วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 4

 

บทที่ 2

เทวสถานของเหล่าผู้กล้า

 

นับตั้งแต่เข้าสู่ศักราช E.A. อาณานิคมแต่ละแห่งที่มนุษย์ออกไปตั้งรกรากนั้น จะต้องมีการสร้างสถานีอวกาศเพื่อใช้เป็นฐานบัญชาการ และเป็นศนย์กลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างอวกาศ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีสถานีอวกาศแห่งใดที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมหึมาและเปี่ยมไปด้วยวิทยาการชั้นสูงสุดเช่นเดียวกับวัลฮัลลามาก่อน

ข้อมูลโดยทั่วไปที่ถูกบันทึกไว้ในระบบเครือข่ายสาธารณะของดารันดร์นั้น ได้บรรยายถึงสถานีวัลฮัลลาไว้อย่างสั้นๆดังนี้
อ่านเพิ่มเติม “วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 4”

วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 3

 

บทที่ 1

เซราฟ

 

ปี E.A ที่ 0015

ยานโดยสารอวกาศ  

สถานที่เป้าหมาย : วัลฮัลลา

อีก 30 นาที ยานของเราจะไปถึงวัลฮัลลา ขอให้ผู้โดยสารทุกคนประจำที่และรัดเข็มขัดให้เรียบร้อยค่ะ”

เสียงแจ้งจากคอมพิวเตอร์ดังขึ้นทั่วภายในยานโดยสาร

ในฐานะผู้โดยสารคนหนึ่ง อนาสตาเซียทำตามอย่างไร้อารมณ์ พลางทอดสายตาผ่านกระจกกั้นยานออกไปยังห้วงอวกาศอันดำมืด

เธอถอนใจเบาๆ พลางม้วนผมสีแดงยาวของตนเล่น ผิวของเธอขาวราวปุยเมฆ แม้จะมีอายุเพียง 14 ปี แต่ลักษณะภายนอกของเธอนั้นดูสง่าและเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ
อ่านเพิ่มเติม “วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 3”

วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 2

 

บทนำ (2)

วีรบุรุษจากนรก

รุย

 

ปี E.A. ที่ 0012

สถานที่ : สถาบันวิจัยเฮเว่น

หลังจากยุคสมัยแห่งการออกสำรวจและการก่อตั้งอาณานิคมขึ้นตามพิภพต่างๆในห้วงอวกาศสิ้นสุดลง มวลมนุษยชาติก็แทบจะมาถึงจุดสูงสุดแห่งวิทยาการ ความฝันนับตั้งแต่ยุคโบราณในการที่จะครอบครองจักรวาลทั้งหมดนั้นใกล้ที่จะเป็นจริงขึ้นทุกที

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็พังทลายลงในพริบตา เพราะการปรากฏตัวของผู้รุกรานจากสุดแดนแห่งห้วงเอกภพ

พวกมันถูกเรียกว่าเซราฟ หรืออีกนามคือ ชาวสวรรค์

ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันมาจากที่ใด และเหตุใดจึงเข้ารุกรานเผ่าพันธุ์มนุษย์

กองยานของชาวสวรรค์เข้ารุกรานไปยังอาณานิคมบนพิภพต่างๆอย่างต่อเนื่อง แม้มนุษย์จะทุ่มเทกำลังทหารและกองยานทั้งหมดเข้าต่อกรแต่ก็ไม่อาจต่อต้านพวกมันได้ ไม่ว่าจะทุ่มเทวิทยาการและเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีมาของมนุษย์ชาติแค่ไหนก็ตาม ในที่สุด ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 10 ปี อาณานิคมน้อยใหญ่ของมนุษย์ทั่วจักรวาลก็ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น และมนุษย์ชาติก็ถูกทำให้ต้องถอยมาตั้งมั่นที่ระบบสุริยะเอริวเชียน ระบบเล็กๆที่อยู่สุดปลายของกาแล็คซี่ทางช้างเผือก

ณ ที่นั้น ดารันดร์ ดวงดาวลำดับที่ 4 แห่งระบบเอริวเชียน ได้กลายเป็นที่มั่นแห่งสุดท้ายของมวลมนุษย์ เพื่อการต่อสู้ที่มีความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เป็นเครื่องเดิมพัน

ข้อมูลจากปูมประวัติศาสตร์ของศักราช E.A.

………………………………………………….

รุย ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นทั้งหมดผ่านเครื่องมือที่ถูกเรียกว่า เบรนสตรอม มันเป็นเครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อใช้สำหรับถ่ายทอดความรู้ต่างๆเข้าสู่สมองของผู้ใช้โดยตรง แต่ผลข้างเคียงของมันค่อนข้างรุนแรงมาก บ้างก็ปวดศีรษะราวกับจะระเบิดออกมาจากภายใน บ้างก็อาเจียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งไม่เหลืออะไรให้ออกมาอีกนอกจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

นับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่รุยต้องพบความทรมานเช่นที่ว่ามานี้ทุกครั้งหลังผ่านการใช้เครื่องเบรนสตรอมและยังมีเครื่องมือประเภทอื่น ซึ่งล้วนไม่สมควรนำมาใช้กับเด็กชายที่มีอายุเพียง 12 ปีเช่นเขา แต่ภายในสถาบันเฮเว่น ไม่มีอะไรที่ศาสตราจารย์ซาลูเอลทำไม่ได้ เพราะสำหรับที่นี่ ศาสตราจารย์ผู้นี้เปรียบได้กับพระเจ้าผู้มีอำนาจดลบันดาลทุกสิ่ง

สถาบันเฮเว่นถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้การร่วมมืออย่างลับสุดยอดระหว่างสหพันธ์รัฐใหญ่ทั้งสามแห่งที่กุมอำนาจปกครองพิภพดารันดร์ เป้าหมายสำคัญของสถาบันคือการค้นคว้าและวิจัยความสามารถพิเศษของมนุษย์ เพื่อช่วยในการพัฒนาและสร้างบุคลากรชั้นยอดให้แก่กองทัพในการทำสงครามกับเซราฟ

ศาสตราจารย์ซาลูเอลเป็นหัวเรือใหญ่ในโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งเขาเป็นคนที่ยึดมั่นในแนวคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีพลังจิตพิเศษแฝงอยู่ในตัวมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นเขาจึงทำการวิจัยและทดลองทุกอย่างเพื่อที่จะดึงเอาพลังที่ว่านั้นออกมาจากตัวมนุษย์

พลังนั้นถูกเรียกว่า ไซคิก

ซาลูเอลเชื่อว่าการจะดึงพลังไซคิกออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องทำตั้งแต่เด็ก เขาจึงนำเด็กชายหญิงที่เป็นกำพร้าจำนวนหลายร้อยคนมาเลี้ยงดูภายในสถาบัน เพื่อใช้เป็นหนูทดลองสำหรับงานวิจัยนี้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีบุคคลภายนอกล่วงรู้

รุยถูกพาตัวมาอยู่ที่สถาบันเมื่ออายุ 8 ปี ซึ่งนับว่าเป็นอายุที่มากพอสมควร เพราะส่วนใหญ่จะถูกพามาตั้งแต่เป็นเด็กทารก เท่าที่รุยทราบ มีเด็กอยู่ในสถาบันราว 300 คน กว่าครึ่งไม่เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อน หรืออาจเห็นเมื่อครั้งยังไม่รู้ความ

รุยนั้นเป็นเด็กในกลุ่มที่ถูกขายมา ซึ่งจัดว่าเป็นส่วนน้อย เพราะการทุ่มเงินให้แก่หนูทดลองที่ใช้แล้วทิ้งนั้นไม่ใช่นโยบายของสถาบัน แต่กรณีของรุยนับว่าพิเศษออกไป

หลังจากเครื่องเบรนสตรอมทำงานเสร็จสิ้น รุยซึ่งอยู่ในสภาพเบลอราวกับคนเมาก็ถูกจับขึ้นเตียงเลื่อนแล้วพากลับมาที่ห้องพัก

เด็กๆในสถาบันจะมีห้องพักส่วนตัวเป็นของตัวเอง ซึ่งในห้องพักนั้นก็มีเพียงแค่เตียงนอนกับโถสำหรับใช้ขับถ่ายเท่านั้น พวกเขาแทบไม่มีโอกาสที่จะได้เจอหรือพูดคุยกับคนอื่น ช่วงเวลาเดียวที่พวกเขามีโอกาสเจอหน้าคนอื่นก็คือตอนที่ถูกพาตัวไปทดลองพร้อมกันหลายๆคนในห้องทดลองเดียวกันเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ของสถาบันไม่อนุญาตให้พวกเขาพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน การทำเช่นนี้ทำให้สภาพจิตใจของเด็กแต่ละคนหดหู่และถูกปิดขังมากขึ้น แม้ว่าเครื่องเบรนสตรอมจะช่วยทำให้เด็กๆมีสติปัญญาและรู้จักภาษาพูดหรือเขียน แต่สภาพแวดล้อมที่ปิดกั้นทำให้พวกเขาแทบทุกคนกลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่คิดที่จะหาทางติดต่อสื่อสารกับใคร มีชีวิตอยู่ไปแต่ละวันเพียงเพื่อเป็นหนูทดลองเท่านั้น

หนทางที่จะรอดไปจากที่นี่ได้มีแค่ความตายเท่านั้น แต่บัดนี้ รุยกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดทางเลือกอื่นขึ้น อาจเพราะเขาได้เติบโตและเห็นโลกภายนอกมาก่อนจึงมีความคิดแตกต่างไปจากเด็กคนอื่นๆที่หวังให้ชีวิตของตนเองจบสิ้นลงเพื่อปลดปล่อยจากการถูกใช้เป็นหนูทดลอง ในขณะที่รุยเฝ้าคิดมาตลอดว่าสักวันเขาต้องหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้

ตอนนี้เขาอายุ 12 ปีแล้ว แต่หนทางข้างหน้ายังคงมืดมน เขากลายเป็นหนูทดลองชั้นยอดที่ซาลูเอลและทีมวิจัยใช้ในการทดลองต่างๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเองก็ไม่รู้สาเหตุแน่ชัด บางทีเพราะผลการทดลองที่ได้จากร่างกายของเขานั้นมักให้ผลที่ออกมายอดเยี่ยมกว่าคนอื่นก็เป็นได้

ผลข้างเคียงครั้งล่าสุดจากเครื่องเบรนสตรอมทำให้รุยรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ภายในสมองและกำลังจะระเบิดออกมา เขาทำอะไรไม่ได้นอกเหนือจากนอนพลิกตัวไปมาพลางส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวด

นานราว 2ชั่วโมงกว่าความเจ็บปวดจะทุเลา รุยตั้งสติและคิดหาหนทางอีกครั้งเหมือนที่ได้ทำมาตลอด 5 ปี

แม้เครื่องเบรนสตรอมจะสร้างความเจ็บปวดและทรมานแสนสาหัส แต่มันก็ช่วยให้เขามีสติปัญญาที่สูงขึ้น เขาเริ่มเข้าใจด้วยตนเองถึงแนวคิดของซาลูเอลว่า การวิจัยเกี่ยวกับพลังไซคิกนั้น หากตัวทดลองยิ่งมีสติปัญญาสูงมากเท่าไร โอกาสที่จะสามารถนำพลังออกมาใช้ได้นั้นก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

รุยไม่รู้ว่ามีเด็กคนใดบ้างของสถาบันที่ประสบความสำเร็จในการทดลองนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเริ่มแน่ใจก็คือ เขาเป็นหนูทดลองที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบันนี้ สาเหตุที่เขาคิดเช่นนั้นเพราะการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ซาลูเอลและทีมวิจัยก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน เมื่อครั้งที่รุยถูกจับมัดบนเตียงและต้องเป็นตัวทดลองให้แก่ยาชนิดหนึ่งนั้น เขาได้ยินการสนทนากันระหว่างซาลูเอลและนักวิจัยคนอื่น

ผลออกมาแปลกมากครับ”

ค่าความตึงเครียดยังคงเสถียรทั้งที่ได้รับยาเข้าไปขนาดนี้ เป็นรายแรกเลยใช่ไหม”

จะลองเพิ่มปริมาณยาอีกไหมครับ”

เอาสิ แล้วบันทึกความเปลี่ยนแปลงไว้ให้ละเอียดนะ”

ผู้ช่วยของซาลูเอลรับคำแล้วทำตามหน้าที่อย่างแข็งขัน ยาถูกฉีดเข้าร่างกายของรุยอย่างต่อเนื่อง เขารู้สึกเจ็บแสบภายในเส้นเลือดทุกครั้งที่มันถูกฉีดเข้าไป ยานั้นมีความเข้มข้นมากเสียจนทำให้เส้นเลือดภายในแขนของเขาแตกไปหลายเส้น แขนของเขาเริ่มบวมขึ้นเพราะยาที่ถูกฉีดเข้าไปตกค้างอยู่ภายในกล้ามเนื้อแทน ผู้ช่วยของซาลูเอลจึงต้องฉีดเข้าซ้ำอีกครั้ง สร้างความเจ็บปวดให้รุยวนเวียนไปมาไม่หยุด

ไม่ถึงหนึ่งนาที ยาก็เริ่มออกฤทธิ์ รุยรู้สึกอยากจะอาเจียน เลือดภายในตัวเริ่มเดือดพล่าน บางสิ่งร้อนวูบขึ้นในกระเพาะและไหลย้อนขึ้นจุกที่ลำคอ แล้วไหลกลับไปอีก มันวนเวียนอยู่เช่นนี้หลายรอบ ส่งผลให้ระบบภายในของเขาเริ่มปั่นป่วน แต่หลังจากนั้นมันก็สงบลง

น่าตกใจจริงๆ ดูค่าพวกนี้สิครับ”

ซาลูเอลมองดูตัวเลขที่แสงออกมาทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาเองก็ตกตะลึงไม่น้อย

นี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจจริงๆ เด็กคนนี้อาจทำให้การทดลองในหลายปีนี้ก้าวกระโดดไปกว่าที่คิด”

ผลจากการทดลองครั้งนี้ ส่งผลครั้งสำคัญต่อชีวิตของรุยมาก เขารับรู้ได้ว่าตนถูกยกระดับจากหนูทดลองชั้นเลวกลายเป็นหนูทดลองระดับสูง เขาถูกพามาอยู่ในห้องพักใหม่ ซึ่งสะอาด และดูทันสมัยกว่าเดิม มีพื้นที่เล็กๆสำหรับใช้ในการขับถ่ายแลดูเป็นส่วนตัวขึ้น แม้จะยังคงไม่มีอะไรประดับห้องเหมือนเช่นเดิม

เขามารู้เอาในภายหลังว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเป็นคนแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันที่ได้รับยาตัวที่ว่านั่นเข้าไปแล้วยังสามารถคงสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ ที่ผ่านมาเด็กที่เคยรับยาตัวนี้เข้าไปจะตกอยู่ในสภาพเซลล์สมองตาย จนไม่สามารถตอบสนองใดๆได้อีก แต่มันส่งผลกับรุยในทางตรงกันข้าม สมาธิของเขายาวนานขึ้น ประสาทสัมผัสทั้งห้าตอบสนองได้ดีขึ้น บางทีอาจดีมากเกินไปด้วยซ้ำ

เมื่ออยู่ในห้องลำพัง รุยรู้สึกราวกับมีคนกระซิบอยู่ข้างหู บางครั้งก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังเฝ้ามองจากที่ไหนสักแห่ง รุยคิดว่านี่คงเป็นอาการประสาทหลอนหรือวิตกจริต เขาพยายามสงบจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านและครองสติเอาไว้เต็มที่

รุยไม่ได้ถูกนำตัวไปทดลองใดๆเป็นเวลาหลายวันแล้ว แม้จะไม่มีนาฬิกาบอกเวลาอยู่ในห้อง แต่เขาก็เริ่มสัมผัสและรับรู้ถึงระยะเวลาที่เดินหน้าไปเรื่อยๆได้ดีขึ้น เสียงต่างๆที่เคยได้ยินอยู่ข้างหูเริ่มเงียบหายไป เขาเริ่มคิดว่านี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกที่ดี

และในที่สุด วันนั้นก็มาถึง วันที่ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากการปรากฏตัวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

ในขณะที่รุยกำลังนอนหลับสนิท เขาพลันรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนอยู่ในห้องจึงรีบตื่นขึ้น

เธอเป็นใคร”

เด็กหญิงคนนั้นนั่งกอดเข่าอยู่เบื้องหน้าเขา

เธอเข้ามาที่นี่ได้ไง” รุยถามต่อ

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาสีทองกลมใสจ้องมาที่รุย เธอมีผมแดงที่ปล่อยยาวจรดปลายเท้า ชุดของเธอเป็นชุดกระโปรงลำลองยาวสีขาว ซึ่งเป็นชุดสำหรับเด็กผู้หญิงที่อยู่ในสถาบัน ในขณะที่ชุดของรุยและเด็กผู้ชายคนอื่นจะเป็นชุดสีดำ

