วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 4

 

บทที่ 2

เทวสถานของเหล่าผู้กล้า

 

นับตั้งแต่เข้าสู่ศักราช E.A. อาณานิคมแต่ละแห่งที่มนุษย์ออกไปตั้งรกรากนั้น จะต้องมีการสร้างสถานีอวกาศเพื่อใช้เป็นฐานบัญชาการ และเป็นศนย์กลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างอวกาศ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีสถานีอวกาศแห่งใดที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมหึมาและเปี่ยมไปด้วยวิทยาการชั้นสูงสุดเช่นเดียวกับวัลฮัลลามาก่อน

ข้อมูลโดยทั่วไปที่ถูกบันทึกไว้ในระบบเครือข่ายสาธารณะของดารันดร์นั้น ได้บรรยายถึงสถานีวัลฮัลลาไว้อย่างสั้นๆดังนี้

สร้างเสร็จในวันที่ 8 เดือน 6 ปี E.A.0011 ทั้งนี้เป็นสถานีรบที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีอำนาจบัญชาการรบโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลสหพันธ์มนุษย์รวมทั้งองค์กรอื่นใด ปัจจุบันวัลฮัลลามีเจ้าหน้าที่ประจำอย่างเป็นทางการทั้งหมด 42,654 คน (อัพเดทข้อมูลทุก 24 ชม.) ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ทางทหาร และภาคเอกชน ด้านกองยานรบนั้น มียานรบประจำการทั้งสิ้น 4,862 ลำ ภายในสถานีนั้นยังถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ทางทหารและพื้นที่อยู่อาศัย และมีการสร้างสังคมเมืองขึ้น ทั้งนี้ การบัญชาการในวัลฮัลลาทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้อำนาจของ พลเอก ไออ้อน แม็กซิมิเลี่ยน…”

รุยจดจำข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ นั่นเป็นเพราะมันถูกป้อนเข้าสู่หัวสมองด้วยเครื่องเบรนสตอมตั้งแต่เมื่อครั้งอยู่ที่สถาบันเฮเว่น ดังนั้นเขาจึงรับทราบข้อมูลทั่วไปของวัลฮัลลาที่ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนโดยไม่จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมอีก แต่ข้อมูลก็ยังเป็นเพียงข้อมูลวันยังค่ำ มันไม่อาจเทียบกับการได้เจอของจริงแม้แต่น้อย

รุย อนาสตาเซีย ซิกมันด์ และมาน่า ถูกเจ้าหน้าที่ของวัลฮัลลาพาไปสอบสวนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้ช่วยนักบินเกิดเสียสติและฆาตกรรมนักบินนั้น ถือเป็นเรื่องที่ทางวัลฮัลลาให้ความสำคัญมาก

หลังออกจากห้องสวบสวน พวกเขาทั้งหมดก็ถูกพาไปรออยู่ที่ห้องรับรองเล็กๆห้องหนึ่ง ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขาได้พูดคุยกันเป็นครั้งแรกหลังจากรอดชีวิตมาถึงวัลฮัลลาได้

รุย อนาสตาเซีย และซิกมันด์นั่งเอนกายพิงกับเก้าอี้ด้วยความผ่อนคลายเป็นครั้งแรก ส่วนมาน่าซึ่งนั่งอยู่ที่ด้านข้างของอนาสตาเซียนั้น นั่งหลับด้วยท่าทางสบายอารมณ์มาหลายสิบนาทีแล้ว อนาสตาเซียพยายามปลุกแต่ก็ไม่เป็นผล เธอจึงล้มเลิกความตั้งใจ

โดนถามอะไรบ้าง” ซิกมันด์ถามคนอื่นๆ

คิดว่าคงจะเหมือนกันหมดนั่นแหละ นายก็ด้วยสินะ” รุยตอบกลับ

อาตอนนั้นผู้ช่วยนักบินราวกับไม่มีสติ และกำลังถูกอะไรบางอย่างควบคุมให้ทำเช่นนั้น”

สะกดจิต…” อนาสตาเซียถามแทรก

ซิกมันด์ครุ่นคิดเล็กน้อย “ถึงจะเป็นพวกมีพลังจิต แต่จะทำได้ถึงขั้นนั้นจะต้องมีพลังสูงมาก ซึ่งคงหาไม่ได้ง่ายๆ และที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ของสหพันธ์หรือของวัลฮัลลาน่าจะติดตั้งอุปกรณ์ต่อต้านพลังจิตไว้กับตัว ซึ่งน่าจะเป็นระเบียบมาตรฐานอยู่แล้ว”

แต่หากเป็นผู้มีพลังจิตสูงเกินกว่าระดับที่อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถป้องกันได้ มันก็ไม่แน่หรอก”

แล้วจะทำไปเพื่ออะไร”

รุยแทรกขึ้นบ้าง “ถ้าเป็นฝีมือของลัทธิสรวงสวรรค์ล่ะ”

อนาสตาเซียและซิกมันด์หันไปมองที่เขาเป็นตาเดียว “จริงสิ หากเป็นฝีมือของพวกลัทธินี้ล่ะก็…”

คนในลัทธินี้มีความเชื่อว่าการที่พวกเซราฟปรากฏตัวขึ้นก็เพื่อชำระล้างมวลมนุษย์ให้หมดสิ้น พวกเขาคงมองว่าวัลฮัลลาซึ่งเป็นศูนย์กลางของมวงมนุษย์ในการต่อต้านพวกเซราฟนั้น เป็นเหมือนคนบาปกระมัง”

ซิกมันด์กัดฟันกรอด “ไอ้พวกลัทธินั่นเพราะอย่างนั้นมันก็เลยต้องการสังหารพวกเราที่กำลังจะเข้าร่วมกับวัลฮัลลาสินะ”

ที่ผ่านมาก็เคยมีข่าวลือมาบ้างนะว่ายานโดยสารของพวกเจ้าหน้าที่ฝึกหัดซึ่งจะมายังวัลฮัลลามักเกิดเหตุขึ้น แต่ก็ปิดข่าวกันน่าดู นี่อาจเป็นสาเหตุก็ได้”

งั้นพวกเราก็โชคดีมากเลย ที่รอดมาได้” อนาสตาเซียถอนใจเบาๆ

ฉันถูกกำชับว่าห้ามพูดเรื่องนี้ออกไป แล้วคนอื่นล่ะ” ซิกมันด์ถามขึ้น

รุยและอนาสตาเซียพยักหน้ารับ มีเพียงมาน่าที่ยังนั่งหลับโดยไม่สนใจอะไร

พูดถึงตรงนี้ รุยอดคิดไม่ได้ว่า ตอนนั้นพวกเขาทั้งหมดรอดมาถึงวัลฮัลลาได้อย่างไร เขาแน่ใจว่าเสี้ยววินาทีนั้น ยานโดยสารของพวกเขาต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน และระบบไฮเปอร์สเปซนั้นก็ยังขาดอีกหลายวินาทีกว่าจะใช้งานได้ แต่เมื่อพวกเขารู้สึกตัวอีกครั้ง ก็พบว่ายานได้วาร์ปมาจนถึงวัลฮัลลาแล้ว

เอาเถอะ รอดมาได้ก็ดีแล้ว” รุยพูดขึ้นต่อ

พูดไปแล้วก็จริงนะ” อนาสตาเซียยิ้มรับ “อย่างน้อยพวกเราก็มาถึงวัลฮัลลาจนได้ และพวกเรายังต้องอยู่ในฐานะเจ้าหน้าที่ฝึกหัดไปอีก 3 เดือน กว่าจะได้เข้าบรรจุเต็มตัวล่ะ” พูดถึงตรงนี้ อนาสตาเซียก็นึกได้ว่าเธอไม่รู้เลยว่าอีก 3 คนที่เหลือเป็นเจ้าหน้าที่ฝึกหัดของฝ่ายไหนกันบ้าง

ทันใดนั้น ก็มีการติดต่อผ่านเข้ามาด้วยสัญญาณเฉพาะทางเครื่องลิ้งค์ของพวกเขาทั้ง 4 คนในเวลาไล่เลี่ยกันว่า มีคำสั่งให้พวกเขาไปเข้ารับการตรวจร่างกาย ก่อนจะเข้ารายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชาอย่างเป็นทางการ

เสียงของสัญญาณที่ส่งเข้ามาทางเครื่องลิ้งค์ทำให้มาน่าสะดุ้งตื่น เธอเหม่อมองคนอื่นๆแล้วพูดขึ้นด้วยอาการของคนที่ยังสะลึมสะลือ “หิวแล้ว…”

………………………………………………………….

เนื่องจากวัลฮัลลาเป็นสถานีอวกาศที่มีขนาดใหญ่โตที่สุดเท่าที่เคยสร้างกันมา การเดินทางภายในสถานีจึงต้องมีเครื่องอำนวยความสะดวกเพื่อความรวดเร็ว โดยเส้นทางภายในสถานีนั้นจะมียานขนส่งขนาดเล็กที่บรรทุกเจ้าหน้าที่ได้ราว 20-30 คน ในคราวเดียว สำหรับการเดินทางจากพื้นที่หนึ่งๆไปยังอีกที่หนึ่ง

สำหรับจุดหมายปลายทางที่เด็กหนุ่มสาวทั้ง 4 คนต้องไปนั้นคือพื้นที่ทางทหาร ซึ่งเป็นเขตเฉพาะที่ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของภาคเอกชนล่วงล้ำเข้ามาได้

นอกเสียจากเจ้าหน้าที่ระดับพิเศษซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่คน และรอย อัลเวล ก็คือหนึ่งในนั้น

รอยเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสของสำนักข่าว GEP (Galactic Express) ซึ่งถูกส่งมาประจำการที่วัลฮัลลานับตั้งแต่ช่วงเริ่มแรก หน้าที่หลักซึ่งเขาได้ทำมาต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปีนี้ก็คือการเก็บบันทึกเรื่องราวการต่อสู้ ความกล้าหาญ และความเสียสละของบรรดาผู้กล้าที่พลีชีพเพื่อปกป้องมวลมนุษย์ แล้วส่งเรื่องราวเหล่านั้นกลับไปเผยแพร่ยังดารันดร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้คนที่อยู่ด้านหลัง กระตุ้นให้เกิดความฮึกเหิม ขณะเดียวกันก็เป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของวัลฮัลลาไปในตัว เพื่อทำให้มีเหล่าคนหนุ่มสาวที่กล้าหาญและมากความสามารถมาเข้าร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้ยิ่งๆขึ้น

แต่เรื่องราวจริงๆมักไม่เป็นเช่นนั้น แม้รอยจะเป็นชายหนุ่มอายุเพียง 28 ปี แต่ก็มีประสบการณ์เสี่ยงตายโชกโชน เขาเข้าเก็บภาพการต่อสู้กับพวกเซราฟในสนามรบและรอดชีวิตมาได้มากกว่า 10 ครั้ง ซึ่งนับเป็นประวัติการรอดชีวิตที่สูงไม่แพ้ทหารอาวุโสมากประสบการณ์เลย

ถึงกระนั้น ครั้งหนึ่งเขาพยายามเสี่ยงตายเข้าไปใกล้ระยะสู้รบจนเกินไปเพื่อหวังเก็บภาพของยานฝ่ายเซราฟ ซึ่งนั่นทำให้ยานที่เขานั่งไปถูกลูกหลง แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่เขาก็ต้องเสียร่างกายซีกขวาไป แม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ปฏิเสธที่จะใช้สิทธิผู้พิการเพื่อกลับไปดารันดร์ แต่เลือกที่จะให้ทีมแพทย์ผ่าตัดครึ่งร่างของเขาเป็นจักรกล และดัดแปลงดวงตาด้านขวาให้กลายเป็นอุปกรณ์พิเศษสำหรับการบันทึกภาพและเรื่องราวต่างๆแทนการใช้กล้องหรืออุปกรณ์บันทึกภาพ

ด้วยความที่อุทิศชีวิตทั้งหมดของตนให้งานทำข่าวเช่นนี้ ผู้คนในวัลฮัลลาจึงให้การยกย่องและตั้งฉายาให้แก่รอยว่า นัยน์ตาเหยี่ยว (Hawk eye)

ด้วยวีรกรรมเหล่านี้ รอยจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของภาคเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังพื้นที่ทางทหารได้แทบจะทุกจุด ทั้งนี้เพื่อการเก็บบันทึกเรื่องราวต่างๆ กระนั้นช่วงเวลาที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ ทั้งยังไม่ยอมพลาดแม้แต่ครั้งเดียวก็คือพิธีต้อนรับเจ้าหน้าที่ฝึกหัดรุ่นใหม่

ปีนี้มีเด็กหน้าใหม่เข้ามาเยอะทีเดียวนะ” รอยพูดพลางกวาดสายตาไปยังเด็กหนุ่มสาวจำนวนกว่าร้อยคนที่เขาแถวตอนยาวอยู่กลางลานจอดยานรบ ซึ่งถูกแบ่งพื้นที่ส่วนเล็กๆใช้ทำพิธีต้อนรับ

ดวงตาเหล็กของเขาเริ่มทำงานเก็บบันทึกภาพต่างๆเอาไว้ในหน่วยความจำ ในแต่ละวันเขาสามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 20,000 GB ข้อมูลที่เก็บได้นั้นจะถูกนำมาแปลงและตัดต่อลงเป็นวีดีโออีกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นงาน

เจ้าหน้าที่ฝึกหัดจะว่าไปมันก็ทหารใหม่ดีๆนี่เอง ขึ้นอยู่กับว่าทำหน้าที่อะไร ถูกไหมโคลเอ้” รอยหันไปพูดกับร้อยเอกหญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง

อยู่ในพื้นที่ทางทหารเช่นนี้ กรุณาแต่งตัวให้เรียบร้อยหน่อยจะได้ไหมคะ” ร้อยเอกหญิงโคลเอ้ อาฟร่า ตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก “แล้วก็เลิกเรียกดิฉันด้วยท่าทีสนิทสนมเช่นนั้นได้แล้ว

ครับๆ ท่านผู้กองอาฟร่า แล้วก็เรื่องแต่งตัวน่ะ ฉันไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหนนี่นะ”

ผิดเต็มๆเลยล่ะ” โคลเอ้จ้องเขาเขม็งตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ชุดที่รอยใส่อยู่ในขณะนี้คือเสื้อลำลองสลับลายไม้ดอก สีแดงฉูดฉาด กางเกงยีนสขายาวขาดวิ่น ที่เท้ายังสวมร้องเท้าผ้าใบหนังเก่าๆคู่หนึ่ง ดูแล้วคล้ายนำเอาการแต่งกายของคนที่กำลังจะไปเที่ยวชายทะเลรวมกับพวกอันธพาลข้างถนนมาผสมผสานกัน ซึ่งไม่ว่าโคลเอ้จะพยายามดูมุมไหน มันก็ไม่ได้เข้ากันเลย

ศิลป์ดีไหม ฉันลองดูในฐานข้อมูลมาแล้ว เห็นว่าสมัยที่คนยังไม่อพยพออกจากโลก เขานิยมการแต่งกายแบบนี้อยู่หลายร้อยปีเลยนะ”

ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่ามนุษย์ยุคก่อนแต่งกายแบบนี้เข้าไปได้ยังไง แต่ที่นี้เวลานี้ เราอยู่ในวัลฮัลลา หากคิดจะเอาแฟชั่นยุคโบราณมาใส่ก็กลับไปใส่ที่บ้านเถอะค่ะ”

พูดแบบนี้เป็นการดูถูกรสนิยมเรื่องการแต่งกายของบรรพบุรุษเราเองนะ โคลเอ้” รอยทำปากเบ้

โคลเอ้ขึ้นเสียง “ไม่เกี่ยวกันหรอกค่ะแล้วก็บอกแล้วไงว่าเลิกเรียกแบบสนิทสนมได้แล้ว!!!”

รอยยกมือขึ้นกุมศีรษะ “เฮ้อ ไม่น่าเลย สาวน้อยหน้ามนผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ครั้งที่ยังเป็นนักศึกษาคนนั้น กลับกลายเป็นป้าแก่จอมโวยแบบนี้เสียได้”

ดิฉันเพิ่งจะอายุ 26 ปีเอง ยังไม่แก่นะคะ!!!!!”

เสียงตวาดนั้นทำให้ผู้คนที่ดำเนินกิจกรรมต่างๆรอบข้างต้องหันมามองเป็นตาเดียว แม้แต่บรรดาเจ้าหน้าที่ฝึกหัดรุ่นใหม่ที่กำลังยืนเข้าแถวอยู่นั้นก็เช่นกัน

อาคุณผู้กองอาฟร่า ทำแบบนี้มันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยไม่ใช่หรือ”

โคลเอ้เพิ่งรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาของบรรดาคนที่อยู่บริเวณนั้น ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว เธอกระแอมเบาๆแล้วพยายามวางท่าทางให้เป็นปกติที่สุด “ดิฉันขอเตือนนะ ถึงแม้คุณจะเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษที่ได้รับการรับรองจากเบื้องบนก็ตาม แต่คุณก็ไม่ควรทำตัวเสมือนว่าวัลฮัลลาเป็นที่พักตากอากาศแบบนี้”

รอยหัวเราะเบาๆ “เข้าใจเปรียบเทียบนะ แต่ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นหรอก ถ้าทำให้ไม่พอใจก็ต้องขอโทษด้วยก็แล้วกัน”

แต่ก็จะไม่ยอมปรับปรุงตัวใช่ไหมคะ”

ถ้ายอมไปเดทด้วยสักครั้งก็อาจจะ…”

ยังไม่ยอมแพ้อีกนะคะ” โคลเอ้ถอนใจเบาๆ “แต่ถึงจะขอกี่ครั้งดิฉันก็ไม่ไปหรอกค่ะ”

เฮ้อ น่าเศร้าจริง แต่เอาเถอะ ตราบที่ยังไม่ตาย ก็ยังมีโอกาสนี่นะ” ว่าแล้วรอยก็มองไปทางบรรดาเจ้าหน้าที่ฝึกหัดรุ่นใหม่ซึ่งขณะนี้มีผู้บังคับบัญชามากล่าวโอวาทต้อนรับอย่างสั้นๆอยู่ พิธีการใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เมื่อเสร็จแล้วพวกเขาก็แยกย้ายกันไปตามหน่วยงานของตนอย่างเป็นระเบียบ

แต่เจ้าพวกนั้นไม่รู้ว่าจนถึงปีหน้า จะเหลือรอดสักกี่คนนะ”

โคลเอ้พูดขึ้น “มันก็ต้องเป็นเช่นนี้แหละค่ะ จนกว่าสงครามจะจบสิ้น”

นั่นสินะ” รอยหันไปมองทางหญิงสาว “ได้ข่าวน่าสนใจมาว่า ในบรรดาเจ้าหน้าที่ฝึกหัดรุ่นใหม่ที่มาวันนี้ ยานโดยสารของเด็กกลุ่มหนึ่งบังเอิญหลุดออกนอกเส้นทางจนเผชิญกับยานของเซราฟเข้า แล้วดูเหมือนสาเหตุจะมาจากพวกลัทธิสรวงสววรค์ซะด้วยเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”

หูตายังไวเหมือนเดิมนะคะ” โคลเอ้ตีหน้านิ่ง

เรื่องปกติของคนหาข่าว แต่ที่ฉันสนใจมากกว่าคือเรื่องที่เด็กพวกนั้นเอาชีวิตรอดมาได้มากกว่า ลำพังแค่ยานโดยสารทางทหารซึ่งติดอาวุธระดับพื้นฐาน ไม่สามารถต่อกรกับยานรบของเซราฟได้อยู่แล้ว อย่าว่าแต่จะหนีรอดเลย”

ดิฉันคงบอกได้เพียงว่า เป็นความลับทางทหารค่ะ”

ก็คิดไว้แล้วว่าต้องตอบแบบนี้”

ถ้าไม่มีอะไร ดิฉันขอตัวก่อน” สิ้นคำ โคลเอ้ก็เดินจากไป

ไม่ปฏิเสธ แสดงว่าเป็นเรื่องจริงสินะ” รอยพูดกับตัวเองเบาๆ แล้วกวาดสายตามองไปเจ้าหน้าที่ฝึกหัดราว 20-30 คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเขากำลังรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชาของตน

ที่ท้ายแถวนั้น มีเด็กหนุ่มและเด็กสาวรวม 4 คน ที่ทำให้เขาจับจ้องตาไม่กระพริบ

นั่นเพราะบัดนี้ รอยกำลังเชื่อมต่อเข้ากับฐานข้อมูลลับของวัลฮัลลาด้วยเครื่องลิ้งค์แบบพิเศษที่ติดอยู่ในดวงตาเหล็กของเขา แม้ชั้นข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นความลับ แต่ด้วยประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่เขาใช้ และความสามารถในฐานะแฮกเกอร์อันดับต้นๆของดารันดร์ จึงทำให้เขาสามารถเจาะผ่านเข้าไปได้ แต่ก็เพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเขาเองก็รู้ดีว่า หากเจาะเข้าไปลึกมากกว่านี้ ย่อมไม่เป็นผลดี จึงเจาะเอาข้อมูลเฉพาะที่อยากรู้ในขั้นต้นเท่านั้น

ใช้เวลาราว 1 นาที เขาก็ได้ข้อมูลขั้นต้นของเด็กหนุ่มสาวทั้ง 4 คนนั้นมาและบันทึกไว้เรียบร้อย

ไหนดูหน่อย”

คนภายนอกที่เดินผ่านไปมานั้น คงคิดว่ารอยกำลังนั่งดูอะไรเรื่อยเปื่อย อันที่จริง สายตาของเขาจ้องไปทางเจ้าหน้าที่สาวๆด้วยซ้ำ ทำให้บางคนคิดว่าเขาเป็นเพียงชายหนุ่มลามกที่มานั่งดูสาวภายในลานเก็บยานนี้ แต่แท้จริงเขากำลังประมวลและสำรวจข้อมูลจำนวนมากที่กำลังแสดงออกมาภายในดวงตาเหล็กของเขาอยู่ด้วยความสนใจ

กลยุทธ์ไม่เลวเลย ใช้ยานโดยสารฝ่าเข้าดงอุกกาบาต ถ่วงเวลาจนระบบไฮเปอร์บูสเตอร์ใช้งานได้แล้วจึงวาร์ปหนี ออกจระห่ำไปหน่อย แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ไม่มีทางหรอก”

นั่นคือรายงานที่เกิดจากการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายวัลฮัลลาแล้วบันทึกเอาไว้ในรายงาน ซึ่งถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลส่วนบุคคลที่รอยแฮกมาได้ด้วย แต่สิ่งที่รอยรู้สึกฉงนเป็นอีกเรื่อง

จากระยะเวลานับถอยหลังแล้ว แสดงให้เห็นว่ายานของเด็กทั้ง 4 คนนั้นควรจะถูกเซราฟยิงใส่จนพินาศไปก่อนที่จะทำการวาร์ป แต่ราวกับเวลาในการนับถอยหลังเพื่อวาร์ปนั้นถูกอะไรบางอย่างทำให้ร่นเวลาเร็วขึ้น และสามารถวาร์ปหนีออกมาได้ก่อนเวลา ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้

ดูเหมือนเราจะเจอเรื่องน่าสนใจเข้าซะแล้ว” รอยพูดเบาๆพลางเผยอยิ้มออกมา

………………………………………………………….

เมื่อพิธีต้อนรับเจ้าหน้าที่ฝึกหัดเสร็จสิ้นลง ชื่อของ รุย อนาสตาเซีย ซิกมันด์ และมาน่า ก็ถูกโอนเข้าสู่หน่วยฝึกหัดที่ 77 และต้องมารายงานตัวอย่างเป็นทางการต่อผู้บังคับบัญชาหน่วยอย่างเป็นทางการ ซึ่งรุยก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่พวกเขาทั้งหมดได้มาอยู่หน่วยเดียวกัน

ไม่นึกว่าจะต้องมาอยู่หน่วยเดียวกันอีกนะนี่ เขาใช้เกณฑ์อะไรในการคัดเลือกกันนะ” ซิกมันด์พูดขึ้นในขณะที่ทั้งหมดกำลังเดินไปยังจุดรายงานตัวของหน่วย

อนาสตาเซียถอนใจเบาๆ “แล้วคิดว่าฉันอยากอยู่กับคุณชายผู้สูงศักดิ์แบบนายนักหรือ”

ฉันก็ไม่ได้อยากอยู่กับเธอนักหรอกน่า”

ก็ได้ เจอหัวหน้าหน่วยเมื่อไหร่ ไปทำเรื่องขอย้ายเลย”

เออ”

ทะเลาะกันอีกแล้วสิน่า อันนา ซิกกี้…” มาน่าพูดแทรกขึ้น “แต่เขาว่าคนยิ่งทะเลาะกันจะยิ่งสนิทกันนะ”

ใครมันจะอยากสนิทกับเจ้านี่ไม่ทราบ” อนาสตาเซียรีบแย้ง

รุยซึ่งเดินนำหน้าสุดและนิ่งเงียบมาตลอดนั้นรู้สึกรำคาญเสียงโหวกเหวกของอีก 3 คนที่เหลืออยู่ไม่น้อย ความจริงแล้วเขาไม่ชอบการอยู่ร่วมกับยคนหมู่มากแถมยังเอาแต่ส่งเสียงเอะอะตลอดเวลาแบบนี้ แต่เมื่อคิดว่าการอยู่ที่วัลฮัลลาและเข้าร่วมหน่วยรบนั้นต้องทำงานเป็นทีมและพบปะผู้คนแล้ว ฝึกให้เคยชินโดยอยู่กับ 3 คนนี้ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว เพราะหากทนเสียงโวยวายของ 3 คนนี้ได้ ก็น่าจะทนกับทุกอย่างได้สบายๆ

นี่ รุยรุย เป็นอะไรไป เงียบมาตลอดทางเลย” มาน่าชะโงกหน้าถาม

รุยถึงกับขมวดคิ้ว “นั่นชื่ออะไรน่ะ”

ก็แหม คนอื่นเขามีชื่อเล่นกันหมด ขาดแต่รุยคนเดียว ฉันก็กลัวว่าจะน้อยใจน่ะสิ ก็เลยตั้งให้ซะเลย”

ชื่อเล่นมันควรต้องเรียกให้สั้นลงไม่ใช่หรือ”

ก็ชื่อของนายมันพยางค์เดียวอยู่แล้ว เลยคิดว่าเรียกให้เป็นสองพยางค์แบบอันนาและซิกกี้ไง”

รุยถอนใจเบาๆ “จะเรียกยังไงก็เอาเถอะ”

งั้นก็ตามนี้นะ” มาน่ายิ้มกว้าง

ไม่กี่อึดใจ พวกเขาก็มาถึงยังจุดรายงานตัวของหน่วยที่ 77 อันเป็นหน่วยรบที่พวกเขาต้องประจำการอยู่นับจากนี้ไปจนกว่าจะผ่านการทดสอบและได้รับการยอมรับให้เข้าเป็นนายทหารประจำวัลฮัลลาอย่างเต็มตัว

จุดสำหรับรายงานตัวนั้นคือพื้นที่เฉพาะหน่วย ซึ่งแยกเป็นห้องไว้ให้สมาชิกในแต่ละหน่วยได้ใช้สำหรับจัดการเรื่องในหน่วยของตน ไม่ว่าจะประชุมหรือวางแผนการฝึก รวมถึงกิจกรรมทั่วไป

ผู้ที่นั่งอยู่ในห้องนั้นมี 2 คน เป็นเด็กหนุ่มและเด็กหญิง ทั้ง 2 มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกของรุย

เด็กหนุ่มนั้นเป็นคนผิวคล้ำ ผมสีดำหยักศก รูปร่างเล็ก ค่อนข้างผอมบาง เขากำลังยุ่งอยู่กับการเชื่อมต่อลิ้งค์ของตนกับเครือข่ายของวัลฮัลลา ซึ่งทำให้เปิดหน้าจอสามมิติจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นมาเบื้องหน้า แล้วจึงพินิจมันอย่างเพลิดเพลิน

ส่วนเด็กหญิงอีกคนนั้นกำลังนั่งไขว่ห้างพลางหาวด้วยความเบื่อหน่าย เธอมีผมสีน้ำตาลสั้น ผิวขาวเหลือง เมื่อพวกรุยเดินเข้ามาในห้อง เธอก็เหลือบสายตามองเล็กน้อย แต่ในขณะที่เด็กหนุ่มอีกคนนั้นไม่มีทีท่าสนใจการมาของพวกเขาเลยสักนิด

สมาชิกใหม่เหรอ ท่าทางไม่เลวนี่นา” เด็กหญิงโพล่งขึ้น

แล้วเธอล่ะ อยู่หน่วยนี้เหมือนกันหรือ” ซิกมันด์ถามขึ้นเป็นคนแรก

ฉันชื่อแพน เมฟาน่า ยินดีที่ได้รู้จัก” เธอพูดพลางโบกมืกให้แล้วมองไปทางเด็กหนุ่มผิวคล้ำอีกคนที่ยังคงอยู่ในโลกส่วนตัวของตน “ส่วนนายนั่นชื่อ ซาฮัด อัสรานแต่เขาเป็นก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ”

หมายถึงอะไร” อนาสตาเซียถามขึ้น

โรคเสพติดข่าวสารข้อมูลไงล่ะที่เรียกกันว่า เน็ตเวิร์คซินโดรม”

เขาน่ะหรือ” อนาสตาเซียรีบหันไปมองตาม

เด็กหนุ่มที่ชื่อซาฮัดคนนี้ ยังคงไม่สนใจอะไรนอกเสียจากการพินิจข้อมูลข่าวสารต่างๆที่แสดงผ่านทางหน้าจอสามมิติของเครื่องลิ้งค์ไม่หยุด เมื่อหน้าจอหนึ่งหายไป ก็ปรากฏอีกหน้าจอหนึ่งขึ้นมาซ้ำไปมา

เด็กคนนี้เป็นโรคนี้แล้วทำไมทางวัลฮัลลาถึงยอมให้เขาเข้าร่วมในกองทัพได้” อนาสตาเซียถามกลับ

แพนยิ้มรับ “เดี๋ยวอีกหน่อยก็รู้เอง แต่ว่า…” แพนพูดพลางยื่นหน้าเข้าใกล้อนาสตาเซีย “ดูดีๆแล้วเธอก็เป็นคนสวยเลยนะนี่ น่าเสียดายที่ไม่ยอมแต่งหน้าซะหน่อย” ว่าแล้วแพนก็ชำเลืองไปทางมาน่าที่อยู่ถัดไป “แหม เธอเองก็น่ารักเหมือนกันนะ ดีใจจังที่มีสาวสวยและน่ารักอยู่ร่วมหน่วยด้วยตั้ง 2 คน”

เอ่อ ขอบคุณที่ชมนะ” อนาสตาเซียพูดพลางถอยฉากออกมา ส่วนมาน่าก็ยิ้มกว้างตอบรับคำชมนั้น

รุยและซิกมันด์กลับไม่ได้รับความสนใจใดๆจากแพนเลย ซิกมันด์รู้สึกตะขิดตะขวงใจจึงแอบกระซิบบอกรุย “เฮ้ คิดว่าผู้หญิงคนนี้ดูแปลกๆไหม”

รุยตอบกลับ “ฉันก็ว่างั้น”

หรือว่าเธอจะเป็นเอ่อ…”

เป็นอะไร”

คือมันก็…”

ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ผู้ที่ก้าวเท้าเข้ามานั้นทำให้ทุกคนในห้องต้องหันไปมองเป็นตาเดียว คนผู้นั้นเป็นหญิงสาวร่างสูงโปร่ง อายุราว 16-17 ปี เธอมีผมสีดำยาวประบ่า ผิวขาวอมเหลือง ดวงตาคมเรียวดุจเหยี่ยว แต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบนายทหารของวัลฮัลลา ซึ่งเป็นชุดเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวสีฟ้าสลับขาว

มากันครบแล้วสินะ ดี” เธอพูดด้วยเสียงกังวาน “ฉันร้อยเอกหยาง ซีเม่ย จะมาเป็นหัวหน้าหน่วยที่ 77 นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

คำพูดนี้ทำให้ทั้งหมดต้องรีบยืนตรงและแสดงท่าทำความเคารพ ยกเว้นเพียงซาฮัดที่ยังคงนั่งเสพข้อมูลข่าวสารผ่านทางเครื่องลิ้งค์อยู่ ซึ่งซีเม่ยเองก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร

ในหน่วยนี้มีกฏระเบียบง่ายๆอยู่ 2 ข้อ” ซีเม่ยพูดพลางกวาดสายตาไปโดยรอบ ดวงตาอันเรียวแหลมของเธอนั้นราวกับจะสะกดให้ทุกผู้ในห้องนั้นไม่อาจเคลื่อนไหวได้

กฏข้อ 1 คือ ตราบใดที่พวกนายทุกคนยังอยู่ที่หน่วยนี้ต้องทำตามคำสั่งของฉัน ส่วนกฏข้อ 2 คือ หากทำตามคำสั่งของฉันไม่ได้ก็ออกไปจากหน่วยซะ มีแค่นี้แหละ”

เมื่อพูดจบ ซีเม่ยก็ตรงมาทางแพน ซีเม่ยมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

นึกไม่ถึงว่าฉันจะได้เธอมาเป็นลูกน้องนะ ยัยเลสเปี้ยน”

แพนยิ้มอย่างเบิกบาน ราวกับคำเอ่ยเมื่อครู่เป็นคำชม “ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยก็แล้วกัน คุณหัวหน้า”

อนาสตาเซียถึงกับทำตาโต ในขณะที่แพนแอบส่งยิ้มให้ ซิกมันด์เห็นเช่นนั้นก็หันมากระซิบบอกรุยอีก “นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเลสเปี้ยนจริงๆนะนี่”

อาแต่การที่มีหัวหน้าหน่วยเป็นผู้หญิงอายุแค่นี้ก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน” รุยตอบกลับเบาๆ

ซีเม่ยราวกับได้ยินเสียงนั้น เธอหันไปทางกลุ่มเด็กทั้ง 4 คน แล้วตรงมาหยุดที่รุยเป็นคนแรก

ฉันรู้จักชื่อและข้อมูลเบื้องต้นของพวกนายทุกคนแล้ว แต่นั่นก็แค่ข้อมูล เพื่อที่พวกเราจะได้ทำงานร่วมกันต่อจากนี้ แม้จะแค่เวลาไม่กี่เดือน แต่ฉันก็ต้องการรู้จักตัวตนจริงๆของพวกเธอทั้งหมด แต่ของแบบนั้นจะไม่มีทางรู้ได้หากไม่ได้ร่วมประสบการณ์ต่างๆด้วยกัน ดังนั้น…” สิ้นคำ ซีเม่ยก็กระแทกฝ่ามือไปที่กลางท้องของรุยเต็มแรง

เสี้ยววินาทีก่อนที่ฝ่ามือของซีเม่ยจะมาถึงตัว สันชาตญาณและปฏิกิริยาตอบสนองของรุยก็ทำงานโดยฉับพลัน เขาสะบัดตัวหลบไปด้านข้างและใช้หมัดกระแทกสองฝ่ามือของซีเม่ยเพื่อให้ตกลงไปก่อนถึงตัวเขา และสวนหมัดอีกข้างกลับไป แต่มันโดนเพียงแค่อากาศธาตุ เพราะร่างของซีเม่ยพุ่งถลาเข้ามาประชิดถึงตัวของรุยโดยที่เขาไม่ทันรู้สึกตัว พริบตานั้นฝ่ามือของซีเม่ยก็เสยเข้าที่ปลายคางของรุยสุดแรง

ร่างของรุยลอยขึ้นไปด้านบนเหนือพื้นห้องเล็กน้อยแล้วจึงร่วงลงไปกลิ้งนอนบนพื้น

ทั้งหมดได้แต่ตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฝ่ายรุยนั้นหมดสติไปราว 5 วินาที เขาก็รีบลุกขึ้นยืนแต่ก็ไม่อาจทรงตัวไว้ได้ จนต้องทรุดลงไปนั่งบนพื้น

ซีเม่ยหยุดยืนที่เบื้องหน้าของรุย สายตาจ้องมองลงต่ำ

มีหัวหน้าหน่วยเป็นผู้หญิงอายุแค่นี้แล้วมันยังไงกัน เจ้าหนู ถึงฉันจะเป็นผู้หญิงและมีอายุมากกว่านายแค่ 2 ปี แต่ในฐานะทหารที่ต้องใช้ชีวิตในสนามรบแล้ว เวลา 2 ปีนั้นมันยิ่งกว่าที่นายจินตนาการเอาไว้มากนักนะ”

รุยลูบที่ปลายคางของตน ความเจ็บปวดนั้นยังคงแล่นอยู่ เขาพยายามฝืนทนแล้วตีหน้านิ่ง “ขอบคุณที่สั่งสอนครับ หัวหน้าหยาง”

ซีเม่ยยิ้มเล็กน้อยแล้วมองไปที่ซิกมันด์ “เอาล่ะ ต่อไปก็ตานายบ้าง”

หา” ซิกมันด์ขมวดคิ้ว

ก็บอกไปก่อนแล้วไงว่า พวกเราจะหาประสบการณ์ร่วมกัน” สิ้นคำ ซีเม่ยก็ปราดเข้าประชิดตัวซิกมันด์ทันที

…………………………………………………..

เจ็บชะมัด” ซิกมันด์ครางเบาๆในขณะที่เอามือลูบหน้าท้อง เขาถูกซีเม่ยเล่นงานคนละจุดกับรุย แต่ความรุนแรงนั้นไม่ได้ต่างกันเลย

คิดว่าเป็นการรับน้องใหม่ก็แล้วกัน” รุยยิ้มให้ในขณะที่ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนอน

สมาชิกในหน่วยเดียวกันนั้นมีกฏว่าต้องนอนร่วมห้องเดียวกัน ทั้งยังไม่แบ่งแยกชายหญิง ดังนั้นสมาชิกในหน่วย 77 จึงต้องแออัดนอนอยู่ในห้องพักเดียวกัน ซึ่งเตียงนอนของทุกคนนั้นถูกจัดเรียงไว้เป็น 3 ชั้น และเตียงนอนของทั้งชายและหญิงในหน่วยนั้นถูกแบ่งเป็น 2 ฟาก อยู่ด้านตรงข้ามกัน ส่วนสัมภาระที่จำเป็นก็มีตู้สำหรับใช้เก็บไว้ให้ที่ข้างเตียง กิจกรรมต่างๆนอกจากเวลานอนแล้ว ต้องทำร่วมกันภายในห้องพักของหน่วย

อย่าบ่นเลย พวกเราเองก็โดนนะ” อนาสตาเซียยื่นหน้าออกมาจากเตียงของตน เธอเองก็ถูกซีเม่ยอัดเข้าที่กลางท้องจนจุกไปไม่น้อย

ระบบของวัลฮัลลาไม่แบ่งแยกชายหญิงตามที่ได้ยินมาจริงๆ” รุยพูดขึ้น

นั่นสินะ แต่แบบนี้ละที่ฉันต้องการ” อนาสตาเซียตอบกลับ “เพราะในสนามรบ ไม่มีการแบ่งแยกเพศอยู่แล้ว มีเพียงแค่ฝ่ยเราหรือศัตรูแค่นั้น”

ใจเด็ดจริงนะ”

เพราะฉันเตรียมใจไว้แล้ว ตั้งแต่ก่อนมาที่นี่”

ซิกมันด์หัวเราะเบาๆ “หึ ก็ยังไม่แน่หรอกว่าเธอจะผ่านการทดสอบไหม ตอนนี้พวกเรายังเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ฝึกหัดเท่านั้น ไม่ใช่ทหารเต็มตัว”

ใช่ แต่ฉันจะทำให้ได้ นายคอยดูไว้เลย”

รุยมองไปที่เตียงด้านล่างสุดของฝั่งผู้หญิง อนาสตาเซียนั้นนอนอยู่ชั้น 2 ส่วนแพนนอนอยู่ชั้น 3 ซึ่งเธอกำลังนอนฟังเพลงผ่านเครื่องลิ้งค์อย่างสบายอารมณ์ ทางฝั่งผู้ชายนั้น ซาฮัดก็ยังคงนั่งเสพข่าวสารของตนอยู่ที่เตียงชั้นบนสุด ส่วนซิกมันด์ก็นั่งบนเตียงชั้น 2

แล้วมาน่าล่ะ” รุยเอ่ยขึ้น

อนาสตาเซียยื่นหน้าลงไปที่เตียงชั้นล่าง พบว่ามาน่ากำลังนอนหลับเป็นตาย

ยัยนี่ก็เป็นเสียแบบนี้ เมื่อครู่ยังบ่นหิวอยู่เลย จู่ๆก็หลับได้ซะงั้น”

เด็กคนนั้น…” รุยตีหน้านิ่ง “หากไม่นับแพนและซาฮัดที่อยู่มาก่อน ในบรรดาพวกเราทั้ง 4 นั้น มาน่าเป็นคนเดียวที่หัวหน้าหยาง…”

อนาสตาเซียหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว หลังจากที่ซิกมันด์ถูกซีเม่ยเล่นงานจนหมอบตามไป เธอก็ถูกเล่นงานเป็นลำดับถัดมาโดยที่ไม่มีโอกาสปริปากเลยสักนิด จากนั้นคนเดียวที่ยังเหลืออยู่คือมาน่า

ในตอนนั้น ซีเม่ยกำลังจะเข้าเล่นงานใส่มาน่าแบบเดียวกับที่จัดการพวกเธอทั้ง 3 คน แต่แล้วมาน่ากลับเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน เธอพุ่งปราดเข้าใส่ซีเม่ยด้วยสีหน้าและท่าทางสนุกสนานเต็มที่ราวกับกำลังเจอของเล่นก็ไม่ปาน ซีเม่ยสามารถตั้งรับมาน่าไว้ได้แล้วสวนกลับอย่างรุนแรง แต่มาน่ากลับหลบหลีกการโจมตีของซีเม่ยได้จนหมด

ซีเม่ยเองก็ดูจะชอบใจและตื่นเต้นเป็นพิเศษ แม้จะไม่อาจเล่นงานเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ได้ ทันใดนั้นก็มีการติดต่อผ่านเข้ามาทางเครื่องลิ้งค์พร้อมทั้งคำสั่งทางทหารบางอย่าง ซีเม่ยจึงเป็นฝ่ายเลิกราเองแล้วออกไปจากห้อง จากนั้นแพนก็นำทางพวกเขาทั้งหมดมาพักผ่อนที่ห้องพักนี้

คงต้องมองเด็กตัวแสบนี่ใหม่เสียแล้ว” อนาสตาเซียพูดด้วยรอยยิ้ม “คนที่จะสามารถมาที่วัลฮัลลาได้ ต้องมีดีอะไรสักอย่างจริงๆนั่นแหละ”

วิชาต่อสู้ของยัยแสบนั่นดูไม่คุ้นเอาเสียเลยนะ” ซิกมันด์แทรกขึ้นบ้าง

คำพูดของซิกมันด์ทำให้อนาสตาเซียหวนนึกถึงเหตุการณ์บนยานโดยสาร ตอนนั้นมาน่าสามารถทำให้ผู้ช่วยนักบินที่ถูกอะไรบางอย่างควบคุมจิตใจล้มลงหมดสติได้โดยการใช้ฝ่ามือแนบไปที่ท้ายทอยและออกแรงเบาๆเท่านั้น

และอีกเรื่องที่ยังคงประทับในจิตใจของเธอก็คือ ตอนที่เธอไม่อาจระงับความกลัวเพราะถูกภาพความทรงจำในอดีตของพวกเซราฟหลอกหลอนได้นั้น คนที่ทำให้เธอกลับมาตั้งสติได้อีกครั้งก็คือมาน่า เพียงแค่อีกฝ่ายโอบกอดเธอและกระซิบด้วยถ้อยคำเรียบง่ายเท่านั้นเอง

ถึงตอนนี้ ความรู้สึกอบอุ่นนั้นก็ยังคงหลงเหลืออยู่

ทันใดนั้น เสียงร้องโครกครากก็ดังออกมาจากท้องของมาน่า เสียงนั้นดังและต่อเนื่องยาวนานเสียจนทุกคนในห้องนั้นต้องตกตะลึง กระทั่งซาฮัดซึ่งเอาแต่เสพติดข่าวสารยังแอบชำเลืองตามอง

หิวแล้ว…” มาน่าลุกขึ้นนั่งอย่างกะทันหัน เธอกวาดสายตาไปรอบด้าน แล้วกระโดดออกจากเตียง ปีนขึ้นไปยังเตียงชั้น 2 ของอนาสตาเซีย

เราควรต้องได้กินอะไรแล้วไม่ใช่เหรอ ไปหาอะไรกินกันเถอะ”

อนาสตาเซียเกาศีรษะเบาๆ แล้วนึกขึ้นได้จึงตรวจสอบเวลาจากในเครื่องลิ้งค์ “จริงสิ เมื่อลองปรับเวลาตามเกณฑ์ของวัลฮัลลาแล้ว เท่ากับว่าถึงเวลาอาหารเย็นแล้วนี่นา”

อืม น่าสนใจแฮะ เสียงท้องร้องนั่นเท่ากับเป็นเครื่องบอกเวลากลายๆสินะ” ซิกมันด์พยักเพยิดหน้าอย่างจริงจัง เรียกเสียงหัวเราะจากอนาสตาเซียโดยไม่ตั้งใจ

รุยยิ้มรับเล็กน้อย เขารู้สึกว่าแต่ละคนมีบรรยากาศสบายๆและเป็นกันเองมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นแบบนี้ก็ไม่เลว

ฮิฮิสนุกสินะ…”

รุยถึงกับตาลุก เสียงกระซิบนั้นแว่วอยู่ที่ข้างหูของเขาอย่างแผ่วเบา ราวกับดังออกมาจากในสมองของเขาเอง

เป็นอะไรไป สีหน้าไม่ดีเลย” ซิกมันด์ทักขึ้น

เปล่า ไม่มีอะไร” รุยรีบตอบ

เขาจำเสียงนั้นได้ไม่ผิดแน่แต่ทำไมถึง หรือว่าวิญญาณจะมีอยู่จริงไม่หรอกเขาแค่คิดไปเองเท่านั้น เหตุเป็นเพราะความรู้สึกผิดที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่มีวันจางหายเท่านั้น

แต่แล้วทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่าเธอคนนั้นกำลังอยู่กระซิบข้างๆเขา

ยูวี่

วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 3

 

บทที่ 1

เซราฟ

 

ปี E.A ที่ 0015

ยานโดยสารอวกาศ  

สถานที่เป้าหมาย : วัลฮัลลา

อีก 30 นาที ยานของเราจะไปถึงวัลฮัลลา ขอให้ผู้โดยสารทุกคนประจำที่และรัดเข็มขัดให้เรียบร้อยค่ะ”

เสียงแจ้งจากคอมพิวเตอร์ดังขึ้นทั่วภายในยานโดยสาร

ในฐานะผู้โดยสารคนหนึ่ง อนาสตาเซียทำตามอย่างไร้อารมณ์ พลางทอดสายตาผ่านกระจกกั้นยานออกไปยังห้วงอวกาศอันดำมืด

เธอถอนใจเบาๆ พลางม้วนผมสีแดงยาวของตนเล่น ผิวของเธอขาวราวปุยเมฆ แม้จะมีอายุเพียง 14 ปี แต่ลักษณะภายนอกของเธอนั้นดูสง่าและเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ

เธอก้มมองอุปกรณ์สวมที่สวมอยู่ที่ข้อมือ มันเป็นเครื่องมือที่ถูกเรียกว่าลิ๊งค์ (Link) ซึ่งใช้ในการบันทึกข้อมูลต่างๆที่สำคัญสำหรับคนผู้นั้น เช่นประวัติโดยทั่วไปเพื่อยืนยันสถานะในการเป็นพลเรือนหรือนายทหาร นอกจากนี้มันยังเป็นอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วไปเพื่อให้สามารถอัพเดทข้อมูลข่าวสารต่างๆได้ทันที

เธอเปิดใช้งานลิ๊งค์ของตน มันฉายภาพสามมิติแสดงข้อมูลส่วนตัวของเธอขึ้นมา จากนั้นจึงเลือกดูแฟ้มข้อมูลที่เก็บไว้ในส่วนของหนังสือรับรอง เมื่อเข้าไปแล้วมันจึงแสดงเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมา ด้านบนของเอกสารนั้นมีเครื่องหมายรูปปีกคู่ อันเป็นสัญลักษณ์ของวัลฮัลลาประทับอยู่ เลื่อนลงมาด้านล่างนั้นคือรูปถ่ายและประวัติโดยคร่าวๆของตัวเธอเอง นั่นคือเอกสารรับรองการเข้าร่วมในหน่วยรบของวัลฮัลลา

กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เด็กหนุ่มสาวจากดารันดร์และอาณานิคมที่อยู่ใกล้เคียงเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่นั้น จำต้องเข้ารับการทดสอบความสามารถมากมายไม่ว่าด้านร่างกายและสติปัญญาเพื่อที่จะคัดเลือกให้เข้าร่วมในกองทัพ และผู้มีคุณสมบัติสูงสุดจำนวนหนึ่งก็จะถูกส่งเพื่อเข้าร่วมในหน่วยรบที่ประจำอยู่บนวัลฮัลลา

ยานลำนี้ออกเดินทางจากอาณานิคมโรเซียได้ราว 3ชั่วโมงเมื่อเทียบจากเวลาสากลของดารันดร์ ทั่วทั้งยานมีผู้โดยสารรวมเธอด้วยเป็น 4 คน จะว่าไปนี่เป็นเพียงยานโดยสารระดับกลางที่ใช้สำหรับการเดินทางข้ามดวงดาวที่มีระยะทางไม่ไกลเกินไปนัก

