ชวนดูหนังไซไฟเรื่อง Dark City -เมืองเปลี่ยนสมอง มนุษย์ผิดคน

Dark City -เมืองเปลี่ยนสมอง มนุษย์ผิดคน

Dark City

Dark City

ก่อนอื่นที่บอกว่า “ชวนดู” นั้นหมายถึงต้องไปหาซื้อแผ่นดีวีดีมาดูเองนะครับ (^_^) ไม่ใช่ทางชมรมนิยายวิทย์ฯจัดให้ชมครับ

เนื้อหาบทความผมเอามาจาก blog ส่วนตัวของผมอีกที่หนึ่งนะครับ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าสนใจในเรื่อง plot และแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งก็เลยนำมาเผยแพร่ที่เวปชมรมนิยายวิทย์ฯ ครับ ท่านใดอ่านแล้วสามารถแสดงความเห็นได้เต็มที่ครับ ^_^

(ข้อเขียนนี้ไม่ได้ Spoil หนังครับ สามารถอ่านได้อย่างสบายใจ)

Dark City หรือชื่อไทยคือ เมืองเปลี่ยนสมอง มนุษย์ผิดคน เป็นหนังไซไฟที่เคยลงโรงเข้าฉายในบ้านเราเมื่อ ปี ค.ศ. 1998 โดยฝีมือการกำกับและเขียนบทโดย Alex Proyas (เกิดที่อียิปต์และย้ายไปอยู่ที่ออสเตรเลียเมื่ออายุสามปี)

ผมเพิ่งได้ดู Dark City ซ้ำรอบสองเมื่อไม่นานมานี้เองครับ จากดีวีดีราคาไม่แพงที่บริษัท ค่ายหนัง Right pictures นำออกมาขายใหม่ในรูปแบบดีวีดีราคาถูกพร้อมกล่องที่เป็นJacket สวมทับอีกที (ตอนที่เห็นครั้งแรกนี่ดีใจมากครับ เพราะคงไปหาวีดีโอเทปแบบเก่ามาคงไม่ได้แล้ว แต่นี่มาเป็นแบบดีวีดีเลย ว๊าว เจ๋ง)                ต้องขอบอกว่าตอนที่ดูครั้งที่สองนี้ลืมเนื้อหาไปประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหาทั้งหมดแล้วครับ และที่สำคัญตอนจบที่ทำให้อึ้ง  ทึ่ง (ไม่มีเสียว เพราะไม่ใช่หนังชมพู) ผมก็จำไม่ได้แล้ว ดังนั้นการได้ดูครั้งล่าสุดนี้ย่อมทำให้ให้รู้สึกตื่นเต้นไม่ต่างไปจากครั้งแรก และดูรู้เรื่องกว่าครั้งแรกด้วยเพราะตอนนั้นยังเป็นเด็กวัยละอ่อนอยู่ครับ เนื้อหาของหนังมันซับซ้อนระดับหนึ่งตอนนั้นก็เลยดูแล้วงงๆ …แต่ตอนนี้ความรู้แตกต่างกับตอนนั้นลิบลับ

Dark City เปิดเรื่องออกมาด้วยการทำให้คนดูตั้งคำถามตามสไตล์หนังแนวไซไฟ (เรื่องนี้เรียกว่า Dark Sci-fi ดูจะเหมาะกว่า)  ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอก และการปรับสภาพที่หนังมักพูดถึงบ่อยๆคืออะไร

        ในทางวิธีสร้าง plot นิยายแนวไซไฟ เราเล่นกับคำถาม What…if หรืออะไรจะเกิดขึ้นถ้า

                จะเกิดอะไรขึ้นถ้า เมื่อคุณตื่นขึ้นมาพบว่าคุณได้กลายเป็นคนใหม่    
                จะเกิดอะไรขึ้นถ้า มีคนขโมยความทรงจำของคุณไปเพื่อทดลองในลองในเรื่องบางอย่าง
                จะเกิดอะไรขึ้นถ้า คุณจำไม่ได้ว่าจะเดินทางไปหาดทรายที่คุณคุ้นเคยได้อย่างไร
                จะเกิดอะไรขึ้นถ้า เมืองของคุณไม่คยมีกลางวันเลย

        จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีบางอย่างที่คุณไม่รู้จักจับคุณทดสอบโดยเปลี่ยนความทรงจำเพื่อการดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธ์ของมันที่กำลังดับสูญ ตลอดเวลา 90 นาทีที่นั่งดู บอกได้คำเดียวว่าสนุกมากครับ แต่ท่านใดที่ชอบแนวบู้ล้างผลาญคงไม่ชอบเรื่องนี้ เพราะ Dark City เป็นหนังแนวไซไฟที่ทำให้เราต้องคิดตามไปกับเรื่องตลอดเวลา และการคิดตามที่ว่านี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราสนุกกับหนัง (เหมือนเรื่อง Knowing ที่สนุกมาก แต่มีหนังสือหนังรายสัปดาห์เล่มหนึ่งดันมีข้อเขียนวิจารณ์จากนักเขียนประจำคนหนึ่งที่เฉลยว่าสิ่งที่มีเตือนมนุษย์โลกคืออะไร เลวร้ายมาก… ไม่รู้ว่า บก. ปล่อยงานแบบนี้มาได้ไง!) 

                กลับมาที่ Dark City ครับ เทคโนโลยีหรือความรู้ที่นำมาใช้กับหนังที่พอจะเกิดขึ้นได้ในโลกของเรา (ไม่รู้ว่าปีไหนล่ะ แต่ผมคิดว่าคงอีกไม่นาน)  คือการปลูกถ่ายความทรงจำอันใหม่ให้กับมนุษย์  ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่นำมาใช้ตลอดทั้งเรื่อง

                ตอนจบ หนังสรุปถึงแนวคิดที่ค้องการนำเสนอได้ดีครับ ตัวเอกของเรื่อง (พระเอกนั่นแหล่ะ) บอกกับตัวร้ายว่า “คุณไม่มีทางหาสิ่งที่คุณต้องการในนี้ (พระเอกชี้ไปที่หัวตัวเอง) ได้หรอก เพราะมันไม่ได้อยู่ในนี้” มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น (นอกโลก) ตรงที่มีจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์นี่แหล่ะ เรื่องนี้ดูแบบมีปรัชญาแฝงก็ได้นะครับ

                ลืมบอกไปครับว่า  Alex Proyas เป็นผู้กำกับคนเดียวกันกับเรื่อง I, Robot , Knowing (เรื่องนี้ผมชอบมาก โดยเฉพาะฉากเครื่องบินตกต่อหน้าต่อตานิโคลาส เคส), Garage Days (เรื่องนี้ไม่คุ้นว่าเคยฉายในเมืองไทย), The Crow (ชื่อไทยคือ อีกาพญายม)

                 ไม่ควรพลาด Dark City ครับ ถ้าใครชอบแนวไซไฟ…ลืมบอกไปครับยุคนั้นมีอีกเรื่องครับเรื่อง Thirteen Floors เรื่องนี้ plot สนุกมากซับซ้อน แต่ตอนนี้ยังไม่มีค่ายหนังใดนำมาปั๊มลงDVD ขายใหม่…. ผมเพิ่งได้ดู Dark City ซ้ำรอบสองเมื่อวานนี้เองครับ จากดีวีดีราคาไม่แพงที่บริษัท ค่ายหนัง Right pictures นำออกมาขายใหม่ในรูปแบบดีวีดีราคาถูกพร้อมกล่องที่เป็นJacket สวมทับอีกที (ตอนที่เห็นครั้งแรกนี่ดีใจมากครับ เพราะคงไปหาวีดีโอเทปแบบเก่ามาคงไม่ได้แล้ว แต่นี่มาเป็นแบบดีวีดีเลย ว๊าว เจ๋ง)                ต้องขอบอกว่าตอนที่ดูครั้งที่สองนี้ลืมเนื้อหาไปประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหาทั้งหมดแล้วครับ และที่สำคัญตอนจบที่ทำให้อึ้ง  ทึ่ง (ไม่มีเสียว เพราะไม่ใช่หนังชมพู) ผมก็จำไม่ได้แล้ว ดังนั้นการได้ดูครั้งล่าสุดนี้ย่อมทำให้ให้รู้สึกตื่นเต้นไม่ต่างไปจากครั้งแรก และดูรู้เรื่องกว่าครั้งแรกด้วยเพราะตอนนั้นยังเป็นเด็กวัยละอ่อนอยู่ครับ เนื้อหาของหนังมันซับซ้อนระดับหนึ่งตอนนั้นก็เลยดูแล้วงงๆ