ขอถามอีกครั้งว่าเธอเป็นใคร แล้วเข้ามาที่ห้องฉันได้ไง” รุยถามซ้ำ

เด็กหญิงไม่ตอบคำพลางก้มหน้านิ่ง รุยไม่รู้ว่าควรต้องทำอย่างไร เขาจึงได้แต่นั่งเงียบเช่นกัน

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงในห้องสี่เหลี่ยมที่มีเพียงเด็กชายหญิงสองคนนั่งนิ่งอยู่คนละด้าน จนกระทั่งเสียงแรกที่ดังขึ้นก็คือเสียงดังจ๊อกจากท้องของเด็กหญิง

หิวแล้วหรือ” รุยถาม แต่เด็กหญิงก็ยังคงนั่งเงียบ

หลังจากนั้นไม่นาน อาหารใส่ถาดก็ถูกส่งเข้ามาผ่านช่องแคบๆที่ด้านล่างของประตูห้องเหมือนเช่นทุกครั้งเมื่อถึงเวลาอาหาร แต่ครั้งนี้บนถาดใส่จานอาหารสำหรับสองคน

รุยจึงเข้าใจทันทีว่าทางสถาบันตั้งใจส่งเด็กหญิงคนนี้มาอยู่ในห้องเดียวกับเขา แต่เพื่ออะไรนั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

รุยเริ่มตัดสินใจว่าคิดไปก็ป่วยการ แถมยังดีด้วยซ้ำที่มีคนอื่นมาอยู่เป็นเพื่อนร่วมห้อง เขาเริ่มที่จะสื่อสารกับเด็กหญิง ซึ่งหลังใช้ความพยายามอยู่นาน เด็กหญิงก็ยอมเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก

ยูวี่”

ชื่อเพราะดี ฉันชื่อรุยนะ”

รุย”

ใช่ รุย เธอรู้ไหมว่าทำไมเขาถึงส่งเธอมาอยู่ที่ห้องฉัน”

ยูวี่เงียบไป รุยถอนใจเบาๆ “ขอโทษที่ถามแบบนั้น ฉันคิดว่าเธอเองก็คงไม่รู้คำตอบเหมือนกัน ดังนั้นช่างเถอะ เอาเป็นว่าอย่างน้อยตอนนี้เราก็เป็นเพื่อนร่วมห้องกันแล้ว”

เพื่อนร่วมห้อง”

ใช่เอ้อ แล้วเธออยู่มานานแค่ไหนแล้ว…”

นาน…”

เอ้อ ช่างเถอะ” รุยรีบโบกมือ เขาคิดว่าเด็กหญิงคงจะอยู่ที่สถาบันนี้มานานมาก ไม่แน่ว่าอาจตั้งแต่เกิดเลยก็ได้ เพราะการตอบสนองและปฎิกิริยาของเธอดูราวกับแทบไม่เคยสื่อสารกับผู้คนมาก่อน

รุยพยายามที่จะพูดคุยกับยูวี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วตั้งแต่ยูวี่มาอยู่ห้องเดียวกัน เขาก็ไม่เคยถูกพาออกไปทำการทดลองอะไรอีกเลย ดังนั้นเขาและยูวี่จึงได้อยู่ร่วมกันตลอดเวลา

ช่วงแรกเขารู้สึกเขินอายไม่น้อยเมื่อต้องขับถ่ายโดยไม่มีอะไรกั้นในขณะที่ยูวี่นั่งอยู่ไม่ห่างไปนัก แต่ในเมื่อเด็กหญิงไม่แสดงท่าทีเขินอายเลยแม้แต่น้อย เขาคิดว่าอาจเพราะยูวี่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่ยังไม่รู้ความ เธอจึงไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเพศหรือเกิดความรู้สึกเขินอายกับร่างเปลือยของเพศตรงข้าม แต่สำหรับรุย จะให้คิดแบบนั้นก็นับว่าลำบาก ตอนที่ยูวี่จัดการธุระส่วนตัว เขาจึงเลี่ยงที่จะไม่มองหรือไม่ก็ปิดตาตัวเองเสีย

รุยและยูวี่เริ่มสื่อสารกันได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยูวี่ไม่เคยเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน ทุกครั้งรุยต้องเป็นฝ่ายหาเรื่องมาชวนพูดคุย ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเบื่อเลย ประสบการณ์วัยเด็กที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่โลกภายนอกนั้นช่วยเขาได้มาก เขาเล่าสิ่งต่างๆที่เคยพบเห็นให้ยูวี่ฟังมากมายเท่าที่เขาพอจะขุดออกมาจากความทรงจำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระแค่ไหนเด็กหญิงก็ให้ความสนใจฟังทุกครั้ง แต่เรื่องที่เธอให้ความสนใจเป็นพิเศษและมักขอให้เขาเล่าให้ฟังเป็นประจำคือเรื่องเกี่ยวกับดวงดาว

รุยรู้สึกขอบคุณเครื่องเบรนสตรอมอยู่บ้าง อย่างน้อยเขาก็มีเรื่องที่จะพูดคุยหรือเล่าให้ยูวี่ฟังได้อย่างไม่รู้จบ ยูวี่นั้นสนใจเรื่องของดวงดาวมาก โดยเฉพาะเรื่องของดาวสีฟ้าที่มีชื่อว่าโลก

จริงเหรอที่บอกว่าดาวดวงนี้สวยที่สุดในจักรวาลน่ะ” ยูวี่ร้องถามด้วยความตื่นเต้น

รู้มาแบบนั้น แล้วก็เคยเห็นจากในภาพจำลองด้วย ที่จริงก็สวยอยู่หรอก แต่ถ้าไม่ได้เห็นของจริงก็พูดยาก”

เป็นดาวที่มีสีฟ้าทั่วทั้งดาวเลยสินะ”

ใช่ เห็นว่ามีน้ำอยู่ทั่วทั้งดาวเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องขาดแคลนน้ำหรืออาหาร แถมอากาศก็บริสุทธิ์มาก”

ว้าวแต่ถ้ามันยอดเยี่ยมขนาดนั้น แล้วแล้วทำไมบรรพบุรุษของเราถึงต้องอพยพออกมาด้วยล่ะ”

รุยเกาศีรษะเบาๆ “เท่าที่รู้ ดูเหมือนในช่วงสุดท้าย พวกเขาทำให้ระบบนิเวศน์ของดาวเสียไปมากน่ะ แล้วก็อยากออกไปท่องอวกาศกันด้วยมั้ง ไม่รู้เหมือนกัน”

อยากไปเห็นสักครั้งจัง”

นั่นเป็นคำที่ทำให้รุยนิ่งไปชั่วขณะ คำขอแสนง่ายแต่ยากจะเป็นจริงนี้ทำให้เขาเจ็บปวดใจนัก

หลังจากใช้เวลาร่วมกันพักใหญ่ รุยก็เริ่มไม่แน่ใจว่ายูวี่เถูกจับเข้าเครื่องเบรนสตรอมมากน้อยแค่ไหน บางทีเธออาจมีความรู้มากกว่าที่เขาคิดเพียงแต่เธอไม่อยากแสดงออก หรืออาจไม่รู้อะไรเลยจริงๆ เมื่อคิดถึงว่าไม่ใช่เด็กทุกคนที่ถูกจับเข้าเครื่องเบรนสตรอมและเครื่องเองก็ไม่ได้ป้อนความรู้ในทุกด้าน บางทีพวกนักวิจัยอาจใช้เครื่องนี้ป้อนความรู้เฉพาะด้านให้เธอก็ได้

และนับวัน ความคิดอ่านของเธอก็ยิ่งพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

โลกอยู่ไกลมากไหมนะ” ยูวี่ถามต่อ

ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าผู้คนจะลืมกันไปแล้วน่ะ”

น่าเสียดายจัง”

บางทีหากขอข้อมูลจากเครื่องเบรนสตรอม อาจจะรู้มากกว่านี้ก็ได้นะ”

เมื่อพูดถึงเครื่องเบรนสตรอม สีหน้าของยูวี่ก็มีปฎิกิริยาขึ้นมา “ยูวี่ไม่ชอบเครื่องนี่เลย มันทำให้ทรมาน”

ฉันก็เหมือนกัน” พูดแบบนั้น แต่ในใจรุยมีความคิดอีกอย่างแอบแฝง เขามองว่าเครื่องนี้ช่วยให้เขารู้มากขึ้น และเขาคิดว่าความรู้เหล่านี้อาจมีประโยชน์ในการหาทางหนีออกไปจากสถาบัน ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะยังไม่มีหนทางก็ตาม

แต่สำหรับยูวี่หรือเด็กคนอื่นๆ เจ้าเครื่องนี้คงไม่ต่างอะไรกับเครื่องช่วยทรมานที่ทำให้ต้องอาเจียนและปวดหัวทุกๆครั้ง ที่สำคัญ ความรู้ที่ได้รับก็น่าจะมากน้อยแตกต่างกันไปตามสภาพของแต่ละคน

ยูวี่อยากเห็นบ้านเกิดของรุย…” จู่ๆเด็กหญิงก็เปลี่ยนเรื่องพูด

มันไม่มีอะไรน่าดูหรอกนะ”

แต่ยูวี่อยากเห็นอยากรู้จักรุยให้มากกว่านี้”

คำพูดนี้ทำให้รุยถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ “ฉันคิดว่าเราคงมีเวลาทำความรู้จักกันอีกเยอะ ไม่ต้องห่วงหรอก”

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ความกังวลบางอย่างก็ผุดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่รุยไม่ได้คิดถึงมาก่อน จนกระทั่งยูวี่พูดออกมาเมื่อครู่ ยูวี่จะอยู่ร่วมกับเขาเช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน แล้วทางสถาบันล่ะ ซาลูเอลเอาตัวเด็กหญิงคนนี้มาอยู่ร่วมกับเขาเพื่ออะไร ตั้งแต่วันที่เขาตื่นมาพวกกับยูวี่จนถึงวันนี้ก็นับว่านานพอดู รุยรู้เช่นนั้นด้วยการนำเอาจำนวนครั้งที่ทางสถาบันส่งอาหารเข้ามาในห้องแล้วคำนวนดู หนึ่งวันพวกเขาได้รับอาหารสองมื้อ วันไหนโชคดีก็สาม เมื่อลองคำนวณจากจำนวนครั้งที่ได้รับอาหารอย่างคร่าวๆ ระยะเวลาที่เขาและยูวี่อยู่ร่วมกันก็น่าจะราวๆ 1 เดือนแล้ว

นี่ ยูวี่ ถ้าสักวันหนึ่ง…” รุยนิ่งไปเพราะเริ่มไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปไหม

อะไรเหรอ”

คือว่าถ้าสักวันพวกเราสามารถออกไปจากที่นี่ได้ เธออยากจะไปไหนที่สุด”

คำถามนี้ทำให้ยูวี่นิ่งไป

เอ่อ ขอโทษนะ” รุยรีบพูด พลางคิดว่าตนไม่น่าถามอะไรแบบนั้น ในเมื่อการได้ออกไปจากที่นี่เป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ ที่แม้ว่าตัวเขาจะพยายามคิดมาตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นหนทางเลยสักนิด

ไม่เห็นต้องขอโทษเลย”

แต่ว่า…”

ไม่เป็นไรหรอก ยูวี่ไม่คิดว่ามันเป็นความหวังลมๆแล้งๆหรอกนะ” คำตอบของยูวี่ราวกับอ่านใจของรุยออก “ยูวี่เฝ้าคิดอยู่เสมอเลยนะ ว่าสักวันหากสามารถออกไปจากที่นี่ได้ ยูวี่จะท่องเที่ยวไปให้ทั่วและไปดูอะไรที่อยากดูให้หมดเลย”

รุยรู้สึกผิดคาดเล็กน้อย เขานึกไม่ถึงเลยว่าเด็กหญิงจะมีความมุ่งหวังเช่นนี้อยู่ในใจ “อย่างนั้นหรือ…”

ใช่ ยูวี่อยากจะออกไปในอวกาศ แล้วจะตามหาโลกให้พบ”

โลกเหรอ”

ใช่ ยูวี่อยากเห็นน่ะ ดวงดาวสีฟ้ามันจะเป็นยังไงนะ แล้วรุยล่ะ อยากจะไปที่ไหน”

ที่ไหนหรือไม่รู้สิ ฉันไม่เคยคิดมาก่อน”

ยูวี่เขย่ามือเขาเบาๆ “ถ้าอย่างนั้น ก็ไปด้วยกันกับฉันนะ ออกไปท่องอวกาศ แล้วตามหาโลกกัน”

รุยยิ้มรับ “นั่นสินะ ก็ดีเหมือนกัน”

งั้นเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากัน” ยูวี่ยื่นนิ้วก้อยมือซ้ายให้เขา

ก็ได้…” รุยยื่นนิ้วออกไปเพื่อเกี่ยวก้อยสัญญา

เด็กหญิงยิ้มกว้าง “สัญญากันแล้วนะ”

……………………………………………………

ความสัมพันธ์ระหว่างรุยและยูวี่เริ่มพัฒนาขึ้นตามลำดับ เด็กหญิงเริ่มพูดคุย แสดงอารมณ์ทางสีหน้ามากขึ้น ทั้งสองใช้เวลาพูดคุยกันตลอดเวลา เมื่อถึงเวลานอน รุยและยูวี่จะเข้ามานอนภายในผ้าห่มผืนเดียวกัน และเข้ากอดอีกฝ่ายเพื่อให้ความอบอุ่นแก่กันและกัน

นับตั้งแต่มียูวี่ รุยไม่เคยถูกพาออกไปรับการทดลองใดๆอีก แม้เขาจะยังคงถูกขังไว้ แต่ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปมาก เขาแทบไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกันว่าการที่มีคนอื่นเข้ามาอยู่ร่วมจะทำให้เขามีความสุขมากถึงขนาดนี้

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อรุยตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับ เขากลับพบว่ายูวี่ไม่ได้อยู่ในห้องอีกแล้ว

บางสิ่งภายในกายเขาเริ่มพลุ่งพล่านขึ้น คำถามที่ผุดขึ้นคือ มันเกิดอะไรขึ้น ยูวี่ถูกพาตัวไปทดลองหรือ เหตุใดเขาจึงไม่รู้สึกตัวเลย

เขารู้สึกร้อนรนจนแทบทนไม่ได้ แต่จะให้ทำเช่นไร เขาได้แต่เพียงเคาะประตูแล้วร้องส่งเสียงอยู่เป็นเวลาครู่ใหญ่ ซึ่งก็ไม่มีเสียงตอบมาจากด้านนอก

ใจเย็นไว้ก่อน สงบสติเอาไว้” รุยพูดกับตัวเองเช่นนั้น เขาทำได้เพียงนั่งเฝ้ารอให้พวกนักวิจัยพาตัวยูวี่กลับมาเท่านั้น

เวลาผ่านไปนานขึ้นเรื่อยๆ แต่ยูวี่ก็ยังไม่กลับมา

หรือว่าพวกนั้นจะเอายูวี่ไปไว้ที่อื่นแล้ว ความคิดนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ รุยได้แต่นั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงก ความกลัวที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบเริ่มเกาะกินจิตใจของเขามากขึ้นเรื่อยๆ

5 ปีที่ผ่านมา ต้องมีชีวิตที่ต้องถูกจองจำอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมอันคับแคบเพียงลำพัง ถูกจับเป็นหนูทดลอง ต้องทนทุกข์ทรมานนานับประการ เขาเคยทนมันได้ แต่ตอนนี้เขาหวาดกลัวที่จะกลับไปเป็นเช่นนั้นอีก นับตั้งแต่ได้อยู่ร่วมกับยูวี่ เขาก็ไม่สามารถอยู่เพียงลำพังได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นคือชายวัยกลางคนร่างสูงในชุดเสื้อกาวน์ ผมหงอกทั้งศีรษะ สายตาของเขาจับจ้องมาที่รุยแล้วเดินเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ

ชายคนนี้ก็คือศาสตราจารย์เฟลิกซ์ ซาลูเอล นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างสถาบันเฮเว่นแห่งนี้ขึ้น

ไม่ได้เจอกันตั้งนาน หวังว่าคงจะสบายดีสินะ หมายเลข 968” ซาลูเอลพูด

ผมชื่อรุย” เด็กหนุ่มตอบกลับพลางสบสายตากับอีกฝ่าย “ไม่ได้มีชื่อเป็นหมายเลขอย่างที่พวกคุณกำหนด”

ไม่เลวนี่ เธอไม่เคยมีพฤติกรรมหรือคำพูดที่แสดงการต่อต้านแบบนี้ก่อนนับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่”

พวกคุณทำอะไรกับยูวี่ เอาตัวเธอไปไว้ที่ไหน”

หมายเลข 274 น่ะหรือ”

ถ้าอยากจะทดลองอะไรก็เอาตัวผมไป แต่อย่าทำกับเธอเลย”

