Categories
เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

แสง…จิต…เวลา…อายุขัย…? (I)

ห้องทรงงาน ณ ที่ประทับของจักรพรรดิจามาคะที่ ๑๙ แห่งอาณาจักรกุทรุสกะ บุรุษรูปร่างสูงเด่นเป็นสง่า ผู้มีแววตาคมกริบแฝงไปด้วยอำนาจ ผิวพรรณละเอียดผุดผ่องดั่งทอง นั่งจ้องมองอีกหนึ่งบุรุษหน้าตาคมสัน ผมยาวออกสีน้ำตาลแดงที่มีแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวเองที่สูง

แม้ภายในห้องจะเย็นเฉียบด้วยเครื่องปรับอากาศสักปานใด แต่ทว่าในหัวใจของบุรุษผู้สง่ากลับร้อนลุ่มดั่งกองไฟก็ไม่ปาน ดีกรีที่เพิ่มสูงขึ้นของธาตุไฟในร่างกายมิอาจถูกปิดบัง อำพรางเอาไว้ได้ด้วยไอเย็นแห่งแอร์ มันแพร่กระจายสะท้อนออกมาทางแววตาและท่าทางของเขาที่เริ่มกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด

เขายังคงจับจ้องบนใบหน้าของบุรุษผู้มาดมั่นที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างไม่วางตา ประหนึ่งว่าเพื่อต้องการเสาะแสวงหาความจริงแท้ในบางสิ่งบางอย่างอันสำคัญ!

เขาขยับตัวเล็กน้อยก่อนก้มดูในรายงานอีกครั้งเพื่อตรวจสอบความมั่นใจในข้อมูลบางอย่างให้แน่ชัด ชั่วขณะแห่งความเงียบที่คืบคลานเข้ามาเหมือนประหนึ่งว่ามันเกิดขึ้นแสนยาวนาน พลันบุรุษผู้แฝงด้วยอำนาจและความสง่าเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง

“เป…เป…เป็นไปไม่ได้…อะไรกันนี่…ท่านแน่ใจนะ!!!” น้ำเสียงตะกุกตะกักที่แฝงไปด้วยความตกใจและความไม่มั่นใจอยู่ในที ทั้งที่พยายามควบคุมมันอย่างเต็มที่แล้ว

“ครับท่าน! ภายในอีกห้าปีข้างหน้า เผ่าพันธุ์ของมนุษย์เราจะมีอายุขัยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ สี่ปี!” เขาเน้นประโยคสุดท้ายพร้อมกับย้ำอย่างหนักแน่นในข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ปรากฏ!

   ตุลาคม    กุสกะ   ๔๕๕๓

ภายในห้องรับรอง “จามาคะที่ ๑๒” ของปราสาทที่ประทับแห่งองค์จักรพรรดิ ผู้เข้าร่วมประชุมต่างมีเสียงงึมงำดังไปทั่วห้อง บรรยากาศภายในห้องขณะนี้มีท่าทีตื่นตระหนกและตกใจในบางสิ่งบางอย่าง! เสียงงึมงำหยุดลงเมื่อประตูบานใหญ่ของห้องรับรองถูกเปิดออก

บุรุษรูปร่างสูงสง่า ปรากฏกายขึ้น ผมยาวสีดอกเลา นัยน์ตาคมกริบแฝงด้วยอำนาจเมื่อผสมกลมกลืนกับชุดฉลองที่เต็มยศนั้นยิ่งทำให้รัศมีแห่งพลังและอำนาจแผ่ปกคลุมไปทั่วทุกอณูของพื้นที่ที่ปรากฏกาย ทุกคนภายในห้องลุกขึ้นยืนและถวายความเคารพโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อจักรพรรดิจามาคะที่ ๑๙ ประทับนั่งลงตรงด้านหน้าทำให้ดูเด่นเป็นสง่ายิ่งนัก หลังจากนั้นทุกคนภายในห้องจึงนั่งลงโดยพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง

“ทุกท่านคงได้ดูในรายงานกันแล้ว เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.อนุได้นำข้อมูลดังกล่าวมาให้เราดู” หยุดพักเว้นระยะ