                Dark City เปิดเรื่องออกมาด้วยการทำให้คนดูตั้งคำถามตามสไตล์หนังแนวไซไฟ (เรื่องนี้เรียกว่า Dark Sci-fi ดูจะเหมาะกว่า)  ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอก และการปรับสภาพที่หนังมักพูดถึงบ่อยๆคืออะไร

 

        ในทางวิธีสร้าง plot นิยายแนวไซไฟ เราเล่นกับคำถาม What…if หรืออะไรจะเกิดขึ้นถ้า

 

                จะเกิดอะไรขึ้นถ้า เมื่อคุณตื่นขึ้นมาพบว่าคุณได้กลายเป็นคนใหม่

                จะเกิดอะไรขึ้นถ้า มีคนขโมยความทรงจำของคุณไปเพื่อทดลองในลองในเรื่องบางอย่าง

                จะเกิดอะไรขึ้นถ้า คุณจำไม่ได้ว่าจะเดินทางไปหาดทรายที่คุณคุ้นเคยได้อย่างไร

                จะเกิดอะไรขึ้นถ้า เมืองของคุณไม่คยมีกลางวันเลย

        จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีบางอย่างที่คุณไม่รู้จักจับคุณทดสอบโดยเปลี่ยนความทรงจำเพื่อการดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธ์ของมันที่กำลังดับสูญ ตลอดเวลา 90 นาทีที่นั่งดู บอกได้คำเดียวว่าสนุกมากครับ แต่ท่านใดที่ชอบแนวบู้ล้างผลาญคงไม่ชอบเรื่องนี้ เพราะ Dark City เป็นหนังแนวไซไฟที่ทำให้เราต้องคิดตามไปกับเรื่องตลอดเวลา และการคิดตามที่ว่านี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราสนุกกับหนัง (เหมือนเรื่อง Knowing ที่สนุกมาก แต่มีหนังสือหนังรายสัปดาห์เล่มหนึ่งดันมีข้อเขียนวิจารณ์จากนักเขียนประจำคนหนึ่งที่เฉลยว่าสิ่งที่มีเตือนมนุษย์โลกคืออะไร เลวร้ายมาก… ไม่รู้ว่า บก. ปล่อยงานแบบนี้มาได้ไง!) 

                กลับมาที่ Dark City ครับ เทคโนโลยีหรือความรู้ที่นำมาใช้กับหนังที่พอจะเกิดขึ้นได้ในโลกของเรา (ไม่รู้ว่าปีไหนล่ะ แต่ผมคิดว่าคงอีกไม่นาน)  คือการปลูกถ่ายความทรงจำอันใหม่ให้กับมนุษย์  ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่นำมาใช้ตลอดทั้งเรื่อง

 

                ตอนจบ หนังสรุปถึงแนวคิดที่ค้องการนำเสนอได้ดีครับ ตัวเอกของเรื่อง (พระเอกนั่นแหล่ะ) บอกกับตัวร้ายว่า คุณไม่มีทางหาสิ่งที่คุณต้องการในนี้ (พระเอกชี้ไปที่หัวตัวเอง) ได้หรอก เพราะมันไม่ได้อยู่ในนี้ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น (นอกโลก) ตรงที่มีจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์นี่แหล่ะ เรื่องนี้ดูแบบมีปรัชญาแฝงก็ได้นะครับ