ไม่ต้องห่วง พวกเราไม่คิดจะเอาตัวเด็กคนนั้นไว้ใช้ทดลองอะไรอีกแล้ว”

รุยถึงกับหน้าซีด “คุณว่าไงนะ”

ก็อย่างที่บอก เด็กคนนั้นหมดประโยชน์ที่จะอยู่ที่นี่แล้ว”

พวกคุณจะฆ่าเธองั้นหรือ”

หนูทดลองที่หมดประโยชน์แล้วก็ต้องกำจัดทิ้ง แต่กรณีของหมายเลข 274นั้นแตกต่างออกไปเล็กน้อย เธอยังมีค่าแก่การทดลองอยู่ แต่ไม่ใช่กับที่สถาบันเฮเว่นนี้อีกแล้ว”

คุณหมายความว่าไง”

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หมายเลข 274 จะได้ออกไปจากที่นี่ และจะไม่กลับมาอีก”

รุยถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ซาลูเอลเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มแล้วก็หวัเราะเบาๆ “ไม่ดีหรือไง เด็กคนนั้นกำลังจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกแล้ว เธอน่าจะยินดีนะ”

แล้วเธอจะถูกใครเอาตัวไปกักขังแล้วทดลองอะไรอีกหรือเปล่า”

การทดลองยังมีอยู่ แต่ก็เป็นเพียงแค่การสังเกตการณ์บางอย่างเท่านั้น สรุปก็คือ จะไม่มีการกักขังอีกต่อไป”

รุยรู้สึกถึงความปั่นป่วนภายในกระเพาะ เขากลืนน้ำลายเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ยูวี่จะได้เป็นอิสระงั้นหรือ”

อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ระดับหนึ่งล่ะนะ” ดวงตาของซาลูเอลหรี่เล็กลง “เธอน่าจะดีใจแทนเด็กคนนั้นไม่ใช่หรือ แล้วทำไมทำสีหน้าแบบนั้น อิจฉาหรือไง”

ไม่ถ้ายูวี่ได้เป็นอิสระผมก็ดีใจ”

ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่สินะ เหงาขึ้นมาหรือไง แต่ก็เอาเถอะ ถ้าหากว่า…”

ถ้าอะไร…”

ซาลูเอลยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย “ถ้าเธออยากจะให้เด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่ร่วมกับเธอที่นี่ต่อล่ะก็ ฉันจะจัดการให้ก็ได้นะ”

รุยถึงกับตาลุก “คุณว่าไงนะ”

ก็อย่างที่บอก ถ้าเธอต้องการ ฉันจะให้เด็กคนนั้นกลับมาอยู่ร่วมห้องกับเธอก็ได้”

นี่คุณต้องการอะไรกันแน่”

แค่อยากจะเอาใจเธอเท่านั้นเอง” ซาลูเอลย่อตัวลงแล้ววางมือบนศีรษะของรุย “เธอคงไม่รู้ตัวหรอกว่า ตัวเธอมีค่ากับสถาบันแห่งนี้แค่ไหน ถ้ามีอะไรที่ฉันสามารถจัดการให้เธอได้ ฉันก็จะทำให้ ห้องที่กว้างขวางกว่านี้ อาหารชั้นเลิศ เครื่องมือเครื่องใช้ ถ้าเธออยากได้ล่ะก็”

แต่ก็ยังต้องถูกกักขังอยู่แบบนี้สินะ”

แล้วยังไงล่ะ โลกภายนอกมันก็ไม่ได้ดีอะไรไปกว่าในสถาบันแห่งนี้หรอก ในเมื่อเธอมาจากข้างนอกก็น่าจะรู้ดี ตอนนั้นเธอเคยได้กินอาหารครบทุกวันไหม ที่ซุกหัวนอนล่ะ เธอก็น่าจะได้รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เครื่องเบรนสตรอมป้อนให้แล้วนี่ ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในสภาวะสงครามจากการรุกรานของพวกตัวประหลาดต่างดาวที่เรียกว่าเซราฟนั่น ต่อให้เธอเป็นอิสระจากที่นี่แล้วยังไง เด็กทุกคนที่อายุใกล้เคียงกับเธอเดี๋ยวนี้ถูกส่งไปรบกันหมดแล้ว ถ้าได้ออกไปโลกภายนอกแล้วเธอคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบหรือ ไม่เลย แต่อย่างน้อยอยู่ที่นี่เธอก็ยังปลอดภัย พวกเราเอาตัวเธอไปทำการทดลองมากมาย ทำให้เธอต้องทรมานก็ไม่น้อย ฉันขอยอมรับ แต่ทั้งหมดนั่นก็เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และความอยู่รอดของมนุษยชาติ”

และตอนนี้การทดลองของพวกเราก็ก้าวกระโดดไปมาก ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะเธอนั่นแหละ เธอจึงมีความสำคัญต่อพวกเรา ดังนั้นหากมีอะไรที่เธอต้องการ ฉันก็จะจัดการให้ หากว่านั่นไม่มากเกินไป”

ยกเว้นเรื่องที่จะปล่อยให้ผมได้มีอิสระสินะ” รุยถามกลับ

ฉันขอตอบตามตรงก็แล้วกัน ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้ แต่สักวันหากการทดลองประสบความก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ แล้ว เธอก็อาจจะได้เป็นอิสระ และเผื่อเธอไม่รู้นะ เด็กที่มีอายุเกินกว่า 15 ปีแทบไม่มีประโยชน์ต่อโครงการทดลองของฉัน ดังนั้นถ้าเด็กคนไหนอยู่ที่นี่จนอายุเกินเกณฑ์นั่นแล้ว ฉันก็ต้องปล่อยตัวไปอยู่ดี”

ดวงตาของรุยเบิกกว้าง “ที่พูดมานั่นจริงหรือ”

จะไม่เชื่อก็ได้นะ” ซาลูเอลแบมือออก

แล้วผมมีทางเลือกด้วยหรือ”

ก็จริงแต่เรื่องที่ฉันพูดก่อนนี้เป็นเรื่องจริงนะ หากเธอต้องการอะไรฉันยินดีจะจัดการให้ ถ้ามันไม่มากเกินไปล่ะก็”

ถ้าผมต้องการ…”

ใช่”

ยูวี่ถ้าผมต้องการให้เธออยู่กับผมต่อไปเหมือนที่ผ่านมา…”

ถ้าเธอต้องการแบบนั้น ฉันก็จะให้เธอได้ตามนั้น”

รุยนั่งกำหมัดแน่น ความคิดที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงกำลังต่อสู้กันอยู่ในหัวสมอง

ยูวี่กำลังจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกแต่เขาต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเพียงลำพังถ้าเขาจะขอให้ซาลูเอลพาคนอื่นมาอยู่แทนล่ะไม่ได้ ไม่มีใครมาแทนที่ยูวี่ได้

ถ้าซาลูเอลพูดจริงอีกแค่ 2 ปี ทนอีกแค่นั้น แถมยังไม่ต้องเป็นหนูทดลองอีกด้วย ก็แค่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาในห้องสี่เหลี่ยมแบบนี้อีกแค่ 2 ปี อยู่ด้วยกันเพียงสองคนกับยูวี่

คำที่กำลังจะออกจากปากของรุยนั้น คือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

……………………………………………………….

รุยนั่งชันเข่าอยู่ที่มุมห้องเป็นเวลาครู่ใหญ่ เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก เขาไม่ได้เงยหน้ามองว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งประตูถูกปิดลงอีกครั้ง

ยูวี่ค่อยๆเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา

รุย…” เด็กหญิงเอ่ยเรียกชื่อของเขา น้ำเสียงของเธอฟังดูราบเรียบ

รุยเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเด็กหญิงที่มองเขาปรากฏรอยยิ้ม

ฉันเป็นห่วงแทบแย่เลย เธอไม่เป็นไรนะยูวี่”

ทำไมต้องเป็นห่วงด้วยล่ะ” เด็กหญิงถามกลับ

ฉันกลัวว่าพวกนั้นจะเอาตัวเธอไปทดลองหรือทำอะไรไม่ดีอีก แต่ก็ดีแล้วที่เธอไม่เป็นอะไร”

ไม่ต้องห่วงหรอก พวกนั้นไม่ได้เอาฉันไปทดลองอะไร”

รุยรู้สึกถึงความผิดปกติในคำพูดของเด็กหญิง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้ใช้คำเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อ แต่กลับแทนด้วยคำสรรพนามว่าฉัน

ทำไมทำเธอสีหน้าแบบนั้นล่ะรุย” ยูวี่ยิ้มที่มุมปาก เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกฝ่าย “เธอทำหน้าเห็นเหมือนฉันเป็นคนอื่นงั้นแหละ”

เปล่า ไม่มีอะไร แค่คิดว่าเธอดูแปลกไปจากทุกที”

เหรอ ฉันแปลกไปยังไงเหรอ” ยูวี่ยกสองแขนขึ้นแล้วโอบรอบคอของรุยไว้อย่างแผ่วเบา ใบหน้าของเธอยื่นเข้าประชิดเด็กหนุ่มมากขึ้นทุกที

ยูวี่ทำอะไร…”

ไม่รู้จริงๆเหรอ”

ริมฝีปากสีชมพูเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะประกอบของรุยอยู่แล้ว

เธอชอบแบบนี้หรือเปล่า รุย”

ยูวี่”

ฉันน่ะ ชอบเธอมากนะ…”

สองมือของยูวี่ที่กำลังโอบรอบคอของรุยค่อยๆเลื่อนกลับมา นิ้วอันนุ่มนวลและขาวผ่องทั้งสิบถูกแบออกและทาบเข้าที่คอของรุย

แล้วเธอชอบฉันหรือเปล่า รุย”

ฉัน…”

เธอคงชอบฉันสินะใช่ไหมเพราะถ้าไม่อย่างนั้น….” จู่ๆ แววตาของยูวี่ก็เปลี่ยนไป “ฉันคงจะเป็นอิสระไปแล้ว”

รุยถึงกับตาลุก “ยูวี่…”

เธอเป็นคนบอกให้พวกนั้นเอาตัวฉันไว้ที่นี่ต่อใช่ไหม”

เรื่องนั้นฉัน…” เสียงของรุยเริ่มสั่น

โถ ไม่ต้องกลัว ฉันไม่โกรธเธอหรอกก็เธอชอบฉันนี่ มันช่วยไม่ได้ ใช่ไหม…” ยูวี่ยิ้มเล็กน้อย แต่แววตาของเธอที่รุยเห็นนั้น มันตรงกันข้าม

ยูวี่ฉันขอโทษฉันไม่ได้…”

จะขอโทษไปทำไมมันไม่จำเป็นหรอก…”

อีกแค่ 2 ปีแค่นั้น พวกเราก็จะเป็นอิสระด้วยกันนะ ยูวี่ อีกแค่ 2 ปี” รุยรีบพูด

นั่นสินะ อีกแค่ 2 ปีเองแต่ว่านะรุยมันก็ยังมีทางเลือกอื่นอยู่เหมือนกัน” ถึงตรงนี้ รอยยิ้มของยูวี่ก็สลายไปโดยสิ้นเชิง “พวกข้างนอกบอกว่าถ้าฉันฆ่าเธอซะ ฉันก็จะได้ออกไป”

ยูวี่!!!”

ดังนั้น ถ้าเธอชอบฉันมาก ก็จงตายเพื่อฉันเถอะ รุย!!!” สิ้นคำ สองมือของยูวี่ก็บีบเข้าที่คอของรุยจนสุดแรง

อู้…” รุยพยายามส่งเสียงร้อง และดิ้นรนขัดขืน เขารวบรวมกำลังทั้งหมด ผลักยูวี่ให้กระเด็นออกไป จนร่างของเด็กหญิงกระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างจัง

แค่กๆ” รุยจับที่คอของตนซึ่งยังปรากฏรอยแดงจากนิ้วของยูวี่อยู่

ขอเพียงฆ่าเธอซะ…” ยูวี่ค่อยๆยันตัวลุกขึ้น “พวกเขาก็จะปล่อยฉันให้เป็นอิสระ ดังนั้นฉันไม่ยอมให้เธอขัดขวางได้หรอก!!!” สิ้นเสียง ยูวี่ก็กระโจนเข้าใส่รุยทันที

รุยเองก็ตอบโต้ด้วยสัญชาตญาณ เด็กทั้งสองเข้าปลุกปล้ำกันบนพื้น สลับกันขึ้นคร่อมร่างของอีกฝ่าย ยูวี่ชกใส่หน้าของรุยจนเด็กหนุ่มถึงกับลงไปกองบนพื้น ยูวี่ไม่รอช้ารีบเข้าตามต่อทันที

หยุดนะ ยูวี่!!!” รุยตะโกนดังลั่น

ทันใดนั้น เขารู้สึกได้ว่าภายในร่างกายมีอะไรบางอย่างกำลังพลุ่งพล่านขึ้น เสียงหัวใจเต้นรัวไม่หยุด ราวกับจะทะลักออกมา

เขาสัมผัสถึงสิ่งนั้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันชัดเจนขนาดนี้ มันคือความร้อนที่ราวกับจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งจนมอดไหม้ และกำลังจะเข้าครอบคลุมทั่วทั้งร่างกาย

พริบตานั้น มันก็ระเบิดออกมา

เวลาราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ และภาพที่ปรากฏต่อสายตาของรุยหลังจากนั้นก็คือ

ไม่นะ…” รุยพูดเสียงสั่น

สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของรุย คือร่างของยูวี่ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นพร้อมกับกองเลือดที่ไหลออกมาจากศีรษะของเธอ

ลมหายใจที่บ่งบอกถึงชีวิตของร่างนั้นได้เงียบหายไปแล้ว ในขณะที่เด็กหนุ่มได้แต่กู่ร้องอย่างบ้าคลั่ง

นั่นคือวาระแห่งการฉลอง การถือกำเนิดของผู้มีอำนาจจิตที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุคสมัยนั้น

บทนำ (2)

วีรบุรุษจากนรก

รุย

 

 

ปี E.A. ที่ 0012

สถานที่ : สถาบันวิจัยเฮเว่น

 

หลังจากยุคสมัยแห่งการออกสำรวจและการก่อตั้งอาณานิคมขึ้นตามพิภพต่างๆในห้วงอวกาศสิ้นสุดลง มวลมนุษยชาติก็แทบจะมาถึงจุดสูงสุดแห่งวิทยาการ ความฝันนับตั้งแต่ยุคโบราณในการที่จะครอบครองจักรวาลทั้งหมดนั้นใกล้ที่จะเป็นจริงขึ้นทุกที

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็พังทลายลงในพริบตา เพราะการปรากฏตัวของผู้รุกรานจากสุดแดนแห่งห้วงเอกภพ

พวกมันถูกเรียกว่าเซราฟ หรืออีกนามคือ ชาวสวรรค์

ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันมาจากที่ใด และเหตุใดจึงเข้ารุกรานเผ่าพันธุ์มนุษย์

กองยานของชาวสวรรค์เข้ารุกรานไปยังอาณานิคมบนพิภพต่างๆอย่างต่อเนื่อง แม้มนุษย์จะทุ่มเทกำลังทหารและกองยานทั้งหมดเข้าต่อกรแต่ก็ไม่อาจต่อต้านพวกมันได้ ไม่ว่าจะทุ่มเทวิทยาการและเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีมาของมนุษย์ชาติแค่ไหนก็ตาม ในที่สุด ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 10 ปี อาณานิคมน้อยใหญ่ของมนุษย์ทั่วจักรวาลก็ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น และมนุษย์ชาติก็ถูกทำให้ต้องถอยมาตั้งมั่นที่ระบบสุริยะเอริวเชียน ระบบเล็กๆที่อยู่สุดปลายของกาแล็คซี่ทางช้างเผือก

ณ ที่นั้น ดารันดร์ ดวงดาวลำดับที่ 4 แห่งระบบเอริวเชียน ได้กลายเป็นที่มั่นแห่งสุดท้ายของมวลมนุษย์ เพื่อการต่อสู้ที่มีความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เป็นเครื่องเดิมพัน

 

 

ข้อมูลจากปูมประวัติศาสตร์ของศักราช E.A.

 

………………………………………………….