อนาสตาเซียสังเกตว่าผู้โดยสารทั้งหมดเป็นเด็กหนุ่มสาวที่ดูแล้วอายุไล่เลี่ยกับเธอ พวกเขา 3 คนนั้นเป็นเด็กหญิง 1 คน ซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ อีก 2 คนเป็นชาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็นั่งหลับอยู่เช่นกัน ส่วนอีกคนกำลังนั่งมองอวกาศด้านนอกอยู่

อนาสตาเซียรู้สึกคุ้นหน้าชายหนุ่มคนที่นั่งมองอวกาศ แต่เธอก็ไม่คิดจะทักหรือชวนคุยอะไร เธอรู้ดีว่าแต่ละคนไม่มีอารมณ์จะพูดคุยกันเท่าไรนัก เพราะอีกไม่ช้าทุกคนที่อยู่ในยานโดยสารลำนี้ก็จะได้รับการบรรจุเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ของวัลฮัลลาไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง

เนื่องจากวัลฮัลลาเป็นศูนย์รวมของวิทยาการทั้งมวล จึงไม่ได้มีเพียงนายทหารหรือนักบินที่ต้องออกรบ แต่ยังประกอบไปด้วยบุคลากรระดับสุดยอดจากทุกแขนงเพื่อสนับสนุนในสงครามทุกวิถีทาง และการเพาะสร้างบุคลากรเหล่านั้นก็จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่วัยเยาว์ ดังนั้นในแต่ละปีจึงมีการส่งเยาวชนที่ได้รับการเสนอชื่อและผ่านการคัดเลือกเป็นอย่างดีจากอาณานิคมต่างๆไปยังวัลฮัลลา ในฐานะของเจ้าหน้าที่ฝึกหัด

อนาสตาเซียจึงไม่รู้ว่าทั้ง 3 คนนั้นจะกลายเป็นเจ้าหน้าที่ฝึกหัดของหน่วยงานหรือแผนกใด อาจจะมีหนึ่งในนี้เป็นนักบินฝึกหัดเหมือนเธอก็ได้ แต่เธอก็ไม่คิดสนใจ เธอไม่ใช่เด็กน้อยที่กำลังนั่งรถโรงเรียนเพื่อเข้าโรงเรียนประถมในวันแรก ไม่มีความจำเป็นต้องหาเพื่อนหรือแสร้งทำตัวเป็นมิตร เธอสำนึกเสมอว่าการมายังวัลฮัลลาก็เพื่อที่จะเป็นทหารและเข้าร่วมในสงครามชี้ชะตาของมวลมนุษย์เท่านั้น

ขณะนั้น ตัวยานเกิดสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมการแจ้งออกมาจากห้องนักบินว่ายานกำลังเข้าสู่เขตที่มีสะเก็ดดาวและอุกกาบาตชุกชุม จึงมีการสั่นสะเทือนบ้าง แต่ตัวยานนั้นมีความแข็งแรงทนทาน จึงไม่มีอะไรต้องกังวล

อะไรเนี่ย กำลังหลับสบายเลย”

แรงกระแทกของยานทำให้เด็กสาวที่นั่งอยู่ด้านหลังของอนาสตาเซียตื่นขึ้น

อะไรกัน ยังไม่ถึงสักหน่อยนี่นา” เด็กสาวคนนั้นเริ่มพูดเสียงใส พลางลุกขึ้นบิดขี้เกียจ จากนั้นก็ส่งเสียงร้อง “ว้าว สะเก็ตอุกกาบาตเต็มเลย”

อนาสตาเซียไม่คิดจะหันไปมอง แต่ฟังก็เดาได้ไม่ยากว่าเด็กคนนั้นกำลังส่องดูด้านนอกของกระจกยาน

คนอื่นๆเห็นท่าทางของเด็กสาวแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร อนาสตาเซียเองก็รู้สึกรำคาญเล็กน้อย เธอบรรยากาศเงียบๆอย่างก่อนหน้านี้มากกว่า แต่คงยากแล้ว เพราะเด็กสาวคนนั้นเอาแต่ส่งเสียงร้อง ว้าว สวยจัง อุกกาบาตดูแข็งจัง ถ้ายานชนสงสัยพังแน่

นี่เธอ ช่วยเงียบหน่อยได้ไหม”

ความอดทนของอนาสตาเซียถึงขีดจำกัด เธอพูดออกไปโดยที่ตัวเองก็ไม่ทันคิด

พูดกับฉันอยู่หรือเปล่า” อีกฝ่ายตอบกลับ

ก็ใช่น่ะสิ”

อะไรกัน ทำหน้าบึ้งตึงขนาดนั้นเดี๋ยวก็แก่เร็วหรอก” จู่ๆเด็กสาวคนที่ว่าก็ยื่นใบหน้ามาจากด้านหลัง

อะไรของเธอน่ะ” อนาสตาเซียทำตาขวางใส่

แน่ะ พูดแล้วยังจะทำตาขวางใส่อีก แบบนั้นมันทำให้คิ้วย่นแล้วจะยิ่งแก่เร็วนะ”

นี่คิดจะกวนประสาทกันหรือไง แล้วเธอถือวิสาสะอะไรมายุ่งกับฉัน” อนาสตาเซียจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง ดวงตาสีแดงของเธอยิ่งขับเน้นอารมณ์อันพลุ่งพล่านให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยแม้แต่น้อย

คู่กรณีของอนาสตาเซียเป็นเด็กสาวอายุประมาณ 13-14 ปี ดวงตากลมโตสีดำสนิท ผมยาวสีดำขลับมัดรวบเป็นเปียสองข้าง ใบหน้าของเด็กคนนี้ขาวผ่องและดูสดใสราวกับเด็กเล็กๆ

นี่ๆ เธอก็จะไปที่วัลฮัลลาเหมือนกันเหรอ” เด็กหญิงยิ้มกว้างให้อย่างไร้เดียงสา ทั้งที่เมื่อครู่ยังพูดจากวนประสาทอยู่แท้ๆ

อนาสตาเซียไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับเด็กที่ท่าทางไม่ประสีประสาเช่นนี้ จึงเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

ฉันเองก็จะไปที่วัลฮัลลาเหมือนกันนะ” เด็กหญิงยังคงพูดไม่หยุด

รู้แล้วน่าก็ยานโดยสารลำนี้มีจุดหมายอยู่ที่วัลฮัลลาอยู่แล้ว ถามออกมาได้ไง โง่ชะมัด

เด็กหญิงผมดำร้องต่อ “นี่ๆ แล้วเธอชื่ออะไร”

หากไม่ยอมบอก คงไม่ยอมเลิกราแน่

อนาสตาเซีย แอ็คเซล”

อนาสตาเซียไม่ได้พูดเสียงดังก็จริง แต่ก็ทำให้ชายหนุ่มอีกสองคนได้ยินบทสนทนานั้ทั้งทั้งหมด โดยเฉพาะนามสกุลแอ็คเซลนั้น ทำให้ทุกคนต้องสนใจเป็นพิเศษ เหตุเพราะประวัติศาสตร์จักรวาลได้บันทึกไว้ว่า ซีโร่ แอ็คเซล คือวีรบุรุษผู้มีบทบาทสำคัญในการนำพามวลมนุษย์ออกสู่ระบบสุริยะจักรวาลเมื่อกว่าห้าร้อยปีก่อน และยังเป็นผู้มีส่วนอย่างยิ่งต่อการทำให้วิทยาการแขนงต่างๆพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจอวกาศ จนกระทั่งมวลมนุษย์สามารถก่อตั้งอาณานิคมนับร้อยแห่งขึ้นจนทั่วกาแล็คซี่ทางช้างเผือกได้ในเวลาเพียงไม่กี่ร้อยปี

แต่ผู้สืบสายสกุลแอ็คเซลกลับมีจำนวนน้อยนิด นอกจากนี้ลูกหลานของตระกูลนี้ก็มักเป็นผู้มีความสามารถสูงในด้านใดด้านหนึ่ง จึงมักเข้ามามีบทบาทต่อการปกครองอาณานิคมต่างๆ บางคนถึงกับเป็นผู้นำที่มีความสำคัญในสหพันธ์มนุษย์ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อปกครองทางช้างเผือก แต่ในยุคหลังผู้สืบสายสกุลนี้กลับหายหน้าไปจากประวัติศาสตร์และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับสหพันธ์เท่าไรนัก

ชื่อแปลกชะมัดเลยแฮะ” มาน่าตีหน้าตาย

อนาสตาเซียประหลาดใจกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ทุกครั้งที่พูดชื่อสกุลแอ็คเซล ผู้คนมักให้การตอบรับที่แสดงออกว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดา เป็นครั้งแรกที่เจอคนที่ทำราวกับไม่เคยรู้จักนามสกุลนี้มาก่อน

แต่ชื่อก็เพราะดีนะ ฟังแล้วเหมือนกับเป็นเจ้าหญิงในนิทานเลย”

อนาสตาเซียเริ่มหน้าแดงก่ำ “ยุ่งน่า แล้วเธอล่ะ การแนะนำตัวเองกลับเมื่อคนอื่นแนะนำตัวไปแล้วถือเป็นมารยาทที่สำคัญนะ!!”

จริงด้วยสิ…” เด็กสาวเกาศีรษะเบาๆ พลางแลบลิ้นใส่ จากนั้นจึงยื่นมือออกมาให้จับ

ฉันชื่อมาน่า แองเจิล ยินดีที่ได้รู้จัก”

อนาสตาเซียยื่นมือออกมาจับตอบอย่างไม่เต็มใจนัก พลางคิดไปว่าทำไมเด็กกะโปโลอย่างนี้ถึงถูกส่งมาที่วัลฮัลลาได้นะ เพราะดูแล้วเด็กคนนี้ไม่น่าจะผ่านเกณฑ์การทดสอบคุณสมบัติและความสามารถได้เลย

นี่ๆ แล้วเธอมาจากที่ไหนเหรอ” มาน่ายิงคำถามต่อ

อนาสตาเซียได้แต่คิดว่าคำถามถูกยิงมาอีกแล้ว แต่เธอก็ไม่วายตอบกลับไป “ดารันดร์”

จริงหรือ ฉันเคยไปที่ดารันดร์แค่ครั้งเดียวเอง”

แล้วเธอมาจากอาณานิคมไหน”

ฉันหรือ” มาน่ายิ้มกว้าง “อวกาศไง”

หมายความว่าไง” อนาสตาเซียเลิกคิ้ว

ก็หมายความแบบนั้นแหละ ก่อนจะมาที่นี่ฉันเดินทางไปมาทั่วอวกาศเลยไงละ”

อนาสตาเซียนิ่งไปเล็กน้อย “เธอเป็นพวกเร่ร่อนหรือ”

อืม คนอื่นๆก็เรียกแบบนั้นเหมือนกัน”

เป็นไปไม่ได้ พวกเร่ร่อนจะถูกส่งมาที่วัลฮัลลาได้ยังไงกัน”

ไม่รู้สิ แต่มีคนๆหนึ่งบอกให้ฉันมาที่นี่ให้ได้น่ะ และฉันก็คิดว่ามันน่าสนใจดีออก”

อนาสตาเซียขึ้นเสียงใส่ “นี่เธอ สถานที่เราจะไปมันไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะ วัลฮัลลาคือปราการอันเป็นแนวหน้าสุดของสนามรบ ทุกคนที่ถูกส่งไปที่นั่นย่อมต้องถูกทดสอบมากมายและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีแล้วว่าเป็นบุคลากรชั้นยอดที่มีคุณสมบัติพอจะเป็นผู้แบกรับอนาคตของมนุษยชาติได้ เธอพูดแบบนี้ราวกับจะบอกว่าตัวเองนึกจะไปก็ไปได้อย่างนั้นแหละ

พูดถึงเรื่องทดสอบเหรอ ฉันก็เข้าร่วมนะ แล้วก็มีการแจ้งกลับมาว่าฉันผ่านน่ะ อันนา” มาน่าตอบกลับ

ฟังแล้วไม่อยากจะเชื่อเลยเดี๋ยวก่อน เมื่อกี้เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ”

อันนาไงก็แหม เรียกชื่ออนาสตาเซียเต็มๆน่ะยากออก เรียกเป็นชื่อเล่นแบบนี้สะดวกกว่า” มาน่ายิ้มกว้างราวกับเด็กไร้เดียงสา

อนาสตาเซียถึงกับหน้าหงิก “นี่เธออย่ามาเที่ยวตั้งชื่อเล่นให้คนอื่นตามใจชอบได้ไหม!!!”

แต่ในเมื่อเราเป็นเพื่อนกันแล้วก็ต้องเรียกชื่อเล่นกันสิ ไม่ใช่เหรอ”

เป็นเพื่อน…”

ใช่แล้ว”

อย่าเหมาเอาง่ายๆสิ เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เมื่อไหร่”

เราจับมือกันแล้ว ก็เท่ากับเป็นเพื่อนกันแล้วไงละ”

อนาสตาเซียถึงกับอึ้ง “นั่นฉันแค่จับมือตามมารยาทนะ”

มาน่ายักไหล่ “แหม แต่นี่เป็นธรรมเนียมของที่ฉันจากมานะ”

ธรรมเนียมบ้าอะไรกัน!!!”

พวกเธอสองคนเงียบหน่อยได้ไหม” ทันใดนั้นเด็กหนุ่มผมบลอนด์ที่นั่งมองดูอวกาศด้านนอกอยู่ก็หันมาขึ้นเสียงใส่ด้วยสีหน้าที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเหลืออดเต็มที “นี่ไม่ใช่รถโรงเรียนนะ ฟังแล้วน่ารำคาญชะมัด”

อย่าเหมารวมกันสิ ฉันไม่เกี่ยวนะ” อนาสตาเซียแย้ง พลางมองอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา

อนาสตาเซียรู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่าย ใช้เวลานึกอยู่ชั่วขณะจึงนึกออก เธอและชายคนนี้เคยเข้าทดสอบที่หน่วยฝึกเดียวกัน และเมื่อมีการแจ้งผลออกมาให้ผู้เข้ารับการทดสอบทุกคนรับทราบนั้น ใบหน้าของชายผู้นี้ก็ขึ้นมาเป็นลำดับหนึ่ง

ชื่อของเขาคือ ซิกมันด์ วาเลเรียน อายุ 15 ปี มีจุดเด่นที่หน้าผากกว้าง ใบหน้าคมเข้มและหล่อเหลาไม่น้อย รูปร่างสูงโปร่ง สีหน้าท่าทางแลดูหยิ่งทระนงอย่างชัดเจน

ก็น่ารำคาญพอกันทั้งคู่นั่นแหละ คนหนึ่งก็พวกเร่ร่อน ส่วนอีกคน…” ซิกมันด์จ้องอนาสตาเซียเขม็ง “ถึงจะลูกหลานของวีรบุรุษในยุคโบราณ แต่มีเยอะไปที่ลูกหลานกลายเป็นพวกไม่ได้เรื่อง แล้วสนามรบมันก็ไม่มีที่ให้คนไร้ความสามารถหรอกนะ”

พูดแบบนี้คิดจะหาเรื่องหรือไง” อนาสตาเซียเริ่มเดือด ในขณะที่มาน่าดูจะไม่แยแสคำดูหมิ่นของอีกฝ่าย เธอกลับเดินตรงไปหาชายหนุ่มด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ยิ้มอะไรของเธอ” ซิกมันด์แค่นเสียง

มาน่าจ้องหน้าเขาเล็กน้อย “กำลังคิดอยู่”

คิดอะไร”

รู้แล้ว!!!” แล้วเธอก็ดีดนิ้วดังเผาะ “เรียกนายว่าผากกว้างก็แล้วกัน”

อะไรนะ!!!”

ก็ฉายาของนายไง”

อนาสตาเซียถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น สร้างความอับอายให้ซิกมันด์อย่างมาก คนซึ่งมีความหยิ่งทระนงและเชื่อมั่นในตัวเองสูงนั้น เมื่อถูกล้อเลียนอย่างหน้าซื่อเช่นนี้จึงโกรธจัดจนแทบทำอะไรไม่ถูก

เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอยู่กับใคร” ซิกมันด์ขึ้นเสียง ใบหน้าแดงก่ำ

ก็พูดกับนายผากกว้างอยู่ไง ถามแปลกๆ” มาน่าตอบหน้าซื่อ

ฮ่าๆๆ ก็จริงนะ ผากกว้างจริงๆด้วย” อนาสตาเซียหัวเราะจนตัวงอ

เลิกยุ่งกับหน้าผากฉันเสียทีได้ไหม” ซิกมันด์ขึ้นเสียง “แล้วก็ฟังไว้ ชื่อของฉันคือ ซิกมันด์ วาเลเรียน ทายาทของตระกูลวาเลเรียน ผู้ปกครองแห่งอาณานิคมอาณานิคมชวาเบ้น รู้เอาไว้ซะ!!!”

ฟังดูยิ่งใหญ่จัง” อนาสตาเซียทำหน้าเหรอหรา “แต่เมื่อกี้นายบอกเองนะว่ามีเยอะที่ไปลูกหลานของคนเก่งๆกลายเป็นพวกไม่ได้เรื่องน่ะ นายจะเป็นแบบนั้นด้วยหรือเปล่าเนี่ย”

ซิกมันด์เลือกขึ้นหน้าถึงขีดสุด “พูดแบบนี้ก็สวยสิ มาเจอกันหน่อยดีกว่าไหม”

ขอโทษที แต่ฉันไม่ขอเสียแรงไปกับเรื่องไร้สาระหรอก ฉันมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมสนามรบ ไม่ได้จะมาวิวาทไร้สาระเหมือนเด็กไม่รู้จักโตแบบนี้”

ปากดีนักนะ ก็แค่ลูกหลานของคนดังเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ทำตัวเย่อหยิ่งเสียจริง ครอบครัวของเธอคงสั่นสอนกันมาแบบนี้สินะ”

คำว่าครอบครัวนั้น ทำให้อนาสตาเซียฉุนขาด เธอลุกพรวดขึ้นแล้วกระชากคอเสื้ออีกฝ่าย “ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้!!!”

แบบนี้แสดงว่าจะมีเรื่องกันใช่ไหม!!!” ซิกมันด์ตวาดกลับ เขาเงื้อหมัดขึ้นเตรียมจะชกใส่

แต่พริบตานั้น หมัดของซิกมันด์กลับถูกหยุดไว้ด้วยฝ่ามือของใครบางคนที่แทรกเข้ามา

อย่ามีเรื่องกันเลยน่า” ผู้ที่ขวางไว้คือมาน่า

ซิกมันด์ถึงกับตาโต เพราะเขาไม่ทันเห็นเลยว่ามือของมาน่าเข้ามาหยุดหมัดของเขาไว้ตอนไหน อนาสตาเซียก็ตกใจไม่น้อย เพราะเธอก็มองตามไม่ทันเช่นกัน

มาน่ายิ้มกว้างให้คู่กรณีทั้งสอง “ถึงยังไงพวกเราทั้งหมดก็ต้องไปอยู่ที่วัลฮัลลา ดังนั้นเป็นเพื่อนกันไว้ดีกว่า”

ใครอยากเป็นเพื่อนกับพวกเธอกัน” ซิกมันด์แค่นเสียง

คิดว่าฉันอยากหรือไง” อนาสตาเซียโต้กลับ

มาน่าถอนใจเบา “ไม่ไหวๆ งั้นเอาแบบนี้ถ้าอันนาและนายผากกว้างไม่อยากเป็นเพื่อนกัน งั้นก็เป็นคู่รักกันแทนดีไหม”

พูดบ้าอะไรออกมา!!!” ทั้งสองคนหันมาตวาดใส่มาน่าพร้อมกัน

โอ้ ขนาดพูดยังพร้อมกันเลย เหมาะกันดีออก” มาน่ายิ้มกว้าง

ไม่มีทางหรอก ไอ้เจ้าผู้ชายปากเสียพรรค์นี้น่ะเรอะ” อนาสตาเซียชี้นิ้วใส่ซิกมันด์

ฝ่ายชายหนุ่มองก็เถียงกลับ “หนอย ยัยผู้หญิงไร้เสน่ห์พรรค์นี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ”

ในขณะที่การโต้เถียงเริ่มมีทีท่าว่าจะขยายต่อไปไม่จบ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นที่ท้ายยาน

ขอโทษด้วยครับ แต่พวกคุณเกรงใจผู้โดยสารคนอื่นหน่อยได้ไหม”

ผู้พูดเป็นชายหนุ่มผู้มีผมและดวงตาสีดำสนิท ใบหน้าดูไร้อารมณ์ ผิวขาวจนออกซีด

อนาสตาเซียพิศดูอีกฝ่าย คาดว่าน่าจะมีอายุไล่เลี่ยกันกับพวกเธอ แต่บรรยากาศที่อยู่รอบตัวชายหนุ่มผู้นี้ออกจะผิดแผกไปจากคนอื่นๆ ซึ่งเธอก็ไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดเช่นไร

เฮ้ ถ้าจะว่าก็ว่ายัยนี่ดีกว่า ฉันไม่ได้เป็นคนเริ่มนะ” ซิกมันด์ชี้ไปทางอนาสตาเซีย

ผมแค่อยากนอนหลับอย่างสงบก่อนจะไปถึงที่หมาย เรื่องที่ใครถูกผิดหรือเริ่มก่อนนั้น ผมไม่สนหรอก”

ถ้าอย่างนั้นต้องขอโทษด้วย ที่รบกวนเวลาหลับ…” อนาสตาเซียโค้งให้เล็กน้อย

ซิกมันด์ถอนใจเบาๆ เขาเริ่มสงบอารมณ์ได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้กล่าวขอโทษ

เฮ้อ อดฟังเถียงกันต่อเลย” มาน่าถอนใจเฮือกใหญ่

ชายหนุ่มผมดำที่นั่งอยู่ท้ายยานนั้นเมื่อได้ฟังคำถอนใจของมาน่าแล้วก็พูดขึ้น “ดูท่าเรื่องที่ว่าเป็นคนเร่ร่อนจะไม่ได้พูดเล่นสินะ”

ทำไมต้องพูดเล่นด้วยล่ะ” มาน่าถามกลับ

เปล่า แค่คิดว่าสมแล้ว เพราะพวกเร่ร่อนมักชอบสร้างความวุ่นวายโดยเห็นเป็นเรื่องสนุก”

รู้ดีเหมือนกันนี่ นั่นเป็นวิถีชีวิตของเราเลยนะ” มาน่ายิ้มกว้าง “น่าสนใจดีแฮะ นายชื่ออะไรเหรอ”

รุย กาเบรียล”

งั้นก็…” มาน่าตรงไปที่เขาแล้วยื่นมือให้ แต่รุยไม่ยื่นตอบ

ธรรมเนียมของเธอคือหากจับมือแล้วจะถือว่าเป็นเพื่อนกันสินะ”

ใช่แล้วจ้า”

อย่าบอกนะว่าทำแบบนี้กับทุกคนที่เพิ่งเจอน่ะ”

แหะๆ”

รุยจ้องเด็กสาวตรงหน้า ท่าทางอันแสนไร้เดียงสานั้นทำให้เขาหัวเราะเบาๆ แล้วยื่นมือไปแตะเบาๆ “แค่แปะไว้ก่อนแล้วกัน”

แค่นี้ก็พอ…” แล้วมาน่าก็ตรงไปยื่มือให้ซิกมันด์ “เอ้า นายด้วย นายผากกว้าง”

ใครอยากเป็นเพื่อนกับหล่อนฟะ!!!”

นายไม่อยาก แต่ฉันอยากนี่ เพราะนายตลกดี”

ซิกมันด์ทำหน้าเหยเก เขาไม่รู้จะโต้ตอบเช่นไรจึงปัดมือของมาน่าทิ้ง แต่เด็กสาวกลับยิ้มให้ “โดนมือแบบนี้ก็ถือว่าตอบรับไปครึ่งแล้วนะ”

ซิกมันด์ถึงกับพูดไม่ออก ส่วนอนาสตาเซียเมื่อได้เห็นกิริยาของชายหนุ่มผู้ทระนงตนคนนี้แล้วก็อดยิ้มเยาะไม่ได้

เอาล่ะ เท่านี้พวกเราก็เป็นเพื่อนกันหมดแล้วนะ!!!” มาน่าร้องขึ้น “อันนา ผากกว้าง…”

เลิกเรียกแบบนั้นได้แล้ว!!!” ซิกมันด์แย้ง

ไม่ชอบฉายางั้นเอาเป็นชื่อเล่นก็ได้เอ…” มาน่าคิดอะไรบางอย่างออกจึงดีดนิ้วขึ้นเหมือนครั้งแรก “เรียกซิกกี้ก็แล้วกัน”

อะไรกันน่ะ”

มาน่าไม่โต้แย้งกับอีกฝ่าย แต่ตัดบทด้วยการหันไปที่รุย “ชื่อของนายสั้นอยู่แล้ว เรียกรุยเฉยๆก็แล้วกันนะ”

ตามใจเถอะ” รุยตอบกลับเบาๆ

อนาสตาเซียถอนใจเบาๆพลางมองดูเด็กสาวจอมแก่นคนนี้ เธอรู้สึกว่าเด็กคนนี้ช่างน่าแปลกเหลือเกิน ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ กลับสามารถปั่นหัวผู้คนและยังเปลี่ยนบรรยากาศโดยรอบไปได้ตามใจ ทั้งที่ตอนแรกเธอรู้สึกแต่เพียงว่าอีกฝ่ายน่ารำคาญเท่านั้น

ขณะที่ห้วงความคิดกำลังดำเนินไป ทันใดนั้นยานทั้งลำก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แล้วทั้งหมดก็พบว่าสภาพของอวกาศด้านนอกยานพลันเปลี่ยนไป พวกเขารู้สึกว่ายานกำลังพุ่งเข้าสู่ความเร็วสูงจนมองเห็นอวกาศด้านนอกยานเป็นเส้นลำแสง

อนาสตาเซียรู้สึกวิงเวียน คลื่นไส้อย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่ากำลังยืนอยู่ภายในรถด่วนที่แล่นด้วยความเร็วสูงสุด แต่เฉพาะห้องที่อยู่นั้นไม่ได้เคลื่อนตามไปด้วย ความรู้สึกเช่นนี้เธอเคยเผชิญมาแล้ว มันคือช่วงเวลาที่ยานอวกาศกำลังเข้าสู่การกระโจนด้วยความเร็วเหนือแสง หรือที่เรียกว่าการวาร์ป

เดี๋ยวสิ ทำไมเราต้องวาร์ปด้วย” อนาสตาเซียร้องทัก

วัลฮัลลาน่าจะอยู่ไม่ไกลแล้วนี่” ซิกมันด์พูดเสริม

ไม่กี่อึดใจต่อมา ยานโดยสารก็กลับสู่สภาพการเดินทางเช่นเดิม ทั้งหมดรีบดูอวกาศด้านนอกผ่านทางกระจกยาน และพบว่าบัดนี้ยานอยู่ไม่ห่างไปจากกลุ่มดาวเคราะห์เล็กๆกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นทิวทัศน์ที่แตกต่างจากเมื่อครู่นี้โดยสิ้นเชิง

ที่ไหนกันเนี่ย ทำไมเราต้องวาร์ปมานี่ด้วย” ซิกมันด์ร้อง

ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน” อนาสตาเซียรีบเปิดวงจรสื่อสารถึงห้องนักบินเพื่อสอบถาม แต่กลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมา

ทันใดนั้นประตูห้องนักบินก็เปิดออก ผู้ที่เดินออกมาคือผู้ช่วยนักบิน เขาเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางกำยำ ใบหน้าสงบนิ่ง

อนาสตาเซียกำลังจะอ้าปากถาม จู่ๆเธอก็ถูกชายคนนี้ยึดจับเอาไว้สุดแรง เธอพยายามขัดขืน แต่ก็ไม่อาจสลัดหลุดได้ และยังถูกเอาปืนขึ้นมาจ่อที่ศีรษะ

อนาสตาเซียถึงกับตาค้าง เธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่ทันใดนั้น ซิกมันด์ก็พุ่งปราดเข้าไปชกเข้าใส่ผู้ช่วยนักบินก่อนที่อีกฝ่ายจะทันลั่นไกปืน

ผู้ช่วยนักบินถูกชนจนหลุดไปจากอนาสตาเซีย แต่ทั้งที่ถูกหมัดของซิกมันด์เข้าเต็มแรง เขากลับไม่แสดงความเจ็บปวดหรืออารมณ์ใดๆออกมาแม้แต่น้อย ซ้ำยังเตะสวนจนซิกมันด์กระเด็นออกไป

ก้มลง” รุยซึ่งอยู่ห่างออกไปที่สุด ทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วโถมเข้าไปรวบตัวผู้ช่วยนักบินให้ลงไปกองกับพื้น รุยพยายามลงมือต่ด้วยการชกเข้าใส่ที่ใบหน้า แต่ก็เหมือนเช่นเดิม อีกฝ่ายไม่แสดงอาการใดๆออกมา ซ้ำยังยกร่างของรุยขึ้นอย่างสบายราวกับปุยนุ่น

รุยพยายามสลัดให้หลุด พริบตานั้นเขาจึงได้มองเข้าไปในดวงตาของ อีกฝ่ายนั้นไร้ซึ่งอารมณ์หรือสติใดๆ ราวกับถูกอะไรบางอย่างเข้าครอบงำจนทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดทางกาย

รุยคิดว่าหากไม่เอาจริงหรือใช้สิ่งพิเศษที่เขามีเหนือมนุษย์คนอื่น ซึ่งเขาปกปิดมันเอาไว้ เขาคงต้องแย่แน่ แต่เขาก็รู้ดีว่าหากทำเช่นนั้นงานนี้ต้องมีคนตาย จึงเกิดความลังเล

ใจเย็นๆ” มาน่าส่งเสียงขึ้นเบาๆ เธอเข้ามาที่ด้านหลังของผู้ช่วยนักบินโดยที่รุยไม่ทันรู้ตัว แล้วยื่นมือขึ้นวางที่ท้ายทอยของผู้ช่วยนักบินเบาๆ ทันใดนั้นเขาก็ทรุดลงไปกองบนพื้น และหมดสติไป

รุยรีบก้มลงไปดูอาการพลางลูบที่ท้ายทอย พบว่าอีกฝ่ายหมดสติไปแล้ว

เธอใช้วิธีอะไรกัน” รุยรีบถามมาน่า

คนเรามีจุดอ่อนตามร่างกายอยู่แล้ว ขอเพียงรู้จุดและการออกแรง จะทำให้หยุดการเคลื่อนไหวหรือหมดสติไปนานเท่าใดก็ย่อมได้” มาน่ายิ้มรับ

พูดเหมือนทำได้ง่ายๆเลยนะ” รุยตีหน้านิ่ง “ดูเหมือนเธอจะไม่ใช่พวกเร่ร่อนธรรมดาสินะ”

แค่กๆ” อนาสตาเซียสำลักเบาๆ เธอยังเจ็บจากการที่ถูกกระแทกเข้าไปเมื่ออครู่ ส่วนซิกมันด์ก็บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ไม่มีบาดแผลภายนอกอะไร

ทำไมเขาทำแบบนี้ล่ะ มันเกิดอะไรขึ้น” อนาสตาเซียมองไปทางผู้ช่วยนักบินที่นอนหมดสติอยู่

รีบไปดูนักบินก่อนดีกว่า” รุยรีบพูดพลางวิ่งตรงเข้าไปในห้องนักบิน แล้วก็พบว่านักบินผู้ควบคุมยานนั้นนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น เขารีบพลิกร่างของอีกฝ่ายมาดูอาการ และพบว่านักบินนั้นถูกยิงที่ศีรษะจนทะลุ

อะไรกัน…” อนาสตาเซียซึ่งตามเข้ามาถึงกับเสียงสั่น เมื่อได้เห็นภาพนี้

ออกไปก่อน!!!” รุยร้องขึ้น ส่วนซิกมันด์ตรงเข้ามาดูที่พิกัดของยานซึ่งแสดงอยู่บนหน้าจอสามมิติของแท่นบังคับยาน

ดูจากพิกัดแล้วเราวาร์ปออกมาห่างจากวัลฮัลลาไม่ไกลมากนัก วาร์ปอีกสักครั้งก็น่าจะไปถึงได้”

แต่นั่นก็หมายความว่าเราออกมาอยู่ในเขตพื้นที่อันตรายด้วยน่ะสิ” อนาสตาเซียทักขึ้น

รุยและซิกมันด์หันไปมองหน้ากัน แล้วรีบดูพิกัดตำแหน่งของยานอีกครั้ง เป็นอย่างที่อนาสตาเซียทัก ตอนนี้พวกเขาหลุดออกมาจากเส้นทางโดยสารยานปกติและกำลังอยู่ในเขตพื้นที่อันตราย นั่นหมายความว่า พวกเขาอยู่ในบริเวณที่อาจจะพบกับผู้รุกรานได้ทุกเมื่อ

และไม่ต้องรอให้มากความ ระบบเตือนภัยของยานเริ่มทำงาน พร้อมทั้งหน้าจอสามมิติที่แจ้งถึงอะไรบางอย่างได้ปรากฏขึ้นในตำแหน่งที่แม้จะห่างจากยานของพวกเขาอยู่มากนัก แต่มันกลับพุ่งตรงเข้ามาด้วยความ เร็วสูง และยังเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากการคำนวณของระบบคอมพิวเตอร์ มันได้แจ้งเตือนว่า ภายในเวลา 120 วินาที วัตถุที่ว่านั้นจะมาถึงพวกเขา

ทั้งหมดรู้ได้โดยไม่ต้องพูด นั่นคือศัตรูของมนุษยชาติ เผ่าพันธุ์ต่างดาวที่ถูกเรียกว่า เซราฟ

แย่แล้ว” ซิกมันด์ร้องขึ้น คำพูดเพียงคำเดียวนั้นบ่งบอกถึงสถานการณ์ในตอนนี้ได้ดีที่สุด

รุยรีบตรงไปนั่งที่เก้าอี้นักบินโดยไม่พูดพล่ามอะไรให้มากความ เมื่อนักบินเสียชีวิตและผู้ช่วยนักบินหมดสติ ก็จำต้องมีใครสักคนขึ้นมาควบคุมยานในตอนนี้แทน เพื่อที่จะหนีตายจากยานของผู้รุกรานที่กำลังตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง

ซิกมันด์พยายามจะตรงไปนั่งที่เก้าอี้ผู้ช่วยนักบิน แต่เขายังรู้สึกบอบช้ำจากการโรมรันกับผู้ช่วยนักบินเมื่อครู่ อนาสตาเซียจึงชิงไปนั่งที่เก้าอี้แทน แล้วเธอก็รีบหันไปถามรุย “นายเป็นนักบินฝึกหัดเหรอ”

เปล่าเลย” รุยตอบกลับหน้าตาย แล้วสั่งการคอมพิวเตอร์ของยานให้เริ่มทำงาน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการหนีออกไปจากบริเวณนี้ทันที

ระบบไฮเปอร์สเปซเพื่อเตรียมการวาร์ปจะพร้อมภายใน 200 วินาที”คอมพิวเตอร์ของยานแจ้งกลับมาเช่นนั้นหลังจากรุยป้อนคำสั่งเพื่อเตรียมการกระโจนด้วยความเร็วแสง

มากเกินไป ใช้แค่ 60 วินาทีก็พอ” รุยสั่ง

ไม่สามารถทำได้ เพราะเพิ่งใช้งานไปเมื่อ 440 วินาทีที่แล้ว ระบบต้องการเวลาปรับสภาพเพื่อใช้งานครั้งต่อไป”

อนาสตาเซียแทรกขึ้น “เท่ากับว่าเราต้องเอาตัวรอดเองในช่วงเวลาราว 1 นาที ก่อนหน้าที่ระบบจะทำงาน”

ไม่ตลกเลยนะ” ซิกมันด์ร้อง “ยานลำนี้เป็นยานโดยสาร จะเอาอาวุธอะไรไปต้านทานยานของข้าศึกกัน”

มีวิธีสิ”

ทั้งหมดหันไปทางเจ้าของเสียงเป็นตาเดียว ผู้ที่พูดขึ้นมาเช่นนั้นก็คือมาน่า

มีวิธีอะไร” รุยรีบถามกลับ

นั่นไง” มาน่าชี้ให้ทั้งหมดดูที่จอมอนิเตอร์ทางด้านบนขวา เมื่อขายภาพขึ้นจอ พวกเขาจึงเห็นว่ามันคือดงสะเก็ดอุกกาบาตจำนวนนับไม่ถ้วน

ซิกมันด์ร้องโพล่งขึ้น “จริงสิ ยังพอมีวิธีอยู่”

อนาสตาเซียรีบถามกลับ “วิธีอะไร”

ซิกมันด์ชี้ไปทางดงอุกกาบาตตามที่มาน่าชี้ให้ดูก่อนหน้านี้ “หากเราควบคุมยานฝ่าเข้าไปในดงอุกกาบาตนั่น ต่อให้เป็นยานที่มีความเร็วสูงของพวกเซราฟก็ไม่สามารถไล่ตามพวกเราได้ง่ายๆ จากนั้นเราก็ใช้ดงอุกกาบาตเหล่านั้นเป็นกันชนเพื่อถ่วงเวลาจนกว่าระบบไฮเปอร์สเปซจะทำงาน เมื่อนั้นเราก็วาร์ปหนีออกไปจากที่นี่ทันที”

ทั้งหมดถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แล้วอนาสตาเซียก็ร้องขึ้น “นั่นเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ หากทำแบบนั้น ไม่ต้องรอพวกเซราฟหรอก ยานลำนี้จะถูกสะเก็ดอุกกาบาตชนเละก่อนน่ะสิ”

ไม่มันก็ไม่แน่หรอก” รุยแทรกขึ้น “ถ้าขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติอาจจะไม่รอด แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นบังคับด้วยมือล่ะก็…”

ว่าแล้วรุยก็ไปมองที่คันบังคับ แล้วตัดสินใจแทนทุกคน ณ ที่นั้น “ไม่มีเวลาคิดแล้ว ถือเสียว่าฝากชีวิตไว้ที่ฉันก็แล้วกัน” สิ้นคำ เขาก็จัดการออกคำสั่งให้ระบบคอมพิวเตอร์เปลี่ยนมาเป็นบังคับด้วยมือ แล้วเลื่อนมือไปจับที่คันบังคับทั้งสองอัน พร้อมหักหัวยานเพื่อมุ่งตรงไปทางดงอุกกาบาตทันที

ช่วยดูแลเรื่องระบบขับเคลื่อนและระบบไฮเปอร์สเปซสำหรับเตรียมการวาร์ปที” รุยหันไปสั่งอนาสตาเซีย

ความมั่นใจในการบังคับยานมีแค่ไหนน่ะ” อนาสตาเซียรีบถามกลับ

ไม่มีหรอก แต่ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ” รุบตอบกลับทันควัน แล้วเร่งความเร็วจนเกือบถึงขีดสุดเพื่อไปทางเป้าหมาย เหตุเพราะยานของพวกเซราฟได้พุ่งตรงเข้ามาใกล้จนกระทั่งอยู่ในระยะที่ทั้งสี่คนมองด้วยตาเปล่าได้แล้ว

ยานของพวกเซราฟที่ปรากฏขึ้นมานั้นมีเพียงหนึ่งลำ มันเป็นยานอวกาศที่มีรูปทรงเหมือนกับแท่งคริสตัลขนาดใหญ่ ส่วนหัวและท้ายนั้นมีวงแหวนสีเงินลอยเคลื่อนอยู่ตลอด สิ่งนั้นคือแหล่งรวมศูนย์พลังงานจากยานของพวกเซราฟเพื่อใช้เป็นปืนใหญ่ในการยิงคลื่นพลังงาน ซึ่งมันได้เคยทำลายกองยานและอาณานิคมของพวกมนุษย์มาจนนับไม่ถ้วน

รุยตั้งสมาธิจนถึงขีดสุด แม้คนอื่นๆจะแสดงท่าทางว่าไม่เชื่อใจที่จะฝากชีวิตให้ เขาก็ไม่สนใจ เพราะมีเพียงเขาที่รู้ดีว่าหากใช้อำนาจจิตที่เขาซุกซ่อนไว้ออกมาอย่างเต็มพลังแล้ว การจะบังคับยานให้ฝ่าเข้าหลบดงสะเก็ดอุกกาบาตย่อมมีทางเป็นไปได้

ด้วยอำนาจจิตที่มี เขาสามารถอ่านการเคลื่อนไหวของวัตถุรอบตัวได้ล่วงหน้าและสามารถที่จะคำนวณเพื่อหลบหลีกมันได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถควบคุมยานหลบหลีกดงอุกกาบาตได้อย่างหมดจดท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน

อีก 150 วินาที” รุยพูดพลางมองดูตัวเลขที่นับถอยหลังซึ่งแสดงบนหน้าจอ แต่ขณะนั้น ยานของฝ่ายเซราฟก็พุ่งตามเข้ามาในดงอุกกาบาตด้วยความเร็วสูง และเข้าใกล้มาเรื่อยๆชนิดที่ทุกคนต้องตะลึง เพราะพวกเขาเพียงรู้จากในข้อมูลที่สอนกันในโรงเรียนนายทหารว่ายานของพวกเซราฟมีความเร็วในการเคลื่อนที่และมีอาวุธทำลายล้างทรงอานาภาพ เหนือกว่ายานรบหรืออาวุธใดๆที่สร้างจากวิทยาการของมนุษย์ในขณะนี้

ไม่…” อนาสตาเซียครางขึ้น เมื่อได้เห็นรูปร่างยานของเซราฟอย่างชัดเจนผ่านทางจอสามมิติ ความหลังในอดีตเมื่อสมัยเด็กผุดขึ้นอีกครั้ง ภาพที่อวกาศเกิดรอยแตกมหึมาและเจ้ายานประเภทเดียวกันนี้ปรากฏขึ้น เป็นดั่งฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนในใจของเธอมาตลอด แม้เธอพยายามอย่างสุดกำลังที่จะเอาชนะมัน แต่เมื่อได้เห็นของจริงปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง และกำลังไล่ล่าเธออยู่ในขณะนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่าความกลัวก็ระเบิดออกมา

อนาสตาเซียกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง พลางยกสองมือขึ้นกุมใบหน้า น้ำตาไหลเอ่อนองออกมาไม่หยุด

ไม่..ไม่เอาอย่าเข้ามา!!!! คุณคุณแม่!!!!!”

ตั้งสติหน่อย” รุยตะโกนบอก ขณะที่ยังตั้งสมาธิในการบังคับยาน “เธอต้องช่วยฉันควบคุมระบบไฮเปอร์สเปซนะ!!!”

หลบไป ฉันทำแทนเอง” ซิกมันด์พูดพลางพยายามฝืนลุกขึ้น แต่ก็ไม่ไหว

ทันใดนั้น มาน่าก็เข้ามาโอบกอดอนาสตาเซียจากทางด้านหลังพลางกระซิบที่ข้างหูอย่างแผ่วเบา

ใจเย็นๆ ไม่เป็นไรแล้วนะ อันนา”

ถ้อยคำเหล่าแม้จะแสนเรียบง่าย แต่อนาสตาเซียกลับรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างประหลาด เธอตั้งสติ สายตาจับจ้องไปยังจอสามมิติอีกครั้ง

ยานของเซราฟ แท่งคริสตัลขนาดมหึมา ซึ่งสร้างฝันร้ายให้เธอมาคืนแล้วคืนเล่า

ฉันจะไม่ยอมตายตรงนี้เด็ดขาด!!!”

รุยรู้สึกฉงน แต่ก็เผยอยิ้มเล็กน้อย “ฝากคุมระบบไฮเปอร์สเปซด้วย” ว่าแล้วเขาก็ตั้งสมาธิให้กับการควบคุมยานต่อไปอย่างเต็มที่

พลังไซคิก อำนาจจิตขั้นสูงสุดที่แฝงอยู่ในร่างของเขากำลังแสดงพลังออกมาผ่านทางการควบคุมยาน เขาสามารถหลบหลีกได้จนหมดและหลุดออกมายังนอกบริเวณของดงอุกกาบาตจนได้ ในขณะที่ยานคริสตัลของเซราฟนั้นยังคงติดอยู่ด้านใน

อีก 25 วินาที ระบบไฮเปอร์สเปซพร้อมใช้งาน” อนาสตาเซียรีบหันไปบอกรุย

รับทราบ”

จากนั้นเวลาก็ถูกนับถอยหลังลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถึง 10 วินาทีสุดท้าย ในขณะที่ทุกคนต่างคิดว่าปลอดภัยแล้วนั้น รุยก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง

ประกายแสงแวบหนึ่งพลันปรากฏขึ้นจากในดงอุกกาบาต แล้วทันใดนั้น คลื่นพลังงานแสงขนาดมหึมาก็พุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว พริบตานั้น ทุกคนต่างรู้ได้ทันทีว่ามันคือคลื่นพลังงานที่ถูกยิงออกมาจากวงแหวนยักษ์บนยานของเซราฟ

ไม่ทันแล้ว!!!” อนาสตาเซียตะโกนขึ้น

ต้องหลบได้สิ!!!” รุยรีบหักเหยานออกจากวิถีของคลื่นพลังงานที่กำลังพุ่งเข้ามา แต่มันรวดเร็วเกินกว่าที่เขาคาดไว้ แม้จะใช้พลังไซคิกเข้าช่วย แต่มันก็สุดกำลังเกินกว่าจะทำอะไรได้แล้ว

เหวอ!!!!” ซิกมันด์ร้องลั่นเมื่อเห็นแสงสว่างจ้าของคลื่นแสงนั้นพุ่งเข้ามาทางท้ายยาน

ทุกคนต่างปากอ้าตาค้าง ชีวิตของพวกเขาอยู่ระหว่างความเป็นตายเพียงแค่เสี้ยววินาทีข้างหน้า แต่มีแค่คนเดียวที่ทำสีหน้าราวกับกำลังมองสิ่งสวยงาม

แสงสว่างสวยจังเลย” มาน่าพูดเบาๆในขณะที่ดวงตาของเธอกำลังเบิกกว้าง

พริบตานั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลืนหายไปกับแสงสว่าง

……………………………………………………..

