Categories
เขียน เขียน เขียน

วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 2

 

บทนำ (2)

วีรบุรุษจากนรก

รุย

 

ปี E.A. ที่ 0012

สถานที่ : สถาบันวิจัยเฮเว่น

หลังจากยุคสมัยแห่งการออกสำรวจและการก่อตั้งอาณานิคมขึ้นตามพิภพต่างๆในห้วงอวกาศสิ้นสุดลง มวลมนุษยชาติก็แทบจะมาถึงจุดสูงสุดแห่งวิทยาการ ความฝันนับตั้งแต่ยุคโบราณในการที่จะครอบครองจักรวาลทั้งหมดนั้นใกล้ที่จะเป็นจริงขึ้นทุกที

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็พังทลายลงในพริบตา เพราะการปรากฏตัวของผู้รุกรานจากสุดแดนแห่งห้วงเอกภพ

พวกมันถูกเรียกว่าเซราฟ หรืออีกนามคือ ชาวสวรรค์

ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันมาจากที่ใด และเหตุใดจึงเข้ารุกรานเผ่าพันธุ์มนุษย์

กองยานของชาวสวรรค์เข้ารุกรานไปยังอาณานิคมบนพิภพต่างๆอย่างต่อเนื่อง แม้มนุษย์จะทุ่มเทกำลังทหารและกองยานทั้งหมดเข้าต่อกรแต่ก็ไม่อาจต่อต้านพวกมันได้ ไม่ว่าจะทุ่มเทวิทยาการและเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีมาของมนุษย์ชาติแค่ไหนก็ตาม ในที่สุด ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 10 ปี อาณานิคมน้อยใหญ่ของมนุษย์ทั่วจักรวาลก็ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น และมนุษย์ชาติก็ถูกทำให้ต้องถอยมาตั้งมั่นที่ระบบสุริยะเอริวเชียน ระบบเล็กๆที่อยู่สุดปลายของกาแล็คซี่ทางช้างเผือก

ณ ที่นั้น ดารันดร์ ดวงดาวลำดับที่ 4 แห่งระบบเอริวเชียน ได้กลายเป็นที่มั่นแห่งสุดท้ายของมวลมนุษย์ เพื่อการต่อสู้ที่มีความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เป็นเครื่องเดิมพัน

ข้อมูลจากปูมประวัติศาสตร์ของศักราช E.A.

………………………………………………….

รุย ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นทั้งหมดผ่านเครื่องมือที่ถูกเรียกว่า เบรนสตรอม มันเป็นเครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อใช้สำหรับถ่ายทอดความรู้ต่างๆเข้าสู่สมองของผู้ใช้โดยตรง แต่ผลข้างเคียงของมันค่อนข้างรุนแรงมาก บ้างก็ปวดศีรษะราวกับจะระเบิดออกมาจากภายใน บ้างก็อาเจียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งไม่เหลืออะไรให้ออกมาอีกนอกจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

นับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่รุยต้องพบความทรมานเช่นที่ว่ามานี้ทุกครั้งหลังผ่านการใช้เครื่องเบรนสตรอมและยังมีเครื่องมือประเภทอื่น ซึ่งล้วนไม่สมควรนำมาใช้กับเด็กชายที่มีอายุเพียง 12 ปีเช่นเขา แต่ภายในสถาบันเฮเว่น ไม่มีอะไรที่ศาสตราจารย์ซาลูเอลทำไม่ได้ เพราะสำหรับที่นี่ ศาสตราจารย์ผู้นี้เปรียบได้กับพระเจ้าผู้มีอำนาจดลบันดาลทุกสิ่ง

สถาบันเฮเว่นถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้การร่วมมืออย่างลับสุดยอดระหว่างสหพันธ์รัฐใหญ่ทั้งสามแห่งที่กุมอำนาจปกครองพิภพดารันดร์ เป้าหมายสำคัญของสถาบันคือการค้นคว้าและวิจัยความสามารถพิเศษของมนุษย์ เพื่อช่วยในการพัฒนาและสร้างบุคลากรชั้นยอดให้แก่กองทัพในการทำสงครามกับเซราฟ

ศาสตราจารย์ซาลูเอลเป็นหัวเรือใหญ่ในโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งเขาเป็นคนที่ยึดมั่นในแนวคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีพลังจิตพิเศษแฝงอยู่ในตัวมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นเขาจึงทำการวิจัยและทดลองทุกอย่างเพื่อที่จะดึงเอาพลังที่ว่านั้นออกมาจากตัวมนุษย์

พลังนั้นถูกเรียกว่า ไซคิก

ซาลูเอลเชื่อว่าการจะดึงพลังไซคิกออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องทำตั้งแต่เด็ก เขาจึงนำเด็กชายหญิงที่เป็นกำพร้าจำนวนหลายร้อยคนมาเลี้ยงดูภายในสถาบัน เพื่อใช้เป็นหนูทดลองสำหรับงานวิจัยนี้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีบุคคลภายนอกล่วงรู้

รุยถูกพาตัวมาอยู่ที่สถาบันเมื่ออายุ 8 ปี ซึ่งนับว่าเป็นอายุที่มากพอสมควร เพราะส่วนใหญ่จะถูกพามาตั้งแต่เป็นเด็กทารก เท่าที่รุยทราบ มีเด็กอยู่ในสถาบันราว 300 คน กว่าครึ่งไม่เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อน หรืออาจเห็นเมื่อครั้งยังไม่รู้ความ

รุยนั้นเป็นเด็กในกลุ่มที่ถูกขายมา ซึ่งจัดว่าเป็นส่วนน้อย เพราะการทุ่มเงินให้แก่หนูทดลองที่ใช้แล้วทิ้งนั้นไม่ใช่นโยบายของสถาบัน แต่กรณีของรุยนับว่าพิเศษออกไป

หลังจากเครื่องเบรนสตรอมทำงานเสร็จสิ้น รุยซึ่งอยู่ในสภาพเบลอราวกับคนเมาก็ถูกจับขึ้นเตียงเลื่อนแล้วพากลับมาที่ห้องพัก

เด็กๆในสถาบันจะมีห้องพักส่วนตัวเป็นของตัวเอง ซึ่งในห้องพักนั้นก็มีเพียงแค่เตียงนอนกับโถสำหรับใช้ขับถ่ายเท่านั้น พวกเขาแทบไม่มีโอกาสที่จะได้เจอหรือพูดคุยกับคนอื่น ช่วงเวลาเดียวที่พวกเขามีโอกาสเจอหน้าคนอื่นก็คือตอนที่ถูกพาตัวไปทดลองพร้อมกันหลายๆคนในห้องทดลองเดียวกันเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ของสถาบันไม่อนุญาตให้พวกเขาพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน การทำเช่นนี้ทำให้สภาพจิตใจของเด็กแต่ละคนหดหู่และถูกปิดขังมากขึ้น แม้ว่าเครื่องเบรนสตรอมจะช่วยทำให้เด็กๆมีสติปัญญาและรู้จักภาษาพูดหรือเขียน แต่สภาพแวดล้อมที่ปิดกั้นทำให้พวกเขาแทบทุกคนกลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่คิดที่จะหาทางติดต่อสื่อสารกับใคร มีชีวิตอยู่ไปแต่ละวันเพียงเพื่อเป็นหนูทดลองเท่านั้น

หนทางที่จะรอดไปจากที่นี่ได้มีแค่ความตายเท่านั้น แต่บัดนี้ รุยกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดทางเลือกอื่นขึ้น อาจเพราะเขาได้เติบโตและเห็นโลกภายนอกมาก่อนจึงมีความคิดแตกต่างไปจากเด็กคนอื่นๆที่หวังให้ชีวิตของตนเองจบสิ้นลงเพื่อปลดปล่อยจากการถูกใช้เป็นหนูทดลอง ในขณะที่รุยเฝ้าคิดมาตลอดว่าสักวันเขาต้องหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้

ตอนนี้เขาอายุ 12 ปีแล้ว แต่หนทางข้างหน้ายังคงมืดมน เขากลายเป็นหนูทดลองชั้นยอดที่ซาลูเอลและทีมวิจัยใช้ในการทดลองต่างๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเองก็ไม่รู้สาเหตุแน่ชัด บางทีเพราะผลการทดลองที่ได้จากร่างกายของเขานั้นมักให้ผลที่ออกมายอดเยี่ยมกว่าคนอื่นก็เป็นได้

ผลข้างเคียงครั้งล่าสุดจากเครื่องเบรนสตรอมทำให้รุยรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ภายในสมองและกำลังจะระเบิดออกมา เขาทำอะไรไม่ได้นอกเหนือจากนอนพลิกตัวไปมาพลางส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวด

นานราว 2ชั่วโมงกว่าความเจ็บปวดจะทุเลา รุยตั้งสติและคิดหาหนทางอีกครั้งเหมือนที่ได้ทำมาตลอด 5 ปี

แม้เครื่องเบรนสตรอมจะสร้างความเจ็บปวดและทรมานแสนสาหัส แต่มันก็ช่วยให้เขามีสติปัญญาที่สูงขึ้น เขาเริ่มเข้าใจด้วยตนเองถึงแนวคิดของซาลูเอลว่า การวิจัยเกี่ยวกับพลังไซคิกนั้น หากตัวทดลองยิ่งมีสติปัญญาสูงมากเท่าไร โอกาสที่จะสามารถนำพลังออกมาใช้ได้นั้นก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

รุยไม่รู้ว่ามีเด็กคนใดบ้างของสถาบันที่ประสบความสำเร็จในการทดลองนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเริ่มแน่ใจก็คือ เขาเป็นหนูทดลองที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบันนี้ สาเหตุที่เขาคิดเช่นนั้นเพราะการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ซาลูเอลและทีมวิจัยก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน เมื่อครั้งที่รุยถูกจับมัดบนเตียงและต้องเป็นตัวทดลองให้แก่ยาชนิดหนึ่งนั้น เขาได้ยินการสนทนากันระหว่างซาลูเอลและนักวิจัยคนอื่น

ผลออกมาแปลกมากครับ”

ค่าความตึงเครียดยังคงเสถียรทั้งที่ได้รับยาเข้าไปขนาดนี้ เป็นรายแรกเลยใช่ไหม”

จะลองเพิ่มปริมาณยาอีกไหมครับ”

เอาสิ แล้วบันทึกความเปลี่ยนแปลงไว้ให้ละเอียดนะ”

ผู้ช่วยของซาลูเอลรับคำแล้วทำตามหน้าที่อย่างแข็งขัน ยาถูกฉีดเข้าร่างกายของรุยอย่างต่อเนื่อง เขารู้สึกเจ็บแสบภายในเส้นเลือดทุกครั้งที่มันถูกฉีดเข้าไป ยานั้นมีความเข้มข้นมากเสียจนทำให้เส้นเลือดภายในแขนของเขาแตกไปหลายเส้น แขนของเขาเริ่มบวมขึ้นเพราะยาที่ถูกฉีดเข้าไปตกค้างอยู่ภายในกล้ามเนื้อแทน ผู้ช่วยของซาลูเอลจึงต้องฉีดเข้าซ้ำอีกครั้ง สร้างความเจ็บปวดให้รุยวนเวียนไปมาไม่หยุด

ไม่ถึงหนึ่งนาที ยาก็เริ่มออกฤทธิ์ รุยรู้สึกอยากจะอาเจียน เลือดภายในตัวเริ่มเดือดพล่าน บางสิ่งร้อนวูบขึ้นในกระเพาะและไหลย้อนขึ้นจุกที่ลำคอ แล้วไหลกลับไปอีก มันวนเวียนอยู่เช่นนี้หลายรอบ ส่งผลให้ระบบภายในของเขาเริ่มปั่นป่วน แต่หลังจากนั้นมันก็สงบลง