 

รุย ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นทั้งหมดผ่านเครื่องมือที่ถูกเรียกว่า เบรนสตรอม มันเป็นเครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อใช้สำหรับถ่ายทอดความรู้ต่างๆเข้าสู่สมองของผู้ใช้โดยตรง แต่ผลข้างเคียงของมันค่อนข้างรุนแรงมาก บ้างก็ปวดศีรษะราวกับจะระเบิดออกมาจากภายใน บ้างก็อาเจียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งไม่เหลืออะไรให้ออกมาอีกนอกจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

นับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่รุยต้องพบความทรมานเช่นที่ว่ามานี้ทุกครั้งหลังผ่านการใช้เครื่องเบรนสตรอมและยังมีเครื่องมือประเภทอื่น ซึ่งล้วนไม่สมควรนำมาใช้กับเด็กชายที่มีอายุเพียง 12 ปีเช่นเขา แต่ภายในสถาบันเฮเว่น ไม่มีอะไรที่ศาสตราจารย์ซาลูเอลทำไม่ได้ เพราะสำหรับที่นี่ ศาสตราจารย์ผู้นี้เปรียบได้กับพระเจ้าผู้มีอำนาจดลบันดาลทุกสิ่ง

สถาบันเฮเว่นถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้การร่วมมืออย่างลับสุดยอดระหว่างสหพันธ์รัฐใหญ่ทั้งสามแห่งที่กุมอำนาจปกครองพิภพดารันดร์ เป้าหมายสำคัญของสถาบันคือการค้นคว้าและวิจัยความสามารถพิเศษของมนุษย์ เพื่อช่วยในการพัฒนาและสร้างบุคลากรชั้นยอดให้แก่กองทัพในการทำสงครามกับเซราฟ

ศาสตราจารย์ซาลูเอลเป็นหัวเรือใหญ่ในโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งเขาเป็นคนที่ยึดมั่นในแนวคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีพลังจิตพิเศษแฝงอยู่ในตัวมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นเขาจึงทำการวิจัยและทดลองทุกอย่างเพื่อที่จะดึงเอาพลังที่ว่านั้นออกมาจากตัวมนุษย์

พลังนั้นถูกเรียกว่า ไซคิก

ซาลูเอลเชื่อว่าการจะดึงพลังไซคิกออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องทำตั้งแต่เด็ก เขาจึงนำเด็กชายหญิงที่เป็นกำพร้าจำนวนหลายร้อยคนมาเลี้ยงดูภายในสถาบัน เพื่อใช้เป็นหนูทดลองสำหรับงานวิจัยนี้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีบุคคลภายนอกล่วงรู้

รุยถูกพาตัวมาอยู่ที่สถาบันเมื่ออายุ 8 ปี ซึ่งนับว่าเป็นอายุที่มากพอสมควร เพราะส่วนใหญ่จะถูกพามาตั้งแต่เป็นเด็กทารก เท่าที่รุยทราบ มีเด็กอยู่ในสถาบันราว 300 คน กว่าครึ่งไม่เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อน หรืออาจเห็นเมื่อครั้งยังไม่รู้ความ

รุยนั้นเป็นเด็กในกลุ่มที่ถูกขายมา ซึ่งจัดว่าเป็นส่วนน้อย เพราะการทุ่มเงินให้แก่หนูทดลองที่ใช้แล้วทิ้งนั้นไม่ใช่นโยบายของสถาบัน แต่กรณีของรุยนับว่าพิเศษออกไป

หลังจากเครื่องเบรนสตรอมทำงานเสร็จสิ้น รุยซึ่งอยู่ในสภาพเบลอราวกับคนเมาก็ถูกจับขึ้นเตียงเลื่อนแล้วพากลับมาที่ห้องพัก

เด็กๆในสถาบันจะมีห้องพักส่วนตัวเป็นของตัวเอง ซึ่งในห้องพักนั้นก็มีเพียงแค่เตียงนอนกับโถสำหรับใช้ขับถ่ายเท่านั้น พวกเขาแทบไม่มีโอกาสที่จะได้เจอหรือพูดคุยกับคนอื่น ช่วงเวลาเดียวที่พวกเขามีโอกาสเจอหน้าคนอื่นก็คือตอนที่ถูกพาตัวไปทดลองพร้อมกันหลายๆคนในห้องทดลองเดียวกันเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ของสถาบันไม่อนุญาตให้พวกเขาพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน การทำเช่นนี้ทำให้สภาพจิตใจของเด็กแต่ละคนหดหู่และถูกปิดขังมากขึ้น แม้ว่าเครื่องเบรนสตรอมจะช่วยทำให้เด็กๆมีสติปัญญาและรู้จักภาษาพูดหรือเขียน แต่สภาพแวดล้อมที่ปิดกั้นทำให้พวกเขาแทบทุกคนกลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่คิดที่จะหาทางติดต่อสื่อสารกับใคร มีชีวิตอยู่ไปแต่ละวันเพียงเพื่อเป็นหนูทดลองเท่านั้น

หนทางที่จะรอดไปจากที่นี่ได้มีแค่ความตายเท่านั้น แต่บัดนี้ รุยกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดทางเลือกอื่นขึ้น อาจเพราะเขาได้เติบโตและเห็นโลกภายนอกมาก่อนจึงมีความคิดแตกต่างไปจากเด็กคนอื่นๆที่หวังให้ชีวิตของตนเองจบสิ้นลงเพื่อปลดปล่อยจากการถูกใช้เป็นหนูทดลอง ในขณะที่รุยเฝ้าคิดมาตลอดว่าสักวันเขาต้องหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้

ตอนนี้เขาอายุ 12 ปีแล้ว แต่หนทางข้างหน้ายังคงมืดมน เขากลายเป็นหนูทดลองชั้นยอดที่ซาลูเอลและทีมวิจัยใช้ในการทดลองต่างๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเองก็ไม่รู้สาเหตุแน่ชัด บางทีเพราะผลการทดลองที่ได้จากร่างกายของเขานั้นมักให้ผลที่ออกมายอดเยี่ยมกว่าคนอื่นก็เป็นได้

ผลข้างเคียงครั้งล่าสุดจากเครื่องเบรนสตรอมทำให้รุยรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ภายในสมองและกำลังจะระเบิดออกมา เขาทำอะไรไม่ได้นอกเหนือจากนอนพลิกตัวไปมาพลางส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวด

นานราว 2ชั่วโมงกว่าความเจ็บปวดจะทุเลา รุยตั้งสติและคิดหาหนทางอีกครั้งเหมือนที่ได้ทำมาตลอด 5 ปี

แม้เครื่องเบรนสตรอมจะสร้างความเจ็บปวดและทรมานแสนสาหัส แต่มันก็ช่วยให้เขามีสติปัญญาที่สูงขึ้น เขาเริ่มเข้าใจด้วยตนเองถึงแนวคิดของซาลูเอลว่า การวิจัยเกี่ยวกับพลังไซคิกนั้น หากตัวทดลองยิ่งมีสติปัญญาสูงมากเท่าไร โอกาสที่จะสามารถนำพลังออกมาใช้ได้นั้นก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

รุยไม่รู้ว่ามีเด็กคนใดบ้างของสถาบันที่ประสบความสำเร็จในการทดลองนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเริ่มแน่ใจก็คือ เขาเป็นหนูทดลองที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบันนี้ สาเหตุที่เขาคิดเช่นนั้นเพราะการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ซาลูเอลและทีมวิจัยก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน เมื่อครั้งที่รุยถูกจับมัดบนเตียงและต้องเป็นตัวทดลองให้แก่ยาชนิดหนึ่งนั้น เขาได้ยินการสนทนากันระหว่างซาลูเอลและนักวิจัยคนอื่น

ผลออกมาแปลกมากครับ”

ค่าความตึงเครียดยังคงเสถียรทั้งที่ได้รับยาเข้าไปขนาดนี้ เป็นรายแรกเลยใช่ไหม”

จะลองเพิ่มปริมาณยาอีกไหมครับ”

เอาสิ แล้วบันทึกความเปลี่ยนแปลงไว้ให้ละเอียดนะ”

ผู้ช่วยของซาลูเอลรับคำแล้วทำตามหน้าที่อย่างแข็งขัน ยาถูกฉีดเข้าร่างกายของรุยอย่างต่อเนื่อง เขารู้สึกเจ็บแสบภายในเส้นเลือดทุกครั้งที่มันถูกฉีดเข้าไป ยานั้นมีความเข้มข้นมากเสียจนทำให้เส้นเลือดภายในแขนของเขาแตกไปหลายเส้น แขนของเขาเริ่มบวมขึ้นเพราะยาที่ถูกฉีดเข้าไปตกค้างอยู่ภายในกล้ามเนื้อแทน ผู้ช่วยของซาลูเอลจึงต้องฉีดเข้าซ้ำอีกครั้ง สร้างความเจ็บปวดให้รุยวนเวียนไปมาไม่หยุด

ไม่ถึงหนึ่งนาที ยาก็เริ่มออกฤทธิ์ รุยรู้สึกอยากจะอาเจียน เลือดภายในตัวเริ่มเดือดพล่าน บางสิ่งร้อนวูบขึ้นในกระเพาะและไหลย้อนขึ้นจุกที่ลำคอ แล้วไหลกลับไปอีก มันวนเวียนอยู่เช่นนี้หลายรอบ ส่งผลให้ระบบภายในของเขาเริ่มปั่นป่วน แต่หลังจากนั้นมันก็สงบลง

น่าตกใจจริงๆ ดูค่าพวกนี้สิครับ”

ซาลูเอลมองดูตัวเลขที่แสงออกมาทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาเองก็ตกตะลึงไม่น้อย

นี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจจริงๆ เด็กคนนี้อาจทำให้การทดลองในหลายปีนี้ก้าวกระโดดไปกว่าที่คิด”

ผลจากการทดลองครั้งนี้ ส่งผลครั้งสำคัญต่อชีวิตของรุยมาก เขารับรู้ได้ว่าตนถูกยกระดับจากหนูทดลองชั้นเลวกลายเป็นหนูทดลองระดับสูง เขาถูกพามาอยู่ในห้องพักใหม่ ซึ่งสะอาด และดูทันสมัยกว่าเดิม มีพื้นที่เล็กๆสำหรับใช้ในการขับถ่ายแลดูเป็นส่วนตัวขึ้น แม้จะยังคงไม่มีอะไรประดับห้องเหมือนเช่นเดิม

เขามารู้เอาในภายหลังว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเป็นคนแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันที่ได้รับยาตัวที่ว่านั่นเข้าไปแล้วยังสามารถคงสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ ที่ผ่านมาเด็กที่เคยรับยาตัวนี้เข้าไปจะตกอยู่ในสภาพเซลล์สมองตาย จนไม่สามารถตอบสนองใดๆได้อีก แต่มันส่งผลกับรุยในทางตรงกันข้าม สมาธิของเขายาวนานขึ้น ประสาทสัมผัสทั้งห้าตอบสนองได้ดีขึ้น บางทีอาจดีมากเกินไปด้วยซ้ำ

เมื่ออยู่ในห้องลำพัง รุยรู้สึกราวกับมีคนกระซิบอยู่ข้างหู บางครั้งก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังเฝ้ามองจากที่ไหนสักแห่ง รุยคิดว่านี่คงเป็นอาการประสาทหลอนหรือวิตกจริต เขาพยายามสงบจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านและครองสติเอาไว้เต็มที่

รุยไม่ได้ถูกนำตัวไปทดลองใดๆเป็นเวลาหลายวันแล้ว แม้จะไม่มีนาฬิกาบอกเวลาอยู่ในห้อง แต่เขาก็เริ่มสัมผัสและรับรู้ถึงระยะเวลาที่เดินหน้าไปเรื่อยๆได้ดีขึ้น เสียงต่างๆที่เคยได้ยินอยู่ข้างหูเริ่มเงียบหายไป เขาเริ่มคิดว่านี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกที่ดี

และในที่สุด วันนั้นก็มาถึง วันที่ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากการปรากฏตัวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

ในขณะที่รุยกำลังนอนหลับสนิท เขาพลันรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนอยู่ในห้องจึงรีบตื่นขึ้น

เธอเป็นใคร”

เด็กหญิงคนนั้นนั่งกอดเข่าอยู่เบื้องหน้าเขา

เธอเข้ามาที่นี่ได้ไง” รุยถามต่อ

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาสีทองกลมใสจ้องมาที่รุย เธอมีผมแดงที่ปล่อยยาวจรดปลายเท้า ชุดของเธอเป็นชุดกระโปรงลำลองยาวสีขาว ซึ่งเป็นชุดสำหรับเด็กผู้หญิงที่อยู่ในสถาบัน ในขณะที่ชุดของรุยและเด็กผู้ชายคนอื่นจะเป็นชุดสีดำ

ขอถามอีกครั้งว่าเธอเป็นใคร แล้วเข้ามาที่ห้องฉันได้ไง” รุยถามซ้ำ

เด็กหญิงไม่ตอบคำพลางก้มหน้านิ่ง รุยไม่รู้ว่าควรต้องทำอย่างไร เขาจึงได้แต่นั่งเงียบเช่นกัน

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงในห้องสี่เหลี่ยมที่มีเพียงเด็กชายหญิงสองคนนั่งนิ่งอยู่คนละด้าน จนกระทั่งเสียงแรกที่ดังขึ้นก็คือเสียงดังจ๊อกจากท้องของเด็กหญิง

หิวแล้วหรือ” รุยถาม แต่เด็กหญิงก็ยังคงนั่งเงียบ

หลังจากนั้นไม่นาน อาหารใส่ถาดก็ถูกส่งเข้ามาผ่านช่องแคบๆที่ด้านล่างของประตูห้องเหมือนเช่นทุกครั้งเมื่อถึงเวลาอาหาร แต่ครั้งนี้บนถาดใส่จานอาหารสำหรับสองคน

รุยจึงเข้าใจทันทีว่าทางสถาบันตั้งใจส่งเด็กหญิงคนนี้มาอยู่ในห้องเดียวกับเขา แต่เพื่ออะไรนั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

รุยเริ่มตัดสินใจว่าคิดไปก็ป่วยการ แถมยังดีด้วยซ้ำที่มีคนอื่นมาอยู่เป็นเพื่อนร่วมห้อง เขาเริ่มที่จะสื่อสารกับเด็กหญิง ซึ่งหลังใช้ความพยายามอยู่นาน เด็กหญิงก็ยอมเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก

ยูวี่”

ชื่อเพราะดี ฉันชื่อรุยนะ”

รุย”

ใช่ รุย เธอรู้ไหมว่าทำไมเขาถึงส่งเธอมาอยู่ที่ห้องฉัน”

ยูวี่เงียบไป รุยถอนใจเบาๆ “ขอโทษที่ถามแบบนั้น ฉันคิดว่าเธอเองก็คงไม่รู้คำตอบเหมือนกัน ดังนั้นช่างเถอะ เอาเป็นว่าอย่างน้อยตอนนี้เราก็เป็นเพื่อนร่วมห้องกันแล้ว”

เพื่อนร่วมห้อง”

ใช่เอ้อ แล้วเธออยู่มานานแค่ไหนแล้ว…”

นาน…”

เอ้อ ช่างเถอะ” รุยรีบโบกมือ เขาคิดว่าเด็กหญิงคงจะอยู่ที่สถาบันนี้มานานมาก ไม่แน่ว่าอาจตั้งแต่เกิดเลยก็ได้ เพราะการตอบสนองและปฎิกิริยาของเธอดูราวกับแทบไม่เคยสื่อสารกับผู้คนมาก่อน

รุยพยายามที่จะพูดคุยกับยูวี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วตั้งแต่ยูวี่มาอยู่ห้องเดียวกัน เขาก็ไม่เคยถูกพาออกไปทำการทดลองอะไรอีกเลย ดังนั้นเขาและยูวี่จึงได้อยู่ร่วมกันตลอดเวลา

ช่วงแรกเขารู้สึกเขินอายไม่น้อยเมื่อต้องขับถ่ายโดยไม่มีอะไรกั้นในขณะที่ยูวี่นั่งอยู่ไม่ห่างไปนัก แต่ในเมื่อเด็กหญิงไม่แสดงท่าทีเขินอายเลยแม้แต่น้อย เขาคิดว่าอาจเพราะยูวี่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่ยังไม่รู้ความ เธอจึงไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเพศหรือเกิดความรู้สึกเขินอายกับร่างเปลือยของเพศตรงข้าม แต่สำหรับรุย จะให้คิดแบบนั้นก็นับว่าลำบาก ตอนที่ยูวี่จัดการธุระส่วนตัว เขาจึงเลี่ยงที่จะไม่มองหรือไม่ก็ปิดตาตัวเองเสีย

รุยและยูวี่เริ่มสื่อสารกันได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยูวี่ไม่เคยเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน ทุกครั้งรุยต้องเป็นฝ่ายหาเรื่องมาชวนพูดคุย ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเบื่อเลย ประสบการณ์วัยเด็กที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่โลกภายนอกนั้นช่วยเขาได้มาก เขาเล่าสิ่งต่างๆที่เคยพบเห็นให้ยูวี่ฟังมากมายเท่าที่เขาพอจะขุดออกมาจากความทรงจำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระแค่ไหนเด็กหญิงก็ให้ความสนใจฟังทุกครั้ง แต่เรื่องที่เธอให้ความสนใจเป็นพิเศษและมักขอให้เขาเล่าให้ฟังเป็นประจำคือเรื่องเกี่ยวกับดวงดาว

รุยรู้สึกขอบคุณเครื่องเบรนสตรอมอยู่บ้าง อย่างน้อยเขาก็มีเรื่องที่จะพูดคุยหรือเล่าให้ยูวี่ฟังได้อย่างไม่รู้จบ ยูวี่นั้นสนใจเรื่องของดวงดาวมาก โดยเฉพาะเรื่องของดาวสีฟ้าที่มีชื่อว่าโลก

