี่ยน สวมแว่นตากรอบสี่เหลี่ยม ในชุดเสื้อคลุมสีขาว ตัวจริงแตกต่างจากที่เห็นในโทศทัศน์อยู่มาก สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดกว่าในสื่อคือแววตาที่แฝงความเฉลี่ยวฉลาดและมุ่งมั่นของ ดร. คาลซานซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิ่งภูมิปัญญาจากต่างดาว

“ครับ” เจอโนโรมตอบแล้วพูดต่อ “ผมได้อ่านมาแล้ว การคัดเลือกเป็นการให้ผู้ที่สมัครใจมาทดสอบการเข้ากันได้กับแคปซูลที่อยู่ในยานอวกาศลำนี้…ผมไม่แน่ใจในจำนวนที่แท้จริงของแคปซูลว่ามีเท่าไหร่ แต่พอจะรู้คร่าวๆว่า ทางรัฐบาลและคณะวิทยาศาสตร์อวกาศต้องการผู้ที่จะเดินทางไปกับยานทั้งหมดประมาณสามหมื่นกว่าคน”

“ถูกต้อง ตัวเลขจริงๆคือเราต้องการสามหมื่นสองพันคนเดินทางไปกับยานลำนี้ เมื่อห้าเดือนก่อน ทีมนักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ถอดรหัสข้อความรูปภาพในผนังยานพบว่า ยานลำนี้เป็นพาหนะสำหรับใช้เดินทาง เราเจอแคปซูลในนั้นตอนที่บุกเข้าไปหลังจากที่เจ้าของบ้านไม่ยอมตอบรับการเคาะประตูเรียก เราตีความหมายของรหัสรูปภาพพบว่ายานลำนี้ต้องการผู้ที่จะร่วมเดินทางไปกับมันโดยลงไปนอนในแคปซูลเหล่านั้น”

“ดูเหมือนยานลำนี้จะเลือกผู้ที่จะเดินทางไปกับมัน” เจอโนโรมบอก เขารู้มาจากการค้นพบของทีมนักวิทยาศาสตร์ว่า ถ้าใครก็ตามเอามือแตะตรงสัญลักษณ์ขนาดเท่าฝ่ามือรูปกาแล็กซี่สีเขียวซึ่งอยู่บนฝาครอบแคปซูลแล้วทำให้ฝาครอบนั้นเปิดออกได้ นั่นแสดงว่าคนเป็นผู้ถูกเลือกให้ลงไปนอนในแคปซูลเพื่อออกเดินทางไปกับยานได้ ขั้นตอนคำอธิบายเหล่านี้ปรากฎเป็นอักษรภาพที่ผนังยานเหมือนอักษรภาพเฮียโรกราฟิกของชาวอียิปต์โบราณ ดูเหมือนว่าผู้ที่สร้างยานลำนี้ขึ้นมาได้ตระหนักว่าภาพวาดมีความเป็นสากลจักรวาลโดยสามารถถ่ายทอดจุดประสงค์หรือความต้องการไปยังผู้รับได้ดีกว่าคำพูดหรือข้อความ
“แล้วจุดหมายปลายทางล่ะครับ” ชายหนุ่มสงสัย
“พวกเราไม่รู้ อักษรภาพไม่ได้บอกเราถึงปลายทางที่จะไป แต่ถ้าเราลองคิดดูแบบง่ายๆ ใครก็ตามที่ส่งยานลำนี้มาที่โลกก็คงต้องการรับมนุษย์จากโลกไปยังที่ดาวของพวกเขาเพราะคงไม่ใครลงทุนลงแรงสร้างยานลำนี้ขึ้นมาสนุกๆ แล้วส่งออกไปกระดี้กระด้านอกโลกเล่นโดยไม่หวังที่จะให้มันบินกลับไปที่ที่มันจากมา”
เจอโนโรมเห็นด้วยกับคำพูดของดร. คาลซาน

“ถ้าคุณตัดสินใจแล้ว คุณตามผมมาได้เลย ผมไม่อยากให้เสียเวลามาก เราเพิ่งได้คนที่จะเดินทางไปกับยานลำนี้เพียงแค่หมื่นกว่าคน เรายังต้องการอีกเยอะและเร็วที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าเจ้าของยานจะเอายานกลับไปเมื่อไหร่ มนุษย์ชาติมีโอกาสครั้งแรกที่จะได้ท่องจักรวาลด้วยพาหนะที่เราไม่สามารถสร้างได้ในตอนนี้หรือแม้แต่อีกร้อยปีข้างหน้า คุณก็รู้ว่าเทคโนโลยีทางด้านอวกาศของเราถูกจำกัดด้วยเรื่องของเชื้อเพลิงและขนาดของยานมานานแล้ว” ดร. คาลซานบอกก่อนที่เดินนำชายหนุ่มขึ้นไปตามบันไดที่ปูทอดไปสู่ประตูยานซึ่งเจอโนโรมก็เดินตามเขาไป