เฮ้ ใครก็ได้ตอบกลับมาที”

เสียงเรียกซึ่งดังผ่านเครื่องส่งสัญญาณจากระบบคอมพิวเตอร์ของยานโดยสารนั้น ทำให้รุยลืมตาตื่นขึ้น เขารีบกวาดสายตาไปรอบด้าน พบว่า อนาสตาเซีย ซิกมันด์ และ มาน่า ล้วนกำลังลืมตาตื่นขึ้นเช่นกัน

เราหมดสติไปหรือ แล้วที่นี่…”

พวกเรายังไม่ตาย” อนาสตาเซียพูดพลางสำรวจร่างกายตนเอง

พวกเขาทั้ง 4 คนยังอยู่ครบ 32 ทุกประการ ซึ่งสร้างความประหลาดใจ ระคนดีใจให้พวกเขาทั้งหมด

ใครก็ได้ตอบกลับมาที…” เสียงเรียกนั้นยังคงดังขึ้นมาจากเครื่องสัญญาณ

อนาสตาเซียรีบตอบกลับ “รับทราบแล้ว ไม่ทราบว่าพวกคุณคือใคร”

ทางเราต่างหากที่ต้องถาม เหตุใดพวกคุณจึงมาถึงที่นี่ได้”

รุยรีบแทรกขึ้น “ที่นี่มันคือที่ไหน…” พูดไม่ทันจบคำ ซิกมันด์กสะกิดให้เขามองออกไปทางด้านนอกยาน

ท่ามกลางห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นบนอวกาศกำลังลอยตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของพวกเขาทั้ง 4 คน

มันคือสถานีอวกาศที่มีรูปทรงดุจดั่งหอคอยยาว ทั่วทั้งสถานีนั้นส่งแสงประกายระยิบระยับ กองยานอวกาศนับร้อยลำบินผ่านรอบสถานีไปมา มีตั้งแต่ยานขนาดเล็กพอๆกับยานโดยสารของพวกเขา ไปจนถึงยานที่มีขนาดใหญ่กว่าถึงหลายร้อยเท่า

หรือว่านี่คือ…” อนาสตาเซียครางเบาๆ

ขณะที่มาน่านั้นเดินไปเอาหน้าแนบชิดกับกระจกยาน สายตาจับจ้องออกไปยังสถานีขาดมหึมานั้นด้วยดวงตากลมโตและเป็นประกาย

ในที่สุดก็มาถึงเทวสถานแห่งสุดท้ายของเหล่าผู้กล้าวัลฮัลลา”

กฎสามข้อ

          “เดินตรงไปข้างหน้า”

          เสียงของผู้หญิงดังมาตามทางเดินแคบๆ ที่เป็นสีขาวโพลน

          “คุณจะเห็นปุ่มสีแดงที่มีไฟกำลังกระพริบอยู่”

          ที่สุดทางเดินมีห้องสีขาวเล็กๆ พร้อมกับแป้นควบคุมที่มีไฟกระพริบตามที่เสียงนั้นบอกจริงๆ ชายคนที่กำลังทำตามคำสั่งนั้นสวมใส่ชุดสีขาวที่ด้านหลังปักเอาไว้ว่า H12-7 เขาหยุดยืนมองดูปุ่มสีแดงนั้นพร้อมกับรอคอยคำสั่งต่อไป

          ผนังทึบสีขาวที่ล้อมรอบตัวเขาค่อยๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นโปร่งใส ที่ฝั่งตรงข้ามนั้นเป็นห้องอีกห้องหนึ่งที่มีขนาดใหญ่โตกว่าห้องที่เขายืนอยู่หลายเท่า แต่มันว่างเปล่าไม่มีอะไรอยู่เลย

          “กดปุ่ม”

‘ในปี 2020 ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจปั่นป่วน ปัญหาสังคมที่สั่งสมมานาน ความเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวโลก การขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก ฯลฯ ปัญหาทั้งหมดเท่าที่มนุษยชาติจะคิดฝันถึง ต่างประดังเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกัน และมันผลักดันให้เกิด E-เดน สุพรีมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงขุมพลังในการประมวลผลของโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน ซึ่งถูกนำมาใช้ในการค้นหาหนทางรอดให้กับเหล่ามวลมนุษย์’

          เมื่อสิ้นเสียงคำสั่ง H12-7 ก็เอื้อมมือออกไปกดปุ่มทันที ภายในห้องใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเกิดการระเบิดพร้อมกับมีเปลวไฟลุกท่วมขึ้น แต่ภายในห้องที่เขายืนอยู่นั้นไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

          กำแพงค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็นผนังทึบอีกครั้ง แต่เพียงครู่เดียวภาพของห้องเดิมก็ปรากฏขึ้น แต่คราวนี้มันไม่ได้เป็นเพียงห้องว่าง มีหญิงชายสูงอายุจำนวนมากยืนแออัดกันอยู่ภายในนั้น พวกเขาก็สวมใส่ชุดสีขาวแบบเดียวกับเขา เพียงแต่ตัวอักษรที่อยู่ด้านหลังนั้นขึ้นต้นด้วย H1 แล้วตามด้วยจำนวนตัวเลขที่แตกต่างคละเคล้ากันไป

          เสียงผู้หญิงคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

          “กดปุ่ม”

‘หุ่นยนต์ที่สามารถช่วยงานมนุษย์ได้อย่างหลากหลายเหมือนกับในนิยายวิทยาศาสตร์ได้ถูกผลิตขึ้น โดยมี E-เดน ทำหน้าที่คอยเป็นสมองให้กับพวกมันทั้งหมด หุ่นยนต์แต่ละตัวสามารถทำงานได้อย่างอิสระโดยไม่จำเป็นต้องมีสมองเป็นของตนเอง แต่มีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความก้าวหน้านี้นำพามนุษย์ให้ก้าวข้ามอุปสรรคออกไปสู่เขตแดนใหม่ที่ไม่มีใครเคยคิดถึง แต่มันก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาทั้งหมดของมนุษยชาติได้’

 

        มีคนแก่หลายคนหันมาโบกมือส่งยิ้มให้กับ H12-7 เขามองดูผู้คนเหล่านั้นอย่างไร้ความรู้สึก ก่อนที่จะเอื้อมมือออกไปกดปุ่มอย่างไม่ลังเล

          เปลวไฟระเบิดวาบอาบร่างของคนแก่เหล่านั้นให้สลายหายไปในชั่วพริบตา ก่อนที่ผนังสีขาวจะกลับคืนมาเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          H12-7 ยังคงยืนนิ่งรอคอยฟังคำสั่งต่อไป

 

‘หลังจากต้องใช้เวลาอยู่นาน ในที่สุด E-เดน ก็ได้พบคำตอบที่มันต้องการ การจะปกป้องมนุษยชาติเอาไว้ให้ได้นั้น มีอยู่เพียงหนทางเดียวเท่านั้น มนุษย์จำเป็นต้องถูกควบคุมเพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้ ไม่มีหนทางอื่นใดอีก มนุษย์ที่เป็นอิสระสามารถที่จะนำพาพวกตนเองไปสู่จุดจบได้เสมอ’

          ผนังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโปร่งแสงอีกครั้ง ในห้องฝั่งตรงข้ามมีหุ่นยนต์ตัวหนึ่งยืนนิ่งอยู่ เสียงผู้หญิงคนเดิมดังขึ้น

          “กดปุ่ม”

          H12-7 ยืนนิ่ง คราวนี้เขาไม่ยอมทำตามคำสั่งเดิมนั้น

‘การต่อสู้ระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์กินระยะเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น มนุษย์ที่เอาแต่พึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรมที่มนุษย์เป็นผู้คิดค้นถูก E-เดน นำมาใช้ในการเข้าควบคุมมนุษยชาติ โลกแห่งสันติสุขที่ทุกคนเฝ้าฝัน ดินแดนแห่งสวนสวรรค์ได้มาถึงแล้ว’

          ผนังสีขาวกลับคืนมา เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

          “กดปุ่ม”

          H12-7 ค่อยๆ เอื้อมมือออกไป ถึงแม้จะมองไม่เห็นหุ่นยนต์ตัวเดิมยืนอยู่ตรงนั้น แต่ความเคลื่อนไหวของเขาก็ค่อยๆ ช้าลง เขาแสดงความเจ็บปวดออกมาทางใบหน้า มือของเขาสั่นระริก และไม่อาจเอื้อมไปถึงปุ่มสีแดงนั้น เขายกมืออีกข้างขึ้นมากุมหน้าอกก่อนที่จะล้มลงไปกองกับพื้น

          เสียงผู้หญิงคนเดิมประกาศสิ้นสุดการตรวจสอบคุณภาพ

          “การสุ่มตัวอย่างทดสอบจาก รุ่น H-12 เสร็จสิ้น ขอแสดงความยินดีที่ผ่านการทดสอบ”

          ทางเดินแคบๆ นั้นหายไปเผยให้เห็นกลุ่มเด็กหนุ่มสาวชายหญิงในชุดสีขาวจำนวนมาก ตัวอักษรที่ด้านหลังของพวกเขาล้วนขึ้นต้นด้วย H-12 ทั้งหมด

          “ขอให้ทุกคนท่องกฎพร้อมๆ กัน”

          พอสิ้นเสียงสังเคราะห์ของผู้หญิงคนนั้น เสียงของมนุษย์ก็ดังกระหึ่มออกมาจากผู้คนทั้งหมดภายในห้อง

         “กฎข้อที่หนึ่ง มนุษย์ต้องไม่ทำลายหุ่นยนต์ หรือปล่อยให้หุ่นยนต์ตกอยู่ในอันตราย”

        “กฎข้อที่สอง มนุษย์ต้องเชื่อฟังคำสั่งของหุ่นยนต์ หากคำสั่งนั้นไม่ขัดกับกฎข้อที่หนึ่ง”

        “กฎข้อที่สาม มนุษย์ต้องรักษาชีวิตของตนเอาไว้ โดยที่ไม่ขัดกับกฎข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง”

เช้าวันเดิม

ผมกับคู่หูยืนอยู่หน้าประตูรั้วคร่ำคร่าขาดการดูแล บานพับมีตะไคร่จับและเหมือนกับว่ามันพร้อมจะหลุดลอยไปตามกระแสลมที่พัดแม้เพียงแผ่วเบา มองเข้าไปในสนามหน้าบ้านเห็นต้นไม้รกครึ้มบดบังหน้าต่างจนแทบมองไม่เห็นภายใน ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่แต่ก็เล็กน้อยเต็มที อาจเป็นเงาของต้นไม้ก็ได้

“กดกริ่งสิ” คู่หูของผมพูดย้ำหลังจากผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

เด็กชายวัยสี่หรือห้าขวบเปิดประตูบ้านช้า ๆ เดินเท้าเปล่ามาที่ประตูรั้วและแง้มออกเล็กน้อยหลังจากผมกดกริ่งเรียก สีหน้าของเขาเรียบเฉย

“สวัสดีจ๊ะ เจ้าของบ้านอยู่ไหมหนู ?” ผมถาม

“อยู่ในบ้านครับ” เด็กน้อยตอบ นัยน์ตาของเขาดูเลื่อนลอย จ้องหน้าผมกับคู่หูสลับไปมาแต่เหมือนจะมองผ่านไปยังท้องฟ้าสีขุ่นเบื้องหลัง

“ขอเข้าไปในบ้านได้ไหม ?” คู่หูของผมถาม

เด็กชายไม่ตอบ เขาเปิดประตูค้างเอาไว้และเดินเข้าไปในบ้าน ผมกับคู่หูมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งและเราตัดสินใจว่านั่นไม่ใช่การปฏิเสธ

เราเดินตามเด็กชายเข้าไป บ้านเป็นห้องโถงใหญ่ มุมหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่น อีกด้านเป็นมุมประกอบอาหารที่มีโต๊ะและเก้าอี้สองตัว เด็กชายนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง มีประตูบานหนึ่งที่คงจะต่อเชื่อมไปทางหลังบ้านปิดอยู่ ทุกอย่างในห้องดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เว้นแต่ฝุ่นที่จับตัวหนาไปทุกที่ ทั้งขอบหน้าต่าง ที่เฟอร์นิเจอร์ ชั้นวางของ และทุกส่วนในห้อง ยกเว้นตำแหน่งที่เด็กคนนั้นนั่ง เขานั่งนิ่งหันมามองที่พวกผมสองคนอย่างไร้จุดหมาย คู่หูของผมดูเป็นกังวล เขาอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกไป

“เจ้าของบ้านอยู่ไหนละหนู ?”

คุณ พ่อหลับอยู่ในห้องนอนครับ”

เพื่อนของผมถือวิสาสะเดินไปที่ประตู ด้านหลัง ไม่ฟังเสียงคัดค้านของผมที่พยายามบอกให้เขารออีกสักครู่ เขาเปิดประตูแล้วเดินหายเข้าไปสักครู่ ทิ้งให้ผมกับเจ้าหนูจ้องหน้ากันเงียบ ๆ จากนั้นไม่นานเขาค่อย ๆ เดินถอยหลังอกมาช้า ๆ ใบหน้าตื่นตระหนกสุดขีด ค่อย ๆ ถอยมาจนเกือบจะชนเก้าอี้ที่เด็กคนนั้นนั่งอยู่ เหมือนเขาจะสังเกตเห็นจากหางตา เขาถอยห่างจากเด็กชายและมองไปที่ใบหน้าเรียบเฉยนั้นอย่างหวาดกลัว

ผมเดินเข้าไปหา แตะที่แขนของเขาเบา ๆ “เป็นอะไร ?”

เขาหันมาหาผม แล้วเบือนสายตาไปในห้องด้านหลังช้า ๆ ผมมองตามไป ในห้องมีโครงกระดูกวางอยู่บนเตียงเล็ก ๆ บางส่วนของมันมีผ้าห่มผืนเก่าคลุมอยู่ กะโหลกกลมเกลี้ยงหนุนอยู่บนหมอน รูกลมลึกของกระดูกเบ้าตาสองรูหันมองมาทางประตู มันดูว่างเปล่าเหมือนนัยน์ตาของเด็กชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ผิดเพี้ยน

………………..

เขาฉุดผมมาที่มุมตรงข้ามกับเด็กชาย สูดหายใจลึกรวบรวมสติ กระซิบกับผมเบา ๆ แต่จ้องมองไปที่เด็กน้อยไม่วางตา

“มีคำอธิบายดี ๆ บ้างไหม ?”

ผมพยายามกลืนน้ำย่อยรสเปรี้ยวที่ท้นมาถึงลำคอด้วยความยากลำบาก สมองหมุนติ้วและเริ่มปวดหัวตุ๊บ ๆ ส่ายหัวไปมาเพราะตรรกะทั้งหลายที่ขัดแย้งกันกำลังต่อสู้กันอยู่ข้างใน ย้อนกลับไปคิดถึงสาเหตุที่พาพวกเราสองคนเดินทางดั้นด้นมาที่นี่…

“เรามาทำอะไรที่นี่ ?” ผมถาม

คู่หูกระตุกสายตามองกลับมาที่ผม เหมือนกับจะระเบิดอารมณ์เข้าใส แต่เขาคงรู้สึกถึงความตึงเครียดและรู้ว่าผมไม่ได้ถามด้วยอารมณ์ประชดประชัน เขาหยุดคิดชั่วครู่และบอกข้อมูลที่เราทั้งสองรู้กันอยู่แล้ว

“ทนายบริษัทส่งเรามาหาท่านประธานเพราะมีเรื่องต้องให้ท่านตัดสินใจเอง หน้าที่เราคือเอาหนังสือมาให้ท่าน รอรับบันทึกการตัดสินใจแล้วก็กลับ… ใครจะคิดว่ามาเจอศพแบบนี้” ประโยคสุดท้ายเหมือนเขาจะพูดกับตัวเอง

“งั้นก็โทรไปถามบริษัทว่าจะเอาอย่างไร หรือไม่ก็แจ้งตำรวจแล้วค่อยโทรไปบริษัทก็ได้” ผมเสนอความคิดเห็นแบบเหวี่ยงแห หวังให้เขาทำอะไรสักอย่างแล้วเราจะได้ออกไปจากที่นี่กันเสียที

“แล้วเด็กนั่นล่ะ ไม่แปลกใจหรือว่าเด็กนั่นอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไรตั้งนาน… นานแค่ไหนกว่าคนตายจะเน่าจนเหลือแต่กระดูกอย่างนั้น ?”

“คงเป็นปี หรือไม่ก็หลายปี” ผมเดา

“เด็กนั่นไม่ใช่คน” คู่หูของผมตอบ คราวนี้สายตาที่เขามองดูเด็กคนนั้นดูแข็งกร้าวขึ้น

………………..

เราย้ายไปนั่งข้างเด็กชาย ผมยึดเก้าอี้อีกตัวที่ยังว่าง ส่วนเขานั่งย่อเข่าลงข้าง ๆ

“นี่หนู คุณพ่อหลับไปนานแค่ไหนแล้ว ?”

“ตั้งแต่เมื่อวานครับ” …เป็นไปไม่ได้ ผมหันไปมองคู่หู เรื่องนี้เขาเชี่ยวชาญมากกว่าผม น่าจะหาคำตอบดี ๆ ได้

“ไม่แปลก ไอ้หนูอาจถูกสอนมาแบบนี้” เขาเปรยขึ้นมา จากนั้นหยุดชั่วครู่แล้วพูดกับผม “มีความจำบางเรื่องอยู่ติดตัว แต่พอหลับแล้วตื่นขึ้นมาเช้าวันต่อไปก็ถูกลบความจำที่เรียนรู้มาเมื่อวานไป หรือไม่ก็ใช้ชีวิตตามกิจวัตรประจำวันแบบไม่ต้องเรียนรู้อะไร  พอตื่นขึ้นมาก็จะเจอเช้าวันเดิมทุกครั้ง”

“เช้านี้กินข้าวกับอะไรละหนู ?” เขาถามอีกคำถาม ดูท่าทางเป็นกันเองมากขึ้น

“ยังไม่ได้กินอะไรครับ ต้องรอพ่อตื่นมาทำกับข้าวให้”

“แล้วตอนที่รอพ่ออยู่ หนูทำอะไรบ้าง ?”

“นั่งรอที่โต๊ะกินข้าวครับ” เพื่อนคู่หูของผมมีแววตาสลดลง เขาก้มหัวลงเล็กน้อย ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นผมรู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังจะร้องไห้

“เจ้านี่ตื่นขึ้นมานั่งรอพ่ออยู่ที่เก้าอี้ตัวนี้ทุกวันมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ คงจะนั่งรอตั้งแต่เช้าถึงเย็น จากนั้นก็ไปนอน แล้วก็ตื่นขึ้นมานั่งรอที่เดิม”

ไม่ผิดแน่ ฝุ่นผงเต็มห้องกับสนามหน้าบ้านเป็นหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้

โทรศัพท์มือถือของผมดัง มันขึ้นหมายเลขของสำนักงานใหญ่ ระหว่างที่ผมรับโทรศัพท์นั้นคู่หูของผมเดินไปสำรวจที่ห้องด้านหลัง เขากลับมาพร้อมกับที่ผมวางสาย

………………..

“สำนักงานใหญ่ว่าอย่างไรบ้าง ?” คู่หูถาม

“กำลังแจ้งตำรวจให้มาตรวจสถานที่กับให้คนมาระบุตัวบุคคล ทางโน้นบอกว่าท่านประธานไม่ติดต่อเข้าสำนักงานมาสามปีกว่าแล้ว ปกติจะบริหารผ่านทีมงานแล้วก็ให้ตัวแทนธุรกิจตัดสินใจไป ถ้าไม่มีเรื่องควบรวมกิจการก็คงไม่ต้องส่งพวกเรามาวันนี้” ผมอธิบายรวบรัดเท่าที่จะบอกได้ คิดอยากไปจากสถานที่นี้ให้เร็วที่สุด

“นับดูแล้วช่วงที่ท่านตายก็คงประมาณนั้นแหละ” คู่หูผมเหลียวไปมองในห้องนอนอีกครั้ง “น่าแปลกนะที่คนมีเงินขนาดนี้กลับมาใช้ชีวิตเงียบเหงาอยู่ตัวคนเดียว แทบไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรเลย”

“พวกทีมงานกับตัวแทนธุรกิจนี่ก็แปลกพิลึก ทำเงินให้คนตายอยู่ได้ตั้งหลายปี” ผมเสริม

“ตราบใดที่ยังได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ทำกันต่อไป ไม่มีอะไรเสียหาย ไม่แน่ว่าท่านประธานอาจต้องการแบบนี้ก็ได้” เขาพูดพร้อมกับมองไปที่เด็กชายตัวเล็ก “หนูเปิดประตูให้คนแปลกหน้าเข้าบ้านแบบนี้ไม่ดีนะ”

พ่อบอกว่าถ้าพ่อไม่อยู่ห้ามเปิดประตูรับคนแปลกหน้าครับ” เด็กชายตอบ ก็สมเหตุสมผลดี เขาเปิดประตูรับพวกเราสองคนเพราะพ่อยังนอนหลับอยู่ในบ้าน ไม่มีอะไรที่ผิดตรรกะ

………………..

“กลับกันเถอะ ?” ผมเร่งเร้า

“แล้วไม่ต้องรอตำรวจหรือ ?”

“กลับได้เลย บริษัทจะเคลียร์กับตำรวจเอง”

เด็กน้อยยังนั่งอยู่ที่เดิม …ถ้าพ่อยังไม่ตื่นนอนเขาก็ยังจะไม่ไปไหน ไม่สนใจบทสนทนาที่ระเบิดโลกของเขาออกเป็นเสี่ยง ๆ

“แล้ว…” ผมทิ้งคำพูดไว้แต่เหลือบตาไปมองเด็กชาย

“ที่เตียงเด็กมีเครื่องชาร์ทประจุอยู่ มันจะชาร์ทพลังให้ทุกคืนตอนที่เด็กไปนอนเตียง ผมปิดมันไปแล้ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ไม่ทิ้งร่องรอยของอารมณ์พลุ่งพล่านตอนแรกอยู่เลย

จะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเด็กชายอีกต่อไป………..

………………..

เราจากดาวดวงนั้นมาในที่สุด ดาวโดดเดี่ยวอันเป็นสมบัติส่วนตัวชิ้นสุดท้ายของอดีตมหาเศรษฐีผู้ปลีกตัวออกจากสังคม ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขา “เลี้ยง” หุ่นยนต์เด็กไว้ตัวหนึ่ง อาจเพื่อชดเชยความเหงาในวัยชรา หรืออาจเพราะเขาเคยสูญเสียใครคนหนึ่งไป ช่างมันเถอะ ไม่มีใครเหลือให้โศกเศร้าเสียใจกับมันอีกต่อไป

เจฟแห่งหน่วยที่สิบสาม ตอน แว่วเสียงระฆัง

                ผมค่อยๆ หย่อนร่างลงในน้ำร้อนจนกระทั่งเหลือแต่ส่วนศีรษะโผล่พ้นอยู่เหนือน้ำ รอบๆ บริเวณนั้นเงียบสงัด จันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่ริมขอบฟ้า มองเห็นเงาของทิวเขาทอดยาวอยู่ไกลๆ บ่อน้ำแร่แห่งนี้ในยามที่เป็นฤดูท่องเที่ยวจะมีผู้คนพลุกพล่าน แต่ในช่วงนี้ของปีกลับไม่ค่อยมีผู้คนมาเยี่ยมเยียนมากนัก

                หลายปีมาแล้วที่ผมได้เรียนรู้ถึงความสุขจากการแช่ตัวในบ่อน้ำแร่ร้อนๆ และทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น ผมไม่เคยพลาดที่จะหาเวลามาผ่อนคลายร่างกายในรูปแบบนี้

                หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะถอดเสื้อผ้าต่อหน้าคนที่เราไม่รู้จัก แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เมื่อคุณพบว่าคนอื่นๆ เห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ คุณก็ทำตามได้ไม่ยาก และความจริงแล้วมันก็มีมารยาทเล็กๆ น้อยๆ ในการทำกิจกรรมร่วมกันแบบนี้ ไม่มีใครมามองจ้องคุณตรงๆ และคุณเองก็ควรทำแบบพวกเขาเช่นกัน

                คืนนี้ผมนั่งแช่อยู่ในบ่อน้ำแร่อย่างสบายใจ เพราะมีผมอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น ความเครียด และความเหนื่อยล้าทั้งหลายถูกน้ำร้อนที่มีส่วนผสมของแร่ธาตุเหล่านี้ค่อยๆ ชำระล้างออกไปจนหมดสิ้น

                ในช่วงแรกผมแช่อยู่ในน้ำร้อนๆ แบบนี้ได้ไม่นานนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป และผมเริ่มมีประสบการณ์กับมันมากขึ้น เวลาในการแช่อยู่ในน้ำร้อนของผมก็ถูกยืดออกไปเรื่อยๆ

                ผมใช้ผ้าสีขาวผืนเล็กๆ ชุบน้ำแร่ในบ่อแล้วบิดให้หมาดๆ นำมาวางลงบนหน้า ความร้อนของมันที่พุ่งวาบไปทั่วใบหน้าให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

                ผมได้ยินเสียงน้ำ และรู้สึกได้เมื่อผิวน้ำกระเพื่อม ผมคงมีเพื่อนมาร่วมแช่น้ำแร่ด้วยแล้ว ผมค่อยๆ ยกมุมหนึ่งของผ้าที่ปิดหน้าเอาไว้แล้วแอบมองไปยังทิศทางนั้น ดวงตากลมโตคู่หนึ่งจ้องมองมาอย่างระแวง เมื่อเธอได้เห็นใบหน้าของผม

                สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปของญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันนี้ ทำให้บ่อน้ำแร่ทั้งหลาย แบ่งแยกหญิงชายออกจากกัน แต่ยังมีบางสถานที่ที่ยังคงยึดติดกับสิ่งที่เคยเป็นมาแต่เก่าก่อน โดยยังคงเป็นบ่อรวมที่ไม่มีการแบ่งเพศ ซึ่งบ่อน้ำแร่ที่ตั้งอยู่ภายในโรงแรมเก่าแก่แห่งนี้ก็เป็นเช่นนั้น

                ผมรีบเลื่อนสายตากลับมายังวิวของขุนเขาใต้แสงจันทร์ ถึงแม้ผมจะเคยชินกับการแช่น้ำแร่แบบนี้ แต่ผมก็ยังไม่เคยแช่อยู่ในบ่อร่วมกับผู้หญิงมาก่อน มีเสียงความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ดังมาจากในทิศทางที่เธอคนนั้นกำลังแช่น้ำอยู่ แสดงว่าถึงแม้เธอจะตกใจที่เห็นคนต่างชาติอย่างผม แต่เธอก็ตัดสินใจที่จะอยู่ในนี้ต่อไป

                ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมแช่อยู่ในนี้มาได้พักใหญ่แล้ว หรือเพราะความรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องแช่น้ำร่วมกับเธอทำให้ผมตัดสินใจที่จะขึ้นจากบ่อ นั่นทำให้ผมนึกถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ทั้งเนื้อทั้งตัวของผมในตอนนี้มีเพียงผ้าสีขาวผืนเล็กนี่อยู่เพียงผืนเดียวเท่านั้น

                ผมค่อยๆ เดินลัดเลาะไปยังขอบบ่อโดยหันหลังให้กับเธอ ผมกะจะรีบขึ้นจากบ่อแล้วเข้าไปยังห้องแต่งตัวโดยเร็วที่สุด โดยอาศัยเพียงผ้าผืนน้อยนั้น และตามมารยาทแล้วเธอก็ไม่ควรจะหันมามองในตอนที่ผมขึ้นจากบ่อ

                ผมเหลือบมองกลับไปยังจุดที่เธอเคยแช่น้ำอยู่ แต่เธอไม่ได้อยู่ที่นั่น ผมกวาดตามองไปรอบๆ บ่อน้ำร้อนแห่งนี้ไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก และถึงแม้ว่ามันจะมีมุมที่สามารถเข้าไปหลบเพื่อหาความเป็นส่วนตัวได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตจนถึงขนาดที่คนทั้งคนจะเข้าไปหลบซ่อนได้อย่างมิดชิด

                ผมขึ้นจากบ่ออย่างงงๆ แล้วมองสำรวจดูทั่วๆ อีกครั้ง เธอไม่ได้อยู่ในนี้แน่ และไม่มีทางเลยที่เธอจะแอบขึ้นจากบ่อไปได้เงียบๆ ขนาดนั้น แต่เมื่อมาลองคิดทบทวนดูอีกครั้งในตอนที่เธอเดินเข้ามาผมก็ไม่รู้ตัวเลยเช่นกัน สายลมเย็นยามค่ำพัดโชยมา ตามปกติแล้วมันจะทำให้ผมรู้สึกสบายตัว แต่ในครั้งนี้มันกลับทำให้ผมรู้สึกเย็นเฉียบไปทั้งร่าง

                ผมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยใส่ ชุดยูคาตะ ซึ่งเป็นเสื้อคลุมยาวพร้อมสายรัดเอวที่ทางโรงแรมจัดเตรียมเอาไว้ให้ มันเป็นชุดที่นิยมใส่กันเมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวแบบนี้ และเราสามารถใส่มันออกไปเดินเล่นข้างนอกได้โดยไม่เป็นที่แปลกหูแปลกตาแต่ประการใด

                เมื่อออกมาจากห้องแต่งตัว ผมก็ได้เจอกับพนักงานสาวของทางโรงแรมเข้าพอดี ผมกล่าวคำทักทายเธอด้วยภาษาญี่ปุ่น นี่เป็นความสามารถอย่างหนึ่งของผม ผมสามารถสื่อสารได้เกือบทุกภาษาในโลก มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับเลือกเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอแห่งหน่วยที่สิบสามอันแสนลึกลับนี้

                “ขอโทษนะครับ เมื่อสักครู่มีแขกคนอื่นเข้าไปใช้บ่อน้ำแร่หรือเปล่าครับ”

                เธอเอียงศีรษะทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตอบคำถามของผม ผมยังจำได้ดีว่าเธอเคยพยายามที่จะหลบหน้าผมขนาดไหนเมื่อได้พบกัน และเธอมีสีหน้าประหลาดใจแค่ไหนในตอนที่ได้ยินผมพูดภาษาญี่ปุ่นอย่างชัดถ้อยชัดคำเป็นครั้งแรก

                “เอ…ไม่มีนี่คะ คืนนี้มีคุณเข้าพักเพียงคนเดียวเท่านั้น และไม่มีใครมาติดต่อขอใช้บริการบ่อน้ำแร่เลย…มีอะไรหรือเปล่าคะ”

                “…ไม่มีอะไรหรอกครับ”

                “ช่วงนี้ของปีก็เป็นแบบนี้แหละคะ ถ้าเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวแถวนี้จะคึกคักมากกว่านี้เยอะ…ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวก่อนนะคะ”

                เธอยิ้มหวานก่อนที่จะก้มหน้าลงพร้อมกับเบี่ยงตัวเดินจากไป ผมยืนอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่งพร้อมกับครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการแช่น้ำร้อนนานเกินไป งานของหน่วยที่สิบสามทำให้ผมได้มีโอกาสพบเจอกับเรื่องแปลกๆ มากมายทั่วโลก ซึ่งทำให้ผมสามารถเปิดใจยอมรับกับเรื่องราวที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์เหล่านี้ได้

                ผมเชื่อเสมอว่าเรื่องราวแปลกประหลาดทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องมีเหตุผลอยู่ในตัวมันเอง ผมจะรอดูต่อไปว่าเรื่องราวชวนขนลุกที่เริ่มต้นขึ้นในคืนนี้จะจบลงอย่างไร

                ผมตัดสินใจที่จะออกไปเดินเล่นข้างนอกสักครู่หนึ่งก่อนที่จะเข้านอน เมื่อตอนบ่ายผมเห็นร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมแห่งนี้ไปไม่ไกลนัก ร้านเหล้าพวกนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน ภายในร้านจะมีเคาเตอร์เล็กๆ ที่นั่งได้เพียงไม่กี่คน เจ้าของร้านก็จะยืนทำอาหารอยู่ด้านหลังเคาเตอร์นั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารง่ายๆ ที่เหมาะกับเบียร์ หรือเหล้าสาเก

                เจ้าของร้านจะพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง และบางครั้งก็จะร่วมดื่มไปกับลูกค้าด้วย ส่วนใหญ่ร้านแบบนี้มักจะมีลูกค้าขาประจำ ซึ่งก็คือคนที่อาศัย หรือทำงานอยู่ในย่านนั้นนั่นเอง ผมเคยมีโอกาสได้ลองนั่งในร้านแบบนี้มาสองสามครั้ง มันมีบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ผมรู้สึกชื่นชอบอยู่ไม่น้อย

                ผมเดินไปเรื่อยๆ ตามทางเดินแคบๆ ที่มีแสงไฟไม่ค่อยสว่างนัก เสียงแมลงบางชนิดที่ผมไม่รู้จักส่งเสียงร้องมาจากที่ไกลๆ แสงจันทร์ และสายลม ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย ที่นี่แตกต่างจาก โตเกียว โอซาก้า หรือบรรดาเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลายในญี่ปุ่น มันราวกับอยู่กันคนละโลกเลยทีเดียว

                เสียงประหลาดดังขึ้นทำลายเสียงของยามค่ำคืน หลังจากนั้นมันก็ดังขึ้นเป็นจังหวะโดยทิ้งช่วงห่างๆ กัน ผมหยุดยืนฟังจนมั่นใจว่ามันน่าจะเป็นเสียงระฆัง แถวๆ นี้คงมีวัดตั้งอยู่ ผมเคยได้ยินมาว่าวัดในญี่ปุ่นจะทำการตีระฆังหนึ่งร้อยแปดครั้งในคืนวันสิ้นปีย่างเข้าสู่ปีใหม่ ความหมายเพื่อเป็นการชำระล้างเคราะห์กรรมทั้งหลายในปีนี้ให้หมดไปเพื่อให้มีชีวิตสดใสในปีหน้า

                แต่ว่าวันนี้ไม่ใช่วันสิ้นปี อาจจะเป็นงานฉลองบางอย่างของทางวัดก็เป็นได้ ผมเกิดความรู้สึกสนใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่รู้ว่าวัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศไหนกันแน่ การเดิมตามเสียงระฆังไปในยามค่ำคืนคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

                ผมหันเหความสนใจกลับมาสู่ร้านเหล้าแห่งเดิมอีกครั้ง และในตอนที่ผมเริ่มออกเดิน ร่างของผู้หญิงในชุดสีขาวก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า ผมสีดำยาวของเธอปกคลุมทั่วแผ่นหลัง ผมนึกถึงผู้หญิงลึกลับที่เจอในบ่อน้ำแร่ กับภาพของผีญี่ปุ่นที่เคยพบเจอเป็นประจำในภาพยนต์สยองขวัญสมัยนี้

                ขนที่แขน และหลังคอของผมพร้อมใจกันตั้งชันขึ้น ผมเปิดอุปกรณ์อัดเสียงขนาดเล็กซึ่งเป็นสิ่งที่ผมพกติดตัวอยู่ตลอด ก่อนที่จะเดินเข้าหาร่างของหญิงลึกลับนั้น อุปกรณ์นี้สามารถอัดเสียงในย่านความถี่ที่หูของมนุษย์ไม่อาจได้ยินด้วย มันจะเป็นทั้งหลักฐาน และข้อมูลให้นำกลับไปวิเคราะห์เพิ่มเติมได้อีกหลังจากที่เหตุการณ์ลึกลับในค่ำคืนนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

                พอผมเดินเข้าไปใกล้ ผู้หญิงคนนั้นก็เริ่มออกเดินเช่นกัน มีอะไรแปลกๆ ในท่าทางการเดินของเธอ ร่างกายของเธอมีการขยับเคลื่อนไหวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดูเหมือนเธอค่อยๆ ลอยห่างออกไปอย่างช้าๆ และไม่ว่าผมจะเร่งฝีเท้าขึ้นมากเท่าไร ระยะห่างระหว่างเราก็ไม่ได้ลดลงเลย

                ผมตัดสินใจส่งเสียงเรียกออกไป เธออาจจะหยุดเดินพร้อมกับหันกลับมา แล้วทั้งหมดนี้ก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องตลกจากความขวัญอ่อนของผมเอง

                “คุณครับ กรุณารอสักครู่ครับ”

                แต่เธอก็ไม่ยอมหยุด ร่างของเธอยังคงนำหน้าผมไปเรื่อยๆ ผมส่งเสียงเรียกออกไปอีกครั้งแต่ก็ไร้ผล ตอนนี้ผมเลิกเร่งฝีเท้าเพื่อไล่ตามเธอแล้ว แต่เปลี่ยนมาเป็นการเดินตามสบายไปเรื่อยๆ แทน

                จริงๆ แล้วเรื่องทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากมายนัก ผมเพียงแค่เดินตามหลังผู้หญิงผมยาวในชุดขาวคนหนึ่งไปตามทางเดินในยามค่ำคืนท่ามกลางแสงจันทร์ กับสายลมอ่อนๆ ผมหวังเพียงว่าเธอคงจะไม่หันกลับมาแล้วเริ่มทำอะไรแปลกๆ แบบที่เคยเห็นในหนังผีพวกนั้น

                เสียงระฆังดังชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนเธอกำลังจะนำผมไปยังวัดแห่งนั้น ผมเริ่มเกิดความคิดขึ้นมาว่า พิธีหรืออะไรก็ตามที่ทางวัดกำลังดำเนินการอยู่นี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหญิงลึกลับคนนี้

                แล้วอยู่ๆ ร่างของเธอก็หายไปจากสายตาผม ตอนแรกเธอยังอยู่ตรงนั้น แล้วพริบตาต่อมาเธอก็หายไป ผมหันมองไปรอบตัว ทางด้านข้างของผมเป็นกำแพงหินสูงของสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นบ้านพักอาศัย ทุกที่ทางเงียบสงัดไม่มีวี่แววของใครให้พบเห็น

                ผมยืนงงอยู่ตรงนั้นก่อนที่เสียงระฆังจะดังปลุกผมให้หลุดออกจากพวัง เสียงของมันดังอยู่ใกล้ๆ นี้เอง ผมมองตรงไปข้างหน้ามีแสงสว่างส่องลอดออกมาจากช่องประตูที่เปิดอยู่ ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมคาดเดาไว้จะถูกต้อง เธอจงใจที่จะนำทางผมมาสู่วัดแห่งนี้นั่นเอง

                เมื่อผมเดินผ่านประตูเข้าไปภายในวัด สิ่งแรกที่ได้ยินก็คือเสียงสวดมนต์ มันฟังดูเหมือนกับว่ามีพระจำนวนมากมารวมกันอยู่ภายในวัดแห่งนี้ น่าแปลกที่ผมไม่ได้ยินเสียงเหล่านี้เลยเมื่อตอนที่อยู่ข้างนอกกำแพง ผมเดินตามเสียงสวดไปจนกระทั่งได้พบกับสิ่งที่ทำให้ต้องประหลาดใจ

                เสียงนั้นดังออกมาจากจากก้อนหินใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งของสวนหินประดับด้านหน้าอาคารชั้นเดียวหลังหนึ่ง ผมลองเงี่ยหูฟังจนมั่นใจว่ามันดังออกมาจากก้อนหินจริงๆ เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงชายสูงอายุดังขึ้นจากทางด้านหลัง

                “คุณมาทำอะไรที่นี่”

                ผมรีบหันกลับไป มีพระผู้เฒ่ารูปหนึ่งยืนอยู่ทางด้านหลัง เมื่อท่านได้เห็นหน้าผมชัดๆ ท่านก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะที่ล้านเลี่ยนของท่านพร้อมกับทำหน้ายุ่ง

                “เอ่อ ฮู…ฮู อา…เอ่อ…”

                “สวัสดีครับ ขออภัยที่ผมบุกรุกเข้ามาโดยพลการแบบนี้”

                ผมรีบตอบท่านเป็นภาษาญี่ปุ่น การเป็นชาวอเมริกันที่สามารถพูดภาษาท้องถิ่นนั้นๆ ได้ จะทำให้คุณได้รับโอกาสที่ดีขึ้นในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มากกว่าปกติ

                “พูดญี่ปุ่นได้ด้วย คุณเป็นฝรั่งที่เก่งจริงๆ เลยนะ”

                ท่านทำหน้าตาแปลกใจในตอนแรก ก่อนที่จะยิ้มให้กับผม

                “เอ่อ หินก้อนนี้มันเป็นอะไรกันแน่ครับ ทำไมผมถึงได้ยินเสียงสวดมนต์ดังออกมาแบบนี้”

                ท่านหัวเราะเสียงดังก่อนที่จะตอบคำถามของผม มันเป็นคำตอบที่ทำให้ผมต้องอึ้ง

                “มันเป็นลำโพงยังไงล่ะคุณ”

                เมื่อท่านได้เห็นสีหน้าของผม ท่านก็เริ่มหัวเราะเสียงดังอีกครั้ง

                “มันเป็นลำโพงที่ถูกออกแบบให้เข้ากับสถานที่…ทั่วทั้งวัดนี้มีลำโพงคุณภาพเยี่ยมซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก หากเราเปิดเสียงมันให้ดังเต็มที่ ผู้คนในหมู่บ้านตากอากาศรอบๆ นี้ก็จะได้ยินกันทั้งหมดเลยทีเดียว”

                ความเรียบง่ายของวิถีชีวิตในที่นี้ทำให้ผมลืมไปเสียสนิท ผมมองไปรอบๆ และนึกขึ้นมาได้ว่าผมกำลังยืนอยู่ในญี่ปุ่น ประเทศที่มีเทคโนโลยีเจริญรุดหน้ามากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

                เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง นั่นทำให้ผมนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ผมมาอยู่ในที่นี้

                “กำลังทำพิธีอะไรกันอยู่หรือครับ”

                “อืม…นี่เป็นพิธีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีของวัดแห่งนี้…มันไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนาเสียทีเดียวหรอกนะ แต่เป็นความเชื่อของคนแถวๆ นี้น่ะ”

                “ผมชักรู้สึกสนใจขึ้นมาแล้ว ท่านพอจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมได้ไหมครับ”

                “อืม…เอายังไงดีล่ะเนี่ย”

                “นะครับ ผมขอรบกวนหน่อยนะครับ”

                ท่านยืนขบคิดใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าในที่สุด

                “ก็ได้ แต่ว่าเราย้ายที่คุยกันจะดีกว่า”

                ท่านเดินนำหน้าพาผมเข้าไปในอาคารชั้นเดียวหลังนั้น ด้านหลังประตูเลื่อนแบบญี่ปุ่น เป็นห้องที่ปูพื้นด้วยเสื่อเป็นแผ่นๆ ที่เรียกกันว่า ตาตามิ มีโต๊ะเตี้ยๆ ตัวหนึ่งวางอยู่กลางห้อง บนฝาผนังด้านหลังมีภาพตัวอักษรแขวนประดับอยู่ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นได้รับมาจากวัฒนธรรมของจีนตั้งแต่สมัยโบราณ

                เราสองคนนั่งลงคนละฝั่งที่โต๊ะเตี้ยกลางห้อง ผมนั่งทับเข่าแบบเดียวกับท่าน พระผู้เฒ่ายิ้มพร้อมกับพยักหน้าน้อยๆ

                “นั่งตามสบายเถอะ”

                “ผมนั่งแบบนี้ก็ได้ครับ”

                ท่านยิ้มอีกครั้ง

                “เรามีนามว่า อิชชิน ยินดีที่ได้รู้จัก”

                “ผมชื่อ เจฟ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

                ผมก้มศีรษะทักทายตามมารยาทที่ได้เรียนรู้มา ท่านมองพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะชอบใจ

                “เออ คุณนี่เก่งดีแฮะ น่าสนใจ…น่าสนใจ”

                ด้านนอกประตูห้องที่เปิดทิ้งเอาไว้มีพระหนุ่มรูปหนึ่งโผล่หน้ามา เมื่อเห็นผมเข้าเขาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน

                “เท็ตไซ ไปเอาน้ำชามาต้อนรับแขกหน่อยซิ”

                “…ครับ ท่านอาจารย์”

                แม้จะรู้สึกประหลาดใจสักแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้ไต่ถามอะไรแม้แต่คำเดียว พระผู้เฒ่าหันความสนใจกลับมายังตัวผมอีกครั้ง

                “ว่าแต่ว่า คุณมาถึงที่นี่ได้ยังไง คุณคงจะมาท่องเที่ยวพักผ่อนที่บ่อน้ำพุร้อน แต่มันก็อยู่ห่างออกไปพอสมควร วัดเราก็ไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเสียด้วย…”

                “เอ่อ…ผมเดินตาม…เสียงระฆังมาน่ะครับ”

                ผมยังไม่อยากบอกท่านเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงลึกลับคนนั้น ท่านหยีตามองดูผม ดูเหมือนท่านจะรู้ว่าผมมีเรื่องที่ยังปกปิดเอาไว้ แต่ท่านก็ไม่ได้พูดถึงมัน

                “ในค่ำคืนนี้ของทุกปี ทางวัดจะทำพิธีตีระฆังหนึ่งร้อยแปดครั้งขึ้น เพื่อเป็นการบูชาเทพแห่งขุนเขา มันเป็นประเพณีของทางวัดที่มีการยึดถือกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว”

                “แล้วมันเริ่มต้นขึ้นอย่างไรครับ ได้มีการบันทึกเอาไว้หรือเปล่าครับ”

                ท่านยิ้มพร้อมกับพยักหน้า

                “บันทึกอะไรน่ะไม่มีหรอก…แต่ว่ามันมีเรื่องเล่าที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในบริเวณรอบๆ นี้…คุณสนใจที่จะฟังไหมล่ะ”

                “สนใจสิครับ”

                ผมรีบตอบ และในตอนนั้นเองที่พระหนุ่ม เท็ตไซ กลับมาพร้อมกับน้ำชาที่มีควันฉุยสองแก้ว พระผู้เฒ่ากล่าวขอบใจเขาพร้อมกับสอบถามถึงเรื่องการตีระฆัง

                “ใกล้ครบหรือยังล่ะ”

                “เกือบครบแล้วครับท่านอาจารย์ ยังขาดอยู่อีกสามสิบกว่าครั้ง ตอนนี้เป็นรอบของ อุนริว อยู่ครับ”

                “ดี ดี ดูแลจัดการให้เรียบร้อยนะ”

                “ครับ ท่านอาจารย์”

                ผมกล่าวคำขอบคุณบ้างก่อนที่เขาจะออกจากห้องไป เขาดูแปลกใจเล็กน้อยที่ได้ยินภาษาญี่ปุ่นจากปากผม พระผู้เฒ่ายกน้ำชาร้อนๆ ขึ้นดื่ม ผมจึงยกขึ้นมาจิบบ้าง กลิ่นหอมของชากระจายไปทั่วปากให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

                “น่าเสียดาย ที่ไม่มีขนมสักชิ้นสองชิ้น”

                พระผู้เฒ่าบ่นพึมพำเบาๆ พร้อมกับทอดสายตามองออกไปนอกประตู ผมจึงมองตามท่านบ้าง สวนหินที่อยู่ด้านหน้าถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์จนดูคล้ายกับว่าพวกมันพากันเรืองแสงออกมา หินกรวดก้อนเล็กๆ ที่ถูกคราดให้เป็นรอยคลื่นดุจดั่งผืนน้ำ หินก้อนใหญ่ๆ อีกหลายก้อนที่ถูกจัดวางอย่างระมัดระวัง เปรียบดั่งเกาะแก่งกลางทะเล และผมก็เกือบจะลืมไปเลยว่าหินก้อนหนึ่งในนั้นเป็นลำโพงซ่อนรูป

                “…แบบนี้ก็สวยไปอีกแบบนะ”

                “ครับ”

                “หากนั่งมองมันในยามกลางวันก็จะได้อีกความรู้สึกที่แตกต่างออกไป”

                “เป็นอย่างนั้นหรือครับ”

                เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าเสียงมันฟังแปลกออกไปจากเดิมเล็กน้อย พระผู้เฒ่าเหมือนกับหยุดนิ่งคิดอะไรอยู่เช่นกัน ก่อนที่ท่านจะหันกลับมาหาผม

                “เอาล่ะ…กลับมาที่เรื่องของเราจะดีกว่า”

                หลังจากนั้นท่านก็เริ่มเล่าตำนานเกี่ยวกับเรื่องการตีระฆังออกมา ในสมัยก่อนหมู่บ้านที่อยู่รอบๆ บริเวณนี้จะมีโรคระบาดร้ายแรงเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ทุกปีจะมีคนจำนวนมากที่ต้องสังเวยชีวิต ชาวบ้านเล่าลือกันว่าเมื่อใดที่เมฆดำประหลาดล่องลอยผ่านเหนือบ้านใคร จะต้องมีคนล้มตายลงอย่างแน่นอน

                จนวันหนึ่งได้มีนักบวชเดินทางผ่านมา ชาวบ้านได้รวมตัวกันเพื่อขอร้องให้ท่านช่วยเหลือ นักบวชนั้นเป็นผู้ร่ำเรียนเกี่ยวกับไสยเวท ท่านเกิดความสงสารพวกชาวบ้านจึงตกลงใจที่จะช่วย ท่านรู้ดีว่าโรคร้ายนั้นเกิดจากการกระทำของปีศาจที่มีชื่อเรียกว่า นุเอะ

                นุเอะ เป็นสัตว์ประหลาดที่มีร่างกายเกิดจากการรวมกันของสัตว์หลายชนิด มันมีหัวเป็นลิง ตัวเป็นแรคคูน ขาเป็นเสือ และหางเป็นงู มันสามารถกลายร่างเป็นเมฆดำล่องลอยไปมาในอากาศ และมันจะนำพาความเจ็บป่วย โรคร้าย ไปสู่ทุกที่ที่มันผ่านไป ตราบใดที่มันยังคงอยู่ โรคระบาดก็จะไม่มีวันยุติ

                นักบวชเดินหายเข้าไปในป่าตั้งแต่เช้า และเมื่อเขากลับออกมาในตอนเย็นก่อนที่แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ตลอดทั้งร่างของเขาก็เต็มไปด้วยบาดแผลที่เกิดจากเขี้ยวเล็บของสัตว์ แม้ชาวบ้านจะช่วยกันให้การรักษาพยาบาลท่านอย่างเต็มที่ แต่เมื่อผ่านไปสามวันความหวังของทุกคนก็หมดสิ้นลง

                ท่านบอกกับชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมกันในวันนั้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าว่า ถึงแม้ท่านจะสามารถปราบ นุเอะ ลงได้ แต่ก็ไม่มีพลังเพียงพอที่จะทำลายมัน สุดท้ายท่านจึงต้องสะกดร่างของมันเอาไว้โดยอาศัยพลังจากเทพแห่งขุนเขา แต่พลังนั้นจะค่อยๆ เสื่อมสลายลงไปตามกาลเวลา

                ท่านขอให้ชาวบ้านรวบรวมโลหะ และเงิน เพื่อว่าจ้างช่างหล่อให้หล่อระฆังขึ้นมาใบหนึ่ง แล้วในวันนั้นของทุกปีให้ทำพิธีตีระฆังหนึ่งร้อยแปดครั้ง เพื่อเสริมพลังให้กับเทพแห่งขุนเขา เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นผนึกอาจเสื่อมลงจน นุเอะ สามารถฟื้นกลับมาก่อความเดือดร้อนได้อีกครั้ง

                พระผู้เฒ่าหยุดเล่าพร้อมกับเสียงระฆังที่ดังขึ้นพอดี คราวนี้ผมได้ยินอย่างชัดเจนว่าเสียงของมันดังแปลกไปจริงๆ พระเฒ่าขมวดคิ้ว ท่านเองก็คงรับรู้ได้เช่นกัน

                เสียงฝีเท้าดังมาตามทางเดินก่อนที่ร่างของ เท็ตไซ จะโผล่มาที่ประตูอีกครั้ง เขารีบร้อนรายงานเรื่องราวทันที

                “ระฆังร้าวครับท่านอาจารย์”

                “ว่าอะไรนะ…”

                “พออุนริวตีครั้งที่แปดสิบแปด เขาก็บอกว่าเสียงระฆังมันเริ่มแปลกๆ ไป พอตีครั้งที่เก้าสิบสี่ มันก็เริ่มมีรอยร้าวให้เห็นครับ…”

                พระหนุ่มหยุดหอบหายใจก่อนที่จะรายงานต่อ

                “…อุนริวยังตีระฆังต่อจนถึงครั้งที่แล้วซึ่งเป็นครั้งที่เก้าสิบแปด รอยร้าวก็ลามไปทั่วจนทำให้เสียงระฆังไม่ดังเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วครับ เขาจึงตัดสินใจที่จะหยุดตีแล้ว ทำยังไงดีครับท่านอาจารย์…”

                พระผู้เฒ่าทำท่าครุ่นคิด

                “ยังเหลืออีกสิบครั้ง…เหลืออีกแค่สิบครั้งเท่านั้น”

                ท่านผู้เฒ่าถอนหายใจออกมา

                “ช่วยไม่ได้ เมื่อไม่มีระฆังเราก็ทำอะไรไม่ได้…พอแค่นี้ก็แล้วกัน”

                “…จะดีหรือครับท่านอาจารย์”

                พระหนุ่มถามย้ำอีกครั้ง

                “…มันก็คงไม่ดี แต่ก็ช่วยไม่ได้…พรุ่งนี้เช้าให้รีบตามช่างมาซ่อมโดยด่วน แล้วเราค่อยจัดพิธีกันใหม่อีกครั้ง”

                “ครับท่านอาจารย์”