จริงเหรอที่บอกว่าดาวดวงนี้สวยที่สุดในจักรวาลน่ะ” ยูวี่ร้องถามด้วยความตื่นเต้น

รู้มาแบบนั้น แล้วก็เคยเห็นจากในภาพจำลองด้วย ที่จริงก็สวยอยู่หรอก แต่ถ้าไม่ได้เห็นของจริงก็พูดยาก”

เป็นดาวที่มีสีฟ้าทั่วทั้งดาวเลยสินะ”

ใช่ เห็นว่ามีน้ำอยู่ทั่วทั้งดาวเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องขาดแคลนน้ำหรืออาหาร แถมอากาศก็บริสุทธิ์มาก”

ว้าวแต่ถ้ามันยอดเยี่ยมขนาดนั้น แล้วแล้วทำไมบรรพบุรุษของเราถึงต้องอพยพออกมาด้วยล่ะ”

รุยเกาศีรษะเบาๆ “เท่าที่รู้ ดูเหมือนในช่วงสุดท้าย พวกเขาทำให้ระบบนิเวศน์ของดาวเสียไปมากน่ะ แล้วก็อยากออกไปท่องอวกาศกันด้วยมั้ง ไม่รู้เหมือนกัน”

อยากไปเห็นสักครั้งจัง”

นั่นเป็นคำที่ทำให้รุยนิ่งไปชั่วขณะ คำขอแสนง่ายแต่ยากจะเป็นจริงนี้ทำให้เขาเจ็บปวดใจนัก

หลังจากใช้เวลาร่วมกันพักใหญ่ รุยก็เริ่มไม่แน่ใจว่ายูวี่เถูกจับเข้าเครื่องเบรนสตรอมมากน้อยแค่ไหน บางทีเธออาจมีความรู้มากกว่าที่เขาคิดเพียงแต่เธอไม่อยากแสดงออก หรืออาจไม่รู้อะไรเลยจริงๆ เมื่อคิดถึงว่าไม่ใช่เด็กทุกคนที่ถูกจับเข้าเครื่องเบรนสตรอมและเครื่องเองก็ไม่ได้ป้อนความรู้ในทุกด้าน บางทีพวกนักวิจัยอาจใช้เครื่องนี้ป้อนความรู้เฉพาะด้านให้เธอก็ได้

และนับวัน ความคิดอ่านของเธอก็ยิ่งพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

โลกอยู่ไกลมากไหมนะ” ยูวี่ถามต่อ

ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าผู้คนจะลืมกันไปแล้วน่ะ”

น่าเสียดายจัง”

บางทีหากขอข้อมูลจากเครื่องเบรนสตรอม อาจจะรู้มากกว่านี้ก็ได้นะ”

เมื่อพูดถึงเครื่องเบรนสตรอม สีหน้าของยูวี่ก็มีปฎิกิริยาขึ้นมา “ยูวี่ไม่ชอบเครื่องนี่เลย มันทำให้ทรมาน”

ฉันก็เหมือนกัน” พูดแบบนั้น แต่ในใจรุยมีความคิดอีกอย่างแอบแฝง เขามองว่าเครื่องนี้ช่วยให้เขารู้มากขึ้น และเขาคิดว่าความรู้เหล่านี้อาจมีประโยชน์ในการหาทางหนีออกไปจากสถาบัน ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะยังไม่มีหนทางก็ตาม

แต่สำหรับยูวี่หรือเด็กคนอื่นๆ เจ้าเครื่องนี้คงไม่ต่างอะไรกับเครื่องช่วยทรมานที่ทำให้ต้องอาเจียนและปวดหัวทุกๆครั้ง ที่สำคัญ ความรู้ที่ได้รับก็น่าจะมากน้อยแตกต่างกันไปตามสภาพของแต่ละคน

ยูวี่อยากเห็นบ้านเกิดของรุย…” จู่ๆเด็กหญิงก็เปลี่ยนเรื่องพูด

มันไม่มีอะไรน่าดูหรอกนะ”

แต่ยูวี่อยากเห็นอยากรู้จักรุยให้มากกว่านี้”

คำพูดนี้ทำให้รุยถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ “ฉันคิดว่าเราคงมีเวลาทำความรู้จักกันอีกเยอะ ไม่ต้องห่วงหรอก”

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ความกังวลบางอย่างก็ผุดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่รุยไม่ได้คิดถึงมาก่อน จนกระทั่งยูวี่พูดออกมาเมื่อครู่ ยูวี่จะอยู่ร่วมกับเขาเช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน แล้วทางสถาบันล่ะ ซาลูเอลเอาตัวเด็กหญิงคนนี้มาอยู่ร่วมกับเขาเพื่ออะไร ตั้งแต่วันที่เขาตื่นมาพวกกับยูวี่จนถึงวันนี้ก็นับว่านานพอดู รุยรู้เช่นนั้นด้วยการนำเอาจำนวนครั้งที่ทางสถาบันส่งอาหารเข้ามาในห้องแล้วคำนวนดู หนึ่งวันพวกเขาได้รับอาหารสองมื้อ วันไหนโชคดีก็สาม เมื่อลองคำนวณจากจำนวนครั้งที่ได้รับอาหารอย่างคร่าวๆ ระยะเวลาที่เขาและยูวี่อยู่ร่วมกันก็น่าจะราวๆ 1 เดือนแล้ว

นี่ ยูวี่ ถ้าสักวันหนึ่ง…” รุยนิ่งไปเพราะเริ่มไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปไหม

อะไรเหรอ”

คือว่าถ้าสักวันพวกเราสามารถออกไปจากที่นี่ได้ เธออยากจะไปไหนที่สุด”

คำถามนี้ทำให้ยูวี่นิ่งไป

เอ่อ ขอโทษนะ” รุยรีบพูด พลางคิดว่าตนไม่น่าถามอะไรแบบนั้น ในเมื่อการได้ออกไปจากที่นี่เป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ ที่แม้ว่าตัวเขาจะพยายามคิดมาตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นหนทางเลยสักนิด

ไม่เห็นต้องขอโทษเลย”

แต่ว่า…”

ไม่เป็นไรหรอก ยูวี่ไม่คิดว่ามันเป็นความหวังลมๆแล้งๆหรอกนะ” คำตอบของยูวี่ราวกับอ่านใจของรุยออก “ยูวี่เฝ้าคิดอยู่เสมอเลยนะ ว่าสักวันหากสามารถออกไปจากที่นี่ได้ ยูวี่จะท่องเที่ยวไปให้ทั่วและไปดูอะไรที่อยากดูให้หมดเลย”

รุยรู้สึกผิดคาดเล็กน้อย เขานึกไม่ถึงเลยว่าเด็กหญิงจะมีความมุ่งหวังเช่นนี้อยู่ในใจ “อย่างนั้นหรือ…”

ใช่ ยูวี่อยากจะออกไปในอวกาศ แล้วจะตามหาโลกให้พบ”

โลกเหรอ”

ใช่ ยูวี่อยากเห็นน่ะ ดวงดาวสีฟ้ามันจะเป็นยังไงนะ แล้วรุยล่ะ อยากจะไปที่ไหน”

ที่ไหนหรือไม่รู้สิ ฉันไม่เคยคิดมาก่อน”

ยูวี่เขย่ามือเขาเบาๆ “ถ้าอย่างนั้น ก็ไปด้วยกันกับฉันนะ ออกไปท่องอวกาศ แล้วตามหาโลกกัน”

รุยยิ้มรับ “นั่นสินะ ก็ดีเหมือนกัน”

งั้นเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากัน” ยูวี่ยื่นนิ้วก้อยมือซ้ายให้เขา

ก็ได้…” รุยยื่นนิ้วออกไปเพื่อเกี่ยวก้อยสัญญา

เด็กหญิงยิ้มกว้าง “สัญญากันแล้วนะ”

 

……………………………………………………

 

ความสัมพันธ์ระหว่างรุยและยูวี่เริ่มพัฒนาขึ้นตามลำดับ เด็กหญิงเริ่มพูดคุย แสดงอารมณ์ทางสีหน้ามากขึ้น ทั้งสองใช้เวลาพูดคุยกันตลอดเวลา เมื่อถึงเวลานอน รุยและยูวี่จะเข้ามานอนภายในผ้าห่มผืนเดียวกัน และเข้ากอดอีกฝ่ายเพื่อให้ความอบอุ่นแก่กันและกัน

นับตั้งแต่มียูวี่ รุยไม่เคยถูกพาออกไปรับการทดลองใดๆอีก แม้เขาจะยังคงถูกขังไว้ แต่ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปมาก เขาแทบไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกันว่าการที่มีคนอื่นเข้ามาอยู่ร่วมจะทำให้เขามีความสุขมากถึงขนาดนี้

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อรุยตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับ เขากลับพบว่ายูวี่ไม่ได้อยู่ในห้องอีกแล้ว

บางสิ่งภายในกายเขาเริ่มพลุ่งพล่านขึ้น คำถามที่ผุดขึ้นคือ มันเกิดอะไรขึ้น ยูวี่ถูกพาตัวไปทดลองหรือ เหตุใดเขาจึงไม่รู้สึกตัวเลย

เขารู้สึกร้อนรนจนแทบทนไม่ได้ แต่จะให้ทำเช่นไร เขาได้แต่เพียงเคาะประตูแล้วร้องส่งเสียงอยู่เป็นเวลาครู่ใหญ่ ซึ่งก็ไม่มีเสียงตอบมาจากด้านนอก

ใจเย็นไว้ก่อน สงบสติเอาไว้” รุยพูดกับตัวเองเช่นนั้น เขาทำได้เพียงนั่งเฝ้ารอให้พวกนักวิจัยพาตัวยูวี่กลับมาเท่านั้น

เวลาผ่านไปนานขึ้นเรื่อยๆ แต่ยูวี่ก็ยังไม่กลับมา

หรือว่าพวกนั้นจะเอายูวี่ไปไว้ที่อื่นแล้ว ความคิดนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ รุยได้แต่นั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงก ความกลัวที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบเริ่มเกาะกินจิตใจของเขามากขึ้นเรื่อยๆ

5 ปีที่ผ่านมา ต้องมีชีวิตที่ต้องถูกจองจำอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมอันคับแคบเพียงลำพัง ถูกจับเป็นหนูทดลอง ต้องทนทุกข์ทรมานนานับประการ เขาเคยทนมันได้ แต่ตอนนี้เขาหวาดกลัวที่จะกลับไปเป็นเช่นนั้นอีก นับตั้งแต่ได้อยู่ร่วมกับยูวี่ เขาก็ไม่สามารถอยู่เพียงลำพังได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นคือชายวัยกลางคนร่างสูงในชุดเสื้อกาวน์ ผมหงอกทั้งศีรษะ สายตาของเขาจับจ้องมาที่รุยแล้วเดินเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ

ชายคนนี้ก็คือศาสตราจารย์เฟลิกซ์ ซาลูเอล นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างสถาบันเฮเว่นแห่งนี้ขึ้น

ไม่ได้เจอกันตั้งนาน หวังว่าคงจะสบายดีสินะ หมายเลข 968” ซาลูเอลพูด

ผมชื่อรุย” เด็กหนุ่มตอบกลับพลางสบสายตากับอีกฝ่าย “ไม่ได้มีชื่อเป็นหมายเลขอย่างที่พวกคุณกำหนด”

ไม่เลวนี่ เธอไม่เคยมีพฤติกรรมหรือคำพูดที่แสดงการต่อต้านแบบนี้ก่อนนับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่”

พวกคุณทำอะไรกับยูวี่ เอาตัวเธอไปไว้ที่ไหน”

หมายเลข 274 น่ะหรือ”

ถ้าอยากจะทดลองอะไรก็เอาตัวผมไป แต่อย่าทำกับเธอเลย”

ไม่ต้องห่วง พวกเราไม่คิดจะเอาตัวเด็กคนนั้นไว้ใช้ทดลองอะไรอีกแล้ว”

รุยถึงกับหน้าซีด “คุณว่าไงนะ”

ก็อย่างที่บอก เด็กคนนั้นหมดประโยชน์ที่จะอยู่ที่นี่แล้ว”

พวกคุณจะฆ่าเธองั้นหรือ”

หนูทดลองที่หมดประโยชน์แล้วก็ต้องกำจัดทิ้ง แต่กรณีของหมายเลข 274นั้นแตกต่างออกไปเล็กน้อย เธอยังมีค่าแก่การทดลองอยู่ แต่ไม่ใช่กับที่สถาบันเฮเว่นนี้อีกแล้ว”

คุณหมายความว่าไง”

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หมายเลข 274 จะได้ออกไปจากที่นี่ และจะไม่กลับมาอีก”

รุยถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ซาลูเอลเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มแล้วก็หวัเราะเบาๆ “ไม่ดีหรือไง เด็กคนนั้นกำลังจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกแล้ว เธอน่าจะยินดีนะ”

แล้วเธอจะถูกใครเอาตัวไปกักขังแล้วทดลองอะไรอีกหรือเปล่า”

การทดลองยังมีอยู่ แต่ก็เป็นเพียงแค่การสังเกตการณ์บางอย่างเท่านั้น สรุปก็คือ จะไม่มีการกักขังอีกต่อไป”

รุยรู้สึกถึงความปั่นป่วนภายในกระเพาะ เขากลืนน้ำลายเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ยูวี่จะได้เป็นอิสระงั้นหรือ”

อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ระดับหนึ่งล่ะนะ” ดวงตาของซาลูเอลหรี่เล็กลง “เธอน่าจะดีใจแทนเด็กคนนั้นไม่ใช่หรือ แล้วทำไมทำสีหน้าแบบนั้น อิจฉาหรือไง”

ไม่ถ้ายูวี่ได้เป็นอิสระผมก็ดีใจ”

ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่สินะ เหงาขึ้นมาหรือไง แต่ก็เอาเถอะ ถ้าหากว่า…”

ถ้าอะไร…”

ซาลูเอลยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย “ถ้าเธออยากจะให้เด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่ร่วมกับเธอที่นี่ต่อล่ะก็ ฉันจะจัดการให้ก็ได้นะ”

รุยถึงกับตาลุก “คุณว่าไงนะ”

ก็อย่างที่บอก ถ้าเธอต้องการ ฉันจะให้เด็กคนนั้นกลับมาอยู่ร่วมห้องกับเธอก็ได้”

นี่คุณต้องการอะไรกันแน่”

แค่อยากจะเอาใจเธอเท่านั้นเอง” ซาลูเอลย่อตัวลงแล้ววางมือบนศีรษะของรุย “เธอคงไม่รู้ตัวหรอกว่า ตัวเธอมีค่ากับสถาบันแห่งนี้แค่ไหน ถ้ามีอะไรที่ฉันสามารถจัดการให้เธอได้ ฉันก็จะทำให้ ห้องที่กว้างขวางกว่านี้ อาหารชั้นเลิศ เครื่องมือเครื่องใช้ ถ้าเธออยากได้ล่ะก็”

แต่ก็ยังต้องถูกกักขังอยู่แบบนี้สินะ”

แล้วยังไงล่ะ โลกภายนอกมันก็ไม่ได้ดีอะไรไปกว่าในสถาบันแห่งนี้หรอก ในเมื่อเธอมาจากข้างนอกก็น่าจะรู้ดี ตอนนั้นเธอเคยได้กินอาหารครบทุกวันไหม ที่ซุกหัวนอนล่ะ เธอก็น่าจะได้รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เครื่องเบรนสตรอมป้อนให้แล้วนี่ ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในสภาวะสงครามจากการรุกรานของพวกตัวประหลาดต่างดาวที่เรียกว่าเซราฟนั่น ต่อให้เธอเป็นอิสระจากที่นี่แล้วยังไง เด็กทุกคนที่อายุใกล้เคียงกับเธอเดี๋ยวนี้ถูกส่งไปรบกันหมดแล้ว ถ้าได้ออกไปโลกภายนอกแล้วเธอคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบหรือ ไม่เลย แต่อย่างน้อยอยู่ที่นี่เธอก็ยังปลอดภัย พวกเราเอาตัวเธอไปทำการทดลองมากมาย ทำให้เธอต้องทรมานก็ไม่น้อย ฉันขอยอมรับ แต่ทั้งหมดนั่นก็เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และความอยู่รอดของมนุษยชาติ”

และตอนนี้การทดลองของพวกเราก็ก้าวกระโดดไปมาก ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะเธอนั่นแหละ เธอจึงมีความสำคัญต่อพวกเรา ดังนั้นหากมีอะไรที่เธอต้องการ ฉันก็จะจัดการให้ หากว่านั่นไม่มากเกินไป”

ยกเว้นเรื่องที่จะปล่อยให้ผมได้มีอิสระสินะ” รุยถามกลับ

ฉันขอตอบตามตรงก็แล้วกัน ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้ แต่สักวันหากการทดลองประสบความก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ แล้ว เธอก็อาจจะได้เป็นอิสระ และเผื่อเธอไม่รู้นะ เด็กที่มีอายุเกินกว่า 15 ปีแทบไม่มีประโยชน์ต่อโครงการทดลองของฉัน ดังนั้นถ้าเด็กคนไหนอยู่ที่นี่จนอายุเกินเกณฑ์นั่นแล้ว ฉันก็ต้องปล่อยตัวไปอยู่ดี”

ดวงตาของรุยเบิกกว้าง “ที่พูดมานั่นจริงหรือ”

จะไม่เชื่อก็ได้นะ” ซาลูเอลแบมือออก

แล้วผมมีทางเลือกด้วยหรือ”

ก็จริงแต่เรื่องที่ฉันพูดก่อนนี้เป็นเรื่องจริงนะ หากเธอต้องการอะไรฉันยินดีจะจัดการให้ ถ้ามันไม่มากเกินไปล่ะก็”

ถ้าผมต้องการ…”

ใช่”

ยูวี่ถ้าผมต้องการให้เธออยู่กับผมต่อไปเหมือนที่ผ่านมา…”

ถ้าเธอต้องการแบบนั้น ฉันก็จะให้เธอได้ตามนั้น”

รุยนั่งกำหมัดแน่น ความคิดที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงกำลังต่อสู้กันอยู่ในหัวสมอง

ยูวี่กำลังจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกแต่เขาต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเพียงลำพังถ้าเขาจะขอให้ซาลูเอลพาคนอื่นมาอยู่แทนล่ะไม่ได้ ไม่มีใครมาแทนที่ยูวี่ได้

ถ้าซาลูเอลพูดจริงอีกแค่ 2 ปี ทนอีกแค่นั้น แถมยังไม่ต้องเป็นหนูทดลองอีกด้วย ก็แค่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาในห้องสี่เหลี่ยมแบบนี้อีกแค่ 2 ปี อยู่ด้วยกันเพียงสองคนกับยูวี่

คำที่กำลังจะออกจากปากของรุยนั้น คือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

 

……………………………………………………….