ราวกับว่าเจอโนโรมก็เป็นคนหนึ่งที่ยานลำนี้เลือก ทันทีที่เขาใช้ฝามือสัมผัสตรงรูปสัญลักษณ์ดาราจักร ฝาครอบที่เป็นแก้วใสก็ค่อยเลื่อนเปิดออกเบาๆพร้อมๆกับมีเสียงฟู่ดังขึ้น วินาทีนั้น ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงอากาศแห้งรอบๆตัวแต่ที่น่าแปลกคือ ความรู้สึกเย็นสบายพอดีไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป ชายหนุ่มรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก การได้เดินทางไปกับยานอวกาศลำนี้เป็นความใฝ่ฝันของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่ามันจะพาเขาไปสู่จุดหมายปลายทางใดก็ตาม แต่เขาก็พร้อมที่จะเสี่ยง ไม่มีความฝันใดๆจะถูกทำให้เกิดขึ้นโดยที่ผู้ทำไม่มีความเสี่ยง เรื่องนี้เจอโนโรมรู้ดี ความฝันที่จะเดินทางออกนอกโลกในวัยเด็กกำลังจะเป็นจริง ทว่าไม่มีอะไรบนโลกที่ได้มาฟรีๆเพราะการที่เราจะได้มาซึ่งบางอย่างเราต้องยอมสูญเสียบางอย่างไปด้วย ตรงเรื่องนี้ เจอโนโรมต้องยอมทิ้งและสละทุกอย่างบนโลกทั้งงานวิจัยที่กำลังไปได้ดีอย่างมากซึ่งทำให้เขาเป็นตัวเต็งที่จะได้รางวัลโนเบลสาขาควอนตัมดาราศาสตร์ในปีนี้ คนรักของเขาและครอบครัวที่แสนอบอุ่น

เจอโนโรมพยายามมองอีกแง่มุมหนึ่งในด้านบวก เขาบอกตัวเองว่าไม่มีอะไรน่าหวาดกลัวเพราะเขาไม่ได้เดินทางไปคนเดียวแต่เขากำลังจะเดินทางออกไปนอกโลกไปยังดาวที่ไม่รู้จักพร้อมกับเพื่อนร่วมยานอีกเป็นหมื่นๆคน อย่างน้อยถ้ามีอะไรแย่ๆเกิดขึ้น เขาก็ไม่ใช่คนหัวเดียวกระเทียมลีบแน่ๆ

——————————-

ภาพประตูยานค่อยๆเลื่อนปิดลงถูกถ่ายทอดออกไปทั่วโลกในวันที่ยานได้กำหนดออกเดินทางหลังจากที่มันได้เลือกผู้โดยสารครบทั้งสามหมื่นสองพันคน ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งเด็กอายุต่ำสุดคือสิบห้าปีไปจนถึงยี่สิบห้าปีและอีกกลุ่มคือคนวัยกลางคนซึ่งเป็นวัยทำงานแบ่งออกเป็นชายหญิงอย่างละครึ่ง ดูเหมือนการคัดเลือกช่วงอายุจะถูกกำหนดเอาไว้แล้วอย่างเจาะจงด้วยจุดประสงค์บางอย่างของเจ้าของยาน

ยานอวกาศทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างแผ่วเบาราวกับขนนกโดยปราศจากการจุดระเบิดที่ท่อไอพ่นเพื่อผลักให้ยานหลุดจากแรงดึงดูดของโลกเหมือนการส่งกระสวยอวกาศซึ่งเราเคยเห็น เมื่อมันลอยขึ้นไปสูงราวๆสองกิโลเมตร ระบบควบคุมอันสลับสับซ้อนในยานก็ทำให้มันค่อยๆหมุนรอบตัวเองช้าๆ จนถึงความเร็วรอบที่ค่าๆหนึ่ง จากนั้นเสียงระเบิดราวกับอากาศปริแตกก็ดังสะท้านขึ้นครั้งหนึ่งก่อนที่ยานอวกาศผู้มาเยือนจากนอกโลกจะพุ่งหายไปในท้องฟ้าอย่างรวดเร็วทันที

——————————-

นานเท่าไรไม่สามารถบอกได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าของเจอโนโรม เพราะเขาและบรรดาเพื่อนร่วมทางนอนหลับในสภาพจำศีลอยู่ในแคปซูลภายในยาน นาฬิกาชีวะภาพในร่างกายถูกหยุดเอาไว้ด้วยการไฮเบอเนชั่นหรือการจำศีลแต่ขณะเดียวกันนาฬิกาบนโลกหรือในยานยังคงทำหน้าที่ต่อไป ทว่าพวกเขาจะไม่ถูกปลุกขึ้นมาจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่ยานถูกโปรแกรมเอาไว้

——————————-

เจอโนโรมค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อเขาได้ยินเสียงบางอย่างที่คุ้นเคย มันดังมาจากที่ไหนสักแห่งแต่ที่รู้แน่ชัดเขารู้จักเสียงนั้นเป็นอย่างดี มันเป็นเสียงของคลื่นทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่ง เมื่อฝาครอบแคปซูลเปิดออกเจอโนโรมยันกายขึ้นก้าวออกมาจากแคปซูล เขารู้สึกแปลกที่ร่างกายปราศจากความเมื่อยล้าหรืออ่อนแรงแต่กลับมีพละพลังบางอย่างแฝงเร้นในตัว มันทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปล่าจนรู้สึกอยากจะวิ่งออกไปข้างหน้า

ชายหนุ่มพบว่าประตูยานถูกเปิดอ้าเอาไว้และเมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ประตูยาน เขาก็ได้ยินเสียงคลื่นชัดเจนมากขึ้น ในตอนเองขณะที่เขาสูดเอาอากาศเข้าไปเขารู้สึกคุ้นเคย เขาจดจำได้ดี มันเป็นอากาศบริสุทธิ์ที่เขาเคยสูดที่ดาวบ้านเกิดของเขา วินาทีนั้นที่เจอโนโรมรับรู้ว่ายานลำนี้พามนุษย์จากดาวเคราะห์โลกร่อนลงจอดที่ดาวดวงหนึ่งซึ่งมีบรรยากาศเหมือนดาวโลก