“มันเป็นข้อมูลที่เหลือเชื่อมาก! แต่ก็เต็มไปด้วยพื้นฐานตรรกะทางเหตุผลและข้อเท็จจริงอันอิงกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีมารองรับจนยากจะปฏิเสธ เราถือว่าเรื่องดังกล่าวนี้เป็นภัยร้ายแรงที่คุกคามมวลมนุษยาชาติในเผ่าพันธุ์มนุษย์ของเราอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด! ที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน!” ท่านจามาคะที่สิบเก้ากล่าวด้วยเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจและทรงพลังดังก้องไปทั่วทั้งห้อง ยิ่งทำให้ดีกรีแห่งความร้อนที่ครุกรุ่นอยู่ก่อนหน้าเริ่มกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อท่านจามาคะกล่าวจบลง

“อะ…อะไรกันนี่!!! อา…อายุขัยในอีกห้าปีข้างหน้าจะเหลือแค่สี่ปีงั้นเหรอ! นี่ขนาดอายุขัยในปัจจุบันโดยเฉลี่ยของพวกเราอยู่ที่ประมาณ ๑๐ ปี! ก็ยังถือว่าสั้นมากแล้ว หากลดเหลือแค่สี่ปี… มะ…มันไม่จริงใช่ไหมดร.อนุ!” หนึ่งในผู้อาวุโสที่เข้าร่วมประชุมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักอันดัง ทั้งที่พยามบังคับแล้วแต่ก็ไม่ได้ผล

“จริงครับท่าน!” ดร.อนุย้ำอีกครั้งอย่างหนักแน่น เสียงในห้องรับรองเริ่มอื้ออึงขึ้นมาอีกคราเมื่อดร.อนุพูดจบ

“ใจเย็น ๆ ก่อนครับทุกท่าน ตอนนี้ทางศูนย์วิทยาศาสตร์แห่งอาณาจักรของเรากำลังหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขในเรื่องดังกล่าวอยู่”

“แล้วได้เรื่องหรือยังท่านอนุ!” นายพลวชิ หนุ่มใหญ่วัยห้าปี รูปร่างท้วม ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงคาดคั้น

“ตอนนี้ยังครับ แต่ผมคิดว่า…”

“ยัง! อย่างนั้นเหรอ นี่มันผ่านมากว่าสองสัปดาห์แล้วนะนับตั้งแต่ท่านรู้ข้อมูล ไม่น่าเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์มือหนึ่งอย่างท่านจะไม่มีคำตอบไหนที่ดีและโสภาไปกว่าคำว่า ‘ยังไม่รู้อะไรเลย!’ ช่างน่าผิดหวังซะนี่กะไร” นายพลวชิมองดร.อนุอย่างเหยียด ๆ แล้วหันหน้าไปทางท่านจามาคะ

“ผมมีความเห็นว่าท่านน่าจะมอบหมายภาระหน้าที่นี้ให้กับคนของผมไปดูแลดีกว่าครับท่าน” นายพลวชิพยามยามไล่ต้อนดร.อนุและเพื่อจะบีบท่านจามาคะให้มอบหมายเรื่องสำคัญดังกล่าวให้อยู่ในความดูแลของลูกน้องคนสนิท ขณะเดียวกันหลาย ๆ ท่านที่อยู่ในห้องรับรองที่ใช้ในการประชุมเรื่องสำคัญ! เริ่มมีเสียงที่แสดงไปในทิศทางที่เห็นด้วยกับท่านนายพลวชิ

“ผมว่าพวกเราใจเย็น ๆ กันก่อนดีกว่า เรื่องนี้พวกเราทุกคนต่างตระหนักว่าเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์พวกเรา ดร.อนุในฐานะที่เป็นผู้ศึกษาและเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่แรก ผมคิดว่าน่าจะให้โอกาสท่านอีกซักระยะหนึ่ง ซึ่งผมมั่นใจว่าด้วยความอัจฉริยะของท่านคงจะหาทางแก้ไขในเรื่องดังกล่าวได้แน่! และเราต้องไม่ลืมว่าตลอดระยะที่ผ่านมาพวกเราไม่เคยผิดหวังในตัวของท่านดร.อนุเลย” นายพลสุตะบุรุษสูงใหญ่วัยเดียวกันกับท่านนายพลวชิพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุมและมั่นใจอันเป็นเอกลักษณ์ของท่าน ทำให้โมเมนตัมทางความคิดของหลาย ๆ ท่านในห้องเหวี่ยงกลับมายังจุดเดิมที่เคยเป็นอยู่ตามปกติ! เสียงอื้ออึงภายในห้องเริ่มเบาบางลง ในขณะที่นายพลวชิกัดกรามแน่น