น่าตกใจจริงๆ ดูค่าพวกนี้สิครับ”

ซาลูเอลมองดูตัวเลขที่แสงออกมาทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาเองก็ตกตะลึงไม่น้อย

นี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจจริงๆ เด็กคนนี้อาจทำให้การทดลองในหลายปีนี้ก้าวกระโดดไปกว่าที่คิด”

ผลจากการทดลองครั้งนี้ ส่งผลครั้งสำคัญต่อชีวิตของรุยมาก เขารับรู้ได้ว่าตนถูกยกระดับจากหนูทดลองชั้นเลวกลายเป็นหนูทดลองระดับสูง เขาถูกพามาอยู่ในห้องพักใหม่ ซึ่งสะอาด และดูทันสมัยกว่าเดิม มีพื้นที่เล็กๆสำหรับใช้ในการขับถ่ายแลดูเป็นส่วนตัวขึ้น แม้จะยังคงไม่มีอะไรประดับห้องเหมือนเช่นเดิม

เขามารู้เอาในภายหลังว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเป็นคนแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันที่ได้รับยาตัวที่ว่านั่นเข้าไปแล้วยังสามารถคงสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ ที่ผ่านมาเด็กที่เคยรับยาตัวนี้เข้าไปจะตกอยู่ในสภาพเซลล์สมองตาย จนไม่สามารถตอบสนองใดๆได้อีก แต่มันส่งผลกับรุยในทางตรงกันข้าม สมาธิของเขายาวนานขึ้น ประสาทสัมผัสทั้งห้าตอบสนองได้ดีขึ้น บางทีอาจดีมากเกินไปด้วยซ้ำ

เมื่ออยู่ในห้องลำพัง รุยรู้สึกราวกับมีคนกระซิบอยู่ข้างหู บางครั้งก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังเฝ้ามองจากที่ไหนสักแห่ง รุยคิดว่านี่คงเป็นอาการประสาทหลอนหรือวิตกจริต เขาพยายามสงบจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านและครองสติเอาไว้เต็มที่

รุยไม่ได้ถูกนำตัวไปทดลองใดๆเป็นเวลาหลายวันแล้ว แม้จะไม่มีนาฬิกาบอกเวลาอยู่ในห้อง แต่เขาก็เริ่มสัมผัสและรับรู้ถึงระยะเวลาที่เดินหน้าไปเรื่อยๆได้ดีขึ้น เสียงต่างๆที่เคยได้ยินอยู่ข้างหูเริ่มเงียบหายไป เขาเริ่มคิดว่านี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกที่ดี

และในที่สุด วันนั้นก็มาถึง วันที่ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากการปรากฏตัวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

ในขณะที่รุยกำลังนอนหลับสนิท เขาพลันรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนอยู่ในห้องจึงรีบตื่นขึ้น

เธอเป็นใคร”

เด็กหญิงคนนั้นนั่งกอดเข่าอยู่เบื้องหน้าเขา

เธอเข้ามาที่นี่ได้ไง” รุยถามต่อ

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาสีทองกลมใสจ้องมาที่รุย เธอมีผมแดงที่ปล่อยยาวจรดปลายเท้า ชุดของเธอเป็นชุดกระโปรงลำลองยาวสีขาว ซึ่งเป็นชุดสำหรับเด็กผู้หญิงที่อยู่ในสถาบัน ในขณะที่ชุดของรุยและเด็กผู้ชายคนอื่นจะเป็นชุดสีดำ

ขอถามอีกครั้งว่าเธอเป็นใคร แล้วเข้ามาที่ห้องฉันได้ไง” รุยถามซ้ำ

เด็กหญิงไม่ตอบคำพลางก้มหน้านิ่ง รุยไม่รู้ว่าควรต้องทำอย่างไร เขาจึงได้แต่นั่งเงียบเช่นกัน

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงในห้องสี่เหลี่ยมที่มีเพียงเด็กชายหญิงสองคนนั่งนิ่งอยู่คนละด้าน จนกระทั่งเสียงแรกที่ดังขึ้นก็คือเสียงดังจ๊อกจากท้องของเด็กหญิง

หิวแล้วหรือ” รุยถาม แต่เด็กหญิงก็ยังคงนั่งเงียบ

หลังจากนั้นไม่นาน อาหารใส่ถาดก็ถูกส่งเข้ามาผ่านช่องแคบๆที่ด้านล่างของประตูห้องเหมือนเช่นทุกครั้งเมื่อถึงเวลาอาหาร แต่ครั้งนี้บนถาดใส่จานอาหารสำหรับสองคน

รุยจึงเข้าใจทันทีว่าทางสถาบันตั้งใจส่งเด็กหญิงคนนี้มาอยู่ในห้องเดียวกับเขา แต่เพื่ออะไรนั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

รุยเริ่มตัดสินใจว่าคิดไปก็ป่วยการ แถมยังดีด้วยซ้ำที่มีคนอื่นมาอยู่เป็นเพื่อนร่วมห้อง เขาเริ่มที่จะสื่อสารกับเด็กหญิง ซึ่งหลังใช้ความพยายามอยู่นาน เด็กหญิงก็ยอมเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก

ยูวี่”

ชื่อเพราะดี ฉันชื่อรุยนะ”

รุย”

ใช่ รุย เธอรู้ไหมว่าทำไมเขาถึงส่งเธอมาอยู่ที่ห้องฉัน”

ยูวี่เงียบไป รุยถอนใจเบาๆ “ขอโทษที่ถามแบบนั้น ฉันคิดว่าเธอเองก็คงไม่รู้คำตอบเหมือนกัน ดังนั้นช่างเถอะ เอาเป็นว่าอย่างน้อยตอนนี้เราก็เป็นเพื่อนร่วมห้องกันแล้ว”

เพื่อนร่วมห้อง”

ใช่เอ้อ แล้วเธออยู่มานานแค่ไหนแล้ว…”

นาน…”

เอ้อ ช่างเถอะ” รุยรีบโบกมือ เขาคิดว่าเด็กหญิงคงจะอยู่ที่สถาบันนี้มานานมาก ไม่แน่ว่าอาจตั้งแต่เกิดเลยก็ได้ เพราะการตอบสนองและปฎิกิริยาของเธอดูราวกับแทบไม่เคยสื่อสารกับผู้คนมาก่อน

รุยพยายามที่จะพูดคุยกับยูวี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วตั้งแต่ยูวี่มาอยู่ห้องเดียวกัน เขาก็ไม่เคยถูกพาออกไปทำการทดลองอะไรอีกเลย ดังนั้นเขาและยูวี่จึงได้อยู่ร่วมกันตลอดเวลา

ช่วงแรกเขารู้สึกเขินอายไม่น้อยเมื่อต้องขับถ่ายโดยไม่มีอะไรกั้นในขณะที่ยูวี่นั่งอยู่ไม่ห่างไปนัก แต่ในเมื่อเด็กหญิงไม่แสดงท่าทีเขินอายเลยแม้แต่น้อย เขาคิดว่าอาจเพราะยูวี่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่ยังไม่รู้ความ เธอจึงไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเพศหรือเกิดความรู้สึกเขินอายกับร่างเปลือยของเพศตรงข้าม แต่สำหรับรุย จะให้คิดแบบนั้นก็นับว่าลำบาก ตอนที่ยูวี่จัดการธุระส่วนตัว เขาจึงเลี่ยงที่จะไม่มองหรือไม่ก็ปิดตาตัวเองเสีย

รุยและยูวี่เริ่มสื่อสารกันได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยูวี่ไม่เคยเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน ทุกครั้งรุยต้องเป็นฝ่ายหาเรื่องมาชวนพูดคุย ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเบื่อเลย ประสบการณ์วัยเด็กที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่โลกภายนอกนั้นช่วยเขาได้มาก เขาเล่าสิ่งต่างๆที่เคยพบเห็นให้ยูวี่ฟังมากมายเท่าที่เขาพอจะขุดออกมาจากความทรงจำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระแค่ไหนเด็กหญิงก็ให้ความสนใจฟังทุกครั้ง แต่เรื่องที่เธอให้ความสนใจเป็นพิเศษและมักขอให้เขาเล่าให้ฟังเป็นประจำคือเรื่องเกี่ยวกับดวงดาว

รุยรู้สึกขอบคุณเครื่องเบรนสตรอมอยู่บ้าง อย่างน้อยเขาก็มีเรื่องที่จะพูดคุยหรือเล่าให้ยูวี่ฟังได้อย่างไม่รู้จบ ยูวี่นั้นสนใจเรื่องของดวงดาวมาก โดยเฉพาะเรื่องของดาวสีฟ้าที่มีชื่อว่าโลก

จริงเหรอที่บอกว่าดาวดวงนี้สวยที่สุดในจักรวาลน่ะ” ยูวี่ร้องถามด้วยความตื่นเต้น

รู้มาแบบนั้น แล้วก็เคยเห็นจากในภาพจำลองด้วย ที่จริงก็สวยอยู่หรอก แต่ถ้าไม่ได้เห็นของจริงก็พูดยาก”

เป็นดาวที่มีสีฟ้าทั่วทั้งดาวเลยสินะ”

ใช่ เห็นว่ามีน้ำอยู่ทั่วทั้งดาวเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องขาดแคลนน้ำหรืออาหาร แถมอากาศก็บริสุทธิ์มาก”

ว้าวแต่ถ้ามันยอดเยี่ยมขนาดนั้น แล้วแล้วทำไมบรรพบุรุษของเราถึงต้องอพยพออกมาด้วยล่ะ”

รุยเกาศีรษะเบาๆ “เท่าที่รู้ ดูเหมือนในช่วงสุดท้าย พวกเขาทำให้ระบบนิเวศน์ของดาวเสียไปมากน่ะ แล้วก็อยากออกไปท่องอวกาศกันด้วยมั้ง ไม่รู้เหมือนกัน”

อยากไปเห็นสักครั้งจัง”

นั่นเป็นคำที่ทำให้รุยนิ่งไปชั่วขณะ คำขอแสนง่ายแต่ยากจะเป็นจริงนี้ทำให้เขาเจ็บปวดใจนัก

หลังจากใช้เวลาร่วมกันพักใหญ่ รุยก็เริ่มไม่แน่ใจว่ายูวี่เถูกจับเข้าเครื่องเบรนสตรอมมากน้อยแค่ไหน บางทีเธออาจมีความรู้มากกว่าที่เขาคิดเพียงแต่เธอไม่อยากแสดงออก หรืออาจไม่รู้อะไรเลยจริงๆ เมื่อคิดถึงว่าไม่ใช่เด็กทุกคนที่ถูกจับเข้าเครื่องเบรนสตรอมและเครื่องเองก็ไม่ได้ป้อนความรู้ในทุกด้าน บางทีพวกนักวิจัยอาจใช้เครื่องนี้ป้อนความรู้เฉพาะด้านให้เธอก็ได้

และนับวัน ความคิดอ่านของเธอก็ยิ่งพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

โลกอยู่ไกลมากไหมนะ” ยูวี่ถามต่อ

ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าผู้คนจะลืมกันไปแล้วน่ะ”

น่าเสียดายจัง”

บางทีหากขอข้อมูลจากเครื่องเบรนสตรอม อาจจะรู้มากกว่านี้ก็ได้นะ”