เจอโนโรมออกจากตัวยานก่อนที่จะเดินเลียบไปตามชายหาดแล้วบ่ายหน้าไปยังทิศทางที่เป็นผืนดิน ความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้น ดาวดวงนี้เงียบเกินไปราวกับว่ามันเป็นดาวที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

ขณะที่เจอโนโรมกำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้นเอง เสียงครางเบาๆเหมือนเสียงเครื่องจักรขนาดเล็กก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังจนทำให้ชายหนุ่มรีบหันกลับไปดูด้วยความตกใจ ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มยื่นนิ่งมองสิ่งที่ปรากฎตรงหน้าด้วยความตะลึงเมื่อเห็นสิ่งที่ลอยอยู่เหนือพื้นดินคล้ายยานพาหนะสำหรับโดยสารคนเดียว

“ยานลำเล็ก…มันออกมาจากยานอวกาศลำนั้นหรือเนี่ย แต่ดูเหมือนมันจะใช้โดยสารได้” เขาคิดก่อนจะเดินไปที่ยานซึ่งบัดนี้ลดระดับความสูงลงจอดที่พื้นทรายแล้ว เขาตัดสินใจขึ้นไปบนยาน เมื่อชายหนุ่มขึ้นไปนั่งบนยานเจ้ายานโดยสารก็พาเขาบินไปในท้องฟ้าในทันที ดูเหมือนว่ามันกำลังพาเขามุ่งหน้าสู่ผืนดินที่อยู่โพ้นชายหาด

——————————-

เจอโนโรมเอาหน้าซบกับฝ่ามือทั้งสองเมื่อเขาพบกับความจริงอันโหดร้ายเบื้องหน้า ยานโดยสารขนาดเล็กพาเขาบินไปยังเมืองร้างที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ซึ่งชายหนุ่มจำได้แม่นยำว่าที่นี่เคยเป็นมหานครนิวยอร์คมาก่อน ไม่มีอาคารบ้านเรือนหรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตใดๆที่หลงเหลืออยู่ ต้นไม้ถูกทำลายจนราบเรียบ ดูเหมือนว่าทุกๆเมือง ทุกๆประเทศบนโลกได้ถูกบางอย่างทำลายจนย่อยยับลงไป เรื่องที่ทำให้จิตใจของชายหนุ่มหดหู่คือมนุษย์ชาติถูกล้างเผ่าพันธุ์จนหมดสิ้น

ยานอวกาศได้พาเขาและผู้ร่วมทางกลับมายังโลกแต่เป็นโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

หลังจากที่ทุกคนในยานถูกปลุกให้ตื่น พวกเขาพากันเดินออกมาข้างนอกยานและร้องไห้กับดาวโลกซึ่งเคยเป็นดาวมาตุภูมิของตัวเอง บัดนี้พวกเขาไม่เหลืออะไรอีกต่อไปแล้ว ในขณะที่ความสิ้นหวังกำลังเกาะกุมจิตใจของเจอโนโรมและคนเหล่านั้น ทันใดนั้น มีบางอย่างพุ่งลอยออกมาจากส่วนบนสุดของยาน มันเป็นกลุ่มของอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนควันไฟเพียงแต่ว่าแทนที่มันจะลอยอ้อยอิ่งเหมือนควันไฟ มันกลับพุ่งทะยานไปในอากาศได้อย่างรวดเร็วโดยรวมตัวกันเป็นกลุ่มสีดำบินผ่านเหนือศรีษะของทุกคนมุ่งหน้าไปที่ซากปรักหักพังเมือง เมื่อไปถึงซากตึกแห่งหนึ่งสิ่งประหลาดสีดำฝูงนั้นก็พากันร่อนลงเกาะที่ซากตึก

เจอโนโรมและคนอื่นๆจ้องมองภาพการก่อตัวของผนังตึก หน้าต่าง ประตู ด้วยความตกตะลึงและอัศจรรย์ใจ ฉับพลันตึกที่พังทลายก็ค่อยๆกลายเป็นตึกที่ผ่านการซ่อมแซมสูงขึ้นเรื่อยๆจากลับไปเป็นตึกที่มีสภาพสมบูรณ์ราวกับถูกเวทมนต์บางอย่างปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแรกของฝูงสิ่งบินประหลาดกลุ่มนั้น พวกมันได้พากันบินมาเกาะตามร่างกายของเจอโนโรม ชายหนุ่มจ้องมองมันอย่างใกล้ชิดด้วยความฉงนและพินิจพิเคราะห์ ขนาดของมันใหญ่กว่าหัวไม้ขีดไฟนิดเดียว มันมีปีกที่ลำตัว มีส่วนยาวที่ยื่นมาจากร่างเป็นเส้นๆประมาณสิบเส้นราวกับหนวดปลาหมึกซึ่งขยับไปมาตลอดเวลา มันดูเหมือนหุ่นยนต์แมลงขนาดเล็ก ชายหนุ่มคิดว่าเจ้าแมลงยนต์เหล่านี้เดินทางมากับยานอวกาศลำนั้นตั้งแต่แรกเพียงแต่มันรอเวลาที่เหมาะสมตามโปรแกรมที่วางไว้สั่งให้พวกมันออกมาเท่านั้น

สิ่งที่ทำให้เจอโนโรมอัศจรรย์ใจที่สุดก็คือ มันสามารถเปลี่ยนหรือซ่อมแซมซากปรักหักพังได้ด้วยเทคโนโลยีที่มนุษย์โลกไม่สามารถเข้าใจได้ ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงประกายความหวังที่จะสร้างทุกอย่างที่พังทลายลงไปให้กลับไปเหมือนเดิม แมลงยนต์พวกนี้สร้างเมืองขึ้นมาใหม่ได้! ถึงแม้ว่าจะมีมนุษย์เหลือรอดเพียงสามหมื่นกว่าคนเท่านั้นแต่เผ่าพันธุ์ของเขาจะต้องสืบสานเชื้อสายและอยู่รอดบนดาวที่เคยเป็นบ้านเกิดดวงนี้ต่อไป