“ณ เวลานี้!” น้ำเสียงที่หนักแน่นและทรงพลัง “เอาเป็นว่า ท่านอนุดำเนินการต่อไป หรือหากว่าใครมีข้อเสนอแนะที่ดีมีเหตุและผลที่อยู่ภายใต้กรอบของวิทยาศาสตร์อันคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนที่ทางราชอาณาจักรได้บัญญัติไว้!” เว้นระยะและมองมายังท่านนายพลวชิ “เราก็เปิดโอกาสให้ไม่ปิดกั้น ที่สำคัญเราขอให้ทุกท่านที่ประชุมกันในวันนี้อย่าพึ่งแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเป็นอันขาด! จนกว่าว่าจะมีอะไรที่คืบหน้าและชัดเจนเป็นรูปธรรมมากกว่านี้!” ท่านจามาคะย้ำกับผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน

“ครับท่าน!” ขานรับโดยพร้อมเพรียงกัน

หลังจากการประชุมในครั้งก่อนหน้าผ่านไปกว่าสัปดาห์ วันนี้บรรยากาศโดยรอบปราสาทที่ประทับของจักรพรรดิจามาคะที่ ๑๙ ดูสดใสกว่าในรอบหลาย ๆ วันที่ผ่านมา แต่ทว่าบรรยากาศภายในห้องรับรอง ‘จามาคะที่สิบสอง’ กลับดูอึมครึม เสมือนหนึ่งพายุลูกใหญ่กำลังตั้งเค้ารอพัดถล่มอยู่ก็ไม่ปาน

“ดร.อนุ ผลการทดลองเป็นยังไงบ้าง มีความคืบหน้าไปถึงไหน?” ท่านจามาคะถามขึ้นระหว่างการประชุมภายในห้องรับรองของปราสาทหลังงาม

“ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรเลยครับท่าน” ดร. อนุรายงานไปตามความเป็นจริง

“ผมบอกท่านแล้วไงครับ ว่าให้ใช้วิธีของผม ท่านก็ไม่เชื่อ” ท่านนายพลวชิกล่าวแทรกขึ้น

“ผมขอเวลาอีกสักหน่อยครับท่าน รับรองว่าต้องมีความคืบหน้ามารายงานท่านแน่นอนครับ” ดร.อนุพูดขึ้นด้วยความมั่นใจแม้ว่าภายในความคิดยังมีความสับสนและขัดแย้งกันอยู่ก็ตามที

“เวลา! เวลาอย่างงั้นรึ” นายพลวชิกระแทกด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน

“ท่านอนุก็รู้ดีนี่ ก็เพราะเวลานี่ยังไง ที่ทำให้พวกเราต้องปวดหัวกับเกมไล่ล่าของมันอยู่! แต่ท่านก็ยังดึงดันที่จะใช้วิธีของท่าน แล้วเป็นยังไงเหลวทุกที” นายพลวชิพูดขึ้นด้วยนำเสียงเย้ยหยันและทับถมอยู่ในที

“เราตัดสินใจแล้ว เราให้เวลาดร.อนุอีก ๑ เดือน หวังว่าทุกอย่างคงมีความคืบหน้าและชัดเจน” ท่านจามาคะตัดบทด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดแต่ทว่ายังคงมอบความไว้วางใจในภาระกิจที่สำคัญดังกล่าวให้กับดร.อนุ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะแห่งราชอาณาจักร

“ขอบคุณมากครับ ผมจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังครับ!” ดร.อนุรับปากอย่างหนักแน่น

“แต่ท่านครับ! ท่านก็รู้ดีนี่ครับว่าเราจะมัวมานั่งรอเวลาที่ผ่านไปอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ได้อีกแล้ว” นายพลวชิแย้งขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจ

ท่านจามาคะโบกมือเป็นเชิงห้าม “ถ้าไม่มีอะไรแล้ววันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน…เลิกประชุม!”