เมื่อพูดถึงเครื่องเบรนสตรอม สีหน้าของยูวี่ก็มีปฎิกิริยาขึ้นมา “ยูวี่ไม่ชอบเครื่องนี่เลย มันทำให้ทรมาน”

ฉันก็เหมือนกัน” พูดแบบนั้น แต่ในใจรุยมีความคิดอีกอย่างแอบแฝง เขามองว่าเครื่องนี้ช่วยให้เขารู้มากขึ้น และเขาคิดว่าความรู้เหล่านี้อาจมีประโยชน์ในการหาทางหนีออกไปจากสถาบัน ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะยังไม่มีหนทางก็ตาม

แต่สำหรับยูวี่หรือเด็กคนอื่นๆ เจ้าเครื่องนี้คงไม่ต่างอะไรกับเครื่องช่วยทรมานที่ทำให้ต้องอาเจียนและปวดหัวทุกๆครั้ง ที่สำคัญ ความรู้ที่ได้รับก็น่าจะมากน้อยแตกต่างกันไปตามสภาพของแต่ละคน

ยูวี่อยากเห็นบ้านเกิดของรุย…” จู่ๆเด็กหญิงก็เปลี่ยนเรื่องพูด

มันไม่มีอะไรน่าดูหรอกนะ”

แต่ยูวี่อยากเห็นอยากรู้จักรุยให้มากกว่านี้”

คำพูดนี้ทำให้รุยถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ “ฉันคิดว่าเราคงมีเวลาทำความรู้จักกันอีกเยอะ ไม่ต้องห่วงหรอก”

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ความกังวลบางอย่างก็ผุดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่รุยไม่ได้คิดถึงมาก่อน จนกระทั่งยูวี่พูดออกมาเมื่อครู่ ยูวี่จะอยู่ร่วมกับเขาเช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน แล้วทางสถาบันล่ะ ซาลูเอลเอาตัวเด็กหญิงคนนี้มาอยู่ร่วมกับเขาเพื่ออะไร ตั้งแต่วันที่เขาตื่นมาพวกกับยูวี่จนถึงวันนี้ก็นับว่านานพอดู รุยรู้เช่นนั้นด้วยการนำเอาจำนวนครั้งที่ทางสถาบันส่งอาหารเข้ามาในห้องแล้วคำนวนดู หนึ่งวันพวกเขาได้รับอาหารสองมื้อ วันไหนโชคดีก็สาม เมื่อลองคำนวณจากจำนวนครั้งที่ได้รับอาหารอย่างคร่าวๆ ระยะเวลาที่เขาและยูวี่อยู่ร่วมกันก็น่าจะราวๆ 1 เดือนแล้ว

นี่ ยูวี่ ถ้าสักวันหนึ่ง…” รุยนิ่งไปเพราะเริ่มไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปไหม

อะไรเหรอ”

คือว่าถ้าสักวันพวกเราสามารถออกไปจากที่นี่ได้ เธออยากจะไปไหนที่สุด”

คำถามนี้ทำให้ยูวี่นิ่งไป

เอ่อ ขอโทษนะ” รุยรีบพูด พลางคิดว่าตนไม่น่าถามอะไรแบบนั้น ในเมื่อการได้ออกไปจากที่นี่เป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ ที่แม้ว่าตัวเขาจะพยายามคิดมาตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นหนทางเลยสักนิด

ไม่เห็นต้องขอโทษเลย”

แต่ว่า…”

ไม่เป็นไรหรอก ยูวี่ไม่คิดว่ามันเป็นความหวังลมๆแล้งๆหรอกนะ” คำตอบของยูวี่ราวกับอ่านใจของรุยออก “ยูวี่เฝ้าคิดอยู่เสมอเลยนะ ว่าสักวันหากสามารถออกไปจากที่นี่ได้ ยูวี่จะท่องเที่ยวไปให้ทั่วและไปดูอะไรที่อยากดูให้หมดเลย”

รุยรู้สึกผิดคาดเล็กน้อย เขานึกไม่ถึงเลยว่าเด็กหญิงจะมีความมุ่งหวังเช่นนี้อยู่ในใจ “อย่างนั้นหรือ…”

ใช่ ยูวี่อยากจะออกไปในอวกาศ แล้วจะตามหาโลกให้พบ”

โลกเหรอ”

ใช่ ยูวี่อยากเห็นน่ะ ดวงดาวสีฟ้ามันจะเป็นยังไงนะ แล้วรุยล่ะ อยากจะไปที่ไหน”

ที่ไหนหรือไม่รู้สิ ฉันไม่เคยคิดมาก่อน”

ยูวี่เขย่ามือเขาเบาๆ “ถ้าอย่างนั้น ก็ไปด้วยกันกับฉันนะ ออกไปท่องอวกาศ แล้วตามหาโลกกัน”

รุยยิ้มรับ “นั่นสินะ ก็ดีเหมือนกัน”

งั้นเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากัน” ยูวี่ยื่นนิ้วก้อยมือซ้ายให้เขา

ก็ได้…” รุยยื่นนิ้วออกไปเพื่อเกี่ยวก้อยสัญญา

เด็กหญิงยิ้มกว้าง “สัญญากันแล้วนะ”

……………………………………………………

ความสัมพันธ์ระหว่างรุยและยูวี่เริ่มพัฒนาขึ้นตามลำดับ เด็กหญิงเริ่มพูดคุย แสดงอารมณ์ทางสีหน้ามากขึ้น ทั้งสองใช้เวลาพูดคุยกันตลอดเวลา เมื่อถึงเวลานอน รุยและยูวี่จะเข้ามานอนภายในผ้าห่มผืนเดียวกัน และเข้ากอดอีกฝ่ายเพื่อให้ความอบอุ่นแก่กันและกัน

นับตั้งแต่มียูวี่ รุยไม่เคยถูกพาออกไปรับการทดลองใดๆอีก แม้เขาจะยังคงถูกขังไว้ แต่ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปมาก เขาแทบไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกันว่าการที่มีคนอื่นเข้ามาอยู่ร่วมจะทำให้เขามีความสุขมากถึงขนาดนี้

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อรุยตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับ เขากลับพบว่ายูวี่ไม่ได้อยู่ในห้องอีกแล้ว

บางสิ่งภายในกายเขาเริ่มพลุ่งพล่านขึ้น คำถามที่ผุดขึ้นคือ มันเกิดอะไรขึ้น ยูวี่ถูกพาตัวไปทดลองหรือ เหตุใดเขาจึงไม่รู้สึกตัวเลย

เขารู้สึกร้อนรนจนแทบทนไม่ได้ แต่จะให้ทำเช่นไร เขาได้แต่เพียงเคาะประตูแล้วร้องส่งเสียงอยู่เป็นเวลาครู่ใหญ่ ซึ่งก็ไม่มีเสียงตอบมาจากด้านนอก

ใจเย็นไว้ก่อน สงบสติเอาไว้” รุยพูดกับตัวเองเช่นนั้น เขาทำได้เพียงนั่งเฝ้ารอให้พวกนักวิจัยพาตัวยูวี่กลับมาเท่านั้น

เวลาผ่านไปนานขึ้นเรื่อยๆ แต่ยูวี่ก็ยังไม่กลับมา

หรือว่าพวกนั้นจะเอายูวี่ไปไว้ที่อื่นแล้ว ความคิดนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ รุยได้แต่นั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงก ความกลัวที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบเริ่มเกาะกินจิตใจของเขามากขึ้นเรื่อยๆ

5 ปีที่ผ่านมา ต้องมีชีวิตที่ต้องถูกจองจำอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมอันคับแคบเพียงลำพัง ถูกจับเป็นหนูทดลอง ต้องทนทุกข์ทรมานนานับประการ เขาเคยทนมันได้ แต่ตอนนี้เขาหวาดกลัวที่จะกลับไปเป็นเช่นนั้นอีก นับตั้งแต่ได้อยู่ร่วมกับยูวี่ เขาก็ไม่สามารถอยู่เพียงลำพังได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นคือชายวัยกลางคนร่างสูงในชุดเสื้อกาวน์ ผมหงอกทั้งศีรษะ สายตาของเขาจับจ้องมาที่รุยแล้วเดินเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ

ชายคนนี้ก็คือศาสตราจารย์เฟลิกซ์ ซาลูเอล นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างสถาบันเฮเว่นแห่งนี้ขึ้น

ไม่ได้เจอกันตั้งนาน หวังว่าคงจะสบายดีสินะ หมายเลข 968” ซาลูเอลพูด

ผมชื่อรุย” เด็กหนุ่มตอบกลับพลางสบสายตากับอีกฝ่าย “ไม่ได้มีชื่อเป็นหมายเลขอย่างที่พวกคุณกำหนด”

ไม่เลวนี่ เธอไม่เคยมีพฤติกรรมหรือคำพูดที่แสดงการต่อต้านแบบนี้ก่อนนับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่”

พวกคุณทำอะไรกับยูวี่ เอาตัวเธอไปไว้ที่ไหน”

หมายเลข 274 น่ะหรือ”

ถ้าอยากจะทดลองอะไรก็เอาตัวผมไป แต่อย่าทำกับเธอเลย”

ไม่ต้องห่วง พวกเราไม่คิดจะเอาตัวเด็กคนนั้นไว้ใช้ทดลองอะไรอีกแล้ว”

รุยถึงกับหน้าซีด “คุณว่าไงนะ”

ก็อย่างที่บอก เด็กคนนั้นหมดประโยชน์ที่จะอยู่ที่นี่แล้ว”

พวกคุณจะฆ่าเธองั้นหรือ”

หนูทดลองที่หมดประโยชน์แล้วก็ต้องกำจัดทิ้ง แต่กรณีของหมายเลข 274นั้นแตกต่างออกไปเล็กน้อย เธอยังมีค่าแก่การทดลองอยู่ แต่ไม่ใช่กับที่สถาบันเฮเว่นนี้อีกแล้ว”

คุณหมายความว่าไง”

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หมายเลข 274 จะได้ออกไปจากที่นี่ และจะไม่กลับมาอีก”

รุยถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ซาลูเอลเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มแล้วก็หวัเราะเบาๆ “ไม่ดีหรือไง เด็กคนนั้นกำลังจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกแล้ว เธอน่าจะยินดีนะ”

แล้วเธอจะถูกใครเอาตัวไปกักขังแล้วทดลองอะไรอีกหรือเปล่า”

การทดลองยังมีอยู่ แต่ก็เป็นเพียงแค่การสังเกตการณ์บางอย่างเท่านั้น สรุปก็คือ จะไม่มีการกักขังอีกต่อไป”

รุยรู้สึกถึงความปั่นป่วนภายในกระเพาะ เขากลืนน้ำลายเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ยูวี่จะได้เป็นอิสระงั้นหรือ”

อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ระดับหนึ่งล่ะนะ” ดวงตาของซาลูเอลหรี่เล็กลง “เธอน่าจะดีใจแทนเด็กคนนั้นไม่ใช่หรือ แล้วทำไมทำสีหน้าแบบนั้น อิจฉาหรือไง”

ไม่ถ้ายูวี่ได้เป็นอิสระผมก็ดีใจ”

ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่สินะ เหงาขึ้นมาหรือไง แต่ก็เอาเถอะ ถ้าหากว่า…”

ถ้าอะไร…”

ซาลูเอลยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย “ถ้าเธออยากจะให้เด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่ร่วมกับเธอที่นี่ต่อล่ะก็ ฉันจะจัดการให้ก็ได้นะ”

รุยถึงกับตาลุก “คุณว่าไงนะ”