                ทันใดนั้นสภาพอากาศข้างนอกก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที สายลมที่เคยพัดอ่อนๆ เริ่มทวีกำลังแรงขึ้น ท้องฟ้าที่เคยสว่างด้วยแสงจันทร์ พลันมีเมฆดำลอยมาบดบังเอาไว้ พระทั้งสองหันมองหน้ากัน ตัวผมเองก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้น เมื่อเสียงระฆังหยุดลง จู่ๆ ก็มีเมฆดำลอยมาเต็มท้องฟ้า ทั้งหมดมันดูจะประจวบเหมาะกันจนเกินไป

                “ท่านอาจารย์ครับ”

                พระหนุ่มเรียกหาพระผู้เฒ่าอีกครั้งเพื่อขอความมั่นใจ

                “…ทำไปตามนั้นแหละ ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”

                พระหนุ่มหันหลังกำลังจะจากไป

                “อ้อ เท็ตไซ…”

                “ครับ ท่านอาจารย์”

                “อย่าลืมแวะไปปิดเสียงสวดให้ด้วยล่ะ”

                แสดงว่าเสียงสวดมนต์ที่ได้ยินอยู่นี้เป็นการบันทึกเอาไว้แล้วเปิดผ่านลำโพงที่ติดตั้งอยู่ภายในวัดนั่นเอง คำพูดของท่านทำให้ผมนึกถึงเสียงที่บันทึกไว้เมื่อครู่ ถ้าจำไม่ผิดในตอนนั้นก็มีเสียงระฆังดังอยู่ด้วย และมันอาจจะนำมาใช้งานได้ถ้าผ่านการตัดแต่งอย่างเหมาะสม

                ผมรีบเสนอความคิดออกไปทันที พระทั้งสองรับฟังข้อเสนอของผมด้วยความประหลาดใจ พระผู้เฒ่าทอดสายตามองดูกลุ่มเมฆดำข้างนอกนั้นก่อนที่จะพยักหน้าช้าๆ

                “ลองดูสักหน่อยก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร”

                เสียงระฆังดังผ่านลำโพงที่ถูกเร่งให้ใกล้เคียงกับระฆังของจริงจนครบหนึ่งร้อยแปดครั้ง และเมื่อพวกเราเดินกลับออกมาจากห้องควบคุมเครื่องเสียงเล็กๆ ที่สุดแสนจะทันสมัยนั้น กลุ่มเมฆดำเมื่อครู่ก็ค่อยๆ ลอยกลับไปทางภูเขา สายลมพลันสงบลง แสงจันทร์นวลส่องอาบผืนดินอีกครั้ง พวกเราทั้งสามคนต่างหันมามองหน้ากัน พระผู้เฒ่าเป็นผู้เอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก

                “…แปลกดีนะ”

                เท็ตไซ ขอตัวจากไปเพื่อจัดการกับเรื่องระฆัง ผมเองก็คิดที่จะขอตัวกลับเช่นกัน ในตอนนั้นเองก็มีอะไรบางอย่างร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า มันตกลงตามตัวของพวกเราและกระจายลงบนพื้น พวกมันดูคล้ายกับฝนที่ตกลงมาเป็นก้อนฝุ่นเล็กๆ สีดำ แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็หยุด

                ผมมองหน้าพระเฒ่าก่อนที่จะก้มลงไปหยิบก้อนฝุ่นสีดำพวกนั้นขึ้นมา เมื่อดูใกล้ๆ จึงได้รู้ว่าพวกมันเป็นซากของแมลงตัวเล็กๆ สีดำจำนวนหนึ่ง พระผู้เฒ่าชะโงกหน้าเข้ามาดูบ้าง ก่อนที่ท่านจะอุทานออกมา

                “ยุง นี่นา”

                พวกมันเป็นแมลงที่ดูดกินเลือดของมนุษย์ และยังเป็นพาหะของโรคร้ายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้จับสั่น แต่ทำไมพวกมันถึงพากันร่วงหล่นลงมาแบบนี้ ท่านผู้เฒ่าแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ผมเองก็มองตามท่านขึ้นไป

                “…หรือว่าเมฆดำพวกนั้น จะเป็น…”

                ผมก้มลงมองซากยุงที่อยู่ในมืออีกครั้ง เรื่องเล่าที่พึ่งได้ฟังมาเมื่อครู่พลันย้อนกลับมาในห้วงความคิด ‘นุเอะ สามารถกลายร่างเป็นเมฆดำล่องลอยไปมาในอากาศ และมันจะนำพาความเจ็บป่วย โรคร้าย ไปสู่ทุกที่ที่มันผ่านไป’ หรือว่าตัวจริงของ นุเอะ ก็คือยุงตัวเล็กๆ พวกนี้

                ในภูเขาแถบนี้คงมียุงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และพวกมันจะพากันบินออกมาในช่วงเวลานี้ของทุกปี จึงทำให้เกิดโรคระบาดขึ้นในสมัยโบราณ จนเป็นที่มาของปีศาจในจินตนาการอย่าง นุเอะ นั่นเอง ส่วนการที่พวกมันพากันบินกลับไปยังภูเขา และมีจำนวนหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมานั้น อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเสียงระฆังทั้งหนึ่งร้อยแปดครั้ง แมลงตัวเล็กๆ พวกนี้คงถูกรบกวนจากย่านความถี่ของคลื่นเสียงที่เกิดจากระฆังใบนั้น

                พูดง่ายๆ ก็คือ ระฆังใบนั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องไล่ยุงด้วยคลื่นความถี่ขนาดยักษ์มาตั้งแต่สมัยโบราณนั่นเอง

                “ดึกแล้ว ผมคงต้องขอตัวกลับเช่นกันครับ”

                พระผู้เฒ่ายิ้มก่อนที่จะยื่นมือมาจับแขนผมเอาไว้

                “มาด้วยกันก่อนสิ”

                ผมเดินติดตามท่านไปยังมุมหนึ่งของวัด ที่นั่นมีหินแผ่นหนึ่งตั้งอยู่ บนแผ่นหินนั้นมีตัวอักษรสลักอยู่สามสี่แถว ท่านหยุดยืนตรงหน้ามันพร้อมกับหันกลับมา

                “…ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับระฆังใบนั้น เล่ากันว่าในการหล่อระฆังครั้งแรก โลหะไม่ยอมหลอมรวมกัน ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหล่อระฆังได้สำเร็จ”

                ท่านเหลือบมองไปยังแผ่นหิน

                “จนกระทั่งช่างหล่อได้เสนอวิธีการหนึ่งขึ้นมา”

                “…การเซ่นสังเวยด้วยชีวิตใช่ไหมครับ”

                ท่านมองหน้าผมอย่างไม่เชื่อหู พร้อมกับพยักหน้าช้าๆ

                “ใช่…คุณรู้ได้ยังไง”

                “มีเรื่องราวแบบนี้อยู่ในทุกๆ วัฒนธรรมโบราณทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในเอเชียนี่เท่านั้นหรอกครับ”

                “…คนอเมริกันนี่เก่งจริงๆ “

                ท่านพึมพำเบาๆ พร้อมกับยิ้มเศร้าๆ ก่อนที่จะเล่าต่อ

                “มีหญิงสาวคนหนึ่งยอมที่จะสละชีวิตเป็นเครื่องสังเวย จนในที่สุดก็สามารถหล่อระฆังใบนั้นได้สำเร็จ ชาวบ้านจึงช่วยกันตั้งหินก้อนนี้เอาไว้เพื่อระลึกถึงเธอ และเชื่อกันว่าวิญญาณของเธอยังคงวนเวียนและคอยปกป้องผนึกของนุเอะเอาไว้ไม่ให้มันหลุดออกมาได้”

                ท่านมองหน้าผม

                “ทำไมคุณถึงมาที่วัดแห่งนี้ พร้อมกับเสียงระฆังที่บันทึกเอาไว้ได้ด้วยเครื่องมือทันสมัยของคุณ ในวันที่มีพิธีตีระฆัง แล้วระฆังก็เกิดร้าวขึ้นมาพอดี…”

                ท่านหยุดเหลือบมองไปยังหินก้อนนั้นอีกครั้ง

                “คนอเมริกันฉลาดๆ อย่างคุณคิดว่าอย่างไร”

                ผมยิ้มพร้อมตอบกลับไปว่า

                “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ มันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรืออาจจะมีอะไรที่มากกว่านั้น…ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

                ในใจผมนึกไปถึงหญิงสาวลึกลับที่ไปเยี่ยมเยียนถึงในบ่อน้ำพุร้อน และนำทางผมมาจนถึงวัดแห่งนี้ เธอจะเป็นคนเดียวกันกับผู้ที่สละชีวิตในการหล่อระฆังใบนั้นหรือไม่ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

                ผมเดินกลับโรงแรมอย่างงงๆ และเดินหลงทางไปหลายครั้ง คืนนั้นก่อนนอนผมได้ลบเสียงที่บันทึกเอาไว้ทั้งหมดโดยไม่ได้เปิดมันฟังซ้ำเหมือนกับที่เคยทำตามปกติ ตอนนี้ที่วัดแห่งนั้นก็มีบันทึกเสียงระฆังเก็บเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และผมก็ไม่คิดจะรายงานเรื่องนี้ให้กับทางหน่วยที่สิบสามด้วย

                ผมคิดว่าเรื่องราวคราวนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของผม

เจฟแห่งหน่วยที่สิบสาม ตอน แค้น

               ผมรีบจ้ำฝ่าสายฝนที่ตกพรำในยามค่ำคืนไปตามทางเดินเท้า พร้อมกับคอยเลี่ยงหลบแอ่งน้ำที่ดักอยู่ตามทางไปด้วย เป็นความผิดพลาดของผมเองที่ไม่ได้เตรียมร่มมาด้วยในการเดินทางมายังลอนดอนในครั้งนี้ ผมลืมไปว่าประเทศอังกฤษกับฝนนั้นเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

               จุดหมายปลายทางของผมอยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกลนัก แต่ฝนกลับเริ่มเทกระหน่ำลงมา ผมจึงรีบวิ่งตรงไปยังชายคาของตึกเก่าๆ หลังนั้นทันที เมื่อมีชายคาคอยบังฝนเอาไว้ให้ ผมจึงเริ่มตรวจสอบจุดหมายของผมอีกครั้ง ผมมองหาบ้านเลขที่ไปทั่ว จนในที่สุดก็พบมันติดอยู่บนประตูตรงหน้าผมนี่เอง ตัวเลขนั้นเล็กไปหน่อย และสีของมันก็หลุดลอกจนทำให้แทบจะกลืนหายไปกลับบานประตู

                เลขที่สามสิบเอ็ด ถูกต้องแล้วนี่คือจุดหมายปลายทางของผมในครั้งนี้ ผมเอื้อมมือไปยังกริ่งประตู แต่ก่อนที่ผมจะทันได้กดมัน ช่องเล็กๆ ที่บานประตูก็ถูกเลื่อนเปิดออก มีดวงตาคู่หนึ่งจ้องออกมาจากหลังประตูบานนั้น พร้อมกับเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังลอดออกมา

                “มาหาใครคะ”

                “ผมมาพบ คุณโดโรธี…มีนัดเอาไว้แล้วครับ”

                “คุณคือ…”

                “ผมชื่อเจฟครับ”

                ช่องบนประตูถูกเลื่อนปิด พร้อมกับที่บานประตูถูกเปิดออก ที่ด้านหลังยืนไว้ด้วยหญิงสาวคนหนึ่งที่แต่งตัวด้วยชุดเสื้อกางเกงเรียบๆ ผมคะเนว่าเธอน่าจะอยู่ในวัยประมาณยี่สิบกลางๆ เห็นจะได้ เธอหลบให้ผมเดินผ่านประตูเข้าไปก่อนที่จะยื่นมือออกมา ซึ่งทำให้ผมงงงันในตอนแรก

                “…เสื้อของคุณ”

                ผมพึ่งนึกได้ว่าเสื้อโค๊ตยาวที่ผมสวมอยู่นั้นเปียกไปด้วยน้ำฝน ผมจึงรีบถอดมันออกแล้วส่งให้เธอ พอเธอแขวนเสื้อของผมเข้ากับที่แขวนที่อยู่ใกล้ๆ นั้นเรียบร้อยแล้ว เธอก็เชิญผมไปยังห้องรับแขก แล้วให้นั่งลงที่โซฟาขนาดสามที่นั่งซึ่งหุ้มด้วยเบาะหนังนุ่มนิ่มตัวหนึ่ง

                “ชาร้อนสักหน่อยไหมค่ะ หรือจะเป็นเครื่องดื่มอย่างอื่นดี”

                “…ได้กาแฟร้อนๆ สักถ้วยก็ดีเหมือนกันครับ”

                เธอหันหลังกำลังจะเดินกลับออกไป แต่ผมส่งเสียงเรียกเธอเอาไว้เสียก่อน

                “…แล้วคุณโดโรธีล่ะครับ”

                เธอยิ้มอย่างมีลับลมคมใน

                “อีกเดี๋ยวเธอก็มาแล้วล่ะค่ะ”

                “…อีกเรื่องหนึ่งนะครับ คุณรู้ได้ยังไงว่าผมมายืนรออยู่ที่หน้าประตู…คุณโดโรธีบอกอย่างนั้นหรือครับ”

                เธอยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนกับพยายามที่จะกลั้นหัวเราะเอาไว้อย่างเต็มที่ เธอชี้มือขึ้นไปที่มุมๆ หนึ่งของห้องที่อยู่ไกลออกไป

                “มีแบบนั้นอีกอันซ่อนอยู่ที่หน้าประตู…เดี๋ยวนี้ไว้ใจใครไม่ได้หรอกค่ะ”

                ผมได้แต่ยิ้มอย่างเขินๆ เมื่อได้เห็นว่าสิ่งที่เธอชี้ให้ดูนั้นคืออะไร มันเป็นกล้องวงจรปิดขนาดเล็กนั่นเอง ผมแอบหลงคิดไปเองว่าเป็นความสามารถของโดโรธีคนที่ผมมาหาในครั้งนี้ ตามข้อมูลที่ผมได้รับมาเธอเป็น ‘คนทรง’ ที่ไม่เป็นที่รู้จัก เพราะเธอจะรับทำงานให้กับทางตำรวจเท่านั้น ประวัติทุกอย่างของเธอถูกเก็บไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง

                ซึ่งนั่นไม่เป็นปัญหากับทางหน่วยที่สิบสามของเราเลยแม้แต่น้อย เมื่อหัวหน้าของผมตัดสินใจที่จะศึกษาการทำงานของเธอ ผมจึงถูกเรียกตัวให้มารับงานในครั้งนี้

                หญิงสาวคนเดิมกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งพร้อมกับแก้วสองใบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกาแฟร้อนควันกรุ่น กลิ่นของมันหอมฟุ้งไปทั่วห้อง ‘ไม่ใช่กาแฟสำเร็จรูป’ ผมแอบยินดีอยู่ในใจ เธอวางแก้วทั้งสองลงบนโต๊ะ ผมคิดว่าที่อยู่ในแก้วของเธอน่าจะเป็นน้ำชา เธอนั่งลงที่เก้าอี้นวมที่ตั้งอยู่ตรงข้าม ก่อนที่จะยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า

                “ดิฉัน โดโรธี…ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

                มือที่กำลังเอื้อมไปยังแก้วกาแฟของผมหยุดค้างอยู่แค่นั้น ตามข้อมูลที่ผมได้รับมานั้นบอกเอาไว้ว่า โดโรธีคนนี้มีอายุสามสิบห้าปีแล้ว ผมจึงเข้าใจเอาเองว่าหญิงสาวที่ออกมาต้อนรับนั้นเป็นคนรับใช้ หรือไม่ก็เป็นญาติคนใดคนหนึ่งของเธอ แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกที ข้อมูลก็ระบุเอาไว้เช่นกันว่า เธอใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังเท่านั้น

                “…ผมเจฟจากหน่วยที่สิบสาม ซีไอเอ ยินดีที่ได้พบครับ…ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ…ผมไม่คิดว่าคุณจะเป็นโดโรธี เพราะตามข้อมูลของผมคุณ…เอ่อ…”

                “ฉันควรจะต้องแก่กว่านี้ใช่ไหมคะ”

                “…ครับ”

                “ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ฉันชินเสียแล้ว และถือว่านั่นเป็นคำชม ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ฉันดูไม่ค่อยจะแก่ลงเลยตั้งแต่อายุได้ยี่สิบสี่…มันอาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฉันทำอยู่ก็เป็นได้…”

                ผมจิบกาแฟอึกหนึ่ง พร้อมกับคิดขึ้นในใจ ‘ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงผู้หญิงทั่วทั้งโลกคงอยากเป็นคนทรงกันหมดเป็นแน่’ ผมแอบสำรวจมองดูเธออีกครั้ง เธอเป็นผู้หญิงเรียบๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นสะดุดตา หากเดินสวนกันในท้องถนนผมคงจำเธอไม่ได้ หน้าตาของเธอนั้นเหมือนกับอายุเพียงยี่สิบกว่าๆ จริงๆ แต่ดวงตาของเธอคู่นั้นดูลึกลับอย่างบอกไม่ถูก

                พวกเราเริ่มต้นพูดคุยกันในเรื่องทั่วๆ ไปก่อน

                “ฉันแปลกใจ และไม่ค่อยจะเชื่อนักเมื่อพวกคุณติดต่อมาหาฉันในครั้งแรก”

                “คุณก็เลยให้ตำรวจที่รู้จักกันตรวจสอบให้ใช่ไหมครับ”

                “ใช่…เขายืนยันว่าพวกคุณเป็นซีไอเอตัวจริง แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดอะไรได้มากกว่านั้น และให้ฉันตัดสินใจเอาเองว่าอยากจะตอบรับคำขอของพวกคุณหรือไม่ เขาบอกว่านั่นเป็นสิทธิของฉัน”

                “…ผมคิดว่าคงไม่ใช่เพียงแค่นั้นใช่ไหมครับ พวกเขาน่าจะให้คำแนะนำกับคุณเพิ่มเติมด้วย”

                “โอ…ใช่แล้ว”

                เธอยิ้มกว้าง

                “พวกเขาแนะนำให้ฉันตอบปฏิเสธ”

                คราวนี้ผมจึงยิ้มบ้าง และจริงๆ แล้วผมก็เห็นด้วยกับคำแนะนำของพวกเขาเหมือนกัน ถ้าผมไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยที่สิบสามเสียเอง ผมคงแนะนำใครต่อใครให้หลีกพวกนี้ให้ห่างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

                “ผมก็คิดอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่คุณก็ตอบรับคำขอของพวกเรา”

                “ตอนแรกฉันก็ตอบปฏิเสธไปนะ แต่หัวหน้าของคุณนั่นแหละ โอ…ฉันอยากจะได้พบตัวจริงสักครั้งจัง”

                ผมไม่แปลกใจเลย นี่เป็นหนึ่งในความสามารถที่เยี่ยมยอดที่สุดของหัวหน้า ไม่เคยมีใครปฏิเสธเขาได้ ซึ่งรวมทั้งผมด้วย

                “คุณต้องการทดสอบอะไรฉันบ้างล่ะ”

                “ผมแค่ต้องการพูดคุยกับคุณเท่านั้น เฝ้าดูการทำงาน และอาจถามคำถามบ้างเมื่อผมสงสัย ซึ่งคุณมีสิทธิที่จะไม่ตอบก็ได้ ไม่มีการทดลองอะไร ไม่มีการตรวจวัดด้วยเครื่องมือใดๆ ทั้งสิ้น ผมแค่ต้องการศึกษาขั้นตอนการทำงานของคุณเท่านั้นเอง…เพียงแต่ผมอาจจะต้องขอทำการบันทึกเสียงบ้างในบางครั้งนะครับ…ถ้าคุณไม่ขัดข้อง”

                เธอพยักหน้าอย่างพอใจ

                “นั่นเหมือนกับที่หัวหน้าของคุณบอกมา และฉันก็อนุญาตให้คุณอัดเสียงได้ แต่คุณต้องบอกฉันก่อนเมื่อมีการอัดเสียง… ฉันเพียงแค่ไม่อยากให้มีคำพูดแปลกๆ หลุดออกมา หวังว่าคุณคงเข้าใจ…บางครั้งฉันจะพลั้งปากหลุดคำตลกๆ ออกมา”

                เธอหัวเราะเบาๆ ผมยกกาแฟขึ้นจิบอีกครั้งพร้อมกับล้วงเอาเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนที่จะเริ่มต้นสอบถามถึงวิธีการทำงานของเธอ คราวนี้เธอวางแก้วน้ำชาในมือลงบนโต๊ะ แล้วทำหน้าจริงจัง

                “ก่อนอื่นเลยฉันมีเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับคุณก่อน”

                “…ครับ”

                “ไม่ว่าพวกเขาจะบอกอะไรกับคุณมา ฉันขอบอกคุณไว้ตรงนี้ชัดๆ ก่อนเลยว่า ฉันไม่ใช่คนทรง”

                เธอจ้องหน้าผมเขม็ง

                “ฉันไม่ใช่คนทรง ฉันไม่เคยรู้สึกถึงวิญญาณ หรือสิ่งลึกลับใดๆ ทั้งสิ้น”

                ผมยกมือขึ้นเกาหัว ส่วนเธอกลับเอาแต่นั่งอมยิ้ม ท่าทางของเธอดูเหมือนจะพออกพอใจที่สามารถทำให้ผมหัวปั่นได้สำเร็จ หลังจากนั้นเธอจึงค่อยๆ อธิบายความหมายในสิ่งที่เธอพูดออกมา

                แม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก และเธอแทบจะจำอะไรที่เกี่ยวกับท่านไม่ได้เลย ที่หลงเหลืออยู่ก็มีเพียงภาพถ่ายเก่าๆ เพียงไม่กี่ใบเท่านั้น เธอเติบโตมากับพ่อเพียงสองคน และพ่อก็ไม่เคยพูดถึงญาติคนอื่นใดเลย ไม่เคยมีใครมาเยี่ยม และไม่เคยต้องไปเยี่ยมเยียนใครทั้งสิ้น

                เมื่อตอนอายุได้สิบหกปี พ่อของเธอที่เป็นตำรวจมีความจำเป็นที่จะต้องพาเธอซึ่งพึ่งกลับมาจากโรงเรียนให้ไปรอเขาอยู่ที่ด้านนอกของห้องในอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่งที่พึ่งเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นคนทรงของเธอ

                “ฉันยืนรออย่างกระสับกระส่าย รู้ว่ามีเรื่องไม่ดีบางอย่างพึ่งเกิดขึ้นภายในห้องนั้นเมื่อไม่นานมานี้ แล้วทันใดนั้นมันก็เกิดขึ้น”

                เธอมองเห็นผู้หญิงวัยกลางคนเดินหอบหิ้วถุงท่าทางเหมือนพึ่งกลับมาจากซื้อของตรงมาที่ประตูของห้องนั้น มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมาพอดีท่าทางของเขาเหมือนกับจะเดินเลยไปยังห้องที่อยู่ถัดไปในทางเดินนั้น แต่เมื่อหญิงคนนั้นเปิดประตูออก เขากลับวิ่งตรงเข้ามาพร้อมกับผลักเธอเข้าไปในห้อง

                เธอเห็นเขาเดินกลับออกจากประตูห้องอีกครั้งพร้อมด้วยถุงใบหนึ่งที่ผู้หญิงคนเมื่อครู่ถืออยู่ แต่ของที่อยู่ในนั้นตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นแท่งอะไรสักแท่งหนึ่ง เข้าม้วนแล้วขยุ้มมันเป็นก้อนก่อนที่จะยัดลงไปในถังขยะที่อยู่ใกล้ๆ ตรงทางเดินนั่นเอง

                เธอเห็นมันเหมือนกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงหน้า แต่เธอก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่ ประตูห้องนั้นไม่ได้เปิดออกจริงๆ และไม่มีใครเดินผ่านมาแถวนั้นเลย เธอเห็นอะไรบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

                พ่อของเธอเดินออกมาจากห้องที่เกิดเหตุพอดี เธอจึงจัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง

                “…ลูกว่าเป็นหญิงวัยกลางคนที่พึ่งกลับมาจากซื้อของใช่ไหม”

                “ค่ะ”

                “มีผู้ชายคนหนึ่งผลักเธอเข้าไปในห้อง…แล้วกลับออกมาพร้อมกับทิ้งอะไรบางอย่างลงในถังขยะใบนั้น”

                เขาพูดพร้อมกับชี้มือไปที่ถังขยะที่อยู่ตรงมุมทางเดิน เธอก็พยักหน้าอีกครั้ง เขาหันไปหาเพื่อนตำรวจอีกคนหนึ่งที่กำลังทำการเก็บรอยนิ้วมือที่ลูกบิดประตูด้วยเทปชนิดพิเศษอยู่

                “มีใครดูที่ถังขยะนั่นหรือยัง”

                เพื่อนของเขาเหลียวไปมองถังใบนั้นพร้อมกับยักไหล่

                “ไม่มีหรอก…นายคิดว่าจะเจออะไรหรือไง”

                “…มันก็ไม่แน่”

                “…งั้นนายก็ลองไปดูเองสิ เอาถุงมือนี่ไป”

                เพื่อนคนนั้นส่งถุงมือยางบางๆ คู่หนึ่งให้กับพ่อของเธอ เขารับมาสวมพร้อมกับหันมาถามเธอ

                “จะไปด้วยกันไหม”

                “ค่ะ”

                เธอเดินตามพ่อไปเงียบๆ เขายกฝาปิดถังขยะออกวางลงข้างๆ พร้อมกับมองลงไป ข้างบนกองขยะในนั้นมีถุงกระดาษจากร้านขายของถูกขยุ้มเป็นก้อนวางอยู่ เขาหันมามองเธอซึ่งทำได้แค่เพียงพยักหน้า ตอนนั้นเธอรู้สึกว่าลำคอของเธอแห้งผาก และอากาศรอบๆ ตัวก็ดูเหมือนจะเย็นลงอย่างฉับพลัน

                เขาเอื้อมมือลงไปหยิบถุงออกมาพร้อมกับเรียกเพื่อนคนเดิมที่ยังยืนอยู่ที่หน้าประตู

                “เฮ้…มาดูอะไรนี่หน่อยสิ”

                “นายเจออะไรหรือไง”

                “ก็อาจจะ…นายถนัดเรื่องพวกนี้มากกว่า มาช่วยฉันเปิดถุงนี่ออกหน่อย…ว่ามันมีอะไรข้างในกันแน่”

                เพื่อนของเขาวิ่งเหยาะๆ มาอย่างรวดเร็ว และเมื่อทั้งสองแง้มถุงใบนั้นเปิดออก เธอก็ได้กลิ่นคาวเลือดที่เหมือนกับกลิ่นสนิมเหล็กเข้มข้นโชยออกมาคละคลุ้ง

                “…บิงโก”

                เพื่อนของพ่อเธออุทานออกมา

                “เราเจอมีดทำครัวที่หายไปของเธอแล้ว นั่นคงเป็นเลือดของเธอ…หวังว่าที่ด้ามของมันจะมีลายนิ้วมือของไอ้โหดนี่อยู่นะ คราวนี้มันเสร็จเราแน่”

                พ่อหันมามองหน้าเธอแล้วไม่ได้พูดอะไร แต่หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น บางครั้งเขาจะพาเธอไปยังสถานที่เกิดเหตุเพื่อดูว่าเธอจะเห็นอะไรอีกหรือไม่ ซึ่งบางครั้งเธอก็เห็น แต่บางครั้งก็ไม่ เธอจึงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการตำรวจในฐานะของ ‘คนทรง’

                หลังจากที่พ่อของเธอต้องจากไปด้วยโรคมะเร็งก่อนวัยอันควร เธอก็ยังคงถูกขอให้ไปยังที่เกิดเหตุเมื่อมีคดีที่ไม่อาจหาเงื่อนงำอะไรได้ ซึ่งหลายครั้งจากข้อมูลที่ได้จากเธอก็นำไปสู่การคลี่คลายคดีได้ในที่สุด

                เธอยกชาขึ้นจิบหลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดนี้จบลง เธอวางแก้วชาลงพร้อมกับจ้องตรงมาที่ผม

                “ทุกคนพากันเรียกฉันว่าเป็นคนทรง แต่ฉันก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าฉันไม่ใช่ ฉันไม่ได้รู้สึกถึงวิญญาณ หรืออะไรทั้งนั้น ฉันเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วเห็นภาพอะไรบางอย่าง”

                “คุณมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้”

                เธอจ้องหน้าผมพร้อมกับขบคิดใคร่ครวญในคำอธิบายของผม

                “…คุณพูดถูกแล้ว ฉันมองเห็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในสถานที่เหล่านั้นได้”

                “แต่เฉพาะในสถานที่ ที่พึ่งมีเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างเกิดขึ้นใช่ไหมครับ คุณไม่เคยเป็นแบบนี้ในสถานการณ์ทั่วๆ ไปใช่ไหมครับ”

                “…ใช่…ฉันจะเห็นมันเฉพาะเวลาไปยังที่เกิดเหตุเท่านั้น และก็ไม่ใช่ทุกที่ด้วย เฉพาะในบางครั้งเท่านั้น”

                “โดยเฉพาะถ้าเป็นการฆาตกรรมใช่ไหมครับ”

                เธอขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะจ้องมองผมพร้อมกับพยักหน้า

                “…ใช่…คุณชักทำให้ฉันขนลุกซะแล้วสิ…คุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”

                ผมยิ้ม

                “คุณเป็นคนบอกผมเองนั่นแหละ ผมแค่เอาเรื่องที่คุณเล่ามาปะติดปะต่อกัน…ก็เท่านั้นเอง”

                ซึ่งความจริงแล้ว ที่ผมรู้เรื่องทั้งหมดนี้ก็เพราะผมเคยได้อ่านรายงานฉบับหนึ่งของหน่วยวิจัยที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์พวกนี้มาก่อนแล้วนั่นเอง

                คืนนั้นผมล่ำลาเธอพร้อมกับนัดหมายกันเอาไว้ว่า หากเธอได้รับการร้องขอให้ไปยังสถานที่เกิดเหตุในครั้งต่อไปเมื่อไร เธอจะให้ผมติดตามไปด้วยอย่างที่ได้ตกลงกันเอาไว้

#####

                ทุกวันนี้หากเราอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใดในโลก เมื่อเราเดินออกจากบ้านก็ขอให้มั่นใจได้เลยว่าเราจะต้องถูกบันทึกภาพเอาไว้ด้วยกล้องวงจรปิดเป็นจำนวนมากครั้งจนเรานึกไม่ถึง ยิ่งหลังจากเหตุการณ์สิบเอ็ดกันยา จำนวนกล้องที่ถูกติดตั้งตามสถานที่สาธารณะก็เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นหลายเท่าตัวในเวลาอันรวดเร็ว

                ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีซอกมุมมืดอยู่อีกเป็นจำนวนมากที่หลุดรอดมุมของกล้องเหล่านี้ไปได้ แต่ก็ยังคงมีกล้องพิเศษอีกชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่บันทึกสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในสถานที่นั้นๆ มาตั้งแต่เมื่อแรกเริ่มที่มนุษย์ได้ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้

                คลื่นสมองของมนุษย์ที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษจะถูกส่งออกมาเมื่อชีวิตของเขาตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน คลื่นเหล่านี้จะแทรกตัวเข้าไปบันทึกลงในสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว

                ภาพเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกเอาไว้จะสะท้อนก้องไปมาอยู่ในบริเวณนั้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง บางครั้งอาจจะเพียงไม่กี่วัน บางครั้งอาจจะนานหลายเดือน จนถึงหลายปี และในบางครั้งเมื่อมีผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เป็นจำนวนมากอาจหมายถึงเวลาหลายสิบ หรือหลายร้อยปีเลยทีเดียว

                มีคนจำนวนไม่มากนักที่มีคลื่นสมองเหมาะสมจนสามารถรับรู้ และเล่นภาพที่ถูกบันทึกเอาไว้ออกมาได้อีกครั้ง บางคนอาจรู้สึกได้ถึงคลื่นเหล่านี้ แต่ไม่อาจมองเห็นภาพที่ถูกบันทึกเอาไว้ เหมือนกับที่เรามีจานดาวเทียม แต่ไม่มีเครื่องถอดรหัส เรารับคลื่นได้ แต่ดูรายการเหล่านั้นไม่ได้

                บันทึกเหล่านี้อาจถูกทำลายลงได้หากสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นๆ ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ก็จะจางหายไปด้วย หลายครั้งที่ผู้คนทุบทำลาย หรือรื้อย้ายข้าวของต่างๆ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลด พวกเขาอาจจะไม่รู้ตัวว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น แต่มันเป็นเพราะคลื่นที่ถูกบันทึกเอาไว้นั้นรบกวนพวกเขานั่นเอง

                นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนทรงจำนวนหนึ่งบนโลกใบนี้ อย่างที่โดโรธีได้บอกเอาไว้ เธอไม่ได้รับรู้ถึงวิญญาณ หรือสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติใดๆ เธอเพียงแต่ได้รับคลื่นเหล่านี้และสามารถเล่นภาพที่ถูกบันทึกเอาไว้ได้ และผมรู้ทั้งหมดนี้จากรายงานการวิจัยของหน่วยที่สิบสามของผม

                ผมยืนยันข้อมูลของโดโรธีกลับไปยังสำนักงาน หลังจากนี้ประวัติทางการแพทย์ทั้งหมดของเธอจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียด โดยที่ไม่แจ้งให้เธอ หรือแม้แต่หมอของเธอรู้ ซึ่งก็เป็นงานที่หน่วยวิจัยทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว

                ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังคงคาใจผม นั่นก็คือเรื่องที่เธอยังคงดูสาวกว่าวัยของเธอ มีรายงานถึงเรื่องนี้อยู่บ้างแต่ก็ไม่ชัดเจนนัก มีบางคนที่เป็นเหมือนเธอที่ดูเด็กกว่าวัย พวกเรายังไม่รู้ว่าสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์อันใดกันหรือไม่ คงต้องใช้เวลาศึกษากันต่อไปอีกสักพัก

                พรุ่งนี้ผมมีนัดกับเธอเพื่อไปดูสถานที่เกิดเหตุแห่งหนึ่ง ผมจะเฝ้าดูการทำงานของเธอ และอาจสอบถามอะไรบางอย่าง เมื่องานทั้งหมดนี้จบลง ผมก็จะหนีไปหาที่พักผ่อนอีกครั้ง อาจจะไปแช่น้ำแร่ที่เกียวโต หรืออาจจะกลับไปนอนเล่นที่เกาะสมุยอีกครั้ง พักหลังมานี้ผมชักติดใจ และชอบจะไปเที่ยวเมืองไทยมากกว่าที่อื่นๆ ซึ่งตัวผมเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร

#####

                “สวัสดีโดโรธี”

                “สวัสดีโทนี่”

                เธอเดินเข้าไปทักทายกับตำรวจคนนั้นอย่างเป็นกันเอง สองคนนี้คงรู้จัก และเคยร่วมงานกันมานานแล้ว เขาพูดคุยกับเธออีกนิดหน่อยก่อนที่จะหันมามองผม

                “เขาชื่อเจฟ ซีไอเอที่ฉันเล่าให้ฟังยังไงล่ะ”

                เธอแนะนำก่อนที่จะหันกลับมาทางผม

                “ส่วนนี่คือโทนี่”

                เราสองคนจับมือกัน เขาบีบมือผมจนแน่นเกินความจำเป็น ในขณะที่ยิ้มให้กับผม

                “ผมเป็นคนให้คำแนะนำกับเธอเองเกี่ยวกับเรื่องซีไอเอ แต่ก็ยินดีที่ได้พบนะ”

                “ครับ…ยินดีเช่นกัน”

                หลังคำทักทายจบลงผมก็รีบปล่อยมือเขาทันที หลังจากนั้นเขาก็ทำท่าเป็นไม่สนใจผมอีกเลย โดโรธีดูท่าทางของพวกเราสองคนก่อนที่จะยิ้มน้อยๆ พร้อมกับส่ายหน้า

                “ผมขอบันทึกเสียงนะครับ”

                ผมหยิบเครื่องบันทึกออกมา โทนี่จ้องเครื่องมือขนาดเล็กที่อยู่ในมือผมเขม็ง

                “ฉันอนุญาตเขาเอง คงไม่เป็นไรนะโทนี่”

                “ก็…คงไม่เป็นไรหรอก นี่ก็ไม่ใช่คดีใหญ่โตอะไร”

                โทนี่ตอบอย่างเสียไม่ได้ หลังจากนั้นเธอก็เริ่มการทำงานของเธอพร้อมกับอธิบายถึงสิ่งที่เธอทำให้ผมฟังไปด้วย

                “โทนี่จะเป็นคนติดต่อกับฉัน เวลาที่เขาต้องการให้ฉันมาช่วยตรวจดูสถานที่เกิดเหตุ โดยที่เขาจะไม่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับคดีให้ฉันรู้ล่วงหน้า เขาจะพาฉันเข้ามา ให้เดินไปรอบๆ จนทั่ว แล้วรอดูว่าฉันจะเห็นอะไรหรือไม่”

                เราพูดคุยกันในขณะที่เดินกันไปเรื่อยๆ ในบ้านเล็กๆ หลังนั้น มันเป็นบ้านเก่าสองชั้นที่ตบแต่งอย่างเรียบๆ มีห้องอยู่ไม่มากนัก ทุกอย่างในบ้านดูเรียบร้อยดี ผมจึงเดาไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านหลังนี้ที่ทำให้พวกเขาต้องพึ่งพาเธอ

                “ในตอนแรกๆ เขาต้องคอยระวังไม่ให้ฉันไปรบกวนหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ”

                เธอหันไปยิ้มให้เขา

                “ตอนนี้ฉันก็คล่องดีแล้ว แต่ในบางครั้งมันก็เป็นเรื่องยากในการที่จะเดินไปทั่ว โดยที่ไม่เผลอไปโดนอะไรเข้า…เพราะที่เกิดเหตุบางแห่งมันก็เละเทะ…มีอะไรต่อมิอะไรกระจายอยู่บนพื้นเต็มไปหมด”

                “คุณเดินไปคุยไปแบบนี้ไม่รบกวนการทำงานของคุณใช่ไหมครับ”

                ผมถาม

                “ไม่เลย ฉันไม่ได้ต้องตั้งสมาธิ สวดภาวนา หรือทำอะไร ก็แค่เดินไปเรื่อยๆ ถ้ามันจะเห็น มันก็เห็นขึ้นมาเองนั่นแหละ…”

                เธอหยุดพูดในตอนที่พวกเราเดินเข้ามาถึงห้องครัวพอดี เธอจ้องมองไปที่โต๊ะกินข้าวตัวเล็กๆ ภายในครัว ของบนโต๊ะถูกเก็บออกไปหมดแล้วแต่ยังคงมีคราบอะไรบางอย่างเหลืออยู่หย่อมหนึ่งบนผ้าปูโต๊ะ มีเก้าอี้อยู่สองตัว ตัวหนึ่งถูกดันเข้าไปจนชิดกับขอบโต๊ะ ส่วนอีกตัวหนึ่งวางไว้ในตำแหน่งเหมือนกับมีคนเคยนั่งอยู่

                ผมมองเห็นภาพเหตุการณ์บางอย่าง แต่ไม่ใช่ในแบบที่เธอมองเห็น ผมเห็นมันจากประสบการณ์ในการทำงานของผม มีใครคนหนึ่งเคยนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้น ฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วไม่ได้ลุกขึ้นมาอีกเลย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มาแบกร่างของเขา หรือเธอออกไป

                “…ฉันเห็นเธอกำลังนั่งกินอะไรบางอย่างอยู่…น่าจะเป็นซุป แล้วเธอก็ทำหน้าตาบิดเบี้ยว…ก่อนที่จะทิ้งตัวลงไปบนโต๊ะ กระแทกเอาชามที่เธอกำลังกินอยู่หกคว่ำลง แล้วเธอก็แน่นิ่งไป”

                โทนี่มองหน้าเธอ แล้วเหลือบมองผม

                “นั่นเป็นสิ่งที่เราคาดว่าเกิดขึ้นกับผู้ตายของเรา”

                เขาพูดเพียงแค่นั้น และยังรอฟังว่าเธอจะสามารถให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่

                “…ก่อนหน้านั้นฉันเห็นเธอหยิบขวดอะไรบางอย่าง ใบเล็กๆ …น่าจะเป็นขวดยา…จากในตู้ตรงนั้น”

                เธอชี้ไปที่ตู้ใบหนึ่งที่อยู่เหนืออ่างล้างจาน ดวงตาของโทนี่เป็นประกายขึ้นมาทันที

                “…เธอใส่มันลงในชามซุป ก่อนที่จะเดินถือมันออกประตูหลังไป…แปลกจัง เธอใช้ผ้าจับลูกบิดประตูด้วย…และเมื่อเธอกลับเข้ามา เธอ…ไม่ได้ถือมันกลับมาด้วย เธอยกชามซุปมาวางที่โต๊ะ นั่งคนมันอยู่พักใหญ่…ก่อนที่จะเริ่มกินมัน”

                โทนี่ไม่ถามอะไรเธอเพิ่มแม้แต่คำเดียว เขารีบให้คนของเขาออกไปค้นหาบริเวณหลังบ้านนั้นทันที ผมเริ่มมองเห็นภาพรวมแล้วว่าคดีนี้มีความซับซ้อนอยู่ที่ตรงไหน ทำไมพวกเขาจึงต้องการความช่วยเหลือของเธอ

                พวกเราสองคนพากันเดินกลับออกมาที่หน้าบ้าน งานของเราจบลงแล้ว

                “ฉัน…ขอตัวกลับก่อนได้ไหม”

                เธอดูท่าทางอิดโรยผิดกับเมื่อตอนที่พึ่งมาถึง

                “มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณดู…ไม่ค่อยจะดีนัก”

                “ฉัน…ก็ไม่รู้เหมือนกัน…แต่ว่าครั้งนี้มันแปลกกว่าทุกครั้ง ภาพที่ฉันเห็นมันดูไม่ค่อย…ชัดเจนนัก เหมือนกับมีอะไรบางอย่างมารบกวน…ไม่อยากให้ฉันเห็นภาพพวกนี้…”

                “ให้ผมไปส่งไหมครับ”

                “ไม่เป็นไร ฉันกลับเองได้…งานของพวกเราก็เสร็จสิ้นลงแล้ว คงต้องกล่าวคำอำลากันตรงนี้เลยละกัน…ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะเจฟ แม้จะเป็นเวลาแค่ช่วงสั้นๆ ก็ตาม”

                ผมกอดกับเธอเบาๆ

                “ยินดีเช่นกันโดโรธี คุณน่ารักมาก”

                “แล้วเจอกันนะ”

                “ครับ แล้วเจอกัน”

                เธอเดินไปสองสามก้าวก่อนที่จะหันกลับมายิ้มให้ผม

                “ฝากความคิดถึง ถึงหัวหน้าของคุณด้วยนะเจฟ”

                พูดจบเธอก็โบกมือให้ผมอีกครั้งก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถแล้วขับจากไป ผมลังเลครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ผมยังอยากจะคุยอะไรอีกนิดหน่อยกับโทนี่

                พวกเขาทั้งหมดยังคงอยู่ในบริเวณหลังบ้าน ผมเดินตรงไปหาโทนี่ที่กำลังสนใจต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เพียงต้นเดียวในบริเวณนั้น

                “เจอหรือยังครับ”

                เขาหันมองหน้าผมก่อนที่จะส่ายหน้า พร้อมกับใช้ปากกาคุ้ยเขี่ยในกองดินตรงโคนต้นไม้ เขาถามโดยไม่ได้หันมามองหน้าผม

                “แล้วโดโรธีล่ะ”

                “เธอกลับไปแล้วครับ เห็นบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย”

                “…งั้นเหรอ…”

                แล้วเขาก็นิ่งเงียบไปก่อนที่จะถามโพล่งขึ้นมาว่า

                “แล้ว…พวกคุณจะเอายังไงกับเธอ”

                “…งานของผมเสร็จแล้ว ผมแค่มาศึกษาการทำงานของเธอ…ก็แค่นั้น”

                เขาหันมาจ้องหน้าผมเขม็ง

                “แค่นั้นจริงหรือ พวกคุณไม่ได้คิดจะเอาตัวเธอไปทดลอง หรือทำอะไรแปลกๆ พวกนั้นหรือ”

                ผมยิ้ม นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ชอบผม เขาคงคิดว่าพวกเรามีโครงการที่จะเอาตัวเธอไปวิจัยหรืออะไรพวกนั้น แต่ผมก็แค่มาศึกษาการทำงานของเธอจริงๆ อย่างน้อยก็เฉพาะในตอนนี้ ส่วนในอนาคตข้างหน้าผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

                “พรุ่งนี้ผมก็จะบินกลับแล้ว งานของผมเสร็จแล้ว”

                เขาหันกลับไปสนใจกองดินที่เดิมอีกครั้ง แต่ยังคงอมยิ้มอยู่ ท่าทางของเขาดูจะสบายใจขึ้นมากเมื่อได้ยินผมรับคำอย่างหนักแน่นเช่นนี้

                ปลายปากกาของเขาไปสะดุดเจอกับอะไรบางอย่างเข้า เขาใช้มือที่สวมถุงมือค่อยๆ คุ้ยลงไปก่อนที่จะเรียกเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้เข้ามาถ่ายรูปเก็บเอาไว้

                เขาหยิบขวดยาสีขาวเล็กๆ ใบหนึ่งขึ้นมา ลองเขย่าขวดดูเบาๆ และพบว่ายังคงมีเม็ดยาเหลืออยู่ข้างใน เขาเขย่ามันอีกเล็กน้อยเพื่อให้เศษดินที่ติดอยู่ร่วงลงไป เขาไม่ได้เช็ดมันเพราะกลัวว่ารอยนิ้วมือจะหายไปด้วย จากนั้นเขาก็หย่อนขวดที่ยังคงมีเศษดินติดอยู่เล็กน้อยลงในถุงพลาสติกสำหรับเก็บหลักฐาน ก่อนที่จะบอกให้เจ้าหน้าที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับได้

                “คุณคงพอจะเดาเรื่องทั้งหมดได้แล้ว”

                เขาถามผมในขณะที่กำลังเดินออกจากบ้าน

                “…เงินประกันชีวิตใช่ไหม”

                “ใช่ ถ้าเป็นการฆาตกรรม พวกเขาต้องจ่ายเงินก้อนโตให้กับลูกชายคนเดียวของเธอ สามีเก่าของเธอเป็นเภสัชกร แยกกันอยู่นานแล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้มีคนเห็นพวกเขาสองคนทะเลาะกันอย่างรุนแรง…แล้วเธอก็ตายจากการกินยาบางอย่าง…ในสถานการณ์ที่ดูแปลกๆ ประตูหลังบ้านเปิดอยู่ แถมยังมีร่องรอยการเช็ดลายนิ้วมือบนลูกบิดประตูออกอีกด้วย แต่สามีเก่าของเธอเองก็มีพยานยืนยันที่หนักแน่นเช่นกัน”

                ผมพึมพำออกมาเบาๆ

                “ฆาตกรรม หรือ ฆ่าตัวตาย”

                เขาพยักหน้าพร้อมกับพูดต่อ

                “…เรารู้ว่าเธอมีปัญหาเรื่องเงินอย่างหนักในช่วงนี้ หากได้เงินประกันไปลูกของเธอก็จะสบาย แต่ถ้าเราจะจับใครในข้อหาฆาตกรรม ก็ต้องมีหลักฐานมากกว่านี้…ซึ่งเรายังไม่มี สิ่งที่โดโรธีบอกกับเราในวันนี้ทำให้งานของเราจบลงได้ง่ายกว่าที่คิดเอาไว้”

                เราเดินออกมาถึงหน้าบ้านก่อนที่จะหยุดยืนคุยกันอีกครู่หนึ่ง

                “เราไม่สามารถเอาสิ่งที่เธอเห็นไปเป็นพยานในศาลได้ แต่พวกเราอาศัยสิ่งที่เธอบอกให้รู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เธอทำให้งานของเราง่ายขึ้น โดยการบอกให้รู้ว่าเรื่องราวเป็นยังไง แล้วเราจะมองหาหลักฐานได้จากที่ไหน”

                ผมตัดสินใจถามคำถามออกไป

                “…เคยมีบ้างไหมที่เธอบอกอะไรผิดพลาด”

                เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดอย่างจริงจัง

                “…จะบอกอะไรให้นะ ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสิ่งที่เธอเคยบอกมาทุกครั้งนั้นจะถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งในครั้งนี้ด้วย ผมเพียงแต่บอกได้ว่าบางครั้งสิ่งที่เธอบอกทำให้เราพบเจอพยานหลักฐานที่สามารถยืนยันเหตุการณ์บางอย่างได้ แต่บางครั้งสิ่งที่เธอบอกมาก็ไม่ช่วยให้เราพบเจออะไรเพิ่มเติม…นั่นหมายถึงคดีต้องปิดไปตามหลักฐานเท่าที่เรามี”

                เขาถอนหายใจเบาๆ

                “ผมไม่เคยบอกเธอเลยว่าคดีพวกนี้มีผลสรุปเป็นยังไง และเธอก็ไม่เคยถามผมเช่นกัน”

                เราสองคนจับมือล่ำลากันที่หน้าบ้านเก่าหลังนั้น คราวนี้เขาบีบมือผมเบาๆ พร้อมกับยิ้มให้

#####

                โดโรธีนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง คืนนี้เธอรีบเข้านอนตั้งแต่ยังหัวค่ำ ความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างติดตัวเธอมาตั้งแต่เดินออกจากห้องครัวในบ้านเก่าๆ หลังนั้น ถึงแม้ว่าเธอจะอาบน้ำ สระผม และนั่งพักผ่อนไม่ทำอะไรเลยตลอดช่วงเย็นที่ผ่านมา ความรู้สึกไม่สบายตัวนั้นก็ยังคงไม่ยอมหายไป

