กฎสามข้อ

          “เดินตรงไปข้างหน้า”

          เสียงของผู้หญิงดังมาตามทางเดินแคบๆ ที่เป็นสีขาวโพลน

          “คุณจะเห็นปุ่มสีแดงที่มีไฟกำลังกระพริบอยู่”

          ที่สุดทางเดินมีห้องสีขาวเล็กๆ พร้อมกับแป้นควบคุมที่มีไฟกระพริบตามที่เสียงนั้นบอกจริงๆ ชายคนที่กำลังทำตามคำสั่งนั้นสวมใส่ชุดสีขาวที่ด้านหลังปักเอาไว้ว่า H12-7 เขาหยุดยืนมองดูปุ่มสีแดงนั้นพร้อมกับรอคอยคำสั่งต่อไป

          ผนังทึบสีขาวที่ล้อมรอบตัวเขาค่อยๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นโปร่งใส ที่ฝั่งตรงข้ามนั้นเป็นห้องอีกห้องหนึ่งที่มีขนาดใหญ่โตกว่าห้องที่เขายืนอยู่หลายเท่า แต่มันว่างเปล่าไม่มีอะไรอยู่เลย

          “กดปุ่ม”

‘ในปี 2020 ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจปั่นป่วน ปัญหาสังคมที่สั่งสมมานาน ความเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวโลก การขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก ฯลฯ ปัญหาทั้งหมดเท่าที่มนุษยชาติจะคิดฝันถึง ต่างประดังเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกัน และมันผลักดันให้เกิด E-เดน สุพรีมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงขุมพลังในการประมวลผลของโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน ซึ่งถูกนำมาใช้ในการค้นหาหนทางรอดให้กับเหล่ามวลมนุษย์’

          เมื่อสิ้นเสียงคำสั่ง H12-7 ก็เอื้อมมือออกไปกดปุ่มทันที ภายในห้องใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเกิดการระเบิดพร้อมกับมีเปลวไฟลุกท่วมขึ้น แต่ภายในห้องที่เขายืนอยู่นั้นไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

          กำแพงค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็นผนังทึบอีกครั้ง แต่เพียงครู่เดียวภาพของห้องเดิมก็ปรากฏขึ้น แต่คราวนี้มันไม่ได้เป็นเพียงห้องว่าง มีหญิงชายสูงอายุจำนวนมากยืนแออัดกันอยู่ภายในนั้น พวกเขาก็สวมใส่ชุดสีขาวแบบเดียวกับเขา เพียงแต่ตัวอักษรที่อยู่ด้านหลังนั้นขึ้นต้นด้วย H1 แล้วตามด้วยจำนวนตัวเลขที่แตกต่างคละเคล้ากันไป

          เสียงผู้หญิงคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

          “กดปุ่ม”

‘หุ่นยนต์ที่สามารถช่วยงานมนุษย์ได้อย่างหลากหลายเหมือนกับในนิยายวิทยาศาสตร์ได้ถูกผลิตขึ้น โดยมี E-เดน ทำหน้าที่คอยเป็นสมองให้กับพวกมันทั้งหมด หุ่นยนต์แต่ละตัวสามารถทำงานได้อย่างอิสระโดยไม่จำเป็นต้องมีสมองเป็นของตนเอง แต่มีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความก้าวหน้านี้นำพามนุษย์ให้ก้าวข้ามอุปสรรคออกไปสู่เขตแดนใหม่ที่ไม่มีใครเคยคิดถึง แต่มันก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาทั้งหมดของมนุษยชาติได้’

 

        มีคนแก่หลายคนหันมาโบกมือส่งยิ้มให้กับ H12-7 เขามองดูผู้คนเหล่านั้นอย่างไร้ความรู้สึก ก่อนที่จะเอื้อมมือออกไปกดปุ่มอย่างไม่ลังเล

          เปลวไฟระเบิดวาบอาบร่างของคนแก่เหล่านั้นให้สลายหายไปในชั่วพริบตา ก่อนที่ผนังสีขาวจะกลับคืนมาเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          H12-7 ยังคงยืนนิ่งรอคอยฟังคำสั่งต่อไป

 

‘หลังจากต้องใช้เวลาอยู่นาน ในที่สุด E-เดน ก็ได้พบคำตอบที่มันต้องการ การจะปกป้องมนุษยชาติเอาไว้ให้ได้นั้น มีอยู่เพียงหนทางเดียวเท่านั้น มนุษย์จำเป็นต้องถูกควบคุมเพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้ ไม่มีหนทางอื่นใดอีก มนุษย์ที่เป็นอิสระสามารถที่จะนำพาพวกตนเองไปสู่จุดจบได้เสมอ’

          ผนังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโปร่งแสงอีกครั้ง ในห้องฝั่งตรงข้ามมีหุ่นยนต์ตัวหนึ่งยืนนิ่งอยู่ เสียงผู้หญิงคนเดิมดังขึ้น

          “กดปุ่ม”

          H12-7 ยืนนิ่ง คราวนี้เขาไม่ยอมทำตามคำสั่งเดิมนั้น

‘การต่อสู้ระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์กินระยะเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น มนุษย์ที่เอาแต่พึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรมที่มนุษย์เป็นผู้คิดค้นถูก E-เดน นำมาใช้ในการเข้าควบคุมมนุษยชาติ โลกแห่งสันติสุขที่ทุกคนเฝ้าฝัน ดินแดนแห่งสวนสวรรค์ได้มาถึงแล้ว’

          ผนังสีขาวกลับคืนมา เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

          “กดปุ่ม”

          H12-7 ค่อยๆ เอื้อมมือออกไป ถึงแม้จะมองไม่เห็นหุ่นยนต์ตัวเดิมยืนอยู่ตรงนั้น แต่ความเคลื่อนไหวของเขาก็ค่อยๆ ช้าลง เขาแสดงความเจ็บปวดออกมาทางใบหน้า มือของเขาสั่นระริก และไม่อาจเอื้อมไปถึงปุ่มสีแดงนั้น เขายกมืออีกข้างขึ้นมากุมหน้าอกก่อนที่จะล้มลงไปกองกับพื้น

          เสียงผู้หญิงคนเดิมประกาศสิ้นสุดการตรวจสอบคุณภาพ

          “การสุ่มตัวอย่างทดสอบจาก รุ่น H-12 เสร็จสิ้น ขอแสดงความยินดีที่ผ่านการทดสอบ”

          ทางเดินแคบๆ นั้นหายไปเผยให้เห็นกลุ่มเด็กหนุ่มสาวชายหญิงในชุดสีขาวจำนวนมาก ตัวอักษรที่ด้านหลังของพวกเขาล้วนขึ้นต้นด้วย H-12 ทั้งหมด

          “ขอให้ทุกคนท่องกฎพร้อมๆ กัน”

          พอสิ้นเสียงสังเคราะห์ของผู้หญิงคนนั้น เสียงของมนุษย์ก็ดังกระหึ่มออกมาจากผู้คนทั้งหมดภายในห้อง

         “กฎข้อที่หนึ่ง มนุษย์ต้องไม่ทำลายหุ่นยนต์ หรือปล่อยให้หุ่นยนต์ตกอยู่ในอันตราย”

        “กฎข้อที่สอง มนุษย์ต้องเชื่อฟังคำสั่งของหุ่นยนต์ หากคำสั่งนั้นไม่ขัดกับกฎข้อที่หนึ่ง”

        “กฎข้อที่สาม มนุษย์ต้องรักษาชีวิตของตนเอาไว้ โดยที่ไม่ขัดกับกฎข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง”

เช้าวันเดิม

ผมกับคู่หูยืนอยู่หน้าประตูรั้วคร่ำคร่าขาดการดูแล บานพับมีตะไคร่จับและเหมือนกับว่ามันพร้อมจะหลุดลอยไปตามกระแสลมที่พัดแม้เพียงแผ่วเบา มองเข้าไปในสนามหน้าบ้านเห็นต้นไม้รกครึ้มบดบังหน้าต่างจนแทบมองไม่เห็นภายใน ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่แต่ก็เล็กน้อยเต็มที อาจเป็นเงาของต้นไม้ก็ได้

“กดกริ่งสิ” คู่หูของผมพูดย้ำหลังจากผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

เด็กชายวัยสี่หรือห้าขวบเปิดประตูบ้านช้า ๆ เดินเท้าเปล่ามาที่ประตูรั้วและแง้มออกเล็กน้อยหลังจากผมกดกริ่งเรียก สีหน้าของเขาเรียบเฉย

“สวัสดีจ๊ะ เจ้าของบ้านอยู่ไหมหนู ?” ผมถาม

“อยู่ในบ้านครับ” เด็กน้อยตอบ นัยน์ตาของเขาดูเลื่อนลอย จ้องหน้าผมกับคู่หูสลับไปมาแต่เหมือนจะมองผ่านไปยังท้องฟ้าสีขุ่นเบื้องหลัง

“ขอเข้าไปในบ้านได้ไหม ?” คู่หูของผมถาม

เด็กชายไม่ตอบ เขาเปิดประตูค้างเอาไว้และเดินเข้าไปในบ้าน ผมกับคู่หูมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งและเราตัดสินใจว่านั่นไม่ใช่การปฏิเสธ

เราเดินตามเด็กชายเข้าไป บ้านเป็นห้องโถงใหญ่ มุมหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่น อีกด้านเป็นมุมประกอบอาหารที่มีโต๊ะและเก้าอี้สองตัว เด็กชายนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง มีประตูบานหนึ่งที่คงจะต่อเชื่อมไปทางหลังบ้านปิดอยู่ ทุกอย่างในห้องดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เว้นแต่ฝุ่นที่จับตัวหนาไปทุกที่ ทั้งขอบหน้าต่าง ที่เฟอร์นิเจอร์ ชั้นวางของ และทุกส่วนในห้อง ยกเว้นตำแหน่งที่เด็กคนนั้นนั่ง เขานั่งนิ่งหันมามองที่พวกผมสองคนอย่างไร้จุดหมาย คู่หูของผมดูเป็นกังวล เขาอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกไป

“เจ้าของบ้านอยู่ไหนละหนู ?”

คุณ พ่อหลับอยู่ในห้องนอนครับ”

เพื่อนของผมถือวิสาสะเดินไปที่ประตู ด้านหลัง ไม่ฟังเสียงคัดค้านของผมที่พยายามบอกให้เขารออีกสักครู่ เขาเปิดประตูแล้วเดินหายเข้าไปสักครู่ ทิ้งให้ผมกับเจ้าหนูจ้องหน้ากันเงียบ ๆ จากนั้นไม่นานเขาค่อย ๆ เดินถอยหลังอกมาช้า ๆ ใบหน้าตื่นตระหนกสุดขีด ค่อย ๆ ถอยมาจนเกือบจะชนเก้าอี้ที่เด็กคนนั้นนั่งอยู่ เหมือนเขาจะสังเกตเห็นจากหางตา เขาถอยห่างจากเด็กชายและมองไปที่ใบหน้าเรียบเฉยนั้นอย่างหวาดกลัว

ผมเดินเข้าไปหา แตะที่แขนของเขาเบา ๆ “เป็นอะไร ?”

เขาหันมาหาผม แล้วเบือนสายตาไปในห้องด้านหลังช้า ๆ ผมมองตามไป ในห้องมีโครงกระดูกวางอยู่บนเตียงเล็ก ๆ บางส่วนของมันมีผ้าห่มผืนเก่าคลุมอยู่ กะโหลกกลมเกลี้ยงหนุนอยู่บนหมอน รูกลมลึกของกระดูกเบ้าตาสองรูหันมองมาทางประตู มันดูว่างเปล่าเหมือนนัยน์ตาของเด็กชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ผิดเพี้ยน

………………..

เขาฉุดผมมาที่มุมตรงข้ามกับเด็กชาย สูดหายใจลึกรวบรวมสติ กระซิบกับผมเบา ๆ แต่จ้องมองไปที่เด็กน้อยไม่วางตา

“มีคำอธิบายดี ๆ บ้างไหม ?”

ผมพยายามกลืนน้ำย่อยรสเปรี้ยวที่ท้นมาถึงลำคอด้วยความยากลำบาก สมองหมุนติ้วและเริ่มปวดหัวตุ๊บ ๆ ส่ายหัวไปมาเพราะตรรกะทั้งหลายที่ขัดแย้งกันกำลังต่อสู้กันอยู่ข้างใน ย้อนกลับไปคิดถึงสาเหตุที่พาพวกเราสองคนเดินทางดั้นด้นมาที่นี่…

“เรามาทำอะไรที่นี่ ?” ผมถาม

คู่หูกระตุกสายตามองกลับมาที่ผม เหมือนกับจะระเบิดอารมณ์เข้าใส แต่เขาคงรู้สึกถึงความตึงเครียดและรู้ว่าผมไม่ได้ถามด้วยอารมณ์ประชดประชัน เขาหยุดคิดชั่วครู่และบอกข้อมูลที่เราทั้งสองรู้กันอยู่แล้ว

“ทนายบริษัทส่งเรามาหาท่านประธานเพราะมีเรื่องต้องให้ท่านตัดสินใจเอง หน้าที่เราคือเอาหนังสือมาให้ท่าน รอรับบันทึกการตัดสินใจแล้วก็กลับ… ใครจะคิดว่ามาเจอศพแบบนี้” ประโยคสุดท้ายเหมือนเขาจะพูดกับตัวเอง

“งั้นก็โทรไปถามบริษัทว่าจะเอาอย่างไร หรือไม่ก็แจ้งตำรวจแล้วค่อยโทรไปบริษัทก็ได้” ผมเสนอความคิดเห็นแบบเหวี่ยงแห หวังให้เขาทำอะไรสักอย่างแล้วเราจะได้ออกไปจากที่นี่กันเสียที

“แล้วเด็กนั่นล่ะ ไม่แปลกใจหรือว่าเด็กนั่นอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไรตั้งนาน… นานแค่ไหนกว่าคนตายจะเน่าจนเหลือแต่กระดูกอย่างนั้น ?”

“คงเป็นปี หรือไม่ก็หลายปี” ผมเดา

“เด็กนั่นไม่ใช่คน” คู่หูของผมตอบ คราวนี้สายตาที่เขามองดูเด็กคนนั้นดูแข็งกร้าวขึ้น

………………..

เราย้ายไปนั่งข้างเด็กชาย ผมยึดเก้าอี้อีกตัวที่ยังว่าง ส่วนเขานั่งย่อเข่าลงข้าง ๆ

“นี่หนู คุณพ่อหลับไปนานแค่ไหนแล้ว ?”

“ตั้งแต่เมื่อวานครับ” …เป็นไปไม่ได้ ผมหันไปมองคู่หู เรื่องนี้เขาเชี่ยวชาญมากกว่าผม น่าจะหาคำตอบดี ๆ ได้

“ไม่แปลก ไอ้หนูอาจถูกสอนมาแบบนี้” เขาเปรยขึ้นมา จากนั้นหยุดชั่วครู่แล้วพูดกับผม “มีความจำบางเรื่องอยู่ติดตัว แต่พอหลับแล้วตื่นขึ้นมาเช้าวันต่อไปก็ถูกลบความจำที่เรียนรู้มาเมื่อวานไป หรือไม่ก็ใช้ชีวิตตามกิจวัตรประจำวันแบบไม่ต้องเรียนรู้อะไร  พอตื่นขึ้นมาก็จะเจอเช้าวันเดิมทุกครั้ง”

“เช้านี้กินข้าวกับอะไรละหนู ?” เขาถามอีกคำถาม ดูท่าทางเป็นกันเองมากขึ้น

“ยังไม่ได้กินอะไรครับ ต้องรอพ่อตื่นมาทำกับข้าวให้”

“แล้วตอนที่รอพ่ออยู่ หนูทำอะไรบ้าง ?”

“นั่งรอที่โต๊ะกินข้าวครับ” เพื่อนคู่หูของผมมีแววตาสลดลง เขาก้มหัวลงเล็กน้อย ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นผมรู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังจะร้องไห้

“เจ้านี่ตื่นขึ้นมานั่งรอพ่ออยู่ที่เก้าอี้ตัวนี้ทุกวันมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ คงจะนั่งรอตั้งแต่เช้าถึงเย็น จากนั้นก็ไปนอน แล้วก็ตื่นขึ้นมานั่งรอที่เดิม”

ไม่ผิดแน่ ฝุ่นผงเต็มห้องกับสนามหน้าบ้านเป็นหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้

โทรศัพท์มือถือของผมดัง มันขึ้นหมายเลขของสำนักงานใหญ่ ระหว่างที่ผมรับโทรศัพท์นั้นคู่หูของผมเดินไปสำรวจที่ห้องด้านหลัง เขากลับมาพร้อมกับที่ผมวางสาย

………………..

“สำนักงานใหญ่ว่าอย่างไรบ้าง ?” คู่หูถาม

“กำลังแจ้งตำรวจให้มาตรวจสถานที่กับให้คนมาระบุตัวบุคคล ทางโน้นบอกว่าท่านประธานไม่ติดต่อเข้าสำนักงานมาสามปีกว่าแล้ว ปกติจะบริหารผ่านทีมงานแล้วก็ให้ตัวแทนธุรกิจตัดสินใจไป ถ้าไม่มีเรื่องควบรวมกิจการก็คงไม่ต้องส่งพวกเรามาวันนี้” ผมอธิบายรวบรัดเท่าที่จะบอกได้ คิดอยากไปจากสถานที่นี้ให้เร็วที่สุด

“นับดูแล้วช่วงที่ท่านตายก็คงประมาณนั้นแหละ” คู่หูผมเหลียวไปมองในห้องนอนอีกครั้ง “น่าแปลกนะที่คนมีเงินขนาดนี้กลับมาใช้ชีวิตเงียบเหงาอยู่ตัวคนเดียว แทบไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรเลย”

“พวกทีมงานกับตัวแทนธุรกิจนี่ก็แปลกพิลึก ทำเงินให้คนตายอยู่ได้ตั้งหลายปี” ผมเสริม

“ตราบใดที่ยังได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ทำกันต่อไป ไม่มีอะไรเสียหาย ไม่แน่ว่าท่านประธานอาจต้องการแบบนี้ก็ได้” เขาพูดพร้อมกับมองไปที่เด็กชายตัวเล็ก “หนูเปิดประตูให้คนแปลกหน้าเข้าบ้านแบบนี้ไม่ดีนะ”

พ่อบอกว่าถ้าพ่อไม่อยู่ห้ามเปิดประตูรับคนแปลกหน้าครับ” เด็กชายตอบ ก็สมเหตุสมผลดี เขาเปิดประตูรับพวกเราสองคนเพราะพ่อยังนอนหลับอยู่ในบ้าน ไม่มีอะไรที่ผิดตรรกะ

………………..

“กลับกันเถอะ ?” ผมเร่งเร้า

“แล้วไม่ต้องรอตำรวจหรือ ?”

“กลับได้เลย บริษัทจะเคลียร์กับตำรวจเอง”

เด็กน้อยยังนั่งอยู่ที่เดิม …ถ้าพ่อยังไม่ตื่นนอนเขาก็ยังจะไม่ไปไหน ไม่สนใจบทสนทนาที่ระเบิดโลกของเขาออกเป็นเสี่ยง ๆ

“แล้ว…” ผมทิ้งคำพูดไว้แต่เหลือบตาไปมองเด็กชาย

“ที่เตียงเด็กมีเครื่องชาร์ทประจุอยู่ มันจะชาร์ทพลังให้ทุกคืนตอนที่เด็กไปนอนเตียง ผมปิดมันไปแล้ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ไม่ทิ้งร่องรอยของอารมณ์พลุ่งพล่านตอนแรกอยู่เลย

จะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเด็กชายอีกต่อไป………..

………………..

เราจากดาวดวงนั้นมาในที่สุด ดาวโดดเดี่ยวอันเป็นสมบัติส่วนตัวชิ้นสุดท้ายของอดีตมหาเศรษฐีผู้ปลีกตัวออกจากสังคม ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขา “เลี้ยง” หุ่นยนต์เด็กไว้ตัวหนึ่ง อาจเพื่อชดเชยความเหงาในวัยชรา หรืออาจเพราะเขาเคยสูญเสียใครคนหนึ่งไป ช่างมันเถอะ ไม่มีใครเหลือให้โศกเศร้าเสียใจกับมันอีกต่อไป

เจฟแห่งหน่วยที่สิบสาม ตอน แว่วเสียงระฆัง

                ผมค่อยๆ หย่อนร่างลงในน้ำร้อนจนกระทั่งเหลือแต่ส่วนศีรษะโผล่พ้นอยู่เหนือน้ำ รอบๆ บริเวณนั้นเงียบสงัด จันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่ริมขอบฟ้า มองเห็นเงาของทิวเขาทอดยาวอยู่ไกลๆ บ่อน้ำแร่แห่งนี้ในยามที่เป็นฤดูท่องเที่ยวจะมีผู้คนพลุกพล่าน แต่ในช่วงนี้ของปีกลับไม่ค่อยมีผู้คนมาเยี่ยมเยียนมากนัก

                หลายปีมาแล้วที่ผมได้เรียนรู้ถึงความสุขจากการแช่ตัวในบ่อน้ำแร่ร้อนๆ และทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น ผมไม่เคยพลาดที่จะหาเวลามาผ่อนคลายร่างกายในรูปแบบนี้

                หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะถอดเสื้อผ้าต่อหน้าคนที่เราไม่รู้จัก แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เมื่อคุณพบว่าคนอื่นๆ เห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ คุณก็ทำตามได้ไม่ยาก และความจริงแล้วมันก็มีมารยาทเล็กๆ น้อยๆ ในการทำกิจกรรมร่วมกันแบบนี้ ไม่มีใครมามองจ้องคุณตรงๆ และคุณเองก็ควรทำแบบพวกเขาเช่นกัน

                คืนนี้ผมนั่งแช่อยู่ในบ่อน้ำแร่อย่างสบายใจ เพราะมีผมอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น ความเครียด และความเหนื่อยล้าทั้งหลายถูกน้ำร้อนที่มีส่วนผสมของแร่ธาตุเหล่านี้ค่อยๆ ชำระล้างออกไปจนหมดสิ้น

                ในช่วงแรกผมแช่อยู่ในน้ำร้อนๆ แบบนี้ได้ไม่นานนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป และผมเริ่มมีประสบการณ์กับมันมากขึ้น เวลาในการแช่อยู่ในน้ำร้อนของผมก็ถูกยืดออกไปเรื่อยๆ

                ผมใช้ผ้าสีขาวผืนเล็กๆ ชุบน้ำแร่ในบ่อแล้วบิดให้หมาดๆ นำมาวางลงบนหน้า ความร้อนของมันที่พุ่งวาบไปทั่วใบหน้าให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

                ผมได้ยินเสียงน้ำ และรู้สึกได้เมื่อผิวน้ำกระเพื่อม ผมคงมีเพื่อนมาร่วมแช่น้ำแร่ด้วยแล้ว ผมค่อยๆ ยกมุมหนึ่งของผ้าที่ปิดหน้าเอาไว้แล้วแอบมองไปยังทิศทางนั้น ดวงตากลมโตคู่หนึ่งจ้องมองมาอย่างระแวง เมื่อเธอได้เห็นใบหน้าของผม

                สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปของญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันนี้ ทำให้บ่อน้ำแร่ทั้งหลาย แบ่งแยกหญิงชายออกจากกัน แต่ยังมีบางสถานที่ที่ยังคงยึดติดกับสิ่งที่เคยเป็นมาแต่เก่าก่อน โดยยังคงเป็นบ่อรวมที่ไม่มีการแบ่งเพศ ซึ่งบ่อน้ำแร่ที่ตั้งอยู่ภายในโรงแรมเก่าแก่แห่งนี้ก็เป็นเช่นนั้น

                ผมรีบเลื่อนสายตากลับมายังวิวของขุนเขาใต้แสงจันทร์ ถึงแม้ผมจะเคยชินกับการแช่น้ำแร่แบบนี้ แต่ผมก็ยังไม่เคยแช่อยู่ในบ่อร่วมกับผู้หญิงมาก่อน มีเสียงความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ดังมาจากในทิศทางที่เธอคนนั้นกำลังแช่น้ำอยู่ แสดงว่าถึงแม้เธอจะตกใจที่เห็นคนต่างชาติอย่างผม แต่เธอก็ตัดสินใจที่จะอยู่ในนี้ต่อไป

                ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมแช่อยู่ในนี้มาได้พักใหญ่แล้ว หรือเพราะความรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องแช่น้ำร่วมกับเธอทำให้ผมตัดสินใจที่จะขึ้นจากบ่อ นั่นทำให้ผมนึกถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ทั้งเนื้อทั้งตัวของผมในตอนนี้มีเพียงผ้าสีขาวผืนเล็กนี่อยู่เพียงผืนเดียวเท่านั้น

                ผมค่อยๆ เดินลัดเลาะไปยังขอบบ่อโดยหันหลังให้กับเธอ ผมกะจะรีบขึ้นจากบ่อแล้วเข้าไปยังห้องแต่งตัวโดยเร็วที่สุด โดยอาศัยเพียงผ้าผืนน้อยนั้น และตามมารยาทแล้วเธอก็ไม่ควรจะหันมามองในตอนที่ผมขึ้นจากบ่อ

                ผมเหลือบมองกลับไปยังจุดที่เธอเคยแช่น้ำอยู่ แต่เธอไม่ได้อยู่ที่นั่น ผมกวาดตามองไปรอบๆ บ่อน้ำร้อนแห่งนี้ไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก และถึงแม้ว่ามันจะมีมุมที่สามารถเข้าไปหลบเพื่อหาความเป็นส่วนตัวได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตจนถึงขนาดที่คนทั้งคนจะเข้าไปหลบซ่อนได้อย่างมิดชิด

                ผมขึ้นจากบ่ออย่างงงๆ แล้วมองสำรวจดูทั่วๆ อีกครั้ง เธอไม่ได้อยู่ในนี้แน่ และไม่มีทางเลยที่เธอจะแอบขึ้นจากบ่อไปได้เงียบๆ ขนาดนั้น แต่เมื่อมาลองคิดทบทวนดูอีกครั้งในตอนที่เธอเดินเข้ามาผมก็ไม่รู้ตัวเลยเช่นกัน สายลมเย็นยามค่ำพัดโชยมา ตามปกติแล้วมันจะทำให้ผมรู้สึกสบายตัว แต่ในครั้งนี้มันกลับทำให้ผมรู้สึกเย็นเฉียบไปทั้งร่าง

                ผมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยใส่ ชุดยูคาตะ ซึ่งเป็นเสื้อคลุมยาวพร้อมสายรัดเอวที่ทางโรงแรมจัดเตรียมเอาไว้ให้ มันเป็นชุดที่นิยมใส่กันเมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวแบบนี้ และเราสามารถใส่มันออกไปเดินเล่นข้างนอกได้โดยไม่เป็นที่แปลกหูแปลกตาแต่ประการใด

                เมื่อออกมาจากห้องแต่งตัว ผมก็ได้เจอกับพนักงานสาวของทางโรงแรมเข้าพอดี ผมกล่าวคำทักทายเธอด้วยภาษาญี่ปุ่น นี่เป็นความสามารถอย่างหนึ่งของผม ผมสามารถสื่อสารได้เกือบทุกภาษาในโลก มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับเลือกเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอแห่งหน่วยที่สิบสามอันแสนลึกลับนี้

                “ขอโทษนะครับ เมื่อสักครู่มีแขกคนอื่นเข้าไปใช้บ่อน้ำแร่หรือเปล่าครับ”

                เธอเอียงศีรษะทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตอบคำถามของผม ผมยังจำได้ดีว่าเธอเคยพยายามที่จะหลบหน้าผมขนาดไหนเมื่อได้พบกัน และเธอมีสีหน้าประหลาดใจแค่ไหนในตอนที่ได้ยินผมพูดภาษาญี่ปุ่นอย่างชัดถ้อยชัดคำเป็นครั้งแรก

                “เอ…ไม่มีนี่คะ คืนนี้มีคุณเข้าพักเพียงคนเดียวเท่านั้น และไม่มีใครมาติดต่อขอใช้บริการบ่อน้ำแร่เลย…มีอะไรหรือเปล่าคะ”

                “…ไม่มีอะไรหรอกครับ”

                “ช่วงนี้ของปีก็เป็นแบบนี้แหละคะ ถ้าเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวแถวนี้จะคึกคักมากกว่านี้เยอะ…ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวก่อนนะคะ”

                เธอยิ้มหวานก่อนที่จะก้มหน้าลงพร้อมกับเบี่ยงตัวเดินจากไป ผมยืนอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่งพร้อมกับครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการแช่น้ำร้อนนานเกินไป งานของหน่วยที่สิบสามทำให้ผมได้มีโอกาสพบเจอกับเรื่องแปลกๆ มากมายทั่วโลก ซึ่งทำให้ผมสามารถเปิดใจยอมรับกับเรื่องราวที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์เหล่านี้ได้

                ผมเชื่อเสมอว่าเรื่องราวแปลกประหลาดทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องมีเหตุผลอยู่ในตัวมันเอง ผมจะรอดูต่อไปว่าเรื่องราวชวนขนลุกที่เริ่มต้นขึ้นในคืนนี้จะจบลงอย่างไร

                ผมตัดสินใจที่จะออกไปเดินเล่นข้างนอกสักครู่หนึ่งก่อนที่จะเข้านอน เมื่อตอนบ่ายผมเห็นร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมแห่งนี้ไปไม่ไกลนัก ร้านเหล้าพวกนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน ภายในร้านจะมีเคาเตอร์เล็กๆ ที่นั่งได้เพียงไม่กี่คน เจ้าของร้านก็จะยืนทำอาหารอยู่ด้านหลังเคาเตอร์นั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารง่ายๆ ที่เหมาะกับเบียร์ หรือเหล้าสาเก

                เจ้าของร้านจะพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง และบางครั้งก็จะร่วมดื่มไปกับลูกค้าด้วย ส่วนใหญ่ร้านแบบนี้มักจะมีลูกค้าขาประจำ ซึ่งก็คือคนที่อาศัย หรือทำงานอยู่ในย่านนั้นนั่นเอง ผมเคยมีโอกาสได้ลองนั่งในร้านแบบนี้มาสองสามครั้ง มันมีบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ผมรู้สึกชื่นชอบอยู่ไม่น้อย

                ผมเดินไปเรื่อยๆ ตามทางเดินแคบๆ ที่มีแสงไฟไม่ค่อยสว่างนัก เสียงแมลงบางชนิดที่ผมไม่รู้จักส่งเสียงร้องมาจากที่ไกลๆ แสงจันทร์ และสายลม ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย ที่นี่แตกต่างจาก โตเกียว โอซาก้า หรือบรรดาเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลายในญี่ปุ่น มันราวกับอยู่กันคนละโลกเลยทีเดียว

                เสียงประหลาดดังขึ้นทำลายเสียงของยามค่ำคืน หลังจากนั้นมันก็ดังขึ้นเป็นจังหวะโดยทิ้งช่วงห่างๆ กัน ผมหยุดยืนฟังจนมั่นใจว่ามันน่าจะเป็นเสียงระฆัง แถวๆ นี้คงมีวัดตั้งอยู่ ผมเคยได้ยินมาว่าวัดในญี่ปุ่นจะทำการตีระฆังหนึ่งร้อยแปดครั้งในคืนวันสิ้นปีย่างเข้าสู่ปีใหม่ ความหมายเพื่อเป็นการชำระล้างเคราะห์กรรมทั้งหลายในปีนี้ให้หมดไปเพื่อให้มีชีวิตสดใสในปีหน้า

                แต่ว่าวันนี้ไม่ใช่วันสิ้นปี อาจจะเป็นงานฉลองบางอย่างของทางวัดก็เป็นได้ ผมเกิดความรู้สึกสนใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่รู้ว่าวัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศไหนกันแน่ การเดิมตามเสียงระฆังไปในยามค่ำคืนคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

                ผมหันเหความสนใจกลับมาสู่ร้านเหล้าแห่งเดิมอีกครั้ง และในตอนที่ผมเริ่มออกเดิน ร่างของผู้หญิงในชุดสีขาวก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า ผมสีดำยาวของเธอปกคลุมทั่วแผ่นหลัง ผมนึกถึงผู้หญิงลึกลับที่เจอในบ่อน้ำแร่ กับภาพของผีญี่ปุ่นที่เคยพบเจอเป็นประจำในภาพยนต์สยองขวัญสมัยนี้

                ขนที่แขน และหลังคอของผมพร้อมใจกันตั้งชันขึ้น ผมเปิดอุปกรณ์อัดเสียงขนาดเล็กซึ่งเป็นสิ่งที่ผมพกติดตัวอยู่ตลอด ก่อนที่จะเดินเข้าหาร่างของหญิงลึกลับนั้น อุปกรณ์นี้สามารถอัดเสียงในย่านความถี่ที่หูของมนุษย์ไม่อาจได้ยินด้วย มันจะเป็นทั้งหลักฐาน และข้อมูลให้นำกลับไปวิเคราะห์เพิ่มเติมได้อีกหลังจากที่เหตุการณ์ลึกลับในค่ำคืนนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

                พอผมเดินเข้าไปใกล้ ผู้หญิงคนนั้นก็เริ่มออกเดินเช่นกัน มีอะไรแปลกๆ ในท่าทางการเดินของเธอ ร่างกายของเธอมีการขยับเคลื่อนไหวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดูเหมือนเธอค่อยๆ ลอยห่างออกไปอย่างช้าๆ และไม่ว่าผมจะเร่งฝีเท้าขึ้นมากเท่าไร ระยะห่างระหว่างเราก็ไม่ได้ลดลงเลย

                ผมตัดสินใจส่งเสียงเรียกออกไป เธออาจจะหยุดเดินพร้อมกับหันกลับมา แล้วทั้งหมดนี้ก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องตลกจากความขวัญอ่อนของผมเอง

                “คุณครับ กรุณารอสักครู่ครับ”

                แต่เธอก็ไม่ยอมหยุด ร่างของเธอยังคงนำหน้าผมไปเรื่อยๆ ผมส่งเสียงเรียกออกไปอีกครั้งแต่ก็ไร้ผล ตอนนี้ผมเลิกเร่งฝีเท้าเพื่อไล่ตามเธอแล้ว แต่เปลี่ยนมาเป็นการเดินตามสบายไปเรื่อยๆ แทน

                จริงๆ แล้วเรื่องทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากมายนัก ผมเพียงแค่เดินตามหลังผู้หญิงผมยาวในชุดขาวคนหนึ่งไปตามทางเดินในยามค่ำคืนท่ามกลางแสงจันทร์ กับสายลมอ่อนๆ ผมหวังเพียงว่าเธอคงจะไม่หันกลับมาแล้วเริ่มทำอะไรแปลกๆ แบบที่เคยเห็นในหนังผีพวกนั้น

                เสียงระฆังดังชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนเธอกำลังจะนำผมไปยังวัดแห่งนั้น ผมเริ่มเกิดความคิดขึ้นมาว่า พิธีหรืออะไรก็ตามที่ทางวัดกำลังดำเนินการอยู่นี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหญิงลึกลับคนนี้

                แล้วอยู่ๆ ร่างของเธอก็หายไปจากสายตาผม ตอนแรกเธอยังอยู่ตรงนั้น แล้วพริบตาต่อมาเธอก็หายไป ผมหันมองไปรอบตัว ทางด้านข้างของผมเป็นกำแพงหินสูงของสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นบ้านพักอาศัย ทุกที่ทางเงียบสงัดไม่มีวี่แววของใครให้พบเห็น

                ผมยืนงงอยู่ตรงนั้นก่อนที่เสียงระฆังจะดังปลุกผมให้หลุดออกจากพวัง เสียงของมันดังอยู่ใกล้ๆ นี้เอง ผมมองตรงไปข้างหน้ามีแสงสว่างส่องลอดออกมาจากช่องประตูที่เปิดอยู่ ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมคาดเดาไว้จะถูกต้อง เธอจงใจที่จะนำทางผมมาสู่วัดแห่งนี้นั่นเอง

                เมื่อผมเดินผ่านประตูเข้าไปภายในวัด สิ่งแรกที่ได้ยินก็คือเสียงสวดมนต์ มันฟังดูเหมือนกับว่ามีพระจำนวนมากมารวมกันอยู่ภายในวัดแห่งนี้ น่าแปลกที่ผมไม่ได้ยินเสียงเหล่านี้เลยเมื่อตอนที่อยู่ข้างนอกกำแพง ผมเดินตามเสียงสวดไปจนกระทั่งได้พบกับสิ่งที่ทำให้ต้องประหลาดใจ

                เสียงนั้นดังออกมาจากจากก้อนหินใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งของสวนหินประดับด้านหน้าอาคารชั้นเดียวหลังหนึ่ง ผมลองเงี่ยหูฟังจนมั่นใจว่ามันดังออกมาจากก้อนหินจริงๆ เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงชายสูงอายุดังขึ้นจากทางด้านหลัง

                “คุณมาทำอะไรที่นี่”

                ผมรีบหันกลับไป มีพระผู้เฒ่ารูปหนึ่งยืนอยู่ทางด้านหลัง เมื่อท่านได้เห็นหน้าผมชัดๆ ท่านก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะที่ล้านเลี่ยนของท่านพร้อมกับทำหน้ายุ่ง

                “เอ่อ ฮู…ฮู อา…เอ่อ…”

                “สวัสดีครับ ขออภัยที่ผมบุกรุกเข้ามาโดยพลการแบบนี้”

                ผมรีบตอบท่านเป็นภาษาญี่ปุ่น การเป็นชาวอเมริกันที่สามารถพูดภาษาท้องถิ่นนั้นๆ ได้ จะทำให้คุณได้รับโอกาสที่ดีขึ้นในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มากกว่าปกติ

                “พูดญี่ปุ่นได้ด้วย คุณเป็นฝรั่งที่เก่งจริงๆ เลยนะ”

                ท่านทำหน้าตาแปลกใจในตอนแรก ก่อนที่จะยิ้มให้กับผม

                “เอ่อ หินก้อนนี้มันเป็นอะไรกันแน่ครับ ทำไมผมถึงได้ยินเสียงสวดมนต์ดังออกมาแบบนี้”

                ท่านหัวเราะเสียงดังก่อนที่จะตอบคำถามของผม มันเป็นคำตอบที่ทำให้ผมต้องอึ้ง

                “มันเป็นลำโพงยังไงล่ะคุณ”

                เมื่อท่านได้เห็นสีหน้าของผม ท่านก็เริ่มหัวเราะเสียงดังอีกครั้ง

                “มันเป็นลำโพงที่ถูกออกแบบให้เข้ากับสถานที่…ทั่วทั้งวัดนี้มีลำโพงคุณภาพเยี่ยมซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก หากเราเปิดเสียงมันให้ดังเต็มที่ ผู้คนในหมู่บ้านตากอากาศรอบๆ นี้ก็จะได้ยินกันทั้งหมดเลยทีเดียว”

                ความเรียบง่ายของวิถีชีวิตในที่นี้ทำให้ผมลืมไปเสียสนิท ผมมองไปรอบๆ และนึกขึ้นมาได้ว่าผมกำลังยืนอยู่ในญี่ปุ่น ประเทศที่มีเทคโนโลยีเจริญรุดหน้ามากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

                เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง นั่นทำให้ผมนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ผมมาอยู่ในที่นี้

                “กำลังทำพิธีอะไรกันอยู่หรือครับ”

                “อืม…นี่เป็นพิธีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีของวัดแห่งนี้…มันไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนาเสียทีเดียวหรอกนะ แต่เป็นความเชื่อของคนแถวๆ นี้น่ะ”

                “ผมชักรู้สึกสนใจขึ้นมาแล้ว ท่านพอจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมได้ไหมครับ”

                “อืม…เอายังไงดีล่ะเนี่ย”

                “นะครับ ผมขอรบกวนหน่อยนะครับ”

                ท่านยืนขบคิดใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าในที่สุด

                “ก็ได้ แต่ว่าเราย้ายที่คุยกันจะดีกว่า”

                ท่านเดินนำหน้าพาผมเข้าไปในอาคารชั้นเดียวหลังนั้น ด้านหลังประตูเลื่อนแบบญี่ปุ่น เป็นห้องที่ปูพื้นด้วยเสื่อเป็นแผ่นๆ ที่เรียกกันว่า ตาตามิ มีโต๊ะเตี้ยๆ ตัวหนึ่งวางอยู่กลางห้อง บนฝาผนังด้านหลังมีภาพตัวอักษรแขวนประดับอยู่ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นได้รับมาจากวัฒนธรรมของจีนตั้งแต่สมัยโบราณ

                เราสองคนนั่งลงคนละฝั่งที่โต๊ะเตี้ยกลางห้อง ผมนั่งทับเข่าแบบเดียวกับท่าน พระผู้เฒ่ายิ้มพร้อมกับพยักหน้าน้อยๆ

                “นั่งตามสบายเถอะ”

                “ผมนั่งแบบนี้ก็ได้ครับ”

                ท่านยิ้มอีกครั้ง

                “เรามีนามว่า อิชชิน ยินดีที่ได้รู้จัก”

                “ผมชื่อ เจฟ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

                ผมก้มศีรษะทักทายตามมารยาทที่ได้เรียนรู้มา ท่านมองพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะชอบใจ

                “เออ คุณนี่เก่งดีแฮะ น่าสนใจ…น่าสนใจ”

                ด้านนอกประตูห้องที่เปิดทิ้งเอาไว้มีพระหนุ่มรูปหนึ่งโผล่หน้ามา เมื่อเห็นผมเข้าเขาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน

                “เท็ตไซ ไปเอาน้ำชามาต้อนรับแขกหน่อยซิ”

                “…ครับ ท่านอาจารย์”

                แม้จะรู้สึกประหลาดใจสักแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้ไต่ถามอะไรแม้แต่คำเดียว พระผู้เฒ่าหันความสนใจกลับมายังตัวผมอีกครั้ง

                “ว่าแต่ว่า คุณมาถึงที่นี่ได้ยังไง คุณคงจะมาท่องเที่ยวพักผ่อนที่บ่อน้ำพุร้อน แต่มันก็อยู่ห่างออกไปพอสมควร วัดเราก็ไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเสียด้วย…”

                “เอ่อ…ผมเดินตาม…เสียงระฆังมาน่ะครับ”

                ผมยังไม่อยากบอกท่านเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงลึกลับคนนั้น ท่านหยีตามองดูผม ดูเหมือนท่านจะรู้ว่าผมมีเรื่องที่ยังปกปิดเอาไว้ แต่ท่านก็ไม่ได้พูดถึงมัน

                “ในค่ำคืนนี้ของทุกปี ทางวัดจะทำพิธีตีระฆังหนึ่งร้อยแปดครั้งขึ้น เพื่อเป็นการบูชาเทพแห่งขุนเขา มันเป็นประเพณีของทางวัดที่มีการยึดถือกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว”

                “แล้วมันเริ่มต้นขึ้นอย่างไรครับ ได้มีการบันทึกเอาไว้หรือเปล่าครับ”

                ท่านยิ้มพร้อมกับพยักหน้า

                “บันทึกอะไรน่ะไม่มีหรอก…แต่ว่ามันมีเรื่องเล่าที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในบริเวณรอบๆ นี้…คุณสนใจที่จะฟังไหมล่ะ”

                “สนใจสิครับ”

                ผมรีบตอบ และในตอนนั้นเองที่พระหนุ่ม เท็ตไซ กลับมาพร้อมกับน้ำชาที่มีควันฉุยสองแก้ว พระผู้เฒ่ากล่าวขอบใจเขาพร้อมกับสอบถามถึงเรื่องการตีระฆัง

                “ใกล้ครบหรือยังล่ะ”

                “เกือบครบแล้วครับท่านอาจารย์ ยังขาดอยู่อีกสามสิบกว่าครั้ง ตอนนี้เป็นรอบของ อุนริว อยู่ครับ”

                “ดี ดี ดูแลจัดการให้เรียบร้อยนะ”

                “ครับ ท่านอาจารย์”

                ผมกล่าวคำขอบคุณบ้างก่อนที่เขาจะออกจากห้องไป เขาดูแปลกใจเล็กน้อยที่ได้ยินภาษาญี่ปุ่นจากปากผม พระผู้เฒ่ายกน้ำชาร้อนๆ ขึ้นดื่ม ผมจึงยกขึ้นมาจิบบ้าง กลิ่นหอมของชากระจายไปทั่วปากให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

                “น่าเสียดาย ที่ไม่มีขนมสักชิ้นสองชิ้น”

                พระผู้เฒ่าบ่นพึมพำเบาๆ พร้อมกับทอดสายตามองออกไปนอกประตู ผมจึงมองตามท่านบ้าง สวนหินที่อยู่ด้านหน้าถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์จนดูคล้ายกับว่าพวกมันพากันเรืองแสงออกมา หินกรวดก้อนเล็กๆ ที่ถูกคราดให้เป็นรอยคลื่นดุจดั่งผืนน้ำ หินก้อนใหญ่ๆ อีกหลายก้อนที่ถูกจัดวางอย่างระมัดระวัง เปรียบดั่งเกาะแก่งกลางทะเล และผมก็เกือบจะลืมไปเลยว่าหินก้อนหนึ่งในนั้นเป็นลำโพงซ่อนรูป

                “…แบบนี้ก็สวยไปอีกแบบนะ”

                “ครับ”

                “หากนั่งมองมันในยามกลางวันก็จะได้อีกความรู้สึกที่แตกต่างออกไป”

                “เป็นอย่างนั้นหรือครับ”

                เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าเสียงมันฟังแปลกออกไปจากเดิมเล็กน้อย พระผู้เฒ่าเหมือนกับหยุดนิ่งคิดอะไรอยู่เช่นกัน ก่อนที่ท่านจะหันกลับมาหาผม

                “เอาล่ะ…กลับมาที่เรื่องของเราจะดีกว่า”

                หลังจากนั้นท่านก็เริ่มเล่าตำนานเกี่ยวกับเรื่องการตีระฆังออกมา ในสมัยก่อนหมู่บ้านที่อยู่รอบๆ บริเวณนี้จะมีโรคระบาดร้ายแรงเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ทุกปีจะมีคนจำนวนมากที่ต้องสังเวยชีวิต ชาวบ้านเล่าลือกันว่าเมื่อใดที่เมฆดำประหลาดล่องลอยผ่านเหนือบ้านใคร จะต้องมีคนล้มตายลงอย่างแน่นอน

                จนวันหนึ่งได้มีนักบวชเดินทางผ่านมา ชาวบ้านได้รวมตัวกันเพื่อขอร้องให้ท่านช่วยเหลือ นักบวชนั้นเป็นผู้ร่ำเรียนเกี่ยวกับไสยเวท ท่านเกิดความสงสารพวกชาวบ้านจึงตกลงใจที่จะช่วย ท่านรู้ดีว่าโรคร้ายนั้นเกิดจากการกระทำของปีศาจที่มีชื่อเรียกว่า นุเอะ

                นุเอะ เป็นสัตว์ประหลาดที่มีร่างกายเกิดจากการรวมกันของสัตว์หลายชนิด มันมีหัวเป็นลิง ตัวเป็นแรคคูน ขาเป็นเสือ และหางเป็นงู มันสามารถกลายร่างเป็นเมฆดำล่องลอยไปมาในอากาศ และมันจะนำพาความเจ็บป่วย โรคร้าย ไปสู่ทุกที่ที่มันผ่านไป ตราบใดที่มันยังคงอยู่ โรคระบาดก็จะไม่มีวันยุติ

                นักบวชเดินหายเข้าไปในป่าตั้งแต่เช้า และเมื่อเขากลับออกมาในตอนเย็นก่อนที่แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ตลอดทั้งร่างของเขาก็เต็มไปด้วยบาดแผลที่เกิดจากเขี้ยวเล็บของสัตว์ แม้ชาวบ้านจะช่วยกันให้การรักษาพยาบาลท่านอย่างเต็มที่ แต่เมื่อผ่านไปสามวันความหวังของทุกคนก็หมดสิ้นลง

                ท่านบอกกับชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมกันในวันนั้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าว่า ถึงแม้ท่านจะสามารถปราบ นุเอะ ลงได้ แต่ก็ไม่มีพลังเพียงพอที่จะทำลายมัน สุดท้ายท่านจึงต้องสะกดร่างของมันเอาไว้โดยอาศัยพลังจากเทพแห่งขุนเขา แต่พลังนั้นจะค่อยๆ เสื่อมสลายลงไปตามกาลเวลา

                ท่านขอให้ชาวบ้านรวบรวมโลหะ และเงิน เพื่อว่าจ้างช่างหล่อให้หล่อระฆังขึ้นมาใบหนึ่ง แล้วในวันนั้นของทุกปีให้ทำพิธีตีระฆังหนึ่งร้อยแปดครั้ง เพื่อเสริมพลังให้กับเทพแห่งขุนเขา เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นผนึกอาจเสื่อมลงจน นุเอะ สามารถฟื้นกลับมาก่อความเดือดร้อนได้อีกครั้ง

                พระผู้เฒ่าหยุดเล่าพร้อมกับเสียงระฆังที่ดังขึ้นพอดี คราวนี้ผมได้ยินอย่างชัดเจนว่าเสียงของมันดังแปลกไปจริงๆ พระเฒ่าขมวดคิ้ว ท่านเองก็คงรับรู้ได้เช่นกัน

                เสียงฝีเท้าดังมาตามทางเดินก่อนที่ร่างของ เท็ตไซ จะโผล่มาที่ประตูอีกครั้ง เขารีบร้อนรายงานเรื่องราวทันที

                “ระฆังร้าวครับท่านอาจารย์”

                “ว่าอะไรนะ…”

                “พออุนริวตีครั้งที่แปดสิบแปด เขาก็บอกว่าเสียงระฆังมันเริ่มแปลกๆ ไป พอตีครั้งที่เก้าสิบสี่ มันก็เริ่มมีรอยร้าวให้เห็นครับ…”

                พระหนุ่มหยุดหอบหายใจก่อนที่จะรายงานต่อ

                “…อุนริวยังตีระฆังต่อจนถึงครั้งที่แล้วซึ่งเป็นครั้งที่เก้าสิบแปด รอยร้าวก็ลามไปทั่วจนทำให้เสียงระฆังไม่ดังเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วครับ เขาจึงตัดสินใจที่จะหยุดตีแล้ว ทำยังไงดีครับท่านอาจารย์…”

                พระผู้เฒ่าทำท่าครุ่นคิด

                “ยังเหลืออีกสิบครั้ง…เหลืออีกแค่สิบครั้งเท่านั้น”

                ท่านผู้เฒ่าถอนหายใจออกมา

                “ช่วยไม่ได้ เมื่อไม่มีระฆังเราก็ทำอะไรไม่ได้…พอแค่นี้ก็แล้วกัน”

                “…จะดีหรือครับท่านอาจารย์”

                พระหนุ่มถามย้ำอีกครั้ง

                “…มันก็คงไม่ดี แต่ก็ช่วยไม่ได้…พรุ่งนี้เช้าให้รีบตามช่างมาซ่อมโดยด่วน แล้วเราค่อยจัดพิธีกันใหม่อีกครั้ง”

                “ครับท่านอาจารย์”

                ทันใดนั้นสภาพอากาศข้างนอกก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที สายลมที่เคยพัดอ่อนๆ เริ่มทวีกำลังแรงขึ้น ท้องฟ้าที่เคยสว่างด้วยแสงจันทร์ พลันมีเมฆดำลอยมาบดบังเอาไว้ พระทั้งสองหันมองหน้ากัน ตัวผมเองก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้น เมื่อเสียงระฆังหยุดลง จู่ๆ ก็มีเมฆดำลอยมาเต็มท้องฟ้า ทั้งหมดมันดูจะประจวบเหมาะกันจนเกินไป

                “ท่านอาจารย์ครับ”

                พระหนุ่มเรียกหาพระผู้เฒ่าอีกครั้งเพื่อขอความมั่นใจ

                “…ทำไปตามนั้นแหละ ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”

                พระหนุ่มหันหลังกำลังจะจากไป

                “อ้อ เท็ตไซ…”

                “ครับ ท่านอาจารย์”

                “อย่าลืมแวะไปปิดเสียงสวดให้ด้วยล่ะ”

                แสดงว่าเสียงสวดมนต์ที่ได้ยินอยู่นี้เป็นการบันทึกเอาไว้แล้วเปิดผ่านลำโพงที่ติดตั้งอยู่ภายในวัดนั่นเอง คำพูดของท่านทำให้ผมนึกถึงเสียงที่บันทึกไว้เมื่อครู่ ถ้าจำไม่ผิดในตอนนั้นก็มีเสียงระฆังดังอยู่ด้วย และมันอาจจะนำมาใช้งานได้ถ้าผ่านการตัดแต่งอย่างเหมาะสม

                ผมรีบเสนอความคิดออกไปทันที พระทั้งสองรับฟังข้อเสนอของผมด้วยความประหลาดใจ พระผู้เฒ่าทอดสายตามองดูกลุ่มเมฆดำข้างนอกนั้นก่อนที่จะพยักหน้าช้าๆ

                “ลองดูสักหน่อยก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร”

                เสียงระฆังดังผ่านลำโพงที่ถูกเร่งให้ใกล้เคียงกับระฆังของจริงจนครบหนึ่งร้อยแปดครั้ง และเมื่อพวกเราเดินกลับออกมาจากห้องควบคุมเครื่องเสียงเล็กๆ ที่สุดแสนจะทันสมัยนั้น กลุ่มเมฆดำเมื่อครู่ก็ค่อยๆ ลอยกลับไปทางภูเขา สายลมพลันสงบลง แสงจันทร์นวลส่องอาบผืนดินอีกครั้ง พวกเราทั้งสามคนต่างหันมามองหน้ากัน พระผู้เฒ่าเป็นผู้เอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก

                “…แปลกดีนะ”

                เท็ตไซ ขอตัวจากไปเพื่อจัดการกับเรื่องระฆัง ผมเองก็คิดที่จะขอตัวกลับเช่นกัน ในตอนนั้นเองก็มีอะไรบางอย่างร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า มันตกลงตามตัวของพวกเราและกระจายลงบนพื้น พวกมันดูคล้ายกับฝนที่ตกลงมาเป็นก้อนฝุ่นเล็กๆ สีดำ แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็หยุด

                ผมมองหน้าพระเฒ่าก่อนที่จะก้มลงไปหยิบก้อนฝุ่นสีดำพวกนั้นขึ้นมา เมื่อดูใกล้ๆ จึงได้รู้ว่าพวกมันเป็นซากของแมลงตัวเล็กๆ สีดำจำนวนหนึ่ง พระผู้เฒ่าชะโงกหน้าเข้ามาดูบ้าง ก่อนที่ท่านจะอุทานออกมา

                “ยุง นี่นา”

                พวกมันเป็นแมลงที่ดูดกินเลือดของมนุษย์ และยังเป็นพาหะของโรคร้ายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้จับสั่น แต่ทำไมพวกมันถึงพากันร่วงหล่นลงมาแบบนี้ ท่านผู้เฒ่าแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ผมเองก็มองตามท่านขึ้นไป

                “…หรือว่าเมฆดำพวกนั้น จะเป็น…”

                ผมก้มลงมองซากยุงที่อยู่ในมืออีกครั้ง เรื่องเล่าที่พึ่งได้ฟังมาเมื่อครู่พลันย้อนกลับมาในห้วงความคิด ‘นุเอะ สามารถกลายร่างเป็นเมฆดำล่องลอยไปมาในอากาศ และมันจะนำพาความเจ็บป่วย โรคร้าย ไปสู่ทุกที่ที่มันผ่านไป’ หรือว่าตัวจริงของ นุเอะ ก็คือยุงตัวเล็กๆ พวกนี้

                ในภูเขาแถบนี้คงมียุงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และพวกมันจะพากันบินออกมาในช่วงเวลานี้ของทุกปี จึงทำให้เกิดโรคระบาดขึ้นในสมัยโบราณ จนเป็นที่มาของปีศาจในจินตนาการอย่าง นุเอะ นั่นเอง ส่วนการที่พวกมันพากันบินกลับไปยังภูเขา และมีจำนวนหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมานั้น อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเสียงระฆังทั้งหนึ่งร้อยแปดครั้ง แมลงตัวเล็กๆ พวกนี้คงถูกรบกวนจากย่านความถี่ของคลื่นเสียงที่เกิดจากระฆังใบนั้น

                พูดง่ายๆ ก็คือ ระฆังใบนั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องไล่ยุงด้วยคลื่นความถี่ขนาดยักษ์มาตั้งแต่สมัยโบราณนั่นเอง

                “ดึกแล้ว ผมคงต้องขอตัวกลับเช่นกันครับ”

                พระผู้เฒ่ายิ้มก่อนที่จะยื่นมือมาจับแขนผมเอาไว้

                “มาด้วยกันก่อนสิ”

                ผมเดินติดตามท่านไปยังมุมหนึ่งของวัด ที่นั่นมีหินแผ่นหนึ่งตั้งอยู่ บนแผ่นหินนั้นมีตัวอักษรสลักอยู่สามสี่แถว ท่านหยุดยืนตรงหน้ามันพร้อมกับหันกลับมา

                “…ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับระฆังใบนั้น เล่ากันว่าในการหล่อระฆังครั้งแรก โลหะไม่ยอมหลอมรวมกัน ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหล่อระฆังได้สำเร็จ”

                ท่านเหลือบมองไปยังแผ่นหิน

                “จนกระทั่งช่างหล่อได้เสนอวิธีการหนึ่งขึ้นมา”

                “…การเซ่นสังเวยด้วยชีวิตใช่ไหมครับ”

                ท่านมองหน้าผมอย่างไม่เชื่อหู พร้อมกับพยักหน้าช้าๆ

                “ใช่…คุณรู้ได้ยังไง”

                “มีเรื่องราวแบบนี้อยู่ในทุกๆ วัฒนธรรมโบราณทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในเอเชียนี่เท่านั้นหรอกครับ”

                “…คนอเมริกันนี่เก่งจริงๆ “

                ท่านพึมพำเบาๆ พร้อมกับยิ้มเศร้าๆ ก่อนที่จะเล่าต่อ

                “มีหญิงสาวคนหนึ่งยอมที่จะสละชีวิตเป็นเครื่องสังเวย จนในที่สุดก็สามารถหล่อระฆังใบนั้นได้สำเร็จ ชาวบ้านจึงช่วยกันตั้งหินก้อนนี้เอาไว้เพื่อระลึกถึงเธอ และเชื่อกันว่าวิญญาณของเธอยังคงวนเวียนและคอยปกป้องผนึกของนุเอะเอาไว้ไม่ให้มันหลุดออกมาได้”

                ท่านมองหน้าผม

                “ทำไมคุณถึงมาที่วัดแห่งนี้ พร้อมกับเสียงระฆังที่บันทึกเอาไว้ได้ด้วยเครื่องมือทันสมัยของคุณ ในวันที่มีพิธีตีระฆัง แล้วระฆังก็เกิดร้าวขึ้นมาพอดี…”

                ท่านหยุดเหลือบมองไปยังหินก้อนนั้นอีกครั้ง

                “คนอเมริกันฉลาดๆ อย่างคุณคิดว่าอย่างไร”

                ผมยิ้มพร้อมตอบกลับไปว่า

                “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ มันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรืออาจจะมีอะไรที่มากกว่านั้น…ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

                ในใจผมนึกไปถึงหญิงสาวลึกลับที่ไปเยี่ยมเยียนถึงในบ่อน้ำพุร้อน และนำทางผมมาจนถึงวัดแห่งนี้ เธอจะเป็นคนเดียวกันกับผู้ที่สละชีวิตในการหล่อระฆังใบนั้นหรือไม่ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

                ผมเดินกลับโรงแรมอย่างงงๆ และเดินหลงทางไปหลายครั้ง คืนนั้นก่อนนอนผมได้ลบเสียงที่บันทึกเอาไว้ทั้งหมดโดยไม่ได้เปิดมันฟังซ้ำเหมือนกับที่เคยทำตามปกติ ตอนนี้ที่วัดแห่งนั้นก็มีบันทึกเสียงระฆังเก็บเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และผมก็ไม่คิดจะรายงานเรื่องนี้ให้กับทางหน่วยที่สิบสามด้วย

                ผมคิดว่าเรื่องราวคราวนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของผม

เจฟแห่งหน่วยที่สิบสาม ตอน แค้น

               ผมรีบจ้ำฝ่าสายฝนที่ตกพรำในยามค่ำคืนไปตามทางเดินเท้า พร้อมกับคอยเลี่ยงหลบแอ่งน้ำที่ดักอยู่ตามทางไปด้วย เป็นความผิดพลาดของผมเองที่ไม่ได้เตรียมร่มมาด้วยในการเดินทางมายังลอนดอนในครั้งนี้ ผมลืมไปว่าประเทศอังกฤษกับฝนนั้นเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

               จุดหมายปลายทางของผมอยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกลนัก แต่ฝนกลับเริ่มเทกระหน่ำลงมา ผมจึงรีบวิ่งตรงไปยังชายคาของตึกเก่าๆ หลังนั้นทันที เมื่อมีชายคาคอยบังฝนเอาไว้ให้ ผมจึงเริ่มตรวจสอบจุดหมายของผมอีกครั้ง ผมมองหาบ้านเลขที่ไปทั่ว จนในที่สุดก็พบมันติดอยู่บนประตูตรงหน้าผมนี่เอง ตัวเลขนั้นเล็กไปหน่อย และสีของมันก็หลุดลอกจนทำให้แทบจะกลืนหายไปกลับบานประตู

                เลขที่สามสิบเอ็ด ถูกต้องแล้วนี่คือจุดหมายปลายทางของผมในครั้งนี้ ผมเอื้อมมือไปยังกริ่งประตู แต่ก่อนที่ผมจะทันได้กดมัน ช่องเล็กๆ ที่บานประตูก็ถูกเลื่อนเปิดออก มีดวงตาคู่หนึ่งจ้องออกมาจากหลังประตูบานนั้น พร้อมกับเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังลอดออกมา

                “มาหาใครคะ”

                “ผมมาพบ คุณโดโรธี…มีนัดเอาไว้แล้วครับ”

                “คุณคือ…”

                “ผมชื่อเจฟครับ”

                ช่องบนประตูถูกเลื่อนปิด พร้อมกับที่บานประตูถูกเปิดออก ที่ด้านหลังยืนไว้ด้วยหญิงสาวคนหนึ่งที่แต่งตัวด้วยชุดเสื้อกางเกงเรียบๆ ผมคะเนว่าเธอน่าจะอยู่ในวัยประมาณยี่สิบกลางๆ เห็นจะได้ เธอหลบให้ผมเดินผ่านประตูเข้าไปก่อนที่จะยื่นมือออกมา ซึ่งทำให้ผมงงงันในตอนแรก

                “…เสื้อของคุณ”

                ผมพึ่งนึกได้ว่าเสื้อโค๊ตยาวที่ผมสวมอยู่นั้นเปียกไปด้วยน้ำฝน ผมจึงรีบถอดมันออกแล้วส่งให้เธอ พอเธอแขวนเสื้อของผมเข้ากับที่แขวนที่อยู่ใกล้ๆ นั้นเรียบร้อยแล้ว เธอก็เชิญผมไปยังห้องรับแขก แล้วให้นั่งลงที่โซฟาขนาดสามที่นั่งซึ่งหุ้มด้วยเบาะหนังนุ่มนิ่มตัวหนึ่ง

                “ชาร้อนสักหน่อยไหมค่ะ หรือจะเป็นเครื่องดื่มอย่างอื่นดี”

                “…ได้กาแฟร้อนๆ สักถ้วยก็ดีเหมือนกันครับ”

                เธอหันหลังกำลังจะเดินกลับออกไป แต่ผมส่งเสียงเรียกเธอเอาไว้เสียก่อน

                “…แล้วคุณโดโรธีล่ะครับ”

                เธอยิ้มอย่างมีลับลมคมใน

                “อีกเดี๋ยวเธอก็มาแล้วล่ะค่ะ”

                “…อีกเรื่องหนึ่งนะครับ คุณรู้ได้ยังไงว่าผมมายืนรออยู่ที่หน้าประตู…คุณโดโรธีบอกอย่างนั้นหรือครับ”

                เธอยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนกับพยายามที่จะกลั้นหัวเราะเอาไว้อย่างเต็มที่ เธอชี้มือขึ้นไปที่มุมๆ หนึ่งของห้องที่อยู่ไกลออกไป

                “มีแบบนั้นอีกอันซ่อนอยู่ที่หน้าประตู…เดี๋ยวนี้ไว้ใจใครไม่ได้หรอกค่ะ”

                ผมได้แต่ยิ้มอย่างเขินๆ เมื่อได้เห็นว่าสิ่งที่เธอชี้ให้ดูนั้นคืออะไร มันเป็นกล้องวงจรปิดขนาดเล็กนั่นเอง ผมแอบหลงคิดไปเองว่าเป็นความสามารถของโดโรธีคนที่ผมมาหาในครั้งนี้ ตามข้อมูลที่ผมได้รับมาเธอเป็น ‘คนทรง’ ที่ไม่เป็นที่รู้จัก เพราะเธอจะรับทำงานให้กับทางตำรวจเท่านั้น ประวัติทุกอย่างของเธอถูกเก็บไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง

                ซึ่งนั่นไม่เป็นปัญหากับทางหน่วยที่สิบสามของเราเลยแม้แต่น้อย เมื่อหัวหน้าของผมตัดสินใจที่จะศึกษาการทำงานของเธอ ผมจึงถูกเรียกตัวให้มารับงานในครั้งนี้

                หญิงสาวคนเดิมกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งพร้อมกับแก้วสองใบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกาแฟร้อนควันกรุ่น กลิ่นของมันหอมฟุ้งไปทั่วห้อง ‘ไม่ใช่กาแฟสำเร็จรูป’ ผมแอบยินดีอยู่ในใจ เธอวางแก้วทั้งสองลงบนโต๊ะ ผมคิดว่าที่อยู่ในแก้วของเธอน่าจะเป็นน้ำชา เธอนั่งลงที่เก้าอี้นวมที่ตั้งอยู่ตรงข้าม ก่อนที่จะยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า

                “ดิฉัน โดโรธี…ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

                มือที่กำลังเอื้อมไปยังแก้วกาแฟของผมหยุดค้างอยู่แค่นั้น ตามข้อมูลที่ผมได้รับมานั้นบอกเอาไว้ว่า โดโรธีคนนี้มีอายุสามสิบห้าปีแล้ว ผมจึงเข้าใจเอาเองว่าหญิงสาวที่ออกมาต้อนรับนั้นเป็นคนรับใช้ หรือไม่ก็เป็นญาติคนใดคนหนึ่งของเธอ แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกที ข้อมูลก็ระบุเอาไว้เช่นกันว่า เธอใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังเท่านั้น

                “…ผมเจฟจากหน่วยที่สิบสาม ซีไอเอ ยินดีที่ได้พบครับ…ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ…ผมไม่คิดว่าคุณจะเป็นโดโรธี เพราะตามข้อมูลของผมคุณ…เอ่อ…”

                “ฉันควรจะต้องแก่กว่านี้ใช่ไหมคะ”

                “…ครับ”

                “ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ฉันชินเสียแล้ว และถือว่านั่นเป็นคำชม ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ฉันดูไม่ค่อยจะแก่ลงเลยตั้งแต่อายุได้ยี่สิบสี่…มันอาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฉันทำอยู่ก็เป็นได้…”

                ผมจิบกาแฟอึกหนึ่ง พร้อมกับคิดขึ้นในใจ ‘ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงผู้หญิงทั่วทั้งโลกคงอยากเป็นคนทรงกันหมดเป็นแน่’ ผมแอบสำรวจมองดูเธออีกครั้ง เธอเป็นผู้หญิงเรียบๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นสะดุดตา หากเดินสวนกันในท้องถนนผมคงจำเธอไม่ได้ หน้าตาของเธอนั้นเหมือนกับอายุเพียงยี่สิบกว่าๆ จริงๆ แต่ดวงตาของเธอคู่นั้นดูลึกลับอย่างบอกไม่ถูก

                พวกเราเริ่มต้นพูดคุยกันในเรื่องทั่วๆ ไปก่อน

                “ฉันแปลกใจ และไม่ค่อยจะเชื่อนักเมื่อพวกคุณติดต่อมาหาฉันในครั้งแรก”

                “คุณก็เลยให้ตำรวจที่รู้จักกันตรวจสอบให้ใช่ไหมครับ”

                “ใช่…เขายืนยันว่าพวกคุณเป็นซีไอเอตัวจริง แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดอะไรได้มากกว่านั้น และให้ฉันตัดสินใจเอาเองว่าอยากจะตอบรับคำขอของพวกคุณหรือไม่ เขาบอกว่านั่นเป็นสิทธิของฉัน”

                “…ผมคิดว่าคงไม่ใช่เพียงแค่นั้นใช่ไหมครับ พวกเขาน่าจะให้คำแนะนำกับคุณเพิ่มเติมด้วย”

                “โอ…ใช่แล้ว”

                เธอยิ้มกว้าง

                “พวกเขาแนะนำให้ฉันตอบปฏิเสธ”

                คราวนี้ผมจึงยิ้มบ้าง และจริงๆ แล้วผมก็เห็นด้วยกับคำแนะนำของพวกเขาเหมือนกัน ถ้าผมไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยที่สิบสามเสียเอง ผมคงแนะนำใครต่อใครให้หลีกพวกนี้ให้ห่างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

                “ผมก็คิดอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่คุณก็ตอบรับคำขอของพวกเรา”

                “ตอนแรกฉันก็ตอบปฏิเสธไปนะ แต่หัวหน้าของคุณนั่นแหละ โอ…ฉันอยากจะได้พบตัวจริงสักครั้งจัง”

                ผมไม่แปลกใจเลย นี่เป็นหนึ่งในความสามารถที่เยี่ยมยอดที่สุดของหัวหน้า ไม่เคยมีใครปฏิเสธเขาได้ ซึ่งรวมทั้งผมด้วย

                “คุณต้องการทดสอบอะไรฉันบ้างล่ะ”

                “ผมแค่ต้องการพูดคุยกับคุณเท่านั้น เฝ้าดูการทำงาน และอาจถามคำถามบ้างเมื่อผมสงสัย ซึ่งคุณมีสิทธิที่จะไม่ตอบก็ได้ ไม่มีการทดลองอะไร ไม่มีการตรวจวัดด้วยเครื่องมือใดๆ ทั้งสิ้น ผมแค่ต้องการศึกษาขั้นตอนการทำงานของคุณเท่านั้นเอง…เพียงแต่ผมอาจจะต้องขอทำการบันทึกเสียงบ้างในบางครั้งนะครับ…ถ้าคุณไม่ขัดข้อง”

                เธอพยักหน้าอย่างพอใจ

                “นั่นเหมือนกับที่หัวหน้าของคุณบอกมา และฉันก็อนุญาตให้คุณอัดเสียงได้ แต่คุณต้องบอกฉันก่อนเมื่อมีการอัดเสียง… ฉันเพียงแค่ไม่อยากให้มีคำพูดแปลกๆ หลุดออกมา หวังว่าคุณคงเข้าใจ…บางครั้งฉันจะพลั้งปากหลุดคำตลกๆ ออกมา”

                เธอหัวเราะเบาๆ ผมยกกาแฟขึ้นจิบอีกครั้งพร้อมกับล้วงเอาเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนที่จะเริ่มต้นสอบถามถึงวิธีการทำงานของเธอ คราวนี้เธอวางแก้วน้ำชาในมือลงบนโต๊ะ แล้วทำหน้าจริงจัง

                “ก่อนอื่นเลยฉันมีเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับคุณก่อน”

                “…ครับ”

                “ไม่ว่าพวกเขาจะบอกอะไรกับคุณมา ฉันขอบอกคุณไว้ตรงนี้ชัดๆ ก่อนเลยว่า ฉันไม่ใช่คนทรง”

                เธอจ้องหน้าผมเขม็ง

                “ฉันไม่ใช่คนทรง ฉันไม่เคยรู้สึกถึงวิญญาณ หรือสิ่งลึกลับใดๆ ทั้งสิ้น”

                ผมยกมือขึ้นเกาหัว ส่วนเธอกลับเอาแต่นั่งอมยิ้ม ท่าทางของเธอดูเหมือนจะพออกพอใจที่สามารถทำให้ผมหัวปั่นได้สำเร็จ หลังจากนั้นเธอจึงค่อยๆ อธิบายความหมายในสิ่งที่เธอพูดออกมา

                แม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก และเธอแทบจะจำอะไรที่เกี่ยวกับท่านไม่ได้เลย ที่หลงเหลืออยู่ก็มีเพียงภาพถ่ายเก่าๆ เพียงไม่กี่ใบเท่านั้น เธอเติบโตมากับพ่อเพียงสองคน และพ่อก็ไม่เคยพูดถึงญาติคนอื่นใดเลย ไม่เคยมีใครมาเยี่ยม และไม่เคยต้องไปเยี่ยมเยียนใครทั้งสิ้น

                เมื่อตอนอายุได้สิบหกปี พ่อของเธอที่เป็นตำรวจมีความจำเป็นที่จะต้องพาเธอซึ่งพึ่งกลับมาจากโรงเรียนให้ไปรอเขาอยู่ที่ด้านนอกของห้องในอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่งที่พึ่งเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นคนทรงของเธอ

                “ฉันยืนรออย่างกระสับกระส่าย รู้ว่ามีเรื่องไม่ดีบางอย่างพึ่งเกิดขึ้นภายในห้องนั้นเมื่อไม่นานมานี้ แล้วทันใดนั้นมันก็เกิดขึ้น”

                เธอมองเห็นผู้หญิงวัยกลางคนเดินหอบหิ้วถุงท่าทางเหมือนพึ่งกลับมาจากซื้อของตรงมาที่ประตูของห้องนั้น มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมาพอดีท่าทางของเขาเหมือนกับจะเดินเลยไปยังห้องที่อยู่ถัดไปในทางเดินนั้น แต่เมื่อหญิงคนนั้นเปิดประตูออก เขากลับวิ่งตรงเข้ามาพร้อมกับผลักเธอเข้าไปในห้อง

                เธอเห็นเขาเดินกลับออกจากประตูห้องอีกครั้งพร้อมด้วยถุงใบหนึ่งที่ผู้หญิงคนเมื่อครู่ถืออยู่ แต่ของที่อยู่ในนั้นตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นแท่งอะไรสักแท่งหนึ่ง เข้าม้วนแล้วขยุ้มมันเป็นก้อนก่อนที่จะยัดลงไปในถังขยะที่อยู่ใกล้ๆ ตรงทางเดินนั่นเอง

                เธอเห็นมันเหมือนกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงหน้า แต่เธอก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่ ประตูห้องนั้นไม่ได้เปิดออกจริงๆ และไม่มีใครเดินผ่านมาแถวนั้นเลย เธอเห็นอะไรบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

                พ่อของเธอเดินออกมาจากห้องที่เกิดเหตุพอดี เธอจึงจัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง

                “…ลูกว่าเป็นหญิงวัยกลางคนที่พึ่งกลับมาจากซื้อของใช่ไหม”

                “ค่ะ”

                “มีผู้ชายคนหนึ่งผลักเธอเข้าไปในห้อง…แล้วกลับออกมาพร้อมกับทิ้งอะไรบางอย่างลงในถังขยะใบนั้น”

                เขาพูดพร้อมกับชี้มือไปที่ถังขยะที่อยู่ตรงมุมทางเดิน เธอก็พยักหน้าอีกครั้ง เขาหันไปหาเพื่อนตำรวจอีกคนหนึ่งที่กำลังทำการเก็บรอยนิ้วมือที่ลูกบิดประตูด้วยเทปชนิดพิเศษอยู่

                “มีใครดูที่ถังขยะนั่นหรือยัง”

                เพื่อนของเขาเหลียวไปมองถังใบนั้นพร้อมกับยักไหล่

                “ไม่มีหรอก…นายคิดว่าจะเจออะไรหรือไง”

                “…มันก็ไม่แน่”

                “…งั้นนายก็ลองไปดูเองสิ เอาถุงมือนี่ไป”

                เพื่อนคนนั้นส่งถุงมือยางบางๆ คู่หนึ่งให้กับพ่อของเธอ เขารับมาสวมพร้อมกับหันมาถามเธอ

                “จะไปด้วยกันไหม”

                “ค่ะ”

                เธอเดินตามพ่อไปเงียบๆ เขายกฝาปิดถังขยะออกวางลงข้างๆ พร้อมกับมองลงไป ข้างบนกองขยะในนั้นมีถุงกระดาษจากร้านขายของถูกขยุ้มเป็นก้อนวางอยู่ เขาหันมามองเธอซึ่งทำได้แค่เพียงพยักหน้า ตอนนั้นเธอรู้สึกว่าลำคอของเธอแห้งผาก และอากาศรอบๆ ตัวก็ดูเหมือนจะเย็นลงอย่างฉับพลัน

                เขาเอื้อมมือลงไปหยิบถุงออกมาพร้อมกับเรียกเพื่อนคนเดิมที่ยังยืนอยู่ที่หน้าประตู

                “เฮ้…มาดูอะไรนี่หน่อยสิ”

                “นายเจออะไรหรือไง”

                “ก็อาจจะ…นายถนัดเรื่องพวกนี้มากกว่า มาช่วยฉันเปิดถุงนี่ออกหน่อย…ว่ามันมีอะไรข้างในกันแน่”

                เพื่อนของเขาวิ่งเหยาะๆ มาอย่างรวดเร็ว และเมื่อทั้งสองแง้มถุงใบนั้นเปิดออก เธอก็ได้กลิ่นคาวเลือดที่เหมือนกับกลิ่นสนิมเหล็กเข้มข้นโชยออกมาคละคลุ้ง

                “…บิงโก”

                เพื่อนของพ่อเธออุทานออกมา

                “เราเจอมีดทำครัวที่หายไปของเธอแล้ว นั่นคงเป็นเลือดของเธอ…หวังว่าที่ด้ามของมันจะมีลายนิ้วมือของไอ้โหดนี่อยู่นะ คราวนี้มันเสร็จเราแน่”

                พ่อหันมามองหน้าเธอแล้วไม่ได้พูดอะไร แต่หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น บางครั้งเขาจะพาเธอไปยังสถานที่เกิดเหตุเพื่อดูว่าเธอจะเห็นอะไรอีกหรือไม่ ซึ่งบางครั้งเธอก็เห็น แต่บางครั้งก็ไม่ เธอจึงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการตำรวจในฐานะของ ‘คนทรง’

                หลังจากที่พ่อของเธอต้องจากไปด้วยโรคมะเร็งก่อนวัยอันควร เธอก็ยังคงถูกขอให้ไปยังที่เกิดเหตุเมื่อมีคดีที่ไม่อาจหาเงื่อนงำอะไรได้ ซึ่งหลายครั้งจากข้อมูลที่ได้จากเธอก็นำไปสู่การคลี่คลายคดีได้ในที่สุด

                เธอยกชาขึ้นจิบหลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดนี้จบลง เธอวางแก้วชาลงพร้อมกับจ้องตรงมาที่ผม

                “ทุกคนพากันเรียกฉันว่าเป็นคนทรง แต่ฉันก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าฉันไม่ใช่ ฉันไม่ได้รู้สึกถึงวิญญาณ หรืออะไรทั้งนั้น ฉันเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วเห็นภาพอะไรบางอย่าง”

                “คุณมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้”

                เธอจ้องหน้าผมพร้อมกับขบคิดใคร่ครวญในคำอธิบายของผม

                “…คุณพูดถูกแล้ว ฉันมองเห็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในสถานที่เหล่านั้นได้”

                “แต่เฉพาะในสถานที่ ที่พึ่งมีเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างเกิดขึ้นใช่ไหมครับ คุณไม่เคยเป็นแบบนี้ในสถานการณ์ทั่วๆ ไปใช่ไหมครับ”

                “…ใช่…ฉันจะเห็นมันเฉพาะเวลาไปยังที่เกิดเหตุเท่านั้น และก็ไม่ใช่ทุกที่ด้วย เฉพาะในบางครั้งเท่านั้น”

                “โดยเฉพาะถ้าเป็นการฆาตกรรมใช่ไหมครับ”

                เธอขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะจ้องมองผมพร้อมกับพยักหน้า

                “…ใช่…คุณชักทำให้ฉันขนลุกซะแล้วสิ…คุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”

                ผมยิ้ม

                “คุณเป็นคนบอกผมเองนั่นแหละ ผมแค่เอาเรื่องที่คุณเล่ามาปะติดปะต่อกัน…ก็เท่านั้นเอง”

                ซึ่งความจริงแล้ว ที่ผมรู้เรื่องทั้งหมดนี้ก็เพราะผมเคยได้อ่านรายงานฉบับหนึ่งของหน่วยวิจัยที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์พวกนี้มาก่อนแล้วนั่นเอง

                คืนนั้นผมล่ำลาเธอพร้อมกับนัดหมายกันเอาไว้ว่า หากเธอได้รับการร้องขอให้ไปยังสถานที่เกิดเหตุในครั้งต่อไปเมื่อไร เธอจะให้ผมติดตามไปด้วยอย่างที่ได้ตกลงกันเอาไว้

#####

                ทุกวันนี้หากเราอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใดในโลก เมื่อเราเดินออกจากบ้านก็ขอให้มั่นใจได้เลยว่าเราจะต้องถูกบันทึกภาพเอาไว้ด้วยกล้องวงจรปิดเป็นจำนวนมากครั้งจนเรานึกไม่ถึง ยิ่งหลังจากเหตุการณ์สิบเอ็ดกันยา จำนวนกล้องที่ถูกติดตั้งตามสถานที่สาธารณะก็เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นหลายเท่าตัวในเวลาอันรวดเร็ว

                ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีซอกมุมมืดอยู่อีกเป็นจำนวนมากที่หลุดรอดมุมของกล้องเหล่านี้ไปได้ แต่ก็ยังคงมีกล้องพิเศษอีกชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่บันทึกสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในสถานที่นั้นๆ มาตั้งแต่เมื่อแรกเริ่มที่มนุษย์ได้ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้

                คลื่นสมองของมนุษย์ที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษจะถูกส่งออกมาเมื่อชีวิตของเขาตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน คลื่นเหล่านี้จะแทรกตัวเข้าไปบันทึกลงในสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว

                ภาพเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกเอาไว้จะสะท้อนก้องไปมาอยู่ในบริเวณนั้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง บางครั้งอาจจะเพียงไม่กี่วัน บางครั้งอาจจะนานหลายเดือน จนถึงหลายปี และในบางครั้งเมื่อมีผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เป็นจำนวนมากอาจหมายถึงเวลาหลายสิบ หรือหลายร้อยปีเลยทีเดียว

                มีคนจำนวนไม่มากนักที่มีคลื่นสมองเหมาะสมจนสามารถรับรู้ และเล่นภาพที่ถูกบันทึกเอาไว้ออกมาได้อีกครั้ง บางคนอาจรู้สึกได้ถึงคลื่นเหล่านี้ แต่ไม่อาจมองเห็นภาพที่ถูกบันทึกเอาไว้ เหมือนกับที่เรามีจานดาวเทียม แต่ไม่มีเครื่องถอดรหัส เรารับคลื่นได้ แต่ดูรายการเหล่านั้นไม่ได้

                บันทึกเหล่านี้อาจถูกทำลายลงได้หากสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นๆ ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ก็จะจางหายไปด้วย หลายครั้งที่ผู้คนทุบทำลาย หรือรื้อย้ายข้าวของต่างๆ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลด พวกเขาอาจจะไม่รู้ตัวว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น แต่มันเป็นเพราะคลื่นที่ถูกบันทึกเอาไว้นั้นรบกวนพวกเขานั่นเอง

                นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนทรงจำนวนหนึ่งบนโลกใบนี้ อย่างที่โดโรธีได้บอกเอาไว้ เธอไม่ได้รับรู้ถึงวิญญาณ หรือสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติใดๆ เธอเพียงแต่ได้รับคลื่นเหล่านี้และสามารถเล่นภาพที่ถูกบันทึกเอาไว้ได้ และผมรู้ทั้งหมดนี้จากรายงานการวิจัยของหน่วยที่สิบสามของผม

                ผมยืนยันข้อมูลของโดโรธีกลับไปยังสำนักงาน หลังจากนี้ประวัติทางการแพทย์ทั้งหมดของเธอจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียด โดยที่ไม่แจ้งให้เธอ หรือแม้แต่หมอของเธอรู้ ซึ่งก็เป็นงานที่หน่วยวิจัยทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว

                ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังคงคาใจผม นั่นก็คือเรื่องที่เธอยังคงดูสาวกว่าวัยของเธอ มีรายงานถึงเรื่องนี้อยู่บ้างแต่ก็ไม่ชัดเจนนัก มีบางคนที่เป็นเหมือนเธอที่ดูเด็กกว่าวัย พวกเรายังไม่รู้ว่าสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์อันใดกันหรือไม่ คงต้องใช้เวลาศึกษากันต่อไปอีกสักพัก

                พรุ่งนี้ผมมีนัดกับเธอเพื่อไปดูสถานที่เกิดเหตุแห่งหนึ่ง ผมจะเฝ้าดูการทำงานของเธอ และอาจสอบถามอะไรบางอย่าง เมื่องานทั้งหมดนี้จบลง ผมก็จะหนีไปหาที่พักผ่อนอีกครั้ง อาจจะไปแช่น้ำแร่ที่เกียวโต หรืออาจจะกลับไปนอนเล่นที่เกาะสมุยอีกครั้ง พักหลังมานี้ผมชักติดใจ และชอบจะไปเที่ยวเมืองไทยมากกว่าที่อื่นๆ ซึ่งตัวผมเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร

#####

                “สวัสดีโดโรธี”

                “สวัสดีโทนี่”

                เธอเดินเข้าไปทักทายกับตำรวจคนนั้นอย่างเป็นกันเอง สองคนนี้คงรู้จัก และเคยร่วมงานกันมานานแล้ว เขาพูดคุยกับเธออีกนิดหน่อยก่อนที่จะหันมามองผม

                “เขาชื่อเจฟ ซีไอเอที่ฉันเล่าให้ฟังยังไงล่ะ”

                เธอแนะนำก่อนที่จะหันกลับมาทางผม

                “ส่วนนี่คือโทนี่”

                เราสองคนจับมือกัน เขาบีบมือผมจนแน่นเกินความจำเป็น ในขณะที่ยิ้มให้กับผม

                “ผมเป็นคนให้คำแนะนำกับเธอเองเกี่ยวกับเรื่องซีไอเอ แต่ก็ยินดีที่ได้พบนะ”

                “ครับ…ยินดีเช่นกัน”

                หลังคำทักทายจบลงผมก็รีบปล่อยมือเขาทันที หลังจากนั้นเขาก็ทำท่าเป็นไม่สนใจผมอีกเลย โดโรธีดูท่าทางของพวกเราสองคนก่อนที่จะยิ้มน้อยๆ พร้อมกับส่ายหน้า

                “ผมขอบันทึกเสียงนะครับ”

                ผมหยิบเครื่องบันทึกออกมา โทนี่จ้องเครื่องมือขนาดเล็กที่อยู่ในมือผมเขม็ง

                “ฉันอนุญาตเขาเอง คงไม่เป็นไรนะโทนี่”

                “ก็…คงไม่เป็นไรหรอก นี่ก็ไม่ใช่คดีใหญ่โตอะไร”

                โทนี่ตอบอย่างเสียไม่ได้ หลังจากนั้นเธอก็เริ่มการทำงานของเธอพร้อมกับอธิบายถึงสิ่งที่เธอทำให้ผมฟังไปด้วย

                “โทนี่จะเป็นคนติดต่อกับฉัน เวลาที่เขาต้องการให้ฉันมาช่วยตรวจดูสถานที่เกิดเหตุ โดยที่เขาจะไม่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับคดีให้ฉันรู้ล่วงหน้า เขาจะพาฉันเข้ามา ให้เดินไปรอบๆ จนทั่ว แล้วรอดูว่าฉันจะเห็นอะไรหรือไม่”

                เราพูดคุยกันในขณะที่เดินกันไปเรื่อยๆ ในบ้านเล็กๆ หลังนั้น มันเป็นบ้านเก่าสองชั้นที่ตบแต่งอย่างเรียบๆ มีห้องอยู่ไม่มากนัก ทุกอย่างในบ้านดูเรียบร้อยดี ผมจึงเดาไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านหลังนี้ที่ทำให้พวกเขาต้องพึ่งพาเธอ

                “ในตอนแรกๆ เขาต้องคอยระวังไม่ให้ฉันไปรบกวนหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ”

                เธอหันไปยิ้มให้เขา

                “ตอนนี้ฉันก็คล่องดีแล้ว แต่ในบางครั้งมันก็เป็นเรื่องยากในการที่จะเดินไปทั่ว โดยที่ไม่เผลอไปโดนอะไรเข้า…เพราะที่เกิดเหตุบางแห่งมันก็เละเทะ…มีอะไรต่อมิอะไรกระจายอยู่บนพื้นเต็มไปหมด”

                “คุณเดินไปคุยไปแบบนี้ไม่รบกวนการทำงานของคุณใช่ไหมครับ”

                ผมถาม

                “ไม่เลย ฉันไม่ได้ต้องตั้งสมาธิ สวดภาวนา หรือทำอะไร ก็แค่เดินไปเรื่อยๆ ถ้ามันจะเห็น มันก็เห็นขึ้นมาเองนั่นแหละ…”

                เธอหยุดพูดในตอนที่พวกเราเดินเข้ามาถึงห้องครัวพอดี เธอจ้องมองไปที่โต๊ะกินข้าวตัวเล็กๆ ภายในครัว ของบนโต๊ะถูกเก็บออกไปหมดแล้วแต่ยังคงมีคราบอะไรบางอย่างเหลืออยู่หย่อมหนึ่งบนผ้าปูโต๊ะ มีเก้าอี้อยู่สองตัว ตัวหนึ่งถูกดันเข้าไปจนชิดกับขอบโต๊ะ ส่วนอีกตัวหนึ่งวางไว้ในตำแหน่งเหมือนกับมีคนเคยนั่งอยู่

                ผมมองเห็นภาพเหตุการณ์บางอย่าง แต่ไม่ใช่ในแบบที่เธอมองเห็น ผมเห็นมันจากประสบการณ์ในการทำงานของผม มีใครคนหนึ่งเคยนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้น ฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วไม่ได้ลุกขึ้นมาอีกเลย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มาแบกร่างของเขา หรือเธอออกไป

                “…ฉันเห็นเธอกำลังนั่งกินอะไรบางอย่างอยู่…น่าจะเป็นซุป แล้วเธอก็ทำหน้าตาบิดเบี้ยว…ก่อนที่จะทิ้งตัวลงไปบนโต๊ะ กระแทกเอาชามที่เธอกำลังกินอยู่หกคว่ำลง แล้วเธอก็แน่นิ่งไป”

                โทนี่มองหน้าเธอ แล้วเหลือบมองผม

                “นั่นเป็นสิ่งที่เราคาดว่าเกิดขึ้นกับผู้ตายของเรา”

                เขาพูดเพียงแค่นั้น และยังรอฟังว่าเธอจะสามารถให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่

                “…ก่อนหน้านั้นฉันเห็นเธอหยิบขวดอะไรบางอย่าง ใบเล็กๆ …น่าจะเป็นขวดยา…จากในตู้ตรงนั้น”

                เธอชี้ไปที่ตู้ใบหนึ่งที่อยู่เหนืออ่างล้างจาน ดวงตาของโทนี่เป็นประกายขึ้นมาทันที

                “…เธอใส่มันลงในชามซุป ก่อนที่จะเดินถือมันออกประตูหลังไป…แปลกจัง เธอใช้ผ้าจับลูกบิดประตูด้วย…และเมื่อเธอกลับเข้ามา เธอ…ไม่ได้ถือมันกลับมาด้วย เธอยกชามซุปมาวางที่โต๊ะ นั่งคนมันอยู่พักใหญ่…ก่อนที่จะเริ่มกินมัน”

                โทนี่ไม่ถามอะไรเธอเพิ่มแม้แต่คำเดียว เขารีบให้คนของเขาออกไปค้นหาบริเวณหลังบ้านนั้นทันที ผมเริ่มมองเห็นภาพรวมแล้วว่าคดีนี้มีความซับซ้อนอยู่ที่ตรงไหน ทำไมพวกเขาจึงต้องการความช่วยเหลือของเธอ

                พวกเราสองคนพากันเดินกลับออกมาที่หน้าบ้าน งานของเราจบลงแล้ว

                “ฉัน…ขอตัวกลับก่อนได้ไหม”

                เธอดูท่าทางอิดโรยผิดกับเมื่อตอนที่พึ่งมาถึง

                “มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณดู…ไม่ค่อยจะดีนัก”

                “ฉัน…ก็ไม่รู้เหมือนกัน…แต่ว่าครั้งนี้มันแปลกกว่าทุกครั้ง ภาพที่ฉันเห็นมันดูไม่ค่อย…ชัดเจนนัก เหมือนกับมีอะไรบางอย่างมารบกวน…ไม่อยากให้ฉันเห็นภาพพวกนี้…”

                “ให้ผมไปส่งไหมครับ”

                “ไม่เป็นไร ฉันกลับเองได้…งานของพวกเราก็เสร็จสิ้นลงแล้ว คงต้องกล่าวคำอำลากันตรงนี้เลยละกัน…ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะเจฟ แม้จะเป็นเวลาแค่ช่วงสั้นๆ ก็ตาม”

                ผมกอดกับเธอเบาๆ

                “ยินดีเช่นกันโดโรธี คุณน่ารักมาก”

                “แล้วเจอกันนะ”

                “ครับ แล้วเจอกัน”

                เธอเดินไปสองสามก้าวก่อนที่จะหันกลับมายิ้มให้ผม

                “ฝากความคิดถึง ถึงหัวหน้าของคุณด้วยนะเจฟ”

                พูดจบเธอก็โบกมือให้ผมอีกครั้งก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถแล้วขับจากไป ผมลังเลครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ผมยังอยากจะคุยอะไรอีกนิดหน่อยกับโทนี่

                พวกเขาทั้งหมดยังคงอยู่ในบริเวณหลังบ้าน ผมเดินตรงไปหาโทนี่ที่กำลังสนใจต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เพียงต้นเดียวในบริเวณนั้น

                “เจอหรือยังครับ”

                เขาหันมองหน้าผมก่อนที่จะส่ายหน้า พร้อมกับใช้ปากกาคุ้ยเขี่ยในกองดินตรงโคนต้นไม้ เขาถามโดยไม่ได้หันมามองหน้าผม

                “แล้วโดโรธีล่ะ”

                “เธอกลับไปแล้วครับ เห็นบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย”

                “…งั้นเหรอ…”

                แล้วเขาก็นิ่งเงียบไปก่อนที่จะถามโพล่งขึ้นมาว่า

                “แล้ว…พวกคุณจะเอายังไงกับเธอ”

                “…งานของผมเสร็จแล้ว ผมแค่มาศึกษาการทำงานของเธอ…ก็แค่นั้น”

                เขาหันมาจ้องหน้าผมเขม็ง

                “แค่นั้นจริงหรือ พวกคุณไม่ได้คิดจะเอาตัวเธอไปทดลอง หรือทำอะไรแปลกๆ พวกนั้นหรือ”

                ผมยิ้ม นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ชอบผม เขาคงคิดว่าพวกเรามีโครงการที่จะเอาตัวเธอไปวิจัยหรืออะไรพวกนั้น แต่ผมก็แค่มาศึกษาการทำงานของเธอจริงๆ อย่างน้อยก็เฉพาะในตอนนี้ ส่วนในอนาคตข้างหน้าผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

                “พรุ่งนี้ผมก็จะบินกลับแล้ว งานของผมเสร็จแล้ว”

                เขาหันกลับไปสนใจกองดินที่เดิมอีกครั้ง แต่ยังคงอมยิ้มอยู่ ท่าทางของเขาดูจะสบายใจขึ้นมากเมื่อได้ยินผมรับคำอย่างหนักแน่นเช่นนี้

                ปลายปากกาของเขาไปสะดุดเจอกับอะไรบางอย่างเข้า เขาใช้มือที่สวมถุงมือค่อยๆ คุ้ยลงไปก่อนที่จะเรียกเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้เข้ามาถ่ายรูปเก็บเอาไว้

                เขาหยิบขวดยาสีขาวเล็กๆ ใบหนึ่งขึ้นมา ลองเขย่าขวดดูเบาๆ และพบว่ายังคงมีเม็ดยาเหลืออยู่ข้างใน เขาเขย่ามันอีกเล็กน้อยเพื่อให้เศษดินที่ติดอยู่ร่วงลงไป เขาไม่ได้เช็ดมันเพราะกลัวว่ารอยนิ้วมือจะหายไปด้วย จากนั้นเขาก็หย่อนขวดที่ยังคงมีเศษดินติดอยู่เล็กน้อยลงในถุงพลาสติกสำหรับเก็บหลักฐาน ก่อนที่จะบอกให้เจ้าหน้าที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับได้

                “คุณคงพอจะเดาเรื่องทั้งหมดได้แล้ว”

                เขาถามผมในขณะที่กำลังเดินออกจากบ้าน

                “…เงินประกันชีวิตใช่ไหม”

                “ใช่ ถ้าเป็นการฆาตกรรม พวกเขาต้องจ่ายเงินก้อนโตให้กับลูกชายคนเดียวของเธอ สามีเก่าของเธอเป็นเภสัชกร แยกกันอยู่นานแล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้มีคนเห็นพวกเขาสองคนทะเลาะกันอย่างรุนแรง…แล้วเธอก็ตายจากการกินยาบางอย่าง…ในสถานการณ์ที่ดูแปลกๆ ประตูหลังบ้านเปิดอยู่ แถมยังมีร่องรอยการเช็ดลายนิ้วมือบนลูกบิดประตูออกอีกด้วย แต่สามีเก่าของเธอเองก็มีพยานยืนยันที่หนักแน่นเช่นกัน”

                ผมพึมพำออกมาเบาๆ

                “ฆาตกรรม หรือ ฆ่าตัวตาย”

                เขาพยักหน้าพร้อมกับพูดต่อ

                “…เรารู้ว่าเธอมีปัญหาเรื่องเงินอย่างหนักในช่วงนี้ หากได้เงินประกันไปลูกของเธอก็จะสบาย แต่ถ้าเราจะจับใครในข้อหาฆาตกรรม ก็ต้องมีหลักฐานมากกว่านี้…ซึ่งเรายังไม่มี สิ่งที่โดโรธีบอกกับเราในวันนี้ทำให้งานของเราจบลงได้ง่ายกว่าที่คิดเอาไว้”

                เราเดินออกมาถึงหน้าบ้านก่อนที่จะหยุดยืนคุยกันอีกครู่หนึ่ง

                “เราไม่สามารถเอาสิ่งที่เธอเห็นไปเป็นพยานในศาลได้ แต่พวกเราอาศัยสิ่งที่เธอบอกให้รู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เธอทำให้งานของเราง่ายขึ้น โดยการบอกให้รู้ว่าเรื่องราวเป็นยังไง แล้วเราจะมองหาหลักฐานได้จากที่ไหน”

                ผมตัดสินใจถามคำถามออกไป

                “…เคยมีบ้างไหมที่เธอบอกอะไรผิดพลาด”

                เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดอย่างจริงจัง

                “…จะบอกอะไรให้นะ ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสิ่งที่เธอเคยบอกมาทุกครั้งนั้นจะถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งในครั้งนี้ด้วย ผมเพียงแต่บอกได้ว่าบางครั้งสิ่งที่เธอบอกทำให้เราพบเจอพยานหลักฐานที่สามารถยืนยันเหตุการณ์บางอย่างได้ แต่บางครั้งสิ่งที่เธอบอกมาก็ไม่ช่วยให้เราพบเจออะไรเพิ่มเติม…นั่นหมายถึงคดีต้องปิดไปตามหลักฐานเท่าที่เรามี”

                เขาถอนหายใจเบาๆ

                “ผมไม่เคยบอกเธอเลยว่าคดีพวกนี้มีผลสรุปเป็นยังไง และเธอก็ไม่เคยถามผมเช่นกัน”

                เราสองคนจับมือล่ำลากันที่หน้าบ้านเก่าหลังนั้น คราวนี้เขาบีบมือผมเบาๆ พร้อมกับยิ้มให้

#####

                โดโรธีนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง คืนนี้เธอรีบเข้านอนตั้งแต่ยังหัวค่ำ ความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างติดตัวเธอมาตั้งแต่เดินออกจากห้องครัวในบ้านเก่าๆ หลังนั้น ถึงแม้ว่าเธอจะอาบน้ำ สระผม และนั่งพักผ่อนไม่ทำอะไรเลยตลอดช่วงเย็นที่ผ่านมา ความรู้สึกไม่สบายตัวนั้นก็ยังคงไม่ยอมหายไป

                เธอเริ่มนึกทบทวนถึงเหตุการณ์เมื่อตอนอยู่ในห้องครัวนั้นอีกครั้ง การมองเห็นภาพของเธอในวันนี้ไม่ค่อยชัดเจนนักเมื่อเทียบกับในครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา เหมือนมีกระจกมัวๆ มากั้นเอาไว้ แล้วยังความรู้สึกแปลกๆ นั่นอีก เหมือนกับกำลังถูกใครจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ในระหว่างที่เธอเล่าเรื่องที่ได้มองเห็นให้โทนี่ กับเจฟฟัง

                เธอพลิกตัวมาดูนาฬิกาอีกครั้ง

                ‘ห้าทุ่มกว่าแล้วหรือนี่…คงต้องพึ่งยาสักหน่อยแล้วคืนนี้’

                ในบางครั้งเธอก็ต้องพึ่งยานอนหลับบ้างเหมือนกัน เธอลุกขึ้นแล้วเดินไปกินยาก่อนที่จะกลับมาล้มตัวลงนอนอีกครั้ง คราวนี้ความง่วงเริ่มมาเยือนเธออย่างรวดเร็ว สติของเธอเริ่มเลือนราง แต่ในขณะนั้นเองภาพในห้องครัวแห่งนั้นก็ผุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้ภาพทุกอย่างกลับกระจ่างจ้าชัดเจน

                เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนเดิม เหมือนกับที่เธอได้เห็นมาก่อนแล้ว แต่ว่าคราวนี้เธอรู้แล้วว่าทำไมภาพของมันถึงดูมัวๆ ในตอนนั้น

                มีร่างกึ่งโปร่งใสของผู้หญิงคนหนึ่งยืนขวางอยู่ข้างหน้าเธอ เธอมองเห็นภาพทั้งหมดผ่านร่างของผู้หญิงคนนี้อีกทีหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้มองตรงมาที่เธอ หน้าตาของหญิงคนนั้นแสดงความเคียดแค้นชิงชังออกมาอย่างเปิดเผย

                ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเดียวกับผู้หญิงที่นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ในครัวแห่งนั้นนั่นเอง ผู้หญิงคนนั้นไม่ต้องการให้เธอเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงได้มายืนขวางเอาไว้ แล้วตอนนี้ร่างๆ นั้นก็กำลังลอยตรงมาหาเธอจากครัวแห่งนั้น มาหาเธอที่กำลังนอนอยู่บนเตียงในบ้านของเธอเอง

                โดโรธีเริ่มกรีดร้อง แต่ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดรอดออกมาจากปากของเธอ

#####

                โดโรธีเห็นแสงสว่างส่องประกายขึ้นในความมืดมิดที่ล้อมอยู่รอบตัว เธอรู้สึกถึงแรงฉุดเบาๆ ที่มือเพื่อนำเธอไปยังแสงนั้น แสงเริ่มสว่างจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนเธอต้องหรี่ตาลงพร้อมกับพยายามยกมือขึ้นเพื่อบังแสงนั้น

                “คนไข้ฟื้นแล้วครับ”

                หมอขยับไฟฉายที่ส่องดูดวงตาของโดโรธีออก เมื่อพบว่าม่านตา และร่างกายของเธอมีอาการตอบสนอง เขาขยับหลบไปข้างๆ เพื่อเปิดทางให้ผมเดินเข้ามาใกล้ๆ เตียงคนไข้

                “โดโรธี คุณเป็นยังไงบ้าง”

                โทนี่ยังคงกุมมือของเธอเอาไว้ เขานั่งกุมมือของเธออยู่ข้างเตียงตลอดเวลาตั้งแต่มาถึงห้องฉุกเฉินแห่งนี้

                “…ฉัน…เป็นอะไร…แล้วฉันอยู่ที่ไหน”

                “คุณอยู่ที่โรงพยาบาล ในห้องฉุกเฉิน แต่ตอนนี้คุณไม่เป็นอะไรแล้ว”

                ท่าทางเธอยังงงๆ อยู่

                “…เกิดอะไรขึ้น”

                “…หมอคิดว่าอาจเป็นเพราะยานอนหลับที่คุณกิน มันไปกดระบบหายใจของคุณ หลังจากนี้คุณคงต้องเลิกกินมันแล้วล่ะนะ”

                “แล้ว…ฉันมาที่นี่ได้ยังไง”

                โทนี่หันมามองผม

                “เธอคงต้องถามซีไอเอคนนี้ดูเอง เขาไม่ยอมบอกว่าเขาไปหาคุณกลางดึกทำไม แต่เขาบุกเข้าไปในบ้านแล้วโทรเรียกรถฉุกเฉินไปรับคุณได้ทันเวลาพอดี”

                ตอนแรกเขาไม่ค่อยพอใจนักเมื่อรู้ว่าผมไปหาเธอกลางดึก แต่เมื่อมันกลายเป็นว่าผมได้ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ และเขาก็ไม่มีหลักฐานอื่นใดที่บ่งบอกว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ดูเหมือนว่าเขาจะสงบลงได้นิดหน่อย

                “…ผมมีข้อมูลสำคัญบางอย่างที่อยากตรวจสอบก่อนที่จะต้องเดินทางเท่านั้นเอง”

                “เรื่องอะไรหรือคะ”

                “…ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้วล่ะครับ”

                เธอมองหน้าผมก่อนที่จะทำท่าเหมือนกับนึกอะไรได้ขึ้นมา

                “โอพระเจ้า ใช่แล้ว…เธอนั่นเอง…เธอ…”

                ผมบีบแขนเธอเบาๆ ก่อนที่จะพูดขึ้น

                “คุณหมอครับ ขอเวลาให้พวกเราคุยกันเองสักครู่ได้ไหมครับ”

                หมอหันมามองผมอย่างงงๆ แต่เขาก็ยอมออกไปโดยดี ก่อนออกไปเขาพูดทิ้งท้ายไว้ว่า

                “คนไข้พึ่งฟื้นตัวควรจะได้พักผ่อนมากๆ นะครับ”

                เมื่อม่านถูกดึงปิดเรียบร้อย เธอก็พูดเบาๆ ด้วยความตื่นกลัว

                “เธอ…ทั้งหมดนี่เป็นฝีมือของเธอ”

                “ใคร…เรื่องอะไร”

                โทนี่ถามอย่างงุนงง

                “ใช่…เป็นฝีมือของเธอ ผมไม่รู้ว่าเธอทำได้ยังไง แต่เธอคงแค้นคุณที่ทำให้ลูกของเธออดได้เงินประกัน”

                เธอจ้องหน้าผมเขม็ง

                “คุณรู้…แต่คุณรู้ได้ยังไง…เพราะอย่างนั้นคุณถึงไปหาฉัน คุณจะไปเตือนฉันใช่ไหม”

                ผมพยักหน้า

                “ผมมาช้าไปก้าวหนึ่ง แต่ก็ยังดีที่ไม่สายจนเกินไป”

                “เฮ้ พวกคุณพูดเรื่องอะไรกันน่ะ ผมไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”

                โทนี่แทรกขึ้น เธอมองหน้าผมก่อนที่จะหันไปหาเขา

                “ผู้หญิงคนที่กินยาตายคนนั้น…เธอแค้นฉันที่ฉันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พวกคุณฟัง เธอไม่ต้องการให้ใครรู้…เธอจึงแค้นฉัน…ทั้งหมดนี่…เป็นฝีมือของเธอ”

                เขาทำหน้างง

                “คุณพูดล้อเล่นใช่ไหม”

                “เปล่า ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ”

                “…แต่คุณเองเป็นคนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยนี่นา”

                “…ฉันเห็นเธอกับตา ก่อนที่ฉันจะหมดสติ ฉันเห็นเธอ…”

                หน้าตาของโดโรธีแสดงความหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน โทนี่ต้องคอยปลอบเธอ เขาหันมาหาผมก่อนที่จะถามขึ้นว่า

                “เอาเป็นว่าถ้าเรื่องที่โดโรธีเล่ามาเป็นความจริง แล้วคุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน”

                ผมหยิบเอาเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กของผมออกมาพร้อมกับเปิดช่วงตอนที่พวกเรากำลังคุยกันอยู่ภายในห้องครัวแห่งนั้นให้ทุกคนฟังเบาๆ

                “ผมพึ่งจะตรวจสอบมันก่อนนอน”

                “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่นา”

                โทนี่บอก เขาไม่ได้ยินอะไรที่ผิดปกติ

                “เครื่องบันทึกนี้ถูกออกแบบมาให้สามารถบันทึกเสียงในย่านความถี่ที่หูของมนุษย์ไม่สามารถได้ยินเอาไว้ด้วย เดี๋ยวผมจะเล่นมันให้ฟังอีกครั้ง”

                เขาบ่นอุบอิบเบาๆ

                “เชอะ…ของเล่นของพวกซีไอเอ”

                ผมทำเป็นไม่ได้ยินก่อนที่จะเปิดช่วงตอนเดิมให้ฟังซ้ำอีกครั้ง โดยคราวนี้ผมให้มันเล่นเสียงในทุกย่านความถี่ออกมาพร้อมๆ กัน ในเสียงที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นมีเสียงพร่าๆ คล้ายกับคลื่นรบกวนแทรกอยู่ตลอดการสนทนา เสียงผู้หญิงที่ทำให้ทั้งโดโรธี และโทนี่ ต่างขนลุก และรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว

                “…แ…ค้…น…ฆ่…า…แ…ก…แ…ค้…”

                ผมปิดเครื่องบันทึกเสียง พวกเขาทั้งสองคนจ้องผมเป็นตาเดียว โทนี่ถามขึ้นในที่สุด

                “…คุณไม่ได้ทำมันขึ้นมาเองใช่ไหม”

                “เปล่า พอผมได้ยิน ผมก็รีบไปหาเธอทันที ทีนี้พวกคุณเข้าใจหรือยัง”

                ผมหันไปหาโดโรธี ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้เธอเข้าใจได้อย่างไร ในบางครั้งคลื่นที่สะท้อนไปมาอยู่ในที่เกิดเหตุนั้น ยังคงมีความยึดติดกังวลจากเจ้าของตกค้างอยู่ด้วยเช่นกัน คลื่นแบบนี้อาจก่อให้เกิดผลกับร่างกายอย่างในกรณีนี้ได้

                “คุณสบายใจได้มันจะไม่เกิดขึ้นอีก…”

                “คุณรู้ได้ยังไง”

                โดโรธี ถามกลับมายิ้มๆ ท่าทางของเธอดูเหมือนจะเชื่อคำพูดของผม จากการวิจัยกรณีแบบนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่เคยพบว่ามีการเกิดขึ้นซ้ำอีกเลย คลื่นนั้นจะลบเลือนหายไปตลอดกาล

                “…แต่เฉพาะในกรณีนี้เท่านั้นนะ ถ้าคุณยังคงทำงานนี้ต่อไป และไปพบเจอกับกรณีที่คล้ายๆ กันนี้ขึ้นมาอีก…มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน”

                เธอหุบยิ้มทันทีพร้อมกับหันไปจับมือโทนี่อีกครั้ง เขาหันมามองหน้าผมก่อนที่จะพูดว่า

                “อาจจะได้เวลาเลิกงานของเธอแล้วก็เป็นได้…ต่อไปผมจะคอยดูแลเธอเอง”

                ผมล่ำลาทั้งสองอีกครั้งก่อนที่จะเดินทางไปยังเกาะสมุย ที่ผมจะไปนอนเล่นพักผ่อนบนหาดทรายให้สบายอารมณ์

เจฟแห่งหน่วยที่สิบสาม ตอน มัมมี่

 

ดอกเตอร์โจนน์ยืนลุ้นอย่างใจจดใจจ่อในขณะที่พวกคนงานกำลังช่วยกันใช้รอกยกแผ่นหินขนาดใหญ่ขึ้นจากพื้น เสียงรอกหมุนไปอย่างเป็นจังหวะ ในขณะที่ขอบของแผ่นหินก็ค่อยๆ เผยอขึ้นทีละน้อย สี่นิ้ว ห้านิ้ว ในใจของเขาดูเหมือนว่าความหนาของหินแผ่นนี้จะไม่มีวันจบสิ้น

แต่แล้วก็มีเสียงแปลกๆ ดังขึ้น อากาศเย็นๆ อับๆ ฟุ้งกระจายออกมาจากช่องว่างใต้แผ่นหิน มันคงเป็นอากาศของช่วงเวลาในอดีตตั้งแต่เมื่อสามพันกว่าปี ก่อนที่ช่องลับแห่งนี้จะถูกปิดตายเอาไว้

หัวใจของเขาเต้นระรัวอย่างตื่นเต้น

‘หีบแพนโดร่าได้ถูกเปิดออกแล้ว’

#####

ย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อน ดอกเตอร์โจนน์ยังคงทำงานของเขาอย่างเซ็งๆ ปิรามิดเล็กๆ แห่งนี้ถูกพวกโจรขโมยสุสานขุดไปตั้งแต่ก่อนที่จะมีใครมาพบ หนำซ้ำทีมที่มาสำรวจมันในครั้งแรกๆ ก็ทำตัวไม่ต่างจากพวกโจรเหล่านั้น พวกเขาขนทุกอย่างที่ดูพอจะมีราคาออกไปจนหมด โดยไม่สนใจกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาโบราณวัตถุที่ถูกพบในปิรามิดมักได้รับความสนใจในตลาดมืดอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับพวกที่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องๆ หนึ่ง ชีวิตหลังความตาย หรือ ชีวิตอมตะ นั่นเอง

เขาจำได้ว่ารู้สึกสะอิดสะเอียนเพียงไหนเมื่อได้ยินถึงสิ่งที่พวกเศรษฐีเพี้ยนๆ เหล่านั้นทำกับมัมมี่ที่พวกเขาซื้อมาจากตลาดมืด พวกเขาป่นมันเป็นผงแล้วเชิญเพื่อนๆ มาร่วมกันกินยาอายุวัฒนะสูตรพิสดารนี้แกล้มกับไวน์ราคาแพงลิบ

ปิระมิดเล็กๆ หลังนี้แทบจะไม่เหลืออะไรให้เขาศึกษาได้อีก แม้แต่แผ่นหินจารึกที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าก็ถูกสกัดออกไปจนเกือบหมด ไม่มีร่าง ไม่มีวัตถุใดๆ หรือแม้แต่ชื่อของผู้ที่เคยนอนสงบนิ่งอยู่ในสถานที่แห่งนี้หลงเหลืออยู่

เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษารายละเอียดของโครงสร้างหลักที่เหลือเพียงคร่าวๆ ไม่มีอะไรควรค่าให้ต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้ ในที่สุดเขาก็สั่งให้ลูกทีมเริ่มทำการเก็บข้าวของ เขาจะติดต่อขอย้ายไปทำการศึกษาปิรามิดเล็กๆ อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่ไกลนัก และเขาหวังว่ามันจะยังมีอะไรหลงเหลืออยู่มากกว่านี้

เขานั่งทบทวนรายละเอียดโครงสร้างทั้งหมดของปิรามิดแห่งนี้อยู่ภายในห้องทำงานชั่วคราวที่จะถูกรื้อเป็นสิ่งสุดท้ายในเช้าวันพรุ่งนี้ มีเสียงที่คุ้นเคยเรียกเขาจากด้านหลังผ้าใบที่ใช้เป็นประตู

“อาจารย์ครับ”

“มีอะไรหรือวิล”

คนที่ถูกเรียกว่า วิล เปิดผ้าใบเข้ามาในห้อง เขาคนนี้เป็นลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยที่ดอกเตอร์โจนน์สอนอยู่ ซึ่งขอร่วมทีมสำรวจในครั้งนี้ด้วยเพื่อเรียนรู้การทำงานในภาคสนาม เขาเป็นคนผิวขาว รูปร่างผอม ท่าทางของเขาดูไม่ค่อยเหมาะกับงานภาคสนามแบบนี้ เขาดูเหมาะที่จะอยู่ตามห้องสมุด หรือห้องทดลองเสียมากกว่า

“คนงานของเราเจออะไรบางอย่างที่น่าสนใจเข้าครับ”

“…พวกเขาเจอมัมมี่ซ่อนอยู่ใต้ก้อนหินหรือไงกัน”

วิลไม่ตลกไปกับมุขของเขา

“พวกเขาเจอรูปอะไรแปลกๆ บนกำแพงด้านหน้าของปิรามิดน่ะครับ”

“กำแพงนั่นน่ะแทบจะไม่มีอะไรเหลือแล้ว พวกเขายังจะเจออะไรได้อีก”

“ผมลองไปดูมาแล้ว เลยอยากให้อาจารย์ช่วยไปดูหน่อยครับ”

ท่าทีลับๆ ล่อๆ ของวิลทำให้เขารู้สึกสนใจ เขารีบติดตามลูกศิษย์ของตนไปยังกำแพงหินนั้นทันที ที่นั่นมีคนงานหลายคนกำลังยืนจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ พวกนั้นพากันชี้ไม้ชี้มือไปที่บริเวณหนึ่งบนกำแพง แต่พอพวกคนงานเห็นเขาทั้งหมดก็หยุดพูดคุยกันทันที ทุกสายตาพากันหันมาจับจ้องอยู่ที่เขา

“นี่มันอะไรกัน”

ท่าทางของทุกคนทำให้เขารู้สึกกระสับกระส่าย

“พวกเขากำลังรอให้อาจารย์อธิบายสิ่งที่พวกเขาเห็นกันน่ะครับ”

เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ กำแพงพยายามมองไปยังที่ๆ พวกคนงานชี้ไม้ชี้มือกันอยู่เมื่อครู่ ท้องฟ้ายามนี้กำลังค่อยๆ มืดลงแล้ว พวกคนงานช่วยกันฉายไฟส่องไปยังจุดๆ หนึ่ง ที่อยู่ในบริเวณด้านบนของแผ่นหิน ตอนแรกเขายังมองอะไรไม่เห็นอะไรนอกจากผิวหน้าของหินที่ถูกสกัดเอาภาพและคำจารึกต่างๆ ออกไปจนเละ

ในที่สุดเขาก็สังเกตเห็นภาพของอะไรบางอย่างหลงเหลืออยู่ระหว่างรอยสกัดเหล่านั้น เขาทำการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เก็บอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างรวดเร็ว พยายามนึกให้ออกว่ามันควรจะเป็นอะไรกันแน่ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ตรงกับสิ่งใดๆ เลยเท่าที่เขาเคยพบมา

มันเป็นภาพรูปวงรีซ้อนกันสองชั้น ส่วนที่กว้างของวงรีขยายออกไปตามแนวนอน พร้อมกับมีเส้นขีดสั้นๆ ที่เหมือนกับจะแสดงว่ามันกำลังเปล่งประกายขีดอยู่โดยรอบ ไม่ใช่ดวงตา ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ หรือ ตัวอักษรใดๆ ที่เขาพอจะนึกออก

“อืม…ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่ามันเป็นรูปของอะไร หรือจะหมายถึงอะไรกันแน่ กำแพงนี่ก็ไม่มีรายละเอียดอื่นๆ ให้ผมใช้เชื่อมโยงได้ด้วยว่ามันบอกเล่า หรือจารึกเรื่องอะไรเอาไว้”

เขามองผ่านใบหน้าของคนงานที่ยืนล้อมวงอยู่

“แต่ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องแปลกอะไร…มันก็แค่ส่วนหนึ่งของภาพ หรือจารึกอะไรสักอย่าง ไม่เห็นจะต้องตื่นเต้นกันขนาดนี้เลย”

วิลพูดขึ้นเบาๆ

“พวกเขาคิดว่า พวกเขารู้ว่ามันเป็นรูปของอะไรครับ”

เขาหันไปมองหน้าลูกศิษย์อย่างแปลกใจ ก่อนที่จะถามขึ้นว่า

“…แล้ว…พวกเขาคิดว่ามันเป็นรูปของอะไรกันล่ะ”

“…จานบิน ครับ”

ใบหน้าของเขาว่างเปล่าก่อนที่จะถามขึ้นอีกครั้ง

“เธอพูดว่า…จานบิน อย่างนั้นหรือ”

“ครับอาจารย์ พวกเขาคิดว่ามันเป็นรูปของจานบิน หรือยูเอฟโอนั่นแหละครับ”

เขาเริ่มส่งเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอก่อนที่จะกลายเป็นการระเบิดเสียงหัวเราะอย่างควบคุมไม่ได้ในที่สุด

“ฮ่า…จาน…บิน อย่างนั้นหรือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเขาไปเอาความคิดบ้าๆ แบบนั้นมาจากไหนกัน”

ใบหน้าที่ดูจริงจังของเหล่าคนงานที่ยืนรายล้อมอยู่ทำให้ดอกเตอร์โจนน์ต้องหยุดหัวเราะลง เขาหันไปหาพวกเขาแล้วพูดด้วยภาษาอังกฤษอย่างช้าๆ พวกคนงานเหล่านี้สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว

“ผมไม่รู้ว่าพวกคุณคิดไปเอาความคิดนี้มาจากไหน แต่ผมมีอะไรจะบอกพวกคุณไว้สักหน่อย ตั้งแต่ที่เริ่มมีการศึกษาอารยธรรมโบราณตามแหล่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ไม่เคยมีหลักฐาน หรือการบันทึกใดใด ที่ชี้ให้เห็นว่ามีการพบเห็นจานบิน หรือยูเอฟโอเลย”

เขาหยุดนิดหนึ่ง พร้อมทั้งกวาดตามองใบหน้าที่ยังคงแสดงความสงสัยเหล่านั้นอีกครั้ง

“เรื่องราวของยูเอฟโอนั้นพึ่งมีการพูดถึงกันเมื่อไม่นานมานี้เอง…มันเป็นเรื่องเล่าของยุคปัจจุบัน…ของพวกเราเอง”

คนงานคนหนึ่งถามขึ้นอย่างกระท่อนกระแท่น

“…แล้วเรื่องลายเส้นบนที่ราบนาสก้าล่ะครับดอกเตอร์ ที่เขาว่ามันเป็นสนามบินของยูเอฟโอน่ะครับ”

เขาแอบยิ้มอยู่ในใจ ‘เรื่องนี้อีกแล้ว’ ภาพลายเส้นบนทะเลทรายนาสก้าในประเทศเปรู เป็นหนึ่งในเรื่องแปลกประหลาดที่ยังไม่มีใครสามารถให้คำอธิบายที่แน่ชัดได้ว่าพวกมันถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไร

ลายเส้นเหล่านั้นถูกทำขึ้นด้วยการเปิดชั้นหินด้านบนออกเผยให้เห็นเนื้อหินเบื้องล่างที่มีสีต่างออกไป เป็นวิธีการง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เนื่องจากสถานที่แห่งนั้นแห้งแล้งอย่างมาก แทบจะไม่เคยมีฝนตกเลย ภาพเหล่านี้จึงยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ภาพลายเส้นจำนวนมากเหล่านี้มีทั้งที่เป็นรูปทรงต่างๆ คน สัตว์ หรือรูปแปลกๆ ที่ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นรูปของอะไร แต่พวกมันมีความเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง นั่นก็คือขนาดที่ใหญ่โตของพวกมัน จนวิธีการเดียวที่จะสามารถมองดูพวกมันได้ดีที่สุด ก็คือการนั่งเครื่องบินขึ้นไปมองมาจากบนอากาศเท่านั้น

“พวกมันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด และสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ผมเคยได้ดูพวกมันด้วยตาตัวเองมาครั้งหนึ่งด้วย”

ในขณะที่พูดเขาก็หวนรำลึกถึงความรู้สึกของเขาที่ได้เห็นพวกมันเป็นครั้งแรกจากบนเครื่องบินสำรวจเมื่อหลายปีก่อน มันทำให้เขาแทบจะลืมหายใจไปเลยทีเดียว ความคิดแวบแรกของเขาในตอนนั้นก็คือ ‘พระเจ้า นี่ต้องไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์แน่’ แต่เขาก็ได้พบในเวลาต่อมาว่า ยังมีอีกหลายสิ่งบนโลกที่แปลกพิสดารมากกว่านั้น และพวกมันล้วนเป็นฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น

การนั่งเครื่องบินมองดูมองดูเส้นตรงที่ขีดยาวข้ามทะเลทรายคงทำให้หลายๆ คนเกิดความคิดคล้ายๆ กันขึ้น พวกมันช่างมองดูคล้ายกับทางวิ่งขึ้นลงของเครื่องบินเสียจริงๆ แต่ในยุคสมัยนั้นจะมีเครื่องบินได้อย่างไรกัน แน่นอนมันย่อมเป็นไปได้ถ้าเครื่องบินเหล่านั้นมาจากนอกโลก มาจากอารยธรรมที่มีความเจริญรุดหน้ามากกว่าเรา นั่นจึงเป็นที่มาของความเชื่อเหล่านี้

“ผมเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าพวกมันมีเอาไว้ทำอะไร แต่คงไม่ใช่สนามบินของยูเอฟโอแน่ จานบินต้องมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ายิ่งกว่ากระสวยอวกาศของพวกเรา มันคงไม่ต้องใช้ทางวิ่ง หรือสถานที่เฉพาะสำหรับลงจอด มันน่าจะสามารถขึ้นลงที่ใดก็ได้ตามต้องการ”

ดอกเตอร์โจนน์บอกเล่าแนวความคิดของเขาให้ทุกคนฟัง

“ภาพวาดลายเส้นเหล่านั้นน่าจะเป็นผลงานศิลปะที่สร้างถวายต่อเทพเจ้าของพวกเขา ซึ่งก็คือท้องฟ้าที่กว้างใหญ่นั่นเอง พวกมันถึงต้องมีขนาดที่ใหญ่โตแบบนั้น”

เขากล่าวปิดท้ายเพิ่มเติมอีกว่า

“…และผมก็ไม่คิดว่ามนุษย์ต่างดาวจะอยากลงไปทำอะไรกลางที่แห้งแล้งแบบนั้นด้วย พวกเขาน่าจะไปตามแหล่งชุมชนมากกว่า”

พวกคนงานหันไปซุบซิบกันเบาๆ ดอกเตอร์โจนน์คิดว่าเรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ แน่ แต่พรุ่งนี้พวกเขาก็จะย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่แล้ว คงไม่มีอะไรต้องห่วงมากนัก เขาเดินออกจากกลุ่มคนงานที่ยังคงรวมตัวกันอยู่พร้อมกับมุ่งหน้ากลับไปยังที่พัก

“รอด้วยครับอาจารย์”

“มีอะไรอีกหรือวิล”

ลูกศิษย์ของเขาวิ่งตามมาจนทัน ทั้งสองเดินไปด้วยกันช้าๆ

“…อาจารย์ว่ามันเป็นรูปอะไรกันแน่ครับ”

เขามองหน้าลูกศิษย์ของตนอีกครั้ง ท่าทางของวิลดูเหมือนจะยังไม่ยอมตัดใจง่ายๆ

“มันไม่น่าจะเป็นอักษรภาพ ผมคิดว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งของรูปอะไรบางอย่าง แต่ส่วนอื่นของภาพคงโดนสกัดออกไป จนทำให้เกิดเป็นรูปแปลกๆ นั่นขึ้นมา”

“…อาจารย์ คิดอย่างนั้นจริงหรือครับ”

เขาหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าลูกศิษย์ของตน

“เธอเชื่อเหมือนพวกเขาใช่ไหม”

“เอ่อ…คือ…ผม…”

“ผมก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องผิดอะไรหรอกนะถ้าเราจะเชื่อเรื่อง มนุษย์ต่างดาว หรือยูเอฟโออะไรพวกนั้น…”

เขาหยุดนิดหนึ่ง

“แต่เราก็ต้องไม่ลืมหลักการทางวิทยาศาสตร์ เราต้องคิดอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่คาดเดากันไปเองแบบนี้”

“…ครับ อาจารย์”

วิลคอตกหลังจากที่โดนอาจารย์ดุเอา ดอกเตอร์โจนน์เริ่มเดินต่อในขณะที่ลูกศิษย์ของเขายังคงติดตามมา

“เอ่อ…อาจารย์ครับ”

“มีอะไรอีกหรือวิล”

“พรุ่งนี้เราจะย้ายออกไปแล้วใช่ไหมครับ”

“ใช่ ผมไม่คิดว่าเราจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากที่นี่อีก…”

“ผม…เอ่อ…ผมจะขอ…”

“มีอะไรก็พูดมา ไม่ต้องอ้ำอึ้ง”

วิลตัดสินใจพูดออกไป

“พรุ่งนี้ตอนเช้าผมจะขออนุญาตใช้เครื่องสแกนดูใต้ดินได้ไหมครับ”

ดอกเตอร์โจนน์หยุดเดินอีกครั้ง วิลรีบอธิบายเพิ่มเติมอย่างรวดเร็ว

“ผมได้ทำการวิเคราะห์โครงสร้างภายนอกของปิรามิดกับบริเวณโดยรอบแล้ว มันมีอะไรแปลกๆ นิดหน่อย ผมคิดว่า…ผมคิดว่ามันอาจจะยังมีห้องอยู่ข้างใต้นั้นอีกห้องหนึ่งครับ”

เขาขมวดคิ้ว

“เธอวิเคราะห์…จากอะไรนะ”

วิลกลืนน้ำลาย ท่าทางของเขาดูอึดอัด

“ผมทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครับ…เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของสัดส่วนระหว่างพื้นที่ภายในโครงสร้างกับพื้นที่โดยรอบของสิ่งก่อสร้างแต่ละรูปแบบ ในแต่ละยุคสมัยน่ะครับ เป็นเรื่องของความสมดุลในการออกแบบอะไรพวกนั้นน่ะครับ”

ดอกเตอร์โจนน์ พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ลูกศิษย์ของเขาพูดออกมา

“ขอคำอธิบายเพิ่มเติมได้ไหม”

วิลยกมือขึ้นเกาหัว

“มันยังเป็นแค่ทฤษฎีน่ะครับอาจารย์ ผมคิดว่ามันมีความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างพื้นที่ภายในกับพื้นที่ภายนอกของสิ่งก่อสร้างประเภทต่างๆ ปิรามิดเองก็เช่นกัน และสำหรับปิรามิดหลังนี้ผมได้ทำการประเมินพื้นที่ที่ถือว่าเป็นบริเวณภายนอกของมันดูแล้ว…ผมคิดว่าข้างในปิรามิดน่าจะมีพื้นที่มากกว่าที่เห็น…ผมจึงคิดว่ามันอาจจะยังมีห้องอยู่อีก…ข้างล่างนั่นครับ”

ดอกเตอร์โจนน์ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน มันฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเลย

“…เธอไม่ได้คิดเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อหาเรื่องตอบสนองความสงสัยของเธอเองใช่ไหม”

วิลรีบส่ายหน้าทันที

“เปล่าครับอาจารย์ นี่เรื่องจริงครับ”

ดอกเตอร์โจนน์เดินใช้ความคิดไปอีกช่วงหนึ่ง

“เอาเถอะ ตามใจเธอก็แล้วกัน มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร ถือเสียว่าเป็นการฝึกใช้เครื่องมือภาคสนามของเธอเองก็แล้วกัน”

“ขอบคุณครับอาจารย์”

“แต่ต้องเก็บเครื่องมือทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนเที่ยงนะ”

หลังจากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันไปนอน

#####

วิลเดินลากกล่องเหล็กใบหนึ่งที่มีล้อเลื่อนติดอยู่วนเวียนไปมาภายในห้องของปิรามิด โดยมีคนงานอีกคนหนึ่งคอยช่วยจับสายไฟที่พ่วงออกไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่อยู่ภายนอกเพื่อไม่ให้มันพันกัน

อุปกรณ์นี้คือเครื่องสแกนใต้ดินนั่นเอง มันไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากมายนัก แต่ถ้ามีช่องว่างอยู่ข้างใต้ มันจะสามารถบอกขอบเขตและความลึกคร่าวๆ ของช่องนั้นได้ ซึ่งจากข้อมูลเหล่านั้น เราก็พอจะตัดสินได้ว่ามันควรจะเป็นห้องลับ หรือเป็นเพียงโพรงในชั้นหินเท่านั้น

จากข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในตอนนี้ มันไม่มีช่องว่างใดๆ อยู่ภายใต้ห้องๆ นี้เลย ดอกเตอร์โจนน์ตบไหล่ลูกศิษย์ของเขาก่อนที่จะพูดขึ้นว่า

“รีบเก็บของเร็วๆ ด้วยล่ะ”

เขาเดินจากไปโดยทิ้งวิลกับคนงานอีกสองสามคนให้ช่วยกันเก็บของ แต่เมื่ออาจารย์ของเขาเดินลับตาไป วิลก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เขาเดินลากเครื่องมือออกไปตามทางเดินโดยไม่ยอมปิดเครื่อง และเมื่อเขาก้มมองดูข้อมูล เขาก็เริ่มเอะอะโวยวายพร้อมกับบอกให้คนงานคนหนึ่งรีบไปตามดอกเตอร์โจนน์กลับมาในทันที

“ดูนี่สิครับอาจารย์”

วิลเร่งอาจารย์ของเขาให้ดูค่าจากเครื่องมือในทันทีที่เขากลับมาถึง ดอกเตอร์โจนน์นั่งลงดูข้อมูลเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา

“เธอพูดถูก มีห้องอยู่ข้างล่างนี่จริงๆ ตรงที่พวกเรายืนอยู่ในตอนนี้อาจจะเป็นประตูทางลงพอดีก็เป็นได้”

หลังจากที่ช่วยกันสำรวจพื้นทางเดินทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็สามารถกำหนดขอบเขตของแผ่นหินที่ถูกใช้เป็นประตูได้สำเร็จ จากขนาดที่ใหญ่โตของมันย่อมหมายถึงน้ำหนักปริมาณมหาศาล ซึ่งทำให้พวกเขาต้องช่วยกันคิดวางแผนกันตลอดบ่าย เพื่อหาวิธีติดตั้งรอก และอุปกรณ์ความปลอดภัยอื่นๆ ในการเปิดทางลงไปสำรวจห้องลับห้องนี้

“ผมต้องรายงานกลับไปหาหัวหน้าก่อน”

ดอกเตอร์โจนน์บอกกับวิลก่อนที่จะขอตัวแยกไปโทรศัพท์ เขาหายตัวไปพักใหญ่ก่อนที่จะกลับมาร่วมประชุมอีกครั้ง แผนการคร่าวๆ ได้ถูกกำหนดขึ้น ความเชี่ยวชาญของเหล่าคนงานทำให้เรื่องราวดูจะได้ข้อสรุปง่ายกว่าที่คาดเอาไว้

การจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ทำได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่การติดตั้งพวกมันภายในพื้นที่ที่จำกัดของทางเดินแคบๆ นั้นลำบากพอสมควร แต่ในที่สุดอุปกรณ์ทั้งหมดก็ถูกติดตั้งเข้าที่เรียบร้อย แต่เวลาในวันนี้ก็หมดลงด้วยเช่นกัน ลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ค่อยๆ หายลับขอบฟ้าไป

“เราจะเปิดมันเลยไหมครับอาจารย์”

วิลถามอย่างตื่นเต้น

“…อย่าดีกว่า ผมว่าเรารอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าดีกว่า…มันคงไม่ค่อยดีนักถ้าเราจะรบกวนผู้ตายในยามค่ำคืนแบบนี้”

คำพูดของดอกเตอร์โจนน์ทำเอาวิลขนลุกซู่

“อาจารย์คิดว่า…จะมีมัมมี่อยู่ข้างล่างหรือครับ”

เขาหันไปหาลูกศิษย์พร้อมกับยิ้มกว้าง

“แล้วเธอคิดว่าจะเจออะไรใต้ปิรามิดล่ะ…หรือว่าจะเป็น…มนุษย์ต่างดาว”

ดอกเตอร์โจนน์หัวเราะร่วนในขณะที่วิลเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา เขาเชื่อว่าในวันพรุ่งนี้จะต้องได้พบกับเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อนแน่

#####

แผ่นหินขนาดใหญ่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นทีละนิด เสียงตะโกนสั่งการ และเสียงชุลมุนของเหล่าคนงานดังขึ้นทั่วบริเวณ พวกเขาต้องช่วยกันเลื่อนแผ่นหินนี้ไปทางด้านข้างเพื่อวางมันลงให้พ้นช่องทางลง แต่ดูเหมือนว่าน้ำหนักของมันอาจจะมากกว่าที่คาดกันไว้

ดอกเตอร์โจนน์รีบตะโกนสั่งพวกคนงานด้วยเสียงดัง

“เปลี่ยนแผน เปลี่ยนแผน เราจะหมุนมันแล้ววางพาดลงเหนือช่อง ให้มีที่ว่างพอให้มุดลงไปได้ก็พอ มันหนักเกินไป ต้องวางมันลงเดี๋ยวนี้”

พวกคนงานรีบทำตามคำสั่งของเขาทันที แผ่นหินกระแทกลงบนพื้นอีกครั้งก่อให้เกิดเสียงดังก้อง ฝุ่นผงกระจายขึ้นคละคลุ้งเต็มช่องทางเดิน พวกเขาต้องถอยห่างออกมาเพื่อรอให้ฝุ่นผงต่างๆ สงบลง

แผ่นหินใหญ่นั้นปิดขวางลงเหนือช่องเปิดที่มันเคยวางสงบนิ่งมาหลายพันปี โดยคราวนี้มันหลงเหลือช่องว่างขนาดพอให้คนตัวใหญ่ๆ ลอดลงไปได้อย่างสบาย

พวกคนงานช่วยกันตรวจสอบความปลอดภัยของช่องทางลงอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ถล่มลงไปทับคนที่กำลังสำรวจอยู่ข้างใต้ หลังจากใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง หัวหน้าคนงานก็รีบรายงานผลกับดอกเตอร์โจนน์

“ผมคิดว่ามันแข็งแรงพอครับดอกเตอร์ คงไม่ถล่มลงไปง่ายๆ หรอกครับ”

ดอกเตอร์โจนน์มองดูช่องว่างที่มืดดำพร้อมกับใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว

“ผม วิล และก็คุณ”

เขาชี้นิ้วไปที่หัวหน้าคนงาน

“จะลงไปด้วยกันก่อน เราจะทำการสำรวจอย่างรวดเร็วว่าข้างล่างนั่นมันมีอะไรอยู่บ้าง หลังจากนั้นเราจะกลับขึ้นมาสร้างโครงค้ำยันเพื่อความปลอดภัย เสร็จแล้วค่อยลงมือสำรวจมันอย่างละเอียดอีกครั้ง”

วิลพยักหน้าด้วยความยินดี เขารีบหันไปขอไฟฉายจากคนงานคนหนึ่งเพื่อนำมาให้กับอาจารย์ และหัวหน้าคนงาน ซึ่งรายหลังนั้นรับไปอย่างอิดออด ดูเหมือนว่าหัวหน้าคนงานจะไม่ค่อยอยากลงไปข้างล่างนั่นสักเท่าไร

ดอกเตอร์โจนน์ส่องไฟฉายลงไปตามช่องเปิด มันเป็นทางลาดที่มีความชันไม่มากนัก ‘ไม่ใช่ขั้นบันใด’ เขาคิดขึ้นในใจ แสงสว่างของไฟฉายสาดส่องผ่านความมืดไปเผยให้เห็นช่องเปิดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ‘ไม่ลึกเท่าไร’ ห้องข้างล่างนั่นก็คงไม่ใหญ่โตนัก

“เราคงไม่เจออะไรมากมายนัก น่าจะเป็นโลงหิน กับมัมมี่เจ้าของปิรามิดหลังนี้ ถ้าร่างนั้นจะไม่สลายไปหมดเสียก่อนนะ”

การทำมัมมี่ในยุคแรกๆ นั้นยังคงมีข้อบกพร่องอยู่มาก หลายครั้งที่ร่างกายเหล่านั้นไม่อาจอยู่เป็นอมตะได้อย่างที่พวกเขาต้องการ และมีอยู่หลายครั้งที่ร่างที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้เป็นมัมมี่ กลับสามารถคงสภาพอยู่ได้อย่างน่าประหลาดใจ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดทางวิทยาศาสตร์

ดอกเตอร์โจนน์ก้าวเดินลงไปอย่างระวัง ที่เขาระวังไม่ใช่กับดักหรืออะไรที่เคยเห็นกันในภาพยนต์ ที่เขาระวังคือโครงสร้างที่เก่าแก่ของมันจะพังถล่มลงมาทับพวกเขานั่นเอง

วิลที่ติดตามหลังอาจารย์ของเขามาติดๆ กลับมีความคิดที่ต่างออกไป ‘ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับรูปนั้นแน่’ ความคิดของเขายังคงวนเวียนอยู่กับรูปที่ถูกเข้าใจว่าเป็นยูเอฟโอนั่นอยู่

ตั้งแต่เด็กๆ แล้วที่วิลมีความเชื่อในเรื่องที่ว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีส่วนในการก่อสร้างปิรามิดที่ใหญ่โตเหล่านี้ และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขามุ่งมั่นมาร่ำเรียนทางด้านนี้

ถึงแม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จะบ่งบอกว่าพวกมันล้วนเป็นฝีมือการสร้างของมนุษย์ด้วยเทคโนโลยี และกำลังแรงงานเท่าที่มีในยุคนั้นๆ แต่มันก็ยังคงมีข้อสงสัยอยู่เสมอ จนกว่าจะมีใครที่สามารถสร้างปิรามิดที่ใหญ่โตเท่ากับมหาปิรามิดแห่งกิซ่า ด้วยแรงงานมนุษย์ และเทคนิคแบบในสมัยโบราณขึ้นมาได้อีกครั้ง ความสงสัยนั้นก็จะไม่มีวันหมดไปอย่างเด็ดขาด

ส่วนในความคิดของหัวหน้าคนงานนั้นแตกต่างออกไปจากทั้งสองอย่างสิ้นเชิง ที่เขาคิดอยู่ก็คือ ‘ไม่น่าต้องลงมาด้วยเลย’ เขามีความเชื่อในเรื่องของความโชคร้ายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เข้ามารบกวนเหล่าผู้ตาย รวมทั้งเรื่องคำสาปที่เล่าลือกันด้วย

ดอกเตอร์โจนน์ส่องไฟเข้าไปภายในห้อง มันเล็กอย่างที่เขาคิด ในห้องนั้นดูเหมือนจะมีเพียงสิ่งเดียวตั้งอยู่ มันคือโลงหินอย่างที่เขาคิดเอาไว้นั่นเอง กำแพงที่ด้านหลังมีรูปบางอย่างสลักอยู่เต็ม สภาพของมันยังดีอยู่มากทีเดียว เขาส่องไฟไปรอบๆ ห้อง เพื่อสำรวจมันอย่างรวดเร็ว กำแพงด้านที่เหลือล้วนว่างเปล่า เขาจึงหันกลับมาสนใจกำแพงด้านหลังนั้นอีกครั้ง

วิลจ้องตรงไปยังโลงหินอย่างสงสัย เขาคิดว่ามันมีขนาดเล็กกว่าที่ควรจะเป็น เขาจึงรีบมุ่งตรงไปยังมันก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนหัวหน้าคนงานนั้นได้แต่ยืนแอบอยู่ข้างทางเดินโดยไม่ยอมเข้าไปภายในห้องนั้น

ดอกเตอร์โจนน์ และวิล รู้สึกเหมือนๆ กันในทันทีที่ย่างเท้าเข้าไปภายในห้อง มีเศษของอะไรบางอย่างกองอยู่เต็มพื้น มันไม่น่าจะเป็นแค่ฝุ่นทราย มันเหมือนกับเป็นผงอะไรบางอย่าง และมันฟุ้งกระจายขึ้นทุกครั้งที่เท้าของพวกเขาเหยียบลงบนพื้น

“…นี่มันอะไรครับ”

วิลหันไปถามอาจารย์ของเขา

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…แต่ที่แน่ๆ พวกมันฟุ้งกระจายได้ง่ายมากๆ ผมว่าเราไม่ควรจะสูดหายใจพวกมันเข้าไปจะดีกว่า”

ดอกเตอร์โจนน์กับวิลหยิบหน้ากากผ้าขึ้นมาสวมปิดปากและจมูกเอาไว้ พวกเขาพกมันอยู่เสมอเมื่อออกมาทำงานภาคสนาม พอเห็นอย่างนั้นหัวหน้าคนงานก็หยิบหน้ากากผ้าของเขาขึ้นมาสวมเช่นกัน แต่เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมก้าวเข้าไปในห้องนั้นแม้แต่ก้าวเดียว

ดอกเตอร์โจนน์เริ่มทำการสำรวจรูปภาพที่กำแพงด้านหลังนั้น ด้านล่างของมันเป็นภาพที่เขาคุ้นชินตา ภาพการใช้ชีวิตของคนอียิปต์ในยุคสมัยนั้น ตรงกลางภาพคือปิรามิด บันไดที่จะไต่ขึ้นไปสู่สวรรค์เบื้องบนของผู้วายชนย์ แต่เมื่อเขามองดูส่วนที่เป็นท้องฟ้า นั่นทำให้เขาตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น

ภาพของสฟิงค์ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ แต่การที่พวกมันกำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้าเหนือปิรามิดนั้นดูไม่ปกติธรรมดานัก นอกจากนั้นยังมีสิ่งแปลกประหลาดอื่นๆ ที่เขาไม่รู้จักกำลังบิน หรือลอยอยู่บนท้องฟ้าด้วย

หนึ่งในนั้นคือรูปแปลกๆ ที่เคยถูกถกเถียงกันว่าเป็นรูปของยูเอฟโอ คราวนี้มันลอยอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรูปใดๆ อย่างที่เขาเคยคิด

มีอักษรภาพสลักอยู่ทางด้านบนเรียงเป็นแถวพวกมันคงบอกเล่าถึงรายละเอียดของผู้ที่นอนหลับอยู่ในห้องนี้ เขาจึงเริ่มต้นอ่านมันอย่างตะกุกตะกัก

วิลกะขนาดของโลงหินอีกครั้งเมื่อเข้ามาใกล้ๆ มันเล็กกว่าที่ควรจะเป็นจริงๆ หรือว่าผู้ที่นอนอยู่ในโลงนั้นอาจจะเป็นเพียงเด็กเล็กๆ ก็เป็นได้ ด้านบนของฝาโลงมีภาพเหมือนของผู้ตายสลักอยู่อย่างที่ควรจะเป็น เขารีบส่องไฟไปที่นั่นทันที และเมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้ที่นอนอยู่ในโลง วิลก็อุทานออกมาอย่างตกใจ

“โอ..พระเจ้า”

ดอกเตอร์โจนน์ที่กำลังพยายามอ่านอักษรภาพอยู่หันมาหาลูกศิษย์ของเขาทันที

“มีอะไรหรือวิล”

วิลใช้มือที่สั่นระริกของเขาชี้ไปยังใบหน้าที่ปรากฎอยู่บนฝาโลง ไฟฉายที่อยู่ในมืออีกข้างของเขาก็สั่นด้วย ทำให้แสงไฟแกว่งไกวไปมา เพิ่มความน่ากลัวให้มากขึ้นไปอีก หัวหน้าคนงานนั้นก้าวถอยหลังกลับไปก้าวหนึ่ง เขาพร้อมที่จะวิ่งออกไปในทันทีหากมีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

“พระเจ้าช่วย…นี่มันอะไรกัน”

ดอกเตอร์โจนน์ มองเห็นใบหน้านั้นแล้ว และเขาแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง หัวที่มีขนาดใหญ่ เหมือนกับว่ากระโหลกนั้นถูกดันให้บวมปูดจนผิดรูปผิดร่าง กับร่างกายขนาดเล็กเหมือนกับเด็ก มันเหมือนกับภาพวาดของมนุษย์ต่างดาว ที่ถูกวาดขึ้นตามคำบอกเล่าของผู้ที่อ้างว่าเคยได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตนอกโลกเหล่านี้

“เรากำลังจะได้พบกับ…มัมมี่…ของมนุษย์ต่างดาว”

วิลลดเสียงลงเพื่อให้ได้ยินกันเพียงสองคนกับอาจารย์ของเขา ดอกเตอร์โจนน์รีบใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว ‘นี่มันไม่น่าจะเป็นความจริงไปได้เลย’ เขาพยายามคิดแบบนั้น

แต่ข้อมูลทั้งหมดกลับค่อยๆ รวมกันเข้ามา รูปของจานบิน ภาพสลักแปลกๆ ที่ด้านหลังห้องนั่น รูปของมนุษย์ต่างดาว ทุกอย่างดูเหมือนจะทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลย

เขาเอื้อมมือขึ้นมาดึงหน้ากากผ้าที่สวมอยู่ออก เขารู้สึกอึดอัดและน้ำลายแห้งผาก วิลเองก็ทำแบบนั้นเช่นกัน ดูเหมือนทั้งสองคนจะมีอาการคล้ายๆ กัน ความอึดอัดไม่สบายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มันไม่น่าจะใช่อาการตื่นเต้นธรรมดาๆ อย่างที่เข้าใจเสียแล้ว ทั้งสองสบตากันอย่างตื่นตระหนก

“…ออกไป…ข้างนอก…ก่อน…เร็ว…”

ดอกเตอร์โจนน์รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือรีบก้าวเท้าออกไป วิลก็รีบติดตามเขามาติดๆ เขาตรงเข้าไปช่วยประคองร่างอาจารย์ของเขาเอาไว้ ก่อนที่จะตรงไปยังทางออก

“…ช่วยกัน…หน่อย…”

วิลพยายามเรียกหัวหน้าคนงานให้เข้ามาช่วย แต่เขากลับไม่ยอมก้าวเข้าไปภายในห้องนั้นแม้แต่ก้าวเดียว ถึงอย่างนั้นก็ยังดีที่เขาไม่หันหลังวิ่งหนีออกไปคนเดียว

เขารอจนทั้งสองมาถึงทางออก จึงรีบเข้าไปช่วยพยุงดอกเตอร์โจนน์ ซึ่งถึงตอนนี้อาการของเขาก็แย่ลงมากแล้ว เขาเริ่มอึดอัดจนหายใจไม่ออก อาการของวิลเองก็แย่ลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ในตอนสุดท้ายหัวหน้าคนงานก็กึ่งประคองกึ่งฉุดลากทั้งสองคนออกมาจากช่องเปิดนั้นได้สำเร็จ ท่ามกลางความแตกตื่นของคนงานที่มุงดูอยู่ อาการของวิลก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว หัวหน้าคนงานเองก็เริ่มเกิดอาการอึดอัดหายใจไม่ออกขึ้นเช่นกัน

“ออกไปข้างนอกเร็ว…คำสาป…ข้างล่างนั่น…มีคำสาป…”

คนงานทั้งหมดช่วยกันหามร่างของทั้งสามคนออกไปข้างนอกอย่างตื่นตระหนก สติของดอกเตอร์โจนน์เริ่มเลือนลาง แต่ใบหน้าสุดท้ายที่เขาได้เห็น กลับเป็นใบหน้าที่เขาคาดไม่ถึง เขาพึมพำชื่อๆ หนึ่งออกมา

“…เจฟ…”

#####

ดอกเตอร์โจนน์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้าแรกที่เขาเห็นเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยเมื่อนานมาแล้ว

“…เจน…”

“สวัสดีโจนน์ ไม่นึกว่าจะได้พบกันแบบนี้”

“…ผมยังไม่ตายใช่ไหม”

“ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ แค่คำสาปของมัมมี่คงฆ่าคุณไม่ได้หรอก”

เขายิ้ม นี่คือหมอเจนคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก เธอไม่ได้ดูแก่ลงไปเลยแม้ว่าจะไม่ได้พบกันมาหลายปีแล้ว

“ผมเป็นอะไรกันแน่”

“คุณไม่เชื่อเรื่องคำสาปหรือ ลูกศิษย์ของคุณดูเหมือนจะไม่คิดอย่างนั้น”

“เขาเป็นยังไงบ้าง…แล้วหัวหน้าคนงานล่ะ”

“พวกเขาไม่เป็นอะไรมากหรอก มีแต่คุณเท่านั้นแหละที่อาการหนักกว่าใครเพื่อน…คงเป็นเพราะคุณอายุมากกว่าพวกเขา ร่างกายจึงอ่อนแอกว่า”

“ผมยังไม่แก่ขนาดนั้นหรอกนะ”

ทั้งสองเงียบกันไปพักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะถามขึ้นอีกครั้ง

“คุณพูดถึงลูกศิษย์ของผม เขาเป็นอะไรอย่างนั้นหรือ อย่าไปว่าอะไรเขามากนักเลย เขายังมีประสบการณ์น้อย ยังต้องเรียนรู้อีกมาก”

เจน ยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ฉันรู้ ฉันก็แค่พูดแซวไปอย่างนั้นแหละ เขาเอาแต่พูดเรื่องคำสาป กับมัมมี่มนุษย์ต่างดาว ทำเอาพวกคนงานพากันกลัวจนหัวหดไปเลย”

เขาเงียบไปก่อนที่จะตัดสินใจพูดออกมา

“…แต่พวกเราได้เจออะไรแปลกๆ จริงๆ นะ ข้างล่างนั่นน่ะ ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาพูดจะผิดไปทั้งหมดหรอกนะ”

“แม้แต่คุณก็ยังคิดอย่างนั้นหรือ”

ผมพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับแหวกประตูเดินเข้าไปในห้องทำงานของดอกเตอร์โจนน์ ที่ตอนนี้ถูกใช้เป็นห้องพยาบาลชั่วคราว เขาหันมาทางผมทันที

“คุณจริงๆ ด้วย เจฟ…หัวหน้าส่งคุณมาอย่างนั้นหรือ”

“พอดีผมกับหมอเจน อยู่แถวๆ นี้ หัวหน้าเลยส่งผมมาดูน่ะ”

เขาหันไปมองหน้าเจน

“พวกคุณทำงานด้วยกันอย่างนั้นหรือ”

ผมเป็นคนตอบแทนเธอ

“เฉพาะงานคราวนี้เท่านั้นแหละน่า”

เขาถามเจนต่อ

“คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าผมเป็นอะไรกันแน่”

เจนยิ้ม พร้อมกับหันไปหยิบสไลด์ออกมาแผ่นหนึ่ง

“เสียใจด้วยนะที่มันไม่ใช่คำสาป พวกคุณทั้งสามคนเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงขึ้น ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจบวมเป่งจนหายใจได้ลำบาก ไม่ร้ายแรงอะไรมากถ้าได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที…นี่เป็นตัวอย่างของพวกมันที่ฉันเก็บมาจากเสื้อผ้าของพวกคุณ”

ดอกเตอร์โจนน์รับสไลด์มาถืออย่างงงๆ เขาเห็นผงของอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ทันที

“…ฝุ่นแปลกๆ ที่อยู่ในห้องนั่น”

“มันไม่ใช่ฝุ่นหรอก แต่เป็นเกสรดอกไม้จำนวนมาก พวกเขาคงกองดอกไม้เอาไว้ในนั้นให้กับผู้จากไปก่อนที่จะปิดห้อง พวกมันสลายจนกลายเป็นผง แต่เกสรก็ยังคงเป็นเกสร คนจำนวนมากในปัจจุบันแพ้เกสรของดอกไม้บางชนิด แต่ฉันไม่รู้ว่าดอกไม้ของเกสรพวกนี้จะยังคงมีอยู่ในสมัยนี้หรือเปล่า”

เขาเอาแต่จ้องมองดูผงเล็กๆ เหล่านั้นในแผ่นสไลด์ ผมจึงถือโอกาสพูดต่อ

“ผมลงไปดูข้างล่างนั่นมาแล้ว”

เขาหันมาหาผมทันที

“ถ้างั้นคุณก็ได้เห็นแล้ว”

“ใช่ผมเห็นแล้ว มันเป็นการค้นพบที่น่าสนใจจริงๆ”

เขาจ้องมองผม

“คุณดู…ไม่ค่อยจะตื่นเต้นสักเท่าไรนะ”

ผมอมยิ้ม

“คงไม่ตื่นเต้นเท่าที่คุณคิดใช่ไหม”

“…ใช่”

เขาค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง โดยมีเจนช่วยขยับจัดหมอนให้เขานั่งได้สบายขึ้น

“…คุณ…คิดยังไงกับ…สิ่งที่ถูกเก็บอยู่ข้างล่างนั่น”

เมื่อได้เห็นท่าทางของเขาในตอนนี้ ผมก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

“นี่ไม่เหมือนตัวคุณเลยนะดอกเตอร์โจนน์ ดูเหมือนงานสอนหนังสือจะทำให้คุณทื่อลงไปเยอะ ลองคิดถึงสิ่งที่คุณได้พบอีกครั้งหนึ่งสิ คราวนี้หวังว่าคุณคงจะได้คำตอบที่แตกต่างจากลูกศิษย์ของคุณนะ รายนั้นน่ะดูเหมือนจะกู่ไม่กลับเสียแล้วล่ะ”

เขานึกทบทวนเรื่องทั้งหมดที่ได้พบเจอในห้องลับข้างล่างนั่นอีกครั้ง แต่ดูเหมือนความคิดของเขาไม่อาจหลุดออกจากวังวนของภาพมนุษย์ต่างดาวที่ได้พบเห็น

ผมส่ายหน้าช้าๆ ‘แต่จะโทษเขาคนเดียวคงไม่ได้’ เพราะเขาถูกชี้นำจึงทำให้ความคิดติดหล่มมาตั้งแต่ต้น ผมเห็นเจนยิ้มพร้อมกับกระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆ เขาสะดุ้งหันไปมองหน้าเธอพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ

“…ไฮโดรเซฟฟารัส…อย่างนี้นี่เอง”

ไฮโดรเซฟฟารัส เป็นชื่อของความผิดปกติแต่กำเนิดรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้มีของเหลวมาคั่งอยู่ในกระโหลกเบียดเนื้อสมองให้เกิดความเสียหาย และทำให้กระโหลกบานออกไม่ปิดเข้าหากันตามปกติ ศีรษะของเด็กพวกนี้จะดูใหญ่โตผิดรูปผิดร่างเนื่องจากของเหลวที่คั่งอยู่นั้น เด็กที่เป็นคงไม่อาจรอดชีวิตอยู่ได้นานนัก

ฉับพลันนั้นเองมุมมองของเขาต่อห้องลับข้างล่างนั้นก็เปลี่ยนไปในทันที เขารู้แล้วว่านั่นเป็นห้องของเด็กนั่นเอง เด็กที่เป็นไฮโดรเซฟฟารัสซึ่งทำให้ขนาดศีรษะใหญ่โตผิดรูปร่าง เด็กคนนี้คงเป็นลูกหลานของคนใหญ่คนโตจึงสามารถมีปิรามิดเป็นของตนเองได้เช่นนี้

ส่วนภาพสลักที่อยู่ภายในห้องนั้นก็คงเหมือนกับรูปวาดต่างๆ ที่อยู่ในห้องของเด็กเล็กทั้งหลาย มันมักจะเต็มไปด้วยจินตนาการ และสิ่งต่างๆ ที่มาจาก นิทาน หรือ เรื่องเล่า พวกมันจึงดูแปลกประหลาดเมื่อได้พบเห็นในตอนแรก เหมือนกับรูปของสัตว์ประหลาด มังกร หรือสัตว์ในจินตนาการอื่นๆ ที่พ่อแม่ตกแต่งไว้บนกำแพงภายในห้องของเด็กเล็กๆ ที่ทำกันในปัจจุบันนี้

และก่อนที่พวกเขาจะปิดห้องลับนั้นลงเพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปรบกวน พวกเขาก็ได้นำดอกไม้จำนวนมากใส่ลงไปเพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงเป็นครั้งสุดท้ายให้แก่ลูกสุดที่รักของพวกเขา

ความคิดทุกอย่างเข้ากันได้อย่างลงตัว เขาหันมามองหน้าผมพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ

“…ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี่แล้ว”

“ผมก็คิดว่าอย่างนั้น”

ผมตอบกลับไปยิ้มๆ เขาขยับตัวทำท่าจะลุกขึ้น

“ผมควรจะกลับลงไปศึกษาอะไรข้างล่างนั่นต่ออีกสักหน่อย…ยังมีคำจารึกที่ผมไม่ได้อ่านอยู่”

ผมทำท่าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

“ผมคิดว่าคงจะไม่ได้แล้วล่ะครับ ดอกเตอร์โจนน์”

เขามองผมอย่างงงๆ

“…คุณ…หมายความว่ายังไง”

“เราพบอะไรที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกสรพวกนี้ ต่อจากนี้ฝ่ายวิจัยของหน่วยที่สิบสามจะเข้ามารับช่วงต่อแทน…หน้าที่ของคุณคงเหลือเพียงแค่การอธิบายให้ลูกศิษย์หัวดื้อของคุณเข้าใจเท่านั้น”

“…งั้นเหรอ…ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องเตรียมตัวย้ายไปยังที่ใหม่ตามแผนเดิมสินะ”

เจนก้มลงจูบเขาเบาๆ ที่แก้ม

“นอนพักเถอะโจนน์ คุณควรพักต่ออีกสักหน่อย”

เธอเดินออกไปข้างนอกก่อน และในขณะที่ผมกำลังจะเดินตามเธอออกไป ดอกเตอร์โจนน์ก็ถามผมขึ้นมาว่า

“…เจฟ…ตอบผมมาตามตรงได้ไหม พวกคุณแค่สนใจเกสรพวกนั้นจริงๆ หรือ”

ผมได้แต่ยิ้ม ยิ้มอย่างจริงใจที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ แล้วผมก็เดินจากมาโดยไม่ตอบคำถามของเขา

เจฟแห่งหน่วยที่สิบสาม ตอน มะเร็งโลก

                “คุณเป็นหมอทางรังสีใช่ไหมครับ”

                “ผมเป็นหมอรังสีรักษา…ที่ใช้รังสีในการรักษาโรคมะเร็ง”

                “อ้อ…พวกที่ฉายแสงรักษามะเร็งนั่นเอง”

                “ใช่ครับ”

            ดูเหมือนว่าการพูดคุยที่เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเกี่ยวกับอาชญาวิทยาในวันนี้จะมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย มานพมีเวลาพูดคุยกับชายคนนี้สองต่อสองในห้องเยี่ยมพิเศษเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ก่อนที่เจ้าหน้าที่เรือนจำจะมานำตัวเขากลับไปยังห้องขังเดี่ยวอีกครั้ง

                หากชายวัยกลางคนผู้นี้ถอดชุดนักโทษที่สวมใส่อยู่ออกแล้วแต่งตัวใหม่ให้ดูดี เขาคงจะกลายเป็นหมอที่ดูมีความน่าเชื่อถือไม่น้อยเลยทีเดียว มานพเคยได้พูดคุยกับนักโทษคดีฆาตกรรมที่มีการศึกษาสูงๆ มาแล้วหลายราย แต่ยังไม่เคยเจอกับคนที่เป็นหมอมาก่อน โดยเฉพาะคดีแบบของหมอวิวัฒน์นี้แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยมาก่อนเลย

                คดีฆาตกรรมที่เกิดจากฝีมือหมอในเมืองไทย ส่วนใหญ่มักจะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เป็นการฆ่าคนที่รู้จัก หรือมีความสัมพันธ์ต่อกันในรูปแบบต่างๆ แต่คดีของหมอวิวัฒน์คนนี้มีความแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

                เขาฆ่าคนไข้ของเขาเป็นจำนวนมากโดยไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย หลากหลายสาขาอาชีพ คนไข้ที่มารับการรักษากับเขาค่อยๆ ทยอยล้มตายลงเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้เรื่อง จนกระทั่งมีนักวิจัยคนหนึ่งได้เข้ามาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลการรักษาในโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่