ก็อย่างที่บอก ถ้าเธอต้องการ ฉันจะให้เด็กคนนั้นกลับมาอยู่ร่วมห้องกับเธอก็ได้”

นี่คุณต้องการอะไรกันแน่”

แค่อยากจะเอาใจเธอเท่านั้นเอง” ซาลูเอลย่อตัวลงแล้ววางมือบนศีรษะของรุย “เธอคงไม่รู้ตัวหรอกว่า ตัวเธอมีค่ากับสถาบันแห่งนี้แค่ไหน ถ้ามีอะไรที่ฉันสามารถจัดการให้เธอได้ ฉันก็จะทำให้ ห้องที่กว้างขวางกว่านี้ อาหารชั้นเลิศ เครื่องมือเครื่องใช้ ถ้าเธออยากได้ล่ะก็”

แต่ก็ยังต้องถูกกักขังอยู่แบบนี้สินะ”

แล้วยังไงล่ะ โลกภายนอกมันก็ไม่ได้ดีอะไรไปกว่าในสถาบันแห่งนี้หรอก ในเมื่อเธอมาจากข้างนอกก็น่าจะรู้ดี ตอนนั้นเธอเคยได้กินอาหารครบทุกวันไหม ที่ซุกหัวนอนล่ะ เธอก็น่าจะได้รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เครื่องเบรนสตรอมป้อนให้แล้วนี่ ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในสภาวะสงครามจากการรุกรานของพวกตัวประหลาดต่างดาวที่เรียกว่าเซราฟนั่น ต่อให้เธอเป็นอิสระจากที่นี่แล้วยังไง เด็กทุกคนที่อายุใกล้เคียงกับเธอเดี๋ยวนี้ถูกส่งไปรบกันหมดแล้ว ถ้าได้ออกไปโลกภายนอกแล้วเธอคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบหรือ ไม่เลย แต่อย่างน้อยอยู่ที่นี่เธอก็ยังปลอดภัย พวกเราเอาตัวเธอไปทำการทดลองมากมาย ทำให้เธอต้องทรมานก็ไม่น้อย ฉันขอยอมรับ แต่ทั้งหมดนั่นก็เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และความอยู่รอดของมนุษยชาติ”

และตอนนี้การทดลองของพวกเราก็ก้าวกระโดดไปมาก ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะเธอนั่นแหละ เธอจึงมีความสำคัญต่อพวกเรา ดังนั้นหากมีอะไรที่เธอต้องการ ฉันก็จะจัดการให้ หากว่านั่นไม่มากเกินไป”

ยกเว้นเรื่องที่จะปล่อยให้ผมได้มีอิสระสินะ” รุยถามกลับ

ฉันขอตอบตามตรงก็แล้วกัน ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้ แต่สักวันหากการทดลองประสบความก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ แล้ว เธอก็อาจจะได้เป็นอิสระ และเผื่อเธอไม่รู้นะ เด็กที่มีอายุเกินกว่า 15 ปีแทบไม่มีประโยชน์ต่อโครงการทดลองของฉัน ดังนั้นถ้าเด็กคนไหนอยู่ที่นี่จนอายุเกินเกณฑ์นั่นแล้ว ฉันก็ต้องปล่อยตัวไปอยู่ดี”

ดวงตาของรุยเบิกกว้าง “ที่พูดมานั่นจริงหรือ”

จะไม่เชื่อก็ได้นะ” ซาลูเอลแบมือออก

แล้วผมมีทางเลือกด้วยหรือ”

ก็จริงแต่เรื่องที่ฉันพูดก่อนนี้เป็นเรื่องจริงนะ หากเธอต้องการอะไรฉันยินดีจะจัดการให้ ถ้ามันไม่มากเกินไปล่ะก็”

ถ้าผมต้องการ…”

ใช่”

ยูวี่ถ้าผมต้องการให้เธออยู่กับผมต่อไปเหมือนที่ผ่านมา…”

ถ้าเธอต้องการแบบนั้น ฉันก็จะให้เธอได้ตามนั้น”

รุยนั่งกำหมัดแน่น ความคิดที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงกำลังต่อสู้กันอยู่ในหัวสมอง

ยูวี่กำลังจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกแต่เขาต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเพียงลำพังถ้าเขาจะขอให้ซาลูเอลพาคนอื่นมาอยู่แทนล่ะไม่ได้ ไม่มีใครมาแทนที่ยูวี่ได้

ถ้าซาลูเอลพูดจริงอีกแค่ 2 ปี ทนอีกแค่นั้น แถมยังไม่ต้องเป็นหนูทดลองอีกด้วย ก็แค่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาในห้องสี่เหลี่ยมแบบนี้อีกแค่ 2 ปี อยู่ด้วยกันเพียงสองคนกับยูวี่

คำที่กำลังจะออกจากปากของรุยนั้น คือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

……………………………………………………….

รุยนั่งชันเข่าอยู่ที่มุมห้องเป็นเวลาครู่ใหญ่ เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก เขาไม่ได้เงยหน้ามองว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งประตูถูกปิดลงอีกครั้ง

ยูวี่ค่อยๆเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา

รุย…” เด็กหญิงเอ่ยเรียกชื่อของเขา น้ำเสียงของเธอฟังดูราบเรียบ

รุยเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเด็กหญิงที่มองเขาปรากฏรอยยิ้ม

ฉันเป็นห่วงแทบแย่เลย เธอไม่เป็นไรนะยูวี่”

ทำไมต้องเป็นห่วงด้วยล่ะ” เด็กหญิงถามกลับ

ฉันกลัวว่าพวกนั้นจะเอาตัวเธอไปทดลองหรือทำอะไรไม่ดีอีก แต่ก็ดีแล้วที่เธอไม่เป็นอะไร”

ไม่ต้องห่วงหรอก พวกนั้นไม่ได้เอาฉันไปทดลองอะไร”

รุยรู้สึกถึงความผิดปกติในคำพูดของเด็กหญิง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้ใช้คำเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อ แต่กลับแทนด้วยคำสรรพนามว่าฉัน

ทำไมทำเธอสีหน้าแบบนั้นล่ะรุย” ยูวี่ยิ้มที่มุมปาก เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกฝ่าย “เธอทำหน้าเห็นเหมือนฉันเป็นคนอื่นงั้นแหละ”

เปล่า ไม่มีอะไร แค่คิดว่าเธอดูแปลกไปจากทุกที”

เหรอ ฉันแปลกไปยังไงเหรอ” ยูวี่ยกสองแขนขึ้นแล้วโอบรอบคอของรุยไว้อย่างแผ่วเบา ใบหน้าของเธอยื่นเข้าประชิดเด็กหนุ่มมากขึ้นทุกที

ยูวี่ทำอะไร…”

ไม่รู้จริงๆเหรอ”

ริมฝีปากสีชมพูเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะประกอบของรุยอยู่แล้ว

เธอชอบแบบนี้หรือเปล่า รุย”

ยูวี่”

ฉันน่ะ ชอบเธอมากนะ…”

สองมือของยูวี่ที่กำลังโอบรอบคอของรุยค่อยๆเลื่อนกลับมา นิ้วอันนุ่มนวลและขาวผ่องทั้งสิบถูกแบออกและทาบเข้าที่คอของรุย

แล้วเธอชอบฉันหรือเปล่า รุย”

ฉัน…”

เธอคงชอบฉันสินะใช่ไหมเพราะถ้าไม่อย่างนั้น….” จู่ๆ แววตาของยูวี่ก็เปลี่ยนไป “ฉันคงจะเป็นอิสระไปแล้ว”

รุยถึงกับตาลุก “ยูวี่…”

เธอเป็นคนบอกให้พวกนั้นเอาตัวฉันไว้ที่นี่ต่อใช่ไหม”

เรื่องนั้นฉัน…” เสียงของรุยเริ่มสั่น

โถ ไม่ต้องกลัว ฉันไม่โกรธเธอหรอกก็เธอชอบฉันนี่ มันช่วยไม่ได้ ใช่ไหม…” ยูวี่ยิ้มเล็กน้อย แต่แววตาของเธอที่รุยเห็นนั้น มันตรงกันข้าม

ยูวี่ฉันขอโทษฉันไม่ได้…”

จะขอโทษไปทำไมมันไม่จำเป็นหรอก…”

อีกแค่ 2 ปีแค่นั้น พวกเราก็จะเป็นอิสระด้วยกันนะ ยูวี่ อีกแค่ 2 ปี” รุยรีบพูด

นั่นสินะ อีกแค่ 2 ปีเองแต่ว่านะรุยมันก็ยังมีทางเลือกอื่นอยู่เหมือนกัน” ถึงตรงนี้ รอยยิ้มของยูวี่ก็สลายไปโดยสิ้นเชิง “พวกข้างนอกบอกว่าถ้าฉันฆ่าเธอซะ ฉันก็จะได้ออกไป”

ยูวี่!!!”

ดังนั้น ถ้าเธอชอบฉันมาก ก็จงตายเพื่อฉันเถอะ รุย!!!” สิ้นคำ สองมือของยูวี่ก็บีบเข้าที่คอของรุยจนสุดแรง

อู้…” รุยพยายามส่งเสียงร้อง และดิ้นรนขัดขืน เขารวบรวมกำลังทั้งหมด ผลักยูวี่ให้กระเด็นออกไป จนร่างของเด็กหญิงกระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างจัง

แค่กๆ” รุยจับที่คอของตนซึ่งยังปรากฏรอยแดงจากนิ้วของยูวี่อยู่

ขอเพียงฆ่าเธอซะ…” ยูวี่ค่อยๆยันตัวลุกขึ้น “พวกเขาก็จะปล่อยฉันให้เป็นอิสระ ดังนั้นฉันไม่ยอมให้เธอขัดขวางได้หรอก!!!” สิ้นเสียง ยูวี่ก็กระโจนเข้าใส่รุยทันที

รุยเองก็ตอบโต้ด้วยสัญชาตญาณ เด็กทั้งสองเข้าปลุกปล้ำกันบนพื้น สลับกันขึ้นคร่อมร่างของอีกฝ่าย ยูวี่ชกใส่หน้าของรุยจนเด็กหนุ่มถึงกับลงไปกองบนพื้น ยูวี่ไม่รอช้ารีบเข้าตามต่อทันที

หยุดนะ ยูวี่!!!” รุยตะโกนดังลั่น

ทันใดนั้น เขารู้สึกได้ว่าภายในร่างกายมีอะไรบางอย่างกำลังพลุ่งพล่านขึ้น เสียงหัวใจเต้นรัวไม่หยุด ราวกับจะทะลักออกมา

เขาสัมผัสถึงสิ่งนั้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันชัดเจนขนาดนี้ มันคือความร้อนที่ราวกับจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งจนมอดไหม้ และกำลังจะเข้าครอบคลุมทั่วทั้งร่างกาย

พริบตานั้น มันก็ระเบิดออกมา

เวลาราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ และภาพที่ปรากฏต่อสายตาของรุยหลังจากนั้นก็คือ

ไม่นะ…” รุยพูดเสียงสั่น

สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของรุย คือร่างของยูวี่ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นพร้อมกับกองเลือดที่ไหลออกมาจากศีรษะของเธอ

ลมหายใจที่บ่งบอกถึงชีวิตของร่างนั้นได้เงียบหายไปแล้ว ในขณะที่เด็กหนุ่มได้แต่กู่ร้องอย่างบ้าคลั่ง

นั่นคือวาระแห่งการฉลอง การถือกำเนิดของผู้มีอำนาจจิตที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุคสมัยนั้น

บทนำ (2)