                เธอเริ่มนึกทบทวนถึงเหตุการณ์เมื่อตอนอยู่ในห้องครัวนั้นอีกครั้ง การมองเห็นภาพของเธอในวันนี้ไม่ค่อยชัดเจนนักเมื่อเทียบกับในครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา เหมือนมีกระจกมัวๆ มากั้นเอาไว้ แล้วยังความรู้สึกแปลกๆ นั่นอีก เหมือนกับกำลังถูกใครจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ในระหว่างที่เธอเล่าเรื่องที่ได้มองเห็นให้โทนี่ กับเจฟฟัง

                เธอพลิกตัวมาดูนาฬิกาอีกครั้ง

                ‘ห้าทุ่มกว่าแล้วหรือนี่…คงต้องพึ่งยาสักหน่อยแล้วคืนนี้’

                ในบางครั้งเธอก็ต้องพึ่งยานอนหลับบ้างเหมือนกัน เธอลุกขึ้นแล้วเดินไปกินยาก่อนที่จะกลับมาล้มตัวลงนอนอีกครั้ง คราวนี้ความง่วงเริ่มมาเยือนเธออย่างรวดเร็ว สติของเธอเริ่มเลือนราง แต่ในขณะนั้นเองภาพในห้องครัวแห่งนั้นก็ผุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้ภาพทุกอย่างกลับกระจ่างจ้าชัดเจน

                เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนเดิม เหมือนกับที่เธอได้เห็นมาก่อนแล้ว แต่ว่าคราวนี้เธอรู้แล้วว่าทำไมภาพของมันถึงดูมัวๆ ในตอนนั้น

                มีร่างกึ่งโปร่งใสของผู้หญิงคนหนึ่งยืนขวางอยู่ข้างหน้าเธอ เธอมองเห็นภาพทั้งหมดผ่านร่างของผู้หญิงคนนี้อีกทีหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้มองตรงมาที่เธอ หน้าตาของหญิงคนนั้นแสดงความเคียดแค้นชิงชังออกมาอย่างเปิดเผย

                ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเดียวกับผู้หญิงที่นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ในครัวแห่งนั้นนั่นเอง ผู้หญิงคนนั้นไม่ต้องการให้เธอเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงได้มายืนขวางเอาไว้ แล้วตอนนี้ร่างๆ นั้นก็กำลังลอยตรงมาหาเธอจากครัวแห่งนั้น มาหาเธอที่กำลังนอนอยู่บนเตียงในบ้านของเธอเอง

                โดโรธีเริ่มกรีดร้อง แต่ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดรอดออกมาจากปากของเธอ

#####

                โดโรธีเห็นแสงสว่างส่องประกายขึ้นในความมืดมิดที่ล้อมอยู่รอบตัว เธอรู้สึกถึงแรงฉุดเบาๆ ที่มือเพื่อนำเธอไปยังแสงนั้น แสงเริ่มสว่างจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนเธอต้องหรี่ตาลงพร้อมกับพยายามยกมือขึ้นเพื่อบังแสงนั้น

                “คนไข้ฟื้นแล้วครับ”

                หมอขยับไฟฉายที่ส่องดูดวงตาของโดโรธีออก เมื่อพบว่าม่านตา และร่างกายของเธอมีอาการตอบสนอง เขาขยับหลบไปข้างๆ เพื่อเปิดทางให้ผมเดินเข้ามาใกล้ๆ เตียงคนไข้

                “โดโรธี คุณเป็นยังไงบ้าง”

                โทนี่ยังคงกุมมือของเธอเอาไว้ เขานั่งกุมมือของเธออยู่ข้างเตียงตลอดเวลาตั้งแต่มาถึงห้องฉุกเฉินแห่งนี้

                “…ฉัน…เป็นอะไร…แล้วฉันอยู่ที่ไหน”

                “คุณอยู่ที่โรงพยาบาล ในห้องฉุกเฉิน แต่ตอนนี้คุณไม่เป็นอะไรแล้ว”

                ท่าทางเธอยังงงๆ อยู่

                “…เกิดอะไรขึ้น”

                “…หมอคิดว่าอาจเป็นเพราะยานอนหลับที่คุณกิน มันไปกดระบบหายใจของคุณ หลังจากนี้คุณคงต้องเลิกกินมันแล้วล่ะนะ”

                “แล้ว…ฉันมาที่นี่ได้ยังไง”

                โทนี่หันมามองผม

                “เธอคงต้องถามซีไอเอคนนี้ดูเอง เขาไม่ยอมบอกว่าเขาไปหาคุณกลางดึกทำไม แต่เขาบุกเข้าไปในบ้านแล้วโทรเรียกรถฉุกเฉินไปรับคุณได้ทันเวลาพอดี”

                ตอนแรกเขาไม่ค่อยพอใจนักเมื่อรู้ว่าผมไปหาเธอกลางดึก แต่เมื่อมันกลายเป็นว่าผมได้ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ และเขาก็ไม่มีหลักฐานอื่นใดที่บ่งบอกว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ดูเหมือนว่าเขาจะสงบลงได้นิดหน่อย

                “…ผมมีข้อมูลสำคัญบางอย่างที่อยากตรวจสอบก่อนที่จะต้องเดินทางเท่านั้นเอง”

                “เรื่องอะไรหรือคะ”

                “…ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้วล่ะครับ”

                เธอมองหน้าผมก่อนที่จะทำท่าเหมือนกับนึกอะไรได้ขึ้นมา

                “โอพระเจ้า ใช่แล้ว…เธอนั่นเอง…เธอ…”

                ผมบีบแขนเธอเบาๆ ก่อนที่จะพูดขึ้น

                “คุณหมอครับ ขอเวลาให้พวกเราคุยกันเองสักครู่ได้ไหมครับ”

                หมอหันมามองผมอย่างงงๆ แต่เขาก็ยอมออกไปโดยดี ก่อนออกไปเขาพูดทิ้งท้ายไว้ว่า

                “คนไข้พึ่งฟื้นตัวควรจะได้พักผ่อนมากๆ นะครับ”

                เมื่อม่านถูกดึงปิดเรียบร้อย เธอก็พูดเบาๆ ด้วยความตื่นกลัว

                “เธอ…ทั้งหมดนี่เป็นฝีมือของเธอ”

                “ใคร…เรื่องอะไร”

                โทนี่ถามอย่างงุนงง

                “ใช่…เป็นฝีมือของเธอ ผมไม่รู้ว่าเธอทำได้ยังไง แต่เธอคงแค้นคุณที่ทำให้ลูกของเธออดได้เงินประกัน”

                เธอจ้องหน้าผมเขม็ง

                “คุณรู้…แต่คุณรู้ได้ยังไง…เพราะอย่างนั้นคุณถึงไปหาฉัน คุณจะไปเตือนฉันใช่ไหม”

                ผมพยักหน้า

                “ผมมาช้าไปก้าวหนึ่ง แต่ก็ยังดีที่ไม่สายจนเกินไป”

                “เฮ้ พวกคุณพูดเรื่องอะไรกันน่ะ ผมไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”

                โทนี่แทรกขึ้น เธอมองหน้าผมก่อนที่จะหันไปหาเขา

                “ผู้หญิงคนที่กินยาตายคนนั้น…เธอแค้นฉันที่ฉันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พวกคุณฟัง เธอไม่ต้องการให้ใครรู้…เธอจึงแค้นฉัน…ทั้งหมดนี่…เป็นฝีมือของเธอ”

                เขาทำหน้างง

                “คุณพูดล้อเล่นใช่ไหม”

                “เปล่า ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ”

                “…แต่คุณเองเป็นคนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยนี่นา”

                “…ฉันเห็นเธอกับตา ก่อนที่ฉันจะหมดสติ ฉันเห็นเธอ…”

                หน้าตาของโดโรธีแสดงความหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน โทนี่ต้องคอยปลอบเธอ เขาหันมาหาผมก่อนที่จะถามขึ้นว่า

                “เอาเป็นว่าถ้าเรื่องที่โดโรธีเล่ามาเป็นความจริง แล้วคุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน”

                ผมหยิบเอาเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กของผมออกมาพร้อมกับเปิดช่วงตอนที่พวกเรากำลังคุยกันอยู่ภายในห้องครัวแห่งนั้นให้ทุกคนฟังเบาๆ

                “ผมพึ่งจะตรวจสอบมันก่อนนอน”

                “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่นา”

                โทนี่บอก เขาไม่ได้ยินอะไรที่ผิดปกติ

                “เครื่องบันทึกนี้ถูกออกแบบมาให้สามารถบันทึกเสียงในย่านความถี่ที่หูของมนุษย์ไม่สามารถได้ยินเอาไว้ด้วย เดี๋ยวผมจะเล่นมันให้ฟังอีกครั้ง”

                เขาบ่นอุบอิบเบาๆ

                “เชอะ…ของเล่นของพวกซีไอเอ”

                ผมทำเป็นไม่ได้ยินก่อนที่จะเปิดช่วงตอนเดิมให้ฟังซ้ำอีกครั้ง โดยคราวนี้ผมให้มันเล่นเสียงในทุกย่านความถี่ออกมาพร้อมๆ กัน ในเสียงที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นมีเสียงพร่าๆ คล้ายกับคลื่นรบกวนแทรกอยู่ตลอดการสนทนา เสียงผู้หญิงที่ทำให้ทั้งโดโรธี และโทนี่ ต่างขนลุก และรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว

                “…แ…ค้…น…ฆ่…า…แ…ก…แ…ค้…”

                ผมปิดเครื่องบันทึกเสียง พวกเขาทั้งสองคนจ้องผมเป็นตาเดียว โทนี่ถามขึ้นในที่สุด

                “…คุณไม่ได้ทำมันขึ้นมาเองใช่ไหม”

                “เปล่า พอผมได้ยิน ผมก็รีบไปหาเธอทันที ทีนี้พวกคุณเข้าใจหรือยัง”

                ผมหันไปหาโดโรธี ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้เธอเข้าใจได้อย่างไร ในบางครั้งคลื่นที่สะท้อนไปมาอยู่ในที่เกิดเหตุนั้น ยังคงมีความยึดติดกังวลจากเจ้าของตกค้างอยู่ด้วยเช่นกัน คลื่นแบบนี้อาจก่อให้เกิดผลกับร่างกายอย่างในกรณีนี้ได้

                “คุณสบายใจได้มันจะไม่เกิดขึ้นอีก…”

                “คุณรู้ได้ยังไง”

                โดโรธี ถามกลับมายิ้มๆ ท่าทางของเธอดูเหมือนจะเชื่อคำพูดของผม จากการวิจัยกรณีแบบนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่เคยพบว่ามีการเกิดขึ้นซ้ำอีกเลย คลื่นนั้นจะลบเลือนหายไปตลอดกาล

                “…แต่เฉพาะในกรณีนี้เท่านั้นนะ ถ้าคุณยังคงทำงานนี้ต่อไป และไปพบเจอกับกรณีที่คล้ายๆ กันนี้ขึ้นมาอีก…มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน”

                เธอหุบยิ้มทันทีพร้อมกับหันไปจับมือโทนี่อีกครั้ง เขาหันมามองหน้าผมก่อนที่จะพูดว่า

                “อาจจะได้เวลาเลิกงานของเธอแล้วก็เป็นได้…ต่อไปผมจะคอยดูแลเธอเอง”

                ผมล่ำลาทั้งสองอีกครั้งก่อนที่จะเดินทางไปยังเกาะสมุย ที่ผมจะไปนอนเล่นพักผ่อนบนหาดทรายให้สบายอารมณ์

เจฟแห่งหน่วยที่สิบสาม ตอน มัมมี่

 

ดอกเตอร์โจนน์ยืนลุ้นอย่างใจจดใจจ่อในขณะที่พวกคนงานกำลังช่วยกันใช้รอกยกแผ่นหินขนาดใหญ่ขึ้นจากพื้น เสียงรอกหมุนไปอย่างเป็นจังหวะ ในขณะที่ขอบของแผ่นหินก็ค่อยๆ เผยอขึ้นทีละน้อย สี่นิ้ว ห้านิ้ว ในใจของเขาดูเหมือนว่าความหนาของหินแผ่นนี้จะไม่มีวันจบสิ้น

แต่แล้วก็มีเสียงแปลกๆ ดังขึ้น อากาศเย็นๆ อับๆ ฟุ้งกระจายออกมาจากช่องว่างใต้แผ่นหิน มันคงเป็นอากาศของช่วงเวลาในอดีตตั้งแต่เมื่อสามพันกว่าปี ก่อนที่ช่องลับแห่งนี้จะถูกปิดตายเอาไว้

หัวใจของเขาเต้นระรัวอย่างตื่นเต้น

‘หีบแพนโดร่าได้ถูกเปิดออกแล้ว’

#####

ย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อน ดอกเตอร์โจนน์ยังคงทำงานของเขาอย่างเซ็งๆ ปิรามิดเล็กๆ แห่งนี้ถูกพวกโจรขโมยสุสานขุดไปตั้งแต่ก่อนที่จะมีใครมาพบ หนำซ้ำทีมที่มาสำรวจมันในครั้งแรกๆ ก็ทำตัวไม่ต่างจากพวกโจรเหล่านั้น พวกเขาขนทุกอย่างที่ดูพอจะมีราคาออกไปจนหมด โดยไม่สนใจกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาโบราณวัตถุที่ถูกพบในปิรามิดมักได้รับความสนใจในตลาดมืดอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับพวกที่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องๆ หนึ่ง ชีวิตหลังความตาย หรือ ชีวิตอมตะ นั่นเอง

เขาจำได้ว่ารู้สึกสะอิดสะเอียนเพียงไหนเมื่อได้ยินถึงสิ่งที่พวกเศรษฐีเพี้ยนๆ เหล่านั้นทำกับมัมมี่ที่พวกเขาซื้อมาจากตลาดมืด พวกเขาป่นมันเป็นผงแล้วเชิญเพื่อนๆ มาร่วมกันกินยาอายุวัฒนะสูตรพิสดารนี้แกล้มกับไวน์ราคาแพงลิบ

ปิระมิดเล็กๆ หลังนี้แทบจะไม่เหลืออะไรให้เขาศึกษาได้อีก แม้แต่แผ่นหินจารึกที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าก็ถูกสกัดออกไปจนเกือบหมด ไม่มีร่าง ไม่มีวัตถุใดๆ หรือแม้แต่ชื่อของผู้ที่เคยนอนสงบนิ่งอยู่ในสถานที่แห่งนี้หลงเหลืออยู่

เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษารายละเอียดของโครงสร้างหลักที่เหลือเพียงคร่าวๆ ไม่มีอะไรควรค่าให้ต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้ ในที่สุดเขาก็สั่งให้ลูกทีมเริ่มทำการเก็บข้าวของ เขาจะติดต่อขอย้ายไปทำการศึกษาปิรามิดเล็กๆ อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่ไกลนัก และเขาหวังว่ามันจะยังมีอะไรหลงเหลืออยู่มากกว่านี้

เขานั่งทบทวนรายละเอียดโครงสร้างทั้งหมดของปิรามิดแห่งนี้อยู่ภายในห้องทำงานชั่วคราวที่จะถูกรื้อเป็นสิ่งสุดท้ายในเช้าวันพรุ่งนี้ มีเสียงที่คุ้นเคยเรียกเขาจากด้านหลังผ้าใบที่ใช้เป็นประตู

“อาจารย์ครับ”

“มีอะไรหรือวิล”

คนที่ถูกเรียกว่า วิล เปิดผ้าใบเข้ามาในห้อง เขาคนนี้เป็นลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยที่ดอกเตอร์โจนน์สอนอยู่ ซึ่งขอร่วมทีมสำรวจในครั้งนี้ด้วยเพื่อเรียนรู้การทำงานในภาคสนาม เขาเป็นคนผิวขาว รูปร่างผอม ท่าทางของเขาดูไม่ค่อยเหมาะกับงานภาคสนามแบบนี้ เขาดูเหมาะที่จะอยู่ตามห้องสมุด หรือห้องทดลองเสียมากกว่า

“คนงานของเราเจออะไรบางอย่างที่น่าสนใจเข้าครับ”

“…พวกเขาเจอมัมมี่ซ่อนอยู่ใต้ก้อนหินหรือไงกัน”

วิลไม่ตลกไปกับมุขของเขา

“พวกเขาเจอรูปอะไรแปลกๆ บนกำแพงด้านหน้าของปิรามิดน่ะครับ”

“กำแพงนั่นน่ะแทบจะไม่มีอะไรเหลือแล้ว พวกเขายังจะเจออะไรได้อีก”

“ผมลองไปดูมาแล้ว เลยอยากให้อาจารย์ช่วยไปดูหน่อยครับ”

ท่าทีลับๆ ล่อๆ ของวิลทำให้เขารู้สึกสนใจ เขารีบติดตามลูกศิษย์ของตนไปยังกำแพงหินนั้นทันที ที่นั่นมีคนงานหลายคนกำลังยืนจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ พวกนั้นพากันชี้ไม้ชี้มือไปที่บริเวณหนึ่งบนกำแพง แต่พอพวกคนงานเห็นเขาทั้งหมดก็หยุดพูดคุยกันทันที ทุกสายตาพากันหันมาจับจ้องอยู่ที่เขา

“นี่มันอะไรกัน”

ท่าทางของทุกคนทำให้เขารู้สึกกระสับกระส่าย

“พวกเขากำลังรอให้อาจารย์อธิบายสิ่งที่พวกเขาเห็นกันน่ะครับ”

เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ กำแพงพยายามมองไปยังที่ๆ พวกคนงานชี้ไม้ชี้มือกันอยู่เมื่อครู่ ท้องฟ้ายามนี้กำลังค่อยๆ มืดลงแล้ว พวกคนงานช่วยกันฉายไฟส่องไปยังจุดๆ หนึ่ง ที่อยู่ในบริเวณด้านบนของแผ่นหิน ตอนแรกเขายังมองอะไรไม่เห็นอะไรนอกจากผิวหน้าของหินที่ถูกสกัดเอาภาพและคำจารึกต่างๆ ออกไปจนเละ

ในที่สุดเขาก็สังเกตเห็นภาพของอะไรบางอย่างหลงเหลืออยู่ระหว่างรอยสกัดเหล่านั้น เขาทำการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เก็บอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างรวดเร็ว พยายามนึกให้ออกว่ามันควรจะเป็นอะไรกันแน่ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ตรงกับสิ่งใดๆ เลยเท่าที่เขาเคยพบมา

มันเป็นภาพรูปวงรีซ้อนกันสองชั้น ส่วนที่กว้างของวงรีขยายออกไปตามแนวนอน พร้อมกับมีเส้นขีดสั้นๆ ที่เหมือนกับจะแสดงว่ามันกำลังเปล่งประกายขีดอยู่โดยรอบ ไม่ใช่ดวงตา ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ หรือ ตัวอักษรใดๆ ที่เขาพอจะนึกออก

“อืม…ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่ามันเป็นรูปของอะไร หรือจะหมายถึงอะไรกันแน่ กำแพงนี่ก็ไม่มีรายละเอียดอื่นๆ ให้ผมใช้เชื่อมโยงได้ด้วยว่ามันบอกเล่า หรือจารึกเรื่องอะไรเอาไว้”

เขามองผ่านใบหน้าของคนงานที่ยืนล้อมวงอยู่

“แต่ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องแปลกอะไร…มันก็แค่ส่วนหนึ่งของภาพ หรือจารึกอะไรสักอย่าง ไม่เห็นจะต้องตื่นเต้นกันขนาดนี้เลย”

วิลพูดขึ้นเบาๆ

“พวกเขาคิดว่า พวกเขารู้ว่ามันเป็นรูปของอะไรครับ”

เขาหันไปมองหน้าลูกศิษย์อย่างแปลกใจ ก่อนที่จะถามขึ้นว่า

“…แล้ว…พวกเขาคิดว่ามันเป็นรูปของอะไรกันล่ะ”

“…จานบิน ครับ”

ใบหน้าของเขาว่างเปล่าก่อนที่จะถามขึ้นอีกครั้ง

“เธอพูดว่า…จานบิน อย่างนั้นหรือ”

“ครับอาจารย์ พวกเขาคิดว่ามันเป็นรูปของจานบิน หรือยูเอฟโอนั่นแหละครับ”

เขาเริ่มส่งเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอก่อนที่จะกลายเป็นการระเบิดเสียงหัวเราะอย่างควบคุมไม่ได้ในที่สุด

“ฮ่า…จาน…บิน อย่างนั้นหรือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเขาไปเอาความคิดบ้าๆ แบบนั้นมาจากไหนกัน”

ใบหน้าที่ดูจริงจังของเหล่าคนงานที่ยืนรายล้อมอยู่ทำให้ดอกเตอร์โจนน์ต้องหยุดหัวเราะลง เขาหันไปหาพวกเขาแล้วพูดด้วยภาษาอังกฤษอย่างช้าๆ พวกคนงานเหล่านี้สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว

“ผมไม่รู้ว่าพวกคุณคิดไปเอาความคิดนี้มาจากไหน แต่ผมมีอะไรจะบอกพวกคุณไว้สักหน่อย ตั้งแต่ที่เริ่มมีการศึกษาอารยธรรมโบราณตามแหล่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ไม่เคยมีหลักฐาน หรือการบันทึกใดใด ที่ชี้ให้เห็นว่ามีการพบเห็นจานบิน หรือยูเอฟโอเลย”

เขาหยุดนิดหนึ่ง พร้อมทั้งกวาดตามองใบหน้าที่ยังคงแสดงความสงสัยเหล่านั้นอีกครั้ง

“เรื่องราวของยูเอฟโอนั้นพึ่งมีการพูดถึงกันเมื่อไม่นานมานี้เอง…มันเป็นเรื่องเล่าของยุคปัจจุบัน…ของพวกเราเอง”

คนงานคนหนึ่งถามขึ้นอย่างกระท่อนกระแท่น

“…แล้วเรื่องลายเส้นบนที่ราบนาสก้าล่ะครับดอกเตอร์ ที่เขาว่ามันเป็นสนามบินของยูเอฟโอน่ะครับ”

เขาแอบยิ้มอยู่ในใจ ‘เรื่องนี้อีกแล้ว’ ภาพลายเส้นบนทะเลทรายนาสก้าในประเทศเปรู เป็นหนึ่งในเรื่องแปลกประหลาดที่ยังไม่มีใครสามารถให้คำอธิบายที่แน่ชัดได้ว่าพวกมันถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไร

ลายเส้นเหล่านั้นถูกทำขึ้นด้วยการเปิดชั้นหินด้านบนออกเผยให้เห็นเนื้อหินเบื้องล่างที่มีสีต่างออกไป เป็นวิธีการง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เนื่องจากสถานที่แห่งนั้นแห้งแล้งอย่างมาก แทบจะไม่เคยมีฝนตกเลย ภาพเหล่านี้จึงยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ภาพลายเส้นจำนวนมากเหล่านี้มีทั้งที่เป็นรูปทรงต่างๆ คน สัตว์ หรือรูปแปลกๆ ที่ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นรูปของอะไร แต่พวกมันมีความเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง นั่นก็คือขนาดที่ใหญ่โตของพวกมัน จนวิธีการเดียวที่จะสามารถมองดูพวกมันได้ดีที่สุด ก็คือการนั่งเครื่องบินขึ้นไปมองมาจากบนอากาศเท่านั้น

“พวกมันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด และสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ผมเคยได้ดูพวกมันด้วยตาตัวเองมาครั้งหนึ่งด้วย”

ในขณะที่พูดเขาก็หวนรำลึกถึงความรู้สึกของเขาที่ได้เห็นพวกมันเป็นครั้งแรกจากบนเครื่องบินสำรวจเมื่อหลายปีก่อน มันทำให้เขาแทบจะลืมหายใจไปเลยทีเดียว ความคิดแวบแรกของเขาในตอนนั้นก็คือ ‘พระเจ้า นี่ต้องไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์แน่’ แต่เขาก็ได้พบในเวลาต่อมาว่า ยังมีอีกหลายสิ่งบนโลกที่แปลกพิสดารมากกว่านั้น และพวกมันล้วนเป็นฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น

การนั่งเครื่องบินมองดูมองดูเส้นตรงที่ขีดยาวข้ามทะเลทรายคงทำให้หลายๆ คนเกิดความคิดคล้ายๆ กันขึ้น พวกมันช่างมองดูคล้ายกับทางวิ่งขึ้นลงของเครื่องบินเสียจริงๆ แต่ในยุคสมัยนั้นจะมีเครื่องบินได้อย่างไรกัน แน่นอนมันย่อมเป็นไปได้ถ้าเครื่องบินเหล่านั้นมาจากนอกโลก มาจากอารยธรรมที่มีความเจริญรุดหน้ามากกว่าเรา นั่นจึงเป็นที่มาของความเชื่อเหล่านี้

“ผมเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าพวกมันมีเอาไว้ทำอะไร แต่คงไม่ใช่สนามบินของยูเอฟโอแน่ จานบินต้องมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ายิ่งกว่ากระสวยอวกาศของพวกเรา มันคงไม่ต้องใช้ทางวิ่ง หรือสถานที่เฉพาะสำหรับลงจอด มันน่าจะสามารถขึ้นลงที่ใดก็ได้ตามต้องการ”

ดอกเตอร์โจนน์บอกเล่าแนวความคิดของเขาให้ทุกคนฟัง

“ภาพวาดลายเส้นเหล่านั้นน่าจะเป็นผลงานศิลปะที่สร้างถวายต่อเทพเจ้าของพวกเขา ซึ่งก็คือท้องฟ้าที่กว้างใหญ่นั่นเอง พวกมันถึงต้องมีขนาดที่ใหญ่โตแบบนั้น”

เขากล่าวปิดท้ายเพิ่มเติมอีกว่า

“…และผมก็ไม่คิดว่ามนุษย์ต่างดาวจะอยากลงไปทำอะไรกลางที่แห้งแล้งแบบนั้นด้วย พวกเขาน่าจะไปตามแหล่งชุมชนมากกว่า”

พวกคนงานหันไปซุบซิบกันเบาๆ ดอกเตอร์โจนน์คิดว่าเรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ แน่ แต่พรุ่งนี้พวกเขาก็จะย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่แล้ว คงไม่มีอะไรต้องห่วงมากนัก เขาเดินออกจากกลุ่มคนงานที่ยังคงรวมตัวกันอยู่พร้อมกับมุ่งหน้ากลับไปยังที่พัก

“รอด้วยครับอาจารย์”

“มีอะไรอีกหรือวิล”

ลูกศิษย์ของเขาวิ่งตามมาจนทัน ทั้งสองเดินไปด้วยกันช้าๆ

“…อาจารย์ว่ามันเป็นรูปอะไรกันแน่ครับ”

เขามองหน้าลูกศิษย์ของตนอีกครั้ง ท่าทางของวิลดูเหมือนจะยังไม่ยอมตัดใจง่ายๆ

“มันไม่น่าจะเป็นอักษรภาพ ผมคิดว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งของรูปอะไรบางอย่าง แต่ส่วนอื่นของภาพคงโดนสกัดออกไป จนทำให้เกิดเป็นรูปแปลกๆ นั่นขึ้นมา”

“…อาจารย์ คิดอย่างนั้นจริงหรือครับ”

เขาหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าลูกศิษย์ของตน

“เธอเชื่อเหมือนพวกเขาใช่ไหม”

“เอ่อ…คือ…ผม…”

“ผมก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องผิดอะไรหรอกนะถ้าเราจะเชื่อเรื่อง มนุษย์ต่างดาว หรือยูเอฟโออะไรพวกนั้น…”

เขาหยุดนิดหนึ่ง

“แต่เราก็ต้องไม่ลืมหลักการทางวิทยาศาสตร์ เราต้องคิดอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่คาดเดากันไปเองแบบนี้”

“…ครับ อาจารย์”

วิลคอตกหลังจากที่โดนอาจารย์ดุเอา ดอกเตอร์โจนน์เริ่มเดินต่อในขณะที่ลูกศิษย์ของเขายังคงติดตามมา

“เอ่อ…อาจารย์ครับ”

“มีอะไรอีกหรือวิล”

“พรุ่งนี้เราจะย้ายออกไปแล้วใช่ไหมครับ”

“ใช่ ผมไม่คิดว่าเราจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากที่นี่อีก…”

“ผม…เอ่อ…ผมจะขอ…”

“มีอะไรก็พูดมา ไม่ต้องอ้ำอึ้ง”

วิลตัดสินใจพูดออกไป

“พรุ่งนี้ตอนเช้าผมจะขออนุญาตใช้เครื่องสแกนดูใต้ดินได้ไหมครับ”

ดอกเตอร์โจนน์หยุดเดินอีกครั้ง วิลรีบอธิบายเพิ่มเติมอย่างรวดเร็ว

“ผมได้ทำการวิเคราะห์โครงสร้างภายนอกของปิรามิดกับบริเวณโดยรอบแล้ว มันมีอะไรแปลกๆ นิดหน่อย ผมคิดว่า…ผมคิดว่ามันอาจจะยังมีห้องอยู่ข้างใต้นั้นอีกห้องหนึ่งครับ”

เขาขมวดคิ้ว

“เธอวิเคราะห์…จากอะไรนะ”

วิลกลืนน้ำลาย ท่าทางของเขาดูอึดอัด

“ผมทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครับ…เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของสัดส่วนระหว่างพื้นที่ภายในโครงสร้างกับพื้นที่โดยรอบของสิ่งก่อสร้างแต่ละรูปแบบ ในแต่ละยุคสมัยน่ะครับ เป็นเรื่องของความสมดุลในการออกแบบอะไรพวกนั้นน่ะครับ”

ดอกเตอร์โจนน์ พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ลูกศิษย์ของเขาพูดออกมา

“ขอคำอธิบายเพิ่มเติมได้ไหม”

วิลยกมือขึ้นเกาหัว

“มันยังเป็นแค่ทฤษฎีน่ะครับอาจารย์ ผมคิดว่ามันมีความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างพื้นที่ภายในกับพื้นที่ภายนอกของสิ่งก่อสร้างประเภทต่างๆ ปิรามิดเองก็เช่นกัน และสำหรับปิรามิดหลังนี้ผมได้ทำการประเมินพื้นที่ที่ถือว่าเป็นบริเวณภายนอกของมันดูแล้ว…ผมคิดว่าข้างในปิรามิดน่าจะมีพื้นที่มากกว่าที่เห็น…ผมจึงคิดว่ามันอาจจะยังมีห้องอยู่อีก…ข้างล่างนั่นครับ”

ดอกเตอร์โจนน์ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน มันฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเลย

“…เธอไม่ได้คิดเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อหาเรื่องตอบสนองความสงสัยของเธอเองใช่ไหม”

วิลรีบส่ายหน้าทันที

“เปล่าครับอาจารย์ นี่เรื่องจริงครับ”

ดอกเตอร์โจนน์เดินใช้ความคิดไปอีกช่วงหนึ่ง

“เอาเถอะ ตามใจเธอก็แล้วกัน มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร ถือเสียว่าเป็นการฝึกใช้เครื่องมือภาคสนามของเธอเองก็แล้วกัน”

“ขอบคุณครับอาจารย์”

“แต่ต้องเก็บเครื่องมือทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนเที่ยงนะ”

หลังจากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันไปนอน

#####

วิลเดินลากกล่องเหล็กใบหนึ่งที่มีล้อเลื่อนติดอยู่วนเวียนไปมาภายในห้องของปิรามิด โดยมีคนงานอีกคนหนึ่งคอยช่วยจับสายไฟที่พ่วงออกไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่อยู่ภายนอกเพื่อไม่ให้มันพันกัน

อุปกรณ์นี้คือเครื่องสแกนใต้ดินนั่นเอง มันไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากมายนัก แต่ถ้ามีช่องว่างอยู่ข้างใต้ มันจะสามารถบอกขอบเขตและความลึกคร่าวๆ ของช่องนั้นได้ ซึ่งจากข้อมูลเหล่านั้น เราก็พอจะตัดสินได้ว่ามันควรจะเป็นห้องลับ หรือเป็นเพียงโพรงในชั้นหินเท่านั้น

จากข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในตอนนี้ มันไม่มีช่องว่างใดๆ อยู่ภายใต้ห้องๆ นี้เลย ดอกเตอร์โจนน์ตบไหล่ลูกศิษย์ของเขาก่อนที่จะพูดขึ้นว่า

“รีบเก็บของเร็วๆ ด้วยล่ะ”

เขาเดินจากไปโดยทิ้งวิลกับคนงานอีกสองสามคนให้ช่วยกันเก็บของ แต่เมื่ออาจารย์ของเขาเดินลับตาไป วิลก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เขาเดินลากเครื่องมือออกไปตามทางเดินโดยไม่ยอมปิดเครื่อง และเมื่อเขาก้มมองดูข้อมูล เขาก็เริ่มเอะอะโวยวายพร้อมกับบอกให้คนงานคนหนึ่งรีบไปตามดอกเตอร์โจนน์กลับมาในทันที

“ดูนี่สิครับอาจารย์”

วิลเร่งอาจารย์ของเขาให้ดูค่าจากเครื่องมือในทันทีที่เขากลับมาถึง ดอกเตอร์โจนน์นั่งลงดูข้อมูลเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา

“เธอพูดถูก มีห้องอยู่ข้างล่างนี่จริงๆ ตรงที่พวกเรายืนอยู่ในตอนนี้อาจจะเป็นประตูทางลงพอดีก็เป็นได้”

หลังจากที่ช่วยกันสำรวจพื้นทางเดินทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็สามารถกำหนดขอบเขตของแผ่นหินที่ถูกใช้เป็นประตูได้สำเร็จ จากขนาดที่ใหญ่โตของมันย่อมหมายถึงน้ำหนักปริมาณมหาศาล ซึ่งทำให้พวกเขาต้องช่วยกันคิดวางแผนกันตลอดบ่าย เพื่อหาวิธีติดตั้งรอก และอุปกรณ์ความปลอดภัยอื่นๆ ในการเปิดทางลงไปสำรวจห้องลับห้องนี้

“ผมต้องรายงานกลับไปหาหัวหน้าก่อน”

ดอกเตอร์โจนน์บอกกับวิลก่อนที่จะขอตัวแยกไปโทรศัพท์ เขาหายตัวไปพักใหญ่ก่อนที่จะกลับมาร่วมประชุมอีกครั้ง แผนการคร่าวๆ ได้ถูกกำหนดขึ้น ความเชี่ยวชาญของเหล่าคนงานทำให้เรื่องราวดูจะได้ข้อสรุปง่ายกว่าที่คาดเอาไว้

การจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ทำได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่การติดตั้งพวกมันภายในพื้นที่ที่จำกัดของทางเดินแคบๆ นั้นลำบากพอสมควร แต่ในที่สุดอุปกรณ์ทั้งหมดก็ถูกติดตั้งเข้าที่เรียบร้อย แต่เวลาในวันนี้ก็หมดลงด้วยเช่นกัน ลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ค่อยๆ หายลับขอบฟ้าไป

“เราจะเปิดมันเลยไหมครับอาจารย์”

วิลถามอย่างตื่นเต้น

“…อย่าดีกว่า ผมว่าเรารอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าดีกว่า…มันคงไม่ค่อยดีนักถ้าเราจะรบกวนผู้ตายในยามค่ำคืนแบบนี้”

คำพูดของดอกเตอร์โจนน์ทำเอาวิลขนลุกซู่

“อาจารย์คิดว่า…จะมีมัมมี่อยู่ข้างล่างหรือครับ”

เขาหันไปหาลูกศิษย์พร้อมกับยิ้มกว้าง

“แล้วเธอคิดว่าจะเจออะไรใต้ปิรามิดล่ะ…หรือว่าจะเป็น…มนุษย์ต่างดาว”

ดอกเตอร์โจนน์หัวเราะร่วนในขณะที่วิลเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา เขาเชื่อว่าในวันพรุ่งนี้จะต้องได้พบกับเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อนแน่

#####

แผ่นหินขนาดใหญ่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นทีละนิด เสียงตะโกนสั่งการ และเสียงชุลมุนของเหล่าคนงานดังขึ้นทั่วบริเวณ พวกเขาต้องช่วยกันเลื่อนแผ่นหินนี้ไปทางด้านข้างเพื่อวางมันลงให้พ้นช่องทางลง แต่ดูเหมือนว่าน้ำหนักของมันอาจจะมากกว่าที่คาดกันไว้

ดอกเตอร์โจนน์รีบตะโกนสั่งพวกคนงานด้วยเสียงดัง

“เปลี่ยนแผน เปลี่ยนแผน เราจะหมุนมันแล้ววางพาดลงเหนือช่อง ให้มีที่ว่างพอให้มุดลงไปได้ก็พอ มันหนักเกินไป ต้องวางมันลงเดี๋ยวนี้”

พวกคนงานรีบทำตามคำสั่งของเขาทันที แผ่นหินกระแทกลงบนพื้นอีกครั้งก่อให้เกิดเสียงดังก้อง ฝุ่นผงกระจายขึ้นคละคลุ้งเต็มช่องทางเดิน พวกเขาต้องถอยห่างออกมาเพื่อรอให้ฝุ่นผงต่างๆ สงบลง

แผ่นหินใหญ่นั้นปิดขวางลงเหนือช่องเปิดที่มันเคยวางสงบนิ่งมาหลายพันปี โดยคราวนี้มันหลงเหลือช่องว่างขนาดพอให้คนตัวใหญ่ๆ ลอดลงไปได้อย่างสบาย

พวกคนงานช่วยกันตรวจสอบความปลอดภัยของช่องทางลงอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ถล่มลงไปทับคนที่กำลังสำรวจอยู่ข้างใต้ หลังจากใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง หัวหน้าคนงานก็รีบรายงานผลกับดอกเตอร์โจนน์

“ผมคิดว่ามันแข็งแรงพอครับดอกเตอร์ คงไม่ถล่มลงไปง่ายๆ หรอกครับ”

ดอกเตอร์โจนน์มองดูช่องว่างที่มืดดำพร้อมกับใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว

“ผม วิล และก็คุณ”

เขาชี้นิ้วไปที่หัวหน้าคนงาน

“จะลงไปด้วยกันก่อน เราจะทำการสำรวจอย่างรวดเร็วว่าข้างล่างนั่นมันมีอะไรอยู่บ้าง หลังจากนั้นเราจะกลับขึ้นมาสร้างโครงค้ำยันเพื่อความปลอดภัย เสร็จแล้วค่อยลงมือสำรวจมันอย่างละเอียดอีกครั้ง”

วิลพยักหน้าด้วยความยินดี เขารีบหันไปขอไฟฉายจากคนงานคนหนึ่งเพื่อนำมาให้กับอาจารย์ และหัวหน้าคนงาน ซึ่งรายหลังนั้นรับไปอย่างอิดออด ดูเหมือนว่าหัวหน้าคนงานจะไม่ค่อยอยากลงไปข้างล่างนั่นสักเท่าไร

ดอกเตอร์โจนน์ส่องไฟฉายลงไปตามช่องเปิด มันเป็นทางลาดที่มีความชันไม่มากนัก ‘ไม่ใช่ขั้นบันใด’ เขาคิดขึ้นในใจ แสงสว่างของไฟฉายสาดส่องผ่านความมืดไปเผยให้เห็นช่องเปิดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ‘ไม่ลึกเท่าไร’ ห้องข้างล่างนั่นก็คงไม่ใหญ่โตนัก

“เราคงไม่เจออะไรมากมายนัก น่าจะเป็นโลงหิน กับมัมมี่เจ้าของปิรามิดหลังนี้ ถ้าร่างนั้นจะไม่สลายไปหมดเสียก่อนนะ”

การทำมัมมี่ในยุคแรกๆ นั้นยังคงมีข้อบกพร่องอยู่มาก หลายครั้งที่ร่างกายเหล่านั้นไม่อาจอยู่เป็นอมตะได้อย่างที่พวกเขาต้องการ และมีอยู่หลายครั้งที่ร่างที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้เป็นมัมมี่ กลับสามารถคงสภาพอยู่ได้อย่างน่าประหลาดใจ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดทางวิทยาศาสตร์

ดอกเตอร์โจนน์ก้าวเดินลงไปอย่างระวัง ที่เขาระวังไม่ใช่กับดักหรืออะไรที่เคยเห็นกันในภาพยนต์ ที่เขาระวังคือโครงสร้างที่เก่าแก่ของมันจะพังถล่มลงมาทับพวกเขานั่นเอง

วิลที่ติดตามหลังอาจารย์ของเขามาติดๆ กลับมีความคิดที่ต่างออกไป ‘ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับรูปนั้นแน่’ ความคิดของเขายังคงวนเวียนอยู่กับรูปที่ถูกเข้าใจว่าเป็นยูเอฟโอนั่นอยู่

ตั้งแต่เด็กๆ แล้วที่วิลมีความเชื่อในเรื่องที่ว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีส่วนในการก่อสร้างปิรามิดที่ใหญ่โตเหล่านี้ และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขามุ่งมั่นมาร่ำเรียนทางด้านนี้

ถึงแม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จะบ่งบอกว่าพวกมันล้วนเป็นฝีมือการสร้างของมนุษย์ด้วยเทคโนโลยี และกำลังแรงงานเท่าที่มีในยุคนั้นๆ แต่มันก็ยังคงมีข้อสงสัยอยู่เสมอ จนกว่าจะมีใครที่สามารถสร้างปิรามิดที่ใหญ่โตเท่ากับมหาปิรามิดแห่งกิซ่า ด้วยแรงงานมนุษย์ และเทคนิคแบบในสมัยโบราณขึ้นมาได้อีกครั้ง ความสงสัยนั้นก็จะไม่มีวันหมดไปอย่างเด็ดขาด

ส่วนในความคิดของหัวหน้าคนงานนั้นแตกต่างออกไปจากทั้งสองอย่างสิ้นเชิง ที่เขาคิดอยู่ก็คือ ‘ไม่น่าต้องลงมาด้วยเลย’ เขามีความเชื่อในเรื่องของความโชคร้ายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เข้ามารบกวนเหล่าผู้ตาย รวมทั้งเรื่องคำสาปที่เล่าลือกันด้วย

ดอกเตอร์โจนน์ส่องไฟเข้าไปภายในห้อง มันเล็กอย่างที่เขาคิด ในห้องนั้นดูเหมือนจะมีเพียงสิ่งเดียวตั้งอยู่ มันคือโลงหินอย่างที่เขาคิดเอาไว้นั่นเอง กำแพงที่ด้านหลังมีรูปบางอย่างสลักอยู่เต็ม สภาพของมันยังดีอยู่มากทีเดียว เขาส่องไฟไปรอบๆ ห้อง เพื่อสำรวจมันอย่างรวดเร็ว กำแพงด้านที่เหลือล้วนว่างเปล่า เขาจึงหันกลับมาสนใจกำแพงด้านหลังนั้นอีกครั้ง

วิลจ้องตรงไปยังโลงหินอย่างสงสัย เขาคิดว่ามันมีขนาดเล็กกว่าที่ควรจะเป็น เขาจึงรีบมุ่งตรงไปยังมันก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนหัวหน้าคนงานนั้นได้แต่ยืนแอบอยู่ข้างทางเดินโดยไม่ยอมเข้าไปภายในห้องนั้น

ดอกเตอร์โจนน์ และวิล รู้สึกเหมือนๆ กันในทันทีที่ย่างเท้าเข้าไปภายในห้อง มีเศษของอะไรบางอย่างกองอยู่เต็มพื้น มันไม่น่าจะเป็นแค่ฝุ่นทราย มันเหมือนกับเป็นผงอะไรบางอย่าง และมันฟุ้งกระจายขึ้นทุกครั้งที่เท้าของพวกเขาเหยียบลงบนพื้น

“…นี่มันอะไรครับ”

วิลหันไปถามอาจารย์ของเขา

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…แต่ที่แน่ๆ พวกมันฟุ้งกระจายได้ง่ายมากๆ ผมว่าเราไม่ควรจะสูดหายใจพวกมันเข้าไปจะดีกว่า”

ดอกเตอร์โจนน์กับวิลหยิบหน้ากากผ้าขึ้นมาสวมปิดปากและจมูกเอาไว้ พวกเขาพกมันอยู่เสมอเมื่อออกมาทำงานภาคสนาม พอเห็นอย่างนั้นหัวหน้าคนงานก็หยิบหน้ากากผ้าของเขาขึ้นมาสวมเช่นกัน แต่เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมก้าวเข้าไปในห้องนั้นแม้แต่ก้าวเดียว

ดอกเตอร์โจนน์เริ่มทำการสำรวจรูปภาพที่กำแพงด้านหลังนั้น ด้านล่างของมันเป็นภาพที่เขาคุ้นชินตา ภาพการใช้ชีวิตของคนอียิปต์ในยุคสมัยนั้น ตรงกลางภาพคือปิรามิด บันไดที่จะไต่ขึ้นไปสู่สวรรค์เบื้องบนของผู้วายชนย์ แต่เมื่อเขามองดูส่วนที่เป็นท้องฟ้า นั่นทำให้เขาตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น

ภาพของสฟิงค์ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ แต่การที่พวกมันกำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้าเหนือปิรามิดนั้นดูไม่ปกติธรรมดานัก นอกจากนั้นยังมีสิ่งแปลกประหลาดอื่นๆ ที่เขาไม่รู้จักกำลังบิน หรือลอยอยู่บนท้องฟ้าด้วย

หนึ่งในนั้นคือรูปแปลกๆ ที่เคยถูกถกเถียงกันว่าเป็นรูปของยูเอฟโอ คราวนี้มันลอยอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรูปใดๆ อย่างที่เขาเคยคิด

มีอักษรภาพสลักอยู่ทางด้านบนเรียงเป็นแถวพวกมันคงบอกเล่าถึงรายละเอียดของผู้ที่นอนหลับอยู่ในห้องนี้ เขาจึงเริ่มต้นอ่านมันอย่างตะกุกตะกัก

วิลกะขนาดของโลงหินอีกครั้งเมื่อเข้ามาใกล้ๆ มันเล็กกว่าที่ควรจะเป็นจริงๆ หรือว่าผู้ที่นอนอยู่ในโลงนั้นอาจจะเป็นเพียงเด็กเล็กๆ ก็เป็นได้ ด้านบนของฝาโลงมีภาพเหมือนของผู้ตายสลักอยู่อย่างที่ควรจะเป็น เขารีบส่องไฟไปที่นั่นทันที และเมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้ที่นอนอยู่ในโลง วิลก็อุทานออกมาอย่างตกใจ

“โอ..พระเจ้า”

ดอกเตอร์โจนน์ที่กำลังพยายามอ่านอักษรภาพอยู่หันมาหาลูกศิษย์ของเขาทันที

“มีอะไรหรือวิล”

วิลใช้มือที่สั่นระริกของเขาชี้ไปยังใบหน้าที่ปรากฎอยู่บนฝาโลง ไฟฉายที่อยู่ในมืออีกข้างของเขาก็สั่นด้วย ทำให้แสงไฟแกว่งไกวไปมา เพิ่มความน่ากลัวให้มากขึ้นไปอีก หัวหน้าคนงานนั้นก้าวถอยหลังกลับไปก้าวหนึ่ง เขาพร้อมที่จะวิ่งออกไปในทันทีหากมีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

“พระเจ้าช่วย…นี่มันอะไรกัน”

ดอกเตอร์โจนน์ มองเห็นใบหน้านั้นแล้ว และเขาแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง หัวที่มีขนาดใหญ่ เหมือนกับว่ากระโหลกนั้นถูกดันให้บวมปูดจนผิดรูปผิดร่าง กับร่างกายขนาดเล็กเหมือนกับเด็ก มันเหมือนกับภาพวาดของมนุษย์ต่างดาว ที่ถูกวาดขึ้นตามคำบอกเล่าของผู้ที่อ้างว่าเคยได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตนอกโลกเหล่านี้

“เรากำลังจะได้พบกับ…มัมมี่…ของมนุษย์ต่างดาว”

วิลลดเสียงลงเพื่อให้ได้ยินกันเพียงสองคนกับอาจารย์ของเขา ดอกเตอร์โจนน์รีบใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว ‘นี่มันไม่น่าจะเป็นความจริงไปได้เลย’ เขาพยายามคิดแบบนั้น

แต่ข้อมูลทั้งหมดกลับค่อยๆ รวมกันเข้ามา รูปของจานบิน ภาพสลักแปลกๆ ที่ด้านหลังห้องนั่น รูปของมนุษย์ต่างดาว ทุกอย่างดูเหมือนจะทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลย

เขาเอื้อมมือขึ้นมาดึงหน้ากากผ้าที่สวมอยู่ออก เขารู้สึกอึดอัดและน้ำลายแห้งผาก วิลเองก็ทำแบบนั้นเช่นกัน ดูเหมือนทั้งสองคนจะมีอาการคล้ายๆ กัน ความอึดอัดไม่สบายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มันไม่น่าจะใช่อาการตื่นเต้นธรรมดาๆ อย่างที่เข้าใจเสียแล้ว ทั้งสองสบตากันอย่างตื่นตระหนก

“…ออกไป…ข้างนอก…ก่อน…เร็ว…”

ดอกเตอร์โจนน์รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือรีบก้าวเท้าออกไป วิลก็รีบติดตามเขามาติดๆ เขาตรงเข้าไปช่วยประคองร่างอาจารย์ของเขาเอาไว้ ก่อนที่จะตรงไปยังทางออก

“…ช่วยกัน…หน่อย…”

วิลพยายามเรียกหัวหน้าคนงานให้เข้ามาช่วย แต่เขากลับไม่ยอมก้าวเข้าไปภายในห้องนั้นแม้แต่ก้าวเดียว ถึงอย่างนั้นก็ยังดีที่เขาไม่หันหลังวิ่งหนีออกไปคนเดียว