                ตัวเลขที่เปิดเผยออกมาทำเอานักวิจัยคนนั้นประหลาดใจจนต้องตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดใหม่อีกครั้ง แต่เขาก็ยังคงได้ตัวเลขออกมาเช่นเดิม ผลการรักษาของหมอวิวัฒน์นั้นมีอัตราการเสียชีวิตของคนไข้สูงถึงเกือบร้อยละแปดสิบ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเฉลี่ยโดยทั่วๆ ไปหลายเท่าตัว

                ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีต่างๆ เจริญรุดหน้าไปมาก เครื่องมือ และวิธีการรักษาทางด้านรังสีก็มีการพัฒนาขึ้นเช่นกัน ผลการรักษาจึงไม่ควรที่จะย่ำแย่ถึงเพียงนี้ และคนที่ควรจะรู้ตัวได้ก่อนใคร ก็คือตัวของหมอที่ให้การรักษานั่นเอง

                เขาหอบข้อมูลทั้งหมดไปขอเข้าพบกับผู้อำนวยการโรงพยาบาล เขาไม่คิดที่จะเข้าไปคุยกับหมอวิวัฒน์โดยตรง ซึ่งเขามาสารภาพในภายหลังว่าเพราะเกิดความหวาดกลัว ตัวเลขนี้ทำให้เขาเชื่อตั้งแต่แรกเลยว่าหมอวิวัฒน์นั้นตั้งใจฆ่าคนไข้ของเขาเอง และเขากลัวว่าหมอจะตัดสินใจฆ่าเขาด้วยที่มารู้ความลับในเรื่องนี้เข้า

                ผู้อำนวยการรีบเรียกตัวหมอวิวัฒน์มาพบทันที โดยมียามร่างใหญ่สองคนยืนคอยอยู่ที่หน้าประตู แน่นอนว่าพวกเขามารออยู่หลังจากที่หมอเข้าไปภายในห้องของผู้อำนวยการเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองพกกระบอง กับเครื่องช็อตไฟฟ้ามาด้วย และพร้อมที่จะบุกเข้าไปภายในห้องได้ทุกเมื่อหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

                ผู้อำนวยการบรรยายเหตุการณ์ภายในห้องให้กับตำรวจที่เข้าไปดำเนินการจับกุมว่า เขาได้เรียกให้หมอวิวัฒน์นั่งลงก่อนที่จะยื่นรายงานผลการวิจัยให้กับเขา และรอจนเขาพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายของกระดาษปึกนั้นก่อนที่จะถามขึ้นว่า

                “ผมต้องการคำอธิบาย”

                “…เกี่ยวกับฝีมือการรักษาที่ย่ำแย่ของผม”

                ผู้อำนวยการสูดลมหายใจเข้าลึก เขายกสองมือขึ้นกุมประสานกันใต้คาง พร้อมกับวางศอกลงบนโต๊ะ และโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

                “…คุณหมอ…คุณก็รู้ว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องของฝีมือเลย คุณทำแบบนี้ทำไม”

                หมอวิวัฒน์จ้องหน้าเขานิ่ง

                “…คุณจะแจ้งตำรวจ”

                “ผมก็ไม่อยากทำแบบนั้น มันจะเกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงกับชื่อเสียงของโรงพยาบาล ผู้คนจะหวาดกลัวและไม่เชื่อถือในโรงพยาบาลของเราอีกต่อไป…”

                หมอวิวัฒน์ยิ้มนิดหนึ่งก่อนที่จะพูดช้าๆ

                “…ถ้าอย่างนั้น…คุณก็แค่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง…แล้วผมจะเป็นคนลาออกไปเอง”

                ผู้อำนวยการแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน

                “…ผมทำแบบนั้นไม่ได้…ถึงต้องกระทบกับความอยู่รอดของโรงพยาบาล ผมก็ปล่อยคุณไปไม่ได้ คุณทำเกินไปแล้ว คุณคิดอะไร คุณเป็นอะไรกันแน่…คุณ…ฆ่าพวกเขาทำไม”

                “…คุณไม่มีวันจะเข้าใจผมหรอก”

                หมอวิวัฒน์ตอบเบาๆ ผู้อำนวยการจ้องตาเขาอีกครั้งก่อนที่จะตัดสินใจถามออกไป

                “…คุณยังปกติดีอยู่หรือเปล่า”

                “ไม่รู้สิ…แต่ถึงยังไงทางตำรวจก็ต้องตรวจอยู่ดีว่าผมเป็นบ้าหรือเปล่า แต่พวกเขาคงจะภาวนาให้ผมเป็นปกติดี เพราะหากผมเป็นบ้า ผมก็สามารถใช้เรื่องนั้นในการต่อสู้คดีในศาลได้”

                “…ไม่…คุณไม่ได้บ้า…”

                ผู้อำนวยการพูดออกมาในที่สุด

                “คุณไม่มีวันเข้าใจผมหรอก”

                หมอวิวัฒน์พูดย้ำอีกครั้ง

                “ผมก็หวังว่าจะไม่ต้องเข้าใจอะไรแบบคุณ…ตอนนี้ผมขอแนะนำให้คุณนั่งนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ตำรวจจะมาถึงในไม่ช้า ผมอยากให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบร้อยโดยไม่ต้องมีใครเจ็บตัวเพิ่มขึ้นอีก”

                “…ครับ…”

                แล้วทั้งสองก็นั่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดอะไรกันอีกเลยจนกระทั่งตำรวจมารับตัวหมอวิวัฒน์ไปดำเนินคดี เขารับสารภาพว่าเขาได้กระทำการอย่างตั้งใจเพื่อให้คนไข้ของเขาถึงแก่ความตายจริง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมในช่วงนั้น

                มีการออกมาพูดกันถึงเรื่องจรรยาบรรณ และการเข้มงวดกวดขันในการตรวจสอบการทำงานของแพทย์ และสุดท้ายผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแห่งนั้นก็ต้องลาออกไป แต่ก็เหมือนกับเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นในสังคมไทยหลายๆ ครั้ง ที่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน สิ่งต่างๆ ก็เริ่มสงบลง แล้วผู้คนก็พากันลืมเลือนเรื่องราวในครั้งนั้นไป เหมือนกับเรื่องอื่นๆ อีกหลายสิบ หลายร้อยเรื่องที่เคยผ่านมา

                มานพเริ่มถามคำถามเขาต่อ

                “คุณไม่เคยรู้จักกับพวกเขามาก่อนเลย อะไรคือแรงจูงใจของคุณ…คุณฆ่าพวกเขาทำไม”

                “…เพราะผมเป็นหมอ”

                คำตอบของเขาทำเอามานพงง ถึงผลการตรวจทางจิตของเขาจะออกมาปกติดี แต่มานพก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าคนปกติดีที่ไหนจะสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้

                “คุณเป็นหมอ และพวกเขาก็เป็นคนไข้ของคุณ จริงๆ แล้วคุณมีหน้าที่ที่จะต้องรักษาพวกเขาไม่ใช่หรือครับ หรือคุณจะบอกว่า…การฆ่าพวกเขาคือวิธีการรักษาของคุณ”

                หมอวิวัฒน์ยิ้ม รอยยิ้มของเขานั้นดูอบอุ่น ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่อย่างสิ้นเชิง

                “ผมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับการทำงานของผม…”

                ‘ใช่สิ’ มานพคิด เขาไม่มีครอบครัว อยู่ตัวคนเดียว เอาแต่ทำงานทั้งวันจนแทบจะเรียกได้ว่า เขาใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่ภายในโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่นั่นเอง

                “…งานของผมคือการรักษา…แต่ไม่ใช่รักษาพวกเขา”

                “ถ้าอย่างนั้นคนที่คุณรักษาคือใคร”

                “ผมรักษาโลก”

                “ผมรู้แล้วว่าคุณรักษาโรค แต่ผมถามคุณว่าคุณรักษาโรคให้กับใคร แล้วการฆ่าคนเหล่านั้นมันเกี่ยวข้องอะไรกับการรักษา…หรือว่าคุณแอบทำการวิจัยอะไรบางอย่างที่เป็นอันตรายจนคนเหล่านั้นต้องตายไป”

                มานพเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นาๆ ในขณะที่หมอวิวัฒน์พยายามกลั้นหัวเราะ

                “ผมบอกว่าโลก…ผมหมายถึงดาวโลกที่พวกเราอาศัยอยู่นี่ต่างหาก”

                มานพทำหน้างง

                “คุณรักษา…โลก ด้วยการฆ่าคนเหล่านั้นอย่างนั้นหรือ…คุณหมายความว่ายังไงกัน ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม”

                มานพเคยได้ยินถึงการช่วยโลกด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การปลูกต้นไม้ การลดการใช้พลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การรีไซเคิล การใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างคุ้มค่า และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ไม่มีใครเคยออกมาเชิญชวนให้ฆ่าคนเพื่อช่วยโลกมาก่อนเลย

                “คุณยังพอจะจำวิชาชีวะวิทยาที่เคยเรียนมาได้ไหมครับ”

                “…ก็พอได้บ้าง ถามทำไมหรือครับ”

                “ผมจะอธิบายอะไรบางอย่างให้คุณฟัง ถ้าคุณตามผมไม่ทันก็บอกได้เลยนะครับ ผมจะได้อธิบายเพิ่มเติมให้คุณเข้าใจ”

                มานพพยักหน้า

                “เอาล่ะ จะเริ่มต้นยังไงดี…เอาแบบนี้ละกัน คุณเคยคิดบ้างไหมครับว่าโลกของเราเป็นสิ่งมีชีวิต”

                “…อะไรนะครับ”

                หมอวิวัฒน์ยิ้มพร้อมกับจ้องหน้ามานพ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นปฏิกิริยาที่ถูกคาดเดาเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว

                “ลองคิดแบบนี้ดูนะครับ ในร่างกายของเรามีเซลอยู่จำนวนนับล้านๆ และแบ่งเป็นชนิดต่างๆ มากมายหลายชนิด แต่ละชนิดต่างก็มีความพิเศษเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนั่นก็เพียงเพื่อที่จะทำให้เรากลายเป็น ‘เรา’ ขึ้นมานั่นเอง”

                มานพพยักหน้า

                “ทีนี้บนโลกของเราก็มีสิ่งมีชีวิตอยู่เป็นจำนวนนับล้านๆ เช่นกัน และแบ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ มากมาย ทั้งพืช สัตว์ และแม้แต่มนุษย์ ทั้งหมดนั่นต่างมีความแตกต่าง และหลากหลาย…นั่นฟังดูคล้ายกันไหมครับ”

                มานพขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง

                “ไม่หรอก มันไม่เหมือนกัน สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกนั้นเป็นปัจเจกที่แตกต่างกัน พวกมันไม่ได้เป็นเพียงแค่เซลๆ หนึ่ง พวกมัน…และรวมถึงพวกเราด้วย ต่างก็มีความเป็นตัวของตัวเอง”

                หมอวิวัฒน์ส่ายหน้า

                “คุณไม่เคยคิดบ้างหรือครับว่า เซลแต่ละเซลในร่างกายของเราเองก็อาจจะกำลังคิดแบบคุณอยู่ก็ได้ พวกมันต่างก็มีชีวิตของตัวเอง และไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของ ‘เรา’ ที่กำลังคุยกันอยู่ในตอนนี้”

                หมอวิวัฒน์หยุดนิดหนึ่งเพื่อให้มานพได้ขบคิด

                “ถ้าคุณลองนึกจินตนาการไปว่าคุณทำการศึกษาโลกจากมุมมองที่มีขนาดใหญ่กว่า โดยที่โลกคือสิ่งมีชีวิตหน่วยหนึ่ง สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อาศัยอยู่บนโลกซึ่งรวมถึงพวกเราด้วย ก็ไม่ต่างไปจากเซลในร่างกายของเรานั่นเอง”

                มานพนิ่งอึ้ง เขาไม่เคยคิดอะไรแบบนี้มาก่อนเลย

                “คราวนี้วกกลับมาที่ร่างกายของเราอีกครั้งนะครับ เชื้อโรคที่รับมาจากภายนอกร่างกายนั้นจะทำให้เราเกิดการเจ็บป่วยต่างๆ ก็จริง แต่มีการเจ็บป่วยอยู่ชนิดหนึ่งที่เป็นอันตรายร้ายแรง และมันเกิดจากการผิดปกติของเซลในร่างกายของเราเอง เมื่อพวกมันพากันละทิ้งหน้าที่ของตน และเอาแต่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า…”

                “…มะเร็ง”

                มานพต่อคำของหมอวิวัฒน์ให้จบ เขาเริ่มมองเห็นความเกี่ยวเนื่องอย่างแปลกประหลาดในสิ่งที่หมอวิวัฒน์กำลังพูดอยู่ แต่มันก็ยังฟังดูเหลือเชื่อมากเกินไปอยู่ดี

                “ทีนี้เราก็กลับมาที่กรณีของโลก เซลต่างๆ บนโลกซึ่งก็คือสิ่งมีชีวิตทุกชนิดนั้นต่างทำหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด จนกระทั่งมีสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเริ่มการวิวัฒนาการ ที่แตกต่างจากการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจำพวกอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง มันทำให้สิ่งมีชีวิตประเภทนี้เริ่มต่อต้านโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่”

                ภาพต่างๆ ในหัวของมานพค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

                “สิ่งมีชีวิตประเภทนี้เริ่มละทิ้งหน้าที่ของตนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโลก พวกเขาพากันขัดขืน ต่อต้าน วิถีของโลกอย่างสุดความสามารถ และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่อาจควบคุมได้ เบียดเบียนทั้งสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิตชนิดอื่นๆ ที่ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกเช่นกัน”

                หมอวิวัฒน์ทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง รอยยิ้มที่เคยมีอยู่คล้ายกับเป็นเพียงหน้ากากใบหนึ่งที่ถูกปลดลงมา เปิดเผยให้เห็นถึงใบหน้าแท้จริงที่ถูกซุกซ่อนอยู่

                “พวกมันก็คือมะเร็งของโลกนั่นเอง และวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ดีที่สุดนั่นก็คือ…”

                หมอวิวัฒน์ยิ้มออกมาอีกครั้ง แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้มานพรู้สึกเย็นวาบไปตามไขสันหลัง

                “…กำจัดพวกมันซะ”

                มานพนั่งอึ้ง เขาเกิดความรู้สึกแปลกๆ คล้ายกับเวลาที่กำลังจะเป็นหวัด ตอนที่ยังไม่มีอาการอะไร แต่ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายไม่ค่อยปกตินัก

                “ผมเป็นหมอที่ใช้รังสีในการฆ่ามะเร็ง แล้วจะมีอะไรเหมาะสมไปกว่าการใช้สิ่งเดียวกันนี้ในการฆ่าเหล่ามะเร็งร้ายที่กำลังกัดกินโลกใบนี้อยู่อีกล่ะ”

                หมอวิวัฒน์เริ่มหัวเราะอย่างคุ้มคลั่ง ตอนนี้มานพไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าผลการตรวจทางจิตที่เคยทำไปแล้วนั้นจะมีความน่าเชื่อถือสักเพียงใด เพราะเขาคิดว่าชายคนนี้ต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ แต่สิ่งที่เขาพูดมาออกมานั้นกลับมีความดึงดูดใจชวนให้ขบคิดอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

                ในตอนนั้นเองเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เดินเข้ามาพร้อมกับพาฝรั่งคนหนึ่งเข้ามาด้วย ซึ่งมานพรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาชายผมทองรูปร่างใหญ่ ที่ตัดผมสั้นเกรียนคนนี้อย่างประหลาด ถึงแม้ว่าเขาจะสวมใส่ชุดที่ดูเหมือนกับนักท่องเที่ยว แต่เมื่อดูจากกิริยาท่าทางที่นอบน้อมของเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้ว เขาคงไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วๆ ไปแน่

                “ขอโทษด้วยนะครับคุณตำรวจที่ต้องเข้ามาขัดจังหวะ แต่พอดีมีคำสั่งด่วนให้เจ้าหน้าที่ซีไอเอคนนี้เข้าเยี่ยมคุณหมอวิวัฒน์น่ะครับ”

                เจ้าหน้าที่เรือนจำคนนั้นลดเสียงให้เบาลงพอได้ยินกันเพียงสองคน

                “คำสั่งโดยตรงจากท่านนายก…ให้เข้าเยี่ยมในทันทีเลยครับ”

                เจ้าหน้าที่คนนั้นหยุดนิดหนึ่งก่อนที่จะกระซิบต่อ

                “…ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย”

                มานพพยักหน้าเข้าใจ พอดีกับที่เขาเองก็คงจะหมดเรื่องคุยกับหมอวิวัฒน์คนนี้แล้วเหมือนกัน เขาหันไปทางหมอวิวัฒน์ซึ่งยังคงนั่งหัวเราะไม่ยอมหยุด

                “ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณหมอ…ยินดีที่ได้คุยกันนะครับ”

                มานพลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่เรือนจำ แต่ก่อนที่จะเดินผ่านประตูออกไป เขารู้สึกเหมือนกับกำลังถูกจ้องมองอยู่ มานพจึงหันกลับไปมอง และได้เห็นฝรั่งคนนั้นกำลังจ้องมาที่เขาอยู่จริงๆ แล้วเขาก็นึกออกในตอนนั้นเองว่าได้เคยพบเจอกับฝรั่งซีไอเอคนนี้ที่ไหน

                นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่เขากับพี่มนัสไปพบเจอกับเรื่องประหลาดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นนั่นเอง แต่ในครั้งนั้นฝรั่งซีไอเอคนนี้สวมใส่ชุดสูทสากลที่ดูเป็นทางการ จนทำให้เขาเกือบจะจำไม่ได้ มานพส่งยิ้มให้ แต่ฝรั่งกลับทำเป็นไม่สนใจ

                หลังจากใช้เวลาอีกพักใหญ่ไปกับการจัดการกับเอกสารต่างๆ ที่มีมากมายจนหน้าเวียนหัว มานพก็รีบขับรถมุ่งหน้าออกจากเรือนจำไปยังสวนสาธารณะที่เป็นสถานที่นัดหมายของเขากับพยาบาลจุ๋ม ซึ่งพึ่งรู้จักคบหากันเมื่อไม่นานมานี้ทันที

#####

                ผมนั่งลงตรงข้ามหมอวิวัฒน์ที่ยังคงหัวเราะไม่ยอมหยุด ผมรู้สึกเป็นห่วงชายคนนั้นที่พึ่งเดินออกไปอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ผมคงต้องจัดการกับธุระด่วนของผมในวันนี้ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน

                เมื่อวานนี้ตอนที่ผมกำลังนอนเล่นอยู่ที่ชายหาดแห่งหนึ่งบนเกาะสมุย หญิงสาวชาวไทยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาพร้อมกับส่งยิ้มให้ ผมยิ้มตอบไปอย่างงงๆ พร้อมกับคิดว่า วันนี้คงจะเป็นวันโชคดีของผม

                “อาร์…อาร์…ยู เจฟ”

                เธอถามอย่างเขินๆ ผมพยักหน้า พร้อมกับเริ่มรู้สึกเอะใจที่เธอรู้จักชื่อของผม

                “…ผมพูดไทยได้ครับ”

                ผมตอบกลับไป ซึ่งทำให้เธอดูผ่อนคลายมากขึ้น เธอส่งโทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋วของเธอมาให้พร้อมกับพูดว่า

                “ฉันคิดว่านี่เป็นโทรศัพท์ถึงคุณค่ะ”

                ผมรับโทรศัพท์มาจากมือเธออย่างไม่ประหลาดใจ แต่ท่าทางเช่นนั้นของผมกลับทำให้เธอรู้สึกแปลกใจแทน ใช่สิเป็นใครก็คงต้องคิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดถ้ามีคนโทรมาหาโดยการโทรเข้าโทรศัพท์ของคนที่ไม่รู้จักกันแบบนี้

                “มีอะไรหรือครับหัวหน้า”

                ผมกรอกเสียงเซ็งๆ เข้าไปในสายเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงแบบที่ฟังออกได้ยาก

                “มีเรื่องด่วน”

                “…ผมกำลังพักร้อน”

                “คุณต้องเดินทางไปกรุงเทพทันที ติดต่อกับทางสถานทูต รายละเอียดพร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็นจะเดินทางไปถึงพร้อมกับคุณ”

                “เรื่องอะไรกันครับนี่”

                “เลเวลอี…”

                “ครับผม”

                ผมปิดโทรศัพท์ส่งคืนให้หญิงสาวคนนั้นก่อนที่จะกล่าวคำขอบคุณแล้วลุกเดินจากไป เธอไม่มีวันรู้ได้เลยว่าหมายเลขที่โทรเข้ามานั้นคือหมายเลขอะไร แม้จะสอบถามไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์ของเธอพวกเขาก็จะตอบไม่ได้เหมือนกัน ตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมกังวลคือคำพูดสุดท้ายของหัวหน้า ‘เลเวลอี’

                ระดับอีเป็นระดับพิเศษในการปฏิบัติงานที่ใช้กับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เหตุการณ์ที่ยังไม่อาจอธิบายได้ หรือเหตุการณ์ที่อธิบายได้ด้วยหลักการที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป วันพักร้อนของผมคงต้องสิ้นสุดลงเพียงแค่นี้

                ผมรีบเดินทางเข้ากรุงเทพพร้อมกับตรงไปยังสถานทูตอเมริกาทันที ที่นั่นมีข้อมูลพร้อมกับอุปกรณ์เล็กๆ ชิ้นหนึ่งรอผมอยู่ ผมใช้เวลาทำความเข้าใจกับข้อมูลเหล่านั้นในขณะนั่งอยู่ในรถของทางสถานทูตที่กำลังมุ่งตรงไปยังเรือนจำพิเศษแห่งนี้

                เจ้าหน้าที่เรือนจำดูเหมือนจะได้รับการติดต่อมาก่อนแล้วว่าจะมีเจ้าหน้าที่ซีไอเอเดินทางมาโดยรถของทางสถานทูต แต่พวกเขาคงไม่คิดว่าจะได้เห็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอที่แต่งตัวเหมือนกับนักท่องเที่ยวแบบผม ถ้าหากว่าไม่ได้รับการติดต่อมาก่อน หรือผมไม่ได้นั่งรถของทางสถานทูตมา เจ้าหน้าที่พวกนี้คงต้องเตะโด่งผมออกไปตั้งแต่แรกเห็นเป็นแน่

                หมอวิวัฒน์หยุดหัวเราะพร้อมกับมองหน้าผม ดูเหมือนเขาจะพึ่งรู้ตัวว่าคู่สนทนาของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาขมวดคิ้วพร้อมกับถามขึ้นว่า

                “ฮู อาร์ ยู”

                สำเนียงภาษาอังกฤษของเขานับว่าพอใช้ได้ แต่ผมตอบเขากลับไปเป็นภาษไทยที่ชัดเจน

                “สวัสดีครับคุณหมอวิวัฒน์ ผมชื่อเจฟ เป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอ”

                เขามองดูชุดที่ผมสวมใส่อยู่แล้วอมยิ้ม

                “ผมว่าคุณดูเหมือนนักท่องเที่ยวแถวถนนข้าวสารมากกว่า”

                ผมไม่แปลกใจเลย เพราะแม้แต่ตัวผมเองก็ยังคิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน

                “เขาคงไม่ยอมให้นักท่องเที่ยวจากถนนข้าวสารเข้ามาเยี่ยมคุณแบบนี้หรอกครับ”

                “…นั่นสินะ จริงของคุณ…แล้วซีไอเอมีธุระอะไรกับผม…ผมไม่เคยไปก่อคดีอะไรในอเมริกามาก่อน”

                “ครับเรารู้เรื่องนั้นดี แต่คุณก็เคยเดินทางเข้าออกอเมริกาหลายครั้งใช่ไหมครับ”

                เขาจ้องหน้าผมเขม็ง

                “…ใช่…ผมเคยไปประชุมเกี่ยวกับเรื่องโรคมะเร็งที่นั่นหลายครั้ง ที่ นิวยอร์ก เวกัส บอสตัน…”

                “ใช่ครับที่บอสตัน เมื่อห้าปีก่อนใช่ไหมครับ”

                “…ใช่”

                “นั่นเป็นช่วงก่อนที่คุณจะเริ่มก่อคดีฆาตกรรมใช่ไหมครับ”

                เขาเงียบไม่ยอมตอบ ผมจึงเริ่มรุกถามเขาต่อไป

                “ที่การประชุมครั้งนั้นคุณได้พบ และพูดคุยกับ…คุณหมอเค หรือ หมอแครอล ใช่ไหมครับ”

                “…ใช่”

                เขารับคำเสียงอ่อยๆ ดูเหมือนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะยอมรับ

                “คุณคงได้รับทราบข่าวของคุณหมอเคแล้วใช่ไหมครับ เพราะคดีของเธอเกิดขึ้นก่อนที่คุณจะถูกจับ”

                “…ใช่…แต่นั่นมัน…เธอไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผม…”

                “เธอถูกจับในข้อหาฆาตกรรม เช้าวันหนึ่งเธอไปทำงานที่โรงพยาบาลของเธอตามปกติพร้อมด้วยปืนกลกึ่งอัตโนมัติที่แอบซื้อมา เธอใช้มันกราดยิงเข้าใส่ผู้คนที่มานั่งรอรับบริการ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เธอถูกจับกุม และถูกตัดสินประหารชีวิตในที่สุด”

                “…ผมรู้ เธอทำรุนแรงไปหน่อย…การรักษามันต้องค่อยเป็นค่อยไป”

                “คุณคิดเหมือนเธอใช่ไหม”

                “…คิดเรื่องอะไร…”

                ผมจ้องหน้าเขา พร้อมกับหยิบอุปกรณ์เล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมา ผมแบมือออกให้เขาดู มันเป็นแท่งโลหะเรียบๆ คล้ายกับปากกาแท่งอ้วนๆ ที่ด้านข้างมีปุ่มเลื่อนอยู่เพียงอันเดียวซึ่งเป็นสีดำตัดกับผิวโลหะสีเงินแวววาวของมัน ผมเลื่อนปุ่มนั้นไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                “…ไอ้นี่มันคืออะไร แล้วคุณเอามันมาทำไม เจ้าหน้าที่ไม่ได้ค้นตัวคุณก่อนเข้ามาหรือ”

                “พวกเขาไม่กล้าค้นตัวผมหรอก และไม่ต้องตกใจไป มันไม่ใช่อาวุธ เจ้านี่จะสร้างคลื่นรบกวนที่ทำให้อุปกรณ์บันทึกทุกชนิดหมดสภาพชั่วคราวเท่านั้น สิ่งที่เราจะพูดคุยกันต่อไปนี้จะไม่ถูกบันทึกเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเสียง”

                เขามองดูแท่งสีเงินในมือของผมอีกครั้งอย่างไม่ค่อยเชื่อถือ ผมกำมันเอาไว้ในมือเหมือนเดิมพร้อมกับพูดต่อไป

                “หน่วยที่สิบสามของเราได้ทำการสอบสวนเธออีกครั้ง ก่อนที่เธอจะถูกฉีดยาให้นอนหลับไปตลอดกาล และผมต้องการรู้ว่าคุณคิดเหมือนเธอใช่ไหม”

                “…เรื่องอะไร…”

                “เรื่องโลกของเรายังไงล่ะ เรื่องโลกที่ต้องการการเยียวยา พวกคุณสองคนเป็นหมอรังสีรักษาเหมือนๆ กัน เธอบอกว่ามนุษย์คือมะเร็งร้ายที่กำลังกัดกินโลกนี้อยู่ และหนทางเดียวที่จะรักษาโลกให้ได้ก็คือการจัดการกับมนุษย์ คุณเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันใช่ไหม”

                เขานิ่งไปครู่หนึ่งแต่ก็พยักหน้าในที่สุด

                “ผมมีคำถามที่ต้องการให้คุณคิดดูให้ดี”

                คราวนี้เขานิ่งเงียบ ผมจึงเริ่มต้นถามคำถามของผม นี่เป็นขั้นตอนแรกของการปฏิบัติงานในครั้งนี้

                “ก่อนหน้าที่คุณจะได้พบกับหมอเค คุณเคยมีความคิดแบบนั้นมาก่อนหรือเปล่า”

                เขานิ่งคิดพร้อมกับส่ายหน้าช้าๆ

                “ก่อนหน้านี้คุณรักษาคนไข้ทุกคนของคุณอย่างดีที่สุดใช่ไหม”

                เขาพยักหน้า

                “คุณเสียใจทุกครั้งที่คนไข้ของคุณจากไปใช่ไหม และดีใจทุกครั้งเช่นกันที่ผลการรักษาออกมาดีอย่างที่ควรจะเป็น”

                “…ใช่”

                “คุณเชื่อจริงๆ หรือว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเพียงแค่เซลๆ เดียวที่ไม่มีความสำคัญใดๆ เมื่อเปรียบเทียบกับโลกนี้ที่เป็นดวงดาวดวงหนึ่ง”

                “โลกนี้มันมีชีวิตจริงๆ หรือ หรือเป็นเพียงความคิดของคุณเท่านั้นที่สร้างชีวิตให้กับโลกนี้ขึ้นมา เพราะมีมนุษย์อยู่ไม่ใช่หรือจึงสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของโลกใบนี้ได้”

                เขาไม่ตอบคำถามของผมอีกแล้ว เขาเหงื่อออกจนเปียกชุ่มเสื้อที่สวมอยู่ ท่าทางของเขาดูสับสนมาก และนั่นหมายถึงได้เวลาแล้ว ผมเลื่อนปุ่มบนอุปกรณ์ในมือไปจนสุด

                ผมไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น แต่ตอนนี้หมอวิวัฒน์เริ่มทำบางสิ่งบางอย่าง เขายกสองมือขึ้นปิดหน้าแล้วเริ่มร้องไห้ พร้อมกับพึมพำคร่ำครวญออกมา

                “…ผมทำอะไรลงไป…โอ…ผมทำอะไรลงไป”

                ภารกิจของผมเสร็จสิ้นลงแล้ว

#####

                จุ๋มมานั่งรอแฟนคนใหม่ของเธอที่ม้านั่งกลางสวนสาธารณะแห่งนี้ได้พักหนึ่งแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลากลางวันแต่สวนแห่งนี้กลับเงียบมาก เงียบจนน่ากลัว ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ผิดพลาดของเธอที่นัดเขามาพบในที่แบบนี้

                จักรยานยนต์คันเดิมแล่นผ่านมาอีกครั้ง จนเธอเริ่มรู้สึกผิดสังเกต จักรยานยนต์คันนี้วิ่งวนเวียนผ่านมาสองรอบแล้ว ชายสองคนบนจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยแบบปิดมิดชิดจนไม่เห็นใบหน้า แต่เธอรู้สึกว่าทั้งสองคนต่างมองมาที่เธอ ความรู้สึกถึงอันตรายกระตุ้นเตือนเธออีกครั้ง ได้เวลาต้องไปแล้ว

                เธอตัดสินใจลุกขึ้นพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรบอกมานพว่าจะย้ายที่นัดพบใหม่ แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงอู้อี้ดังขึ้นที่ด้านหลังของเธอ

                “จะรีบไปไหนจ๊ะ”

                มีมือข้างหนึ่งเอื้อมมาจับแขนข้างที่ถือโทรศัพท์ของเธอ อะดรีนาลีนของเธอฉีดพล่าน เธอกระชากแขนข้างนั้นให้หลุดออกจากการยึดกุมได้สำเร็จ แต่ก่อนที่เธอจะออกวิ่ง ร่างของผู้ชายอีกคนหนึ่งก็พุ่งเข้ารวบตัวเธอจากทางด้านหลัง มีมือข้างหนึ่งเอื้อมมาปิดปากของเธอไว้ โทรศัพท์ในมือไม่รู้ว่ากระเด็นหายไปทางไหนแล้ว

                ภาพของหมวกนิรภัยที่คุ้นตาหนึ่งในสองใบนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้ง อีกคนที่รวบตัวเธอเอาไว้ได้ คว้าแขนทั้งสองของเธอแล้วจับรวบไปทางด้านหลัง ก่อนที่จะกระชากตัวเธอให้ลุกขึ้นยืน ผ้าผืนหนึ่งถูกจับยัดเข้าไปในปากของเธอ

                “วันนี้โชคดีฉิบหายเลย”

                “เออรีบแก้ผ้าแล้วถ่ายรูปก่อนเร็ว”

                ทั้งสองพากันหัวเราะอย่างคึกคะนอง น้ำตาของจุ๋มไหลรินออกมาเปื้อนสองแก้ม เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะต้องมาพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ เธอดิ้นอย่างสุดแรงแต่ความเจ็บปวดจากแขนที่ถูกจับรวบเอาไว้ทำให้เธอกรีดร้องออกมา ผ้าในปากของเธอหล่นลึกลงไปจนแทบจะอุดหลอดลม มันทำให้เธอทั้งเจ็บปวดทั้งหายใจไม่ออก เรี่ยวแรงที่เกิดขึ้นจากความตื่นกลัวเมื่อครู่หดหายไปจนหมด

                ชายคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเอื้อมมือมาจับหน้าอกของเธอพร้อมกับเตรียมจะกระชากเสื้อของเธอออก

                “หยุด”

                พร้อมกับเสียงก็มีเท้าข้างหนึ่งลอยเข้ามาปะทะแผ่นหลังของชายคนนั้น มันล้มกลิ้งลงไปไม่เป็นท่า ทั้งสองมัวแต่สนใจหญิงสาวในกำมือจนไม่ทันรู้ตัวว่ามานพกำลังวิ่งเข้ามาหาด้วยความโกรธจัด

                ชายอีกคนหนึ่งรีบปล่อยมือจุ๋มหมายจะช่วยเพื่อนของมัน มานพชักปืนออกมาจ่อไปที่กลางแสกหน้าของหมวกนิรภัย มันหยุดยืนนิ่งแล้วรีบยกมือทั้งสองขึ้นชูทันที มานพใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบไปที่ยอดอกของคนที่พึ่งจะถูกเขาถีบล้มลงอย่างเต็มแรง

                “จุ๋มเป็นอะไรหรือเปล่า”

                เธอพยายามยกมือขึ้นเพื่อล้วงผ้าในปากออกแต่ก็เป็นไปด้วยความยากเย็น เพราะทุกครั้งที่เธอพยายามจะยกแขนขึ้นความเจ็บปวดก็จะแล่นจู่โจมขึ้นไปตามแขนทั้งสองข้าง จนทำให้การล้วงผ้าแค่ผืนเดียวนั้นก็ยังทำไม่ได้

                มานพกระชากแขนของคนที่ยืนอยู่ลงมาพร้อมกับบอกให้มันเอามือไพล่หลัง เขาสับกุญแจมือให้รัดข้อมือมันจนแน่นก่อนที่จะถีบให้ล้มนอนคว่ำหน้าลง เขาเหยียบมันซ้ำอีกครั้ง ก่อนที่จะใช้เท้าเตะที่สีข้างของคนที่นอนอยู่ก่อนอีกสองที เขาบอกให้มันนอนคว่ำหน้าลงเช่นกันพร้อมกับจับใส่กุญแจมืออีกคู่หนึ่ง

                เมื่อจัดการทั้งสองเรียบร้อย เขาจึงค่อยเก็บปืนแล้วรีบเข้าไปช่วยจุ๋ม เขาช่วยเธอล้วงเอาผ้าผืนนั้นออกมาจนได้ เธอโก่งคออาเจียนหลายครั้ง ทั้งน้ำตา น้ำมูก และน้ำลายไหลเปื้อนเนืองนองใบหน้า มานพมองเห็นแล้วยิ่งบันดาลโทสะ เขาตรงเข้าไปเตะพวกมันทั้งสองอีกหลายครั้ง

                จุ๋มยืนร้องไห้โดยมีมานพพยายามช่วยปลอบโยน ในที่สุดเธอก็สงบลงจนได้ มานพส่งผ้าเช็ดหน้าของเขาให้เธอ ซึ่งเธอก็รับเอามาเช็ดใบหน้าเปื้อนๆ ของเธอแต่โดยดี เมื่อเรียบร้อยแล้ว เธอก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่

                จุ๋มสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกับจ้องหน้ามานพ เธอยิ้มให้เขาได้ในที่สุด มานพยิ้มตอบอย่างโล่งใจ ดูเหมือนว่าเธอจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งใช้ได้ทีเดียว

                “คุณกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะวอเรียกคนอื่นให้มาช่วยรับไอ้พวกนี้ไปเข้าคุกเอง”

                “…แต่ว่า แล้วเรื่องคดี…”

                “ผมจัดการเอง ถ้าต้องการคุณเมื่อไหร่ผมจะติดต่อไปเอง”

                “…ขอบคุณค่ะนพ”

                “โธ่…มีผัวเป็นตำรวจก็ไม่บอก”

                เสียงอู้อี้ดังมาจากหนึ่งในสองตัวที่นอนคว่ำหน้าอยู่ อีกคนหนึ่งส่งเสียงสนับสนุน

                “ไว้ออกจากคุกเมื่อไหร่ จะตามไปทักทายถึงบ้านเลยนะจ๊ะ”

                จุ๋มหน้าถอดสี มานพรีบประคองเธอเดินห่างออกมาพร้อมกับปลอบเธอ

                “ไม่ต้องไปกลัวหรอก พวกมันก็ได้แต่เห่าไปอย่างนั้นเอง ไอ้พวกนี้ก็แบบนี้แหละ จุ๋มรีบกลับไปก่อนดีกว่า ถ้าไม่ค่อยสบายใจก็ชวนเพื่อนมานอนด้วยสักคืนสองคืนนะ”

                “…ค่ะ”

                “เสร็จเรื่องแล้วผมจะรีบโทรหานะ…แล้วถ้ายังไม่ดึกมากผมจะแวะไปหา”

                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ จุ๋มไม่เป็นไร นพทำงานไปเถอะ”

                มานพมองส่งแฟนสาวที่เดินจากไป เธอแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดไว้มาก เขาหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เขาเดินย้อนกลับไปหาสองคนที่นอนคว่ำหน้าอยู่ เขาปลดหมวกของพวกมันออกมาแล้วก็ต้องแปลกใจ ทั้งสองคนยังคงเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยรุ่นเท่านั้นเอง

                ความคิดของเขาวนเวียนกลับไปหาคำพูดที่แปลกประหลาดของหมอวิวัฒน์ แต่เขาคิดเห็นต่างไปจากนั้น โลกก็เป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งมันจะมีชีวิตได้อย่างไรกัน แต่คำพูดของหมอวิวัฒน์นั้นก็มีส่วนถูกอยู่เช่นกัน อย่างน้อยเจ้าสองตัวที่นอนอยู่นี้ก็คือหลักฐานที่ดี

                มนุษย์บางคนนั้นทำตัวเองให้กลายเป็นมะเร็งร้ายของสังคม พวกมันทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ มีอยู่วิธีการเดียวที่จะจัดการพวกมันได้อย่างเด็ดขาด มานพล้วงปืนของเขาออกมาถือเอาไว้ ทั้งสองคนที่นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นต่างยังไม่รับรู้ถึงชะตากรรมของตนเอง

                “คุณกำลังจะทำอะไร”

                เสียงเรียบๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขาหันกลับไปพร้อมกับยกปืนในมือขึ้นแต่ก็ยังช้าเกินไป มือที่แข็งแรงข้างหนึ่งบีบทั้งปืน และมือของเขาพร้อมกับกดแรงลงมาจากด้านบน หากเขายังคงฝืนต่อไปคงเป็นฝ่ายที่จะถูกจู่โจมให้ล้มลง ชายคนนี้ได้รับการฝึกมาอย่างดี

                “ผมมาช่วยคุณนะ คุยกันหน่อยสิ”

                เสียงเรียบๆ นั้นพูดต่อ มานพพึ่งเห็นหน้าชายคนนี้ได้ถนัด เขาคือฝรั่งซีไอเอคนเดิมนั่นเอง

                “คุยกันได้ไหม”

                ผมถามย้ำอีกครั้ง แรงขืนในมือของเขาค่อยๆ ลดลง ผมตัดสินใจปล่อยมือที่ยึดปืนของเขาเอาไว้ พร้อมกับใช้มืออีกข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเพื่อเลื่อนปุ่มของอุปกรณ์ที่ผมพึ่งใช้กับหมอวิวัฒน์เมื่อครู่นี้ ผมเลื่อนปุ่มมันไปเพียงเล็กน้อยก่อน

                “คุณคิดจะทำอะไร”

                ผมถามเขาเบาๆ เขามองหน้าผมก่อนที่จะกัดฟันตอบ

                “พวกชั่วนี่มันทำร้ายแฟนผม พวกมันเป็นแค่เศษเดน…เป็นมะเร็งร้ายของสังคม ผมก็แค่จะทำให้สังคมนี้ดีขึ้นเท่านั้นเอง”

                ‘มะเร็ง’ อย่างนั้นหรือ เป็นอย่างที่ผมกังวลจริงๆ โชคดีที่ผมตัดสินใจติดตามเขามา ชายคนนี้ ‘ติดโรค’ จากหมอวิวัฒน์จริงอย่างที่ผมสงสัย

                “อย่าลืมสิคุณเป็นตำรวจ คุณไม่มีหน้าที่ไปตัดสินความผิดของใคร”