วีรบุรุษจากนรก

รุย

 

 

ปี E.A. ที่ 0012

สถานที่ : สถาบันวิจัยเฮเว่น

 

หลังจากยุคสมัยแห่งการออกสำรวจและการก่อตั้งอาณานิคมขึ้นตามพิภพต่างๆในห้วงอวกาศสิ้นสุดลง มวลมนุษยชาติก็แทบจะมาถึงจุดสูงสุดแห่งวิทยาการ ความฝันนับตั้งแต่ยุคโบราณในการที่จะครอบครองจักรวาลทั้งหมดนั้นใกล้ที่จะเป็นจริงขึ้นทุกที

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็พังทลายลงในพริบตา เพราะการปรากฏตัวของผู้รุกรานจากสุดแดนแห่งห้วงเอกภพ

พวกมันถูกเรียกว่าเซราฟ หรืออีกนามคือ ชาวสวรรค์

ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันมาจากที่ใด และเหตุใดจึงเข้ารุกรานเผ่าพันธุ์มนุษย์

กองยานของชาวสวรรค์เข้ารุกรานไปยังอาณานิคมบนพิภพต่างๆอย่างต่อเนื่อง แม้มนุษย์จะทุ่มเทกำลังทหารและกองยานทั้งหมดเข้าต่อกรแต่ก็ไม่อาจต่อต้านพวกมันได้ ไม่ว่าจะทุ่มเทวิทยาการและเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีมาของมนุษย์ชาติแค่ไหนก็ตาม ในที่สุด ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 10 ปี อาณานิคมน้อยใหญ่ของมนุษย์ทั่วจักรวาลก็ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น และมนุษย์ชาติก็ถูกทำให้ต้องถอยมาตั้งมั่นที่ระบบสุริยะเอริวเชียน ระบบเล็กๆที่อยู่สุดปลายของกาแล็คซี่ทางช้างเผือก

ณ ที่นั้น ดารันดร์ ดวงดาวลำดับที่ 4 แห่งระบบเอริวเชียน ได้กลายเป็นที่มั่นแห่งสุดท้ายของมวลมนุษย์ เพื่อการต่อสู้ที่มีความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เป็นเครื่องเดิมพัน

 

 

ข้อมูลจากปูมประวัติศาสตร์ของศักราช E.A.

 

………………………………………………….

 

รุย ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นทั้งหมดผ่านเครื่องมือที่ถูกเรียกว่า เบรนสตรอม มันเป็นเครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อใช้สำหรับถ่ายทอดความรู้ต่างๆเข้าสู่สมองของผู้ใช้โดยตรง แต่ผลข้างเคียงของมันค่อนข้างรุนแรงมาก บ้างก็ปวดศีรษะราวกับจะระเบิดออกมาจากภายใน บ้างก็อาเจียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งไม่เหลืออะไรให้ออกมาอีกนอกจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

นับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่รุยต้องพบความทรมานเช่นที่ว่ามานี้ทุกครั้งหลังผ่านการใช้เครื่องเบรนสตรอมและยังมีเครื่องมือประเภทอื่น ซึ่งล้วนไม่สมควรนำมาใช้กับเด็กชายที่มีอายุเพียง 12 ปีเช่นเขา แต่ภายในสถาบันเฮเว่น ไม่มีอะไรที่ศาสตราจารย์ซาลูเอลทำไม่ได้ เพราะสำหรับที่นี่ ศาสตราจารย์ผู้นี้เปรียบได้กับพระเจ้าผู้มีอำนาจดลบันดาลทุกสิ่ง

สถาบันเฮเว่นถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้การร่วมมืออย่างลับสุดยอดระหว่างสหพันธ์รัฐใหญ่ทั้งสามแห่งที่กุมอำนาจปกครองพิภพดารันดร์ เป้าหมายสำคัญของสถาบันคือการค้นคว้าและวิจัยความสามารถพิเศษของมนุษย์ เพื่อช่วยในการพัฒนาและสร้างบุคลากรชั้นยอดให้แก่กองทัพในการทำสงครามกับเซราฟ

ศาสตราจารย์ซาลูเอลเป็นหัวเรือใหญ่ในโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งเขาเป็นคนที่ยึดมั่นในแนวคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีพลังจิตพิเศษแฝงอยู่ในตัวมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นเขาจึงทำการวิจัยและทดลองทุกอย่างเพื่อที่จะดึงเอาพลังที่ว่านั้นออกมาจากตัวมนุษย์

พลังนั้นถูกเรียกว่า ไซคิก

ซาลูเอลเชื่อว่าการจะดึงพลังไซคิกออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องทำตั้งแต่เด็ก เขาจึงนำเด็กชายหญิงที่เป็นกำพร้าจำนวนหลายร้อยคนมาเลี้ยงดูภายในสถาบัน เพื่อใช้เป็นหนูทดลองสำหรับงานวิจัยนี้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีบุคคลภายนอกล่วงรู้

รุยถูกพาตัวมาอยู่ที่สถาบันเมื่ออายุ 8 ปี ซึ่งนับว่าเป็นอายุที่มากพอสมควร เพราะส่วนใหญ่จะถูกพามาตั้งแต่เป็นเด็กทารก เท่าที่รุยทราบ มีเด็กอยู่ในสถาบันราว 300 คน กว่าครึ่งไม่เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อน หรืออาจเห็นเมื่อครั้งยังไม่รู้ความ

รุยนั้นเป็นเด็กในกลุ่มที่ถูกขายมา ซึ่งจัดว่าเป็นส่วนน้อย เพราะการทุ่มเงินให้แก่หนูทดลองที่ใช้แล้วทิ้งนั้นไม่ใช่นโยบายของสถาบัน แต่กรณีของรุยนับว่าพิเศษออกไป

หลังจากเครื่องเบรนสตรอมทำงานเสร็จสิ้น รุยซึ่งอยู่ในสภาพเบลอราวกับคนเมาก็ถูกจับขึ้นเตียงเลื่อนแล้วพากลับมาที่ห้องพัก

เด็กๆในสถาบันจะมีห้องพักส่วนตัวเป็นของตัวเอง ซึ่งในห้องพักนั้นก็มีเพียงแค่เตียงนอนกับโถสำหรับใช้ขับถ่ายเท่านั้น พวกเขาแทบไม่มีโอกาสที่จะได้เจอหรือพูดคุยกับคนอื่น ช่วงเวลาเดียวที่พวกเขามีโอกาสเจอหน้าคนอื่นก็คือตอนที่ถูกพาตัวไปทดลองพร้อมกันหลายๆคนในห้องทดลองเดียวกันเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ของสถาบันไม่อนุญาตให้พวกเขาพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน การทำเช่นนี้ทำให้สภาพจิตใจของเด็กแต่ละคนหดหู่และถูกปิดขังมากขึ้น แม้ว่าเครื่องเบรนสตรอมจะช่วยทำให้เด็กๆมีสติปัญญาและรู้จักภาษาพูดหรือเขียน แต่สภาพแวดล้อมที่ปิดกั้นทำให้พวกเขาแทบทุกคนกลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่คิดที่จะหาทางติดต่อสื่อสารกับใคร มีชีวิตอยู่ไปแต่ละวันเพียงเพื่อเป็นหนูทดลองเท่านั้น

หนทางที่จะรอดไปจากที่นี่ได้มีแค่ความตายเท่านั้น แต่บัดนี้ รุยกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดทางเลือกอื่นขึ้น อาจเพราะเขาได้เติบโตและเห็นโลกภายนอกมาก่อนจึงมีความคิดแตกต่างไปจากเด็กคนอื่นๆที่หวังให้ชีวิตของตนเองจบสิ้นลงเพื่อปลดปล่อยจากการถูกใช้เป็นหนูทดลอง ในขณะที่รุยเฝ้าคิดมาตลอดว่าสักวันเขาต้องหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้

ตอนนี้เขาอายุ 12 ปีแล้ว แต่หนทางข้างหน้ายังคงมืดมน เขากลายเป็นหนูทดลองชั้นยอดที่ซาลูเอลและทีมวิจัยใช้ในการทดลองต่างๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเองก็ไม่รู้สาเหตุแน่ชัด บางทีเพราะผลการทดลองที่ได้จากร่างกายของเขานั้นมักให้ผลที่ออกมายอดเยี่ยมกว่าคนอื่นก็เป็นได้

ผลข้างเคียงครั้งล่าสุดจากเครื่องเบรนสตรอมทำให้รุยรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ภายในสมองและกำลังจะระเบิดออกมา เขาทำอะไรไม่ได้นอกเหนือจากนอนพลิกตัวไปมาพลางส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวด

นานราว 2ชั่วโมงกว่าความเจ็บปวดจะทุเลา รุยตั้งสติและคิดหาหนทางอีกครั้งเหมือนที่ได้ทำมาตลอด 5 ปี

แม้เครื่องเบรนสตรอมจะสร้างความเจ็บปวดและทรมานแสนสาหัส แต่มันก็ช่วยให้เขามีสติปัญญาที่สูงขึ้น เขาเริ่มเข้าใจด้วยตนเองถึงแนวคิดของซาลูเอลว่า การวิจัยเกี่ยวกับพลังไซคิกนั้น หากตัวทดลองยิ่งมีสติปัญญาสูงมากเท่าไร โอกาสที่จะสามารถนำพลังออกมาใช้ได้นั้นก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

รุยไม่รู้ว่ามีเด็กคนใดบ้างของสถาบันที่ประสบความสำเร็จในการทดลองนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเริ่มแน่ใจก็คือ เขาเป็นหนูทดลองที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบันนี้ สาเหตุที่เขาคิดเช่นนั้นเพราะการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ซาลูเอลและทีมวิจัยก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน เมื่อครั้งที่รุยถูกจับมัดบนเตียงและต้องเป็นตัวทดลองให้แก่ยาชนิดหนึ่งนั้น เขาได้ยินการสนทนากันระหว่างซาลูเอลและนักวิจัยคนอื่น

ผลออกมาแปลกมากครับ”

ค่าความตึงเครียดยังคงเสถียรทั้งที่ได้รับยาเข้าไปขนาดนี้ เป็นรายแรกเลยใช่ไหม”

จะลองเพิ่มปริมาณยาอีกไหมครับ”

เอาสิ แล้วบันทึกความเปลี่ยนแปลงไว้ให้ละเอียดนะ”

ผู้ช่วยของซาลูเอลรับคำแล้วทำตามหน้าที่อย่างแข็งขัน ยาถูกฉีดเข้าร่างกายของรุยอย่างต่อเนื่อง เขารู้สึกเจ็บแสบภายในเส้นเลือดทุกครั้งที่มันถูกฉีดเข้าไป ยานั้นมีความเข้มข้นมากเสียจนทำให้เส้นเลือดภายในแขนของเขาแตกไปหลายเส้น แขนของเขาเริ่มบวมขึ้นเพราะยาที่ถูกฉีดเข้าไปตกค้างอยู่ภายในกล้ามเนื้อแทน ผู้ช่วยของซาลูเอลจึงต้องฉีดเข้าซ้ำอีกครั้ง สร้างความเจ็บปวดให้รุยวนเวียนไปมาไม่หยุด

ไม่ถึงหนึ่งนาที ยาก็เริ่มออกฤทธิ์ รุยรู้สึกอยากจะอาเจียน เลือดภายในตัวเริ่มเดือดพล่าน บางสิ่งร้อนวูบขึ้นในกระเพาะและไหลย้อนขึ้นจุกที่ลำคอ แล้วไหลกลับไปอีก มันวนเวียนอยู่เช่นนี้หลายรอบ ส่งผลให้ระบบภายในของเขาเริ่มปั่นป่วน แต่หลังจากนั้นมันก็สงบลง