“ครับท่าน!” ทุกคนในห้องขานรับโดยพร้อมเพรียงกัน

“ท่านครับเราไม่มีเวลาแล้วนะครับ เราจะมัวมานั่งรออีกต่อไปไม่ได้แล้วนะครับ ไม่อย่างนั้นทุกอย่างอาจจะสายเกินไปก็ได้นะครับท่าน” นายพลวชิพูดขึ้นหลังจากที่ ดร.อนุและคนอื่น ๆ ทยอยเดินออกนอกห้องรับรองไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่…

“ท่านครับ ผมเห็นด้วยกับดร.อนุครับท่าน” นายพลสุตะพูดขึ้นหลังจากที่นิ่งเงียบมานานในระหว่างที่ประชุม

‘หึ…จะไม่เห็นด้วยได้ยังไง ก็ท่านมันพวกเดียวกันนี่’ นายพลวชิคิดในใจและหันไปมองนายพลสุตะด้วยแววตาเหยียด ๆ

“เอาไว้หลังจาก ๑ เดือนผ่านพ้นไปแล้ว หากไม่ได้ผลจริง ๆ เราค่อยมาคิดกันใหม่ว่าจะดำเนินการต่อไปยังไง” ท่านจามาคะกล่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดและวิตกอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งขัดกับบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์ของท่านที่ปกติจะไม่มีผู้ใดได้เห็นสีหน้าและแววตาเยี่ยงนี้อย่างเด็ดขาด! ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่วิกฤติสักเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้มหาบุรุษเยี่ยงท่านหวั่นไหวได้ ยกเว้น การเผชิญหน้ากับการไล่ล่าแห่งกาลเวลาที่มีเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นเดิมพัน ณ ตอนนี้เท่านั้น!

 “ท่านจามาคะว่ายังไงบ้างคะ ดร.” ดร.สุณีผู้ช่วยของดร.อนุถามขึ้นทันทีที่เห็นเขากลับมายังห้องวิจัยและทดลองของศูนย์วิทยาศาสตร์แห่งราชอาณาจักร

ดร.อนุสูดลมหายใจเข้าปอดช้า ๆ “ท่านให้เวลาอีก ๑ เดือนต้องมีข้อมูล เอ่อ…ผมหมายถึงข้อสรุปที่ชัดเจนให้กับท่าน” เขาผ่อนลมหายใจก่อนพูดต่อ

“ว่าแต่เครื่องเทียบเวลาเป็นยังไงบ้างดร.สุณี” เขาถามขึ้นเพราะเมื่อเช้าต้องรีบเดินทางไปประชุมกับท่านจามาคะ เลยยังไม่ได้ดูข้อมูลของเมื่อคืนและเช้านี้เลย

“เมื่อคืนมีการเปลี่ยนแปลงมากคะท่าน” ผู้ช่วยสาวสวยวัย ๓ ปี ๔ เดือน รายงานด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้นขึ้นมาจนจับสังเกตได้ก่อนที่จะอธิบายต่อ

“เมื่อเทียบกับมาตรฐานการเปลี่ยนแปลงของทุก ๆ วันที่ผ่านมาในรอบ ๑ เดือน เมื่อคืนนี้เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยแล้วปรากฏว่าเวลาเร็วขึ้นเกือบร้อยละ ๓๐! ทั้ง ๆ ที่โดยปกติจะเปลี่ยนแปลงอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยร้อยละ ๓ – ๕ เท่านั้นคะ”

ดร.อนุดูมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาแต่เขาก็สามารถปรับได้อย่างรวดเร็วซึ่งเป็นนิสัยโดยส่วนตัวของเขาที่ไม่อยากให้คนรอบข้างเครียดไปด้วยไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานก็ตามที

“อืม… แล้วตอนนี้หละ” ดร.อนุพยักหน้าและถามต่อ

“เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติของความเอ่อ…ไม่ปกติแล้วคะท่าน ตอนนี้การเปลี่ยนแปลงก็อยู่ที่ระดับร้อยละ ๓” ผู้ช่วยสาวรายงานเพิ่มเติม

ดร.อนุอมยิ้มเล็กน้อยกับคำตอบที่เจือไปด้วยมุขตลกในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยไปในทิศทางนั้นของผู้ช่วยท่าน ก่อนที่จะลอบถอนหายใจเหมือนคนที่เหนื่อยหนักและเหนื่อยหน่ายในภาระอันหนักอึ้งที่แบกรับไว้บนบ่าทั้งสองข้างนี้ โดยที่ผู้ช่วยสาวสวยมองไม่เห็นเพราะมัวยุ่งวุ่นวายอยู่กับเอกสารกองโตตรงหน้า

“มีอีกเรื่องหนึ่งคะท่าน ศูนย์ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศเพิ่งส่งรายงานมาให้เมื่อสักครู่โดยในรายงานระบุว่า น่าจะมีพายุรุนแรงและฝนตกอย่างหนักในอีก ๑ หรือ ๒ เดือนข้างหน้า” เธอหยุดเว้นระยะ…