                “แต่ถ้าปล่อยไว้สุดท้ายพวกมันก็จะกลับออกมาก่อเรื่องอีก”

                “ถ้าอย่างนั้นคุณคงจะต้องไปจัดการกับทุกคนที่อาจจะก่อเรื่องใช่ไหม”

                “…นั่นมัน…”

                “เขาสอนคุณมาอย่างไร คุณเป็นตำรวจ คุณไม่อาจไปตัดสินใคร คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ คุณไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้ มนุษย์เรามีความสามารถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง”

                “…”

                “หยิบวิทยุของคุณออกมาแล้วเรียกเพื่อนคุณให้มาช่วยกันรับตัวพวกนี้ไปดีกว่า”

                “…ครับ”

                เขารับคำในที่สุด ผมเลื่อนปุ่มเครื่องมือไปจนสุด โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของวัยรุ่นคนหนึ่งที่นอนคว่ำหน้าอยู่ระเบิดเบาๆ จนเขาส่งเสียงร้องโวยวายออกมาด้วยความตกใจ โทรศัพท์มือถือของจุ๋มที่ตกหายไปเมื่อครู่ก็ระเบิดขึ้นจากในพงหญ้าเช่นกัน

                “เกิดอะไรขึ้น”

                มานพรู้สึกมึนๆ แปลกๆ และตกใจกับการระเบิดที่เกิดขึ้น เขาแปลกใจในความคิดเมื่อครู่ของตน เขาอาจจะโกรธมากเกินไป จนทำให้ความคิดของเขาสับสน เขาจะฆ่าเด็กวัยรุ่นสองคนนั้นไปทำไมกัน นั่นเป็นความคิดบ้าๆ อย่างไม่ต้องสงสัย

                “ผลข้างเคียงเล็กน้อยน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก”

                ผมรีบปิดเครื่องมือเล็กๆ ในกระเป๋า จากการทดลองเครื่องมือที่ผมใช้อยู่นี้หลายสิบครั้งในสถานการณ์ต่างๆ บางครั้งมันอาจจะกระตุ้นให้เกิดการระเบิดของวงจรบางชนิดได้ แต่การระเบิดนั้นไม่รุนแรงนัก สุดท้ายมันจึงได้รับอนุญาตให้นำออกมาใช้งานจริงในภาคสนามได้

                “ขอบคุณนะครับ คุณ…ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลย ตั้งแต่เจอกันเมื่อคราวที่แล้ว”

                “ผมเจฟครับ”

                “ผมมานพครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

                ผมเองก็พึ่งนึกออกว่าเคยเจอกับเขามาก่อนในตอนที่มากรุงเทพกับท่านคุรุเทพเพื่อนต่างวัยชาวอินเดียของผมในคราวที่แล้ว สำหรับผมแล้วหน้าตาของคนเอเชียนั้นแยกออกได้ยาก แต่ในทางกลับกันผมก็เคยได้ยินท่านคุรุเทพบ่นเช่นกันว่าหน้าตาแบบอเมริกันของผมนั้นมันเหมือนๆ กันไปหมดในสายตาของท่านเช่นกัน

                “ผมคงต้องขอตัวก่อน เดี๋ยวพวกของคุณก็คงจะมาถึงแล้ว งานของผมที่นี่ก็เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วด้วย”

                “ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”

                ผมอำลาจากเขามาด้วยดี และปิดคดีได้เรียบร้อยไปอีกคดีหนึ่ง หน่วยที่สิบสามของเราได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกรณีกลุ่มลัทธิความเชื่อที่มีความแปลกประหลาดทั่วโลก ว่าทำไมจึงยังสามารถชักจูงผู้คนให้มาเข้าร่วมด้วยได้ มีความลึกลับอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้

                ทีมวิจัยได้ค้นพบคลื่นสมองแปลกๆ ที่มีลักษณะเฉพาะตัวในคนกลุ่มนี้ ที่สำคัญเหล่าบรรดาผู้นำ และสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มลัทธิเหล่านี้สามารถที่จะทำให้คนปกติทั่วๆ ไปเกิดลักษณะคลื่นสมองแบบนี้ขึ้นได้อย่างถาวร เพียงแค่ด้วยการพูดคุยเท่านั้น

                เมื่อใดก็ตามที่ผู้ฟังเกิดความคิดคล้อยตามคำพูดของพวกเขา คลื่นสมองที่มีลักษณะเฉพาะตัวนั้นก็จะเกิดขึ้นในคนผู้นั้นทันที พร้อมทั้งความคิดของเขาก็จะถูกเปลี่ยนไปอย่างถาวรด้วยเช่นกัน ทีมวิจัยเรียกปรากฏการณ์ชนิดนี้ว่าเป็น ‘โรคติดต่อทางจิต’ ซึ่งผมคิดว่าตั้งชื่อได้ตรงดีทีเดียว

                ในโลกนี้มีกลุ่มลัทธิที่เป็นอันตรายต่อสังคมอยู่ไม่น้อย หากปล่อยให้มันแพร่กระจายต่อไปโดยไม่มีการจัดการที่เหมาะสม คงต้องกลายเป็นอันตรายร้ายแรงในภายหลัง ทางหน่วยที่สิบสามจึงทุ่มเทเวลาและทรัพยากรอย่างไม่อั้นเพื่อค้นหาหนทางป้องกันรักษาโรคติดต่อทางจิตนี้

                แล้วในที่สุดเราก็ได้พบคำตอบที่ไม่น่าเชื่อ ‘เครื่องรบกวนอุปกรณ์บันทึก’ ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่เราใช้อยู่ มันทำงานด้วยการส่งคลื่นออกไปรบกวนอุปกรณ์บันทึกที่เป็นดิจิตอลให้ทำการลบข้อมูลของตัวเองออกไป เมื่อผ่านการปรับแต่ง และอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม ก็สามารถลบคลื่นสมองประหลาดนี้ได้ด้วยเช่นกัน

                สถานการณ์เหมาะสมที่ว่านั่นก็คือ เมื่อความคิดของพวกเขาถูกสั่นคลอน เมื่อพวกเขาเกิดความไม่แน่ใจในความเชื่อของตน นั่นคือเวลาที่เหมาะสมในการลบมัน ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อคนผู้นั้น เท่าที่เรารู้

                สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่รู้ก็คือมันเกิดขึ้นจากอะไร และตั้งแต่เมื่อไร บางทีมันอาจจะเป็นเจตจำนงของธรรมชาติที่ต้องการต่อต้านพวกเราเหล่ามนุษย์ก็เป็นได้ บางครั้งผมก็คิดเหมือนกันว่ามนุษย์เรานั้นทำอะไรล้ำเส้นมากจนเกินไป แต่เราก็เลยผ่านจุดนั้นไปนานแล้ว เราถอยกลับไปไม่ได้แล้ว

                ‘อืม บางทีกลับไปคราวนี้ผมคงต้องไปตรวจคลื่นสมองซะหน่อยแล้ว’

เจฟแห่งหน่วยที่สิบสาม ตอน คราส

“สวัสดีครับพ่อ”

สนธยา เปิดประตูพร้อมกับส่งเสียงทักทายร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง สายยาง และท่อสารพัดชนิดถูกต่อออกมาจากร่างๆ นั้นไปยังเครื่องมือทางการแพทย์หน้าตาประหลาด พวกมันส่งเสียงคราง และเสียงบี๊บๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพ่อของเขายังคงมีชีวิตอยู่

พ่อของเขาล้มป่วยด้วยโรคเรื้อรังมาได้ระยะหนึ่งแล้ว หมอหลายคนต่างลงความเห็นเหมือนๆ กันว่าโรคที่ท่านเป็นอยู่นี้เกินเยียวยา แต่เขาก็ยังไม่พร้อมที่จะปล่อยให้ท่านจากไป

เขามาอยู่เฝ้าท่านได้หลายวันแล้ว อาหารของโรงพยาบาลแห่งนี้อร่อยไม่แพ้อาหารตามร้านเลยทีเดียว แต่สำหรับท่านคงกินได้แต่เพียงอาหารเหลวที่บรรจุอยู่ภายในถุงปลอดเชื้อเท่านั้น

เขาเปิดดูข่าวพร้อมกับกินอาหารที่สั่งเอาไว้ มีพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาตรวจดูเครื่องมือต่างๆ พร้อมกับจดบันทึกรายงานก่อนที่จะเดินออกไปเงียบๆ เขาคุ้นหน้าพวกเธอเกือบทุกคนแล้ว และพวกเธอเองก็คงคุ้นเคยกับนิสัยแปลกๆ ของเขาเช่นกัน เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบพูดคุยกับใครนัก

ภาพข่าวในโทรทัศน์แสดงให้เห็นถึงอุทกภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ทั่วโลก เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกันมาหลายสัปดาห์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพายุรุนแรงที่เกิดขึ้นติดต่อกัน หรือว่าระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกๆ เกี่ยวกับวงโคจร และแรงดึงดูดของดวงจันทร์ ที่นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกกำลังเร่งหาคำตอบกันอยู่

เสียงของผู้ประกาศข่าวสาวแจ้งรายละเอียดบางอย่างเพิ่มเติมหลังจากที่ภาพข่าวจบลง

“…ในช่วงเช้าของวันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณเก้านาฬิกาจะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่จะสามารถมองเห็นได้ในประเทศไทย ซึ่งจะกินเวลายาวนานประมาณ…”

“อา…”

พ่อส่งเสียงครางแปลกๆ ออกมา เขาจึงรีบลุกขึ้นไปดู ร่างของท่านยังคงนอนนิ่งอยู่เช่นเดิม เขาจับมือท่านขึ้นมาบีบเบาๆ ก่อนจะวางกลับไปที่เดิม

#####

ผมเดินตามตำรวจนอกเครื่องแบบชาวไทยสองคนเข้าไปในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้น ห้องโถงกว้างถูกตบแต่งจนดูคล้ายกับโรงแรมมากกว่าที่จะเป็นโรงพยาบาล ผมปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองจัดการกับเรื่องจุกจิกต่างๆ กับทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล แต่พวกเขาก็ดูจะไม่ค่อยเข้าใจกับสถานการณ์ที่เร่งด่วนของเรา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลอะไรได้มากนัก

‘แต่ถึงบอกไปก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา และอาจจะให้ผลออกมาเป็นตรงกันข้ามเลยก็ได้’

งานของผมมักจะเป็นเช่นนี้เสมอจนผมชินเสียแล้ว และตอนนี้เรายังพอมีเวลาเหลืออยู่ ผมคงต้องพยายามทำใจให้เย็นลงอีกสักหน่อย

ชายสูงอายุชาวอินเดียที่เดินมาด้วยกันกับผมดูจะไม่ค่อยสบายใจนักกับความล่าช้าที่เกิดขึ้น

“ใจเย็นไว้ท่านคุรุเทพ ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย”

ผมพูดปลอบท่านด้วยภาษาท้องถิ่นของท่าน ความจริงแล้วท่านก็พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ผมคิดว่าการพูดคุยด้วยภาษาของท่านเองจะทำให้ท่านสบายใจมากกว่า

“ทำไมเจ้ายังใจเย็นอยู่ได้ เจฟ เจ้าก็รู้นี่ว่าเรื่องนี้มันร้ายแรงขนาดไหน”

ความตื่นเต้นทำให้ท่านพูดเร็วเสียจนผมเกือบจะฟังไมรู้เรื่อง

“ผมทราบครับท่าน แต่เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้เราต้องรอบคอบไว้ก่อน”

“…แต่ถ้าเราบอกรายละเอียดกับพวกเขาบ้าง…”

ท่านคุรุเทพพยายามอธิบาย

“นั่นจะยิ่งทำให้เรื่องยุ่งยากมากขึ้นไปอีกนะครับ ท่านน่าจะทราบดี”

ตอนนั้นเองมีชายหญิงชาวอินเดียคู่หนึ่งมองมาทางเราก่อนที่จะทำหน้าตกใจ ผู้หญิงคนนั้นรีบประคองร่างของชายที่คาดว่าคงจะเป็นสามีของเธอตรงรี่มาทางเรา สายตาของอีกหลายคนที่อยู่ภายในห้องโถงแห่งนั้นก็ติดตามพวกเขามาด้วย ทั้งสองคนต่างก้มลงจับที่เท้าของท่านคุรุเทพเพื่อเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

หลังจากประคองสามีให้ลุกขึ้นได้ในที่สุด เธอก็ถามขึ้นว่า

“ท่านมาทำอะไรที่นี่คะ…ท่านเจ็บป่วยอย่างนั้นหรือ…โอ…นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้…ดิชั้นขออภัยท่านด้วยที่กล่าววาจาเช่นนี้ออกไป”

“…ข้ามีธุระสำคัญบางอย่างที่นี่…”

ท่านตอบเพียงสั้นๆ และนั่นเป็นเรื่องที่ดี ผมไม่อยากให้เกิดเหตุแทรกซ้อนวุ่นวายไปมากกว่านี้

“สามีของเจ้าป่วยเป็นอะไรหรือ”

“ไส้ติ่งอักเสบค่ะท่าน…ต้องผ่าตัดด่วน”

ท่านคุรุเทพหลับตาลงพร้อมกับยื่นมือไปแตะที่ท้องของชายผู้นั้น ผมรู้ว่าท่านกำลังจะทำอะไร และนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากให้ท่านทำภายในโรงพยาบาลแห่งนี้ แต่ผมก็ห้ามท่านไม่ได้

สีหน้าที่เจ็บปวดของชายคนนั้นค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จนเขายิ้มออกมาได้ในที่สุด สองสามีภรรยาต่างพากันก้มลงจับเท้าของท่านพร้อมกับพร่ำพรรณาสรรเสริญท่านคุรุเทพด้วยถ้อยคำเท่าที่พวกเขาจะคิดออก ผู้คนที่อยู่ภายในห้องโถงต่างพากันมองมาด้วยความสงสัย แม้แต่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลที่กำลังเจรจากันอยู่ก็พากันหันมามอง

ผมตัดสินใจเข้าไปพยุงทั้งสองคนให้ลุกขึ้นมาพร้อมกับกระซิบบอกบางอย่างกับพวกเขาด้วยภาษาท้องถิ่น พวกเขาจึงสงบลงทันทีก่อนที่จะรีบกล่าวคำอำลาท่านคุรุเทพแล้วเดินจากไป

“เจฟ เจ้าบอกอะไรพวกเขา”

“…ความลับครับ…ท่านครับผมไม่อยากให้ท่านรักษาใครอีกแล้วนะครับ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลแบบนี้…ท่านคงไม่อยากให้เรื่องในวันนี้ยุ่งยากมากไปกว่านี้ใช่ไหมครับท่าน”

ความสามารถในการรักษาของท่านคุรุเทพนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในอินเดีย และในหน่วยที่สิบสามของซีไอเอด้วยเช่นกัน พวกเราทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวพวกนี้มานานแล้ว นานจนเราสามารถค้นหาความจริงบางอย่างจากเรื่องเหลือเชื่อที่เหมือนกับนิยายพวกนี้

ถึงแม้ว่าบางครั้งการเล่าลือเหมือนๆ กันในเรื่องบางอย่างที่มีอยู่ทั่วโลกนั้น จะไม่ได้เป็นการพิสูจน์ว่าเรื่องที่เล่าลือนั้นมีรากฐานมาจากความจริง แต่การที่เรื่องราวเหล่านี้มีความเหมือนกันแม้จะอยู่ในที่ที่ห่างไกลกันอย่างมากมายนั้น ก็แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์บางประการ

หลายเรื่องนั้นเราสามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว และอีกหลายเรื่องที่วิทยาศาศตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะเป็นเรื่องไม่จริงเช่นกัน เพราะความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เทคโนโลยีต่างๆ ที่เรามีใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ก็ไม่แตกต่างจากการใช้เวทมนต์ในสายตาของผู้คนในยุคก่อนเลย

ตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองคนเดินกลับมาหาผม คนที่หนุ่มกว่าเป็นคนพูด ดูเหมือนเขาจะมียศสูงกว่าคนสูงอายุอีกคนที่มาด้วยกัน แต่ท่าทางของตำรวจสูงอายุคนนั้นดูจะเป็นมืออาชีพมากกว่า

“เรียบร้อยแล้วครับ คนที่คุณต้องการพบอยู่ที่ห้อง เก้า ศูนย์ หก ชั้นบนสุด…เป็นห้องพิเศษ ส่วนเรื่องการเข้าพบเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลแจ้งว่าต้องไปคุยกับญาติของเขาเอง ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ที่ห้องพอดี…จริงๆ แล้วที่พวกเขายอมก็เพราะญาติเขาอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นคงต้องยุ่งยากมากกว่านี้แล้วครับ”

“ขอบคุณครับ เอ่อแล้วญาติคนนี้เขาชื่ออะไรนะครับ”

ตำรวจคนที่แก่กว่ารีบตอบอย่างรวดเร็ว

“เขาชื่อสนธยาเป็นลูกชายของคุณอาทิตย์ คนที่นอนป่วยอยู่น่ะครับ”

พวกเราสามคนคุยกันด้วยภาษาไทย อย่างที่ผมบอกพวกเขาจะรู้สึกสบายใจ และให้ความร่วมมือมากกว่าเมื่อพูดคุยด้วยภาษาเดียวกับเขา ผมสามารถพูดได้หลายภาษา และนั่นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มากในการทำงานทางด้านนี้

ระหว่างที่พวกเราทั้งหมดกำลังเดินไปด้วยกัน ผมก็ใช้โทรศัพท์ส่งข้อความเข้ารหัสกลับไปหาหัวหน้าเพื่อให้ทีมสนับสนุนจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมให้กับผม

ผมพาท่านคุรุเทพเข้าไปในลิฟต์ ท่านดูมีท่าทางตื่นๆ เล็กน้อย ผมหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนที่ได้พบกับท่านที่วิหารคุรุเทพในอินเดีย ตอนนั้นท่านกับบรรดาสานุศิษย์กำลังร่วมกันสวดภาวนาอย่างตั้งใจ พวกท่านคงเป็นกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนในโลกนี้ที่รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังคุกคามโลกของเราอยู่

#####

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง เจฟ”

ท่านคุรุเทพกล่าวคำทักทายกับผมอย่างเป็นกันเอง เราสองคนเคยพบ และร่วมมือกันมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ในครั้งนั้นเป็นโครงการศึกษาของหน่วยที่สิบสามเกี่ยวกับพลังในการรักษาของท่าน แน่นอนว่ารายละเอียดทั้งหมดของโครงการนั้นถูกเก็บเป็นความลับ แม้แต่ภายในซีไอเอเองก็มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับรู้รายละเอียดของผลการศึกษาในครั้งนั้น

หลังจากที่โครงการวิจัยดังกล่าวเสร็จสิ้นลง ผมก็ยังคงมีการติดต่อพูดคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวเรื่อยมา นั่นทำให้การขอเข้าพบของผมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว

ผมก้มลงเพื่อจะจับเท้าของท่าน แต่ท่านกลับยึดตัวผมเอาไว้พร้อมกับกอดเบาๆ ท่าทางของท่านดูอิดโรยเล็กน้อย แต่รอยยิ้มของท่านยังคงอบอุ่นอยู่เช่นเดิม

“ท่านดูเหนื่อยๆ นะครับ”

“…ใช่ ข้ากับเหล่าศิษย์ร่วมกันสวดภาวนาติดต่อกันมาหลายวันแล้ว…มีเรื่องร้ายแรงกำลังเกิดขึ้น…”

“…พวกผมเองก็ทราบเหมือนกันครับ”

ท่านมองหน้าผมเงียบๆ ก่อนที่จะพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า

“พวกเจ้าไม่รู้หรอก…และถึงรู้ นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น”

ผมพยักหน้าเห็นด้วย ที่พวกเรารับรู้คือเหตุการณ์ประหลาดที่กำลังเกิดขึ้น ส่วนเบื้องหลังที่มาของมันนั้นเกินกว่าความเข้าใจของพวกเราทุกคน และนั่นเป็นเหตุให้ผมต้องเดินทางมาหาท่านในวันนี้

“เราตรวจพบการโคจรที่ผิดปกติของดวงจันทร์มาตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้มันกำลังเริ่มส่งผลกระทบกับสภาพอากาศของโลกแล้ว นักวิทยาศาสตร์ของเราไม่สามารถหาสาเหตุของความผิดปกติในครั้งนี้ได้…และเราก็ได้ยินเรื่องการสวดภาวนาของท่านกับเหล่าศิษย์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันนี้พอดี ผมจึงคิดว่าท่านอาจจะพอให้ความกระจ่างกับเราในเรื่องนี้ได้บ้าง”

ท่านมองหน้าผมก่อนที่จะพูดช้าๆ

“…จันทราเทวี…หรือดวงจันทร์ของพวกเจ้า…พระนางกำลังหวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังเดินทางมา และองค์สุริยะเทพก็ทรงอ่อนแรงลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน…”

ผมพยายามทำความเข้าใจในคำพูดของท่าน นี่อาจฟังดูเหมือนคำพูดไร้สาระสำหรับคนทั่วไปในอเมริกา และคนส่วนใหญ่ในโลก แต่จากประสบการณ์ในการทำงานทางด้านนี้ของผม สิ่งเหล่านี้มีความเป็นจริงมากพอๆ กับวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว

“ท่านหมายถึง…มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาที่โลก และมันส่งผลกระทบกับดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ใช่ไหมครับ”

“เปล่า…เป้าหมายของมันไม่ใช่โลก แต่เป็นจันทราเทวีต่างหาก มันไม่สนใจโลกหรอก…ตามปกติแล้วมันจะไม่กล้าทำถึงขนาดนี้ด้วยเกรงพลังของสุริยะเทพ”

ท่านเงยหน้าขึ้นคล้ายกับจะมองจ้องทะลุหลังคาไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยคล้อยต่ำลงมาในเวลาบ่ายเช่นนี้

“ทุกๆ ห้าร้อยปี สุริยะเทพจะแบ่งภาคลงมาจุติเป็นมนุษย์เพื่อเพิ่มพูนบารมี แต่ในครั้งนี้ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด หลังจากที่ส่วนหนึ่งของพระองค์ได้ลงมาจุติแล้วก็ไม่ยอมกลับคืนไปเสียที จึงทำให้พลังของพระองค์อ่อนแรงลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน”

ผมติดต่อหัวหน้าของผมเพื่อขอข้อมูลยืนยันจากทางนาซ่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ แน่นอนว่ามันเป็นการยืนยันด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และคำตอบที่ได้รับมาในตอนเย็นของวันนั้น ก็แทบจะเหมือนกับที่ท่านคุรุเทพได้เล่าให้ผมฟัง เพียงแต่การอธิบาย และคำที่ใช้เท่านั้นที่แตกต่างกัน

เกิดจุดดับขึ้นบนดวงอาทิตย์เป็นจำนวนมากอย่างไม่อาจอธิบายได้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมว่านั่นฟังดูคล้ายๆ กับการอ่อนแรงของสุริยะเทพที่ท่านบอก อีกทั้งยังมีการตรวจพบความผิดปกติของสนามแรงดึงดูดในอวกาศใกล้ๆ กับขอบของระบบสุริยะจักรวาล คล้ายกับมีบางสิ่งบางอย่างปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ควรจะมีอะไรทั้งสิ้น และที่สำคัญมันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาในระบบสุริยะของเราด้วย นั่นก็ฟังดูคุ้นๆ อีกเช่นกัน

สนามแรงดึงดูดที่ผิดปกตินี้ส่งผลกระทบบางอย่างคล้ายกับลูกคลื่นมาถึงวงโคจรของดวงจันทร์ ที่พวกเขาไม่พบมันก่อนหน้านี้ก็เพราะไม่มีใครรู้ว่าต้องมองหาอะไร และที่ไหน การค้นพบในครั้งนี้สร้างความหวังให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่จะหาคำอธิบาย หรือหนทางแก้ไขให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

หัวหน้าสั่งการให้ผมเดินหน้าต่อทันที ผมต้องร่วมมือกับท่านคุรุเทพเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด ผมรีบติดต่อขอเข้าพบกับท่านอีกครั้งในเย็นวันนั้น

“เราต้องทำอย่างไรครับท่าน”

“…ข้า…ก็ไม่แน่ใจนัก ว่าเราจะทำอะไรได้อีกนอกจากการสวดภาวนา”

“ท่านบอกว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะองค์สุริยะเทพอ่อนแรงลงใช่ไหมครับ”

“ถูกแล้ว หากพระองค์ยังทรงมีกำลังเช่นเดิม มันก็ไม่กล้ากระทำการเช่นนี้หรอก”

“เรามีหนทางที่จะทำให้สุริยะเทพฟื้นฟูกำลังขึ้นได้ไหมครับ”

ในใจของผมกำลังนึกไปถึงปฏิกิริยาที่เป็นที่มาของพลังงานของดวงอาทิตย์ ซึ่งก็คือปฏิกิริยานิวเคลียร์นั่นเอง มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนกันนะที่เราจะสามารถเร่งปฏิกิริยานิวเคลียร์ของดวงอาทิตย์ให้เพิ่มขึ้นจากเดิม ผมอาจจะต้องขอข้อมูลไปยังนาซ่าอีกครั้ง

ท่านยิ้มพร้อมกับคำตอบ แต่ความคิดของท่านนั้นต่างจากของผมอย่างสิ้นเชิง

“เราอาจจะทำอะไรได้บ้าง แต่เจ้าคงต้องช่วยข้าหน่อย”

“เรื่องอะไรครับ”

“ซีไอเออย่างพวกเจ้ามีความสามารถที่จะหาคนๆหนึ่งว่าอยู่ที่ไหนในโลกจากวัน เดือน ปีเกิดได้ไหม”

“…อะไรนะครับท่าน”

“ถ้ามีวันเดือนปีเกิด พวกเจ้าจะหาได้ไหมว่าคนคนนั้นตอนนี้อยู่ที่ไหน”

“นั่นเป็นไปไม่ได้หรอกครับท่าน…แม้แต่หน่วยที่สิบสามก็ทำแบบนั้นไม่ได้ แต่ละวันมีคนเกิดตั้งมากมายบนโลก ข้อมูลเหล่านั้นบางที่ก็ไม่ได้เชื่อมต่อกับฐานข้อมูล และมีข้อมูลอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่เคยได้รับการบันทึกเอาไว้เลยด้วยซ้ำ”

“ถ้าข้าสามารถจำกัดพื้นที่ให้แคบลงได้ล่ะ”

“…ถ้าโชคดีเป็นพื้นที่ของประเทศที่มีการทำระบบฐานข้อมูลแล้วก็อาจจะเป็นไปได้ แต่โอกาสก็ยังน้อยอยู่ดี”

“งั้นเรามาลองดูกันดีกว่า”

“…ผมไม่เข้าใจ ท่านตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ครับ”

“ข้าจะตามหาร่างแบ่งภาคที่มาจุติของสุริยะเทพ แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น”

ท่านใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์บางอย่างที่ดูเหมือนจะถูกเขียนขึ้นมาเพื่อการใช้งานแบบนี้โดยเฉพาะ หน้าตาของโปรแกรมนั้นดูดีทีเดียว พอเห็นผมทำท่าทางสนใจท่านจึงรีบอธิบาย

“นี่เป็นโปรแกรมที่ลูกศิษย์คนหนึ่งของข้าเขียนให้ โดยอาศัยข้อมูลจากตำราโบราณที่เก็บรวมรวมไว้ ร่วมกับฐานข้อมูลทางดาราศาสตร์ในปัจจุบัน”

“ฝีมือดีทีเดียวนะครับ”

“แน่นอน เจ้าเองก็รู้ไม่ใช่หรือว่านักเขียนโปรแกรมชาวอินเดียนั้นเก่งขนาดไหน เพราะพวกเจ้าเองก็ได้อาศัยฝีมือของคนเหล่านี้เหมือนกัน”

เมื่อมองจากภายนอกท่านคุรุเทพนั้นเหมือนกับจะเป็นคนรุ่นเก่า แต่ท่านกลับใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องแคล่วเลยทีเดียว ท่านตรวจสอบตัวเลข ตาราง และเส้นกราฟต่างๆ ก่อนที่จะหยิบเศษกระดาษแผ่นหนึ่งพร้อมกับจดวันที่ชุดหนึ่ง พร้อมพิกัดที่ตั้งลงไปแล้วยื่นส่งให้ผม

“ข้ารู้จักพิกัดนั้นว่ามันคือที่ไหน”

ผมมองดูตัวเลขพิกัดเหล่านั้น ผมเองก็คุ้นเคยกับมันเช่นกัน เพราะผมเคยแวะไปเที่ยวมาหลายครั้งแล้ว

“ดูเหมือนเราจะพอมีโชคอยู่บ้าง”

ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เมืองหลวงของประเทศแห่งนี้ คงมีฐานข้อมูลให้เราค้นหาได้อยู่ ถึงแม้คืนนั้นจะต้องเสียเวลาในการติดต่อกับทางรัฐบาลของประเทศนั้นอยู่บ้าง แต่ในที่สุดเราก็ได้ผลลัพท์ที่เราต้องการ และนับเป็นโชคของเราอีกครั้ง ที่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตรงกับการค้นหาของเรา

ก่อนรุ่งเช้าผมก็บินออกจากอินเดียพร้อมกับท่านคุรุเทพไปยังจุดหมายปลายทางของเรา กรุงเทพ ประเทศไทย

#####

“ชั้น…เก้า…ค่ะ”

เสียงประกาศของผู้หญิงที่ถูกบันทึกเอาไว้ดังขึ้น ประตูลิฟท์เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ พวกเราทยอยกันเดินออกมาสู่ทางเดินเงียบๆ ตำรวจไทยทั้งสองพยายามมองหาป้ายบอกทางว่าพวกเราควรจะเดินไปทางซ้าย หรือทางขวา

คุรุเทพสะกิดผมพร้อมกับชี้มือไปทางขวา สายตาของท่านจ้องตรงไปที่ประตูห้องๆ หนึ่งที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก สีหน้าท่าทางของท่านบ่งบอกว่าท่านคงมองเห็นอะไรบางอย่าง อะไรที่ผม และคนทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้

ตำรวจทั้งสองพึ่งได้คำตอบเช่นเดียวกัน พวกเขาเริ่มเดินไปทางขวาพร้อมกับมองดูหมายเลขห้องบนประตูไปเรื่อยๆ แต่ทั้งผมและ คุรุเทพต่างรู้อยู่แล้วว่าห้องที่เป็นจุดหมายของเรานั้นคือห้องไหน

“…ข้าไม่เคยเห็นแสงแบบนี้มาก่อนเลย…มันช่างเจิดจ้า…สดใส…นี่ขนาดข้าเห็นเพียงส่วนที่ลอดผ่านช่องประตูออกมาเท่านั้นนะ โอ…ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้เห็นองค์เทพด้วยตาของข้าเอง”

ท่านกระซิบบอกผมในขณะที่เรากำลังเดินใกล้ประตูห้องนั้นเข้าไปเรื่อยๆ ตำรวจไทยทั้งสองพาพวกเรามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง ตัวเลข 906 สีทองปรากฏเด่นอยู่ตรงหน้าประตู มีพยาบาลคนหนึ่งเดินออกมาจากทางแยกที่อยู่ถัดไป เธอเหลียวมองพวกเราก่อนที่จะเดินย้อนกลับไปทางเดิม เธอคงได้ข้อมูลเกี่ยวกับการมาถึงของพวกเรามาก่อนแล้ว

“จะเอายังไงต่อครับ…ให้พวกผมเป็นคนเข้าไปติดต่อก่อนดีไหม”

ตำรวจหนุ่มถาม ผมยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า ผมมีแผนอยู่ในใจแล้ว และการมีตำรวจไทยทั้งสองคนนี้อยู่ภายในห้องด้วยอาจจะทำให้เกิดข้อติดขัดขึ้นได้

“พวกผมจะเข้าไปกันเอง…แต่ต้องรบกวนให้พวกคุณคอยอยู่ข้างหน้าห้องนี้ด้วย อย่าให้ใครเข้าไปในห้องเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น”

พอพูดจบผมก็ยกมือขึ้นเคาะพร้อมกับผลักประตูเข้าไป คุรุเทพรีบเดินตามผมเข้าไปอย่างไม่รอช้า ตำรวจไทยทั้งสองนายต่างแยกย้ายกันยืนอยู่สองฟากข้างประตู ตำรวจหนุ่มคิดขึ้นในใจว่า

‘…ทั้งหมดนี่มันเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย’

ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องคุรุเทพไม่ยอมละสายตาออกจากร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเลย ในตอนแรกท่านแทบจะเดินตรงไปหาร่างๆ นั้นทันที แต่ผมรีบสะกิดท่านเอาไว้ ภายในห้องยังมีชายอีกคนหนึ่งที่กำลังนั่งกินอาหารอยู่ เขาคงเป็นสนธยาลูกชายของอาทิตย์นั่นเอง

ใบหน้าของเขาแสดงความแปลกใจไม่ใช่น้อยที่อยู่ๆ ก็มีชาวต่างชาติสองคนเดินเข้ามาภายในห้อง ผมเริ่มต้นทำตามแผนทันที และหวังว่าคุรุเทพคงจะไม่ทำอะไรผิดพลาดออกไป

“สวัสดีครับ ผมหมอเจฟ ส่วนนี่…”

ผมผายมือไปทางคุรุเทพ

“…หมอ…คุรุนัน พวกผมเป็นหมอใหม่ที่มาตรวจอาการคุณพ่อของคุณครับ”

พวกเราตกลงกันไว้ว่าจะไม่ใช้ชื่อคุรุเทพ เพราะมันฟังดูน่าสงสัยจนเกินไป มีโอกาสที่เขาอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตัวท่านมาก่อนก็เป็นได้

ตอนแรกเขาดูจะแปลกใจกับภาษาไทยที่ชัดเจนของผม แต่เขาก็รีบลุกขึ้นพร้อมทั้งยื่นมือออกมาจับทักทายทันที

“สวัสดีครับคุณหมอ…”

พอจับมือผมเสร็จเขาก็หันไปหาคุรุเทพ แต่ท่านกลับเอาแต่มองไปที่เตียงจนผมต้องสะกิดท่านอีกครั้ง ท่านจึงหันมาพร้อมกับจับมือกับเขาอย่างเงอะงะ

“…ขอโทษด้วยนะครับ แต่ไม่มีใครแจ้งผมมาก่อนเลยว่าจะมีพวกคุณหมอแวะมาเช้านี้”

“ครับ…พอดีทางโรงพยาบาลพึ่งแจ้งพวกผมมาเหมือนกันว่ามีการรับคุณพ่อของคุณเอาไว้ คุณหมอคุรุนันท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้พอดี พวกผมจึงรีบมาทันทีเลยครับ”

“จริงหรือครับคุณหมอ”

เขาหันไปหาคุรุเทพ แต่ท่านไม่สนใจเขาเลย

“…คุณหมอคุรุนันท่านพูดภาษาไทยไม่ได้น่ะครับ”

ผมรีบอธิบายกลบเกลื่อนเขาจึงทำท่าเข้าใจ จากนั้นผมก็เริ่มซักถามข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ เพื่อให้การโกหกดูแนบเนียนมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายผมก็วกมาเข้าเรื่องทันที

“ขอผมกับคุณหมอคุรุนันตรวจร่างกายคุณพ่อของคุณหน่อยนะครับ”

“เชิญเลยครับ”

พวกเราทั้งสามคนเดินตรงไปที่เตียง คุรุเทพมีท่าทางลังเลในตอนแรก ท่านเริ่มต้นด้วยการจับที่เท้าทั้งสองของร่างที่นอนอยู่ก่อนเพื่อเป็นการแสดงคารวะเท่าที่ท่านจะทำได้ หากไม่มีสนธยาอยู่ด้วยผมสงสัยว่าท่านอาจจะก้มลงกราบเลยก็เป็นได้ จากนั้นท่านก็เริ่มยื่นมือออกไปเหนือร่างนั้นพร้อมกับหยุดยืนนิ่ง

“…คุณหมอกำลังทำอะไรอยู่น่ะครับ”

ผมรู้ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ แต่หากบอกความจริงกับเขาไปคงได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นแน่ ระหว่างการเดินทางมายังที่นี่ พวกเราได้รับทราบสถานการณ์คร่าวๆ ทั้งหมดนี้ก่อนแล้ว ผมจึงกำหนดแผนนี้ขึ้นมา ซึ่งในตอนแรกคุรุเทพไม่เห็นด้วยกับความคิดของผม แต่ในที่สุดเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นอีกท่านจึงต้องยอมตกลงในที่สุด แต่ผมก็ยังคงไม่วางใจอยู่ดีเพราะท่านอาจจะเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาเมื่อไรก็ได้

พลังในการรักษาของคุรุเทพนั้นแบ่งออกได้เป็นสองส่วน หนึ่งคือการที่ท่านสามารถมองเห็นกระแสพลังออร่าที่ไหวเวียนอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้ อาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายจะรบกวนการไหลเวียนนี้ให้ผิดปกติไปจากเดิม สิ่งมีชีวิตทุกชนิดนั้นต่างมีพลังออร่าไหลเวียนอยู่ทั้งสิ้น แม้แต่ต้นไม้ก็มีอยู่เช่นกัน แต่ของมนุษย์นั้นมีความเข้มข้น และซับซ้อนมากที่สุด

การไหลเวียนของออร่านี้มีการกล่าวถึงไว้ในตำราโบราณในหลากหลายท้องที่บนโลกนี้ และวิธีการตรวจก็มีหลายหลากแตกต่างกัน ความสามารถในการมองเห็นของคุรุเทพนี้เป็นแบบที่พิเศษที่สุด

ส่วนที่สองคือท่านมีความสามารถที่จะใช้ออร่าของตนเข้าไปปรับเปลี่ยนกระแสออร่าของคนอื่นได้ หากการไหลเวียนที่ผิดปกตินี้ถูกกระตุ้นให้คืนสู่สภาวะดั้งเดิม ร่างกายของคนคนนั้นก็จะเกิดการตอบสนองด้วยการรักษาอาการเจ็บป่วยของตนเองให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ

นั่นก็คือจริงๆ แล้วท่านไม่ได้ใช้พลังไปรักษาโรคให้กับผู้อื่น แต่สิ่งที่ท่านทำคือการกระตุ้นให้ร่างกายของคนคนนั้นเกิดการรักษาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว นั่นเป็นส่วนหนึ่งของผลการศึกษาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หัวหน้าของผมไม่ค่อยสบายใจนัก

“…ท่านกำลังทำสมาธิอยู่น่ะครับ ถึงแม้ว่าท่านจะศึกษาการแพทย์สมัยใหม่มา แต่ท่านก็มีความสนใจในศาสตร์โบราณเช่นกัน…ท่านมักจะทำสมาธิไปพร้อมกับตรวจคนไข้ไปด้วยน่ะครับ”

ผมพูดโกหกออกไปอย่างแนบเนียน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความสามารถของผมที่มีประโยชน์ในการทำงานด้านนี้เช่นกัน ท่าทางของเขาดูเหมือนจะเชื่อคำพูดของผมเสียด้วย ตามข้อมูลที่ผมได้รับมานั้น คนในประเทศนี้ส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อถือในเรื่องศาสตร์โบราณพวกนี้เช่นกัน บางคนก็มีมากจนออกจะเป็นความงมงายเลยด้วยซ้ำ

ดูเหมือนครั้งนี้คุรุเทพจะใช้เวลามากกว่าทุกครั้ง ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้นมีออร่าที่ซับซ้อนมากกว่าคนปกติทั่วๆ ไป หรือเป็นเพราะท่านเกิดการลังเลใจขึ้นมา แต่ผมคิดว่าคงเป็นข้อแรกมากกว่า

จากคำบอกเล่าของคุรุเทพที่สามารถมองเห็นออร่าลอดผ่านประตูออกมาได้ตั้งแต่แรกนั้นฟังดูเหลือเชื่อ เพราะตามปกติแล้วออร่าของคนจะเพียงแค่เรืองรองอยู่รอบๆ ร่างเท่านั้น หากเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกฝน หรือมีความสามารถก็จะมีออร่าที่เรืองรองมากกว่าคนทั่วๆ ไป แต่การที่ออร่าสามารถส่องลอดประตูออกมาภายนอกห้องได้นั้น ผมยังไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ก็ไม่แน่ว่าเหล่าศาสดาในสมัยโบราณนั้นอาจจะมีก็เป็นได้

สนธยาหันไปมองโทรทัศน์ที่เขาเปิดทิ้งเอาไว้พร้อมกับชี้ให้ผมดู

“ดูเหมือนจะเริ่มแล้วล่ะครับ”

ผมหันไปมองภาพบนจอ มีดวงไฟกลมๆ กำลังลอยอยู่ตรงกลางภาพ ผมเงี่ยหูพยายามฟังเสียงของผู้บรรยาย แต่เสียงนั้นเบามากจนผมฟังไม่รู้เรื่อง

“…อะไรหรือครับนั่น”

“สุริยุปราคาน่ะครับ เต็มดวงเสียด้วยคราวนี้”

ผมเริ่มเข้าใจความหมายของภาพบนจอ เงาดำเล็กๆ เริ่มปรากฏขึ้นที่ขอบของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์กำลังจะโคจรผ่านมาอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ และจุดเล็กๆ บนโลกที่เงาของดวงจันทร์จะพาดผ่านในคราวนี้ก็เป็นที่ตั้งของกรุงเทพพอดี