น่าตกใจจริงๆ ดูค่าพวกนี้สิครับ”

ซาลูเอลมองดูตัวเลขที่แสงออกมาทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาเองก็ตกตะลึงไม่น้อย

นี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจจริงๆ เด็กคนนี้อาจทำให้การทดลองในหลายปีนี้ก้าวกระโดดไปกว่าที่คิด”

ผลจากการทดลองครั้งนี้ ส่งผลครั้งสำคัญต่อชีวิตของรุยมาก เขารับรู้ได้ว่าตนถูกยกระดับจากหนูทดลองชั้นเลวกลายเป็นหนูทดลองระดับสูง เขาถูกพามาอยู่ในห้องพักใหม่ ซึ่งสะอาด และดูทันสมัยกว่าเดิม มีพื้นที่เล็กๆสำหรับใช้ในการขับถ่ายแลดูเป็นส่วนตัวขึ้น แม้จะยังคงไม่มีอะไรประดับห้องเหมือนเช่นเดิม

เขามารู้เอาในภายหลังว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเป็นคนแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันที่ได้รับยาตัวที่ว่านั่นเข้าไปแล้วยังสามารถคงสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ ที่ผ่านมาเด็กที่เคยรับยาตัวนี้เข้าไปจะตกอยู่ในสภาพเซลล์สมองตาย จนไม่สามารถตอบสนองใดๆได้อีก แต่มันส่งผลกับรุยในทางตรงกันข้าม สมาธิของเขายาวนานขึ้น ประสาทสัมผัสทั้งห้าตอบสนองได้ดีขึ้น บางทีอาจดีมากเกินไปด้วยซ้ำ

เมื่ออยู่ในห้องลำพัง รุยรู้สึกราวกับมีคนกระซิบอยู่ข้างหู บางครั้งก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังเฝ้ามองจากที่ไหนสักแห่ง รุยคิดว่านี่คงเป็นอาการประสาทหลอนหรือวิตกจริต เขาพยายามสงบจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านและครองสติเอาไว้เต็มที่

รุยไม่ได้ถูกนำตัวไปทดลองใดๆเป็นเวลาหลายวันแล้ว แม้จะไม่มีนาฬิกาบอกเวลาอยู่ในห้อง แต่เขาก็เริ่มสัมผัสและรับรู้ถึงระยะเวลาที่เดินหน้าไปเรื่อยๆได้ดีขึ้น เสียงต่างๆที่เคยได้ยินอยู่ข้างหูเริ่มเงียบหายไป เขาเริ่มคิดว่านี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกที่ดี

และในที่สุด วันนั้นก็มาถึง วันที่ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากการปรากฏตัวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

ในขณะที่รุยกำลังนอนหลับสนิท เขาพลันรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนอยู่ในห้องจึงรีบตื่นขึ้น

เธอเป็นใคร”

เด็กหญิงคนนั้นนั่งกอดเข่าอยู่เบื้องหน้าเขา

เธอเข้ามาที่นี่ได้ไง” รุยถามต่อ

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาสีทองกลมใสจ้องมาที่รุย เธอมีผมแดงที่ปล่อยยาวจรดปลายเท้า ชุดของเธอเป็นชุดกระโปรงลำลองยาวสีขาว ซึ่งเป็นชุดสำหรับเด็กผู้หญิงที่อยู่ในสถาบัน ในขณะที่ชุดของรุยและเด็กผู้ชายคนอื่นจะเป็นชุดสีดำ

ขอถามอีกครั้งว่าเธอเป็นใคร แล้วเข้ามาที่ห้องฉันได้ไง” รุยถามซ้ำ

เด็กหญิงไม่ตอบคำพลางก้มหน้านิ่ง รุยไม่รู้ว่าควรต้องทำอย่างไร เขาจึงได้แต่นั่งเงียบเช่นกัน

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงในห้องสี่เหลี่ยมที่มีเพียงเด็กชายหญิงสองคนนั่งนิ่งอยู่คนละด้าน จนกระทั่งเสียงแรกที่ดังขึ้นก็คือเสียงดังจ๊อกจากท้องของเด็กหญิง

หิวแล้วหรือ” รุยถาม แต่เด็กหญิงก็ยังคงนั่งเงียบ

หลังจากนั้นไม่นาน อาหารใส่ถาดก็ถูกส่งเข้ามาผ่านช่องแคบๆที่ด้านล่างของประตูห้องเหมือนเช่นทุกครั้งเมื่อถึงเวลาอาหาร แต่ครั้งนี้บนถาดใส่จานอาหารสำหรับสองคน

รุยจึงเข้าใจทันทีว่าทางสถาบันตั้งใจส่งเด็กหญิงคนนี้มาอยู่ในห้องเดียวกับเขา แต่เพื่ออะไรนั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

รุยเริ่มตัดสินใจว่าคิดไปก็ป่วยการ แถมยังดีด้วยซ้ำที่มีคนอื่นมาอยู่เป็นเพื่อนร่วมห้อง เขาเริ่มที่จะสื่อสารกับเด็กหญิง ซึ่งหลังใช้ความพยายามอยู่นาน เด็กหญิงก็ยอมเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก

ยูวี่”

ชื่อเพราะดี ฉันชื่อรุยนะ”

รุย”

ใช่ รุย เธอรู้ไหมว่าทำไมเขาถึงส่งเธอมาอยู่ที่ห้องฉัน”

ยูวี่เงียบไป รุยถอนใจเบาๆ “ขอโทษที่ถามแบบนั้น ฉันคิดว่าเธอเองก็คงไม่รู้คำตอบเหมือนกัน ดังนั้นช่างเถอะ เอาเป็นว่าอย่างน้อยตอนนี้เราก็เป็นเพื่อนร่วมห้องกันแล้ว”

เพื่อนร่วมห้อง”

ใช่เอ้อ แล้วเธออยู่มานานแค่ไหนแล้ว…”

นาน…”

เอ้อ ช่างเถอะ” รุยรีบโบกมือ เขาคิดว่าเด็กหญิงคงจะอยู่ที่สถาบันนี้มานานมาก ไม่แน่ว่าอาจตั้งแต่เกิดเลยก็ได้ เพราะการตอบสนองและปฎิกิริยาของเธอดูราวกับแทบไม่เคยสื่อสารกับผู้คนมาก่อน

รุยพยายามที่จะพูดคุยกับยูวี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วตั้งแต่ยูวี่มาอยู่ห้องเดียวกัน เขาก็ไม่เคยถูกพาออกไปทำการทดลองอะไรอีกเลย ดังนั้นเขาและยูวี่จึงได้อยู่ร่วมกันตลอดเวลา

ช่วงแรกเขารู้สึกเขินอายไม่น้อยเมื่อต้องขับถ่ายโดยไม่มีอะไรกั้นในขณะที่ยูวี่นั่งอยู่ไม่ห่างไปนัก แต่ในเมื่อเด็กหญิงไม่แสดงท่าทีเขินอายเลยแม้แต่น้อย เขาคิดว่าอาจเพราะยูวี่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่ยังไม่รู้ความ เธอจึงไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเพศหรือเกิดความรู้สึกเขินอายกับร่างเปลือยของเพศตรงข้าม แต่สำหรับรุย จะให้คิดแบบนั้นก็นับว่าลำบาก ตอนที่ยูวี่จัดการธุระส่วนตัว เขาจึงเลี่ยงที่จะไม่มองหรือไม่ก็ปิดตาตัวเองเสีย

รุยและยูวี่เริ่มสื่อสารกันได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยูวี่ไม่เคยเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน ทุกครั้งรุยต้องเป็นฝ่ายหาเรื่องมาชวนพูดคุย ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเบื่อเลย ประสบการณ์วัยเด็กที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่โลกภายนอกนั้นช่วยเขาได้มาก เขาเล่าสิ่งต่างๆที่เคยพบเห็นให้ยูวี่ฟังมากมายเท่าที่เขาพอจะขุดออกมาจากความทรงจำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระแค่ไหนเด็กหญิงก็ให้ความสนใจฟังทุกครั้ง แต่เรื่องที่เธอให้ความสนใจเป็นพิเศษและมักขอให้เขาเล่าให้ฟังเป็นประจำคือเรื่องเกี่ยวกับดวงดาว

รุยรู้สึกขอบคุณเครื่องเบรนสตรอมอยู่บ้าง อย่างน้อยเขาก็มีเรื่องที่จะพูดคุยหรือเล่าให้ยูวี่ฟังได้อย่างไม่รู้จบ ยูวี่นั้นสนใจเรื่องของดวงดาวมาก โดยเฉพาะเรื่องของดาวสีฟ้าที่มีชื่อว่าโลก

จริงเหรอที่บอกว่าดาวดวงนี้สวยที่สุดในจักรวาลน่ะ” ยูวี่ร้องถามด้วยความตื่นเต้น

รู้มาแบบนั้น แล้วก็เคยเห็นจากในภาพจำลองด้วย ที่จริงก็สวยอยู่หรอก แต่ถ้าไม่ได้เห็นของจริงก็พูดยาก”

เป็นดาวที่มีสีฟ้าทั่วทั้งดาวเลยสินะ”

ใช่ เห็นว่ามีน้ำอยู่ทั่วทั้งดาวเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องขาดแคลนน้ำหรืออาหาร แถมอากาศก็บริสุทธิ์มาก”

ว้าวแต่ถ้ามันยอดเยี่ยมขนาดนั้น แล้วแล้วทำไมบรรพบุรุษของเราถึงต้องอพยพออกมาด้วยล่ะ”

รุยเกาศีรษะเบาๆ “เท่าที่รู้ ดูเหมือนในช่วงสุดท้าย พวกเขาทำให้ระบบนิเวศน์ของดาวเสียไปมากน่ะ แล้วก็อยากออกไปท่องอวกาศกันด้วยมั้ง ไม่รู้เหมือนกัน”

อยากไปเห็นสักครั้งจัง”

นั่นเป็นคำที่ทำให้รุยนิ่งไปชั่วขณะ คำขอแสนง่ายแต่ยากจะเป็นจริงนี้ทำให้เขาเจ็บปวดใจนัก

หลังจากใช้เวลาร่วมกันพักใหญ่ รุยก็เริ่มไม่แน่ใจว่ายูวี่เถูกจับเข้าเครื่องเบรนสตรอมมากน้อยแค่ไหน บางทีเธออาจมีความรู้มากกว่าที่เขาคิดเพียงแต่เธอไม่อยากแสดงออก หรืออาจไม่รู้อะไรเลยจริงๆ เมื่อคิดถึงว่าไม่ใช่เด็กทุกคนที่ถูกจับเข้าเครื่องเบรนสตรอมและเครื่องเองก็ไม่ได้ป้อนความรู้ในทุกด้าน บางทีพวกนักวิจัยอาจใช้เครื่องนี้ป้อนความรู้เฉพาะด้านให้เธอก็ได้

และนับวัน ความคิดอ่านของเธอก็ยิ่งพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

โลกอยู่ไกลมากไหมนะ” ยูวี่ถามต่อ

ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าผู้คนจะลืมกันไปแล้วน่ะ”

น่าเสียดายจัง”

บางทีหากขอข้อมูลจากเครื่องเบรนสตรอม อาจจะรู้มากกว่านี้ก็ได้นะ”