บัดนี้ บรรดาผู้คนที่ออกมาจากยานอวกาศค่อยๆเดินมาหยุดยืนรายรอบตัวของเจอโนโรมซึ่งมีแมลงยนต์เกาะอยู่ตามร่างกาย จากนั้นพวกเขาพากันคุกเข่าลงแล้วโค้มศรีษะให้เจอโนโรม ก่อนที่พวกเขาจะเปล่งเสียงโห่ร้องสรรเสริญออกมาเมื่อมองเห็นร่างของเจอโนโรมที่ค่อยๆลอยขึ้นสู่อากาศอย่างช้าๆ เหนือศรีษะขอชายหนุ่มมีแสงสีเหลืองนวลตาเปล่งรัศมีอยู่รอบๆ ณ ขณะวินาทีนี้เองที่โลกยุคใหม่ได้บังเกิดขึ้นโดยมีเจอโนโรม ชายหนุ่มอายุสามสิบแปดปีเป็นศาสดาผู้ถูกเลือกจากใครก็ตามที่เป็นเจ้าของยานอวกาศลำมหึมาลำนั้น!

——————————-

สามแสนสองร้อยปีผ่านมาแล้ว พร้อมกับเรื่องเล่าตำนานการกำเนิดของโลกในยุคที่มีศาสดาจากอวกาศเดินทางมายังโลกด้วยยานอวกาศลำใหญ่พร้อมกับมนุษย์สามหมื่นกว่าชีวิต ในตอนที่เจอโนโรมมาถึงเขาและบรรดาสาวกลงมือสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ด้วยแมลงยนต์นับแสนตัว หลังจากนั้นพวกเขาได้เมืองที่สะอาด บริสุทธิ์ เฉกเช่นเดียวกับจิตใจของพวกเขาเหล่านั้นกลับคืนมา พวกเขามีสังคมที่สงบสุขปราศจากสงครามการฆ่าล้างกันเอง พวกเขาสืบสายเผ่าพันธุ์ออกลูกออกหลานตามปรกติ เด็กๆเติบโตขึ้น ใช้ชีวิต แต่งงาน ทำงาน แก่ชราและสิ้นอายุขัย กลับสู่ธุลีดินในปลายทางสุดท้ายของชีวิตอย่างเช่นเดิม เพียงแต่เป็นแนวทางเส้นสายของชีวิตที่บริสุทธิ์ ยกเว้นแต่เพียงศาสดาของพวกเขา…ซึ่งยังคงอยู่อย่างอมตะมานานถึงสามแสนสองร้อยปี

——————————-

เจอโนโรมจ้องมองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวดาระดาษไปทั่วตั้งแต่ทิศเหนือไปจรดทิศใต้ เขารู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ดูเหมือนจะมีบางอย่างเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ ทันใดนั้น สายตาของเจอโนโรมผู้มีชีวิตอมตะนับแสนปีก็ปะทะเข้ากับอะไรบางอย่างบนท้องฟ้า มันคือยานอวกาศลำใหญ่รูปร่างเหมือนยานอวกาศที่เคยมาเยือนโลกในอดีตซึ่งเป็นลำเดียวกันกับที่เขาเดินทางไปกับมัน ศาสดาหนุ่มแห่งโลกรู้สึกขนลุกซู่หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อเขาพบว่ามันไม่ได้ปรากกฎเพียงแค่ลำเดียว แต่มันมีจำนวนมากกว่าสิบลำซึ่งบัดนี้ได้บดบังท้องฟ้าในราตรีกาลผลักไสดวงดาวให้ไปกระพริบแสงอยู่ทางด้านหลังของมัน

——————————-

ในที่สุด มนุษย์โลกก็ได้พบกับผู้ที่มาเยือนซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้สร้างมนุษย์ พวกเขาเดินทางมาเป็นระยะทางหลายหมื่นปีแสง มาจากกลุ่มดาราจักรเอ็นสามสิบห้าในกาแล็กซี่แอนโดรเมด้าอันแสนไกล

“ในที่สุดพวกเธอก็เปลี่ยนไปเป็นแบบที่เราต้องการ” ผู้มาเยือนในชุดแต่งกายสีดำนิลกล่าวขึ้นโดยที่คำพูดนี้ถูกถ่ายทอดออกไปด้วยโทรจิตสู่ห้วงความคิดของเจอโนโรม

ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าผู้มาเยือนมีรูปร่างที่ไม่ผิดแผกแตกต่างไปจากมนุษย์ พวกเขามีดวงตาดวงใหญ่สองดวง มีใบหูและจมูกที่ยื่นยาวออกมากว่าปรกติและถัดลงมาคือริมฝีปากบางเป็นเส้นตรง อวัยวะทุกอย่างแทบจะไม่แตกต่างไปจากของมนุษย์ สิ่งที่แตกต่างจากมนุษย์โลกนั่นคือผิวพันธุ์ที่ดูขาวสว่างราวกับร่างทั้งร่างกำลังเปร่งแสงออกมาและท่าทางอันสงบอย่างล้ำลึกดุจดั่งผู้ทรงภูมิปัญญา