“ขึ้นอยู่กับว่าทางเราจะสามารถควบคุมตัวแปรทางด้านเวลาได้ดีขนาดไหน นี่คะรายงาน” ดร.สุณีพูดจบพร้อมกับยื่นรายงานให้กับดร.อนุ

“ขอบคุณมาก คุณก็ควรพักผ่อนบ้างนะ ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาหลายคืนแล้วไม่ใช่เหรอ” ดร.อนุพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ห่วงใย อันเป็นนิสัยที่เอาใจใส่และเห็นใจผู้ร่วมงานอยู่เสมอ ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นลูกน้องในระดับใดก็ตาม

“ขอบคุณมากคะท่านที่เป็นห่วง” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงและแววตาที่แสดงออกถึงการขอบคุณในความมีน้ำใจของเขา “ท่านก็เช่นกันนะคะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วดิฉันขอตัวก่อน”

ดร.อนุยิ้มให้เล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้า แต่เมื่อหยิบแฟ้มที่ผู้ช่วยสาวส่งให้เมื่อสักครู่ขึ้นมาดูอย่างพินิจพิจารณา ใบหน้าที่ยิ้มเล็กน้อยเมื่อสักครู่หุบยิ้มโดยอัตโนมัติแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดที่เบียดบังเข้ามาขอคืนพื้นที่ในหัวสมองของเขาแทน

๒๗ ตุลาคม กุสกะ ๔๕๕๓ : เวลา ๑๙.๑๙ น. ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์แห่งราชอาณาจักร

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เชิญ” ประตูห้องถูกเปิดออก ดร.สุณี ผู้ช่วยสาวสวยหอบแฟ้มเอกสารเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าโต๊ะทำงานของดร.อนุ

“ดร.คะ ! เมื่อซักครู่เครื่องตรวจวัดของเราสามารถจับความเร็วของคลื่นความถี่ที่มีความละเอียดสูงมากชนิดหนึ่งได้คะ” เธอรายงานด้วยท่าทางตื่นเต้นพร้อมส่งเอกสารข้อมูลให้กับดร.อนุ ก่อนที่จะอธิบายต่อ

“ตัวเลขของความเร็วที่ตรวจจับได้มีค่าคงที่อยู่ที่ประมาณ ๔,๐๐๐ เท่าของความเร็ว ‘แสง’!!!”

ดร.อนุกวาดสายดูข้อมูลที่บันทึกได้ในรายงานนั้นอย่างรวดเร็ว

“ความเร็วคงที่ ๔,๐๐๐ เท่าของความเร็วแสง!!!” ดร.อนุพูดขึ้นอย่างตกใจไม่แพ้ผู้ช่วยสาวพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง

“คะ!” ผู้ช่วยสาวย้ำ “และที่สำคัญอีกประการ จากการประมาณคร่าว ๆ พลังงานของมันน่าจะมีค่าเท่ากับ Singularity!”

เป็นอีกครั้งที่ดร.อนุเบิกตากว้างกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับจากผู้ช่วยสาว ในขณะเดียวกันกับที่รัศมีแห่งความกลัวในอะไรบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว หัวสมองของเขาเหมือนถูกบีบด้วยคีมเหล็กขนาดใหญ่ราวกับจะให้มันแตกละเอียดและสลายไปในชั่วพริบตายังไงยังงั้น

“ดร.! ดร. คะ” ผู้ช่วยสาวเรียกเขาด้วยเสียงค่อนข้างดังเมื่อเห็นท่าทีที่เหม่อลอยของดร.อนุ

“คะ…ครับ” เสียงของผู้ช่วยสาวราวกับเป็นระฆังที่ช่วยขับไล่หลุมดำแห่งพันธนาการด้านความคิดที่ก่อตัวเมื่อสักครู่ให้อันตธานหายไป

“นี่เป็นข้อมูลของการทดลอง EPR Experiment เมื่อกว่า ๗,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ดิฉันคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์บ้างในข้อมูลบางอย่างที่เราค้นพบ ก็เลยเอาข้อมูลนี้มาให้ดร.ด้วยคะ” เธอยื่นข้อมูลให้

“ขอบคุณมากครับ” ดร.อนุที่ยังคงมีภวังค์แห่งความกลัวในหัวสมองหลงเหลือตกค้างอยู่นิดหน่อย พูดด้วยน้ำเสียงราวกับกระซิบ เขารู้สึกลำคอแห้งผากเป็นอย่างมาก