เมื่อพูดถึงเครื่องเบรนสตรอม สีหน้าของยูวี่ก็มีปฎิกิริยาขึ้นมา “ยูวี่ไม่ชอบเครื่องนี่เลย มันทำให้ทรมาน”

ฉันก็เหมือนกัน” พูดแบบนั้น แต่ในใจรุยมีความคิดอีกอย่างแอบแฝง เขามองว่าเครื่องนี้ช่วยให้เขารู้มากขึ้น และเขาคิดว่าความรู้เหล่านี้อาจมีประโยชน์ในการหาทางหนีออกไปจากสถาบัน ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะยังไม่มีหนทางก็ตาม

แต่สำหรับยูวี่หรือเด็กคนอื่นๆ เจ้าเครื่องนี้คงไม่ต่างอะไรกับเครื่องช่วยทรมานที่ทำให้ต้องอาเจียนและปวดหัวทุกๆครั้ง ที่สำคัญ ความรู้ที่ได้รับก็น่าจะมากน้อยแตกต่างกันไปตามสภาพของแต่ละคน

ยูวี่อยากเห็นบ้านเกิดของรุย…” จู่ๆเด็กหญิงก็เปลี่ยนเรื่องพูด

มันไม่มีอะไรน่าดูหรอกนะ”

แต่ยูวี่อยากเห็นอยากรู้จักรุยให้มากกว่านี้”

คำพูดนี้ทำให้รุยถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ “ฉันคิดว่าเราคงมีเวลาทำความรู้จักกันอีกเยอะ ไม่ต้องห่วงหรอก”

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ความกังวลบางอย่างก็ผุดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่รุยไม่ได้คิดถึงมาก่อน จนกระทั่งยูวี่พูดออกมาเมื่อครู่ ยูวี่จะอยู่ร่วมกับเขาเช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน แล้วทางสถาบันล่ะ ซาลูเอลเอาตัวเด็กหญิงคนนี้มาอยู่ร่วมกับเขาเพื่ออะไร ตั้งแต่วันที่เขาตื่นมาพวกกับยูวี่จนถึงวันนี้ก็นับว่านานพอดู รุยรู้เช่นนั้นด้วยการนำเอาจำนวนครั้งที่ทางสถาบันส่งอาหารเข้ามาในห้องแล้วคำนวนดู หนึ่งวันพวกเขาได้รับอาหารสองมื้อ วันไหนโชคดีก็สาม เมื่อลองคำนวณจากจำนวนครั้งที่ได้รับอาหารอย่างคร่าวๆ ระยะเวลาที่เขาและยูวี่อยู่ร่วมกันก็น่าจะราวๆ 1 เดือนแล้ว

นี่ ยูวี่ ถ้าสักวันหนึ่ง…” รุยนิ่งไปเพราะเริ่มไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปไหม

อะไรเหรอ”

คือว่าถ้าสักวันพวกเราสามารถออกไปจากที่นี่ได้ เธออยากจะไปไหนที่สุด”

คำถามนี้ทำให้ยูวี่นิ่งไป

เอ่อ ขอโทษนะ” รุยรีบพูด พลางคิดว่าตนไม่น่าถามอะไรแบบนั้น ในเมื่อการได้ออกไปจากที่นี่เป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ ที่แม้ว่าตัวเขาจะพยายามคิดมาตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นหนทางเลยสักนิด

ไม่เห็นต้องขอโทษเลย”

แต่ว่า…”

ไม่เป็นไรหรอก ยูวี่ไม่คิดว่ามันเป็นความหวังลมๆแล้งๆหรอกนะ” คำตอบของยูวี่ราวกับอ่านใจของรุยออก “ยูวี่เฝ้าคิดอยู่เสมอเลยนะ ว่าสักวันหากสามารถออกไปจากที่นี่ได้ ยูวี่จะท่องเที่ยวไปให้ทั่วและไปดูอะไรที่อยากดูให้หมดเลย”

รุยรู้สึกผิดคาดเล็กน้อย เขานึกไม่ถึงเลยว่าเด็กหญิงจะมีความมุ่งหวังเช่นนี้อยู่ในใจ “อย่างนั้นหรือ…”

ใช่ ยูวี่อยากจะออกไปในอวกาศ แล้วจะตามหาโลกให้พบ”

โลกเหรอ”

ใช่ ยูวี่อยากเห็นน่ะ ดวงดาวสีฟ้ามันจะเป็นยังไงนะ แล้วรุยล่ะ อยากจะไปที่ไหน”

ที่ไหนหรือไม่รู้สิ ฉันไม่เคยคิดมาก่อน”

ยูวี่เขย่ามือเขาเบาๆ “ถ้าอย่างนั้น ก็ไปด้วยกันกับฉันนะ ออกไปท่องอวกาศ แล้วตามหาโลกกัน”

รุยยิ้มรับ “นั่นสินะ ก็ดีเหมือนกัน”

งั้นเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากัน” ยูวี่ยื่นนิ้วก้อยมือซ้ายให้เขา

ก็ได้…” รุยยื่นนิ้วออกไปเพื่อเกี่ยวก้อยสัญญา

เด็กหญิงยิ้มกว้าง “สัญญากันแล้วนะ”

 

……………………………………………………

 

ความสัมพันธ์ระหว่างรุยและยูวี่เริ่มพัฒนาขึ้นตามลำดับ เด็กหญิงเริ่มพูดคุย แสดงอารมณ์ทางสีหน้ามากขึ้น ทั้งสองใช้เวลาพูดคุยกันตลอดเวลา เมื่อถึงเวลานอน รุยและยูวี่จะเข้ามานอนภายในผ้าห่มผืนเดียวกัน และเข้ากอดอีกฝ่ายเพื่อให้ความอบอุ่นแก่กันและกัน

นับตั้งแต่มียูวี่ รุยไม่เคยถูกพาออกไปรับการทดลองใดๆอีก แม้เขาจะยังคงถูกขังไว้ แต่ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปมาก เขาแทบไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกันว่าการที่มีคนอื่นเข้ามาอยู่ร่วมจะทำให้เขามีความสุขมากถึงขนาดนี้

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อรุยตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับ เขากลับพบว่ายูวี่ไม่ได้อยู่ในห้องอีกแล้ว

บางสิ่งภายในกายเขาเริ่มพลุ่งพล่านขึ้น คำถามที่ผุดขึ้นคือ มันเกิดอะไรขึ้น ยูวี่ถูกพาตัวไปทดลองหรือ เหตุใดเขาจึงไม่รู้สึกตัวเลย

เขารู้สึกร้อนรนจนแทบทนไม่ได้ แต่จะให้ทำเช่นไร เขาได้แต่เพียงเคาะประตูแล้วร้องส่งเสียงอยู่เป็นเวลาครู่ใหญ่ ซึ่งก็ไม่มีเสียงตอบมาจากด้านนอก

ใจเย็นไว้ก่อน สงบสติเอาไว้” รุยพูดกับตัวเองเช่นนั้น เขาทำได้เพียงนั่งเฝ้ารอให้พวกนักวิจัยพาตัวยูวี่กลับมาเท่านั้น

เวลาผ่านไปนานขึ้นเรื่อยๆ แต่ยูวี่ก็ยังไม่กลับมา

หรือว่าพวกนั้นจะเอายูวี่ไปไว้ที่อื่นแล้ว ความคิดนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ รุยได้แต่นั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงก ความกลัวที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบเริ่มเกาะกินจิตใจของเขามากขึ้นเรื่อยๆ

5 ปีที่ผ่านมา ต้องมีชีวิตที่ต้องถูกจองจำอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมอันคับแคบเพียงลำพัง ถูกจับเป็นหนูทดลอง ต้องทนทุกข์ทรมานนานับประการ เขาเคยทนมันได้ แต่ตอนนี้เขาหวาดกลัวที่จะกลับไปเป็นเช่นนั้นอีก นับตั้งแต่ได้อยู่ร่วมกับยูวี่ เขาก็ไม่สามารถอยู่เพียงลำพังได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นคือชายวัยกลางคนร่างสูงในชุดเสื้อกาวน์ ผมหงอกทั้งศีรษะ สายตาของเขาจับจ้องมาที่รุยแล้วเดินเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ

ชายคนนี้ก็คือศาสตราจารย์เฟลิกซ์ ซาลูเอล นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างสถาบันเฮเว่นแห่งนี้ขึ้น

ไม่ได้เจอกันตั้งนาน หวังว่าคงจะสบายดีสินะ หมายเลข 968” ซาลูเอลพูด

ผมชื่อรุย” เด็กหนุ่มตอบกลับพลางสบสายตากับอีกฝ่าย “ไม่ได้มีชื่อเป็นหมายเลขอย่างที่พวกคุณกำหนด”

ไม่เลวนี่ เธอไม่เคยมีพฤติกรรมหรือคำพูดที่แสดงการต่อต้านแบบนี้ก่อนนับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่”

พวกคุณทำอะไรกับยูวี่ เอาตัวเธอไปไว้ที่ไหน”

หมายเลข 274 น่ะหรือ”

ถ้าอยากจะทดลองอะไรก็เอาตัวผมไป แต่อย่าทำกับเธอเลย”

ไม่ต้องห่วง พวกเราไม่คิดจะเอาตัวเด็กคนนั้นไว้ใช้ทดลองอะไรอีกแล้ว”

รุยถึงกับหน้าซีด “คุณว่าไงนะ”

ก็อย่างที่บอก เด็กคนนั้นหมดประโยชน์ที่จะอยู่ที่นี่แล้ว”

พวกคุณจะฆ่าเธองั้นหรือ”

หนูทดลองที่หมดประโยชน์แล้วก็ต้องกำจัดทิ้ง แต่กรณีของหมายเลข 274นั้นแตกต่างออกไปเล็กน้อย เธอยังมีค่าแก่การทดลองอยู่ แต่ไม่ใช่กับที่สถาบันเฮเว่นนี้อีกแล้ว”

คุณหมายความว่าไง”

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หมายเลข 274 จะได้ออกไปจากที่นี่ และจะไม่กลับมาอีก”

รุยถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ซาลูเอลเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มแล้วก็หวัเราะเบาๆ “ไม่ดีหรือไง เด็กคนนั้นกำลังจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกแล้ว เธอน่าจะยินดีนะ”

แล้วเธอจะถูกใครเอาตัวไปกักขังแล้วทดลองอะไรอีกหรือเปล่า”

การทดลองยังมีอยู่ แต่ก็เป็นเพียงแค่การสังเกตการณ์บางอย่างเท่านั้น สรุปก็คือ จะไม่มีการกักขังอีกต่อไป”

รุยรู้สึกถึงความปั่นป่วนภายในกระเพาะ เขากลืนน้ำลายเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ยูวี่จะได้เป็นอิสระงั้นหรือ”

อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ระดับหนึ่งล่ะนะ” ดวงตาของซาลูเอลหรี่เล็กลง “เธอน่าจะดีใจแทนเด็กคนนั้นไม่ใช่หรือ แล้วทำไมทำสีหน้าแบบนั้น อิจฉาหรือไง”

ไม่ถ้ายูวี่ได้เป็นอิสระผมก็ดีใจ”

ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่สินะ เหงาขึ้นมาหรือไง แต่ก็เอาเถอะ ถ้าหากว่า…”

ถ้าอะไร…”

ซาลูเอลยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย “ถ้าเธออยากจะให้เด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่ร่วมกับเธอที่นี่ต่อล่ะก็ ฉันจะจัดการให้ก็ได้นะ”

รุยถึงกับตาลุก “คุณว่าไงนะ”

ก็อย่างที่บอก ถ้าเธอต้องการ ฉันจะให้เด็กคนนั้นกลับมาอยู่ร่วมห้องกับเธอก็ได้”