“ท่านเป็นผู้สร้างพวกเราเหรอ” ชายหนุ่มเรียนรู้วิธีสื่อสารกับผู้มาเยือนตรงหน้าแล้วเขาจึงยิงคำถามในความคิดออกไป
“ถูกต้อง เราสร้างพวกเธอและปล่อยให้วิวัฒนาการปรับเปลี่ยนเธอไปในแบบที่เราต้องการ ถึงแม้จะใช้เวลานานเป็นแสนๆปีเราก็รอได้ เพราะเมื่อพวกเธอเป็นอย่างที่เราต้องการนั่นคือร่างที่สะอาดและใจที่บริสุทธิ์เราจึงเดินทางมาที่นี่ การสร้างนี้เราต้องการผู้ที่จะควบคุมสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาด้วยซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่เธอถูกเลือกให้เป็นศาสดาของมนุษย์หลังจากที่โลกถูกทำลาย”
“แล้วท่านสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่ออะไร”

ผู้มาเยือนมองไปรอบกายซึ่งทัศนียภาพของตึกรามบ้านช่องอันทันสมัยแปลกตาปรากฎไปทั่วอาณาบริเวณ เมืองที่สงบสุขและเงียบสงบทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขายิ้มแล้วกล่าวตอบ “เราต้องการมนุษย์ที่บริสุทธิ์ทั้งกายและใจเพื่อที่จะพาพวกเขาไปกับเรา ออกเดินทางไปยังหมู่ดาวของเราที่กาแล็กซี่อันโดรเมด้าซึ่งพวกเธอคงรู้จักดี เราเกือบจะสูญเสียพวกเธอไปตอนที่โลกกำลังจะเผชิญมหันตภัยครั้งใหญ่เพราะพวกเธอถลุงใช้ทุกอย่างจากธรรมชาติจนธรรมชาติต้องปรับสมดุลของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ในตอนนั้นเราจึงส่งยานอวกาศมารับพวกเธอ แต่เธอก็รู้ดี ไม่ใช่พวกเธอทั้งหมดหรอกที่ถูกเลือก เราคัดเลือกจากผู้ที่มีจิตใจมราบริสุทธิ์ที่สุด เรามองว่าผู้ที่บริสุทธิ์ทั้งกายและใจเป็นมนุษย์ที่ผ่านวิวัฒนาการล้ำหน้าไปกว่าพวกหลังซึ่งเต็มไปด้วยใจที่ถูกอำนาจฝ่ายมืดครอบงำ ผู้ที่ถูกเลือกเดินทางโดยสภาวะจำศีลในยานอวกาศซึ่งมันได้พาพวกเธอไปไกลถึงแขนของกาแล็กซี่ทางช้างเผือก รอคอยให้ภัยพิบัติสิ้นสุดลงจนปลอดภัยพอที่จะย้อนกลับมายังดาวโลก”

ผู้มาเยือนเว้นวรรคก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงกังวานในความคิดของเจอโนโรม “หลังจากที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ทำลายทุกอย่างบนโลกจนย่อยยับ ล้างทุกชีวิตรวมถึงมนุษย์ออกไปจากดาวโลกจนหมดสิ้น โลกพร้อมจะเกิดใหม่อีกครั้ง ดังนั้นยานอวกาศลำนั้นซึ่งถูกโปรแกรมเอาไว้ให้พาพวกเธอกลับมา”

เจอโนโรมรู้สึกสับสนขณะที่เขาพยายามปะติปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น นี่แสดงว่า ทั้งหมดเป็นแผนการของผู้มาเยือน จากเรื่องราวที่เขารับรู้เขาคิดว่าผู้มาเยือนต้องการให้สิ่งที่เป็นวิวัฒนาการที่พวกเขาสร้างขึ้นซึ่งก็คือมนุษย์อยู่รอดต่อไป มองอีกมุม มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในขั้นเพาะเลี้ยง ทดลอง ของผู้มาเยือน โลกใบนี้เปรียบเสมือนบีกเกอร์ในห้องปฎิบัติการณ์เคมี และเราก็คืออะไรก็ตามที่อยู่ในบีกเกอร์ใบนั้น!

เจอโนโรมนิ่งไปอึดใจก่อนจะพูดต่อ “ที่นั่น..ที่บ้านของพวกท่าน มีอะไรรอพวกเราที่จะได้รับการคัดเลือกให้เดินทางไปกับท่านในคราวนี้”
ผู้มาเยือนค่อยๆแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วตอบ “คำถามที่ฉลาดเป็นประตูเปิดไปสู่ปัญญาที่กระจ่างใส จงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า…แล้วเธอจะได้คำตอบ”

——————————-

ยานอวกาศจำนวนสามสิบลำของเหล่าผู้มาเยือนพร้อมมนุษย์ผู้บริสุทธิ์หลายหมื่นคนซึ่งได้รับการคัดเลือกได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในคราเดียวกัน พวกมนุษย์จิตบริสุทธิ์ไม่รู้ว่าปลายทางจะเจอกับอะไรบ้างที่ดวงดาวของผู้มาเยือน ทว่าสิ่งที่พวกเขาซึ่งอยู่ในยานของผู้มาเยือนต้องทำคือการรอคอย แล้วจากนั้นคำตอบก็จะมาเองเมื่อถึงเวลา