เขารอจนทั้งสองมาถึงทางออก จึงรีบเข้าไปช่วยพยุงดอกเตอร์โจนน์ ซึ่งถึงตอนนี้อาการของเขาก็แย่ลงมากแล้ว เขาเริ่มอึดอัดจนหายใจไม่ออก อาการของวิลเองก็แย่ลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ในตอนสุดท้ายหัวหน้าคนงานก็กึ่งประคองกึ่งฉุดลากทั้งสองคนออกมาจากช่องเปิดนั้นได้สำเร็จ ท่ามกลางความแตกตื่นของคนงานที่มุงดูอยู่ อาการของวิลก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว หัวหน้าคนงานเองก็เริ่มเกิดอาการอึดอัดหายใจไม่ออกขึ้นเช่นกัน

“ออกไปข้างนอกเร็ว…คำสาป…ข้างล่างนั่น…มีคำสาป…”

คนงานทั้งหมดช่วยกันหามร่างของทั้งสามคนออกไปข้างนอกอย่างตื่นตระหนก สติของดอกเตอร์โจนน์เริ่มเลือนลาง แต่ใบหน้าสุดท้ายที่เขาได้เห็น กลับเป็นใบหน้าที่เขาคาดไม่ถึง เขาพึมพำชื่อๆ หนึ่งออกมา

“…เจฟ…”

#####

ดอกเตอร์โจนน์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้าแรกที่เขาเห็นเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยเมื่อนานมาแล้ว

“…เจน…”

“สวัสดีโจนน์ ไม่นึกว่าจะได้พบกันแบบนี้”

“…ผมยังไม่ตายใช่ไหม”

“ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ แค่คำสาปของมัมมี่คงฆ่าคุณไม่ได้หรอก”

เขายิ้ม นี่คือหมอเจนคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก เธอไม่ได้ดูแก่ลงไปเลยแม้ว่าจะไม่ได้พบกันมาหลายปีแล้ว

“ผมเป็นอะไรกันแน่”

“คุณไม่เชื่อเรื่องคำสาปหรือ ลูกศิษย์ของคุณดูเหมือนจะไม่คิดอย่างนั้น”

“เขาเป็นยังไงบ้าง…แล้วหัวหน้าคนงานล่ะ”

“พวกเขาไม่เป็นอะไรมากหรอก มีแต่คุณเท่านั้นแหละที่อาการหนักกว่าใครเพื่อน…คงเป็นเพราะคุณอายุมากกว่าพวกเขา ร่างกายจึงอ่อนแอกว่า”

“ผมยังไม่แก่ขนาดนั้นหรอกนะ”

ทั้งสองเงียบกันไปพักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะถามขึ้นอีกครั้ง

“คุณพูดถึงลูกศิษย์ของผม เขาเป็นอะไรอย่างนั้นหรือ อย่าไปว่าอะไรเขามากนักเลย เขายังมีประสบการณ์น้อย ยังต้องเรียนรู้อีกมาก”

เจน ยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ฉันรู้ ฉันก็แค่พูดแซวไปอย่างนั้นแหละ เขาเอาแต่พูดเรื่องคำสาป กับมัมมี่มนุษย์ต่างดาว ทำเอาพวกคนงานพากันกลัวจนหัวหดไปเลย”

เขาเงียบไปก่อนที่จะตัดสินใจพูดออกมา

“…แต่พวกเราได้เจออะไรแปลกๆ จริงๆ นะ ข้างล่างนั่นน่ะ ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาพูดจะผิดไปทั้งหมดหรอกนะ”

“แม้แต่คุณก็ยังคิดอย่างนั้นหรือ”

ผมพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับแหวกประตูเดินเข้าไปในห้องทำงานของดอกเตอร์โจนน์ ที่ตอนนี้ถูกใช้เป็นห้องพยาบาลชั่วคราว เขาหันมาทางผมทันที

“คุณจริงๆ ด้วย เจฟ…หัวหน้าส่งคุณมาอย่างนั้นหรือ”

“พอดีผมกับหมอเจน อยู่แถวๆ นี้ หัวหน้าเลยส่งผมมาดูน่ะ”

เขาหันไปมองหน้าเจน

“พวกคุณทำงานด้วยกันอย่างนั้นหรือ”

ผมเป็นคนตอบแทนเธอ

“เฉพาะงานคราวนี้เท่านั้นแหละน่า”

เขาถามเจนต่อ

“คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าผมเป็นอะไรกันแน่”

เจนยิ้ม พร้อมกับหันไปหยิบสไลด์ออกมาแผ่นหนึ่ง

“เสียใจด้วยนะที่มันไม่ใช่คำสาป พวกคุณทั้งสามคนเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงขึ้น ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจบวมเป่งจนหายใจได้ลำบาก ไม่ร้ายแรงอะไรมากถ้าได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที…นี่เป็นตัวอย่างของพวกมันที่ฉันเก็บมาจากเสื้อผ้าของพวกคุณ”

ดอกเตอร์โจนน์รับสไลด์มาถืออย่างงงๆ เขาเห็นผงของอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ทันที

“…ฝุ่นแปลกๆ ที่อยู่ในห้องนั่น”

“มันไม่ใช่ฝุ่นหรอก แต่เป็นเกสรดอกไม้จำนวนมาก พวกเขาคงกองดอกไม้เอาไว้ในนั้นให้กับผู้จากไปก่อนที่จะปิดห้อง พวกมันสลายจนกลายเป็นผง แต่เกสรก็ยังคงเป็นเกสร คนจำนวนมากในปัจจุบันแพ้เกสรของดอกไม้บางชนิด แต่ฉันไม่รู้ว่าดอกไม้ของเกสรพวกนี้จะยังคงมีอยู่ในสมัยนี้หรือเปล่า”

เขาเอาแต่จ้องมองดูผงเล็กๆ เหล่านั้นในแผ่นสไลด์ ผมจึงถือโอกาสพูดต่อ

“ผมลงไปดูข้างล่างนั่นมาแล้ว”

เขาหันมาหาผมทันที

“ถ้างั้นคุณก็ได้เห็นแล้ว”

“ใช่ผมเห็นแล้ว มันเป็นการค้นพบที่น่าสนใจจริงๆ”

เขาจ้องมองผม

“คุณดู…ไม่ค่อยจะตื่นเต้นสักเท่าไรนะ”

ผมอมยิ้ม

“คงไม่ตื่นเต้นเท่าที่คุณคิดใช่ไหม”

“…ใช่”

เขาค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง โดยมีเจนช่วยขยับจัดหมอนให้เขานั่งได้สบายขึ้น

“…คุณ…คิดยังไงกับ…สิ่งที่ถูกเก็บอยู่ข้างล่างนั่น”

เมื่อได้เห็นท่าทางของเขาในตอนนี้ ผมก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

“นี่ไม่เหมือนตัวคุณเลยนะดอกเตอร์โจนน์ ดูเหมือนงานสอนหนังสือจะทำให้คุณทื่อลงไปเยอะ ลองคิดถึงสิ่งที่คุณได้พบอีกครั้งหนึ่งสิ คราวนี้หวังว่าคุณคงจะได้คำตอบที่แตกต่างจากลูกศิษย์ของคุณนะ รายนั้นน่ะดูเหมือนจะกู่ไม่กลับเสียแล้วล่ะ”

เขานึกทบทวนเรื่องทั้งหมดที่ได้พบเจอในห้องลับข้างล่างนั่นอีกครั้ง แต่ดูเหมือนความคิดของเขาไม่อาจหลุดออกจากวังวนของภาพมนุษย์ต่างดาวที่ได้พบเห็น

ผมส่ายหน้าช้าๆ ‘แต่จะโทษเขาคนเดียวคงไม่ได้’ เพราะเขาถูกชี้นำจึงทำให้ความคิดติดหล่มมาตั้งแต่ต้น ผมเห็นเจนยิ้มพร้อมกับกระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆ เขาสะดุ้งหันไปมองหน้าเธอพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ

“…ไฮโดรเซฟฟารัส…อย่างนี้นี่เอง”

ไฮโดรเซฟฟารัส เป็นชื่อของความผิดปกติแต่กำเนิดรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้มีของเหลวมาคั่งอยู่ในกระโหลกเบียดเนื้อสมองให้เกิดความเสียหาย และทำให้กระโหลกบานออกไม่ปิดเข้าหากันตามปกติ ศีรษะของเด็กพวกนี้จะดูใหญ่โตผิดรูปผิดร่างเนื่องจากของเหลวที่คั่งอยู่นั้น เด็กที่เป็นคงไม่อาจรอดชีวิตอยู่ได้นานนัก

ฉับพลันนั้นเองมุมมองของเขาต่อห้องลับข้างล่างนั้นก็เปลี่ยนไปในทันที เขารู้แล้วว่านั่นเป็นห้องของเด็กนั่นเอง เด็กที่เป็นไฮโดรเซฟฟารัสซึ่งทำให้ขนาดศีรษะใหญ่โตผิดรูปร่าง เด็กคนนี้คงเป็นลูกหลานของคนใหญ่คนโตจึงสามารถมีปิรามิดเป็นของตนเองได้เช่นนี้

ส่วนภาพสลักที่อยู่ภายในห้องนั้นก็คงเหมือนกับรูปวาดต่างๆ ที่อยู่ในห้องของเด็กเล็กทั้งหลาย มันมักจะเต็มไปด้วยจินตนาการ และสิ่งต่างๆ ที่มาจาก นิทาน หรือ เรื่องเล่า พวกมันจึงดูแปลกประหลาดเมื่อได้พบเห็นในตอนแรก เหมือนกับรูปของสัตว์ประหลาด มังกร หรือสัตว์ในจินตนาการอื่นๆ ที่พ่อแม่ตกแต่งไว้บนกำแพงภายในห้องของเด็กเล็กๆ ที่ทำกันในปัจจุบันนี้

และก่อนที่พวกเขาจะปิดห้องลับนั้นลงเพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปรบกวน พวกเขาก็ได้นำดอกไม้จำนวนมากใส่ลงไปเพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงเป็นครั้งสุดท้ายให้แก่ลูกสุดที่รักของพวกเขา

ความคิดทุกอย่างเข้ากันได้อย่างลงตัว เขาหันมามองหน้าผมพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ

“…ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี่แล้ว”

“ผมก็คิดว่าอย่างนั้น”

ผมตอบกลับไปยิ้มๆ เขาขยับตัวทำท่าจะลุกขึ้น

“ผมควรจะกลับลงไปศึกษาอะไรข้างล่างนั่นต่ออีกสักหน่อย…ยังมีคำจารึกที่ผมไม่ได้อ่านอยู่”

ผมทำท่าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

“ผมคิดว่าคงจะไม่ได้แล้วล่ะครับ ดอกเตอร์โจนน์”

เขามองผมอย่างงงๆ

“…คุณ…หมายความว่ายังไง”

“เราพบอะไรที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกสรพวกนี้ ต่อจากนี้ฝ่ายวิจัยของหน่วยที่สิบสามจะเข้ามารับช่วงต่อแทน…หน้าที่ของคุณคงเหลือเพียงแค่การอธิบายให้ลูกศิษย์หัวดื้อของคุณเข้าใจเท่านั้น”

“…งั้นเหรอ…ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องเตรียมตัวย้ายไปยังที่ใหม่ตามแผนเดิมสินะ”

เจนก้มลงจูบเขาเบาๆ ที่แก้ม

“นอนพักเถอะโจนน์ คุณควรพักต่ออีกสักหน่อย”

เธอเดินออกไปข้างนอกก่อน และในขณะที่ผมกำลังจะเดินตามเธอออกไป ดอกเตอร์โจนน์ก็ถามผมขึ้นมาว่า

“…เจฟ…ตอบผมมาตามตรงได้ไหม พวกคุณแค่สนใจเกสรพวกนั้นจริงๆ หรือ”

ผมได้แต่ยิ้ม ยิ้มอย่างจริงใจที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ แล้วผมก็เดินจากมาโดยไม่ตอบคำถามของเขา

เจฟแห่งหน่วยที่สิบสาม ตอน มะเร็งโลก

                “คุณเป็นหมอทางรังสีใช่ไหมครับ”

                “ผมเป็นหมอรังสีรักษา…ที่ใช้รังสีในการรักษาโรคมะเร็ง”

                “อ้อ…พวกที่ฉายแสงรักษามะเร็งนั่นเอง”

                “ใช่ครับ”

            ดูเหมือนว่าการพูดคุยที่เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเกี่ยวกับอาชญาวิทยาในวันนี้จะมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย มานพมีเวลาพูดคุยกับชายคนนี้สองต่อสองในห้องเยี่ยมพิเศษเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ก่อนที่เจ้าหน้าที่เรือนจำจะมานำตัวเขากลับไปยังห้องขังเดี่ยวอีกครั้ง

                หากชายวัยกลางคนผู้นี้ถอดชุดนักโทษที่สวมใส่อยู่ออกแล้วแต่งตัวใหม่ให้ดูดี เขาคงจะกลายเป็นหมอที่ดูมีความน่าเชื่อถือไม่น้อยเลยทีเดียว มานพเคยได้พูดคุยกับนักโทษคดีฆาตกรรมที่มีการศึกษาสูงๆ มาแล้วหลายราย แต่ยังไม่เคยเจอกับคนที่เป็นหมอมาก่อน โดยเฉพาะคดีแบบของหมอวิวัฒน์นี้แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยมาก่อนเลย

                คดีฆาตกรรมที่เกิดจากฝีมือหมอในเมืองไทย ส่วนใหญ่มักจะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เป็นการฆ่าคนที่รู้จัก หรือมีความสัมพันธ์ต่อกันในรูปแบบต่างๆ แต่คดีของหมอวิวัฒน์คนนี้มีความแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

                เขาฆ่าคนไข้ของเขาเป็นจำนวนมากโดยไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย หลากหลายสาขาอาชีพ คนไข้ที่มารับการรักษากับเขาค่อยๆ ทยอยล้มตายลงเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้เรื่อง จนกระทั่งมีนักวิจัยคนหนึ่งได้เข้ามาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลการรักษาในโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่

                ตัวเลขที่เปิดเผยออกมาทำเอานักวิจัยคนนั้นประหลาดใจจนต้องตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดใหม่อีกครั้ง แต่เขาก็ยังคงได้ตัวเลขออกมาเช่นเดิม ผลการรักษาของหมอวิวัฒน์นั้นมีอัตราการเสียชีวิตของคนไข้สูงถึงเกือบร้อยละแปดสิบ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเฉลี่ยโดยทั่วๆ ไปหลายเท่าตัว

                ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีต่างๆ เจริญรุดหน้าไปมาก เครื่องมือ และวิธีการรักษาทางด้านรังสีก็มีการพัฒนาขึ้นเช่นกัน ผลการรักษาจึงไม่ควรที่จะย่ำแย่ถึงเพียงนี้ และคนที่ควรจะรู้ตัวได้ก่อนใคร ก็คือตัวของหมอที่ให้การรักษานั่นเอง

                เขาหอบข้อมูลทั้งหมดไปขอเข้าพบกับผู้อำนวยการโรงพยาบาล เขาไม่คิดที่จะเข้าไปคุยกับหมอวิวัฒน์โดยตรง ซึ่งเขามาสารภาพในภายหลังว่าเพราะเกิดความหวาดกลัว ตัวเลขนี้ทำให้เขาเชื่อตั้งแต่แรกเลยว่าหมอวิวัฒน์นั้นตั้งใจฆ่าคนไข้ของเขาเอง และเขากลัวว่าหมอจะตัดสินใจฆ่าเขาด้วยที่มารู้ความลับในเรื่องนี้เข้า

                ผู้อำนวยการรีบเรียกตัวหมอวิวัฒน์มาพบทันที โดยมียามร่างใหญ่สองคนยืนคอยอยู่ที่หน้าประตู แน่นอนว่าพวกเขามารออยู่หลังจากที่หมอเข้าไปภายในห้องของผู้อำนวยการเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองพกกระบอง กับเครื่องช็อตไฟฟ้ามาด้วย และพร้อมที่จะบุกเข้าไปภายในห้องได้ทุกเมื่อหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

                ผู้อำนวยการบรรยายเหตุการณ์ภายในห้องให้กับตำรวจที่เข้าไปดำเนินการจับกุมว่า เขาได้เรียกให้หมอวิวัฒน์นั่งลงก่อนที่จะยื่นรายงานผลการวิจัยให้กับเขา และรอจนเขาพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายของกระดาษปึกนั้นก่อนที่จะถามขึ้นว่า

                “ผมต้องการคำอธิบาย”

                “…เกี่ยวกับฝีมือการรักษาที่ย่ำแย่ของผม”

                ผู้อำนวยการสูดลมหายใจเข้าลึก เขายกสองมือขึ้นกุมประสานกันใต้คาง พร้อมกับวางศอกลงบนโต๊ะ และโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

                “…คุณหมอ…คุณก็รู้ว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องของฝีมือเลย คุณทำแบบนี้ทำไม”

                หมอวิวัฒน์จ้องหน้าเขานิ่ง

                “…คุณจะแจ้งตำรวจ”

                “ผมก็ไม่อยากทำแบบนั้น มันจะเกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงกับชื่อเสียงของโรงพยาบาล ผู้คนจะหวาดกลัวและไม่เชื่อถือในโรงพยาบาลของเราอีกต่อไป…”

                หมอวิวัฒน์ยิ้มนิดหนึ่งก่อนที่จะพูดช้าๆ

                “…ถ้าอย่างนั้น…คุณก็แค่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง…แล้วผมจะเป็นคนลาออกไปเอง”

                ผู้อำนวยการแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน

                “…ผมทำแบบนั้นไม่ได้…ถึงต้องกระทบกับความอยู่รอดของโรงพยาบาล ผมก็ปล่อยคุณไปไม่ได้ คุณทำเกินไปแล้ว คุณคิดอะไร คุณเป็นอะไรกันแน่…คุณ…ฆ่าพวกเขาทำไม”

                “…คุณไม่มีวันจะเข้าใจผมหรอก”

                หมอวิวัฒน์ตอบเบาๆ ผู้อำนวยการจ้องตาเขาอีกครั้งก่อนที่จะตัดสินใจถามออกไป

                “…คุณยังปกติดีอยู่หรือเปล่า”

                “ไม่รู้สิ…แต่ถึงยังไงทางตำรวจก็ต้องตรวจอยู่ดีว่าผมเป็นบ้าหรือเปล่า แต่พวกเขาคงจะภาวนาให้ผมเป็นปกติดี เพราะหากผมเป็นบ้า ผมก็สามารถใช้เรื่องนั้นในการต่อสู้คดีในศาลได้”

                “…ไม่…คุณไม่ได้บ้า…”

                ผู้อำนวยการพูดออกมาในที่สุด

                “คุณไม่มีวันเข้าใจผมหรอก”

                หมอวิวัฒน์พูดย้ำอีกครั้ง

                “ผมก็หวังว่าจะไม่ต้องเข้าใจอะไรแบบคุณ…ตอนนี้ผมขอแนะนำให้คุณนั่งนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ตำรวจจะมาถึงในไม่ช้า ผมอยากให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบร้อยโดยไม่ต้องมีใครเจ็บตัวเพิ่มขึ้นอีก”

                “…ครับ…”

                แล้วทั้งสองก็นั่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดอะไรกันอีกเลยจนกระทั่งตำรวจมารับตัวหมอวิวัฒน์ไปดำเนินคดี เขารับสารภาพว่าเขาได้กระทำการอย่างตั้งใจเพื่อให้คนไข้ของเขาถึงแก่ความตายจริง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมในช่วงนั้น

                มีการออกมาพูดกันถึงเรื่องจรรยาบรรณ และการเข้มงวดกวดขันในการตรวจสอบการทำงานของแพทย์ และสุดท้ายผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแห่งนั้นก็ต้องลาออกไป แต่ก็เหมือนกับเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นในสังคมไทยหลายๆ ครั้ง ที่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน สิ่งต่างๆ ก็เริ่มสงบลง แล้วผู้คนก็พากันลืมเลือนเรื่องราวในครั้งนั้นไป เหมือนกับเรื่องอื่นๆ อีกหลายสิบ หลายร้อยเรื่องที่เคยผ่านมา

                มานพเริ่มถามคำถามเขาต่อ

                “คุณไม่เคยรู้จักกับพวกเขามาก่อนเลย อะไรคือแรงจูงใจของคุณ…คุณฆ่าพวกเขาทำไม”

                “…เพราะผมเป็นหมอ”

                คำตอบของเขาทำเอามานพงง ถึงผลการตรวจทางจิตของเขาจะออกมาปกติดี แต่มานพก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าคนปกติดีที่ไหนจะสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้

                “คุณเป็นหมอ และพวกเขาก็เป็นคนไข้ของคุณ จริงๆ แล้วคุณมีหน้าที่ที่จะต้องรักษาพวกเขาไม่ใช่หรือครับ หรือคุณจะบอกว่า…การฆ่าพวกเขาคือวิธีการรักษาของคุณ”

                หมอวิวัฒน์ยิ้ม รอยยิ้มของเขานั้นดูอบอุ่น ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่อย่างสิ้นเชิง

                “ผมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับการทำงานของผม…”

                ‘ใช่สิ’ มานพคิด เขาไม่มีครอบครัว อยู่ตัวคนเดียว เอาแต่ทำงานทั้งวันจนแทบจะเรียกได้ว่า เขาใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่ภายในโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่นั่นเอง

                “…งานของผมคือการรักษา…แต่ไม่ใช่รักษาพวกเขา”

                “ถ้าอย่างนั้นคนที่คุณรักษาคือใคร”

                “ผมรักษาโลก”

                “ผมรู้แล้วว่าคุณรักษาโรค แต่ผมถามคุณว่าคุณรักษาโรคให้กับใคร แล้วการฆ่าคนเหล่านั้นมันเกี่ยวข้องอะไรกับการรักษา…หรือว่าคุณแอบทำการวิจัยอะไรบางอย่างที่เป็นอันตรายจนคนเหล่านั้นต้องตายไป”

                มานพเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นาๆ ในขณะที่หมอวิวัฒน์พยายามกลั้นหัวเราะ

                “ผมบอกว่าโลก…ผมหมายถึงดาวโลกที่พวกเราอาศัยอยู่นี่ต่างหาก”

                มานพทำหน้างง

                “คุณรักษา…โลก ด้วยการฆ่าคนเหล่านั้นอย่างนั้นหรือ…คุณหมายความว่ายังไงกัน ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม”

                มานพเคยได้ยินถึงการช่วยโลกด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การปลูกต้นไม้ การลดการใช้พลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การรีไซเคิล การใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างคุ้มค่า และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ไม่มีใครเคยออกมาเชิญชวนให้ฆ่าคนเพื่อช่วยโลกมาก่อนเลย

                “คุณยังพอจะจำวิชาชีวะวิทยาที่เคยเรียนมาได้ไหมครับ”

                “…ก็พอได้บ้าง ถามทำไมหรือครับ”

                “ผมจะอธิบายอะไรบางอย่างให้คุณฟัง ถ้าคุณตามผมไม่ทันก็บอกได้เลยนะครับ ผมจะได้อธิบายเพิ่มเติมให้คุณเข้าใจ”

                มานพพยักหน้า

                “เอาล่ะ จะเริ่มต้นยังไงดี…เอาแบบนี้ละกัน คุณเคยคิดบ้างไหมครับว่าโลกของเราเป็นสิ่งมีชีวิต”

                “…อะไรนะครับ”

                หมอวิวัฒน์ยิ้มพร้อมกับจ้องหน้ามานพ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นปฏิกิริยาที่ถูกคาดเดาเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว

                “ลองคิดแบบนี้ดูนะครับ ในร่างกายของเรามีเซลอยู่จำนวนนับล้านๆ และแบ่งเป็นชนิดต่างๆ มากมายหลายชนิด แต่ละชนิดต่างก็มีความพิเศษเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนั่นก็เพียงเพื่อที่จะทำให้เรากลายเป็น ‘เรา’ ขึ้นมานั่นเอง”

                มานพพยักหน้า

                “ทีนี้บนโลกของเราก็มีสิ่งมีชีวิตอยู่เป็นจำนวนนับล้านๆ เช่นกัน และแบ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ มากมาย ทั้งพืช สัตว์ และแม้แต่มนุษย์ ทั้งหมดนั่นต่างมีความแตกต่าง และหลากหลาย…นั่นฟังดูคล้ายกันไหมครับ”

                มานพขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง

                “ไม่หรอก มันไม่เหมือนกัน สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกนั้นเป็นปัจเจกที่แตกต่างกัน พวกมันไม่ได้เป็นเพียงแค่เซลๆ หนึ่ง พวกมัน…และรวมถึงพวกเราด้วย ต่างก็มีความเป็นตัวของตัวเอง”

                หมอวิวัฒน์ส่ายหน้า

                “คุณไม่เคยคิดบ้างหรือครับว่า เซลแต่ละเซลในร่างกายของเราเองก็อาจจะกำลังคิดแบบคุณอยู่ก็ได้ พวกมันต่างก็มีชีวิตของตัวเอง และไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของ ‘เรา’ ที่กำลังคุยกันอยู่ในตอนนี้”

                หมอวิวัฒน์หยุดนิดหนึ่งเพื่อให้มานพได้ขบคิด

                “ถ้าคุณลองนึกจินตนาการไปว่าคุณทำการศึกษาโลกจากมุมมองที่มีขนาดใหญ่กว่า โดยที่โลกคือสิ่งมีชีวิตหน่วยหนึ่ง สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อาศัยอยู่บนโลกซึ่งรวมถึงพวกเราด้วย ก็ไม่ต่างไปจากเซลในร่างกายของเรานั่นเอง”

                มานพนิ่งอึ้ง เขาไม่เคยคิดอะไรแบบนี้มาก่อนเลย

                “คราวนี้วกกลับมาที่ร่างกายของเราอีกครั้งนะครับ เชื้อโรคที่รับมาจากภายนอกร่างกายนั้นจะทำให้เราเกิดการเจ็บป่วยต่างๆ ก็จริง แต่มีการเจ็บป่วยอยู่ชนิดหนึ่งที่เป็นอันตรายร้ายแรง และมันเกิดจากการผิดปกติของเซลในร่างกายของเราเอง เมื่อพวกมันพากันละทิ้งหน้าที่ของตน และเอาแต่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า…”

                “…มะเร็ง”

                มานพต่อคำของหมอวิวัฒน์ให้จบ เขาเริ่มมองเห็นความเกี่ยวเนื่องอย่างแปลกประหลาดในสิ่งที่หมอวิวัฒน์กำลังพูดอยู่ แต่มันก็ยังฟังดูเหลือเชื่อมากเกินไปอยู่ดี

                “ทีนี้เราก็กลับมาที่กรณีของโลก เซลต่างๆ บนโลกซึ่งก็คือสิ่งมีชีวิตทุกชนิดนั้นต่างทำหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด จนกระทั่งมีสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเริ่มการวิวัฒนาการ ที่แตกต่างจากการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจำพวกอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง มันทำให้สิ่งมีชีวิตประเภทนี้เริ่มต่อต้านโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่”

                ภาพต่างๆ ในหัวของมานพค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

                “สิ่งมีชีวิตประเภทนี้เริ่มละทิ้งหน้าที่ของตนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโลก พวกเขาพากันขัดขืน ต่อต้าน วิถีของโลกอย่างสุดความสามารถ และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่อาจควบคุมได้ เบียดเบียนทั้งสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิตชนิดอื่นๆ ที่ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกเช่นกัน”

                หมอวิวัฒน์ทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง รอยยิ้มที่เคยมีอยู่คล้ายกับเป็นเพียงหน้ากากใบหนึ่งที่ถูกปลดลงมา เปิดเผยให้เห็นถึงใบหน้าแท้จริงที่ถูกซุกซ่อนอยู่

                “พวกมันก็คือมะเร็งของโลกนั่นเอง และวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ดีที่สุดนั่นก็คือ…”

                หมอวิวัฒน์ยิ้มออกมาอีกครั้ง แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้มานพรู้สึกเย็นวาบไปตามไขสันหลัง

                “…กำจัดพวกมันซะ”

                มานพนั่งอึ้ง เขาเกิดความรู้สึกแปลกๆ คล้ายกับเวลาที่กำลังจะเป็นหวัด ตอนที่ยังไม่มีอาการอะไร แต่ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายไม่ค่อยปกตินัก

                “ผมเป็นหมอที่ใช้รังสีในการฆ่ามะเร็ง แล้วจะมีอะไรเหมาะสมไปกว่าการใช้สิ่งเดียวกันนี้ในการฆ่าเหล่ามะเร็งร้ายที่กำลังกัดกินโลกใบนี้อยู่อีกล่ะ”

                หมอวิวัฒน์เริ่มหัวเราะอย่างคุ้มคลั่ง ตอนนี้มานพไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าผลการตรวจทางจิตที่เคยทำไปแล้วนั้นจะมีความน่าเชื่อถือสักเพียงใด เพราะเขาคิดว่าชายคนนี้ต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ แต่สิ่งที่เขาพูดมาออกมานั้นกลับมีความดึงดูดใจชวนให้ขบคิดอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

                ในตอนนั้นเองเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เดินเข้ามาพร้อมกับพาฝรั่งคนหนึ่งเข้ามาด้วย ซึ่งมานพรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาชายผมทองรูปร่างใหญ่ ที่ตัดผมสั้นเกรียนคนนี้อย่างประหลาด ถึงแม้ว่าเขาจะสวมใส่ชุดที่ดูเหมือนกับนักท่องเที่ยว แต่เมื่อดูจากกิริยาท่าทางที่นอบน้อมของเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้ว เขาคงไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วๆ ไปแน่

                “ขอโทษด้วยนะครับคุณตำรวจที่ต้องเข้ามาขัดจังหวะ แต่พอดีมีคำสั่งด่วนให้เจ้าหน้าที่ซีไอเอคนนี้เข้าเยี่ยมคุณหมอวิวัฒน์น่ะครับ”

                เจ้าหน้าที่เรือนจำคนนั้นลดเสียงให้เบาลงพอได้ยินกันเพียงสองคน

                “คำสั่งโดยตรงจากท่านนายก…ให้เข้าเยี่ยมในทันทีเลยครับ”

                เจ้าหน้าที่คนนั้นหยุดนิดหนึ่งก่อนที่จะกระซิบต่อ

                “…ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย”

                มานพพยักหน้าเข้าใจ พอดีกับที่เขาเองก็คงจะหมดเรื่องคุยกับหมอวิวัฒน์คนนี้แล้วเหมือนกัน เขาหันไปทางหมอวิวัฒน์ซึ่งยังคงนั่งหัวเราะไม่ยอมหยุด

                “ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณหมอ…ยินดีที่ได้คุยกันนะครับ”

                มานพลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่เรือนจำ แต่ก่อนที่จะเดินผ่านประตูออกไป เขารู้สึกเหมือนกับกำลังถูกจ้องมองอยู่ มานพจึงหันกลับไปมอง และได้เห็นฝรั่งคนนั้นกำลังจ้องมาที่เขาอยู่จริงๆ แล้วเขาก็นึกออกในตอนนั้นเองว่าได้เคยพบเจอกับฝรั่งซีไอเอคนนี้ที่ไหน

                นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่เขากับพี่มนัสไปพบเจอกับเรื่องประหลาดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นนั่นเอง แต่ในครั้งนั้นฝรั่งซีไอเอคนนี้สวมใส่ชุดสูทสากลที่ดูเป็นทางการ จนทำให้เขาเกือบจะจำไม่ได้ มานพส่งยิ้มให้ แต่ฝรั่งกลับทำเป็นไม่สนใจ

                หลังจากใช้เวลาอีกพักใหญ่ไปกับการจัดการกับเอกสารต่างๆ ที่มีมากมายจนหน้าเวียนหัว มานพก็รีบขับรถมุ่งหน้าออกจากเรือนจำไปยังสวนสาธารณะที่เป็นสถานที่นัดหมายของเขากับพยาบาลจุ๋ม ซึ่งพึ่งรู้จักคบหากันเมื่อไม่นานมานี้ทันที

#####

                ผมนั่งลงตรงข้ามหมอวิวัฒน์ที่ยังคงหัวเราะไม่ยอมหยุด ผมรู้สึกเป็นห่วงชายคนนั้นที่พึ่งเดินออกไปอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ผมคงต้องจัดการกับธุระด่วนของผมในวันนี้ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน

                เมื่อวานนี้ตอนที่ผมกำลังนอนเล่นอยู่ที่ชายหาดแห่งหนึ่งบนเกาะสมุย หญิงสาวชาวไทยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาพร้อมกับส่งยิ้มให้ ผมยิ้มตอบไปอย่างงงๆ พร้อมกับคิดว่า วันนี้คงจะเป็นวันโชคดีของผม

                “อาร์…อาร์…ยู เจฟ”

                เธอถามอย่างเขินๆ ผมพยักหน้า พร้อมกับเริ่มรู้สึกเอะใจที่เธอรู้จักชื่อของผม

                “…ผมพูดไทยได้ครับ”

                ผมตอบกลับไป ซึ่งทำให้เธอดูผ่อนคลายมากขึ้น เธอส่งโทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋วของเธอมาให้พร้อมกับพูดว่า

                “ฉันคิดว่านี่เป็นโทรศัพท์ถึงคุณค่ะ”

                ผมรับโทรศัพท์มาจากมือเธออย่างไม่ประหลาดใจ แต่ท่าทางเช่นนั้นของผมกลับทำให้เธอรู้สึกแปลกใจแทน ใช่สิเป็นใครก็คงต้องคิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดถ้ามีคนโทรมาหาโดยการโทรเข้าโทรศัพท์ของคนที่ไม่รู้จักกันแบบนี้

                “มีอะไรหรือครับหัวหน้า”

                ผมกรอกเสียงเซ็งๆ เข้าไปในสายเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงแบบที่ฟังออกได้ยาก

                “มีเรื่องด่วน”

                “…ผมกำลังพักร้อน”

                “คุณต้องเดินทางไปกรุงเทพทันที ติดต่อกับทางสถานทูต รายละเอียดพร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็นจะเดินทางไปถึงพร้อมกับคุณ”

                “เรื่องอะไรกันครับนี่”

                “เลเวลอี…”

                “ครับผม”

                ผมปิดโทรศัพท์ส่งคืนให้หญิงสาวคนนั้นก่อนที่จะกล่าวคำขอบคุณแล้วลุกเดินจากไป เธอไม่มีวันรู้ได้เลยว่าหมายเลขที่โทรเข้ามานั้นคือหมายเลขอะไร แม้จะสอบถามไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์ของเธอพวกเขาก็จะตอบไม่ได้เหมือนกัน ตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมกังวลคือคำพูดสุดท้ายของหัวหน้า ‘เลเวลอี’

                ระดับอีเป็นระดับพิเศษในการปฏิบัติงานที่ใช้กับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เหตุการณ์ที่ยังไม่อาจอธิบายได้ หรือเหตุการณ์ที่อธิบายได้ด้วยหลักการที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป วันพักร้อนของผมคงต้องสิ้นสุดลงเพียงแค่นี้

                ผมรีบเดินทางเข้ากรุงเทพพร้อมกับตรงไปยังสถานทูตอเมริกาทันที ที่นั่นมีข้อมูลพร้อมกับอุปกรณ์เล็กๆ ชิ้นหนึ่งรอผมอยู่ ผมใช้เวลาทำความเข้าใจกับข้อมูลเหล่านั้นในขณะนั่งอยู่ในรถของทางสถานทูตที่กำลังมุ่งตรงไปยังเรือนจำพิเศษแห่งนี้

                เจ้าหน้าที่เรือนจำดูเหมือนจะได้รับการติดต่อมาก่อนแล้วว่าจะมีเจ้าหน้าที่ซีไอเอเดินทางมาโดยรถของทางสถานทูต แต่พวกเขาคงไม่คิดว่าจะได้เห็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอที่แต่งตัวเหมือนกับนักท่องเที่ยวแบบผม ถ้าหากว่าไม่ได้รับการติดต่อมาก่อน หรือผมไม่ได้นั่งรถของทางสถานทูตมา เจ้าหน้าที่พวกนี้คงต้องเตะโด่งผมออกไปตั้งแต่แรกเห็นเป็นแน่

                หมอวิวัฒน์หยุดหัวเราะพร้อมกับมองหน้าผม ดูเหมือนเขาจะพึ่งรู้ตัวว่าคู่สนทนาของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาขมวดคิ้วพร้อมกับถามขึ้นว่า

                “ฮู อาร์ ยู”

                สำเนียงภาษาอังกฤษของเขานับว่าพอใช้ได้ แต่ผมตอบเขากลับไปเป็นภาษไทยที่ชัดเจน

                “สวัสดีครับคุณหมอวิวัฒน์ ผมชื่อเจฟ เป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอ”

                เขามองดูชุดที่ผมสวมใส่อยู่แล้วอมยิ้ม

                “ผมว่าคุณดูเหมือนนักท่องเที่ยวแถวถนนข้าวสารมากกว่า”

                ผมไม่แปลกใจเลย เพราะแม้แต่ตัวผมเองก็ยังคิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน

                “เขาคงไม่ยอมให้นักท่องเที่ยวจากถนนข้าวสารเข้ามาเยี่ยมคุณแบบนี้หรอกครับ”

                “…นั่นสินะ จริงของคุณ…แล้วซีไอเอมีธุระอะไรกับผม…ผมไม่เคยไปก่อคดีอะไรในอเมริกามาก่อน”

                “ครับเรารู้เรื่องนั้นดี แต่คุณก็เคยเดินทางเข้าออกอเมริกาหลายครั้งใช่ไหมครับ”

                เขาจ้องหน้าผมเขม็ง

                “…ใช่…ผมเคยไปประชุมเกี่ยวกับเรื่องโรคมะเร็งที่นั่นหลายครั้ง ที่ นิวยอร์ก เวกัส บอสตัน…”

                “ใช่ครับที่บอสตัน เมื่อห้าปีก่อนใช่ไหมครับ”

                “…ใช่”

                “นั่นเป็นช่วงก่อนที่คุณจะเริ่มก่อคดีฆาตกรรมใช่ไหมครับ”

                เขาเงียบไม่ยอมตอบ ผมจึงเริ่มรุกถามเขาต่อไป

                “ที่การประชุมครั้งนั้นคุณได้พบ และพูดคุยกับ…คุณหมอเค หรือ หมอแครอล ใช่ไหมครับ”

                “…ใช่”

                เขารับคำเสียงอ่อยๆ ดูเหมือนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะยอมรับ

                “คุณคงได้รับทราบข่าวของคุณหมอเคแล้วใช่ไหมครับ เพราะคดีของเธอเกิดขึ้นก่อนที่คุณจะถูกจับ”

                “…ใช่…แต่นั่นมัน…เธอไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผม…”

                “เธอถูกจับในข้อหาฆาตกรรม เช้าวันหนึ่งเธอไปทำงานที่โรงพยาบาลของเธอตามปกติพร้อมด้วยปืนกลกึ่งอัตโนมัติที่แอบซื้อมา เธอใช้มันกราดยิงเข้าใส่ผู้คนที่มานั่งรอรับบริการ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เธอถูกจับกุม และถูกตัดสินประหารชีวิตในที่สุด”

                “…ผมรู้ เธอทำรุนแรงไปหน่อย…การรักษามันต้องค่อยเป็นค่อยไป”

                “คุณคิดเหมือนเธอใช่ไหม”

                “…คิดเรื่องอะไร…”

                ผมจ้องหน้าเขา พร้อมกับหยิบอุปกรณ์เล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมา ผมแบมือออกให้เขาดู มันเป็นแท่งโลหะเรียบๆ คล้ายกับปากกาแท่งอ้วนๆ ที่ด้านข้างมีปุ่มเลื่อนอยู่เพียงอันเดียวซึ่งเป็นสีดำตัดกับผิวโลหะสีเงินแวววาวของมัน ผมเลื่อนปุ่มนั้นไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                “…ไอ้นี่มันคืออะไร แล้วคุณเอามันมาทำไม เจ้าหน้าที่ไม่ได้ค้นตัวคุณก่อนเข้ามาหรือ”

                “พวกเขาไม่กล้าค้นตัวผมหรอก และไม่ต้องตกใจไป มันไม่ใช่อาวุธ เจ้านี่จะสร้างคลื่นรบกวนที่ทำให้อุปกรณ์บันทึกทุกชนิดหมดสภาพชั่วคราวเท่านั้น สิ่งที่เราจะพูดคุยกันต่อไปนี้จะไม่ถูกบันทึกเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเสียง”

                เขามองดูแท่งสีเงินในมือของผมอีกครั้งอย่างไม่ค่อยเชื่อถือ ผมกำมันเอาไว้ในมือเหมือนเดิมพร้อมกับพูดต่อไป

                “หน่วยที่สิบสามของเราได้ทำการสอบสวนเธออีกครั้ง ก่อนที่เธอจะถูกฉีดยาให้นอนหลับไปตลอดกาล และผมต้องการรู้ว่าคุณคิดเหมือนเธอใช่ไหม”

                “…เรื่องอะไร…”

                “เรื่องโลกของเรายังไงล่ะ เรื่องโลกที่ต้องการการเยียวยา พวกคุณสองคนเป็นหมอรังสีรักษาเหมือนๆ กัน เธอบอกว่ามนุษย์คือมะเร็งร้ายที่กำลังกัดกินโลกนี้อยู่ และหนทางเดียวที่จะรักษาโลกให้ได้ก็คือการจัดการกับมนุษย์ คุณเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันใช่ไหม”

                เขานิ่งไปครู่หนึ่งแต่ก็พยักหน้าในที่สุด

                “ผมมีคำถามที่ต้องการให้คุณคิดดูให้ดี”

                คราวนี้เขานิ่งเงียบ ผมจึงเริ่มต้นถามคำถามของผม นี่เป็นขั้นตอนแรกของการปฏิบัติงานในครั้งนี้

                “ก่อนหน้าที่คุณจะได้พบกับหมอเค คุณเคยมีความคิดแบบนั้นมาก่อนหรือเปล่า”

                เขานิ่งคิดพร้อมกับส่ายหน้าช้าๆ

                “ก่อนหน้านี้คุณรักษาคนไข้ทุกคนของคุณอย่างดีที่สุดใช่ไหม”

                เขาพยักหน้า

                “คุณเสียใจทุกครั้งที่คนไข้ของคุณจากไปใช่ไหม และดีใจทุกครั้งเช่นกันที่ผลการรักษาออกมาดีอย่างที่ควรจะเป็น”

                “…ใช่”

                “คุณเชื่อจริงๆ หรือว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเพียงแค่เซลๆ เดียวที่ไม่มีความสำคัญใดๆ เมื่อเปรียบเทียบกับโลกนี้ที่เป็นดวงดาวดวงหนึ่ง”

                “โลกนี้มันมีชีวิตจริงๆ หรือ หรือเป็นเพียงความคิดของคุณเท่านั้นที่สร้างชีวิตให้กับโลกนี้ขึ้นมา เพราะมีมนุษย์อยู่ไม่ใช่หรือจึงสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของโลกใบนี้ได้”

                เขาไม่ตอบคำถามของผมอีกแล้ว เขาเหงื่อออกจนเปียกชุ่มเสื้อที่สวมอยู่ ท่าทางของเขาดูสับสนมาก และนั่นหมายถึงได้เวลาแล้ว ผมเลื่อนปุ่มบนอุปกรณ์ในมือไปจนสุด

                ผมไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น แต่ตอนนี้หมอวิวัฒน์เริ่มทำบางสิ่งบางอย่าง เขายกสองมือขึ้นปิดหน้าแล้วเริ่มร้องไห้ พร้อมกับพึมพำคร่ำครวญออกมา

                “…ผมทำอะไรลงไป…โอ…ผมทำอะไรลงไป”

                ภารกิจของผมเสร็จสิ้นลงแล้ว

#####

                จุ๋มมานั่งรอแฟนคนใหม่ของเธอที่ม้านั่งกลางสวนสาธารณะแห่งนี้ได้พักหนึ่งแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลากลางวันแต่สวนแห่งนี้กลับเงียบมาก เงียบจนน่ากลัว ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ผิดพลาดของเธอที่นัดเขามาพบในที่แบบนี้

                จักรยานยนต์คันเดิมแล่นผ่านมาอีกครั้ง จนเธอเริ่มรู้สึกผิดสังเกต จักรยานยนต์คันนี้วิ่งวนเวียนผ่านมาสองรอบแล้ว ชายสองคนบนจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยแบบปิดมิดชิดจนไม่เห็นใบหน้า แต่เธอรู้สึกว่าทั้งสองคนต่างมองมาที่เธอ ความรู้สึกถึงอันตรายกระตุ้นเตือนเธออีกครั้ง ได้เวลาต้องไปแล้ว

                เธอตัดสินใจลุกขึ้นพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรบอกมานพว่าจะย้ายที่นัดพบใหม่ แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงอู้อี้ดังขึ้นที่ด้านหลังของเธอ

                “จะรีบไปไหนจ๊ะ”

                มีมือข้างหนึ่งเอื้อมมาจับแขนข้างที่ถือโทรศัพท์ของเธอ อะดรีนาลีนของเธอฉีดพล่าน เธอกระชากแขนข้างนั้นให้หลุดออกจากการยึดกุมได้สำเร็จ แต่ก่อนที่เธอจะออกวิ่ง ร่างของผู้ชายอีกคนหนึ่งก็พุ่งเข้ารวบตัวเธอจากทางด้านหลัง มีมือข้างหนึ่งเอื้อมมาปิดปากของเธอไว้ โทรศัพท์ในมือไม่รู้ว่ากระเด็นหายไปทางไหนแล้ว

                ภาพของหมวกนิรภัยที่คุ้นตาหนึ่งในสองใบนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้ง อีกคนที่รวบตัวเธอเอาไว้ได้ คว้าแขนทั้งสองของเธอแล้วจับรวบไปทางด้านหลัง ก่อนที่จะกระชากตัวเธอให้ลุกขึ้นยืน ผ้าผืนหนึ่งถูกจับยัดเข้าไปในปากของเธอ

                “วันนี้โชคดีฉิบหายเลย”

                “เออรีบแก้ผ้าแล้วถ่ายรูปก่อนเร็ว”

                ทั้งสองพากันหัวเราะอย่างคึกคะนอง น้ำตาของจุ๋มไหลรินออกมาเปื้อนสองแก้ม เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะต้องมาพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ เธอดิ้นอย่างสุดแรงแต่ความเจ็บปวดจากแขนที่ถูกจับรวบเอาไว้ทำให้เธอกรีดร้องออกมา ผ้าในปากของเธอหล่นลึกลงไปจนแทบจะอุดหลอดลม มันทำให้เธอทั้งเจ็บปวดทั้งหายใจไม่ออก เรี่ยวแรงที่เกิดขึ้นจากความตื่นกลัวเมื่อครู่หดหายไปจนหมด

                ชายคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเอื้อมมือมาจับหน้าอกของเธอพร้อมกับเตรียมจะกระชากเสื้อของเธอออก

                “หยุด”

                พร้อมกับเสียงก็มีเท้าข้างหนึ่งลอยเข้ามาปะทะแผ่นหลังของชายคนนั้น มันล้มกลิ้งลงไปไม่เป็นท่า ทั้งสองมัวแต่สนใจหญิงสาวในกำมือจนไม่ทันรู้ตัวว่ามานพกำลังวิ่งเข้ามาหาด้วยความโกรธจัด

                ชายอีกคนหนึ่งรีบปล่อยมือจุ๋มหมายจะช่วยเพื่อนของมัน มานพชักปืนออกมาจ่อไปที่กลางแสกหน้าของหมวกนิรภัย มันหยุดยืนนิ่งแล้วรีบยกมือทั้งสองขึ้นชูทันที มานพใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบไปที่ยอดอกของคนที่พึ่งจะถูกเขาถีบล้มลงอย่างเต็มแรง

                “จุ๋มเป็นอะไรหรือเปล่า”

                เธอพยายามยกมือขึ้นเพื่อล้วงผ้าในปากออกแต่ก็เป็นไปด้วยความยากเย็น เพราะทุกครั้งที่เธอพยายามจะยกแขนขึ้นความเจ็บปวดก็จะแล่นจู่โจมขึ้นไปตามแขนทั้งสองข้าง จนทำให้การล้วงผ้าแค่ผืนเดียวนั้นก็ยังทำไม่ได้

                มานพกระชากแขนของคนที่ยืนอยู่ลงมาพร้อมกับบอกให้มันเอามือไพล่หลัง เขาสับกุญแจมือให้รัดข้อมือมันจนแน่นก่อนที่จะถีบให้ล้มนอนคว่ำหน้าลง เขาเหยียบมันซ้ำอีกครั้ง ก่อนที่จะใช้เท้าเตะที่สีข้างของคนที่นอนอยู่ก่อนอีกสองที เขาบอกให้มันนอนคว่ำหน้าลงเช่นกันพร้อมกับจับใส่กุญแจมืออีกคู่หนึ่ง

                เมื่อจัดการทั้งสองเรียบร้อย เขาจึงค่อยเก็บปืนแล้วรีบเข้าไปช่วยจุ๋ม เขาช่วยเธอล้วงเอาผ้าผืนนั้นออกมาจนได้ เธอโก่งคออาเจียนหลายครั้ง ทั้งน้ำตา น้ำมูก และน้ำลายไหลเปื้อนเนืองนองใบหน้า มานพมองเห็นแล้วยิ่งบันดาลโทสะ เขาตรงเข้าไปเตะพวกมันทั้งสองอีกหลายครั้ง

                จุ๋มยืนร้องไห้โดยมีมานพพยายามช่วยปลอบโยน ในที่สุดเธอก็สงบลงจนได้ มานพส่งผ้าเช็ดหน้าของเขาให้เธอ ซึ่งเธอก็รับเอามาเช็ดใบหน้าเปื้อนๆ ของเธอแต่โดยดี เมื่อเรียบร้อยแล้ว เธอก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่