นี่คุณต้องการอะไรกันแน่”

แค่อยากจะเอาใจเธอเท่านั้นเอง” ซาลูเอลย่อตัวลงแล้ววางมือบนศีรษะของรุย “เธอคงไม่รู้ตัวหรอกว่า ตัวเธอมีค่ากับสถาบันแห่งนี้แค่ไหน ถ้ามีอะไรที่ฉันสามารถจัดการให้เธอได้ ฉันก็จะทำให้ ห้องที่กว้างขวางกว่านี้ อาหารชั้นเลิศ เครื่องมือเครื่องใช้ ถ้าเธออยากได้ล่ะก็”

แต่ก็ยังต้องถูกกักขังอยู่แบบนี้สินะ”

แล้วยังไงล่ะ โลกภายนอกมันก็ไม่ได้ดีอะไรไปกว่าในสถาบันแห่งนี้หรอก ในเมื่อเธอมาจากข้างนอกก็น่าจะรู้ดี ตอนนั้นเธอเคยได้กินอาหารครบทุกวันไหม ที่ซุกหัวนอนล่ะ เธอก็น่าจะได้รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เครื่องเบรนสตรอมป้อนให้แล้วนี่ ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในสภาวะสงครามจากการรุกรานของพวกตัวประหลาดต่างดาวที่เรียกว่าเซราฟนั่น ต่อให้เธอเป็นอิสระจากที่นี่แล้วยังไง เด็กทุกคนที่อายุใกล้เคียงกับเธอเดี๋ยวนี้ถูกส่งไปรบกันหมดแล้ว ถ้าได้ออกไปโลกภายนอกแล้วเธอคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบหรือ ไม่เลย แต่อย่างน้อยอยู่ที่นี่เธอก็ยังปลอดภัย พวกเราเอาตัวเธอไปทำการทดลองมากมาย ทำให้เธอต้องทรมานก็ไม่น้อย ฉันขอยอมรับ แต่ทั้งหมดนั่นก็เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และความอยู่รอดของมนุษยชาติ”

และตอนนี้การทดลองของพวกเราก็ก้าวกระโดดไปมาก ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะเธอนั่นแหละ เธอจึงมีความสำคัญต่อพวกเรา ดังนั้นหากมีอะไรที่เธอต้องการ ฉันก็จะจัดการให้ หากว่านั่นไม่มากเกินไป”

ยกเว้นเรื่องที่จะปล่อยให้ผมได้มีอิสระสินะ” รุยถามกลับ

ฉันขอตอบตามตรงก็แล้วกัน ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้ แต่สักวันหากการทดลองประสบความก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ แล้ว เธอก็อาจจะได้เป็นอิสระ และเผื่อเธอไม่รู้นะ เด็กที่มีอายุเกินกว่า 15 ปีแทบไม่มีประโยชน์ต่อโครงการทดลองของฉัน ดังนั้นถ้าเด็กคนไหนอยู่ที่นี่จนอายุเกินเกณฑ์นั่นแล้ว ฉันก็ต้องปล่อยตัวไปอยู่ดี”

ดวงตาของรุยเบิกกว้าง “ที่พูดมานั่นจริงหรือ”

จะไม่เชื่อก็ได้นะ” ซาลูเอลแบมือออก

แล้วผมมีทางเลือกด้วยหรือ”

ก็จริงแต่เรื่องที่ฉันพูดก่อนนี้เป็นเรื่องจริงนะ หากเธอต้องการอะไรฉันยินดีจะจัดการให้ ถ้ามันไม่มากเกินไปล่ะก็”

ถ้าผมต้องการ…”

ใช่”

ยูวี่ถ้าผมต้องการให้เธออยู่กับผมต่อไปเหมือนที่ผ่านมา…”

ถ้าเธอต้องการแบบนั้น ฉันก็จะให้เธอได้ตามนั้น”

รุยนั่งกำหมัดแน่น ความคิดที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงกำลังต่อสู้กันอยู่ในหัวสมอง

ยูวี่กำลังจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกแต่เขาต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเพียงลำพังถ้าเขาจะขอให้ซาลูเอลพาคนอื่นมาอยู่แทนล่ะไม่ได้ ไม่มีใครมาแทนที่ยูวี่ได้

ถ้าซาลูเอลพูดจริงอีกแค่ 2 ปี ทนอีกแค่นั้น แถมยังไม่ต้องเป็นหนูทดลองอีกด้วย ก็แค่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาในห้องสี่เหลี่ยมแบบนี้อีกแค่ 2 ปี อยู่ด้วยกันเพียงสองคนกับยูวี่

คำที่กำลังจะออกจากปากของรุยนั้น คือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

 

……………………………………………………….

 

รุยนั่งชันเข่าอยู่ที่มุมห้องเป็นเวลาครู่ใหญ่ เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก เขาไม่ได้เงยหน้ามองว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งประตูถูกปิดลงอีกครั้ง

ยูวี่ค่อยๆเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา

รุย…” เด็กหญิงเอ่ยเรียกชื่อของเขา น้ำเสียงของเธอฟังดูราบเรียบ

รุยเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเด็กหญิงที่มองเขาปรากฏรอยยิ้ม

ฉันเป็นห่วงแทบแย่เลย เธอไม่เป็นไรนะยูวี่”

ทำไมต้องเป็นห่วงด้วยล่ะ” เด็กหญิงถามกลับ

ฉันกลัวว่าพวกนั้นจะเอาตัวเธอไปทดลองหรือทำอะไรไม่ดีอีก แต่ก็ดีแล้วที่เธอไม่เป็นอะไร”

ไม่ต้องห่วงหรอก พวกนั้นไม่ได้เอาฉันไปทดลองอะไร”

รุยรู้สึกถึงความผิดปกติในคำพูดของเด็กหญิง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้ใช้คำเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อ แต่กลับแทนด้วยคำสรรพนามว่าฉัน

ทำไมทำเธอสีหน้าแบบนั้นล่ะรุย” ยูวี่ยิ้มที่มุมปาก เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกฝ่าย “เธอทำหน้าเห็นเหมือนฉันเป็นคนอื่นงั้นแหละ”

เปล่า ไม่มีอะไร แค่คิดว่าเธอดูแปลกไปจากทุกที”

เหรอ ฉันแปลกไปยังไงเหรอ” ยูวี่ยกสองแขนขึ้นแล้วโอบรอบคอของรุยไว้อย่างแผ่วเบา ใบหน้าของเธอยื่นเข้าประชิดเด็กหนุ่มมากขึ้นทุกที

ยูวี่ทำอะไร…”

ไม่รู้จริงๆเหรอ”

ริมฝีปากสีชมพูเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะประกอบของรุยอยู่แล้ว

เธอชอบแบบนี้หรือเปล่า รุย”

ยูวี่”

ฉันน่ะ ชอบเธอมากนะ…”

สองมือของยูวี่ที่กำลังโอบรอบคอของรุยค่อยๆเลื่อนกลับมา นิ้วอันนุ่มนวลและขาวผ่องทั้งสิบถูกแบออกและทาบเข้าที่คอของรุย

แล้วเธอชอบฉันหรือเปล่า รุย”

ฉัน…”

เธอคงชอบฉันสินะใช่ไหมเพราะถ้าไม่อย่างนั้น….” จู่ๆ แววตาของยูวี่ก็เปลี่ยนไป “ฉันคงจะเป็นอิสระไปแล้ว”

รุยถึงกับตาลุก “ยูวี่…”

เธอเป็นคนบอกให้พวกนั้นเอาตัวฉันไว้ที่นี่ต่อใช่ไหม”

เรื่องนั้นฉัน…” เสียงของรุยเริ่มสั่น

โถ ไม่ต้องกลัว ฉันไม่โกรธเธอหรอกก็เธอชอบฉันนี่ มันช่วยไม่ได้ ใช่ไหม…” ยูวี่ยิ้มเล็กน้อย แต่แววตาของเธอที่รุยเห็นนั้น มันตรงกันข้าม

ยูวี่ฉันขอโทษฉันไม่ได้…”

จะขอโทษไปทำไมมันไม่จำเป็นหรอก…”

อีกแค่ 2 ปีแค่นั้น พวกเราก็จะเป็นอิสระด้วยกันนะ ยูวี่ อีกแค่ 2 ปี” รุยรีบพูด

นั่นสินะ อีกแค่ 2 ปีเองแต่ว่านะรุยมันก็ยังมีทางเลือกอื่นอยู่เหมือนกัน” ถึงตรงนี้ รอยยิ้มของยูวี่ก็สลายไปโดยสิ้นเชิง “พวกข้างนอกบอกว่าถ้าฉันฆ่าเธอซะ ฉันก็จะได้ออกไป”

ยูวี่!!!”

ดังนั้น ถ้าเธอชอบฉันมาก ก็จงตายเพื่อฉันเถอะ รุย!!!” สิ้นคำ สองมือของยูวี่ก็บีบเข้าที่คอของรุยจนสุดแรง

อู้…” รุยพยายามส่งเสียงร้อง และดิ้นรนขัดขืน เขารวบรวมกำลังทั้งหมด ผลักยูวี่ให้กระเด็นออกไป จนร่างของเด็กหญิงกระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างจัง

แค่กๆ” รุยจับที่คอของตนซึ่งยังปรากฏรอยแดงจากนิ้วของยูวี่อยู่

ขอเพียงฆ่าเธอซะ…” ยูวี่ค่อยๆยันตัวลุกขึ้น “พวกเขาก็จะปล่อยฉันให้เป็นอิสระ ดังนั้นฉันไม่ยอมให้เธอขัดขวางได้หรอก!!!” สิ้นเสียง ยูวี่ก็กระโจนเข้าใส่รุยทันที

รุยเองก็ตอบโต้ด้วยสัญชาตญาณ เด็กทั้งสองเข้าปลุกปล้ำกันบนพื้น สลับกันขึ้นคร่อมร่างของอีกฝ่าย ยูวี่ชกใส่หน้าของรุยจนเด็กหนุ่มถึงกับลงไปกองบนพื้น ยูวี่ไม่รอช้ารีบเข้าตามต่อทันที

หยุดนะ ยูวี่!!!” รุยตะโกนดังลั่น

ทันใดนั้น เขารู้สึกได้ว่าภายในร่างกายมีอะไรบางอย่างกำลังพลุ่งพล่านขึ้น เสียงหัวใจเต้นรัวไม่หยุด ราวกับจะทะลักออกมา

เขาสัมผัสถึงสิ่งนั้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันชัดเจนขนาดนี้ มันคือความร้อนที่ราวกับจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งจนมอดไหม้ และกำลังจะเข้าครอบคลุมทั่วทั้งร่างกาย

พริบตานั้น มันก็ระเบิดออกมา

เวลาราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ และภาพที่ปรากฏต่อสายตาของรุยหลังจากนั้นก็คือ

ไม่นะ…” รุยพูดเสียงสั่น

สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของรุย คือร่างของยูวี่ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นพร้อมกับกองเลือดที่ไหลออกมาจากศีรษะของเธอ

ลมหายใจที่บ่งบอกถึงชีวิตของร่างนั้นได้เงียบหายไปแล้ว ในขณะที่เด็กหนุ่มได้แต่กู่ร้องอย่างบ้าคลั่ง

นั่นคือวาระแห่งการฉลอง การถือกำเนิดของผู้มีอำนาจจิตที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุคสมัยนั้น

 

 

 

 

5 replies on “วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 2”

ใส่ความเห็น