 

รุยนั่งชันเข่าอยู่ที่มุมห้องเป็นเวลาครู่ใหญ่ เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก เขาไม่ได้เงยหน้ามองว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งประตูถูกปิดลงอีกครั้ง

ยูวี่ค่อยๆเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา

รุย…” เด็กหญิงเอ่ยเรียกชื่อของเขา น้ำเสียงของเธอฟังดูราบเรียบ

รุยเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเด็กหญิงที่มองเขาปรากฏรอยยิ้ม

ฉันเป็นห่วงแทบแย่เลย เธอไม่เป็นไรนะยูวี่”

ทำไมต้องเป็นห่วงด้วยล่ะ” เด็กหญิงถามกลับ

ฉันกลัวว่าพวกนั้นจะเอาตัวเธอไปทดลองหรือทำอะไรไม่ดีอีก แต่ก็ดีแล้วที่เธอไม่เป็นอะไร”

ไม่ต้องห่วงหรอก พวกนั้นไม่ได้เอาฉันไปทดลองอะไร”

รุยรู้สึกถึงความผิดปกติในคำพูดของเด็กหญิง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้ใช้คำเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อ แต่กลับแทนด้วยคำสรรพนามว่าฉัน

ทำไมทำเธอสีหน้าแบบนั้นล่ะรุย” ยูวี่ยิ้มที่มุมปาก เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกฝ่าย “เธอทำหน้าเห็นเหมือนฉันเป็นคนอื่นงั้นแหละ”

เปล่า ไม่มีอะไร แค่คิดว่าเธอดูแปลกไปจากทุกที”

เหรอ ฉันแปลกไปยังไงเหรอ” ยูวี่ยกสองแขนขึ้นแล้วโอบรอบคอของรุยไว้อย่างแผ่วเบา ใบหน้าของเธอยื่นเข้าประชิดเด็กหนุ่มมากขึ้นทุกที

ยูวี่ทำอะไร…”

ไม่รู้จริงๆเหรอ”

ริมฝีปากสีชมพูเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะประกอบของรุยอยู่แล้ว

เธอชอบแบบนี้หรือเปล่า รุย”

ยูวี่”

ฉันน่ะ ชอบเธอมากนะ…”

สองมือของยูวี่ที่กำลังโอบรอบคอของรุยค่อยๆเลื่อนกลับมา นิ้วอันนุ่มนวลและขาวผ่องทั้งสิบถูกแบออกและทาบเข้าที่คอของรุย

แล้วเธอชอบฉันหรือเปล่า รุย”

ฉัน…”

เธอคงชอบฉันสินะใช่ไหมเพราะถ้าไม่อย่างนั้น….” จู่ๆ แววตาของยูวี่ก็เปลี่ยนไป “ฉันคงจะเป็นอิสระไปแล้ว”

รุยถึงกับตาลุก “ยูวี่…”

เธอเป็นคนบอกให้พวกนั้นเอาตัวฉันไว้ที่นี่ต่อใช่ไหม”

เรื่องนั้นฉัน…” เสียงของรุยเริ่มสั่น

โถ ไม่ต้องกลัว ฉันไม่โกรธเธอหรอกก็เธอชอบฉันนี่ มันช่วยไม่ได้ ใช่ไหม…” ยูวี่ยิ้มเล็กน้อย แต่แววตาของเธอที่รุยเห็นนั้น มันตรงกันข้าม

ยูวี่ฉันขอโทษฉันไม่ได้…”

จะขอโทษไปทำไมมันไม่จำเป็นหรอก…”

อีกแค่ 2 ปีแค่นั้น พวกเราก็จะเป็นอิสระด้วยกันนะ ยูวี่ อีกแค่ 2 ปี” รุยรีบพูด

นั่นสินะ อีกแค่ 2 ปีเองแต่ว่านะรุยมันก็ยังมีทางเลือกอื่นอยู่เหมือนกัน” ถึงตรงนี้ รอยยิ้มของยูวี่ก็สลายไปโดยสิ้นเชิง “พวกข้างนอกบอกว่าถ้าฉันฆ่าเธอซะ ฉันก็จะได้ออกไป”

ยูวี่!!!”

ดังนั้น ถ้าเธอชอบฉันมาก ก็จงตายเพื่อฉันเถอะ รุย!!!” สิ้นคำ สองมือของยูวี่ก็บีบเข้าที่คอของรุยจนสุดแรง

อู้…” รุยพยายามส่งเสียงร้อง และดิ้นรนขัดขืน เขารวบรวมกำลังทั้งหมด ผลักยูวี่ให้กระเด็นออกไป จนร่างของเด็กหญิงกระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างจัง

แค่กๆ” รุยจับที่คอของตนซึ่งยังปรากฏรอยแดงจากนิ้วของยูวี่อยู่

ขอเพียงฆ่าเธอซะ…” ยูวี่ค่อยๆยันตัวลุกขึ้น “พวกเขาก็จะปล่อยฉันให้เป็นอิสระ ดังนั้นฉันไม่ยอมให้เธอขัดขวางได้หรอก!!!” สิ้นเสียง ยูวี่ก็กระโจนเข้าใส่รุยทันที

รุยเองก็ตอบโต้ด้วยสัญชาตญาณ เด็กทั้งสองเข้าปลุกปล้ำกันบนพื้น สลับกันขึ้นคร่อมร่างของอีกฝ่าย ยูวี่ชกใส่หน้าของรุยจนเด็กหนุ่มถึงกับลงไปกองบนพื้น ยูวี่ไม่รอช้ารีบเข้าตามต่อทันที

หยุดนะ ยูวี่!!!” รุยตะโกนดังลั่น

ทันใดนั้น เขารู้สึกได้ว่าภายในร่างกายมีอะไรบางอย่างกำลังพลุ่งพล่านขึ้น เสียงหัวใจเต้นรัวไม่หยุด ราวกับจะทะลักออกมา

เขาสัมผัสถึงสิ่งนั้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันชัดเจนขนาดนี้ มันคือความร้อนที่ราวกับจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งจนมอดไหม้ และกำลังจะเข้าครอบคลุมทั่วทั้งร่างกาย

พริบตานั้น มันก็ระเบิดออกมา

เวลาราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ และภาพที่ปรากฏต่อสายตาของรุยหลังจากนั้นก็คือ

ไม่นะ…” รุยพูดเสียงสั่น

สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของรุย คือร่างของยูวี่ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นพร้อมกับกองเลือดที่ไหลออกมาจากศีรษะของเธอ

ลมหายใจที่บ่งบอกถึงชีวิตของร่างนั้นได้เงียบหายไปแล้ว ในขณะที่เด็กหนุ่มได้แต่กู่ร้องอย่างบ้าคลั่ง

นั่นคือวาระแห่งการฉลอง การถือกำเนิดของผู้มีอำนาจจิตที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุคสมัยนั้น

 

 

 

 

วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 1 (แก้ไข สมบูรณ์)

 

บทนำ (1)

เจ้าหญิงแห่งอวกาศ

อนาสตาเซีย

 

ปี E.A. ที่ 0006 (Ender Age)

สถานที่ : สถานีขนส่งอวกาศเมอร์คิวรี่ 4

ดูสิคะ คุณแม่”

เด็กหญิงวิ่งไปยังกระจกใสที่กั้นระหว่างด้านในของสถานีกับอวกาศด้านนอก ดวงตาของเธอกลมโตเป็นประกาย ในขณะที่กำลังมองไปยังภาพที่อยู่อีกฟากของกระจก

ที่ใจกลางของความมืด กลุ่มดาวกระจุกรวมตัวกันจนเกิดเป็นกลุ่มก้อน ก่อให้เกิดแสงสว่างสว่างเป็นประกายระยิบระยับไปทั่วห้วงอวกาศอันมืดมิด

ไม่ค่อยได้เห็นแบบนี้เท่าไหร่นะ” ผู้เป็นแม่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆพูดขึ้น

ขนาดคุณแม่เดินทางไปมาทั่วอวกาศแล้วยังไม่เคยเห็นเลยหรือคะ” เด็กหญิงถาม

ที่เคยเห็น กลุ่มดาวมันไม่กระจุกตัวเป็นก้อนจนเกิดแสงสว่างถึงขนาดนี้น่ะจ๊ะ”

ว้าว งั้นหนูก็โชคดีมากเลยสิคะที่ได้เห็น”

จริงด้วยนะ”

เด็กหญิงยิ้มกว้างพลางมองดูภาพของหมู่ดาวเหล่านั้นอย่างร่าเริง ในขณะที่ผู้เป็นแม่ได้แต่ยืนยิ้ม พลางมองดูภาพหมู่ดาวนั้นอยู่ข้างๆ

ลานพักผู้โดยสารแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเดินคราคร่ำ บ้างก็นั่งฆ่าเวลาเพื่อรอเที่ยวบินที่กำลังจะมาถึงยังรอบต่อไป แม้ท่าอากาศยานแห่งนี้จะค่อนข้างห่างไกลจากใจกลางความเจริญ แต่ก็นับว่าเป็นจุดพักการเดินทางที่สำคัญในเขตแดนของจักรภพรอบนอก

ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังเพลิดเพลินกับภาพของหมู่ดาวอันแสนตระการตานั้น เสียงเข้มสูงก็ดังขึ้นจากด้านหลังของทั้งสอง “ขอโทษครับ คุณอานีส แอ็คเซลสินะครับ”

แม่ของเด็กหญิงหันไปตามเสียงเรียก อีกฝ่ายคือชายหนุ่มอายุราว 18-19 ปี ใบหน้าคมเข้ม ผมและดวงตาสีดำสนิท แต่งกายด้วยเครื่องแบบของนายทหารแห่งสหพันธ์มนุษย์ (Union of Human) เต็มยศ

จำผมได้ไหม” ชายหนุ่มพูด

หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะร้องเสียงดัง “โทมะ!!! จริงๆเหรอเนี่ย ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีเลยนะ”

เช่นกันครับ”

ไม่น่าเชื่อ เธอโตขึ้นเยอะจนฉันแทบจำไม่ได้เลย”

โทมะยิ้มรับ “คุณเองก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ ยังดูสวยเหมือนสมัยก่อนไม่ผิด”

แหม ปากหวานจริงนะพ่อหนุ่มน้อย” อานีสพูดพลางตบไหล่เขาเบาๆ “ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันก็หลายปีแล้วนะ ตอนนั้นเธอยังเป็นแค่นักเรียนเตรียมทหารอยู่เลย แล้วนี่ถูกบรรจุเข้ากองทัพตั้งแต่เมื่อไหร่”

เมื่อต้นปีนี้เองครับ” โทมะพูดพลางแตะเครื่องหมายปีกสีเงินที่อกเสื้อ อันแสดงถึงยศร้อยตรี “แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่ผู้ช่วยนักบินเท่านั้น”

อายุแค่นี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้วเท่ากับว่าความฝันของเธอเป็นจริงส่วนหนึ่งแล้วสินะ ยินดีด้วยจ๊ะ”

ขอบคุณครับ…” ชายหนุ่มเหลือบมองไปทางเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนเกาะที่ขาของหญิงสาว “เด็กคนนี้คือ…”

อ้อ โทษทีนะ ยังไม่ได้แนะนำเลย” อานีสก้มตัวลงลูบที่ศีรษะของเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ “ลูกสาวฉันชื่ออนาสตาเซีย เพิ่งจะอายุครบ 6 ปีเต็มพอดี”

ชายหนุ่มเหม่อมองดูเด็กหญิงตัวน้อย เธอมีดวงตากลมโตและผมสีแดงเช่นเดียวกับอานีสผู้เป็นแม่

พี่ชื่อโทมะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายหนุ่มก้มตัวลงพลางยื่นมือออกมา แต่เด็กน้อยกลับปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี จนชายหนุ่มถึงกับตกใจ

ลูกทำอะไรน่ะ” อานีสเอ็ดใส่

แม่เคยบอกว่าอย่าคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่น่าไว้ใจ แล้วพี่ชายคนนี้ก็ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจนี่นา”

อานีสหัวเราะลั่น “ได้ยินไหม โทมะ ลูกสาวฉันบอกว่าเธอไม่น่าไว้ใจน่ะ ดูเหมือนจะได้รับพรสวรรค์ในการอ่านใจคนจากฉันไปเต็มที่เลยนะ ”

โธ่ อย่าแกล้งกันสิครับ” โทมะพูดเสียงอ่อย

ก็แหม เธอในสมัยก่อนมันเป็นแบบนั้นจริงๆนี่นา ฉันยังจำตอนที่เราเจอกันครั้งแรกได้นะ”

ชายหนุ่มหน้าแดงเล็กน้อย เมื่อไม่อาจโต้แย้งได้จึงทำคอตก อานีสเห็นแบบนั้นจึงหัวเราะต่อพลางขยี้ที่ศีรษะของเขาเบาๆ “แหม ที่จริงแล้วก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”

อนาสตาเซียเห็นท่าทางของชายหนุ่มแบบนั้น จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วเป็นฝ่ายยื่นมือให้จับ

ไหนว่าฉันไม่น่าไว้ใจไง” โทมะขมวดคิ้ว

ก็ตอนนี้ดูน่าไว้ใจขึ้นแล้วน่ะ”

โทมะยิ้มรับแล้วจับมือตอบเบาๆ “ยินดีที่ได้รู้จักนะ หนูอนาสตาเซีย”

อื้อ โทมะ”

เรียกว่าพี่นำหน้าด้วยสิ” อานีสแทรก

ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือหรอก”

งั้นก็ตามใจนะ จริงสิ…” อานีสกวาดสายตาไปรอบๆท่าอากาศยาน ซึ่งมีผู้คนนับร้อยกำลังรอยานโดยสารอยู่เช่นเดียวกับเธอ “นายทหารที่เพิ่งได้รับบรรจุอย่างเธอมาทำอะไรที่อาณานิคมห่างไกลแบบนี้ล่ะ”

ทันใดนั้น บรรยากาศสบายๆรอบตัวของโทมะพลันสลายสิ้น เขาตอบกลับด้วยใบหน้านิ่ง “เป็นภารกิจทางทหารน่ะครับ ต้องขออภัยด้วยที่ไม่อาจบอกได้”

อานีสขมวดคิ้ว แต่หลังจากกวาดสายตาดูรอบบริเวณแล้วเธอสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จึงถอนใจเบาๆ “เข้าใจละ”

รู้สึกตัวด้วยหรือครับ”

ก็นะ รอบบริเวณนี้มีผู้ชายหลายคนที่แต่งตัวเหมือนนักท่องเที่ยวธรรมดา แต่ท่าทางของแต่ละคนดูมีพิรุธตลอดเวลาราวกับพวกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบซะนี่”

คุณยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเดิมนะครับ น่าเสียดายที่…”

ฉันรู้ว่าเธอจะพูดอะไร แต่ตอนนี้ฉันไม่ใช่คนในสังกัดของสหพันธ์มนุษย์อีกแล้วนะ”