“งั้น ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ เผื่อจะได้ข้อมูลใหม่ ๆ เพิ่มเติม”

ดร.อนุพยักหน้า “เอ่อ…ดร.สุณี ขอบคุณมากนะครับ” เขาบอกอีกครั้งเมื่อเธอเปิดประตูกำลังจะก้าวออกไปจากห้อง ผู้ช่วยสาวสวยหันกลับมายิ้มเล็กน้อยพร้อมค้อมศีรษะให้

ดร.อนุกวาดสายตาไปในข้อมูล EPR Experiment ถึงแม้ว่าเขาจะคุ้นเคยกับมันมาเป็นอย่างดี แต่ในครั้งนี้เขารู้สึกว่ามีสมาธิจดจ่ออยู่กับมันมากกว่าทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา

‘มีการทดลองจริงถึงสิ่งที่มีอยู่ในสภาพควอนตัม ครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๙๖๔ ซึ่งการทดลองนี้เรียกว่า EPR (Einstein – Podolsky – Rosen Experiment) โดยการใช้อนุภาคโฟตอนสองตัว สมมติว่าชื่อ a กับ b อนุภาคทั้งสองตัวอยู่ห่างกันในห้องทดลองระยะทาง ๑๐ หลา เมื่อ a ต้องปรากฏตัวขึ้นเป็นอนุภาค b ก็จะปรากฏตัวเป็นอนุภาคในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ใช้จับเวลาในการปรากฏตัวของ a กับ b เรียกว่า นาฬิกาอะตอม (มีความละเอียดสูงมาก) นั้นสามารถวัดได้ละเอียดถึง ๑/๑๐๑๐ หรือ ๑๐-๑๐ วินาที ซึ่งปรากฏว่า a และ b เป็นอนุภาคพร้อม ๆ กันในเวลานาฬิกาอะตอมนั้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความฉงนงงงวยให้กับนักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เกี่ยวเนื่องจากหากเทียบเป็นเวลาเดียวกันคือ ๑๐-๑๐ วินาที ที่โปตอนทั้ง a และ b สื่อสารถึงกันในระยะทาง ๑๐ หลา นั้น ณ เวลาเดียวกันดังกล่าว แสงสามารถเดินทางไปได้เพียง ๓ เซ็นติเมตร! เท่านั้นเอง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ว่า กรณีที่ a และ b ส่งสัญญาณถึงกันนั้นมันส่งสัญญาณกันด้วยแสง (หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีความเร็วเท่ากับแสง!)

            อีกครั้งในปี ค.ศ. ๑๙๙๘ ที่เจนีวา นำมาซึ่งความชัดเจนมากขึ้น โดยการส่งโฟตอน ๒ ตัว ไปในสายเคเบิลใยแก้วจากจุดทดลอง โฟตอน a ส่งไปสายเคเบิลขึ้นทิศเหนือ และโฟตอน b ส่งไปสายเคเบิลลงทิศใต้ ปลายสายทั้ง ๒ ห่างกัน ๖ ไมล์ (มีเครื่องวัดอยู่ที่ปลายทางทั้งสองข้าง) และที่เพิ่มเติมเข้าไปคือ ที่ปลายทั้งสองข้าง ต่อเป็นทางแยกไว้ ทางแยกหนึ่งเป็นสายเคเบิลสั้น อีกทางแยกหนึ่งเป็นสายเคเบิลยาว (โดยโฟตอนมีสิทธิ์เลือกไปในเส้นไหนก็ได้)

           ผลการทดลอง นอกจากโฟตอน a และ b จะกลายเป็นอนุภาคให้เห็นได้ (วัดได้) พร้อม ๆ กัน เช่นเดียวกับในการทดลองครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๔ แล้ว ยังมีปรากฏการณ์ที่สร้างความฉงนขึ้นมาอีกกล่าวคือ ผลการตัดสินใจจะวิ่งไปในเคเบิลสายสั้นหรือสายยาวนั้น ปรากฏว่าทั้งโฟตอน a และ b ตัดสินใจเหมือนกันทุก ๆ ครั้ง! โดยเฉลี่ยแล้วทั้งคู่วิ่งไปในสายสั้น และสายยาวประมาณเท่า ๆ กัน แต่สิ่งที่น่าพิศวงงงงวยก็คือ a กับ b จะตัดสินใจเลือกเส้นทางเหมือนกันทุกครั้ง!