                จุ๋มสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกับจ้องหน้ามานพ เธอยิ้มให้เขาได้ในที่สุด มานพยิ้มตอบอย่างโล่งใจ ดูเหมือนว่าเธอจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งใช้ได้ทีเดียว

                “คุณกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะวอเรียกคนอื่นให้มาช่วยรับไอ้พวกนี้ไปเข้าคุกเอง”

                “…แต่ว่า แล้วเรื่องคดี…”

                “ผมจัดการเอง ถ้าต้องการคุณเมื่อไหร่ผมจะติดต่อไปเอง”

                “…ขอบคุณค่ะนพ”

                “โธ่…มีผัวเป็นตำรวจก็ไม่บอก”

                เสียงอู้อี้ดังมาจากหนึ่งในสองตัวที่นอนคว่ำหน้าอยู่ อีกคนหนึ่งส่งเสียงสนับสนุน

                “ไว้ออกจากคุกเมื่อไหร่ จะตามไปทักทายถึงบ้านเลยนะจ๊ะ”

                จุ๋มหน้าถอดสี มานพรีบประคองเธอเดินห่างออกมาพร้อมกับปลอบเธอ

                “ไม่ต้องไปกลัวหรอก พวกมันก็ได้แต่เห่าไปอย่างนั้นเอง ไอ้พวกนี้ก็แบบนี้แหละ จุ๋มรีบกลับไปก่อนดีกว่า ถ้าไม่ค่อยสบายใจก็ชวนเพื่อนมานอนด้วยสักคืนสองคืนนะ”

                “…ค่ะ”

                “เสร็จเรื่องแล้วผมจะรีบโทรหานะ…แล้วถ้ายังไม่ดึกมากผมจะแวะไปหา”

                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ จุ๋มไม่เป็นไร นพทำงานไปเถอะ”

                มานพมองส่งแฟนสาวที่เดินจากไป เธอแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดไว้มาก เขาหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เขาเดินย้อนกลับไปหาสองคนที่นอนคว่ำหน้าอยู่ เขาปลดหมวกของพวกมันออกมาแล้วก็ต้องแปลกใจ ทั้งสองคนยังคงเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยรุ่นเท่านั้นเอง

                ความคิดของเขาวนเวียนกลับไปหาคำพูดที่แปลกประหลาดของหมอวิวัฒน์ แต่เขาคิดเห็นต่างไปจากนั้น โลกก็เป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งมันจะมีชีวิตได้อย่างไรกัน แต่คำพูดของหมอวิวัฒน์นั้นก็มีส่วนถูกอยู่เช่นกัน อย่างน้อยเจ้าสองตัวที่นอนอยู่นี้ก็คือหลักฐานที่ดี

                มนุษย์บางคนนั้นทำตัวเองให้กลายเป็นมะเร็งร้ายของสังคม พวกมันทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ มีอยู่วิธีการเดียวที่จะจัดการพวกมันได้อย่างเด็ดขาด มานพล้วงปืนของเขาออกมาถือเอาไว้ ทั้งสองคนที่นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นต่างยังไม่รับรู้ถึงชะตากรรมของตนเอง

                “คุณกำลังจะทำอะไร”

                เสียงเรียบๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขาหันกลับไปพร้อมกับยกปืนในมือขึ้นแต่ก็ยังช้าเกินไป มือที่แข็งแรงข้างหนึ่งบีบทั้งปืน และมือของเขาพร้อมกับกดแรงลงมาจากด้านบน หากเขายังคงฝืนต่อไปคงเป็นฝ่ายที่จะถูกจู่โจมให้ล้มลง ชายคนนี้ได้รับการฝึกมาอย่างดี

                “ผมมาช่วยคุณนะ คุยกันหน่อยสิ”

                เสียงเรียบๆ นั้นพูดต่อ มานพพึ่งเห็นหน้าชายคนนี้ได้ถนัด เขาคือฝรั่งซีไอเอคนเดิมนั่นเอง

                “คุยกันได้ไหม”

                ผมถามย้ำอีกครั้ง แรงขืนในมือของเขาค่อยๆ ลดลง ผมตัดสินใจปล่อยมือที่ยึดปืนของเขาเอาไว้ พร้อมกับใช้มืออีกข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเพื่อเลื่อนปุ่มของอุปกรณ์ที่ผมพึ่งใช้กับหมอวิวัฒน์เมื่อครู่นี้ ผมเลื่อนปุ่มมันไปเพียงเล็กน้อยก่อน

                “คุณคิดจะทำอะไร”

                ผมถามเขาเบาๆ เขามองหน้าผมก่อนที่จะกัดฟันตอบ

                “พวกชั่วนี่มันทำร้ายแฟนผม พวกมันเป็นแค่เศษเดน…เป็นมะเร็งร้ายของสังคม ผมก็แค่จะทำให้สังคมนี้ดีขึ้นเท่านั้นเอง”

                ‘มะเร็ง’ อย่างนั้นหรือ เป็นอย่างที่ผมกังวลจริงๆ โชคดีที่ผมตัดสินใจติดตามเขามา ชายคนนี้ ‘ติดโรค’ จากหมอวิวัฒน์จริงอย่างที่ผมสงสัย

                “อย่าลืมสิคุณเป็นตำรวจ คุณไม่มีหน้าที่ไปตัดสินความผิดของใคร”

                “แต่ถ้าปล่อยไว้สุดท้ายพวกมันก็จะกลับออกมาก่อเรื่องอีก”

                “ถ้าอย่างนั้นคุณคงจะต้องไปจัดการกับทุกคนที่อาจจะก่อเรื่องใช่ไหม”

                “…นั่นมัน…”

                “เขาสอนคุณมาอย่างไร คุณเป็นตำรวจ คุณไม่อาจไปตัดสินใคร คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ คุณไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้ มนุษย์เรามีความสามารถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง”

                “…”

                “หยิบวิทยุของคุณออกมาแล้วเรียกเพื่อนคุณให้มาช่วยกันรับตัวพวกนี้ไปดีกว่า”

                “…ครับ”

                เขารับคำในที่สุด ผมเลื่อนปุ่มเครื่องมือไปจนสุด โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของวัยรุ่นคนหนึ่งที่นอนคว่ำหน้าอยู่ระเบิดเบาๆ จนเขาส่งเสียงร้องโวยวายออกมาด้วยความตกใจ โทรศัพท์มือถือของจุ๋มที่ตกหายไปเมื่อครู่ก็ระเบิดขึ้นจากในพงหญ้าเช่นกัน

                “เกิดอะไรขึ้น”

                มานพรู้สึกมึนๆ แปลกๆ และตกใจกับการระเบิดที่เกิดขึ้น เขาแปลกใจในความคิดเมื่อครู่ของตน เขาอาจจะโกรธมากเกินไป จนทำให้ความคิดของเขาสับสน เขาจะฆ่าเด็กวัยรุ่นสองคนนั้นไปทำไมกัน นั่นเป็นความคิดบ้าๆ อย่างไม่ต้องสงสัย

                “ผลข้างเคียงเล็กน้อยน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก”

                ผมรีบปิดเครื่องมือเล็กๆ ในกระเป๋า จากการทดลองเครื่องมือที่ผมใช้อยู่นี้หลายสิบครั้งในสถานการณ์ต่างๆ บางครั้งมันอาจจะกระตุ้นให้เกิดการระเบิดของวงจรบางชนิดได้ แต่การระเบิดนั้นไม่รุนแรงนัก สุดท้ายมันจึงได้รับอนุญาตให้นำออกมาใช้งานจริงในภาคสนามได้

                “ขอบคุณนะครับ คุณ…ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลย ตั้งแต่เจอกันเมื่อคราวที่แล้ว”

                “ผมเจฟครับ”

                “ผมมานพครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

                ผมเองก็พึ่งนึกออกว่าเคยเจอกับเขามาก่อนในตอนที่มากรุงเทพกับท่านคุรุเทพเพื่อนต่างวัยชาวอินเดียของผมในคราวที่แล้ว สำหรับผมแล้วหน้าตาของคนเอเชียนั้นแยกออกได้ยาก แต่ในทางกลับกันผมก็เคยได้ยินท่านคุรุเทพบ่นเช่นกันว่าหน้าตาแบบอเมริกันของผมนั้นมันเหมือนๆ กันไปหมดในสายตาของท่านเช่นกัน

                “ผมคงต้องขอตัวก่อน เดี๋ยวพวกของคุณก็คงจะมาถึงแล้ว งานของผมที่นี่ก็เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วด้วย”

                “ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”

                ผมอำลาจากเขามาด้วยดี และปิดคดีได้เรียบร้อยไปอีกคดีหนึ่ง หน่วยที่สิบสามของเราได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกรณีกลุ่มลัทธิความเชื่อที่มีความแปลกประหลาดทั่วโลก ว่าทำไมจึงยังสามารถชักจูงผู้คนให้มาเข้าร่วมด้วยได้ มีความลึกลับอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้

                ทีมวิจัยได้ค้นพบคลื่นสมองแปลกๆ ที่มีลักษณะเฉพาะตัวในคนกลุ่มนี้ ที่สำคัญเหล่าบรรดาผู้นำ และสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มลัทธิเหล่านี้สามารถที่จะทำให้คนปกติทั่วๆ ไปเกิดลักษณะคลื่นสมองแบบนี้ขึ้นได้อย่างถาวร เพียงแค่ด้วยการพูดคุยเท่านั้น

                เมื่อใดก็ตามที่ผู้ฟังเกิดความคิดคล้อยตามคำพูดของพวกเขา คลื่นสมองที่มีลักษณะเฉพาะตัวนั้นก็จะเกิดขึ้นในคนผู้นั้นทันที พร้อมทั้งความคิดของเขาก็จะถูกเปลี่ยนไปอย่างถาวรด้วยเช่นกัน ทีมวิจัยเรียกปรากฏการณ์ชนิดนี้ว่าเป็น ‘โรคติดต่อทางจิต’ ซึ่งผมคิดว่าตั้งชื่อได้ตรงดีทีเดียว

                ในโลกนี้มีกลุ่มลัทธิที่เป็นอันตรายต่อสังคมอยู่ไม่น้อย หากปล่อยให้มันแพร่กระจายต่อไปโดยไม่มีการจัดการที่เหมาะสม คงต้องกลายเป็นอันตรายร้ายแรงในภายหลัง ทางหน่วยที่สิบสามจึงทุ่มเทเวลาและทรัพยากรอย่างไม่อั้นเพื่อค้นหาหนทางป้องกันรักษาโรคติดต่อทางจิตนี้

                แล้วในที่สุดเราก็ได้พบคำตอบที่ไม่น่าเชื่อ ‘เครื่องรบกวนอุปกรณ์บันทึก’ ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่เราใช้อยู่ มันทำงานด้วยการส่งคลื่นออกไปรบกวนอุปกรณ์บันทึกที่เป็นดิจิตอลให้ทำการลบข้อมูลของตัวเองออกไป เมื่อผ่านการปรับแต่ง และอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม ก็สามารถลบคลื่นสมองประหลาดนี้ได้ด้วยเช่นกัน

                สถานการณ์เหมาะสมที่ว่านั่นก็คือ เมื่อความคิดของพวกเขาถูกสั่นคลอน เมื่อพวกเขาเกิดความไม่แน่ใจในความเชื่อของตน นั่นคือเวลาที่เหมาะสมในการลบมัน ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อคนผู้นั้น เท่าที่เรารู้

                สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่รู้ก็คือมันเกิดขึ้นจากอะไร และตั้งแต่เมื่อไร บางทีมันอาจจะเป็นเจตจำนงของธรรมชาติที่ต้องการต่อต้านพวกเราเหล่ามนุษย์ก็เป็นได้ บางครั้งผมก็คิดเหมือนกันว่ามนุษย์เรานั้นทำอะไรล้ำเส้นมากจนเกินไป แต่เราก็เลยผ่านจุดนั้นไปนานแล้ว เราถอยกลับไปไม่ได้แล้ว

                ‘อืม บางทีกลับไปคราวนี้ผมคงต้องไปตรวจคลื่นสมองซะหน่อยแล้ว’

เจฟแห่งหน่วยที่สิบสาม ตอน คราส

“สวัสดีครับพ่อ”

สนธยา เปิดประตูพร้อมกับส่งเสียงทักทายร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง สายยาง และท่อสารพัดชนิดถูกต่อออกมาจากร่างๆ นั้นไปยังเครื่องมือทางการแพทย์หน้าตาประหลาด พวกมันส่งเสียงคราง และเสียงบี๊บๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพ่อของเขายังคงมีชีวิตอยู่

พ่อของเขาล้มป่วยด้วยโรคเรื้อรังมาได้ระยะหนึ่งแล้ว หมอหลายคนต่างลงความเห็นเหมือนๆ กันว่าโรคที่ท่านเป็นอยู่นี้เกินเยียวยา แต่เขาก็ยังไม่พร้อมที่จะปล่อยให้ท่านจากไป

เขามาอยู่เฝ้าท่านได้หลายวันแล้ว อาหารของโรงพยาบาลแห่งนี้อร่อยไม่แพ้อาหารตามร้านเลยทีเดียว แต่สำหรับท่านคงกินได้แต่เพียงอาหารเหลวที่บรรจุอยู่ภายในถุงปลอดเชื้อเท่านั้น

เขาเปิดดูข่าวพร้อมกับกินอาหารที่สั่งเอาไว้ มีพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาตรวจดูเครื่องมือต่างๆ พร้อมกับจดบันทึกรายงานก่อนที่จะเดินออกไปเงียบๆ เขาคุ้นหน้าพวกเธอเกือบทุกคนแล้ว และพวกเธอเองก็คงคุ้นเคยกับนิสัยแปลกๆ ของเขาเช่นกัน เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบพูดคุยกับใครนัก

ภาพข่าวในโทรทัศน์แสดงให้เห็นถึงอุทกภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ทั่วโลก เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกันมาหลายสัปดาห์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพายุรุนแรงที่เกิดขึ้นติดต่อกัน หรือว่าระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกๆ เกี่ยวกับวงโคจร และแรงดึงดูดของดวงจันทร์ ที่นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกกำลังเร่งหาคำตอบกันอยู่

เสียงของผู้ประกาศข่าวสาวแจ้งรายละเอียดบางอย่างเพิ่มเติมหลังจากที่ภาพข่าวจบลง

“…ในช่วงเช้าของวันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณเก้านาฬิกาจะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่จะสามารถมองเห็นได้ในประเทศไทย ซึ่งจะกินเวลายาวนานประมาณ…”

“อา…”

พ่อส่งเสียงครางแปลกๆ ออกมา เขาจึงรีบลุกขึ้นไปดู ร่างของท่านยังคงนอนนิ่งอยู่เช่นเดิม เขาจับมือท่านขึ้นมาบีบเบาๆ ก่อนจะวางกลับไปที่เดิม

#####

ผมเดินตามตำรวจนอกเครื่องแบบชาวไทยสองคนเข้าไปในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้น ห้องโถงกว้างถูกตบแต่งจนดูคล้ายกับโรงแรมมากกว่าที่จะเป็นโรงพยาบาล ผมปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองจัดการกับเรื่องจุกจิกต่างๆ กับทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล แต่พวกเขาก็ดูจะไม่ค่อยเข้าใจกับสถานการณ์ที่เร่งด่วนของเรา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลอะไรได้มากนัก

‘แต่ถึงบอกไปก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา และอาจจะให้ผลออกมาเป็นตรงกันข้ามเลยก็ได้’

งานของผมมักจะเป็นเช่นนี้เสมอจนผมชินเสียแล้ว และตอนนี้เรายังพอมีเวลาเหลืออยู่ ผมคงต้องพยายามทำใจให้เย็นลงอีกสักหน่อย

ชายสูงอายุชาวอินเดียที่เดินมาด้วยกันกับผมดูจะไม่ค่อยสบายใจนักกับความล่าช้าที่เกิดขึ้น

“ใจเย็นไว้ท่านคุรุเทพ ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย”

ผมพูดปลอบท่านด้วยภาษาท้องถิ่นของท่าน ความจริงแล้วท่านก็พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ผมคิดว่าการพูดคุยด้วยภาษาของท่านเองจะทำให้ท่านสบายใจมากกว่า

“ทำไมเจ้ายังใจเย็นอยู่ได้ เจฟ เจ้าก็รู้นี่ว่าเรื่องนี้มันร้ายแรงขนาดไหน”

ความตื่นเต้นทำให้ท่านพูดเร็วเสียจนผมเกือบจะฟังไมรู้เรื่อง

“ผมทราบครับท่าน แต่เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้เราต้องรอบคอบไว้ก่อน”

“…แต่ถ้าเราบอกรายละเอียดกับพวกเขาบ้าง…”

ท่านคุรุเทพพยายามอธิบาย

“นั่นจะยิ่งทำให้เรื่องยุ่งยากมากขึ้นไปอีกนะครับ ท่านน่าจะทราบดี”

ตอนนั้นเองมีชายหญิงชาวอินเดียคู่หนึ่งมองมาทางเราก่อนที่จะทำหน้าตกใจ ผู้หญิงคนนั้นรีบประคองร่างของชายที่คาดว่าคงจะเป็นสามีของเธอตรงรี่มาทางเรา สายตาของอีกหลายคนที่อยู่ภายในห้องโถงแห่งนั้นก็ติดตามพวกเขามาด้วย ทั้งสองคนต่างก้มลงจับที่เท้าของท่านคุรุเทพเพื่อเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

หลังจากประคองสามีให้ลุกขึ้นได้ในที่สุด เธอก็ถามขึ้นว่า

“ท่านมาทำอะไรที่นี่คะ…ท่านเจ็บป่วยอย่างนั้นหรือ…โอ…นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้…ดิชั้นขออภัยท่านด้วยที่กล่าววาจาเช่นนี้ออกไป”

“…ข้ามีธุระสำคัญบางอย่างที่นี่…”

ท่านตอบเพียงสั้นๆ และนั่นเป็นเรื่องที่ดี ผมไม่อยากให้เกิดเหตุแทรกซ้อนวุ่นวายไปมากกว่านี้

“สามีของเจ้าป่วยเป็นอะไรหรือ”

“ไส้ติ่งอักเสบค่ะท่าน…ต้องผ่าตัดด่วน”

ท่านคุรุเทพหลับตาลงพร้อมกับยื่นมือไปแตะที่ท้องของชายผู้นั้น ผมรู้ว่าท่านกำลังจะทำอะไร และนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากให้ท่านทำภายในโรงพยาบาลแห่งนี้ แต่ผมก็ห้ามท่านไม่ได้

สีหน้าที่เจ็บปวดของชายคนนั้นค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จนเขายิ้มออกมาได้ในที่สุด สองสามีภรรยาต่างพากันก้มลงจับเท้าของท่านพร้อมกับพร่ำพรรณาสรรเสริญท่านคุรุเทพด้วยถ้อยคำเท่าที่พวกเขาจะคิดออก ผู้คนที่อยู่ภายในห้องโถงต่างพากันมองมาด้วยความสงสัย แม้แต่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลที่กำลังเจรจากันอยู่ก็พากันหันมามอง

ผมตัดสินใจเข้าไปพยุงทั้งสองคนให้ลุกขึ้นมาพร้อมกับกระซิบบอกบางอย่างกับพวกเขาด้วยภาษาท้องถิ่น พวกเขาจึงสงบลงทันทีก่อนที่จะรีบกล่าวคำอำลาท่านคุรุเทพแล้วเดินจากไป

“เจฟ เจ้าบอกอะไรพวกเขา”

“…ความลับครับ…ท่านครับผมไม่อยากให้ท่านรักษาใครอีกแล้วนะครับ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลแบบนี้…ท่านคงไม่อยากให้เรื่องในวันนี้ยุ่งยากมากไปกว่านี้ใช่ไหมครับท่าน”

ความสามารถในการรักษาของท่านคุรุเทพนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในอินเดีย และในหน่วยที่สิบสามของซีไอเอด้วยเช่นกัน พวกเราทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวพวกนี้มานานแล้ว นานจนเราสามารถค้นหาความจริงบางอย่างจากเรื่องเหลือเชื่อที่เหมือนกับนิยายพวกนี้

ถึงแม้ว่าบางครั้งการเล่าลือเหมือนๆ กันในเรื่องบางอย่างที่มีอยู่ทั่วโลกนั้น จะไม่ได้เป็นการพิสูจน์ว่าเรื่องที่เล่าลือนั้นมีรากฐานมาจากความจริง แต่การที่เรื่องราวเหล่านี้มีความเหมือนกันแม้จะอยู่ในที่ที่ห่างไกลกันอย่างมากมายนั้น ก็แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์บางประการ

หลายเรื่องนั้นเราสามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว และอีกหลายเรื่องที่วิทยาศาศตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะเป็นเรื่องไม่จริงเช่นกัน เพราะความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เทคโนโลยีต่างๆ ที่เรามีใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ก็ไม่แตกต่างจากการใช้เวทมนต์ในสายตาของผู้คนในยุคก่อนเลย

ตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองคนเดินกลับมาหาผม คนที่หนุ่มกว่าเป็นคนพูด ดูเหมือนเขาจะมียศสูงกว่าคนสูงอายุอีกคนที่มาด้วยกัน แต่ท่าทางของตำรวจสูงอายุคนนั้นดูจะเป็นมืออาชีพมากกว่า

“เรียบร้อยแล้วครับ คนที่คุณต้องการพบอยู่ที่ห้อง เก้า ศูนย์ หก ชั้นบนสุด…เป็นห้องพิเศษ ส่วนเรื่องการเข้าพบเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลแจ้งว่าต้องไปคุยกับญาติของเขาเอง ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ที่ห้องพอดี…จริงๆ แล้วที่พวกเขายอมก็เพราะญาติเขาอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นคงต้องยุ่งยากมากกว่านี้แล้วครับ”

“ขอบคุณครับ เอ่อแล้วญาติคนนี้เขาชื่ออะไรนะครับ”

ตำรวจคนที่แก่กว่ารีบตอบอย่างรวดเร็ว

“เขาชื่อสนธยาเป็นลูกชายของคุณอาทิตย์ คนที่นอนป่วยอยู่น่ะครับ”

พวกเราสามคนคุยกันด้วยภาษาไทย อย่างที่ผมบอกพวกเขาจะรู้สึกสบายใจ และให้ความร่วมมือมากกว่าเมื่อพูดคุยด้วยภาษาเดียวกับเขา ผมสามารถพูดได้หลายภาษา และนั่นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มากในการทำงานทางด้านนี้

ระหว่างที่พวกเราทั้งหมดกำลังเดินไปด้วยกัน ผมก็ใช้โทรศัพท์ส่งข้อความเข้ารหัสกลับไปหาหัวหน้าเพื่อให้ทีมสนับสนุนจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมให้กับผม

ผมพาท่านคุรุเทพเข้าไปในลิฟต์ ท่านดูมีท่าทางตื่นๆ เล็กน้อย ผมหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนที่ได้พบกับท่านที่วิหารคุรุเทพในอินเดีย ตอนนั้นท่านกับบรรดาสานุศิษย์กำลังร่วมกันสวดภาวนาอย่างตั้งใจ พวกท่านคงเป็นกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนในโลกนี้ที่รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังคุกคามโลกของเราอยู่

#####

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง เจฟ”

ท่านคุรุเทพกล่าวคำทักทายกับผมอย่างเป็นกันเอง เราสองคนเคยพบ และร่วมมือกันมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ในครั้งนั้นเป็นโครงการศึกษาของหน่วยที่สิบสามเกี่ยวกับพลังในการรักษาของท่าน แน่นอนว่ารายละเอียดทั้งหมดของโครงการนั้นถูกเก็บเป็นความลับ แม้แต่ภายในซีไอเอเองก็มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับรู้รายละเอียดของผลการศึกษาในครั้งนั้น

หลังจากที่โครงการวิจัยดังกล่าวเสร็จสิ้นลง ผมก็ยังคงมีการติดต่อพูดคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวเรื่อยมา นั่นทำให้การขอเข้าพบของผมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว

ผมก้มลงเพื่อจะจับเท้าของท่าน แต่ท่านกลับยึดตัวผมเอาไว้พร้อมกับกอดเบาๆ ท่าทางของท่านดูอิดโรยเล็กน้อย แต่รอยยิ้มของท่านยังคงอบอุ่นอยู่เช่นเดิม

“ท่านดูเหนื่อยๆ นะครับ”

“…ใช่ ข้ากับเหล่าศิษย์ร่วมกันสวดภาวนาติดต่อกันมาหลายวันแล้ว…มีเรื่องร้ายแรงกำลังเกิดขึ้น…”

“…พวกผมเองก็ทราบเหมือนกันครับ”

ท่านมองหน้าผมเงียบๆ ก่อนที่จะพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า

“พวกเจ้าไม่รู้หรอก…และถึงรู้ นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น”

ผมพยักหน้าเห็นด้วย ที่พวกเรารับรู้คือเหตุการณ์ประหลาดที่กำลังเกิดขึ้น ส่วนเบื้องหลังที่มาของมันนั้นเกินกว่าความเข้าใจของพวกเราทุกคน และนั่นเป็นเหตุให้ผมต้องเดินทางมาหาท่านในวันนี้

“เราตรวจพบการโคจรที่ผิดปกติของดวงจันทร์มาตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้มันกำลังเริ่มส่งผลกระทบกับสภาพอากาศของโลกแล้ว นักวิทยาศาสตร์ของเราไม่สามารถหาสาเหตุของความผิดปกติในครั้งนี้ได้…และเราก็ได้ยินเรื่องการสวดภาวนาของท่านกับเหล่าศิษย์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันนี้พอดี ผมจึงคิดว่าท่านอาจจะพอให้ความกระจ่างกับเราในเรื่องนี้ได้บ้าง”

ท่านมองหน้าผมก่อนที่จะพูดช้าๆ

“…จันทราเทวี…หรือดวงจันทร์ของพวกเจ้า…พระนางกำลังหวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังเดินทางมา และองค์สุริยะเทพก็ทรงอ่อนแรงลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน…”

ผมพยายามทำความเข้าใจในคำพูดของท่าน นี่อาจฟังดูเหมือนคำพูดไร้สาระสำหรับคนทั่วไปในอเมริกา และคนส่วนใหญ่ในโลก แต่จากประสบการณ์ในการทำงานทางด้านนี้ของผม สิ่งเหล่านี้มีความเป็นจริงมากพอๆ กับวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว

“ท่านหมายถึง…มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาที่โลก และมันส่งผลกระทบกับดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ใช่ไหมครับ”

“เปล่า…เป้าหมายของมันไม่ใช่โลก แต่เป็นจันทราเทวีต่างหาก มันไม่สนใจโลกหรอก…ตามปกติแล้วมันจะไม่กล้าทำถึงขนาดนี้ด้วยเกรงพลังของสุริยะเทพ”

ท่านเงยหน้าขึ้นคล้ายกับจะมองจ้องทะลุหลังคาไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยคล้อยต่ำลงมาในเวลาบ่ายเช่นนี้

“ทุกๆ ห้าร้อยปี สุริยะเทพจะแบ่งภาคลงมาจุติเป็นมนุษย์เพื่อเพิ่มพูนบารมี แต่ในครั้งนี้ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด หลังจากที่ส่วนหนึ่งของพระองค์ได้ลงมาจุติแล้วก็ไม่ยอมกลับคืนไปเสียที จึงทำให้พลังของพระองค์อ่อนแรงลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน”

ผมติดต่อหัวหน้าของผมเพื่อขอข้อมูลยืนยันจากทางนาซ่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ แน่นอนว่ามันเป็นการยืนยันด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และคำตอบที่ได้รับมาในตอนเย็นของวันนั้น ก็แทบจะเหมือนกับที่ท่านคุรุเทพได้เล่าให้ผมฟัง เพียงแต่การอธิบาย และคำที่ใช้เท่านั้นที่แตกต่างกัน

เกิดจุดดับขึ้นบนดวงอาทิตย์เป็นจำนวนมากอย่างไม่อาจอธิบายได้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมว่านั่นฟังดูคล้ายๆ กับการอ่อนแรงของสุริยะเทพที่ท่านบอก อีกทั้งยังมีการตรวจพบความผิดปกติของสนามแรงดึงดูดในอวกาศใกล้ๆ กับขอบของระบบสุริยะจักรวาล คล้ายกับมีบางสิ่งบางอย่างปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ควรจะมีอะไรทั้งสิ้น และที่สำคัญมันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาในระบบสุริยะของเราด้วย นั่นก็ฟังดูคุ้นๆ อีกเช่นกัน

สนามแรงดึงดูดที่ผิดปกตินี้ส่งผลกระทบบางอย่างคล้ายกับลูกคลื่นมาถึงวงโคจรของดวงจันทร์ ที่พวกเขาไม่พบมันก่อนหน้านี้ก็เพราะไม่มีใครรู้ว่าต้องมองหาอะไร และที่ไหน การค้นพบในครั้งนี้สร้างความหวังให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่จะหาคำอธิบาย หรือหนทางแก้ไขให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

หัวหน้าสั่งการให้ผมเดินหน้าต่อทันที ผมต้องร่วมมือกับท่านคุรุเทพเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด ผมรีบติดต่อขอเข้าพบกับท่านอีกครั้งในเย็นวันนั้น

“เราต้องทำอย่างไรครับท่าน”

“…ข้า…ก็ไม่แน่ใจนัก ว่าเราจะทำอะไรได้อีกนอกจากการสวดภาวนา”

“ท่านบอกว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะองค์สุริยะเทพอ่อนแรงลงใช่ไหมครับ”

“ถูกแล้ว หากพระองค์ยังทรงมีกำลังเช่นเดิม มันก็ไม่กล้ากระทำการเช่นนี้หรอก”

“เรามีหนทางที่จะทำให้สุริยะเทพฟื้นฟูกำลังขึ้นได้ไหมครับ”

ในใจของผมกำลังนึกไปถึงปฏิกิริยาที่เป็นที่มาของพลังงานของดวงอาทิตย์ ซึ่งก็คือปฏิกิริยานิวเคลียร์นั่นเอง มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนกันนะที่เราจะสามารถเร่งปฏิกิริยานิวเคลียร์ของดวงอาทิตย์ให้เพิ่มขึ้นจากเดิม ผมอาจจะต้องขอข้อมูลไปยังนาซ่าอีกครั้ง

ท่านยิ้มพร้อมกับคำตอบ แต่ความคิดของท่านนั้นต่างจากของผมอย่างสิ้นเชิง

“เราอาจจะทำอะไรได้บ้าง แต่เจ้าคงต้องช่วยข้าหน่อย”

“เรื่องอะไรครับ”

“ซีไอเออย่างพวกเจ้ามีความสามารถที่จะหาคนๆหนึ่งว่าอยู่ที่ไหนในโลกจากวัน เดือน ปีเกิดได้ไหม”

“…อะไรนะครับท่าน”

“ถ้ามีวันเดือนปีเกิด พวกเจ้าจะหาได้ไหมว่าคนคนนั้นตอนนี้อยู่ที่ไหน”

“นั่นเป็นไปไม่ได้หรอกครับท่าน…แม้แต่หน่วยที่สิบสามก็ทำแบบนั้นไม่ได้ แต่ละวันมีคนเกิดตั้งมากมายบนโลก ข้อมูลเหล่านั้นบางที่ก็ไม่ได้เชื่อมต่อกับฐานข้อมูล และมีข้อมูลอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่เคยได้รับการบันทึกเอาไว้เลยด้วยซ้ำ”

“ถ้าข้าสามารถจำกัดพื้นที่ให้แคบลงได้ล่ะ”

“…ถ้าโชคดีเป็นพื้นที่ของประเทศที่มีการทำระบบฐานข้อมูลแล้วก็อาจจะเป็นไปได้ แต่โอกาสก็ยังน้อยอยู่ดี”

“งั้นเรามาลองดูกันดีกว่า”

“…ผมไม่เข้าใจ ท่านตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ครับ”

“ข้าจะตามหาร่างแบ่งภาคที่มาจุติของสุริยะเทพ แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น”

ท่านใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์บางอย่างที่ดูเหมือนจะถูกเขียนขึ้นมาเพื่อการใช้งานแบบนี้โดยเฉพาะ หน้าตาของโปรแกรมนั้นดูดีทีเดียว พอเห็นผมทำท่าทางสนใจท่านจึงรีบอธิบาย

“นี่เป็นโปรแกรมที่ลูกศิษย์คนหนึ่งของข้าเขียนให้ โดยอาศัยข้อมูลจากตำราโบราณที่เก็บรวมรวมไว้ ร่วมกับฐานข้อมูลทางดาราศาสตร์ในปัจจุบัน”

“ฝีมือดีทีเดียวนะครับ”

“แน่นอน เจ้าเองก็รู้ไม่ใช่หรือว่านักเขียนโปรแกรมชาวอินเดียนั้นเก่งขนาดไหน เพราะพวกเจ้าเองก็ได้อาศัยฝีมือของคนเหล่านี้เหมือนกัน”

เมื่อมองจากภายนอกท่านคุรุเทพนั้นเหมือนกับจะเป็นคนรุ่นเก่า แต่ท่านกลับใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องแคล่วเลยทีเดียว ท่านตรวจสอบตัวเลข ตาราง และเส้นกราฟต่างๆ ก่อนที่จะหยิบเศษกระดาษแผ่นหนึ่งพร้อมกับจดวันที่ชุดหนึ่ง พร้อมพิกัดที่ตั้งลงไปแล้วยื่นส่งให้ผม

“ข้ารู้จักพิกัดนั้นว่ามันคือที่ไหน”

ผมมองดูตัวเลขพิกัดเหล่านั้น ผมเองก็คุ้นเคยกับมันเช่นกัน เพราะผมเคยแวะไปเที่ยวมาหลายครั้งแล้ว

“ดูเหมือนเราจะพอมีโชคอยู่บ้าง”

ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เมืองหลวงของประเทศแห่งนี้ คงมีฐานข้อมูลให้เราค้นหาได้อยู่ ถึงแม้คืนนั้นจะต้องเสียเวลาในการติดต่อกับทางรัฐบาลของประเทศนั้นอยู่บ้าง แต่ในที่สุดเราก็ได้ผลลัพท์ที่เราต้องการ และนับเป็นโชคของเราอีกครั้ง ที่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตรงกับการค้นหาของเรา

ก่อนรุ่งเช้าผมก็บินออกจากอินเดียพร้อมกับท่านคุรุเทพไปยังจุดหมายปลายทางของเรา กรุงเทพ ประเทศไทย

#####

“ชั้น…เก้า…ค่ะ”

เสียงประกาศของผู้หญิงที่ถูกบันทึกเอาไว้ดังขึ้น ประตูลิฟท์เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ พวกเราทยอยกันเดินออกมาสู่ทางเดินเงียบๆ ตำรวจไทยทั้งสองพยายามมองหาป้ายบอกทางว่าพวกเราควรจะเดินไปทางซ้าย หรือทางขวา

คุรุเทพสะกิดผมพร้อมกับชี้มือไปทางขวา สายตาของท่านจ้องตรงไปที่ประตูห้องๆ หนึ่งที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก สีหน้าท่าทางของท่านบ่งบอกว่าท่านคงมองเห็นอะไรบางอย่าง อะไรที่ผม และคนทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้

ตำรวจทั้งสองพึ่งได้คำตอบเช่นเดียวกัน พวกเขาเริ่มเดินไปทางขวาพร้อมกับมองดูหมายเลขห้องบนประตูไปเรื่อยๆ แต่ทั้งผมและ คุรุเทพต่างรู้อยู่แล้วว่าห้องที่เป็นจุดหมายของเรานั้นคือห้องไหน

“…ข้าไม่เคยเห็นแสงแบบนี้มาก่อนเลย…มันช่างเจิดจ้า…สดใส…นี่ขนาดข้าเห็นเพียงส่วนที่ลอดผ่านช่องประตูออกมาเท่านั้นนะ โอ…ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้เห็นองค์เทพด้วยตาของข้าเอง”

ท่านกระซิบบอกผมในขณะที่เรากำลังเดินใกล้ประตูห้องนั้นเข้าไปเรื่อยๆ ตำรวจไทยทั้งสองพาพวกเรามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง ตัวเลข 906 สีทองปรากฏเด่นอยู่ตรงหน้าประตู มีพยาบาลคนหนึ่งเดินออกมาจากทางแยกที่อยู่ถัดไป เธอเหลียวมองพวกเราก่อนที่จะเดินย้อนกลับไปทางเดิม เธอคงได้ข้อมูลเกี่ยวกับการมาถึงของพวกเรามาก่อนแล้ว

“จะเอายังไงต่อครับ…ให้พวกผมเป็นคนเข้าไปติดต่อก่อนดีไหม”

ตำรวจหนุ่มถาม ผมยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า ผมมีแผนอยู่ในใจแล้ว และการมีตำรวจไทยทั้งสองคนนี้อยู่ภายในห้องด้วยอาจจะทำให้เกิดข้อติดขัดขึ้นได้

“พวกผมจะเข้าไปกันเอง…แต่ต้องรบกวนให้พวกคุณคอยอยู่ข้างหน้าห้องนี้ด้วย อย่าให้ใครเข้าไปในห้องเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น”

พอพูดจบผมก็ยกมือขึ้นเคาะพร้อมกับผลักประตูเข้าไป คุรุเทพรีบเดินตามผมเข้าไปอย่างไม่รอช้า ตำรวจไทยทั้งสองนายต่างแยกย้ายกันยืนอยู่สองฟากข้างประตู ตำรวจหนุ่มคิดขึ้นในใจว่า

‘…ทั้งหมดนี่มันเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย’

ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องคุรุเทพไม่ยอมละสายตาออกจากร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเลย ในตอนแรกท่านแทบจะเดินตรงไปหาร่างๆ นั้นทันที แต่ผมรีบสะกิดท่านเอาไว้ ภายในห้องยังมีชายอีกคนหนึ่งที่กำลังนั่งกินอาหารอยู่ เขาคงเป็นสนธยาลูกชายของอาทิตย์นั่นเอง

ใบหน้าของเขาแสดงความแปลกใจไม่ใช่น้อยที่อยู่ๆ ก็มีชาวต่างชาติสองคนเดินเข้ามาภายในห้อง ผมเริ่มต้นทำตามแผนทันที และหวังว่าคุรุเทพคงจะไม่ทำอะไรผิดพลาดออกไป

“สวัสดีครับ ผมหมอเจฟ ส่วนนี่…”

ผมผายมือไปทางคุรุเทพ

“…หมอ…คุรุนัน พวกผมเป็นหมอใหม่ที่มาตรวจอาการคุณพ่อของคุณครับ”

พวกเราตกลงกันไว้ว่าจะไม่ใช้ชื่อคุรุเทพ เพราะมันฟังดูน่าสงสัยจนเกินไป มีโอกาสที่เขาอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตัวท่านมาก่อนก็เป็นได้

ตอนแรกเขาดูจะแปลกใจกับภาษาไทยที่ชัดเจนของผม แต่เขาก็รีบลุกขึ้นพร้อมทั้งยื่นมือออกมาจับทักทายทันที

“สวัสดีครับคุณหมอ…”

พอจับมือผมเสร็จเขาก็หันไปหาคุรุเทพ แต่ท่านกลับเอาแต่มองไปที่เตียงจนผมต้องสะกิดท่านอีกครั้ง ท่านจึงหันมาพร้อมกับจับมือกับเขาอย่างเงอะงะ

“…ขอโทษด้วยนะครับ แต่ไม่มีใครแจ้งผมมาก่อนเลยว่าจะมีพวกคุณหมอแวะมาเช้านี้”

“ครับ…พอดีทางโรงพยาบาลพึ่งแจ้งพวกผมมาเหมือนกันว่ามีการรับคุณพ่อของคุณเอาไว้ คุณหมอคุรุนันท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้พอดี พวกผมจึงรีบมาทันทีเลยครับ”

“จริงหรือครับคุณหมอ”

เขาหันไปหาคุรุเทพ แต่ท่านไม่สนใจเขาเลย

“…คุณหมอคุรุนันท่านพูดภาษาไทยไม่ได้น่ะครับ”

ผมรีบอธิบายกลบเกลื่อนเขาจึงทำท่าเข้าใจ จากนั้นผมก็เริ่มซักถามข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ เพื่อให้การโกหกดูแนบเนียนมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายผมก็วกมาเข้าเรื่องทันที

“ขอผมกับคุณหมอคุรุนันตรวจร่างกายคุณพ่อของคุณหน่อยนะครับ”

“เชิญเลยครับ”

พวกเราทั้งสามคนเดินตรงไปที่เตียง คุรุเทพมีท่าทางลังเลในตอนแรก ท่านเริ่มต้นด้วยการจับที่เท้าทั้งสองของร่างที่นอนอยู่ก่อนเพื่อเป็นการแสดงคารวะเท่าที่ท่านจะทำได้ หากไม่มีสนธยาอยู่ด้วยผมสงสัยว่าท่านอาจจะก้มลงกราบเลยก็เป็นได้ จากนั้นท่านก็เริ่มยื่นมือออกไปเหนือร่างนั้นพร้อมกับหยุดยืนนิ่ง

“…คุณหมอกำลังทำอะไรอยู่น่ะครับ”

ผมรู้ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ แต่หากบอกความจริงกับเขาไปคงได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นแน่ ระหว่างการเดินทางมายังที่นี่ พวกเราได้รับทราบสถานการณ์คร่าวๆ ทั้งหมดนี้ก่อนแล้ว ผมจึงกำหนดแผนนี้ขึ้นมา ซึ่งในตอนแรกคุรุเทพไม่เห็นด้วยกับความคิดของผม แต่ในที่สุดเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นอีกท่านจึงต้องยอมตกลงในที่สุด แต่ผมก็ยังคงไม่วางใจอยู่ดีเพราะท่านอาจจะเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาเมื่อไรก็ได้

พลังในการรักษาของคุรุเทพนั้นแบ่งออกได้เป็นสองส่วน หนึ่งคือการที่ท่านสามารถมองเห็นกระแสพลังออร่าที่ไหวเวียนอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้ อาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายจะรบกวนการไหลเวียนนี้ให้ผิดปกติไปจากเดิม สิ่งมีชีวิตทุกชนิดนั้นต่างมีพลังออร่าไหลเวียนอยู่ทั้งสิ้น แม้แต่ต้นไม้ก็มีอยู่เช่นกัน แต่ของมนุษย์นั้นมีความเข้มข้น และซับซ้อนมากที่สุด

การไหลเวียนของออร่านี้มีการกล่าวถึงไว้ในตำราโบราณในหลากหลายท้องที่บนโลกนี้ และวิธีการตรวจก็มีหลายหลากแตกต่างกัน ความสามารถในการมองเห็นของคุรุเทพนี้เป็นแบบที่พิเศษที่สุด

ส่วนที่สองคือท่านมีความสามารถที่จะใช้ออร่าของตนเข้าไปปรับเปลี่ยนกระแสออร่าของคนอื่นได้ หากการไหลเวียนที่ผิดปกตินี้ถูกกระตุ้นให้คืนสู่สภาวะดั้งเดิม ร่างกายของคนคนนั้นก็จะเกิดการตอบสนองด้วยการรักษาอาการเจ็บป่วยของตนเองให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ

นั่นก็คือจริงๆ แล้วท่านไม่ได้ใช้พลังไปรักษาโรคให้กับผู้อื่น แต่สิ่งที่ท่านทำคือการกระตุ้นให้ร่างกายของคนคนนั้นเกิดการรักษาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว นั่นเป็นส่วนหนึ่งของผลการศึกษาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หัวหน้าของผมไม่ค่อยสบายใจนัก

“…ท่านกำลังทำสมาธิอยู่น่ะครับ ถึงแม้ว่าท่านจะศึกษาการแพทย์สมัยใหม่มา แต่ท่านก็มีความสนใจในศาสตร์โบราณเช่นกัน…ท่านมักจะทำสมาธิไปพร้อมกับตรวจคนไข้ไปด้วยน่ะครับ”

ผมพูดโกหกออกไปอย่างแนบเนียน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความสามารถของผมที่มีประโยชน์ในการทำงานด้านนี้เช่นกัน ท่าทางของเขาดูเหมือนจะเชื่อคำพูดของผมเสียด้วย ตามข้อมูลที่ผมได้รับมานั้น คนในประเทศนี้ส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อถือในเรื่องศาสตร์โบราณพวกนี้เช่นกัน บางคนก็มีมากจนออกจะเป็นความงมงายเลยด้วยซ้ำ

ดูเหมือนครั้งนี้คุรุเทพจะใช้เวลามากกว่าทุกครั้ง ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้นมีออร่าที่ซับซ้อนมากกว่าคนปกติทั่วๆ ไป หรือเป็นเพราะท่านเกิดการลังเลใจขึ้นมา แต่ผมคิดว่าคงเป็นข้อแรกมากกว่า

จากคำบอกเล่าของคุรุเทพที่สามารถมองเห็นออร่าลอดผ่านประตูออกมาได้ตั้งแต่แรกนั้นฟังดูเหลือเชื่อ เพราะตามปกติแล้วออร่าของคนจะเพียงแค่เรืองรองอยู่รอบๆ ร่างเท่านั้น หากเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกฝน หรือมีความสามารถก็จะมีออร่าที่เรืองรองมากกว่าคนทั่วๆ ไป แต่การที่ออร่าสามารถส่องลอดประตูออกมาภายนอกห้องได้นั้น ผมยังไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ก็ไม่แน่ว่าเหล่าศาสดาในสมัยโบราณนั้นอาจจะมีก็เป็นได้

สนธยาหันไปมองโทรทัศน์ที่เขาเปิดทิ้งเอาไว้พร้อมกับชี้ให้ผมดู

“ดูเหมือนจะเริ่มแล้วล่ะครับ”

ผมหันไปมองภาพบนจอ มีดวงไฟกลมๆ กำลังลอยอยู่ตรงกลางภาพ ผมเงี่ยหูพยายามฟังเสียงของผู้บรรยาย แต่เสียงนั้นเบามากจนผมฟังไม่รู้เรื่อง

“…อะไรหรือครับนั่น”

“สุริยุปราคาน่ะครับ เต็มดวงเสียด้วยคราวนี้”

ผมเริ่มเข้าใจความหมายของภาพบนจอ เงาดำเล็กๆ เริ่มปรากฏขึ้นที่ขอบของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์กำลังจะโคจรผ่านมาอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ และจุดเล็กๆ บนโลกที่เงาของดวงจันทร์จะพาดผ่านในคราวนี้ก็เป็นที่ตั้งของกรุงเทพพอดี

สีหน้าของคุรุเทพเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนท่านกำลังตื่นตกใจกับอะไรบางอย่าง ผมรีบถามท่านทันที แน่นอนด้วยภาษาท้องถิ่นของท่าน ผมไม่มั่นใจที่จะใช้ภาษาอังกฤษ มีความเป็นไปได้ที่สนธยาคนนี้อาจจะสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

“ออร่าขององค์เทพ…กำลังค่อยๆ หดหายไปอย่างช้าๆ ผมไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย”

สนธยาพยายามฟังสิ่งที่พวกเรากำลังพูดคุยกัน ท่าทางที่ตกอกตกใจของคุรุเทพคงทำให้เขารู้สึกใจคอไม่ดี เขาคงคิดว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับพ่อของเขา แต่เขาก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเราพูดคุยกันอยู่

“มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณหมอคุรุนันท่านพูดอะไรหรือครับ…อาการของคุณพ่อเป็นยังไงบ้างครับ”

“…ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกครับ…ขอผมคุยกับคุณหมอท่านอีกสักครู่นะครับ แล้วผมจะอธิบายให้คุณฟังอีกที”

เขาพยักหน้าทำท่าเข้าใจ

“ตอนนี้ออร่าของท่าน…มันต่างกับในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

ผมคิดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่บนจอโทรทัศน์ จึงรีบเล่าให้คุรุเทพฟังทันที ท่านมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอ เงาดำค่อยๆ กินลึกเข้ามาเรื่อยๆ จนตอนนี้เข้ามาถึงครึ่งดวงแล้ว ท่านหันกลับไปมองดูร่างที่นอนอยู่บนเตียงอีกครั้ง

“ข้าเข้าใจแล้ว…เป็นอย่างที่เจ้าคิดจริงๆ เจฟ สุริยคราสทำให้ร่างแบ่งภาคขององค์สุริยะเทพอ่อนแรงลง เมื่อคราสเต็มดวงออร่าของท่านก็คงจะไม่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเลย”

ผมหยุดคิดนิดหนึ่ง มีอะไรบางอย่างที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้จากเหตุการณ์นี้

“นี่เป็นโอกาสของเราแล้ว หากออร่าขององค์เทพไม่แตกต่างจากคนทั่วไป ก็หมายความว่าท่านสามารถที่จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยได้อย่างรวดเร็วใช่ไหมครับ”

คุรุเทพพยักหน้าเห็นด้วยช้าๆ มีท่าทางลังเลปรากฏขึ้นให้เห็นในสีหน้าของท่าน ผมหวังว่าท่านคงจะไม่มาเปลี่ยนใจเอาในนาทีสุดท้ายแบบนี้

สนธยาสำรวจดูร่างของพ่อที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แต่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้สังเกตุเห็นได้ ในสายตาของเขาพ่อยังคงดูเหมือนเดิม เหมือนกับเมื่อหลายวันที่ผ่านมา เครื่องมือต่างๆ ก็ยังคงทำงานไปตามปกติ ไม่มีเสียงเตือนหรือสิ่งผิดปกติใดๆ ปรากฏให้เห็น