สีหน้าของคุรุเทพเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนท่านกำลังตื่นตกใจกับอะไรบางอย่าง ผมรีบถามท่านทันที แน่นอนด้วยภาษาท้องถิ่นของท่าน ผมไม่มั่นใจที่จะใช้ภาษาอังกฤษ มีความเป็นไปได้ที่สนธยาคนนี้อาจจะสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

“ออร่าขององค์เทพ…กำลังค่อยๆ หดหายไปอย่างช้าๆ ผมไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย”

สนธยาพยายามฟังสิ่งที่พวกเรากำลังพูดคุยกัน ท่าทางที่ตกอกตกใจของคุรุเทพคงทำให้เขารู้สึกใจคอไม่ดี เขาคงคิดว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับพ่อของเขา แต่เขาก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเราพูดคุยกันอยู่

“มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณหมอคุรุนันท่านพูดอะไรหรือครับ…อาการของคุณพ่อเป็นยังไงบ้างครับ”

“…ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกครับ…ขอผมคุยกับคุณหมอท่านอีกสักครู่นะครับ แล้วผมจะอธิบายให้คุณฟังอีกที”

เขาพยักหน้าทำท่าเข้าใจ

“ตอนนี้ออร่าของท่าน…มันต่างกับในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

ผมคิดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่บนจอโทรทัศน์ จึงรีบเล่าให้คุรุเทพฟังทันที ท่านมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอ เงาดำค่อยๆ กินลึกเข้ามาเรื่อยๆ จนตอนนี้เข้ามาถึงครึ่งดวงแล้ว ท่านหันกลับไปมองดูร่างที่นอนอยู่บนเตียงอีกครั้ง

“ข้าเข้าใจแล้ว…เป็นอย่างที่เจ้าคิดจริงๆ เจฟ สุริยคราสทำให้ร่างแบ่งภาคขององค์สุริยะเทพอ่อนแรงลง เมื่อคราสเต็มดวงออร่าของท่านก็คงจะไม่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเลย”

ผมหยุดคิดนิดหนึ่ง มีอะไรบางอย่างที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้จากเหตุการณ์นี้

“นี่เป็นโอกาสของเราแล้ว หากออร่าขององค์เทพไม่แตกต่างจากคนทั่วไป ก็หมายความว่าท่านสามารถที่จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยได้อย่างรวดเร็วใช่ไหมครับ”

คุรุเทพพยักหน้าเห็นด้วยช้าๆ มีท่าทางลังเลปรากฏขึ้นให้เห็นในสีหน้าของท่าน ผมหวังว่าท่านคงจะไม่มาเปลี่ยนใจเอาในนาทีสุดท้ายแบบนี้

สนธยาสำรวจดูร่างของพ่อที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แต่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้สังเกตุเห็นได้ ในสายตาของเขาพ่อยังคงดูเหมือนเดิม เหมือนกับเมื่อหลายวันที่ผ่านมา เครื่องมือต่างๆ ก็ยังคงทำงานไปตามปกติ ไม่มีเสียงเตือนหรือสิ่งผิดปกติใดๆ ปรากฏให้เห็น

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ…คุณหมอคุรุนันเพียงแต่สงสัยอะไรนิดหน่อย อีกสักครู่เมื่อเราตรวจอาการคุณพ่อของคุณเรียบร้อย คุณหมอคงต้องไปปรึกษากับคุณหมอท่านอื่นๆ เพิ่มอีกน่ะครับ ท่าทางกรณีนี้จะมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด”

“ครับ คุณหมอท่านอื่นๆ ที่ผมไปปรึกษาด้วยก็พูดแบบนี้เหมือนกัน…แต่ผมก็ยังไม่ยอมหมดหวังง่ายๆ การแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้าไปมาก และผมก็เชื่อมั่นในความก้าวหน้านี้”

ผมคิดว่านี่เป็นความคิดของคนส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ ความก้าวหน้าของวิทยาการต่างๆ พาเราให้ก้าวไปไกลในหลายๆ ด้าน แต่มันก็มีผลเสียอยู่เช่นกัน มันนำเราให้ออกห่างจากจิตวิญญาณของเราเองไปเรื่อยๆ การมีชีวิตอยู่คืออะไรกันแน่ หรือเพียงแค่มีชีวิตอยู่ให้นานที่สุดก็เพียงพอแล้ว

เงาดำค่อยๆ กินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็บดบังดวงอาทิตย์ไว้จนหมด ขอบสีแดงจางๆ ที่ปรากฏให้เห็นได้รอบๆ เงาดำนั้น คือเปลวไฟที่เกิดจากการลุกไหม้บนพื้นผิวของดวงอาทิตย์นั่นเอง ซึ่งตามปกติแล้วเราจะไม่สามารถมองเห็นได้เลย

“…ได้เวลาแล้วครับ”

ผมหันไปกล่าวกับคุรุเทพ ท่านพยักหน้าช้าๆ พร้อมกับยื่นมือออกไปอีกครั้ง ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง ผมหวังว่าคราวนี้ทุกอย่างคงจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นผมก็รู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง ดูเหมือนห้องทั้งห้องจะมืดสลัวลงอย่างฉับพลัน หรือจะเป็นเพราะผลกระทบจากปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบนท้องฟ้า แต่มันก็ไม่น่าจะมีผลกับห้องที่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าแบบนี้ได้ คุรุเทพเองก็มีท่าทางตกใจเหมือนกัน ท่านรีบหันมองไปรอบห้อง

“มีอะไรหรือครับ…”

ผมพูดได้แค่นั้นแล้วจู่ๆ ห้องทั้งห้องก็มืดมิดไปในทันที ผมมองไม่เห็นอะไรอีกเลยนอกจากความดำมืดที่ทอดยาวออกไปในทุกทิศทุกทาง ทุกอย่างในโลกนี้พลันสูญหายไปจนหมดสิ้น ผมยืนตัวสั่นพูดอะไรไม่ออก ผมไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อนเลย ผมหวาดกลัวในความไม่มีอะไรเลย หรือนี่จะเป็น ‘ความตาย’ ที่ทุกคนหวาดกลัวกัน

คุรุเทพเองก็ถูกความมืดประหลาดนี้เข้าครอบงำเช่นกัน แต่ท่านยังคงมองเห็นออร่าของคนที่อยู่ภายในห้อง ออร่าของสุริยะเทพที่นอนอยู่บนเตียง ออร่าของเจฟ กับสนธยาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ซึ่งท่านเห็นว่ามันกำลังค่อยๆ สลัวลงเรื่อยๆ และท่านก็ได้พบกับออร่าประหลาดที่ปรากฏขึ้นใกล้ๆ กับร่างของคนทั้งสอง

มันเป็นออร่าในรูปแบบที่ท่านไม่เคยพบเห็นมาก่อน ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือมันมีลักษณะตรงกันข้ามกับทุกสิ่งที่ท่านเคยเห็นมา และมันกำลังค่อยๆ เคลื่อนที่ใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ ท่านยื่นมือออกไปข้างหน้าเพื่อป้องกันตัวเอง แล้วท่านก็ได้เห็นเส้นสายของออร่าของท่านค่อยๆ กระจายออกจากมืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พวกมันค่อยๆ ลอยออกไปสู่เงาออร่านั้น

เมื่อออร่าของท่านสัมผัสกับออร่าประหลาดนั้นพวกมันก็ถูกกลืนหายไปในทันที ออร่าประหลาดนั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับออร่าของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล และมันยังมีพลังในการดึงดูดออร่าที่อยู่รอบๆ เข้าไปด้วย ท่านรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากออร่าของสิ่งมีชีวิตถูกดูดไปจนหมด ชีวิตของสิ่งนั้นก็จะสูญสลายไปด้วยเช่นกัน

คุรุเทพรู้แล้วว่าท่านกำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งใด

‘ราหู’

มันคือสิ่งที่กำลังคุกคามต่อจันทราเทวีนั่นเอง ตามปกติแล้วมันจะเกรงกลัวต่อองค์สุริยะเทพ และไม่กล้าทำอะไรอุกอาจมากถึงเพียงนี้ แต่คราวนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ยอมปล่อยโอกาสที่หายากนี้ให้หลุดมือไป หากมันสามารถเข้ามา ‘กิน’ จันทราเทวีได้สำเร็จ ความหายนะขั้นรุนแรงจะบังเกิดขึ้นแก่โลกอย่างแน่นอน

เงาดำนั้นเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และท่านไม่สามารถทำอะไรได้แล้วในตอนนี้

#####

มนัสยืนกระสับกระส่ายอยู่ที่หน้าประตู จนมานพต้องออกปากถาม

“เป็นอะไรหรือเปล่าพี่”

“ไม่รู้สิ…พี่รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้”

“ไม่สบายหรือเปล่าพี่ เสร็จงานแล้วแวะหาหมอหน่อยไหม ยังไงเราก็อยู่ในโรงพยาบาลกันอยู่แล้ว”

“…มันไม่ใช่ไม่สบายแบบนั้น…พี่เองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน”

ทั้งสองคนยังคงยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูตามที่เจ้าหน้าที่ซีไอเอคนนั้นบอก พวกเขาไม่รู้รายระเอียดในเรื่องที่กำลังทำอยู่นี้เลย มีเพียงคำสั่งลงมาว่าต้องให้ความสะดวกกับเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนนั้นในทุกๆ กรณี มนัสคิดว่ามีฝรั่งเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอจริงๆ ส่วนชายแก่ชาวอินเดียอีกคนหนึ่งนั้นดูไม่น่าจะใช่เลย

ทั้งสองคนหายเข้าไปในห้องมาพักหนึ่งแล้ว และพวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องยืนอยู่แบบนี้อีกนานแค่ไหน มีพยาบาลคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขาทั้งสอง มานพยิ้มกว้างพร้อมกับมองดูพยาบาลสาวหน้าตาน่ารักคนนั้น

“ขอเข้าไปในห้องหน่อยนะคะ”

พยาบาลคนนั้นก็ส่งยิ้มให้กับมานพ มนัสรีบตอบอย่างเป็นงานเป็นการทันที

“ขอโทษด้วยนะครับ มีเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ หากไม่ใช่เรื่องด่วนกรุณารอก่อนได้ไหมครับ”

พยาบาลสาวหุบยิ้มทันทีพร้อมกับหันไปจ้องหน้ามนัส มานพจึงรีบพูดขึ้น

“…ต้องขอโทษด้วยนะครับ ถ้าเสร็จเรื่องแล้วผมจะรีบไปบอกทันทีเลยนะครับ…เอ่อ…คุณ…”

“…จุ๋มค่ะ”

มานพยิ้มกว้างอีกครั้ง

“ครับคุณจุ๋มนะครับ ผมชื่อมานพ เรียกผมว่านพก็ได้ครับ”

พยาบาลสาวเดินย้อนกลับไปทางเดิมโดยมีสายตาของมานพมองตามไปตลอดทาง มนัสได้แต่ยืนส่ายหน้า แต่ในตอนนั้นเองที่ความรู้สึกไม่ปกติของเขาเพิ่มมากขึ้นอย่างรุนแรง เขาหันกลับไปมองที่ประตูด้วยความกังวล

“มีอะไรหรือเปล่าพี่”

มานพที่เห็นท่าทางของเขารีบถามขึ้น

“ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นข้างในนั้นแน่ๆ…ขอพี่เปิดเข้าไปดูหน่อยนะ”

“แต่เขาบอกว่าอย่าให้ใครเข้าไป…”

“ก็ไม่ได้จะเข้าไป แค่ขอแง้มดูนิดเดียวเท่านั้นเอง”

มนัสค่อยๆ แง้มประตูออกนิดหนึ่ง แต่ภายในห้องกลับมืดมากจนเขามองอะไรไม่เห็น มานพเองก็ชะเง้อคอมองแต่ก็ไม่เห็นอะไรเหมือนกัน มนัสจึงตัดสินใจที่จะเปิดประตูให้กว้างออก และในตอนนั้นเองที่ความมืดที่อยู่ภายในห้องก็เริ่มไหลออกมาสู่ภายนอก มนัสมองดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ความมืดไหลออกมาท่วมผ่านตัวเขาไป และเมื่อเขามองตรงเข้าไป สิ่งที่เห็นอยู่ภายในห้องคือเงาร่างสีดำที่น่ากลัวร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่ต่อหน้าชายชาวอินเดียคนนั้น

มนัสทำสิ่งเดียวที่เขานึกออกได้ในตอนนั้นทันที

#####

คุรุเทพที่กำลังจะหมดสติ มองเห็นแสงสว่างที่เจิดจ้าส่องผ่านประตูห้องเข้ามาปะทะเข้ากับออร่ามืดร่างนั้น พลังของมันพลันสั่นไหวแล้วอ่อนแรงลง ร่างของท่านจึงกลับเป็นอิสระอีกครั้ง

ท่านตัดสินใจหันกลับไปหาร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง นี่เป็นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของทุกคนเท่าที่ท่านพอจะนึกออก ท่านรีบยื่นมือออกไปข้างหน้าพร้อมกับทำสิ่งที่ท่านไม่เคยคิดที่จะทำมาก่อนเลยในชีวิต

จากการค้นคว้ากับหน่วยที่สิบสามในครั้งนั้นได้เปิดเผยอีกด้านหนึ่งของพลังของท่านออกมา ในเมื่อท่านสามารถใช้ออร่ากระตุ้นให้ออร่าของผู้อื่นกลับคืนสู่สภาวะดั้งเดิมได้ ในทางกลับกันท่านก็สามารถที่จะใช้ออร่าของท่านรบกวนออร่าของผู้อื่นให้เกิดความผิดปกติขึ้นได้เช่นกัน เมื่อกล่าวถึงที่สุดก็คือ หากท่านรบกวนออร่าของผู้อื่นจนถึงจุดวิกฤต ท่านก็สามารถฆ่าคนผู้นั้นได้

ร่างที่นอนอยู่บนเตียงกระตุกขึ้นสองครั้ง ก่อนที่อุปกรณ์ต่างๆ จะพากันส่งเสียงร้องเตือนออกมาอย่างบ้าคลั่ง แต่ท่านรู้ดีว่าทุกอย่างนั้นสายเกินไปเสียแล้ว ไม่มีหมอ หรือเครื่องมือใดๆ ในโลกนี้ที่จะสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้อีกแล้ว ร่างแบ่งภาคขององค์สุริยะเทพได้ตายไปแล้ว

ภาพบนจอทีวีแสดงให้เห็นการระเบิดบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์อย่างรุนแรงหลายครั้ง เปลวไฟที่มองเห็นอยู่รอบๆ เงามืดสีดำส่องสว่างเรืองรองขึ้นอย่างเจิดจ้า เงามืดที่ซ้อนทับอยู่หน้าดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านจากไป ซึ่งในครั้งนี้มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ตรวจพบว่า การเคลื่อนตัวออกนี้เกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่ได้มีการคำนวณเอาไว้

บรรยากาศในห้องพลันกลับคืนสู่สภาวปกติ สนธยารีบวิ่งเข้าไปหาคุณพ่อที่นอนอยู่บนเตียงพร้อมกับกดออดเรียกพยาบาล ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่จำเป็นเลย เพราะพยาบาลเหล่านั้นต่างกำลังพากันวิ่งมาที่ห้องนี้อยู่แล้ว

ผมไม่แน่ใจว่าในระหว่างที่กำลังเกิดเรื่องทั้งหมดนี้กับพวกเรา จะเกิดอะไรขึ้นกับสนธยาบ้างหรือไม่ เพราะดูเหมือนเขาจะไม่รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นเหมือนกับคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย

คุรุเทพพาผมเดินออกมาหาตำรวจไทยอีกสองคนที่ยืนรออยู่ ทั้งสองคนต่างพากันซักถามผมว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องอะไรกันแน่ ผมก็ได้แต่ตอบพวกเขาไปด้วยคำตอบมาตรฐานว่ามันเป็น ‘ความลับของซีไอเอ’

คุรุเทพให้ผมสอบถามตำรวจไทยสองคนนั้นว่าใครเป็นคนที่เปิดประตูเข้ามา ซึ่งคนที่แก่กว่ายอมรับว่าเขาเป็นคนเปิดเข้าไปเอง เขาบอกว่าเขารู้สึกแปลกๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจึงตัดสินใจเปิดประตูออกดู และหากสิ่งที่เขาทำส่งผลต่อการปฏิบัติงานในครั้งนี้เขาก็พร้อมที่จะรับโทษ

คุรุเทพยิ้มพร้อมกับให้ผมบอกเขาว่าท่านแค่อยากจะรู้ว่าหลังจากที่เปิดประตูแล้วเขาได้ทำอะไรบางอย่าง ท่านอยากรู้ว่าเขาทำอะไร

“ตอนนั้นผมกำลังตกใจมาก สิ่งเดียวที่ผมนึกออกก็คือ…การสวดมนต์…ผมจึงเริ่มสวดมนต์เหมือนกับที่เคยสวดก่อนนอนทุกคืน”

คุรุเทพทำท่าสนใจพร้อมกับบอกให้ผมขอให้เขาสวดมนต์เหมือนกับในตอนนั้นอีกครั้ง ในรอบแรกเขาสวดมนต์อย่างเคอะเขิน ท่านจึงให้เขาลองสวดดูใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาหลับตาลงแล้วจึงค่อยเริ่มสวดมนต์ เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งคุรุเทพก็ฉีกยิ้มกว้างออกมา

ท่านอธิบายให้ผมฟังว่า ในชั่วขณะหนึ่งนั้นท่านได้เห็นออร่าของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มันเปล่งแสงเจิดจ้าออกมาแต่ก็เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น การสวดมนต์ที่ดูเหมือนเป็นสิ่งธรรมดานี้ได้ทำให้จิตของเขาเข้าสู่สมาธิได้ชั่วขณะหนึ่ง และนั่นคือแสงที่ช่วยชีวิตทุกคนเอาไว้ในตอนนั้นนั่นเอง

ผมส่งข้อมูลสรุปทั้งหมดกลับไปให้หัวหน้า ภารกิจในครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง แต่ในตอนนั้นเองก็มีข้อความจากหัวหน้าส่งกลับมา ผมอ่านข้อความทบทวนไปมาสองรอบก่อนที่จะหันไปหาคุรุเทพ

“ท่านครับ ท่านพอจะตอบคำถามจากหัวหน้าของผมได้ไหมครับ”

คุรุเทพแสดงท่าทีสนใจ

“เขาอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ”

“ท่านจำได้ไหมครับ ในตอนแรกที่ท่านบอกว่ามีสิ่งหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาในระบบสุริยะของเรา”

“ใช่ ตอนนี้มันคงจากไปแล้ว เมื่อองค์สุริยะเทพทรงมีพละกำลังสมบูรณ์ดังเดิม มันก็ไม่กล้าทำอะไรอุกอาจเช่นนั้นอีกแล้ว”

“ครับ ทางนาซ่าแจ้งว่าเกิดการระเบิดที่พื้นผิวดวงอาทิตย์ติดต่อกันหลายครั้งในช่วงที่กำลังเกิดสุริยุปราคา ส่งผลให้ระดับพลังงานของดวงอาทิตย์กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง และสิ่งที่ทำให้เกิดสนามแรงโน้มถ่วงที่ผิดปกติก็หายไปด้วยในตอนนั้น พวกเขาเลยยังไม่ทันได้รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ท่านพอจะบอกได้ไหมครับ”

“ได้สิมันก็คือราหูนั่นเอง”

“ครับแล้วราหูมันเป็น…ท่านรู้ไหมครับว่าในทางดาราศาสตร์แล้วมันเป็นอะไร”

“มันก็คือ…หลุมดำ ยังไงล่ะ มันมีปากที่สามารถกลืนกินทุกสิ่งเข้าไปได้ แม้แต่แสงที่มีความเร็วสูงสุดก็ยังไม่อาจหลุดรอดออกมาได้เลย”

ผมมองหน้าท่านอย่างไม่เชื่อ

“…ท่านกำลังบอกว่า มีหลุมดำเคลื่อนเข้ามาในระบบสุริยะของเราอย่างนั้นหรือครับ”

“ใช่และหากเราทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ มันก็คงได้ตัวองค์จันทราเทวีไปแน่…รวมทั้งโลกของเราเป็นของแถมไปด้วย”

นักเดินทางท่องเวลา

“5… 4… 3… 2… 1″
ผลแอ๊ปเปิ้ลเบื้องหน้าหายวับไปกับตา
ไม่ถือเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย เสียงปรบมือกึกก้องในบัดดล
สุพจน์ ผู้ประกาศขั้นตอนการปฏิบัติงาน อดเหลือบมอง นิวัติ นักวิทยาศาสตร์หนุ่มไฟแรง ที่เป็นเจ้าของและหัวเรี่ยวหัวแรงทั้งหมดของโครงการนี้ ไม่ได้
เขาเห็น นิวัติ อมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“และในอีก…” สุพจน์ พูดใส่ อินเตอร์คอม
ผู้เฝ้าชมนับร้อยเงียบกริบลงในทันได
และเหมือนจะหยุดหายใจเสียด้วยซ้ำ
“3… 2… 1…” Read More »

First Warp

กัปตันตื่นตอนตีห้า เร็วกว่าเวลาที่เขาตื่นเป็นประจำเกือบสองชั่วโมง เขาฝัน และความฝันนั้นชัดเจนมากเสียจนเขารู้ว่าเหงื่อเย็นยะเยือกเปรอะชื้นตามเสื้อผ้านั้นเป็นผลจากความกลัวต่อสิ่งที่ฝัน เขาเหลือบมองนาฬิกาที่ผนัง ตัวเลขดิจิตอลสองแถวกะพริบตามจังหวะวินาที เรือนหนึ่งบอกเวลา อีกเรือนกำลังนับถอยหลัง เจ็ดชั่วโมงครึ่งและลดลงเรื่อย ๆ เลยเวลาสื่อสารครั้งสุดท้ายไปแล้ว หากไม่มีคำสั่งยกเลิกอย่างกะทันหันก็จะมีแต่ตัวเขาเพียงผู้เดียวที่จะระงับการกระโดดครั้งนี้ เขารู้ว่าเป็นเพราะความฝันนั่นเองที่รบกวนเขาอยู่ ตั้งแต่ออกเดินทางมา พวกเขาผ่านอุปสรรคต่าง ๆ นานัปการ หลายครั้งที่อยากจะยกเลิกแล้วหันหลังกลับ แต่พวกเขาก็ผ่านมาได้ จนมาถึงครั้งนี้ที่เดิมพันสูงสุดกำลังถูกวางลงไป และเขาอยากชนะ

ที่ถุงนอนติดกัน รองหัวหน้าฝ่ายสื่อสารลืมตาโพลง มองไปยังผนังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายเหมือนหลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งและไม่ยอมรับรู้สิ่งใด เขาตบไหล่อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อเรียกสติกลับมาซึ่งก็ได้ผลอยู่บ้าง จากนั้นกัปตันปลดตัวเองออกจากพันธนาการ งอเข่า-ถีบผนัง แล้วปล่อยให้ตัวเองลอยไปยังมุมห้องด้านหนึ่ง รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ มีหลายคนตื่นแล้ว ตื่นก่อนเวลาเหมือนกับที่เขาเป็น ได้แต่หวังว่าคนพวกนี้จะตื่นขึ้นด้วยเหตุผลคนละอย่างกับเขา

ที่มุมห้อง โปรแกรมเมอร์มือหนึ่งของโครงการกำลังเกาะผนังห้องมองผ่านกระจกไปยังความเวิ้งว้างข้างนอก เขาเหลียวมองเมื่อกัปตันลอยตัวไปใกล้ กัปตันพิงตัวเองเข้ากับผนัง มองหน้าโปรแกรมเมอร์อยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของลูกเรือทางด้านหลังแต่ก็ยังสบตากันอย่างเงียบ ๆ เวลาเดินไปเชื่องช้า

 “คุณก็ฝันใช่ไหม?” โปรแกรมเมอร์หนุ่มพูดขึ้นมาก่อน

กัปตันพยักหน้า จากนั้นแววตาอีกฝ่ายหนึ่งก็เริ่มสั่นระริก

………. 

“ท่านผู้มีเกียรติ ผมต้องขออภัยที่เรียกประชุมอย่างกะทันหัน ทั้งที่เวลานี้ทุกคนควรกำลังยุ่งอยู่กับภารกิจขั้นตอนสำคัญที่สุด แต่ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ว่าจะในฐานะกัปตัน เพื่อน หรือมนุษย์คนหนึ่ง ผมไม่สามารถปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ปฏิบัติการในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าต้องพบกับความล้มเหลว นั่นทำให้ผมเรียกประชุมด่วนเช้านี้”

กัปตันพูดกับที่ประชุมที่มีเขาและบุคคลสำคัญในทีมงานไม่กี่คนซึ่งจัดขึ้นอย่างฉุกละหุก คำบอกช่วงเวลายังคงถูกใช้แม้ว่ามันจะไม่ได้มืดและสว่างเหมือนบนพื้นโลกก็ตาม

“ผมขอย้ำความสำคัญของพวกท่านทุกคนในที่ประชุมแห่งนี้ก่อนว่าขณะนี้เลยเวลาสื่อสารครั้งสุดท้ายไปแล้ว ข้อมูลทั้งหลายจะยังถูกทยอยส่งไปยังโลก แต่อีกอย่างน้อยสี่ชั่วโมงพวกเขาถึงจะได้รับมัน และถึงแม้จะตอบกลับมาในทันที่ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องใช้เวลาอีกเท่ากันสำหรับคำตอบที่เดินทางมา ซึ่งเลยเส้นตายไปแล้ว หมายความว่าเวลานี้เราไม่มีพี่เลี้ยงข้างเวที ยกสุดท้ายนี้เราต้องชกด้วยตัวเอง”

กัปตันหยุดพูด มองไปทางโปรแกรมเมอร์แล้วพยักหน้า โปรแกรมเมอร์หนุ่มมองกระดาษในมือแล้วพูดขึ้น

“ทุกท่านคงทราบเรื่องความผิดปกติแล้ว ผมขอสรุปเลยว่าในระหว่างตีสี่ถึงตีห้าของวันนี้ พวกเราทุกคนที่กำลังหลับอยู่ในเวรกะสามได้ฝันขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ผมประมาณเวลาฝันจากคนที่ตื่นไปเข้าห้องน้ำคนสุดท้ายที่เวลาตีสามครึ่ง ลูกเรือยืนยันว่าเขาฝันหลังจากกลับจากห้องน้ำแล้ว ในฝันนั้นทุกคนจะได้รับการบอกเล่าจากบุคคลต่าง ๆ กันที่แต่ละคนรู้จักเป็นการส่วนตัวให้ยกเลิกภารกิจนี้เสีย และขู่ว่าหากยังปฏิบัติภารกิจนี้ต่อไปจะเกิดอันตรายถึงชีวิตกับทุกคน

นาฬิกานับถอยหลังไปที่หกชั่วโมง กัปตันได้แต่หวังว่าเขาจะสามารถหาทางออกสำหรับเรื่องประหลาดพิลึกนี้ได้

……….

ภารกิจนี้คือการทดสอบเที่ยวบินเดินทางเร็วกว่าแสงครั้งแรกที่มีมนุษย์เดินทางไปด้วยนอกวงโคจรดาวเนปจูน สถานีทดสอบสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ‘ขนาดของมันใหญ่พอที่จะให้เจ้าหน้าที่ทุกคนอยู่กันได้อย่างเบียดเสียด และเล็กพอที่จะให้ภารกิจดำเนินไปจนจบได้’ ใครคนหนึ่งเคยประชดประชันเอาไว้ มันถูกประกอบในวงโคจรรอบโลก ติดตั้งจรวดขับดัน แล้วผลักให้เดินทางสองปีไปยังจุดหมายที่ขอบของสุริยะจักรวาลเพื่อเปิดฉากการเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงครั้งแรกของมนุษย์

ครั้งหนึ่งไอน์สไตน์เคยก่อกำแพงที่เหมือนจะไม่มีวันข้ามไปได้ด้วยทฤษฎีที่ว่าไม่มีวัตถุใดเดินทางได้เท่าความเร็วแสง  มนุษยชาติเพียรพยายามจะก้าวข้ามมันไปให้ได้ตั้งแต่วิทยาการฟิสิกส์นิวเคลียร์เริ่มต้นขึ้น ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์ที่เซิร์นสามารถสร้างหลุมดำชั่วคราวที่สสารสามารถเล็ดลอดผ่านไปได้หลัีงจากทดลองยิงอนุภาคนับพันนับหมื่นครั้งในอาคารใต้ดินที่พรมแดนสวิสเซอร์แลนด์-ฝรั่งเศส พวกเขาไม่ได้เดินทางด้วยความเร็วแสง แต่กระโดดข้ามมันไปเลย

ไม่เป็นปัญหาสำหรับ “สสาร” ในความหมายของอะตอมหรือโมเลกุล แต่ถ้าเป็น “วัตถุ” ขนาดของหลุมดำจะต้องใหญ่ขึ้น ผ่านการทดลองกับสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จานเพาะเชื้อแบคทีเรียสาบสูญไปหลายใบระหว่างการกระโดดข้ามความเร็วแสง เทคนิคได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นจนในที่สุดพวกเขาเสียกระต่ายไปไม่กี่ตัว และไม่มีความผิดพลาดใด ๆ เลยกับสุนัข ลิงอีกสองสามตัวไม่มีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพ บุคลิกภาพ และสติปัญญา

ก้าวต่อไปคือมนุษย์ 

………. 

ลูกเรือครึ่งลำหลับแล้วฝันเรื่องเดียวกัน เจ็ดชั่วโมงเศษก่อนเวลากระโดด พวกเขาได้รับการบอกเล่าโดยความฝันจากพ่อแม่ ญาติมิตร ครู หรือใครสักคนที่เขารู้จักว่าเขาจะต้องตายกันหมดหากกระโดดข้ามกำแพงแสง

“ผมต้องการคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์” กัปตันเปิดประเด็น “และต้องได้โดยเร็ว ก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม”

“ไม่มีครับ เรื่องนี้อยู่เหนือวิทยาศาสตร์ทุกแขนงที่เรารู้จัก ไม่มีที่ให้ความน่าจะเป็นใด ๆ สำหรับการฝันด้วยเรื่องเดียวกันและพร้อมกันแบบนี้”

แพทย์ประจำสถานีพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ในมือกำปึกกระดาษบันทึกข้อความที่ลูกเรือทุกคนในเวรนอนรอบนั้นถูกสั่งให้เขียนถึงความฝันของแต่ละคน เหงื่อในมือของเขาซึมเข้าไปในแผ่นกระดาษจนบางแผ่นบิดม้วน เขาถือมันแน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้าย ข้อความแทบทั้งหมดตรงกันชนิดที่ไม่มีช่องว่างให้ความสงสัยแทรกตัวเข้ามาได้เลย มันพ่วงความจริงที่ว่าลูกเรือกะสามบางคนต้องควบกะเพราะมีบางคนกลัวสิ่งที่ฝันจนไม่กล้ากลับไปทำงาน หนึ่งในจำนวนนั้นต้องได้รับยาเพื่อให้สงบลงได้ ปฏิบัติการกำลังอยู่ในภาวะง่อนแง่นด้วยสภาวะจิตใจของลูกเรือ ข่าวสารและความหวาดระแวงกำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ

นี่คือข้อด้อยของวิทยาศาสตร์ สิ่งที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของมนุษย์อาจมีอยู่จริงแต่ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับที่ไอน์สไตน์ผิดเรื่องการเดินทางเร็วกว่าแสง เพียงแต่เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจะต้องใช้อะไรมาทดสอบ จึงจะได้คำตอบที่พวกเขาพอใจ

“หมายความว่าเราต้องยอมรับทฤษฎีที่ว่ามีใครหรืออะไรบางอย่างกำลังจะบ่อนทำลายภารกิจของเราอย่างนั้นใช่ไหม?” กัปตันถาม

แพทย์ประจำสถานีก้มลงมองกระดาษในมือ ข้อความที่กัปตันเขียนไม่ต่างจากลูกเรือคนอื่น “หากใครจะปฏิเสธก็ต้องเริ่มจากปฏิเสธสิ่งที่ฝันและเขียนลงในบันทึกนี้ก่อน และผมอยากให้เราทุกคนในที่นี้รับรองว่าบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการประชุม”

ไมมีใครปฏิเสธ

………. 

ข้อดีของการกระโดดข้ามความเร็วแสงคือมันไม่จำเป็นต้องมีสถานีปลายทาง การกระโดดแต่ละครั้งอาศัยเพียงอุปกรณ์เหนี่ยวนำให้เกิดหลุมดำชั่วคราว ตั้งพิกัดและจากนั้นก็จับเอาสิ่งที่ต้องการโยนเข้าไป สิ่งนั้นก็จะกระโดดไปปรากฏที่ปลายทาง และเมื่อตัดพลังงานที่ป้อนให้หลุมดำแล้วมันก็ไม่ต่างจากอุปกรณ์อีเล็กโทรนิกส์ที่ไม่มีแบตเตอรี่ชิ้นหนึ่ง และอีกสิ่งที่เป็นเหมือนของขวัญจากสวรรค์ก็คือยิ่งระยะทางไกลขึ้น ยิ่งใช้พลังงานน้อยลง การใช้พลังงานจะลดลงจนถึงค่าคงที่ระดับหนึ่ง ในทางทฤษฎี มนุษย์สามารถเดินทางไปจนถึงขอบเอกภพได้ถ้ามันมีอยู่จริง และนั่นหมายถึงศตวรรษของการเดินทางระหว่างดวงดาวกำลังจะเปิดขึ้น ระยะทางไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

ปัญหาใหญ่เพียงประการเดียวของมันก็คืองบประมาณ หากต้องการส่งมนุษย์ไปนอกพรมแดนของระบบสุริยะก็ต้องใช้ยานอวกาศ และนั่นทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใหญ่โตขึ้น

ปัญหาของการ “ใหญ่ขึ้น” คือต้องใช้งบประมาณสูงขึ้น เมื่อต้องการงบประมาณ เรื่องนี้จึงต้องเข้าสภานิติบัญญัติ มันเป็นที่มาของการถูกรุมทึ้งด้วยกลุ่มคนหลากหลายประเภท ตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา สื่อมวลชน และหนีไม่พ้นนักการเมือง ภาพลักษณ์ของการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของมนุษย์ถูกโหมประโคม บิดเบือน และแทรกแซง “หลุมดำ” เป็นคำเรียกที่แสดงถึงอันตรายมากเกินกว่าที่มนุษย์จะไว้ใจได้ ปฏิบัติการส่งยานอวกาศเดินทางเร็วกว่าแสงครั้งแรกของมนุษยชาติจึงต้องออกไปดำเนินการในสถานที่ที่คาดว่าปลอดภัย… หลังเงาคราสของเนปจูน เพียงเพราะอย่างน้อยมันก็ได้ชื่อว่าอยู่นอกระบบสุริยะ ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันว่ามันปลอดภัยมากแม้จะทำกันหลังบ้านใครสักคนก็ตาม

เช่นเดียวกับการยิงอนุภาคเพื่อสร้างหลุมดำจิ๋วครั้งแรกของนักวิทยาศาสตร์ที่สวิสเซอร์แลนด์ พวกเขาได้รับทั้งดอกไม้และก้อนหิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลัง และส่วนใหญ่ตกใส่นักวิทยาศาสตร์มากกว่าตกลงไปในหลุมดำ

………. 

          “ผมต้องยอมรับประการหนึ่งว่าเรื่องนี้อยู่เหนือขอบเขตของวิทยาศาสตร์ที่เรารู้จัก เรารู้แต่เพียงว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มแน่ ๆ ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ผมอยากให้ใครก็ได้ในที่นี้ช่วยสร้างทฤษฎีมาสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผมฟังสักหน่อย” กัปตันเรียกร้อง

          “ภูมิปัญญาที่เราไม่รู้จัก” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโครงการพูดขึ้น เขาเป็นชายสูงอายุที่ปกติจะขลุกอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และแผ่นกระดาษ ด้วยความเห็นที่ก้าวหน้าทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้ต่อต้านการออกเดินทางไกลด้วยทุนมหาศาล ‘ทำมันที่ทะเลทรายก็ได้’ เขาเคยพูดไว้ แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่ชนะการเมือง มันทำให้เขาต้องร่วมทีมนี้มาอย่างไม่มีทางปฏิเสธได้

“มนุษย์ไม่สามารถสร้างปรากฏการณ์แบบนี้ได้ เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่ามันเกิดจากภูมิปัญญาที่สูงกว่าการรับรู้ของเรา ผมไม่อยากให้เสียเวลาอันมีค่า ผมคิดว่า…มนุษย์ต่างดาวทำมันขึ้นมา” น้ำเสียงของเขาบอกถึงความไม่มั่นใจเมื่อพูดถึงมนุษย์ต่างดาว เรื่องนี้ไม่ควรหลุดออกมาจากปากของนักฟิสิกส์ แต่เขาก็พูดต่อ

“เนื้อหาในความฝันนั้นชัดเจน บอกว่าถ้าเรายังดื้อดึงกระโจนข้ามความเร็วแสงไปนอกระบบสุริยะจักรวาล จะเกิดอันตรายถึงชีวิตกับทุกคน ผมไม่สามารถจินตนาการถึงอะไรที่จะมาขู่ฆ่าพวกเราทุกคนได้นอกจากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่สามารถส่งสารมายังพวกเราผ่านความฝัน มันชัดเจนจนผมอยากจะไปที่ห้องควบคุมแล้วเอาปืนจี้หัวต้นหนให้หันยานกลับโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และหากจะให้ประเด็นนี้จำกัดอยู่เฉพาะวิทยาศาสตร์ก็คงต้องบอกไว้ด้วยว่าผมไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า” เสียงของเขาสั่นเมื่อพูดถึงตอนท้าย

ใครคนหนึ่งเอื้อมมือไปหยิบบันทึกที่แพทย์ประจำสถานีถือไว้ไปดู เสียงกระดาษถูกพลิกดังทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์พูดจบ

“ผมเห็นด้วยเรื่องความชัดเจนของเนื้อหาในความฝัน” โปรแกรมเมอร์พูดเสริมขึ้น  “แม่… เออ… คนที่เรารู้จักลอยตัวในสภาพไร้น้ำหนักอยู่ตรงหน้าในตำแหน่งถุงนอนของแต่ละคน ผู้ส่งสารไม่เลือกสภาพแวดล้อมอื่นที่จะทำให้เราไขว้เขว ทุกคนรู้สึกเหมือนกับสิ่งนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าในขณะที่กำลังหลับ ผมคิดว่ามันทำให้เรารู้สึกได้ว่าความประสงค์ร้ายนั้นอยู่ภายในสถานีนี้เอง และมันพร้อมจะจัดการพวกเราทันทีที่เราไม่ปฏิบัติตาม”

เสียงใครคนหนึ่งกำลังสะอื้น กัปตันรู้สึกว่าอุณหภูมิห้องลดต่ำลงกว่าที่เคย หนาวจนจับขั้วหัวใจ นาฬิกาบอกเวลานับถอยหลังไม่ถึงหกชั่วโมง

“ท่านสุภาพบุรุษ” เสียงรองกัปตันพูดขึ้น ในมือถือปึกกระดาษยับย่นที่ขอมาจากแพทย์ประจำสถานี “เรากำลังถูกบลัฟ

……….

โครงการอวกาศเป็นเรื่องของขีดจำกัดและความคุ้มทุน สถานีอวกาศและยานอวกาศทั้งหลายที่ถูกส่งออกไปนอกบรรยากาศโลกตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาเหมือนพ่อแม่ที่ยังไม่พร้อมจะมีลูกแต่ตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ มนุษย์ออกไปบุกเบิกอวกาศก่อนเวลาอันควรด้วยเทคโนโลยีที่ยังไม่พัฒนาพอมาตั้งแต่ต้น โครงการนี้ก็เช่นกัน

อุปกรณ์ พลังงาน อาหาร อากาศ จำนวนคน และทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องถูกคำนวณอย่างดีก่อนส่งขึ้นไปปฏิบัติการ หากสถานีอวกาศจะต้องเดินทางไปเนปจูน มันก็จะบรรทุกทรัพยากรทุกอย่างไปเพียงพอแค่ไปถึงเนปจูนและเดินทางกลับ ไม่มีโอกาสให้แวะชมวงแหวนดาวเสาร์ และไม่มีโอกาสให้ผิดพลาดและลองใหม่

ขั้นตอนคือสถานีอวกาศเดินทางไปใกล้ดาวเนปจูน จากนั้นปล่อยยานอวกาศขนาดสองที่นั่งให้ลอยห่างออกไป มันจะเข้าไปหลังดาวเนปจูน สร้างหลุมดำชั่วคราวแล้วกระโจนข้ามความเร็วแสงไปยังจุดหนึ่งนอกระบบสุริยะจักรวาล ปล่อยดาวเทียมดวงหนึ่งที่จะส่งสัญญาณกลับมาเพื่อยืนยันการไปถึงของมัน ระหว่างนั้นสถานีอวกาศจะโคจรรอบดาวเนปจูนแล้ววกกลับไปยังโลก ยานอวกาศที่ส่งออกไปจะกระโจนข้ามความเร็วแสงกลับมาเทียบที่สถานีอวกาศและเดินทางกลับบ้าน

กระบวนการทั้งหมดมีโอกาสเพียงครั้งเดียว ไม่มีการวนกลับแล้วลองใหม่หากครั้งแรกล้มเหลว

……….