          จากการวัดเวลาการตัดสินใจของ a และ b ห่างกันประมาณ ๓ x ๑๐ -๑๐ ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวนี้แสงสามารถเดินทางไปได้ประมาณ ๙ เซนติเมตร เท่านั้นเอง แต่ a กับ b อยู่ห่างกันถึง ๖ ไมล์ หรือประมาณ ๙.๖ กิโลเมตร นั่นย่อมแสดงว่า a กับ b ต้องมีการสื่อสารกันด้วยสัญญาณอะไรบ้างอย่างที่สามารถเดินทางได้เร็วกว่าความเร็วแสงเป็นอย่างมาก!!!’

ดร.อนุอ่านรายงานดังกล่าวจบ เขาค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง แต่! พลันหางตาเหลือบเห็นโน้ตข้างล่างของรายงาน

‘เพิ่มเติมคะท่าน : ความเร็วของการสื่อสารระหว่างอนุภาคควอนตัมนั้น มีนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจในพระพุทธศาสนาท่านเรียกว่า “ความเร็วจิต” คะ’

‘ความเร็วจิต!!! อย่างงั้นเหรอ?’ ข้อมูลเพิ่มเติมแนบท้ายในรายงานกระตุกให้หัวสมองของดร.อนุเหมือนตกอยู่ภายใต้แรงบีบของคีมขนาดใหญ่อีกครั้ง เขาหุบเปลือกตาลงอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ รวบรวมสมาธิสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างช้า ๆ เพื่อลดแรงกดดัน บีบคั้นจากมือที่มองไม่เห็นดังกล่าวให้เบาบางลง เขาทำติดต่อกันอย่างนั้นสักครู่จนรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายในหัวสมอง ความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นมายังสมองของเขาอีกครั้งเมื่อสติและสมาธิเริ่มกลับมาเดินเครื่องดังเดิม

“มีความเร็ว (จิต) มันก็น่าที่จะมีเวลา (จิต)” เขางึมงำออกมาเบา ๆ กับตัวเองเฉพาะคำว่าความเร็วกับเวลาเท่านั้น ส่วนคำว่า (จิต) มันวูบเข้ามาเป็นกระแสเพียงแค่ในความคิดของเขาเท่านั้น! จะให้เขาเข้าใจไปอย่างนั้นได้ยังไงในเมื่อเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาจะไปจับเอานามธรรม (จิต) มาใส่ในสมการแห่งความเป็นจริงได้อย่างไร ?

‘ความเร็วแสง – เวลานาฬิกา – ความเร็ว (จิต) – เวลา (จิต)’ ดังกึกก้องหมุนเวียนอยู่ในหัวสมองของเขา มันวิ่งวนไปมาอย่างท้าทายในความคิดของนักวิทยาศาสตร์ที่อัจฉริยะอย่างเขา ฉับพลันกระแสความคิดก็วิ่งไล่กวดตามติดไปจับลงตรงคำพูดของไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์นามอุโษฆ และสตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ ของช่วงกว่า ๗๐ ศตวรรษที่ผ่านมา

‘ในทฤษฎีสัมพัทธภาพของนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะนามไอน์สไตน์ได้สรุปสาระสำคัญไว้ว่า

“เวลาไม่มีอยู่จริง และเวลาของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะขึ้นอยู่กับว่าเขาอยู่ตรงจุดใด และเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วเท่าใด เวลาจึงเปรียบเสมือนยางยืดที่ยืดได้ – หดได้”

           ไอน์สไตน์ได้เคยอธิบายเรื่องสัมพัทธภาพในเชิงเปรียบเทียบไว้ว่า : วางมือบนเตาร้อนเพียงหนึ่งนาทีมีความรู้สึกราวกับนานนับเป็นชั่วโมง   นานนับชั่วโมงที่นั่งกับสาวงามตามความรู้สึกเหมือนเพียงแค่หนึ่งนาที นี่แหละสัมพัทธภาพ (Put your hand on a hot stove for a minute and it seems like an hour. Sit with pretty girl for an hour, and it seems like a minute. That is relativity).

สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะอีกท่านก็ยืนยันตามไอน์สไตน์ในทำนองที่ว่า เวลาไม่มีอยู่จริงและเขาได้ใช้คำว่า “เวลาในจินตนาการ” โดยกล่าวว่า “เวลาในจินตนาการ คือ เวลาที่เป็นจริง และสิ่งที่เราเรียกว่า เวลาที่เป็นจริงตามเวลานาฬิกานั่นเป็นเพียงเรื่องสมมติที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อใช้วัดปรากฏการณ์บนโลก เวลาที่แท้จริงคือเวลาที่ปรากฏอยู่ในใจเราเท่านั้น!”