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ…คุณหมอคุรุนันเพียงแต่สงสัยอะไรนิดหน่อย อีกสักครู่เมื่อเราตรวจอาการคุณพ่อของคุณเรียบร้อย คุณหมอคงต้องไปปรึกษากับคุณหมอท่านอื่นๆ เพิ่มอีกน่ะครับ ท่าทางกรณีนี้จะมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด”

“ครับ คุณหมอท่านอื่นๆ ที่ผมไปปรึกษาด้วยก็พูดแบบนี้เหมือนกัน…แต่ผมก็ยังไม่ยอมหมดหวังง่ายๆ การแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้าไปมาก และผมก็เชื่อมั่นในความก้าวหน้านี้”

ผมคิดว่านี่เป็นความคิดของคนส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ ความก้าวหน้าของวิทยาการต่างๆ พาเราให้ก้าวไปไกลในหลายๆ ด้าน แต่มันก็มีผลเสียอยู่เช่นกัน มันนำเราให้ออกห่างจากจิตวิญญาณของเราเองไปเรื่อยๆ การมีชีวิตอยู่คืออะไรกันแน่ หรือเพียงแค่มีชีวิตอยู่ให้นานที่สุดก็เพียงพอแล้ว

เงาดำค่อยๆ กินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็บดบังดวงอาทิตย์ไว้จนหมด ขอบสีแดงจางๆ ที่ปรากฏให้เห็นได้รอบๆ เงาดำนั้น คือเปลวไฟที่เกิดจากการลุกไหม้บนพื้นผิวของดวงอาทิตย์นั่นเอง ซึ่งตามปกติแล้วเราจะไม่สามารถมองเห็นได้เลย

“…ได้เวลาแล้วครับ”

ผมหันไปกล่าวกับคุรุเทพ ท่านพยักหน้าช้าๆ พร้อมกับยื่นมือออกไปอีกครั้ง ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง ผมหวังว่าคราวนี้ทุกอย่างคงจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นผมก็รู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง ดูเหมือนห้องทั้งห้องจะมืดสลัวลงอย่างฉับพลัน หรือจะเป็นเพราะผลกระทบจากปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบนท้องฟ้า แต่มันก็ไม่น่าจะมีผลกับห้องที่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าแบบนี้ได้ คุรุเทพเองก็มีท่าทางตกใจเหมือนกัน ท่านรีบหันมองไปรอบห้อง

“มีอะไรหรือครับ…”

ผมพูดได้แค่นั้นแล้วจู่ๆ ห้องทั้งห้องก็มืดมิดไปในทันที ผมมองไม่เห็นอะไรอีกเลยนอกจากความดำมืดที่ทอดยาวออกไปในทุกทิศทุกทาง ทุกอย่างในโลกนี้พลันสูญหายไปจนหมดสิ้น ผมยืนตัวสั่นพูดอะไรไม่ออก ผมไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อนเลย ผมหวาดกลัวในความไม่มีอะไรเลย หรือนี่จะเป็น ‘ความตาย’ ที่ทุกคนหวาดกลัวกัน

คุรุเทพเองก็ถูกความมืดประหลาดนี้เข้าครอบงำเช่นกัน แต่ท่านยังคงมองเห็นออร่าของคนที่อยู่ภายในห้อง ออร่าของสุริยะเทพที่นอนอยู่บนเตียง ออร่าของเจฟ กับสนธยาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ซึ่งท่านเห็นว่ามันกำลังค่อยๆ สลัวลงเรื่อยๆ และท่านก็ได้พบกับออร่าประหลาดที่ปรากฏขึ้นใกล้ๆ กับร่างของคนทั้งสอง

มันเป็นออร่าในรูปแบบที่ท่านไม่เคยพบเห็นมาก่อน ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือมันมีลักษณะตรงกันข้ามกับทุกสิ่งที่ท่านเคยเห็นมา และมันกำลังค่อยๆ เคลื่อนที่ใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ ท่านยื่นมือออกไปข้างหน้าเพื่อป้องกันตัวเอง แล้วท่านก็ได้เห็นเส้นสายของออร่าของท่านค่อยๆ กระจายออกจากมืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พวกมันค่อยๆ ลอยออกไปสู่เงาออร่านั้น

เมื่อออร่าของท่านสัมผัสกับออร่าประหลาดนั้นพวกมันก็ถูกกลืนหายไปในทันที ออร่าประหลาดนั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับออร่าของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล และมันยังมีพลังในการดึงดูดออร่าที่อยู่รอบๆ เข้าไปด้วย ท่านรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากออร่าของสิ่งมีชีวิตถูกดูดไปจนหมด ชีวิตของสิ่งนั้นก็จะสูญสลายไปด้วยเช่นกัน

คุรุเทพรู้แล้วว่าท่านกำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งใด

‘ราหู’

มันคือสิ่งที่กำลังคุกคามต่อจันทราเทวีนั่นเอง ตามปกติแล้วมันจะเกรงกลัวต่อองค์สุริยะเทพ และไม่กล้าทำอะไรอุกอาจมากถึงเพียงนี้ แต่คราวนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ยอมปล่อยโอกาสที่หายากนี้ให้หลุดมือไป หากมันสามารถเข้ามา ‘กิน’ จันทราเทวีได้สำเร็จ ความหายนะขั้นรุนแรงจะบังเกิดขึ้นแก่โลกอย่างแน่นอน

เงาดำนั้นเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และท่านไม่สามารถทำอะไรได้แล้วในตอนนี้

#####

มนัสยืนกระสับกระส่ายอยู่ที่หน้าประตู จนมานพต้องออกปากถาม

“เป็นอะไรหรือเปล่าพี่”

“ไม่รู้สิ…พี่รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้”

“ไม่สบายหรือเปล่าพี่ เสร็จงานแล้วแวะหาหมอหน่อยไหม ยังไงเราก็อยู่ในโรงพยาบาลกันอยู่แล้ว”

“…มันไม่ใช่ไม่สบายแบบนั้น…พี่เองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน”

ทั้งสองคนยังคงยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูตามที่เจ้าหน้าที่ซีไอเอคนนั้นบอก พวกเขาไม่รู้รายระเอียดในเรื่องที่กำลังทำอยู่นี้เลย มีเพียงคำสั่งลงมาว่าต้องให้ความสะดวกกับเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนนั้นในทุกๆ กรณี มนัสคิดว่ามีฝรั่งเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอจริงๆ ส่วนชายแก่ชาวอินเดียอีกคนหนึ่งนั้นดูไม่น่าจะใช่เลย

ทั้งสองคนหายเข้าไปในห้องมาพักหนึ่งแล้ว และพวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องยืนอยู่แบบนี้อีกนานแค่ไหน มีพยาบาลคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขาทั้งสอง มานพยิ้มกว้างพร้อมกับมองดูพยาบาลสาวหน้าตาน่ารักคนนั้น

“ขอเข้าไปในห้องหน่อยนะคะ”

พยาบาลคนนั้นก็ส่งยิ้มให้กับมานพ มนัสรีบตอบอย่างเป็นงานเป็นการทันที

“ขอโทษด้วยนะครับ มีเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ หากไม่ใช่เรื่องด่วนกรุณารอก่อนได้ไหมครับ”

พยาบาลสาวหุบยิ้มทันทีพร้อมกับหันไปจ้องหน้ามนัส มานพจึงรีบพูดขึ้น

“…ต้องขอโทษด้วยนะครับ ถ้าเสร็จเรื่องแล้วผมจะรีบไปบอกทันทีเลยนะครับ…เอ่อ…คุณ…”

“…จุ๋มค่ะ”

มานพยิ้มกว้างอีกครั้ง

“ครับคุณจุ๋มนะครับ ผมชื่อมานพ เรียกผมว่านพก็ได้ครับ”

พยาบาลสาวเดินย้อนกลับไปทางเดิมโดยมีสายตาของมานพมองตามไปตลอดทาง มนัสได้แต่ยืนส่ายหน้า แต่ในตอนนั้นเองที่ความรู้สึกไม่ปกติของเขาเพิ่มมากขึ้นอย่างรุนแรง เขาหันกลับไปมองที่ประตูด้วยความกังวล

“มีอะไรหรือเปล่าพี่”

มานพที่เห็นท่าทางของเขารีบถามขึ้น

“ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นข้างในนั้นแน่ๆ…ขอพี่เปิดเข้าไปดูหน่อยนะ”

“แต่เขาบอกว่าอย่าให้ใครเข้าไป…”

“ก็ไม่ได้จะเข้าไป แค่ขอแง้มดูนิดเดียวเท่านั้นเอง”

มนัสค่อยๆ แง้มประตูออกนิดหนึ่ง แต่ภายในห้องกลับมืดมากจนเขามองอะไรไม่เห็น มานพเองก็ชะเง้อคอมองแต่ก็ไม่เห็นอะไรเหมือนกัน มนัสจึงตัดสินใจที่จะเปิดประตูให้กว้างออก และในตอนนั้นเองที่ความมืดที่อยู่ภายในห้องก็เริ่มไหลออกมาสู่ภายนอก มนัสมองดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ความมืดไหลออกมาท่วมผ่านตัวเขาไป และเมื่อเขามองตรงเข้าไป สิ่งที่เห็นอยู่ภายในห้องคือเงาร่างสีดำที่น่ากลัวร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่ต่อหน้าชายชาวอินเดียคนนั้น

มนัสทำสิ่งเดียวที่เขานึกออกได้ในตอนนั้นทันที

#####

คุรุเทพที่กำลังจะหมดสติ มองเห็นแสงสว่างที่เจิดจ้าส่องผ่านประตูห้องเข้ามาปะทะเข้ากับออร่ามืดร่างนั้น พลังของมันพลันสั่นไหวแล้วอ่อนแรงลง ร่างของท่านจึงกลับเป็นอิสระอีกครั้ง

ท่านตัดสินใจหันกลับไปหาร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง นี่เป็นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของทุกคนเท่าที่ท่านพอจะนึกออก ท่านรีบยื่นมือออกไปข้างหน้าพร้อมกับทำสิ่งที่ท่านไม่เคยคิดที่จะทำมาก่อนเลยในชีวิต

จากการค้นคว้ากับหน่วยที่สิบสามในครั้งนั้นได้เปิดเผยอีกด้านหนึ่งของพลังของท่านออกมา ในเมื่อท่านสามารถใช้ออร่ากระตุ้นให้ออร่าของผู้อื่นกลับคืนสู่สภาวะดั้งเดิมได้ ในทางกลับกันท่านก็สามารถที่จะใช้ออร่าของท่านรบกวนออร่าของผู้อื่นให้เกิดความผิดปกติขึ้นได้เช่นกัน เมื่อกล่าวถึงที่สุดก็คือ หากท่านรบกวนออร่าของผู้อื่นจนถึงจุดวิกฤต ท่านก็สามารถฆ่าคนผู้นั้นได้

ร่างที่นอนอยู่บนเตียงกระตุกขึ้นสองครั้ง ก่อนที่อุปกรณ์ต่างๆ จะพากันส่งเสียงร้องเตือนออกมาอย่างบ้าคลั่ง แต่ท่านรู้ดีว่าทุกอย่างนั้นสายเกินไปเสียแล้ว ไม่มีหมอ หรือเครื่องมือใดๆ ในโลกนี้ที่จะสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้อีกแล้ว ร่างแบ่งภาคขององค์สุริยะเทพได้ตายไปแล้ว

ภาพบนจอทีวีแสดงให้เห็นการระเบิดบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์อย่างรุนแรงหลายครั้ง เปลวไฟที่มองเห็นอยู่รอบๆ เงามืดสีดำส่องสว่างเรืองรองขึ้นอย่างเจิดจ้า เงามืดที่ซ้อนทับอยู่หน้าดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านจากไป ซึ่งในครั้งนี้มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ตรวจพบว่า การเคลื่อนตัวออกนี้เกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่ได้มีการคำนวณเอาไว้

บรรยากาศในห้องพลันกลับคืนสู่สภาวปกติ สนธยารีบวิ่งเข้าไปหาคุณพ่อที่นอนอยู่บนเตียงพร้อมกับกดออดเรียกพยาบาล ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่จำเป็นเลย เพราะพยาบาลเหล่านั้นต่างกำลังพากันวิ่งมาที่ห้องนี้อยู่แล้ว

ผมไม่แน่ใจว่าในระหว่างที่กำลังเกิดเรื่องทั้งหมดนี้กับพวกเรา จะเกิดอะไรขึ้นกับสนธยาบ้างหรือไม่ เพราะดูเหมือนเขาจะไม่รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นเหมือนกับคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย

คุรุเทพพาผมเดินออกมาหาตำรวจไทยอีกสองคนที่ยืนรออยู่ ทั้งสองคนต่างพากันซักถามผมว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องอะไรกันแน่ ผมก็ได้แต่ตอบพวกเขาไปด้วยคำตอบมาตรฐานว่ามันเป็น ‘ความลับของซีไอเอ’

คุรุเทพให้ผมสอบถามตำรวจไทยสองคนนั้นว่าใครเป็นคนที่เปิดประตูเข้ามา ซึ่งคนที่แก่กว่ายอมรับว่าเขาเป็นคนเปิดเข้าไปเอง เขาบอกว่าเขารู้สึกแปลกๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจึงตัดสินใจเปิดประตูออกดู และหากสิ่งที่เขาทำส่งผลต่อการปฏิบัติงานในครั้งนี้เขาก็พร้อมที่จะรับโทษ

คุรุเทพยิ้มพร้อมกับให้ผมบอกเขาว่าท่านแค่อยากจะรู้ว่าหลังจากที่เปิดประตูแล้วเขาได้ทำอะไรบางอย่าง ท่านอยากรู้ว่าเขาทำอะไร

“ตอนนั้นผมกำลังตกใจมาก สิ่งเดียวที่ผมนึกออกก็คือ…การสวดมนต์…ผมจึงเริ่มสวดมนต์เหมือนกับที่เคยสวดก่อนนอนทุกคืน”

คุรุเทพทำท่าสนใจพร้อมกับบอกให้ผมขอให้เขาสวดมนต์เหมือนกับในตอนนั้นอีกครั้ง ในรอบแรกเขาสวดมนต์อย่างเคอะเขิน ท่านจึงให้เขาลองสวดดูใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาหลับตาลงแล้วจึงค่อยเริ่มสวดมนต์ เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งคุรุเทพก็ฉีกยิ้มกว้างออกมา

ท่านอธิบายให้ผมฟังว่า ในชั่วขณะหนึ่งนั้นท่านได้เห็นออร่าของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มันเปล่งแสงเจิดจ้าออกมาแต่ก็เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น การสวดมนต์ที่ดูเหมือนเป็นสิ่งธรรมดานี้ได้ทำให้จิตของเขาเข้าสู่สมาธิได้ชั่วขณะหนึ่ง และนั่นคือแสงที่ช่วยชีวิตทุกคนเอาไว้ในตอนนั้นนั่นเอง

ผมส่งข้อมูลสรุปทั้งหมดกลับไปให้หัวหน้า ภารกิจในครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง แต่ในตอนนั้นเองก็มีข้อความจากหัวหน้าส่งกลับมา ผมอ่านข้อความทบทวนไปมาสองรอบก่อนที่จะหันไปหาคุรุเทพ

“ท่านครับ ท่านพอจะตอบคำถามจากหัวหน้าของผมได้ไหมครับ”

คุรุเทพแสดงท่าทีสนใจ

“เขาอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ”

“ท่านจำได้ไหมครับ ในตอนแรกที่ท่านบอกว่ามีสิ่งหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาในระบบสุริยะของเรา”

“ใช่ ตอนนี้มันคงจากไปแล้ว เมื่อองค์สุริยะเทพทรงมีพละกำลังสมบูรณ์ดังเดิม มันก็ไม่กล้าทำอะไรอุกอาจเช่นนั้นอีกแล้ว”

“ครับ ทางนาซ่าแจ้งว่าเกิดการระเบิดที่พื้นผิวดวงอาทิตย์ติดต่อกันหลายครั้งในช่วงที่กำลังเกิดสุริยุปราคา ส่งผลให้ระดับพลังงานของดวงอาทิตย์กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง และสิ่งที่ทำให้เกิดสนามแรงโน้มถ่วงที่ผิดปกติก็หายไปด้วยในตอนนั้น พวกเขาเลยยังไม่ทันได้รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ท่านพอจะบอกได้ไหมครับ”

“ได้สิมันก็คือราหูนั่นเอง”

“ครับแล้วราหูมันเป็น…ท่านรู้ไหมครับว่าในทางดาราศาสตร์แล้วมันเป็นอะไร”

“มันก็คือ…หลุมดำ ยังไงล่ะ มันมีปากที่สามารถกลืนกินทุกสิ่งเข้าไปได้ แม้แต่แสงที่มีความเร็วสูงสุดก็ยังไม่อาจหลุดรอดออกมาได้เลย”

ผมมองหน้าท่านอย่างไม่เชื่อ

“…ท่านกำลังบอกว่า มีหลุมดำเคลื่อนเข้ามาในระบบสุริยะของเราอย่างนั้นหรือครับ”

“ใช่และหากเราทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ มันก็คงได้ตัวองค์จันทราเทวีไปแน่…รวมทั้งโลกของเราเป็นของแถมไปด้วย”

มิติไร้กาล : วรากิจ

            เสียงครางประหลาดดังอยู่เหนือรถยนต์คันใหม่เอี่ยมของ ‘เจส’ นักธุรกิจหนุ่มซึ่งเขากำลังขับไปตามเส้นทางแสนเปลี่ยวและรกร้างสายหนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโก  เขาเริ่มได้ยินเสียงนั้นตั้งแต่เข้าเขตเมืองรอสเวลและดูเหมือนว่าเสียงประหลาดนั้นกำลังตามเขามาตลอดทางจนกระทั่งถึงผืนแผ่นดินอันเวิ้งว้างแห่งหนึ่ง  เขาสังเกตเห็นแสงสว่างเจิดจ้าดวงหนึ่งลอยอยู่สูงจากรถยนต์ของเขาไม่มากนัก 

Read More »

นักเดินทางท่องเวลา

“5… 4… 3… 2… 1″
ผลแอ๊ปเปิ้ลเบื้องหน้าหายวับไปกับตา
ไม่ถือเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย เสียงปรบมือกึกก้องในบัดดล
สุพจน์ ผู้ประกาศขั้นตอนการปฏิบัติงาน อดเหลือบมอง นิวัติ นักวิทยาศาสตร์หนุ่มไฟแรง ที่เป็นเจ้าของและหัวเรี่ยวหัวแรงทั้งหมดของโครงการนี้ ไม่ได้
เขาเห็น นิวัติ อมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“และในอีก…” สุพจน์ พูดใส่ อินเตอร์คอม
ผู้เฝ้าชมนับร้อยเงียบกริบลงในทันได
และเหมือนจะหยุดหายใจเสียด้วยซ้ำ
“3… 2… 1…” Read More »

First Warp

กัปตันตื่นตอนตีห้า เร็วกว่าเวลาที่เขาตื่นเป็นประจำเกือบสองชั่วโมง เขาฝัน และความฝันนั้นชัดเจนมากเสียจนเขารู้ว่าเหงื่อเย็นยะเยือกเปรอะชื้นตามเสื้อผ้านั้นเป็นผลจากความกลัวต่อสิ่งที่ฝัน เขาเหลือบมองนาฬิกาที่ผนัง ตัวเลขดิจิตอลสองแถวกะพริบตามจังหวะวินาที เรือนหนึ่งบอกเวลา อีกเรือนกำลังนับถอยหลัง เจ็ดชั่วโมงครึ่งและลดลงเรื่อย ๆ เลยเวลาสื่อสารครั้งสุดท้ายไปแล้ว หากไม่มีคำสั่งยกเลิกอย่างกะทันหันก็จะมีแต่ตัวเขาเพียงผู้เดียวที่จะระงับการกระโดดครั้งนี้ เขารู้ว่าเป็นเพราะความฝันนั่นเองที่รบกวนเขาอยู่ ตั้งแต่ออกเดินทางมา พวกเขาผ่านอุปสรรคต่าง ๆ นานัปการ หลายครั้งที่อยากจะยกเลิกแล้วหันหลังกลับ แต่พวกเขาก็ผ่านมาได้ จนมาถึงครั้งนี้ที่เดิมพันสูงสุดกำลังถูกวางลงไป และเขาอยากชนะ

ที่ถุงนอนติดกัน รองหัวหน้าฝ่ายสื่อสารลืมตาโพลง มองไปยังผนังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายเหมือนหลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งและไม่ยอมรับรู้สิ่งใด เขาตบไหล่อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อเรียกสติกลับมาซึ่งก็ได้ผลอยู่บ้าง จากนั้นกัปตันปลดตัวเองออกจากพันธนาการ งอเข่า-ถีบผนัง แล้วปล่อยให้ตัวเองลอยไปยังมุมห้องด้านหนึ่ง รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ มีหลายคนตื่นแล้ว ตื่นก่อนเวลาเหมือนกับที่เขาเป็น ได้แต่หวังว่าคนพวกนี้จะตื่นขึ้นด้วยเหตุผลคนละอย่างกับเขา

ที่มุมห้อง โปรแกรมเมอร์มือหนึ่งของโครงการกำลังเกาะผนังห้องมองผ่านกระจกไปยังความเวิ้งว้างข้างนอก เขาเหลียวมองเมื่อกัปตันลอยตัวไปใกล้ กัปตันพิงตัวเองเข้ากับผนัง มองหน้าโปรแกรมเมอร์อยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของลูกเรือทางด้านหลังแต่ก็ยังสบตากันอย่างเงียบ ๆ เวลาเดินไปเชื่องช้า

 “คุณก็ฝันใช่ไหม?” โปรแกรมเมอร์หนุ่มพูดขึ้นมาก่อน

กัปตันพยักหน้า จากนั้นแววตาอีกฝ่ายหนึ่งก็เริ่มสั่นระริก

………. 

“ท่านผู้มีเกียรติ ผมต้องขออภัยที่เรียกประชุมอย่างกะทันหัน ทั้งที่เวลานี้ทุกคนควรกำลังยุ่งอยู่กับภารกิจขั้นตอนสำคัญที่สุด แต่ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ว่าจะในฐานะกัปตัน เพื่อน หรือมนุษย์คนหนึ่ง ผมไม่สามารถปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ปฏิบัติการในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าต้องพบกับความล้มเหลว นั่นทำให้ผมเรียกประชุมด่วนเช้านี้”

กัปตันพูดกับที่ประชุมที่มีเขาและบุคคลสำคัญในทีมงานไม่กี่คนซึ่งจัดขึ้นอย่างฉุกละหุก คำบอกช่วงเวลายังคงถูกใช้แม้ว่ามันจะไม่ได้มืดและสว่างเหมือนบนพื้นโลกก็ตาม

“ผมขอย้ำความสำคัญของพวกท่านทุกคนในที่ประชุมแห่งนี้ก่อนว่าขณะนี้เลยเวลาสื่อสารครั้งสุดท้ายไปแล้ว ข้อมูลทั้งหลายจะยังถูกทยอยส่งไปยังโลก แต่อีกอย่างน้อยสี่ชั่วโมงพวกเขาถึงจะได้รับมัน และถึงแม้จะตอบกลับมาในทันที่ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องใช้เวลาอีกเท่ากันสำหรับคำตอบที่เดินทางมา ซึ่งเลยเส้นตายไปแล้ว หมายความว่าเวลานี้เราไม่มีพี่เลี้ยงข้างเวที ยกสุดท้ายนี้เราต้องชกด้วยตัวเอง”

กัปตันหยุดพูด มองไปทางโปรแกรมเมอร์แล้วพยักหน้า โปรแกรมเมอร์หนุ่มมองกระดาษในมือแล้วพูดขึ้น

“ทุกท่านคงทราบเรื่องความผิดปกติแล้ว ผมขอสรุปเลยว่าในระหว่างตีสี่ถึงตีห้าของวันนี้ พวกเราทุกคนที่กำลังหลับอยู่ในเวรกะสามได้ฝันขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ผมประมาณเวลาฝันจากคนที่ตื่นไปเข้าห้องน้ำคนสุดท้ายที่เวลาตีสามครึ่ง ลูกเรือยืนยันว่าเขาฝันหลังจากกลับจากห้องน้ำแล้ว ในฝันนั้นทุกคนจะได้รับการบอกเล่าจากบุคคลต่าง ๆ กันที่แต่ละคนรู้จักเป็นการส่วนตัวให้ยกเลิกภารกิจนี้เสีย และขู่ว่าหากยังปฏิบัติภารกิจนี้ต่อไปจะเกิดอันตรายถึงชีวิตกับทุกคน

นาฬิกานับถอยหลังไปที่หกชั่วโมง กัปตันได้แต่หวังว่าเขาจะสามารถหาทางออกสำหรับเรื่องประหลาดพิลึกนี้ได้

……….

ภารกิจนี้คือการทดสอบเที่ยวบินเดินทางเร็วกว่าแสงครั้งแรกที่มีมนุษย์เดินทางไปด้วยนอกวงโคจรดาวเนปจูน สถานีทดสอบสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ‘ขนาดของมันใหญ่พอที่จะให้เจ้าหน้าที่ทุกคนอยู่กันได้อย่างเบียดเสียด และเล็กพอที่จะให้ภารกิจดำเนินไปจนจบได้’ ใครคนหนึ่งเคยประชดประชันเอาไว้ มันถูกประกอบในวงโคจรรอบโลก ติดตั้งจรวดขับดัน แล้วผลักให้เดินทางสองปีไปยังจุดหมายที่ขอบของสุริยะจักรวาลเพื่อเปิดฉากการเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงครั้งแรกของมนุษย์

ครั้งหนึ่งไอน์สไตน์เคยก่อกำแพงที่เหมือนจะไม่มีวันข้ามไปได้ด้วยทฤษฎีที่ว่าไม่มีวัตถุใดเดินทางได้เท่าความเร็วแสง  มนุษยชาติเพียรพยายามจะก้าวข้ามมันไปให้ได้ตั้งแต่วิทยาการฟิสิกส์นิวเคลียร์เริ่มต้นขึ้น ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์ที่เซิร์นสามารถสร้างหลุมดำชั่วคราวที่สสารสามารถเล็ดลอดผ่านไปได้หลัีงจากทดลองยิงอนุภาคนับพันนับหมื่นครั้งในอาคารใต้ดินที่พรมแดนสวิสเซอร์แลนด์-ฝรั่งเศส พวกเขาไม่ได้เดินทางด้วยความเร็วแสง แต่กระโดดข้ามมันไปเลย

ไม่เป็นปัญหาสำหรับ “สสาร” ในความหมายของอะตอมหรือโมเลกุล แต่ถ้าเป็น “วัตถุ” ขนาดของหลุมดำจะต้องใหญ่ขึ้น ผ่านการทดลองกับสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จานเพาะเชื้อแบคทีเรียสาบสูญไปหลายใบระหว่างการกระโดดข้ามความเร็วแสง เทคนิคได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นจนในที่สุดพวกเขาเสียกระต่ายไปไม่กี่ตัว และไม่มีความผิดพลาดใด ๆ เลยกับสุนัข ลิงอีกสองสามตัวไม่มีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพ บุคลิกภาพ และสติปัญญา

ก้าวต่อไปคือมนุษย์ 

………. 

ลูกเรือครึ่งลำหลับแล้วฝันเรื่องเดียวกัน เจ็ดชั่วโมงเศษก่อนเวลากระโดด พวกเขาได้รับการบอกเล่าโดยความฝันจากพ่อแม่ ญาติมิตร ครู หรือใครสักคนที่เขารู้จักว่าเขาจะต้องตายกันหมดหากกระโดดข้ามกำแพงแสง

“ผมต้องการคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์” กัปตันเปิดประเด็น “และต้องได้โดยเร็ว ก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม”

“ไม่มีครับ เรื่องนี้อยู่เหนือวิทยาศาสตร์ทุกแขนงที่เรารู้จัก ไม่มีที่ให้ความน่าจะเป็นใด ๆ สำหรับการฝันด้วยเรื่องเดียวกันและพร้อมกันแบบนี้”

แพทย์ประจำสถานีพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ในมือกำปึกกระดาษบันทึกข้อความที่ลูกเรือทุกคนในเวรนอนรอบนั้นถูกสั่งให้เขียนถึงความฝันของแต่ละคน เหงื่อในมือของเขาซึมเข้าไปในแผ่นกระดาษจนบางแผ่นบิดม้วน เขาถือมันแน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้าย ข้อความแทบทั้งหมดตรงกันชนิดที่ไม่มีช่องว่างให้ความสงสัยแทรกตัวเข้ามาได้เลย มันพ่วงความจริงที่ว่าลูกเรือกะสามบางคนต้องควบกะเพราะมีบางคนกลัวสิ่งที่ฝันจนไม่กล้ากลับไปทำงาน หนึ่งในจำนวนนั้นต้องได้รับยาเพื่อให้สงบลงได้ ปฏิบัติการกำลังอยู่ในภาวะง่อนแง่นด้วยสภาวะจิตใจของลูกเรือ ข่าวสารและความหวาดระแวงกำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ

นี่คือข้อด้อยของวิทยาศาสตร์ สิ่งที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของมนุษย์อาจมีอยู่จริงแต่ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับที่ไอน์สไตน์ผิดเรื่องการเดินทางเร็วกว่าแสง เพียงแต่เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจะต้องใช้อะไรมาทดสอบ จึงจะได้คำตอบที่พวกเขาพอใจ

“หมายความว่าเราต้องยอมรับทฤษฎีที่ว่ามีใครหรืออะไรบางอย่างกำลังจะบ่อนทำลายภารกิจของเราอย่างนั้นใช่ไหม?” กัปตันถาม

แพทย์ประจำสถานีก้มลงมองกระดาษในมือ ข้อความที่กัปตันเขียนไม่ต่างจากลูกเรือคนอื่น “หากใครจะปฏิเสธก็ต้องเริ่มจากปฏิเสธสิ่งที่ฝันและเขียนลงในบันทึกนี้ก่อน และผมอยากให้เราทุกคนในที่นี้รับรองว่าบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการประชุม”

ไมมีใครปฏิเสธ

………. 

ข้อดีของการกระโดดข้ามความเร็วแสงคือมันไม่จำเป็นต้องมีสถานีปลายทาง การกระโดดแต่ละครั้งอาศัยเพียงอุปกรณ์เหนี่ยวนำให้เกิดหลุมดำชั่วคราว ตั้งพิกัดและจากนั้นก็จับเอาสิ่งที่ต้องการโยนเข้าไป สิ่งนั้นก็จะกระโดดไปปรากฏที่ปลายทาง และเมื่อตัดพลังงานที่ป้อนให้หลุมดำแล้วมันก็ไม่ต่างจากอุปกรณ์อีเล็กโทรนิกส์ที่ไม่มีแบตเตอรี่ชิ้นหนึ่ง และอีกสิ่งที่เป็นเหมือนของขวัญจากสวรรค์ก็คือยิ่งระยะทางไกลขึ้น ยิ่งใช้พลังงานน้อยลง การใช้พลังงานจะลดลงจนถึงค่าคงที่ระดับหนึ่ง ในทางทฤษฎี มนุษย์สามารถเดินทางไปจนถึงขอบเอกภพได้ถ้ามันมีอยู่จริง และนั่นหมายถึงศตวรรษของการเดินทางระหว่างดวงดาวกำลังจะเปิดขึ้น ระยะทางไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

ปัญหาใหญ่เพียงประการเดียวของมันก็คืองบประมาณ หากต้องการส่งมนุษย์ไปนอกพรมแดนของระบบสุริยะก็ต้องใช้ยานอวกาศ และนั่นทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใหญ่โตขึ้น

ปัญหาของการ “ใหญ่ขึ้น” คือต้องใช้งบประมาณสูงขึ้น เมื่อต้องการงบประมาณ เรื่องนี้จึงต้องเข้าสภานิติบัญญัติ มันเป็นที่มาของการถูกรุมทึ้งด้วยกลุ่มคนหลากหลายประเภท ตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา สื่อมวลชน และหนีไม่พ้นนักการเมือง ภาพลักษณ์ของการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของมนุษย์ถูกโหมประโคม บิดเบือน และแทรกแซง “หลุมดำ” เป็นคำเรียกที่แสดงถึงอันตรายมากเกินกว่าที่มนุษย์จะไว้ใจได้ ปฏิบัติการส่งยานอวกาศเดินทางเร็วกว่าแสงครั้งแรกของมนุษยชาติจึงต้องออกไปดำเนินการในสถานที่ที่คาดว่าปลอดภัย… หลังเงาคราสของเนปจูน เพียงเพราะอย่างน้อยมันก็ได้ชื่อว่าอยู่นอกระบบสุริยะ ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันว่ามันปลอดภัยมากแม้จะทำกันหลังบ้านใครสักคนก็ตาม

เช่นเดียวกับการยิงอนุภาคเพื่อสร้างหลุมดำจิ๋วครั้งแรกของนักวิทยาศาสตร์ที่สวิสเซอร์แลนด์ พวกเขาได้รับทั้งดอกไม้และก้อนหิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลัง และส่วนใหญ่ตกใส่นักวิทยาศาสตร์มากกว่าตกลงไปในหลุมดำ

………. 

          “ผมต้องยอมรับประการหนึ่งว่าเรื่องนี้อยู่เหนือขอบเขตของวิทยาศาสตร์ที่เรารู้จัก เรารู้แต่เพียงว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มแน่ ๆ ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ผมอยากให้ใครก็ได้ในที่นี้ช่วยสร้างทฤษฎีมาสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผมฟังสักหน่อย” กัปตันเรียกร้อง

          “ภูมิปัญญาที่เราไม่รู้จัก” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโครงการพูดขึ้น เขาเป็นชายสูงอายุที่ปกติจะขลุกอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และแผ่นกระดาษ ด้วยความเห็นที่ก้าวหน้าทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้ต่อต้านการออกเดินทางไกลด้วยทุนมหาศาล ‘ทำมันที่ทะเลทรายก็ได้’ เขาเคยพูดไว้ แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่ชนะการเมือง มันทำให้เขาต้องร่วมทีมนี้มาอย่างไม่มีทางปฏิเสธได้

“มนุษย์ไม่สามารถสร้างปรากฏการณ์แบบนี้ได้ เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่ามันเกิดจากภูมิปัญญาที่สูงกว่าการรับรู้ของเรา ผมไม่อยากให้เสียเวลาอันมีค่า ผมคิดว่า…มนุษย์ต่างดาวทำมันขึ้นมา” น้ำเสียงของเขาบอกถึงความไม่มั่นใจเมื่อพูดถึงมนุษย์ต่างดาว เรื่องนี้ไม่ควรหลุดออกมาจากปากของนักฟิสิกส์ แต่เขาก็พูดต่อ

“เนื้อหาในความฝันนั้นชัดเจน บอกว่าถ้าเรายังดื้อดึงกระโจนข้ามความเร็วแสงไปนอกระบบสุริยะจักรวาล จะเกิดอันตรายถึงชีวิตกับทุกคน ผมไม่สามารถจินตนาการถึงอะไรที่จะมาขู่ฆ่าพวกเราทุกคนได้นอกจากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่สามารถส่งสารมายังพวกเราผ่านความฝัน มันชัดเจนจนผมอยากจะไปที่ห้องควบคุมแล้วเอาปืนจี้หัวต้นหนให้หันยานกลับโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และหากจะให้ประเด็นนี้จำกัดอยู่เฉพาะวิทยาศาสตร์ก็คงต้องบอกไว้ด้วยว่าผมไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า” เสียงของเขาสั่นเมื่อพูดถึงตอนท้าย

ใครคนหนึ่งเอื้อมมือไปหยิบบันทึกที่แพทย์ประจำสถานีถือไว้ไปดู เสียงกระดาษถูกพลิกดังทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์พูดจบ

“ผมเห็นด้วยเรื่องความชัดเจนของเนื้อหาในความฝัน” โปรแกรมเมอร์พูดเสริมขึ้น  “แม่… เออ… คนที่เรารู้จักลอยตัวในสภาพไร้น้ำหนักอยู่ตรงหน้าในตำแหน่งถุงนอนของแต่ละคน ผู้ส่งสารไม่เลือกสภาพแวดล้อมอื่นที่จะทำให้เราไขว้เขว ทุกคนรู้สึกเหมือนกับสิ่งนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าในขณะที่กำลังหลับ ผมคิดว่ามันทำให้เรารู้สึกได้ว่าความประสงค์ร้ายนั้นอยู่ภายในสถานีนี้เอง และมันพร้อมจะจัดการพวกเราทันทีที่เราไม่ปฏิบัติตาม”

เสียงใครคนหนึ่งกำลังสะอื้น กัปตันรู้สึกว่าอุณหภูมิห้องลดต่ำลงกว่าที่เคย หนาวจนจับขั้วหัวใจ นาฬิกาบอกเวลานับถอยหลังไม่ถึงหกชั่วโมง

“ท่านสุภาพบุรุษ” เสียงรองกัปตันพูดขึ้น ในมือถือปึกกระดาษยับย่นที่ขอมาจากแพทย์ประจำสถานี “เรากำลังถูกบลัฟ

……….

โครงการอวกาศเป็นเรื่องของขีดจำกัดและความคุ้มทุน สถานีอวกาศและยานอวกาศทั้งหลายที่ถูกส่งออกไปนอกบรรยากาศโลกตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาเหมือนพ่อแม่ที่ยังไม่พร้อมจะมีลูกแต่ตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ มนุษย์ออกไปบุกเบิกอวกาศก่อนเวลาอันควรด้วยเทคโนโลยีที่ยังไม่พัฒนาพอมาตั้งแต่ต้น โครงการนี้ก็เช่นกัน

อุปกรณ์ พลังงาน อาหาร อากาศ จำนวนคน และทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องถูกคำนวณอย่างดีก่อนส่งขึ้นไปปฏิบัติการ หากสถานีอวกาศจะต้องเดินทางไปเนปจูน มันก็จะบรรทุกทรัพยากรทุกอย่างไปเพียงพอแค่ไปถึงเนปจูนและเดินทางกลับ ไม่มีโอกาสให้แวะชมวงแหวนดาวเสาร์ และไม่มีโอกาสให้ผิดพลาดและลองใหม่

ขั้นตอนคือสถานีอวกาศเดินทางไปใกล้ดาวเนปจูน จากนั้นปล่อยยานอวกาศขนาดสองที่นั่งให้ลอยห่างออกไป มันจะเข้าไปหลังดาวเนปจูน สร้างหลุมดำชั่วคราวแล้วกระโจนข้ามความเร็วแสงไปยังจุดหนึ่งนอกระบบสุริยะจักรวาล ปล่อยดาวเทียมดวงหนึ่งที่จะส่งสัญญาณกลับมาเพื่อยืนยันการไปถึงของมัน ระหว่างนั้นสถานีอวกาศจะโคจรรอบดาวเนปจูนแล้ววกกลับไปยังโลก ยานอวกาศที่ส่งออกไปจะกระโจนข้ามความเร็วแสงกลับมาเทียบที่สถานีอวกาศและเดินทางกลับบ้าน

กระบวนการทั้งหมดมีโอกาสเพียงครั้งเดียว ไม่มีการวนกลับแล้วลองใหม่หากครั้งแรกล้มเหลว

……….

“เรากำลังถูกบลัฟ” รองกัปตันพูดขึ้น เธอเป็นผู้หญิงวัยสี่สิบต้น ๆ ที่แทบไม่มีดีกรีอะไรต่อท้ายชื่อให้เป็นที่รู้จักแต่เข้าร่วมโครงการด้วยคะแนนสอบที่สูงลิบ ด้วยบุคลิกที่ดี เงียบขรึม สงวนท่าที และมีความเป็นผู้นำสูง กัปตันคิดอยู่เสมอว่าเสร็จภารกิจนี้รับรองได้ว่าหน้าที่การงานของเธอก้าวไปไกลแน่

“หมายความว่าอย่างไร” กัปตันถาม “คุณกำลังจะบอกว่าเราถูกหลอกอย่างนั้นหรือ”

“ฉันกำลังคิดว่าเรื่องนี้มีความนัยแฝงอยู่ ข้อความถูกส่งมาถึงพวกเราหลังการสื่อสารครั้งสุดท้าย แปลว่าพวกนั้นต้องการให้เฉพาะพวกเราในปฏิบัติการเป็นผู้ตัดสินใจ การสื่อสารแบบโต้ตอบต้องใช้เวลามากกว่าแปดชั่วโมงและพวกเขาเลือกเวลาที่เราไม่สามารถขอความเห็นจากโลกได้…นั่นประการหนึ่ง และอีกเรื่องหนึ่งคือทำไมพวกนั้นไม่บอกเราก่อนหน้านี้ ลองคิดว่าถ้าค่อย ๆ ปลูกต้นไม้แห่งความกลัวใส่สมองพวกเราให้มันโตช้า ๆ จะชักจูงเราได้ดีกว่าหย่อนระเบิดแห่งความกลัวลงมากลางวงพวกเราแบบนี้ ฉันว่าปฏิกิริยาโต้ตอบของมนุษย์จะคาดการณ์ได้ยากกว่า”

สองสามคนพยักหน้าเห็นด้วย

“ฉันคิดว่าพวกนั้นคงเฝ้าสังเกตพวกเรามาระยะหนึ่งแล้ว เราผ่านการทดลองมาหลายขั้นตอนกว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ แล้วถ้าพวกนั้นจะหยุดพวกเราก็แค่แปลงร่างเป็นอับราฮัม ลินคอล์นไปบอกประธานาธิบดีในฝันก็ได้ เขาหยุดโครงการได้ตั้งแต่ต้นและไม่มีความเสี่ยงสำหรับพวกนั้นด้วย พวกเราเองยังมีโอกาสตัดสินใจปฏิบัติภารกิจต่อ แล้วทำไมถึงยังมาเลือกพวกเรา มีเวลาจำกัดอีกต่างหาก”

“คงเพราะสถานการณ์แบบนี้พวกเราอาจตัดสินใจผิดพลาดได้” กัปตันตอบ เขาไม่ได้อธิบายว่าพลาดโดยการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติกันแน่

รองกัปตันพูดต่อ “ทุกคนลองคิดดู เรากำลังเล่นโปกเกอร์กับไอน์สไตน์อยู่ เราเรียกไพ่มาแล้วสี่ใบ เรียงตั้งแต่สิบถึงคิงโพธิ์ดำ ส่วนไอน์สไตน์ไม่มีอะไรในมือเลย แล้วอยู่ดี ๆ มีมนุษย์ต่างดาวมาขอเล่นด้วยเป็นคนที่สาม เรียกไพ่ห้าใบรวดแล้วบอกให้เรายอมแพ้ซะ เขามีสิบถึงเอหน้าอื่นและเขาจะชนะ ทั้งที่ไพ่อีกใบของพวกเรานั้นถึงอย่างไรก็เป็นเอโพธิ์ดำแน่นอน เราทดลองมาแล้วกี่ครั้งกว่าจะรู้ว่าเราทำกับมนุษย์และยานอวกาศได้ โอกาสผิดพลาดของพวกเราต่ำมาก พวกนั้นกำลังบลัฟเราอยู่”

“พวกนั้นจะเสียอะไรหากเรากระโดดข้ามความเร็วแสงได้” กัปตันตั้งข้อสงสัย

“ฉันไม่รู้ ฉันว่าพวกนั้นทำลายเราได้โดยไม่ต้องขู่ด้วยซ้ำ”

ห้องเงียบลงชั่วครู่ ใกล้ถึงเวลาปล่อยยานอวกาศเข้าทุกที

“อาจเป็นพวกเอเลียนที่ผูกขาดการเดินทางเร็วกว่าแสงไว้เพียงเผ่าพันธุ์เดียวในกาแลกซี่ทางช้างเผือก และจะเสียโอกาสหรือขาดทุนถึงขั้นล้มละลายหากมีคู่แข่งเกิดขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่ในรุ่นของเราแน่ แต่อีกสี่หรือห้าสิบปีข้างหน้าอาจเป็นไปได้ถ้าเทคโนโลยีของเราดีขึ้น และเราสามารถทำให้การเดินทางระหว่างดวงดาวเหมือนการไปซื้อของที่ซูเปอร์มาเก็ต แล้วเราอาจจะได้ซื้อของจากมิสเตอร์สปอ๊คก็เป็นได้” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์บอกจินตนาการของเขา

“หรือไม่ เราก็จะได้พบกับดาร์ธ เวเดอร์ในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า” โปรแกรมเมอร์โครงการพูดขึ้น

มันดังพอจะทำให้กัปตันต้องหยุดคิด และเขาต้องตัดสินใจในอีกไม่นาน

………. 

พวกเขากำลังเดินทางกลับ ไม่มีมนุษย์ต่างดาว ไม่มียานอวกาศไร้สัญชาติพร้อมปืนใหญ่พลังแสง ไม่มีภยันตรายอันคาดไม่ถึง

ตามโครงการ ไม่ว่าจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จหรือไม่ พวกเขาจะเดินทางกลับด้วยยานอวกาศอีกลำที่แยกตัวออกมาจากสถานีอวกาศ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแบกสัมภาระขนาดใหญ่กลับ พวกเขาจะปล่อยให้สถานีและยานอวกาศขนาดเล็กที่ส่งนักบินสองคนเดินทางพ้นความเร็วแสงครั้งแรกกลายเป็นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของการเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงของมนุษยชาติต่อไป

สำหรับกัปตันแล้ว แค่การได้มาอยู่ในสถานีอวกาศสุดขอบระบบสุริยะเป็นความท้าทายในเรื่องที่ไม่มีวันเอาชนะได้อย่างหนึ่งของมนุษย์แล้ว การทำงานในสภาวะปิดและแยกตัวอย่างสมบูรณ์ของสถานีแห่งนี้ทำลายสถิติทุกอย่างที่เคยบันทึกไว้ในโลกไปหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนคนที่ใช้ ระยะทางไกลสี่ชั่วโมงแสง  การบริโภคอาหารและอากาศที่ไม่เคยมีการเดินทางครั้งใดในอวกาศจะใช้มากเท่านี้ และที่สำคัญที่สุดคือมันใช้ทรัพยากรมหาศาลเกินกว่านักการเมืองคนใดจะจินตนาการได้ …ไม่ว่าภารกิจจะสำเร็จหรือล้มเหลวมันก็จะยังเป็นสถิติอันยิ่งใหญ่อยู่ดี  และคงอีกนานกว่าจะทำลายลงได้

กัปตันลอยตัวไปที่กระจก เขามองเห็นเสี้ยวหนึ่งของดาวเนปจูนอยู่ที่มุมหนึ่ง จากนั้นแนบหน้าเข้าไป  พยายามใช้สองมือบังแสงจากในห้องเพื่อจะได้เห็นมันชัดขึ้น…เป็นครั้งสุดท้าย รองกัปตันลอยตัวมาใกล้ ๆ เหนี่ยวขอบกระจกเอาไว้ไม่ให้ชนกับผนัง

“คุณไม่ได้เขียนในบันทึกว่าคุณฝันถึงใคร” รองกัปตันพูด

“จำเป็นด้วยหรือ”

“บอกฉันมาเถอะ ใครก็ได้ คุณจะโกหกก็ยังได้”

กัปตันแนบหน้ากับกระจกเข้าไปอีก ซ่อนใบหน้าไว้ในวงฝ่ามือ “เมียผม ตอนนี้คงนั่งรออยู่ที่บ้าน”

“คุณนี่กล้าดีจริง ๆ”

 

ข้างหลังพวกเขา ลูกเรือกำลังฉลองกันอยู่…

ชีวิต นิรันดร์

ประธานาธิบดี เว่ย ถูกเรียกตัวเข้าประชุม กลางดึก
มันเป็นเวลา ตีสาม ของคืนที่หนาวเย็นที่สุด คืนหนึ่งในชีวิตของเขา
โดยปกติ เรื่องที่มีความสำคัญขนาดเรียกประชุมผู้นำประเทศในเวลาเช่นนี้ได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องสงครามโลกเท่านั้น
แต่ไม่ใช่ วันนี้
Read More »

เร็วกว่าแสง

คนขับรถเมล์: “คุณไปทำงานทันแน่ครับ เพราะรถเมล์คันนี้วิ่งได้เร็วกว่าแสง”
ผู้โดยสาร: “แต่มันเลยป้ายที่ผมจะลงมาหลายป้ายแล้วครับ”

ผลการตัดสินการ์ตูนไซ-ไฟรอบชิงชนะเลิศ

ผลการประกวดโครงการการ์ตูนไซไฟไทย ก้าวไกลสู่สากล ครั้งที่ 1 รอบชิงชนะเลิศ

ระดับมัธยม

อันดับ          ชื่อทีม                                 ชื่อเรื่อง

1                 K-Os                                    Sense

2                 Doubt                                   Last Chance – หนทางสุดท้าย

3                 กลิ่นกล้วยหอม                        ——

4                 ตามใจตูดหมึก                        Lucas-GX3679

5                 Homunculus                         Metal Rix

ระดับมหาวิทยาลัย

1                 ขนมผิง234                            Helios

2                 Bakk Family                          K.Y.A.

3                 MMA                                      Water – น้ำ

4                 M1stBoxcttuhz                      Final: Commander

5                 Blah Blah Blah                      Daybreak’s Bell – ระฆังแห่งรุ่งอรุณ

ผลงานของทุกทีมจะถูกนำเสนอในเว็บไซต์ www.okkid.net ต่อไป  ทั้งนี้คณะกรรมการตัดสินฯ มีความเห็นให้บางทีมปรับรุง/แก้ไขผลงาน อาทิ แก้ไขคำผิดให้ถูกต้อง เติมชื่อเรื่อง  ปรับภาพบางส่วนเล็กน้อย ฯลฯ โดยทางโครงการฯ จะรวบรวมความเห็นและติดต่อส่งให้ทุกทีมภายในเร็วๆ นี้ รวมทั้งแจ้งรายละเอียดการรับรางวัลต่อไป