——————————-

ในตอนที่เจอโนโรมกำลังมองดูดวงดาวบนท้องฟ้าเขาพบว่าท้องฟ้าในคำคืนนี้ช่างใสกระจ่างตากว่าคืนอื่นๆที่ผ่านมา โลกใบนี้ช่างบริสุทธิ์และเป็นดาวที่น่าอยู่กว่ายุคแรกที่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาในรูปแบบของสิ่งมีชีวิตทดลองของมนุษย์ต่างดาวหรือผู้สร้างในตอนแรก เจอโนโรมหวนคิดถึงตัวของเขาเองทำให้เกิดคำถามขึ้นว่าตัวเขาเองจะยังมีชีวิตอยู่อีกแสนหรือล้านปีเพราะผู้มาเยือนบอกแต่เพียงว่าเขายังต้องอยู่บนโลกเพื่อทำหน้าที่ศาสดาต่อไป แต่ทว่าเรี่องนี้ก็ไม่ได้รบกวนจิตใจของเขาแม้แต่นิดเพราะเขาเข้าใจดีว่าชีวิตของเขาเป็นไปตามโปรแกรมที่ผู้ที่ลิขิตชีวิตได้กำหนดเอาไว้ ดูเหมือนว่าคำถามสำคัญกว่านั้นซึ่งเกิดขึ้นต่อมาคือ เขาจะนำพาเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้วิวัฒนาการไปได้ไกลแค่ไหนจากจุดนี้

ทันใดนั้น ศาสดาแห่งมนุษย์ยุคใหม่ก็ตัดสินใจกระทำบางอย่าง เจอโนโรมสั่งให้หุ่นยนต์แมลงจิ๋วของเขาสร้างบางอย่างขึ้นในตอนนั้น มันคือเส้นทางเชื่อมต่อกับดวงดาว ท่อกลวงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งร้อยเมตรถูกสร้างขึ้นมาจากพื้นดิน ส่วนปลายของมันค่อยๆปรากฎขึ้นจากฝีมือของแมลงยนต์และปลายยอดก็ปรากฎสูงขึ้นไปเรื่อยๆสู่ท้องฟ้าเบื้องบน จนไม่สามารถแหงนหน้ามองเห็นปลายยอดของท่อและเหล่ากลุ่มแมลงยนต์สีดำเหล่านั้นได้อีก

เจอโนโรมตั้งใจที่จะให้แมลงยนต์ทำงานสร้างท่อกลวงนี้ไปเรื่อยๆจนมันสูงเลยท้องฟ้าของโลกทะลุชั้นบรรยากาศยาวออกไปนอกโลก ผ่านดาวอังคาร ดาวพฤหัส จนเลยขอบสริยะจักรวาล ผ่านแขนของกาแล็กซี่ทางช้างเผือกจนถึงกาแล็กซี่แอนโดรเมด้า เมื่อถึงตอนนั้นมนุษย์ก็จะเดินทางผ่านท่อกลวงนี้ด้วยยานพาหนะที่บินด้วยความเร็วเหนือแสงไปหาพระเจ้าผู้สร้างของเขา…
พอคิดมาถึงตรงนี้ เจอโนโรมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ ดูเหมือนว่าในเวลาเดียวกันนี้เขาต้องเร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์เก่งๆอย่างไอสไตน์ออกมาเยอะๆเพื่อที่พวกนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นจะได้เนรมิตยานท่องจักรวาลที่เดินทางได้เร็วกว่าแสงสำหรับเป็นพาหนะสู่สรวงสวรรค์ที่ตั้งอยู่ ณ กลุ่มดาราจักรเอ็นสามสิบห้าในกาแล็กซี่แอนโดรเมด้าอันไกลโพ้น

จบ

ผู้เขียน ชัยพัฒน์ ชูสุวรรณ

10 replies on “ผู้มาเยือน : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

ผมชอบสำนวนครับ อ่านแล้วลื่นไหลดี ติดอยู่ตรงที่พล็อตดูจะหวือหวาไปนิด และข้อเท็จจริงที่ว่า “ท่อ” ที่สร้างขึ้นตอนท้ายคงไม่สามารถชี้ไปยังแอนโดรมีดาได้ อย่างน้อยถ้าโลกหมุนรอบตัวเอง-ระบบสุริยะหมุนรอบทางช้างเผือก และสองกาแลกซี่เคลื่อนออกจากกันไปเรื่อย ๆ ท่อที่ว่านี้คงไม่สามารถไปถึงสรวงสวรรค์ที่กล่าวถึงได้

ที่ชอบอีกเรื่องคือแนวคิดทำนอง utpoia ของเรื่อง อ่านแล้วต้องมาคิดตามว่าถ้าคนบนโลกถูกเลือกมาเฉพาะคนดี ๆ อย่างในเรื่อง เราจะกลับมาทำลายล้างกันใหม่เหมือนที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้หรือว่าจะสร้างสังคมใหม่ที่มีแต่สิ่งดี ๆ ให้แก่กัน ?

ติดตามอ่านคุณ ชัยพัฒน์ ชูสุวรรณ มาตั้งแต่ update แล้วครับ
มาตราฐานในการเขียนสูงเช่นเคยครับ อ่านแล้วเนียนดีครับ ยานอวกาศในเรื่องคล้ายจะเป็นแค่เกราะกำบังหายนะคล้ายมันไม่ได้เดินทางไปไหนเลย อย่างมากก็แค่บินขึ้นไปหลบภัยในอวกาศนิดหน่อยแล้วลงจอดบนโลกเช่นเดิน แล้วก็รอเวลา ผมเข้าใจถูกใช่ไหมครับ
มีข้อกังขาในตัวเอกของเรื่องว่าสมควรได้รับตำแหน่งและพรวิเศษนั้นหรือไม่ครับ ดูเหมือนเขาจะเป็นคนเก่งแต่ยังไม่รู้สึกว่าพิเศษกว่าคนอื่นๆ เหมือนคนธรรมดา (มีรัก มีความโลภ)ทำไมต้องเป็นคนนี้