ดร.อนุถอนหายใจช้า ๆ พร้อมกับถอนความคิดที่เกาะติดในไอน์สไตน์และฮอร์คิงออกมา เพื่อจะใช้ปัญญาในการขบปัญหาที่กองอยู่ตรงหน้าอันแสนหนักหนาสาหัสสุดบรรยาย

 ‘ความเร็วแสง – เวลานาฬิกา – ความเร็ว (จิต) – เวลา (จิต) มันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ???’ พายุแห่งคำถามพัดถาโถมกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวสมองของดร.อนุ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนเริ่มเห็นต้นเคล้าในการก่อตัวแต่บางครั้งก็เหมือนอันตธานหายไปในพริบตา…ว่าแต่มันคืออะไรกันแน่!!!   

*******************************************************************************

         ๑ กุทรุสกะ ในพระไตรปิฎก ไทยแปลกันว่าข้าวหญ้ากับแก้ ซึ่งจะเป็นโภชนะอันเลิศในสมัยที่มนุษย์มีอายุขัย ๑๐ ปี

          . แสง มีความเร็วคงที่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรต่อวินาที ระยะทางจากดวงอาทิตย์มายังโลกประมาณ ๙๓ ล้านไมล์ แสงใช้เวลาเดินทางประมาณ ๘ นาที

        ๓. Singularity คือ จุดที่มีการอัดแน่นไปด้วยพลังงานที่มีค่ามหาศาลเป็นอนันต์และมีความกดดันมหาศาลจนขาดความเสถียรแล้วเกิดระเบิดครั้งใหญ่อย่างรุนแรงที่เรียกว่า Big Bang

           อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein, ค.ศ ๑๘๗๙ – ๑๙๕๕) นักวิทยาศาสตร์นามอุโษฆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เป็นเจ้าของทฤษฎีที่มีชื่อเสียงคือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity) พร้อมทั้งได้วางรากฐานวิชากลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ในศตวรรษที่ ๒๐ ด้วย  รวมทั้งเป็นผู้พิสูจน์ได้ว่า เวลาไม่มีอยู่จริง สามารถยืดได้หดได้ตามแรงโน้มถ่วงและความเร็ว

สตีเฟน  ฮอว์คิง (Stephen Hawking) นักฟิสิกส์ที่ได้รับการยกย่องว่าอัจฉริยะที่สุดในยุคปัจจุบันนับจากไอน์สไตน์ โดยเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น “เจ้าแห่งจักรวาล” (Master of the Universe)

 

3 replies on “แสง…จิต…เวลา…อายุขัย…? (I)”

ภาพตัวละครยังไม่ค่อยเด่นชัดนักครับ อ่านแล้วยังสับสนอยู่บ้าง ส่วนหนึ่งอาจเพราะตัวละครออกมาหลายตัว แต่ก็พอจะเข้าใจครับ ส่วนเนื้อหานั้นผมว่าถ้าจะเขียนเป็นเรื่องยาว ค่อย ๆ ปล่อยเนื้อหามาทีละนิด ให้ผู้อ่านได้มีเวลาทำความเข้าใจทีละนิดก็ได้ครับ บทนี้มาหนักไปหน่อย อ่านแล้ว hard-science (คือเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยาก) ไปนิดนะครับ แต่ทิ้งท้ายไว้ชวนติดตามดีครับ

***กำลังคิดอยู่ว่าอายุขัย 10 ปีนั้นจะสัมพัทธ์กับอะไร ? เป็น 365 วันต่อปีที่คนเริ่มเดินได้ตอนอายุหนึ่งขวบหรือเปล่า ? ถ้าเป็นเช่นนั้นนักวิทยาศาสตร์วัยห้าหกขวบคงคิดอะไรสลับซับซ้อนแบบนั้นไม่ได้เป็นแน่ เว้นแต่ว่า 1. เป็นอายุสัมพัทธ์กับอะไรบางอย่าง หรือกระบวนการใดที่จะทำให้มนุษย์สามารถเรียนรู้และ “โตเต็มวัย” ได้ในขณะที่อายุน้อย ๆ ประเด็นนี้ชวนติดตามมากครับ

ใส่ความเห็น