                 ลืมบอกไปครับว่า  Alex Proyas เป็นผู้กำกับคนเดียวกันกับเรื่อง I, Robot , Knowing (เรื่องนี้ผมชอบมาก โดยเฉพาะฉากเครื่องบินตกต่อหน้าต่อตานิโคลาส เคส), Garage Days (เรื่องนี้ไม่คุ้นว่าเคยฉายในเมืองไทย), The Crow (ชื่อไทยคือ อีกาพญายม)

                 ไม่ควรพลาด Dark City ครับ ถ้าใครชอบแนวไซไฟ…ลืมบอกไปครับยุคนั้นมีอีกเรื่องครับเรื่อง Thirteen Floors เรื่องนี้ plot สนุกมากซับซ้อน แต่ตอนนี้ยังไม่มีค่ายหนังใดนำมาปั๊มลงDVD ขายใหม่….

 

เรื่องนี้ถูกเขียนใน วิจารณ์ / แนะนำ และติดป้ายกำกับ , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

4 ตอบกลับไปที่ ชวนดูหนังไซไฟเรื่อง Dark City -เมืองเปลี่ยนสมอง มนุษย์ผิดคน

  1. NiRaj พูดว่า:

    ถ้าชอบ โทน ของหนัง
    แนะนำว่าน่าจะหาโอกาสดู Blade Runner
    http://www.imdb.com/title/tt0083658/
    ซึ่งขึ้นหิ้ง หนัง sci-fi classic ไปแล้ว
    กำกับโดย Ridley Scott
    (Harrison Ford กะ Rutger Hauer ยังหน้าเด็กๆ กันอยู่เลย สังขารไม่เที่ยงโดยแท้ (ฮา) )

    ตอนนี้ รอดู District 9 กะ avatar ของ ตา James Cameron อยู่

  2. Mr.Cp พูดว่า:

    คุณ NiRaj
    ขอบคุณครับที่แนะนำ
    เรื่อง Blade Runner ผมได้ดูรอบสอง (แบบไม่หลับ) ไปเมื่อสามเดือนที่แล้วครับ ยอมรับว่ามันเป็นอีกเรื่องที่ดีมากๆ ดูครั้งแรกตอนเด็กๆเมื่อสิบกว่าปีก่อน หลับไปตั้งแต่สิบห้านาทีแรกคาจอทีวี

    Ridley นี่ก็ผู้กำกับคนโปรดเช่นกัน

    District 9 นี่เป็นแนวไซไฟแบบไหนครับ? เดี๋ยวจะลองค้นดูข้อมูลดีกว่า
    Avatar ก็อยากดูครับ พอได้ยินข่าวว่า James สร้างนี่แถบจะทนรอไม่ไหว

  3. HooNo2000 พูดว่า:

    ซื้อ dvd ทิ้งไว้นานและ อ่านแล้วชักอยากเอามาดูใหม่ จำได้ว่าครั้งแรกดูในโรงแต่นานแล้วจำชักไม่ค่อยได้ ส่วนอีก 3 เรื่องของผู้กำกับคนนี้ดูหมดแล้ว ยกเว้นเรื่อง Garage Days เรื่องอีกา จำได้ว่าลูกชายบรู๊ซลีแสดงนำ แล้วเอาปืนปลอมที่ใช้ในหนังมาจอยิ่งขมับตัวเองตาย

    เบลด รันเนอร์ เอา dvd มาดูเป็น director edit ตอนจบเปลี่ยนไป แต่ยังสนุกเหมือนเดิม ดูแล้วไม่ล้าสมัยเลย

    ชอบ ridley ตั้งแต่เอเลี่ยนภาคแรกดูที่โรงสยามตอนเป็นเด็ก น่ากลัวมาก ชอบการดีไซด์ของ hr giger

  4. EliJah พูดว่า:

    คิดถึงหนังสือ อมตะ

ใส่ความเห็น