โครงสร้างน่าสนใจครับ
“ผู้มาเยือน” ถูกตีความได้ในหลายๆเหตุการณ์
เจอโนโรม กลายเป็น “ผู้เยือน” และ “ผู้ถูกเยือน” ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
แต่กลายเป็นว่า นี่ไม่ใช่ประเด็นของเรื่องแต่อย่างไร
(เพราะสุดท้าย “ผู้มาเยือน” ก็คือ “ผู้มาเยือน” …. )

แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนว่า ช่วงกลางของเรื่อง
ผู้เขียนเหมือนจะเปลี่ยนแนวทาง หรือ ทิศทางของเรื่องอะไรสักอย่าง แต่เสียดายที่จะตัดส่วนกลางของเรื่องออก

ความรู้ที่ติดตัว เจอโนโรม ถูกใช้ทำอะไร? หรือไม่เกี่ยว?
ทำไมถึงเป็น เจอโนโรม เขาต่างจากคนอีก สามหมื่นคนนั้นอย่างไร?
หรือผู้เขียนตั้งใจจะตั้งคำถามว่า “หากโลกนี้ยังมี “พระเจ้า” อยู่?”
(ซึ่งคงต้องถกเถียงกันอีกมาก 😀 )

ภาษาดีครับ ลื่นไหล
อาจจะติดแต่เพียงว่า โครงสร้างนี้น่าจะเหมาะกับเรื่องยาวมากกว่า
ไม่เช่นนั้นก็คงต้องลดทอน เพื่อดึงเอาแก่น หรือ plot หลัก เพื่อเขียนสำหรับเรื่องสั้น ให้ได้
ครับ

สวัสดีครับคุณ zhivago, HooNo2000 กับคุณ NiRaj
ตอบคำถามคุณ zhivago ก่อนนะครับ ผมเห็นด้วยครับเรื่องท่อในแง่ของความขัดแย้งกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ทราบมา ในตอนจบของเรื่องผมตั้งใจจะให้ออกเป็นแนวแฟนตาซีครับในเชิงสัญลักษณ์ (ซึ่ง ท่อ ที่กล่าวถึงอาจจะไม่เป็นสัญลักษณืจนเด่นชัดเกินพอ) ขอบคุณมากครับเรื่อง comment เกี่ยวกับสำนวนและแนวคิด ความคิดเรื่องโลก utopia กับพระเจ้าจากนอกโลกมักจะวนเวียนอยู่หัวผมเสมอครับ ดังนั้นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ลงใน Update magazine เมื่อหลายปีมาแล้ว (ตอนที่คุณไพรัตน์ ยังเป็น บก. คัดพิจารณาเรื่องสั้น) ก็เกี่ยวกับพระเจ้าครับ comment ของคุณ Zhivago ผมจะนำไปปรับปรุงงานเขียนชิ้นต่อไปครับ

คุณ HooNo2000 ขอบคุณมากครับที่ตามอ่านงานผมที่ update รู้สึกดีใจครับที่ได้ทราบเช่นนี้ ที่นั่นผมมีนามปากกาสองชื่อครับ ถ้าอ่านทุกเรื่องที่ลงใน update (ในที่นี้รวมถึงของนักเขียนท่านอื่นด้วย) ก็จะพอเดาออกว่าอีกชื่อคือชื่ออะไร
คุณ HooNo2000 เข้าใจถูกต้องครับว่ายานในเรื่องเป็นเพียงแค่เกราะปกป้องมนุษย์จากความประสงค์ของมนุษย์ต่างดาว จากการที่โลกถึงเวลาต้อง reset ตัวเองหลังจากที่มันบอบช้ำจนเกินกว่าจะทนกับมนุษย์ที่ปู้ยี่ปู้ยำดาวเคราะห์ดวงนี้ ส่วนสาเหตุว่าทำไมนั้นเนื้อหาในเรื่องช่วงท้ายๆก็ระบุเอาไว้แล้ว
ช่องโหว่ของเรื่องคือ เนื้อเรื่องยังไม่มีการตอบคำถาม ว่าทำไมต้องเป็นเจอโนโรม? ที่ได้รับเลือก… ตรงนี้ผมจะรับไปปรับปรุงนะครับ ขอบคุณจากใจจริงสำหรับคำถามครับ

ชัยพัฒน์

คุณ NiRaj ครับ ขอบคุณมากครับสำหรับเรื่องภาษาที่บอกว่าลื่นไหล ผมเห็นด้วยครับเรื่อง คำถามที่ว่า “ความรู้ที่ติดตัว เจอโนโรม ถูกใช้ทำอะไร? หรือไม่เกี่ยว?
ทำไมถึงเป็น เจอโนโรม เขาต่างจากคนอีก สามหมื่นคนนั้นอย่างไร?” …. สมควรต้องได้รับคำตอบในเรื่อง ตรงจุดนี้ผมอาจจะมองข้ามไป เพราะตอนที่เขียนมุ่งประเด็นไปที่มนุษยืเป็นใคร มาจากไหน และกำลังจะไปไหนต่อ รวมไปถึงเมื่อถึงวันสุดท้ายของมนุษย์โดยผู้ที่มาพิพากษาคือธรรมชาติ..ดาวโลก จะมีใครมาช่วยเผ่าพันธุ์ที่ชื่อ โฮโมซาเปี้ยนนี้เอาไว้หรือเปล่า?