งั้นหรือครับ…” โทมะนิ่งไปเล็กน้อย “จริงสิ แล้วนี่คุณจะเดินทางไปไหนหรือครับ”

ก็ว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดสักหน่อยน่ะ”

อาณานิคมไซราคหรือครับ”

ยังจำได้อีกหรือ ใช่แล้ว” ว่าแล้วเธอก็ลูบศีรษะของอนาสตาเซียเบาๆ “ที่สำคัญ ฉันยังไม่เคยพาเด็กคนนี้ไปพบคุณตาทวดของแกเลย”

โทมะถึงกับตาลุก “คุณหมายถึงวีรบุรุษ เดลาส แอ็คเซลคนนั้นหรือครับ”

อานีสหัวเราะเบาๆ “แม้ท่านจะเคยได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้ท่านก็อายุเฉียดร้อยปีและเป็นแค่คนชราที่มีความสุขกับชีวิตในอาณานิคมบ้านนอกเท่านั้นเอง”

จริงสิ แล้วพ่อของเด็กคนนี้ล่ะครับ ไม่ได้มาด้วยกันหรือ”

ทันใดนั้น โทมะรู้สึกว่าได้ถามสิ่งที่ไม่ควรถามออกไป เพราะใบหน้าของอานีสพลันเคร่งเครียดขึ้นทันที กระทั่งเด็กน้อยอย่างอนาสตาเซียเองก็เช่นกัน

ขอโทษครับ” โทมะรีบพูด

ไม่เป็นไร” อานีสพูดพลางลูบศีรษะของอนาสตาเซียเบาๆ ใบหน้าของอนาสตาเซียผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย

ทันใดนั้น ความสนใจของทั้งสาม รวมไปถึงทุกชีวิตภายในลานพักผู้โดยสารก็หันเหไปยังอวกาศด้านนอก เมื่อจู่ๆก็ปรากฏแสงสว่างหลากสีประดุจปรากฏการณ์ออโรร่าส่องแสงเจิดจ้าไปทั่ว โดยแสงนั้นมีจุดเริ่มมาจากกลุ่มก้อนของดวงดาวก่อนหน้านี้

ผู้คนตางส่งเสียงฮือฮา แล้วทันใดนั้นเสียงประกาศจากระบบคอมพิวเตอร์ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็แจ้งไปทั่วลานพักผู้โดยสาร “ขณะนี้เป็นเหตุฉุกเฉิน ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านที่อยู่ในสถานีทำการอพยพ…”

ไม่ทันที่เสียงจะประกาศจบ ทั้งสถานีก็เกิดการสั่นสะเทือน พร้อมกับภาพของปรากฏการณ์ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป กลุ่มดาวที่รวมตัวกันเมื่อครู่กลับแยกออก ในขณะที่แสงออโรร่าซึ่งสาดส่องทั่วห้วงอวกาศนั้นกลับกลับดึงดูดกลับเข้ามารวมตัวกัน ราวกับมีบางสิ่งดูดแสงสว่างนั้นเอาไว้ เมื่อมันถูกดูดเข้ามาจนกระทั่งถึงจุดศูนย์กลาง ห้วงอวกาศ ณ ตรงนั้นก็พลันปรากฏรอยแยก

อวกาศกำลังแตก!!!” เสียงของผู้คนตะโกนดังสนั่น ท่ามกลางความชุลมุนภายในสถานีขนส่ง แล้วไม่กี่อึดใจ วัตถุขนาดยักษ์สีดำทะมึนก็ค่อยๆปรากฏออกมาจากช่องว่างของรอยแยกนั้น

อนาสตาเซียได้แต่ยืนตาค้างกับภาพที่เห็น วัตถุนั้นราวกับยานอวกาศขนาดยักษ์ มันมีรูปทรงเป็นดั่งแท่นผลึกคริสตัล ที่ปลายแหลมซึ่งนำหน้าสุดนั้นมีวงแหวนหมุนวนซึ่งก่อให้เกิดกระแสไฟขึ้น

ทันใดนั้น พลันปรากฏแสงสว่างลุกวาบขึ้นจากวงแหวนนั้น พริบตานั้น อวกาศโดยรอบสถานีพลันเกิดการบิดเบี้ยว และเริ่มเข้าบดขยี้สถานีในทันใด

เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นทั่วทั้งสถานี

หนีกันเถอะ” อานีสตะโกนบอกโทมะในขณะที่อุ้มอนาสตาเซียขึ้นมา ชายหนุ่มซึ่งตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นรีบตั้งสติ ทั้งสามวิ่งปะปนไปพร้อมกับคลื่นฝูงชนที่กำลังแตกตื่น ไปยังช่องประตูที่นำไปสู่ยานฉุกเฉิน

ประตูฉุกเฉินแออัดไปด้วยฝูงชนที่ถาโถมเข้าไป ไม่ช้า เสียงระเบิดก็เริ่มดังขึ้นจากภายในทั่วสถานี ส่งผลให้ผู้คนยิ่งตื่นตระหนกขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็ผลักและดึงรั้งอีกฝ่ายไว้เพื่อที่ตนเองจะได้ไปถึงยานฉุกเฉินได้ก่อน

ทางนี้” โทมะวิ่งนำสองแม่ลูกอ้อมไปอีกเส้นทาง ซึ่งแม้จะต้องเสียเวลาไปบ้างแต่ก็ไม่ต้องเบียดเสียดไปกับฝูงชนมากนัก พวกเขาเร่งไปจนถึงป้ายชี้ไปยังประตูทางออกฉุกเฉินหมายเลข 6

ทั้งสามรีบตรงไปยังประตูที่จะนำไปสู่ทางเข้ายานฉุกเฉิน แต่ทันใดนั้น เสียงระเบิดก็ดังไล่ตามมาจากด้านบน ทันใดนั้น เพดานของทางเดินก็ถล่มลงมาขวางหน้าพวกเขาไว้

แต่ในเสี้ยววินาทีก่อนที่เพดานจะถล่มลงมาปิดขวางเส้นทางหนี อานีสอาศัยประสาทสัมผัสที่เหนือกว่าคนทั่วไปทำให้รับรู้ถึงอันตรายนี้ได้ทันท่วงที เธอถีบร่างของโทมะที่อยู่ด้านหน้าให้พุ่งตรงออกไปก่อนที่เพดานจะทันถล่มมาปิดทางจนหมด พร้อมกับผลักร่างของอนาสตาเซียไปให้ชายหนุ่ม จนกระทั่งทั้งสองหลุดรอดออกไปได้ทัน เว้นแต่เพียงตัวของอานีสเอง

คุณแม่!!!” เด็กหญิงมองตามหลังแล้วตะโกนสุดเสียง

มีชีวิตรอดไปให้ได้!!!” นั่นคือคำพูดที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนงดงาม ก่อนที่นั่นจะกลายเป็นภาพสุดท้ายของผู้เป็นแม่ที่ปรากฏแก่สายตาของอนาสตาเซีย ก่อนที่ซากกำแพงบนเพดานจะถล่มลงมาปิดเส้นทางระหว่างทางสองฟากเอาไว้

คุณอานีส!!!” โทมะตะโกนพลางพุ่งเข้าไปหมายจะหาทางทำลายสิ่งกีดขวางเบื้องหน้า แต่แรงระเบิดก็ยังคงดังต่อเนื่อง และคราวนี้ทางเดินโดยรอบก็กำลังจะถล่มตามไปด้วย

โทมะกัดริมฝีปากจนเลือดไหลซิบ เขาตัดสินใจอุ้มร่างของอนาสตาเซียขึ้นพาดไหล่แล้วพุ่งต่อไปยังทางเข้าประตูฉุกเฉินที่อยู่อีกไม่กี่เมตรข้างหน้า โดยไม่เหลียวกลับไปมองเบื้องหลังอีก

เด็กหญิงร้องตะโกน “จะทำอะไรน่ะ ปล่อยนะ คุณแม่คุณแม่ยังติดอยู่ข้างใน กลับไปช่วยคุณแม่เดี๋ยวนี้นะ!!!”

ดวงตาสีแดงใสคู่นั้นระเบิดน้ำตาออกมาไม่หยุด เสียงของเธอเริ่มอุดอู้ ก่อนที่จะตะโกนลั่นจนสุดเสียง

คุณแม่!!!”

…………………………………………………….

เมื่ออยู่เพียงลำพังท่ามกลางเสียงสั่นสะเทือนและแรงระเบิดที่ค่อยๆรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจากทั่วสารทิศ อานีสก็ตัดสินใจวกกลับไปยังเส้นทางเดิม เธอยังคงพยายามดิ้นรมอย่างไม่ยอมแพ้ที่จะหาเส้นทางอื่นที่จะหนีรอดไปจากที่นี่ให้ได้

แต่เวลาไม่เพียงพอเสียแล้ว เสียงสัญญาณแจ้งเตือนภัยจากระบบคอมพิวเตอร์ที่ดังต่อเนื่องมาตลอดได้หยุดลง แสดงว่าคอมพิวเตอร์หลักที่ควบคุมระบบทุกอย่างของสถานีแห่งนี้ได้ถูกทำลายลงแล้ว ดังนั้นต่อให้สถานีไม่ระเบิดไปจนหมด แต่ระบบยังชีพที่กำลังจะหยุดทำงาน ก็จะทำให้เธอขาดออกซิเจนจนตายอยู่ดี

ตายเพราะขาดอากาศ กับถูกแรงอัดของอวกาศด้านนอก หรือเพราะแรงระเบิด อันไหนทรมานกว่ากันนะ ไม่เคยคิดด้วยสิ” อานีสพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วเธอก็หัวเราะเสียงดัง “อย่างน้อยถ้าจะต้องตายแน่ๆแล้ว ฉันขอเลือกเองก็แล้วกัน”

ดวงตาของหญิงสาวฉายแววเป็นประกาย เธอพุ่งตรงไปยังเส้นทางที่ยังคงสามารถไปต่อได้เรื่อยๆ ระหว่างทางเธอพบเห็นผู้คนบางส่วนที่หนีไม่ทันและถูกแรงระเบิดหรือซากเพดานถล่มทับจนตายและกลายเป็นศพลอยเคว้งไปทั่ว เนื่องจากตอนนี้ระบบควบคุมแรงโน้มถ่วงหยุดทำงานไปแล้ว

อานีสเห็นศพหนึ่งถูกแท่นเหล็กซึ่งกระเด็นเพราะแรงระเบิดเสียบทะลุเข้าที่กลางอก ในขณะที่กำลังจะสวมชุดอวกาศ เธอจึงคว้าเอาชุดอวกาศนั้นมาแล้วรีบสวมแทน จากนั้นจึงมุ่งไปต่อ จนกระทั่งย้อนกลับมาถึงลานพักผู้โดยสาร ซึ่งตอนนี้กำลังเกิดไฟลุกท่วมจากแรงระเบิดจนแทบไม่เหลือสภาพแล้ว

หมดหนทางที่จะหนีรอดออกไป ต่อให้ออกไปได้ก็มีหวังถูกแรงอัดที่เกิดจากการบิดเบี้ยวของห้วงอวกาศเข้าบดขยี้จนไม่เหลือซาก เธอได้แต่หวังว่าโทมะจะสามารถพาอนาสตาเซียขึ้นยานฉุกเฉินแล้วหนีออกไปจากบริเวณนี้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด

จบแค่นี้หรือเนี่ยไม่สิ อย่างน้อยที่สุด…” หญิงสาวมองผ่านรอยโหว่ของกำแพงออกไปยังห้วงอวกาศ

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าของเธอคือตัวการของความพินาศในครั้งนี้ วัตถุรูปทรงคริสตัลสีดำขนาดมหึมา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นยานอวกาศชนิดหนึ่ง แต่สิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยด้วยวิทยาการของมนุษย์เลย ถ้าเช่นนั้นคำตอบมีเพียงอย่างเดียว

เผ่าพันธุ์อื่นจากนอกระบบสุริยะจักรวาลใช่ไหม” เธอพูดกับตัวเองราวกับต้องการคำตอบ แล้วผู้ที่ตอบเธอได้ล่ะ

วงแหวนที่อยู่ด้านหน้าของวัตถุขนาดมหึมานั้นเริ่มหมุนวนอีกครั้ง คราวนี้พลันปรากฏแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมาจากวงแหวนนั้น

อานีสพยายามเพ่งตามอง อย่างน้อยเธอก็ขอเผชิญหน้ากับเจ้าสิ่งนี้จนถึงวินาทีสุดท้าย กระทั่งสายตาของเธอไม่อาจต้านรับแสงสว่างอันเจิดจ้านี้ได้อีก เธอจึงหลับตาลง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอรู้สึกว่าได้เห็นเงาร่างของใครบางคนยืนอยู่ภายในแสงสว่างอันเจิดจ้านั้น

ใครน่ะ…”

ไม่มีคำตอบใด แต่นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไป ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นในมโนจิตคือใบหน้าอันยิ้มแย้มของผู้เป็นแก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียว

อนาสตาเซีย

บทนำ (1)

เจ้าหญิงแห่งอวกาศ

อนาสตาเซีย

 

 

ปี E.A. ที่ 0006 (Ender Age)

สถานที่ : สถานีขนส่งอวกาศเมอร์คิวรี่ 4

 

ดูสิคะ คุณแม่”

เด็กหญิงวิ่งไปยังกระจกใสที่กั้นระหว่างด้านในของสถานีกับอวกาศด้านนอก ดวงตาของเธอกลมโตเป็นประกาย ในขณะที่กำลังมองไปยังภาพที่อยู่อีกฟากของกระจก

ที่ใจกลางของความมืด กลุ่มดาวกระจุกรวมตัวกันจนเกิดเป็นกลุ่มก้อน ก่อให้เกิดแสงสว่างสว่างเป็นประกายระยิบระยับไปทั่วห้วงอวกาศอันมืดมิด

ไม่ค่อยได้เห็นแบบนี้เท่าไหร่นะ” ผู้เป็นแม่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆพูดขึ้น

ขนาดคุณแม่เดินทางไปมาทั่วอวกาศแล้วยังไม่เคยเห็นเลยหรือคะ” เด็กหญิงถาม

ที่เคยเห็น กลุ่มดาวมันไม่กระจุกตัวเป็นก้อนจนเกิดแสงสว่างถึงขนาดนี้น่ะจ๊ะ”

ว้าว งั้นหนูก็โชคดีมากเลยสิคะที่ได้เห็น”

จริงด้วยนะ”

เด็กหญิงยิ้มกว้างพลางมองดูภาพของหมู่ดาวเหล่านั้นอย่างร่าเริง ในขณะที่ผู้เป็นแม่ได้แต่ยืนยิ้ม พลางมองดูภาพหมู่ดาวนั้นอยู่ข้างๆ

ลานพักผู้โดยสารแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเดินคราคร่ำ บ้างก็นั่งฆ่าเวลาเพื่อรอเที่ยวบินที่กำลังจะมาถึงยังรอบต่อไป แม้ท่าอากาศยานแห่งนี้จะค่อนข้างห่างไกลจากใจกลางความเจริญ แต่ก็นับว่าเป็นจุดพักการเดินทางที่สำคัญในเขตแดนของจักรภพรอบนอก

ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังเพลิดเพลินกับภาพของหมู่ดาวอันแสนตระการตานั้น เสียงเข้มสูงก็ดังขึ้นจากด้านหลังของทั้งสอง “ขอโทษครับ คุณอานีส แอ็คเซลสินะครับ”

แม่ของเด็กหญิงหันไปตามเสียงเรียก อีกฝ่ายคือชายหนุ่มอายุราว 18-19 ปี ใบหน้าคมเข้ม ผมและดวงตาสีดำสนิท แต่งกายด้วยเครื่องแบบของนายทหารแห่งสหพันธ์มนุษย์ (Union of Human) เต็มยศ

จำผมได้ไหม” ชายหนุ่มพูด

หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะร้องเสียงดัง “โทมะ!!! จริงๆเหรอเนี่ย ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีเลยนะ”

เช่นกันครับ”

ไม่น่าเชื่อ เธอโตขึ้นเยอะจนฉันแทบจำไม่ได้เลย”

โทมะยิ้มรับ “คุณเองก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ ยังดูสวยเหมือนสมัยก่อนไม่ผิด”

แหม ปากหวานจริงนะพ่อหนุ่มน้อย” อานีสพูดพลางตบไหล่เขาเบาๆ “ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันก็หลายปีแล้วนะ ตอนนั้นเธอยังเป็นแค่นักเรียนเตรียมทหารอยู่เลย แล้วนี่ถูกบรรจุเข้ากองทัพตั้งแต่เมื่อไหร่”

เมื่อต้นปีนี้เองครับ” โทมะพูดพลางแตะเครื่องหมายปีกสีเงินที่อกเสื้อ อันแสดงถึงยศร้อยตรี “แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่ผู้ช่วยนักบินเท่านั้น”

อายุแค่นี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้วเท่ากับว่าความฝันของเธอเป็นจริงส่วนหนึ่งแล้วสินะ ยินดีด้วยจ๊ะ”

ขอบคุณครับ…” ชายหนุ่มเหลือบมองไปทางเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนเกาะที่ขาของหญิงสาว “เด็กคนนี้คือ…”

อ้อ โทษทีนะ ยังไม่ได้แนะนำเลย” อานีสก้มตัวลงลูบที่ศีรษะของเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ “ลูกสาวฉันชื่ออนาสตาเซีย เพิ่งจะอายุครบ 6 ปีเต็มพอดี”

ชายหนุ่มเหม่อมองดูเด็กหญิงตัวน้อย เธอมีดวงตากลมโตและผมสีแดงเช่นเดียวกับอานีสผู้เป็นแม่

พี่ชื่อโทมะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายหนุ่มก้มตัวลงพลางยื่นมือออกมา แต่เด็กน้อยกลับปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี จนชายหนุ่มถึงกับตกใจ

ลูกทำอะไรน่ะ” อานีสเอ็ดใส่

แม่เคยบอกว่าอย่าคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่น่าไว้ใจ แล้วพี่ชายคนนี้ก็ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจนี่นา”

อานีสหัวเราะลั่น “ได้ยินไหม โทมะ ลูกสาวฉันบอกว่าเธอไม่น่าไว้ใจน่ะ ดูเหมือนจะได้รับพรสวรรค์ในการอ่านใจคนจากฉันไปเต็มที่เลยนะ ”

โธ่ อย่าแกล้งกันสิครับ” โทมะพูดเสียงอ่อย

ก็แหม เธอในสมัยก่อนมันเป็นแบบนั้นจริงๆนี่นา ฉันยังจำตอนที่เราเจอกันครั้งแรกได้นะ”

ชายหนุ่มหน้าแดงเล็กน้อย เมื่อไม่อาจโต้แย้งได้จึงทำคอตก อานีสเห็นแบบนั้นจึงหัวเราะต่อพลางขยี้ที่ศีรษะของเขาเบาๆ “แหม ที่จริงแล้วก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”

อนาสตาเซียเห็นท่าทางของชายหนุ่มแบบนั้น จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วเป็นฝ่ายยื่นมือให้จับ

ไหนว่าฉันไม่น่าไว้ใจไง” โทมะขมวดคิ้ว

ก็ตอนนี้ดูน่าไว้ใจขึ้นแล้วน่ะ”

โทมะยิ้มรับแล้วจับมือตอบเบาๆ “ยินดีที่ได้รู้จักนะ หนูอนาสตาเซีย”

อื้อ โทมะ”

เรียกว่าพี่นำหน้าด้วยสิ” อานีสแทรก

ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือหรอก”

งั้นก็ตามใจนะ จริงสิ…” อานีสกวาดสายตาไปรอบๆท่าอากาศยาน ซึ่งมีผู้คนนับร้อยกำลังรอยานโดยสารอยู่เช่นเดียวกับเธอ “นายทหารที่เพิ่งได้รับบรรจุอย่างเธอมาทำอะไรที่อาณานิคมห่างไกลแบบนี้ล่ะ”

ทันใดนั้น บรรยากาศสบายๆรอบตัวของโทมะพลันสลายสิ้น เขาตอบกลับด้วยใบหน้านิ่ง “เป็นภารกิจทางทหารน่ะครับ ต้องขออภัยด้วยที่ไม่อาจบอกได้”

อานีสขมวดคิ้ว แต่หลังจากกวาดสายตาดูรอบบริเวณแล้วเธอสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จึงถอนใจเบาๆ “เข้าใจละ”

รู้สึกตัวด้วยหรือครับ”

ก็นะ รอบบริเวณนี้มีผู้ชายหลายคนที่แต่งตัวเหมือนนักท่องเที่ยวธรรมดา แต่ท่าทางของแต่ละคนดูมีพิรุธตลอดเวลาราวกับพวกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบซะนี่”

คุณยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเดิมนะครับ น่าเสียดายที่…”

ฉันรู้ว่าเธอจะพูดอะไร แต่ตอนนี้ฉันไม่ใช่คนในสังกัดของสหพันธ์มนุษย์อีกแล้วนะ”

งั้นหรือครับ…” โทมะนิ่งไปเล็กน้อย “จริงสิ แล้วนี่คุณจะเดินทางไปไหนหรือครับ”

ก็ว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดสักหน่อยน่ะ”

อาณานิคมไซราคหรือครับ”

ยังจำได้อีกหรือ ใช่แล้ว” ว่าแล้วเธอก็ลูบศีรษะของอนาสตาเซียเบาๆ “ที่สำคัญ ฉันยังไม่เคยพาเด็กคนนี้ไปพบคุณตาทวดของแกเลย”

โทมะถึงกับตาลุก “คุณหมายถึงวีรบุรุษ เดลาส แอ็คเซลคนนั้นหรือครับ”

อานีสหัวเราะเบาๆ “แม้ท่านจะเคยได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้ท่านก็อายุเฉียดร้อยปีและเป็นแค่คนชราที่มีความสุขกับชีวิตในอาณานิคมบ้านนอกเท่านั้นเอง”

จริงสิ แล้วพ่อของเด็กคนนี้ล่ะครับ ไม่ได้มาด้วยกันหรือ”

ทันใดนั้น โทมะรู้สึกว่าได้ถามสิ่งที่ไม่ควรถามออกไป เพราะใบหน้าของอานีสพลันเคร่งเครียดขึ้นทันที กระทั่งเด็กน้อยอย่างอนาสตาเซียเองก็เช่นกัน

ขอโทษครับ” โทมะรีบพูด

ไม่เป็นไร” อานีสพูดพลางลูบศีรษะของอนาสตาเซียเบาๆ ใบหน้าของอนาสตาเซียผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย

ทันใดนั้น ความสนใจของทั้งสาม รวมไปถึงทุกชีวิตภายในลานพักผู้โดยสารก็หันเหไปยังอวกาศด้านนอก เมื่อจู่ๆก็ปรากฏแสงสว่างหลากสีประดุจปรากฏการณ์ออโรร่าส่องแสงเจิดจ้าไปทั่ว โดยแสงนั้นมีจุดเริ่มมาจากกลุ่มก้อนของดวงดาวก่อนหน้านี้

ผู้คนตางส่งเสียงฮือฮา แล้วทันใดนั้นเสียงประกาศจากระบบคอมพิวเตอร์ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็แจ้งไปทั่วลานพักผู้โดยสาร “ขณะนี้เป็นเหตุฉุกเฉิน ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านที่อยู่ในสถานีทำการอพยพ…”

ไม่ทันที่เสียงจะประกาศจบ ทั้งสถานีก็เกิดการสั่นสะเทือน พร้อมกับภาพของปรากฏการณ์ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป กลุ่มดาวที่รวมตัวกันเมื่อครู่กลับแยกออก ในขณะที่แสงออโรร่าซึ่งสาดส่องทั่วห้วงอวกาศนั้นกลับกลับดึงดูดกลับเข้ามารวมตัวกัน ราวกับมีบางสิ่งดูดแสงสว่างนั้นเอาไว้ เมื่อมันถูกดูดเข้ามาจนกระทั่งถึงจุดศูนย์กลาง ห้วงอวกาศ ณ ตรงนั้นก็พลันปรากฏรอยแยก

อวกาศกำลังแตก!!!” เสียงของผู้คนตะโกนดังสนั่น ท่ามกลางความชุลมุนภายในสถานีขนส่ง แล้วไม่กี่อึดใจ วัตถุขนาดยักษ์สีดำทะมึนก็ค่อยๆปรากฏออกมาจากช่องว่างของรอยแยกนั้น

อนาสตาเซียได้แต่ยืนตาค้างกับภาพที่เห็น วัตถุนั้นราวกับยานอวกาศขนาดยักษ์ มันมีรูปทรงเป็นดั่งแท่นผลึกคริสตัล ที่ปลายแหลมซึ่งนำหน้าสุดนั้นมีวงแหวนหมุนวนซึ่งก่อให้เกิดกระแสไฟขึ้น

ทันใดนั้น พลันปรากฏแสงสว่างลุกวาบขึ้นจากวงแหวนนั้น พริบตานั้น อวกาศโดยรอบสถานีพลันเกิดการบิดเบี้ยว และเริ่มเข้าบดขยี้สถานีในทันใด

เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นทั่วทั้งสถานี

หนีกันเถอะ” อานีสตะโกนบอกโทมะในขณะที่อุ้มอนาสตาเซียขึ้นมา ชายหนุ่มซึ่งตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นรีบตั้งสติ ทั้งสามวิ่งปะปนไปพร้อมกับคลื่นฝูงชนที่กำลังแตกตื่น ไปยังช่องประตูที่นำไปสู่ยานฉุกเฉิน

ประตูฉุกเฉินแออัดไปด้วยฝูงชนที่ถาโถมเข้าไป ไม่ช้า เสียงระเบิดก็เริ่มดังขึ้นจากภายในทั่วสถานี ส่งผลให้ผู้คนยิ่งตื่นตระหนกขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็ผลักและดึงรั้งอีกฝ่ายไว้เพื่อที่ตนเองจะได้ไปถึงยานฉุกเฉินได้ก่อน

ทางนี้” โทมะวิ่งนำสองแม่ลูกอ้อมไปอีกเส้นทาง ซึ่งแม้จะต้องเสียเวลาไปบ้างแต่ก็ไม่ต้องเบียดเสียดไปกับฝูงชนมากนัก พวกเขาเร่งไปจนถึงป้ายชี้ไปยังประตูทางออกฉุกเฉินหมายเลข 6

ทั้งสามรีบตรงไปยังประตูที่จะนำไปสู่ทางเข้ายานฉุกเฉิน แต่ทันใดนั้น เสียงระเบิดก็ดังไล่ตามมาจากด้านบน ทันใดนั้น เพดานของทางเดินก็ถล่มลงมาขวางหน้าพวกเขาไว้

แต่ในเสี้ยววินาทีก่อนที่เพดานจะถล่มลงมาปิดขวางเส้นทางหนี อานีสอาศัยประสาทสัมผัสที่เหนือกว่าคนทั่วไปทำให้รับรู้ถึงอันตรายนี้ได้ทันท่วงที เธอถีบร่างของโทมะที่อยู่ด้านหน้าให้พุ่งตรงออกไปก่อนที่เพดานจะทันถล่มมาปิดทางจนหมด พร้อมกับผลักร่างของอนาสตาเซียไปให้ชายหนุ่ม จนกระทั่งทั้งสองหลุดรอดออกไปได้ทัน เว้นแต่เพียงตัวของอานีสเอง

คุณแม่!!!” เด็กหญิงมองตามหลังแล้วตะโกนสุดเสียง

มีชีวิตรอดไปให้ได้!!!” นั่นคือคำพูดที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนงดงาม ก่อนที่นั่นจะกลายเป็นภาพสุดท้ายของผู้เป็นแม่ที่ปรากฏแก่สายตาของอนาสตาเซีย ก่อนที่ซากกำแพงบนเพดานจะถล่มลงมาปิดเส้นทางระหว่างทางสองฟากเอาไว้

คุณอานีส!!!” โทมะตะโกนพลางพุ่งเข้าไปหมายจะหาทางทำลายสิ่งกีดขวางเบื้องหน้า แต่แรงระเบิดก็ยังคงดังต่อเนื่อง และคราวนี้ทางเดินโดยรอบก็กำลังจะถล่มตามไปด้วย

โทมะกัดริมฝีปากจนเลือดไหลซิบ เขาตัดสินใจอุ้มร่างของอนาสตาเซียขึ้นพาดไหล่แล้วพุ่งต่อไปยังทางเข้าประตูฉุกเฉินที่อยู่อีกไม่กี่เมตรข้างหน้า โดยไม่เหลียวกลับไปมองเบื้องหลังอีก

เด็กหญิงร้องตะโกน “จะทำอะไรน่ะ ปล่อยนะ คุณแม่คุณแม่ยังติดอยู่ข้างใน กลับไปช่วยคุณแม่เดี๋ยวนี้นะ!!!”

ดวงตาสีแดงใสคู่นั้นระเบิดน้ำตาออกมาไม่หยุด เสียงของเธอเริ่มอุดอู้ ก่อนที่จะตะโกนลั่นจนสุดเสียง

คุณแม่!!!”

 

…………………………………………………….

 

เมื่ออยู่เพียงลำพังท่ามกลางเสียงสั่นสะเทือนและแรงระเบิดที่ค่อยๆรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจากทั่วสารทิศ อานีสก็ตัดสินใจวกกลับไปยังเส้นทางเดิม เธอยังคงพยายามดิ้นรมอย่างไม่ยอมแพ้ที่จะหาเส้นทางอื่นที่จะหนีรอดไปจากที่นี่ให้ได้

แต่เวลาไม่เพียงพอเสียแล้ว เสียงสัญญาณแจ้งเตือนภัยจากระบบคอมพิวเตอร์ที่ดังต่อเนื่องมาตลอดได้หยุดลง แสดงว่าคอมพิวเตอร์หลักที่ควบคุมระบบทุกอย่างของสถานีแห่งนี้ได้ถูกทำลายลงแล้ว ดังนั้นต่อให้สถานีไม่ระเบิดไปจนหมด แต่ระบบยังชีพที่กำลังจะหยุดทำงาน ก็จะทำให้เธอขาดออกซิเจนจนตายอยู่ดี

ตายเพราะขาดอากาศ กับถูกแรงอัดของอวกาศด้านนอก หรือเพราะแรงระเบิด อันไหนทรมานกว่ากันนะ ไม่เคยคิดด้วยสิ” อานีสพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วเธอก็หัวเราะเสียงดัง “อย่างน้อยถ้าจะต้องตายแน่ๆแล้ว ฉันขอเลือกเองก็แล้วกัน”

ดวงตาของหญิงสาวฉายแววเป็นประกาย เธอพุ่งตรงไปยังเส้นทางที่ยังคงสามารถไปต่อได้เรื่อยๆ ระหว่างทางเธอพบเห็นผู้คนบางส่วนที่หนีไม่ทันและถูกแรงระเบิดหรือซากเพดานถล่มทับจนตายและกลายเป็นศพลอยเคว้งไปทั่ว เนื่องจากตอนนี้ระบบควบคุมแรงโน้มถ่วงหยุดทำงานไปแล้ว

อานีสเห็นศพหนึ่งถูกแท่นเหล็กซึ่งกระเด็นเพราะแรงระเบิดเสียบทะลุเข้าที่กลางอก ในขณะที่กำลังจะสวมชุดอวกาศ เธอจึงคว้าเอาชุดอวกาศนั้นมาแล้วรีบสวมแทน จากนั้นจึงมุ่งไปต่อ จนกระทั่งย้อนกลับมาถึงลานพักผู้โดยสาร ซึ่งตอนนี้กำลังเกิดไฟลุกท่วมจากแรงระเบิดจนแทบไม่เหลือสภาพแล้ว

หมดหนทางที่จะหนีรอดออกไป ต่อให้ออกไปได้ก็มีหวังถูกแรงอัดที่เกิดจากการบิดเบี้ยวของห้วงอวกาศเข้าบดขยี้จนไม่เหลือซาก เธอได้แต่หวังว่าโทมะจะสามารถพาอนาสตาเซียขึ้นยานฉุกเฉินแล้วหนีออกไปจากบริเวณนี้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด

จบแค่นี้หรือเนี่ยไม่สิ อย่างน้อยที่สุด…” หญิงสาวมองผ่านรอยโหว่ของกำแพงออกไปยังห้วงอวกาศ

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าของเธอคือตัวการของความพินาศในครั้งนี้ วัตถุรูปทรงคริสตัลสีดำขนาดมหึมา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นยานอวกาศชนิดหนึ่ง แต่สิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยด้วยวิทยาการของมนุษย์เลย ถ้าเช่นนั้นคำตอบมีเพียงอย่างเดียว

เผ่าพันธุ์อื่นจากนอกระบบสุริยะจักรวาลใช่ไหม” เธอพูดกับตัวเองราวกับต้องการคำตอบ แล้วผู้ที่ตอบเธอได้ล่ะ

วงแหวนที่อยู่ด้านหน้าของวัตถุขนาดมหึมานั้นเริ่มหมุนวนอีกครั้ง คราวนี้พลันปรากฏแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมาจากวงแหวนนั้น

อานีสพยายามเพ่งตามอง อย่างน้อยเธอก็ขอเผชิญหน้ากับเจ้าสิ่งนี้จนถึงวินาทีสุดท้าย กระทั่งสายตาของเธอไม่อาจต้านรับแสงสว่างอันเจิดจ้านี้ได้อีก เธอจึงหลับตาลง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอรู้สึกว่าได้เห็นเงาร่างของใครบางคนยืนอยู่ภายในแสงสว่างอันเจิดจ้านั้น

ใครน่ะ…”

ไม่มีคำตอบใด แต่นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไป ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นในมโนจิตคือใบหน้าอันยิ้มแย้มของผู้เป็นแก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียว

อนาสตาเซีย