เรื่องนี้ผม plan จะขยายเป็นเรื่องยาวครับ (จะลงแก่นไว้และตอนจบคงออกแนวเป็นหักมุมครับ) แต่ต้องรอเรื่องยาวเรื่องที่เขียนในปัจจุบันจบก่อนและที่สำคัญที่สุดคือท่าน บก. ยังอยากได้งานของผม รวมถึงท่าน บก. ไม่เบื่อแนวอวกาศแบบนี้แล้ว (2 เรื่องยาวที่เขียนเป็นแนวมนุษย์ต่างดาวครับ)

ขอบคุณทุกท่านครับ
ชัยพัฒน์

อ้าว 55555+ ฮาขำกลิ้งเลยเรา นึกว่าใครที่ไหน ท่านพี่ชัยนี่เอง ว่าแล้วก็ขำอีกรอบ ปล่อยไก่ไปเป็นฝูงเรยเรา ตอบไปได้ว่าอีกคนก็คือ ชัยพัฒน์ T_T

แล้วก็ปล่อยไก่ขั้นเทพ การณ์อวกาศ กับ zhivago อีก ไอ้เราก็นึกว่า zhivago เป็นกรรมการด้วย (รีบไปหาเข่งมาฟาดหัวตัวเอง 2 ที)

เอ่อ ผมอ่านแล้วนึกถึงหนังเรื่องไทม์แมชชีนครับ เรื่องนี้ตอนเด่นขอเรื่องมีฉากที่เดินทางไปอนาคตหรืออดีตนั้นยานอยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหนมีแต่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปเรื่อยๆครับ ตอนอ่านรู้สึกเหมือนๆกัน

ผมมองเหมือนๆกับท่าน Zhivago ครับว่า ตอนจบจะอ่อนไปหน่อยด้านตรรกะ แต่คิดว่าไม่ร้ายแรง เช่น หุ่นยนต์แมลงจะมีอายุการใช้งานได้กี่ปี จะเอาวัตถุใดมาใช้ในการสร้างท่อที่ยาวมาก ถ้าเริ่มต้นจากสะสารของโลกเอง คงจะหมดไปอย่างรวดเร็วทีเดียว ก็อย่างที่ผมเรียนไว้ครับว่า จริงๆไม่ร้ายแรง เพราะว่าหนังอวกาศทั้งหลายก็ละเลยจุดเล็กน้อยไปด้วยกันทั้งนั้น เช่นเสียงยานอวกาศระเบิด จริงๆในอวกาศขาดตัวนำเสียง ยานอวกาศจะระเบิดเงียบๆ แต่ถ้าไม่ใส่เสียง หนังคงดูไม่สนุก

ในงานเขียนผมว่าถ้าจริงจังมากคงขาดอรรถรสของเรื่องไปเยอะครับ ขอบคุณท่านพี่มากที่เอาเรื่องสนุกๆมาให้อ่านกัน

ลืมบอกไปครับ
ผมว่าประเด็นเรื่องของคนที่ไม่ได้ขึ้นยานกับคนที่ได้ขึ้นยานจริงๆน่าสนใจมาก
1. เหตุใดรัฐบาลจึงกล้าออกมาประกาศหาคนไปขึ้นยาน ตอนที่อ่านช่วงแรก ก็คิดว่าถ้ายานมันแฮ๊ป ขนคนไปให้พวกต่างดาวเคี้ยวเล่นละ ใครจะกล้า
2. พวกไม่ได้ขึ้นยานจะรู้สึกอย่างไร และถ้าถึงเวลาที่โลกจะแตกคงจะโกลาหล กันน่าดูทีเดียว คงมีคนพยายามทุบยานประมาณขอขึ้นด้วยคน หรือมนุษย์โลกคงจะพยายามสร้างยานมาแข่ง

คุณ uranus ครับ
คือ โดยกรอบของพื้นที่ กับ โครงสร้างที่วางไว้สำหรับเรื่องยาว มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วล่ะครับที่จะอธิบายให้ครบถ้วนทุกๆ ส่วน
ผมมองเป็นทางเลือกสองทางนะ
๑. หาโครงเรื่องใหม่ ที่เหมาะสมกับพื้นที่มากกว่า
๒. ดึง subplot แยกออกมาต่างหาก (ซึ่ง subplot ก็ยังสามารถเอาเข้าไปในเรื่องหลักได้ถ้าต้องการ)แล้วเขียนเฉพาะ subplot นั้น

ความเห็นส่วนตัวนะครับ

คุณ NiRaj ครับ ขอบคุณมากครับสำหรับ comment ทางเลือกสองทาง ประเด็น subplot ทำให้ผมสนใจตรงจุดนี้มาก เท่าที่ผมสังเกตตัวเองดู เนื่องจาก style การคิด plot ของผมมักจะวาง plot เป็น scale ที่ใหญ่เหมาะสำหรับเขียนเป็นนิยายซะมากกว่า ผมจะลองปรับวิธีคิด plot เป็นการดึง sub plot มาเขียนแทนครับ อ่าน comment นี้ทำให้นึกถึง เรื่อง 2001: Space Odyssey ของคล๊าก ที่ปู่คล๊ากเอาแนวคิดมาจากเรื่องสั้นเรื่อง The Sentinel

คุณ HooNo2000
เข้าใจตั้งคำถามครับ ชอบครับ ชอบ…
ข้อหนึ่ง… ถ้าเป็นนิยาย เราก็จะปูพื้นได้ว่า โลกกำลังใกล้สู่จุดจบ (อีกแล้ว) มนุษย์ต้องมีทางเลือก โดยการเพิ่มซีนหรือเหตุการณ์เข้าไปในเรื่อง แต่เรื่องสั้นมีหน้าจำกัดมาก ผมเลยลืมประเด็นนี้ไป
ข้อสอง… ตอบเหมือนข้อหนึ่งครับผม

ใส่ความเห็น