“เรากำลังถูกบลัฟ” รองกัปตันพูดขึ้น เธอเป็นผู้หญิงวัยสี่สิบต้น ๆ ที่แทบไม่มีดีกรีอะไรต่อท้ายชื่อให้เป็นที่รู้จักแต่เข้าร่วมโครงการด้วยคะแนนสอบที่สูงลิบ ด้วยบุคลิกที่ดี เงียบขรึม สงวนท่าที และมีความเป็นผู้นำสูง กัปตันคิดอยู่เสมอว่าเสร็จภารกิจนี้รับรองได้ว่าหน้าที่การงานของเธอก้าวไปไกลแน่

“หมายความว่าอย่างไร” กัปตันถาม “คุณกำลังจะบอกว่าเราถูกหลอกอย่างนั้นหรือ”

“ฉันกำลังคิดว่าเรื่องนี้มีความนัยแฝงอยู่ ข้อความถูกส่งมาถึงพวกเราหลังการสื่อสารครั้งสุดท้าย แปลว่าพวกนั้นต้องการให้เฉพาะพวกเราในปฏิบัติการเป็นผู้ตัดสินใจ การสื่อสารแบบโต้ตอบต้องใช้เวลามากกว่าแปดชั่วโมงและพวกเขาเลือกเวลาที่เราไม่สามารถขอความเห็นจากโลกได้…นั่นประการหนึ่ง และอีกเรื่องหนึ่งคือทำไมพวกนั้นไม่บอกเราก่อนหน้านี้ ลองคิดว่าถ้าค่อย ๆ ปลูกต้นไม้แห่งความกลัวใส่สมองพวกเราให้มันโตช้า ๆ จะชักจูงเราได้ดีกว่าหย่อนระเบิดแห่งความกลัวลงมากลางวงพวกเราแบบนี้ ฉันว่าปฏิกิริยาโต้ตอบของมนุษย์จะคาดการณ์ได้ยากกว่า”

สองสามคนพยักหน้าเห็นด้วย

“ฉันคิดว่าพวกนั้นคงเฝ้าสังเกตพวกเรามาระยะหนึ่งแล้ว เราผ่านการทดลองมาหลายขั้นตอนกว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ แล้วถ้าพวกนั้นจะหยุดพวกเราก็แค่แปลงร่างเป็นอับราฮัม ลินคอล์นไปบอกประธานาธิบดีในฝันก็ได้ เขาหยุดโครงการได้ตั้งแต่ต้นและไม่มีความเสี่ยงสำหรับพวกนั้นด้วย พวกเราเองยังมีโอกาสตัดสินใจปฏิบัติภารกิจต่อ แล้วทำไมถึงยังมาเลือกพวกเรา มีเวลาจำกัดอีกต่างหาก”

“คงเพราะสถานการณ์แบบนี้พวกเราอาจตัดสินใจผิดพลาดได้” กัปตันตอบ เขาไม่ได้อธิบายว่าพลาดโดยการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติกันแน่

รองกัปตันพูดต่อ “ทุกคนลองคิดดู เรากำลังเล่นโปกเกอร์กับไอน์สไตน์อยู่ เราเรียกไพ่มาแล้วสี่ใบ เรียงตั้งแต่สิบถึงคิงโพธิ์ดำ ส่วนไอน์สไตน์ไม่มีอะไรในมือเลย แล้วอยู่ดี ๆ มีมนุษย์ต่างดาวมาขอเล่นด้วยเป็นคนที่สาม เรียกไพ่ห้าใบรวดแล้วบอกให้เรายอมแพ้ซะ เขามีสิบถึงเอหน้าอื่นและเขาจะชนะ ทั้งที่ไพ่อีกใบของพวกเรานั้นถึงอย่างไรก็เป็นเอโพธิ์ดำแน่นอน เราทดลองมาแล้วกี่ครั้งกว่าจะรู้ว่าเราทำกับมนุษย์และยานอวกาศได้ โอกาสผิดพลาดของพวกเราต่ำมาก พวกนั้นกำลังบลัฟเราอยู่”

“พวกนั้นจะเสียอะไรหากเรากระโดดข้ามความเร็วแสงได้” กัปตันตั้งข้อสงสัย

“ฉันไม่รู้ ฉันว่าพวกนั้นทำลายเราได้โดยไม่ต้องขู่ด้วยซ้ำ”

ห้องเงียบลงชั่วครู่ ใกล้ถึงเวลาปล่อยยานอวกาศเข้าทุกที

“อาจเป็นพวกเอเลียนที่ผูกขาดการเดินทางเร็วกว่าแสงไว้เพียงเผ่าพันธุ์เดียวในกาแลกซี่ทางช้างเผือก และจะเสียโอกาสหรือขาดทุนถึงขั้นล้มละลายหากมีคู่แข่งเกิดขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่ในรุ่นของเราแน่ แต่อีกสี่หรือห้าสิบปีข้างหน้าอาจเป็นไปได้ถ้าเทคโนโลยีของเราดีขึ้น และเราสามารถทำให้การเดินทางระหว่างดวงดาวเหมือนการไปซื้อของที่ซูเปอร์มาเก็ต แล้วเราอาจจะได้ซื้อของจากมิสเตอร์สปอ๊คก็เป็นได้” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์บอกจินตนาการของเขา

“หรือไม่ เราก็จะได้พบกับดาร์ธ เวเดอร์ในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า” โปรแกรมเมอร์โครงการพูดขึ้น

มันดังพอจะทำให้กัปตันต้องหยุดคิด และเขาต้องตัดสินใจในอีกไม่นาน

………. 

พวกเขากำลังเดินทางกลับ ไม่มีมนุษย์ต่างดาว ไม่มียานอวกาศไร้สัญชาติพร้อมปืนใหญ่พลังแสง ไม่มีภยันตรายอันคาดไม่ถึง

ตามโครงการ ไม่ว่าจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จหรือไม่ พวกเขาจะเดินทางกลับด้วยยานอวกาศอีกลำที่แยกตัวออกมาจากสถานีอวกาศ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแบกสัมภาระขนาดใหญ่กลับ พวกเขาจะปล่อยให้สถานีและยานอวกาศขนาดเล็กที่ส่งนักบินสองคนเดินทางพ้นความเร็วแสงครั้งแรกกลายเป็นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของการเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงของมนุษยชาติต่อไป

สำหรับกัปตันแล้ว แค่การได้มาอยู่ในสถานีอวกาศสุดขอบระบบสุริยะเป็นความท้าทายในเรื่องที่ไม่มีวันเอาชนะได้อย่างหนึ่งของมนุษย์แล้ว การทำงานในสภาวะปิดและแยกตัวอย่างสมบูรณ์ของสถานีแห่งนี้ทำลายสถิติทุกอย่างที่เคยบันทึกไว้ในโลกไปหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนคนที่ใช้ ระยะทางไกลสี่ชั่วโมงแสง  การบริโภคอาหารและอากาศที่ไม่เคยมีการเดินทางครั้งใดในอวกาศจะใช้มากเท่านี้ และที่สำคัญที่สุดคือมันใช้ทรัพยากรมหาศาลเกินกว่านักการเมืองคนใดจะจินตนาการได้ …ไม่ว่าภารกิจจะสำเร็จหรือล้มเหลวมันก็จะยังเป็นสถิติอันยิ่งใหญ่อยู่ดี  และคงอีกนานกว่าจะทำลายลงได้

กัปตันลอยตัวไปที่กระจก เขามองเห็นเสี้ยวหนึ่งของดาวเนปจูนอยู่ที่มุมหนึ่ง จากนั้นแนบหน้าเข้าไป  พยายามใช้สองมือบังแสงจากในห้องเพื่อจะได้เห็นมันชัดขึ้น…เป็นครั้งสุดท้าย รองกัปตันลอยตัวมาใกล้ ๆ เหนี่ยวขอบกระจกเอาไว้ไม่ให้ชนกับผนัง

“คุณไม่ได้เขียนในบันทึกว่าคุณฝันถึงใคร” รองกัปตันพูด

“จำเป็นด้วยหรือ”

“บอกฉันมาเถอะ ใครก็ได้ คุณจะโกหกก็ยังได้”

กัปตันแนบหน้ากับกระจกเข้าไปอีก ซ่อนใบหน้าไว้ในวงฝ่ามือ “เมียผม ตอนนี้คงนั่งรออยู่ที่บ้าน”

“คุณนี่กล้าดีจริง ๆ”

 

ข้างหลังพวกเขา ลูกเรือกำลังฉลองกันอยู่…

ชีวิต นิรันดร์

ประธานาธิบดี เว่ย ถูกเรียกตัวเข้าประชุม กลางดึก
มันเป็นเวลา ตีสาม ของคืนที่หนาวเย็นที่สุด คืนหนึ่งในชีวิตของเขา
โดยปกติ เรื่องที่มีความสำคัญขนาดเรียกประชุมผู้นำประเทศในเวลาเช่นนี้ได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องสงครามโลกเท่านั้น
แต่ไม่ใช่ วันนี้
Read More »

เร็วกว่าแสง

คนขับรถเมล์: “คุณไปทำงานทันแน่ครับ เพราะรถเมล์คันนี้วิ่งได้เร็วกว่าแสง”
ผู้โดยสาร: “แต่มันเลยป้ายที่ผมจะลงมาหลายป้ายแล้วครับ”

วันสิ้นโลก

17/12/2012

            เด็กน้อยมองผ่านกล้องดูดาวของเขาอีกครั้ง จุดสีขาวเล็กๆ ที่ริมขอบฟ้าทางทิศตะวันตกยังคงปรากฏอยู่เช่นเดิม เขาไม่ได้ตาฝาดไป เด็กน้อยหันกลับไปหาหนังสือคู่มือดูดาวฉบับกระเป๋าที่แถมมากับตัวกล้อง ตามข้อมูลที่หนังสือเล่มนี้ระบุเอาไว้ ไม่ควรจะมีสิ่งใดปรากฏอยู่บนฟากฟ้า ณ ตำแหน่งนั้น

            พ่อของเขาที่กำลังนอนดูการถ่ายทอดสดอเมริกันฟุตบอลคู่โปรดอย่างสบายอารมณ์ ดูจะไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ที่ลูกชายกำลังเล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้น

            “หนังสือเล่มเล็กๆ ของลูกนั่นเชื่อไม่ได้หรอก”

            สายตาของเขายังคงไม่ละจากหน้าจอโทรทัศน์

            “ถ้าลูกสนใจมากขนาดนั้น วันเสาร์หน้าพ่อจะพาลูกไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับการดูดาวแบบจริงๆ จังๆ เลย”

#####

            เจฟ พึ่งได้รับตำแหน่งใหม่ในหอดูดาวแห่งอริโซนาเมื่อไม่นานมานี้ เขามาขึ้นเวรตามปกติเหมือนเช่นเคย งานประจำในช่วงนี้ของเขาคือการตรวจสอบแผนที่ของดวงดาราในขอบฟ้าทางทิศตะวันตก การทำงานคนเดียวในยามค่ำคืนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เขาโปรดปรานเป็นที่สุด

            เสียงเพลงบรรเลงดังผ่านลำโพงของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เขากำลังใช้งานอยู่ เครื่องเล่นเพลงขนาดจิ๋วของเขาถูกต่อเข้ากับมัน นี่เป็นการละเมิดกฎของสถานที่ทำงานแห่งนี้ แต่คืนนี้มีเขาอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น

            มีข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอ นี่ก็เป็นการละเมิดกฎอีกข้อหนึ่งเช่นกัน เรย์ เพื่อนของเขาส่งข้อความมาถึง คืนนี้เขาคงขึ้นเวรเช่นกัน พวกเขาเป็นเพื่อนที่ไม่เคยพบหน้ากันจริงๆ มาก่อน แต่พวกเขาต่างกำลังมองไปบนท้องฟ้าเดียวกัน ทำงานเหมือนๆ กัน แต่จากตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลกันหลายร้อยไมล์

            ‘มีอะไรแปลกๆ ข้างบนนั่น’

            สองชั่วโมงหลังจากที่ข้อความสั้นๆ นี้ถูกส่งมาถึง พวกเขาต่างกำลังช่วยกันตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดใหม่อีกครั้ง การยืนยันจากตำแหน่งที่แตกต่างกันบนพื้นโลกทำให้ผลการคำนวณมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น และนั่นยิ่งทำให้พวกเขาไม่เชื่อในสิ่งที่ได้พบ

            ‘มันเป็นไปไม่ได้’

            เรย์ส่งข้อความมาอีกครั้งหลังจากเงียบหายไปพักหนึ่ง

            ‘เราต้องกดปุ่มนั่น’

            เจฟตอบข้อความกลับไป

            ‘นายจะได้กลายเป็นตัวตลกน่ะสิ’

            เมื่อหลายปีก่อนเคยมีนักดาราศาสตร์ชื่อดังคนหนึ่งได้ค้นพบดาวหางดวงใหม่ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นมากมายนัก ยังคงมีการค้นพบดาวหางที่ไม่มีใครรู้จักอยู่ แม้จะไม่บ่อยนัก แต่ชายคนนั้นได้ทำการคำนวณวิถีโคจรของมัน และได้ผลลัพธ์ที่น่าตื่นตะลึงออกมา เขาตัดสินใจกดปุ่มๆ หนึ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอบนเครือข่ายของนักดาราศาสตร์ทันที ปุ่มที่หลายคนคิดว่าเป็นเพียงเรื่องตลกของคนดูแลระบบ

            การคำนวณของเขาผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ คงเป็นเพราะความตื่นเต้น บวกกับความเชื่อส่วนตัวของเขา ผลของการกระทำในครั้งนั้นทำให้เขาต้องกลายเป็นตัวตลกในวงการนักดาราศาสตร์ ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเขาก็หายตัวไป ไม่มีใครได้รับรู้เรื่องราวของเขาอีกเลยนับจากนั้น

            แม้ว่าจะมีหลายคนแสดงความเห็นให้นำปุ่มดังกล่าวออกไป แต่มันก็ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

            ‘ไม่มีเวลาแล้ว นายดูวันที่นั่นสิ’

            ‘พวกเราต้องคิดผิดไปแน่ๆ’

            ‘ฉันจะรับผิดชอบเอง ฉันจะไม่อ้างถึงนาย’

            เจฟพิมพ์ตอบกลับไปพร้อมกับเลื่อนลูกศรบนจอไปที่ปุ่มสีแดงที่อยู่ตรงมุมบนซ้ายของเครือข่ายนักดาราศาสตร์ทั่วโลก ปุ่มที่แม้แต่ตัวเขาเองก็เคยคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องตลก นิ้วชี้ของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อลูกศรทับลงบนปุ่มนั้น

            เขากลั้นใจแล้วกดปุ่ม มีหน้าต่างเล็กๆ เปิดขึ้นมา เขาลากแฟ้มข้อมูลที่บรรจุผลการคำนวณทั้งหมดของเขาใส่ลงในนั้น ข้อมูลทั้งหมดจะถูกอัพโหลดเพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปตรวจสอบอีกครั้ง

            ตอนนี้ข้อความสั้นๆ กำลังถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนี้

            ‘อามาเกดอน’

            ตัวอักษรสีแดงนี้กระพริบขึ้นบนหน้าจอของเจฟเช่นกัน เขายกมือขึ้นมากุมประสานกันพร้อมกับมองขึ้นไปบนฟากฟ้า และทำสิ่งที่เขาไม่ค่อยทำบ่อยนัก เขาเริ่มสวดภาวนา

            ‘…ขอให้ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ถึงแม้ผมจะต้องกลายเป็นตัวตลกก็ตาม…’

#####

            เจฟถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวออกมาจากหอดูดาวแห่งอริโซนา หลังจากที่ข้อมูลเกี่ยวกับอามาเกดอนของเขาถูกอัพโหลดไปยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เขาไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย ที่เขาอยากให้มันเป็นคือทุกอย่างเงียบสงบไปจนถึงตอนเช้า แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็จะกลายเป็นตัวตลก เป็นเรื่องโจ๊กในวงการไปอีกหลายเดือน

            เขาเดินคอตกตามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไปอย่างเงียบๆ เขาไม่แน่ใจว่าพวกคนเหล่านี้จะรู้เรื่องนี้แล้วหรือไม่ แต่เขาก็เพียงแค่รำพึงรำพันอยู่ในใจเท่านั้น

            ‘ดาวหางกำลังจะพุ่งชนโลก พวกเราจะตายกันหมดในอีกสามวันเท่านั้น’

#####

18/12/2012     

            มาร์ค นั่งลงที่โต๊ะภายในห้องทำงานอันหรูหรา ซึ่งเขายังไม่ค่อยคุ้นเคยกับมันสักเท่าไร ท้องฟ้าข้างนอกยังคงมืดมิด ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นสู่ขอบฟ้า เขามักจะตื่นขึ้นทำงานแต่เช้าตรู่แบบนี้เป็นประจำมาหลายสิบปีแล้ว และไม่เคยคิดจะเปลี่ยน

            เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้คล้ายกับอยู่ในความฝันที่ยังไม่สิ้นสุด การหาเสียงอย่างดุเดือดที่ผ่านมาสร้างความเหน็ดเหนื่อยให้กับเขาอย่างมากมาย แต่เขาจะฉีกยิ้มกว้างทุกครั้งเมื่อถูกใครๆ เรียกว่า ‘ท่านประธานาธิบดี’

            งานฉลองของปีนี้จะต้องไม่เหมือนกับปีไหนๆ ในชีวิตที่ผ่านมาของเขา ความฝันของเด็กชายตัวน้อยจากครอบครัวชนชั้นกลางได้กลายมาเป็นความจริงในที่สุด นี่คือจุดสุดยอดของความฝันแบบอเมริกัน แต่ยังก่อนเพราะนั่นยังไม่ใช่ความฝันทั้งหมดของเขา

            ‘ฉันจะต้องกลายเป็นที่จดจำ จะต้องเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอเมริกาอันยิ่งใหญ่’

            เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นภายในห้อง ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ เขาหันมองไปยังที่มาของเสียง โทรศัพท์รูปทรงโบราณที่เข้ากันกับห้องหรูห้องนี้ แต่สีแดงของตัวเครื่องเป็นสิ่งที่ทำให้มันดูผิดที่ผิดทางอยู่บ้าง

            มาร์คทบทวนความทรงจำของเขา เจ้าหน้าที่ที่นำเขามายัง ‘ห้องทำงานรูปไข่’ แห่งนี้เป็นครั้งแรก ได้แนะนำอะไรหลายๆ อย่างให้กับเขา และหนึ่งในนั้นก็เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์สีแดงเครื่องนี้

            เขานึกออกอย่างรวดเร็วพร้อมกับรีบก้าวไปหามัน แต่ก่อนที่เขาจะยกหู ‘โทรศัพท์ฉุกเฉิน’ ขึ้นมา เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง และพยายามทำเสียงของเขาให้ฟังดูเยือกเย็นอย่างที่เคยถูกแนะนำให้ทำในตอนที่ต้องโต้วาทีถ่ายทอดสดกับคู่แข่งคนสำคัญของเขา

            “ผมมาร์คพูดสายอยู่ครับ”

            “สวัสดีตอนเช้าครับ ท่านประธานาธิบดี…ขออภัยที่ต้องรบกวนท่านแต่เช้า ผมรีรอยผู้อำนวยการองค์การนาซ่าครับ”

            เสียงจากปลายสายนั้นฟังดูเยือกเย็นเหมือนกับถูกฝึกมาดีเช่นกัน

            “เราเจอปัญหาอะไรหรือ”

            เขาถามพร้อมกับพยายามคิดถึงความเป็นไปได้ของเรื่องร้ายๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การนาซ่า สิ่งเดียวที่เขาคิดออกคือโครงการสถานีอวกาศ แต่ถ้ามีปัญหาอะไรบนนั้น นั่นก็ยังไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอต่อการใช้สายฉุกเฉินนี้

            “เราได้รับข้อมูลที่สำคัญมา เจ้าหน้าที่ของเราได้ทำการตรวจสอบยืนยันแล้ว ข้อมูลดังกล่าวมีความถูกต้อง ผมได้สั่งให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวไปแล้ว แต่มันคงขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น…ในยุคนี้ข้อมูลทุกอย่างกระจายไปอย่างรวดเร็วเสมอ”

            “…เรื่องอะไรล่ะ”

            หรือว่าจะเป็นเรื่องของการไปเหยียบดวงจันทร์ เรื่องการผ่าศพมนุษย์ต่างดาว หรือจะเป็นเรื่องแอเรีย51 ตั้งแต่เขาได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ เขาก็ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความลับทั้งหลายที่ผู้คนและเขาเองสงสัย ความจริงเหล่านี้บางเรื่องทำให้เขาต้องประหลาดใจ และความจริงในหลายเรื่องก็แปลกประหลาดยิ่งกว่าเรื่องราวที่เล่าลือกันเสียอีก

            “มีดาวหางดวงหนึ่งกำลังจะพุ่งชนโลกครับท่าน”

            เสียงของรีรอยราบเรียบราวกับเขากำลังบอกว่าเช้านี้เขาพึ่งดื่มกาแฟไปแก้วหนึ่ง

            “อะไรนะ”

            “มีดาวหางขนาดใหญ่ดวงหนึ่งกำลังพุ่งตรงมายังโลก จากการคำนวณมันจะพุ่งชนเราในวันที่…ยี่สิบ ธันวาคม สองพันสิบสอง หรือในอีกสองวันนับจากนี้ ตำแหน่งของการตกกระทบคาดว่าน่าจะเป็นในแปซิฟิกครับ”

            เขาหยุดคิดเพียงครู่หนึ่งก่อนที่จะถามต่อไป

            “…ความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นล่ะ”

            “…เราคาดคะเนจากสีของมันว่าน่าจะมีแกนเป็นโลหะ…และมีขนาดใหญ่พอๆ กับเกาะฮาวาย ความเสียหาย…ก็คงพอๆ กับที่พวกไดโนเสาร์เคยเจอมาก่อนครับท่าน”

            เขาเผลอส่งเสียงตวาดออกมาอย่างลืมตัว

            “ทำไมเราไม่เจอมันก่อนหน้านี้ มันหลุดรอดสายตาพวกคุณไปได้ยังไง”

            “ท่านครับ…ข้างบนนั่นมันกว้างใหญ่มากนะครับ และมันไม่ได้เพียงแต่หลุดรอดสายตาของพวกเราเท่านั้น แต่มันหลุดรอดสายตาของทั่วทั้งโลกเลยครับ”

            เขารีบสงบจิตใจลง นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาเอะอะโวยวายอะไรแบบนี้ ตอนนี้เขาคือประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เขามีหน้าที่ที่ต้องทำ

            “เรามีแผนอะไรบ้าง”

            รีรอยรีบเล่าแผนการคร่าวๆ ที่ได้จากการประชุมมันสมองของนาซ่าให้มาร์คฟังอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งขอความเห็นจากเขาด้วย

            แผนการนั้นเรียบง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน และมาร์คชอบที่มันเป็นแบบนั้น เขาคิดเสมอว่าแผนที่ดีไม่ควรจะซับซ้อน เพราะยิ่งมันมีความซับซ้อนมากเท่าใดนั่นก็หมายถึงมันจะต้องมีตัวแปรต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น และยิ่งมีตัวแปรมากเท่าไร โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดก็จะยิ่งมากขึ้นด้วยเช่นกัน

            เขาอนุมัติแผนการนั้น พร้อมกับออกคำสั่งฉุกเฉินเพื่อเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีทันที เขาจะต้องทำการขออำนาจจากที่ประชุม ให้มีอำนาจอย่างเด็ดขาดในการบัญชาการภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินนี้แต่เพียงผู้เดียว

            มาร์คหวนนึกถึงเรื่องที่เขาพึ่งคิดเมื่อครู่ก่อนที่โทรศัพท์จะดังขึ้น แล้วรำพึงอยู่ในใจ

            ‘ฉันไม่อยากเป็นส่วนนี้ในประวัติศาสตร์เลย…ถ้ามันจะยังมีประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่ต่อไปนะ’

#####

            “เอาล่ะ ตอนนี้เรามีอะไรบ้าง”

            รีรอยถามพร้อมกับมองไปรอบๆ ห้อง กี่ปีมาแล้วนะที่มันสมองทั้งหมดของนาซ่าได้มารวมกันอยู่ในที่เดียวกันแบบนี้ แม้ว่าเรื่องราวในครั้งนี้มันจะไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ายินดีสักเท่าไร แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเหล่านี้แล้ว ความมั่นใจของเขาก็กลับคืนมาอีกครั้ง

            “เรามีกระสวยพร้อมใช้งานหนึ่งลำ”

            “เรามีนักบินมือดีอีกสี่คน”

            “เรามีระเบิดนิวเคลียร์สองลูก…ใหญ่ที่สุดที่เรามี และได้รับการอนุมัติให้ใช้งานแล้ว กำลังเดินทางมา”

            “เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์อีกสองคน…แต่พวกเขาไม่เคยขึ้นไปบนนั้นมาก่อน…และไม่เคยผ่านการฝึกด้วย…”

            “เรายิงมันจากพื้นดินไม่ได้หรือ”

            เสียงหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา ทุกคนพากันหันไปทางผู้พูดแทบจะพร้อมกัน และจากสายตาของคนเหล่านั้น ชายในชุดทหารจึงรู้ตัวว่าได้ถามคำถามที่ผิดออกไปเสียแล้ว

            “ไม่ได้หรอกครับท่านนายพล จรวดของเราไม่ได้ถูกออกแบบให้ทำแบบนั้นได้…และยังมีปัญหาอื่นๆ อีกด้วย”

            รีรอยตอบเขาอย่างสุภาพ เพราะนายพลท่านนี้คือ วอเรน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั่นเอง เขารีบพยักหน้าว่าเข้าใจ ก่อนที่การประชุมจะดำเนินต่อไป

            “เรามีสภาพอากาศที่ไม่ค่อยจะดีนัก…แต่ก็พอจะปล่อยกระสวยได้”

            “การดัดแปลงห้องเก็บของของกระสวยให้กลายเป็นฐานปล่อยจรวด และการดัดแปลงจรวดขับดันให้ทำงานกับหัวรบนิวเคลียร์ไม่น่าจะมีปัญหา เราจะเสร็จได้ทันตามกำหนด”

            มือข้างหนึ่งที่ถือปากกาถูกยกขึ้น ชายร่างเล็กพร้อมแว่นตาหนาเตอะยกมือของเขาขึ้นอย่างไม่มั่นใจนัก

            “…เรามีปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่ง”

            ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขาทันที นั่นยิ่งทำให้เขาดูเหมือนกับพยายามจะถอยเข้าไปในเก้าอี้ที่กำลังนั่งอยู่ รีรอยจดจำเขาได้ในทันที นี่คือ คีย์ เขาเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง และเหมือนกับชื่อของเขา เขาคือกุญแจดอกสำคัญของหลายๆ โครงการของนาซ่า แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเขามากนัก

            หากเขาบอกว่าเรามีปัญหา รีรอยก็มั่นใจว่านั่นต้องเป็นเรื่องจริง และนั่นทำให้เขารู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที

            “…ระบบนำวิถีของเราใช้ไม่ได้บนนั้น ผมไม่คิดว่าแค่การคำนวณ แล้วปล่อยจรวดขับดันให้พุ่งออกไปแบบนั้นจะเป็นวิธีการที่ดี…เราต้องการระบบนำวิถี…ที่ใช้การได้ในอวกาศ”

            รีรอยรู้ทันทีว่าเขาพูดถูก แต่ไม่มีใครสามารถแก้ปัญหานั้นได้ แม้แต่อเมริกาก็ไม่สามารถสร้างระบบนำวิถีในอวกาศให้เสร็จภายในเวลาเพียงวันเดียวได้ ดังนั้นจึงเหลือแต่การคำนวณอย่างแม่นยำ และการสวดภาวนาเท่านั้นที่พอจะพึ่งพาได้

            มืออีกข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาเช่นกัน รีรอยหันไปถามผู้ยกมือทันที

            “เรายังมีปัญหาอื่นอีกหรือท่านนายพล”

            วอเรนกระแอมเบาๆ ก่อนที่จะยิ้มออกมา

            “เปล่า…แต่ผมคิดว่าผมอาจจะมีคำตอบให้กับปัญหาของชายคนนั้น”

            วอเรนพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่คีย์ ทุกคนในห้องพากันจ้องมองเขาเป็นตาเดียว โดยเฉพาะคีย์ เขามองไปที่ท่านนายพลอย่างสนใจ

#####

            “คุณว่าอะไรนะ”

            มาร์คแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านนายพลวอเรนกำลังอธิบายและขอความเห็นชอบจากเขา แต่หลังจากได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาก็รีบอนุมัติให้ดำเนินการได้ทันที

            “เรื่องอะไรหรือครับท่าน แจ้งให้พวกเรารับทราบด้วยได้ไหมครับ”

            สมาชิกในที่ประชุมคนหนึ่งถามขึ้นอย่างสงสัย มาร์คยิ้มนิดหนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไป

            “ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก ท่านนายพลวอเรนพึ่งโทรมาแจ้งว่า…เราต้องร้องขอการช่วยเหลือจากทางอิหร่านแค่นั้นเอง”

            สมาชิกทุกคนในที่ประชุมต่างอ้าปากค้างตามที่เขาคาดเอาไว้ การประชุมดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ พวกเขากำลังถกกันถึงประเด็นว่าสมควรจะเปิดเผยเรื่องราวออกไปหรือไม่ อย่างไร และจะเกิดผลกระทบกับสังคมโลกอย่างไรบ้าง

            แล้วท่านนายพลวอเรนก็ติดต่อกลับมาอีกครั้ง

            “ข่าวร้ายครับท่าน ทางอิหร่านไม่ยอมเชื่อเรา พวกเขาคิดว่านี่เป็นหลุมพรางที่พวกเราขุดล่อให้เข้ามาติดกับ”

            มาร์คนิ่งคิดนิดหนึ่ง และทบทวนถึงประเด็นที่ถกกันอยู่เมื่อครู่ ก่อนที่จะถามกลับไป

            “เรามีเวลาสักเท่าไร”

            “ระบบนำวิถีในอวกาศพร้อมผู้เชี่ยวชาญต้องมาถึงให้เร็วที่สุด เราอาจต้องทำการดัดแปลงระบบให้เข้ากับสิ่งที่เราเตรียมเอาไว้”

            “หมายถึงยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีใช่ไหม”

            “ครับท่าน”

            “…ผมจะจัดการเอง”

            “ท่านจะติดต่อกับทางผู้นำอิหร่านโดยตรงหรือครับ…แต่กว่าทุกอย่างจะ…”

            “ไว้ใจผมสิ ผมมีวิธีการที่รวดเร็วและได้ผลอยู่”

            “…ครับท่าน”

            หน่วยสืบราชการลับของเรารู้มาพักหนึ่งแล้วว่าทางอิหร่านได้แอบพัฒนาระบบนำวิถีในอวกาศขึ้นมาได้สำเร็จ และพวกเขามีแผนที่จะใช้การปล่อยดาวเทียมทางธุรกิจบังหน้า เพื่อแอบส่งดาวเทียมทางการทหารที่มีการติดตั้งฐานปล่อยจรวดขึ้นไป เพื่อใช้ขู่ที่จะโจมตีเราจากบนนั้น

            ทางอิหร่านคงต้องตกใจมากหากดาวเทียมที่พวกเขาทุ่มเงินลงไปมหาศาลจะระเบิดเป็นผุยผงในทันทีที่มันขึ้นสู่อวกาศ โครงการ สตาร์วอร์ส ของเราไม่ได้เป็นเรื่องเล่นๆ อย่างที่หลายคนถูกทำให้เข้าใจ เรามีเครือข่ายอยู่บนนั้นที่จะสามารถสอยดาวเทียมดวงใดๆ ลงมาก็ได้ แต่น่าเสียดายที่มันไม่สามารถใช้ต่อกรกับดาวหางขนาดยักษ์นั่นได้

            มาร์คตัดสินใจทันที

            ‘นี่เป็นวิธีการที่เร็วที่สุด…และหวังว่ามันคงจะได้ผล…ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง’

#####

            หลังจากที่ท่านประธานาธิบดีพูดจบ ภายในห้องแถลงข่าวของทำเนียบขาวเกิดความเงียบงันขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนที่ความสับสนวุ่นวายจะระเบิดขึ้น นักข่าวทุกคนต่างพยายามแย่งชิงกันถามคำถาม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ภายในห้อง

            แต่มาร์ครู้ดีว่านี่เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่หน้าจอโทรทัศน์ เขาเลิกจินตนาการถึงปฏิกิริยาของผู้คนทั่วโลก แล้วยกมือขึ้นเพื่อให้ทุกคนในห้องอยู่ในความสงบ

            “เรา…อเมริกามีแผนรับมือกับวิกฤติการณ์ในครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว กระสวยอวกาศบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์จะออกบินในเช้าวันพรุ่งนี้ ดาวหางจะถูกยิงทำลาย แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยภายในตอนเย็น ทุกท่านจะได้เข้านอน และตื่นขึ้นในตอนเช้า…”

            เขามองจ้องตรงไปยังกลุ่มของกล้องถ่ายทอดที่ตั้งรวมกันอยู่

            “…โลกจะยังคงอยู่ และรวมถึงพวกเราทุกคนด้วย อเมริกาจะปกป้องโลกนี้เอาไว้ให้ได้ ผมขอให้คำมั่นสัญญากับพวกท่านทุกคน…”

            เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งเพื่อดึงความสนใจของทุกคนอีกครั้ง

            “ขอพระเจ้าคุ้มครองโลก…และพวกเราทุกคน”

            เกิดความเงียบงันขึ้นภายในห้องแถลงข่าวอีกครั้ง

            “รายละเอียดของปฏิบัติการ ท่านผู้อำนวยการองค์การนาซ่าจะมาแจกแจงให้ทุกท่านทราบต่อไป”

            มาร์คเดินออกจากห้องโดยปล่อยให้รีรอยรับมือกับนักข่าวแทน เจ้าหน้าที่ทหารคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาหาเขาพร้อมส่งโทรศัพท์ให้

            “ท่านนายพลวอเรนขอเรียนสายด้วยครับ”

            มาร์คคาดได้ทันทีว่าเป็นเรื่องอะไร เมื่อข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก แม้แต่อิหร่านก็คงต้องยอมร่วมมือกับอเมริกา แต่ก็ยังมีเรื่องที่เขาคาดไม่ถึงอยู่ด้วย

            “…ทางอิหร่านต้องการให้เราจ่ายเงินซื้อระบบนำวิถีของเขาครับท่าน”

            มาร์คแทบไม่เชื่อหูตัวเอง แต่เขาก็ไม่ถามถึงราคาที่ทางอิหร่านเสนอมา ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องให้ระบบนำวิถีในอวกาศมาถึงสถานีส่งยานโดยเร็วที่สุด

            “บอกไปเลยว่าเราตกลง…”

            แล้วเขาก็พูดเสริมขึ้นอีกนิด

            “…แต่ขอจ่ายหลังวันที่ยี่สิบนะ”

#####

            คืนนั้นเป็นคืนที่ยาวนานคืนหนึ่งของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีส่งยาน และช่างเทคนิคทุกคน ที่ต้องเร่งทำงานกันตลอด พวกเขานำส่วนประกอบต่างๆ มารวมเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดออกมา ทุกอย่างต้องถูกตรวจสอบซ้ำหลายรอบจนกว่าจะมั่นใจ และมันเป็นคืน หรือวันที่ยาวนานของผู้คนทั่วโลกด้วยเช่นกัน พวกเขามารวมตัวกันในครอบครัว พูดคุยกัน หรือไม่ก็พากันไปยังสถานที่ต่างๆ ที่จัดให้มีการสวดภาวนาร่วมกัน

            ในช่วงเวลานั้นจิตใจของผู้คนทั้งโลกได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นครั้งแรก

#####

19/12/2012

          มาร์คกำลังมุ่งหน้าไปยังห้องแถลงข่าวของสถานีส่งยาน โดยมีรีรอยเดินเข้ามาสมทบกับเขา

            “เราพร้อมมั้ย”

            เขาถามสั้นๆ

            “พร้อมซะยิ่งกว่าพร้อมอีกครับท่าน”

            รีรอยตอบด้วยความมั่นใจ และนั่นเรียกรอยยิ้มจากท่านประธานาธิบดีออกมาได้

            “คุณต้องไม่เชื่อแน่ว่าใครโทรหาผมเมื่อคืนนี้”

            “…ไมเคิล แจ็คสัน หรือครับท่าน”

            รีรอยตอบยิ้มๆ ดูเหมือนเช้าวันนี้เขาจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

            “พระสันตะปาปาต่างหาก”

            “…องค์ที่อยู่ที่โรมน่ะหรือครับ”

            รีรอยทำหน้างงๆ

            “พระองค์มีเรื่องขอร้องผมเรื่องหนึ่ง”

            “…ให้เราสวดขอพรก่อนส่งยานหรือครับ”

            “เปล่า พระองค์ต้องการให้ผมเปลี่ยนชื่อกระสวยอวกาศของเรา”

#####

            หลังจากที่ประธานาธิบดีมาร์คได้แถลงข่าวเรื่องดาวหางดวงนี้ออกไป ในช่วงแรกสถานีโทรทัศน์ทั่วโลกต่างพากันนำเสนอสารคดี และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องดาวหางพุ่งชนโลก มีการเชิญนักวิชาการชื่อดังต่างๆ มาให้ข้อมูล แต่ไม่นานหลังจากนั้นเมื่อทุกคนได้รับรู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ การนำเสนอข่าวก็เปลี่ยนไปราวกับนัดกันไว้

            มีการเชิญผู้นำทางศาสนาต่างๆ และบุคคลที่เป็นผู้นำทางจิตรวิญญาณมาพูดคุยกัน มีการถ่ายทอดพิธีการทางศาสนาต่างๆ ที่จัดขึ้น รวมถึงภาพของผู้คนทั่วโลกที่ออกมารวมตัวกันเพื่อสวดภาวนาขอให้โลกรอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้

            เมื่อเวลาปล่อยกระสวยอวกาศใกล้เข้ามา ทุกสายตาก็พากันมารวมกันอยู่ที่สถานีส่งยาน ณ แหลมคานาเวอรัลแห่งนี้ ภาพของประธานาธิบดีมาร์คที่ก้าวไปยังแท่นอย่างมั่นใจถูกถ่ายทอดไปทั่วโลก ที่เบื้องหลังของเขาคือแถวของนักบินอวกาศ และเจ้าหน้าที่ประจำยานจำนวนแปดคน ซึ่งสองคนในนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญชาวอิหร่านที่ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบระบบนำวิถีในอวกาศของพวกเขา

            “สวัสดีพี่น้องชาวโลกทุกคน”

            เมื่อต้องเอ่ยมันออกมาดังๆ เป็นครั้งแรก คำว่าชาวโลกนี้ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดกับเขา มันเป็นคำที่มีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ

            “ที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของผมนี้คือเหล่าผู้กล้า ตัวแทนของพวกเราในการขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ภารกิจที่จะไม่มีคำว่าล้มเหลว”

            เขาจงใจเน้นเสียงแสดงความมั่นใจออกมา ซึ่งอาจจะมากกว่าที่เขามีอยู่จริงๆ เสียอีก เขาเริ่มแนะนำชื่อ และหน้าที่ของแต่ละคน ซึ่งเมื่อมาถึงหนุ่มชาวอิหร่านทั้งสองคน เขาต้องตั้งใจอ่านชื่อที่ไม่คุ้นปากของเขาอย่างช้าๆ เขาไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดในการแถลงวันนี้แม้แต่นิดเดียว

            เขาแถลงสรุปขั้นตอนของภารกิจอย่างย่อๆ ให้ฟังอีกครั้ง ก่อนที่จะเริ่มกล่าวปิดการแถลงในครั้งนี้

            “และด้วยคำแนะนำจากองค์พระสันตะปาปา กระสวยอวกาศในภารกิจของเราในครั้งนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโฮป”

            เขาหยุดนิดหนึ่งเพื่อดึงความสนใจจากทุกคน

            “ความหวังของมวลมนุษยชาติจะพุ่งทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ และด้วยความหวังนี้พวกเราจะฝ่าฟันอุปสรรคในครั้งนี้ไปให้ได้…หากเรายังคงมีความหวังวันพรุ่งนี้จะต้องมาถึง”

            “ขอพระเจ้า…ของพวกเราทั้งมวล จงคุ้มครองชาวโลก…ขอบคุณครับ”

#####

            “ห้า…สี่…สาม…สอง…”

            “…หนึ่ง…ปล่อยได้”

            เปลวไฟพร้อมเสียงคำรามของจรวดขับดันดังก้อง ไอน้ำที่เกิดขึ้นจากการถ่ายเทความร้อนของจรวดไปยังน้ำปริมาณมหาศาลที่อยู่ในสระใต้จรวดขับดันพวยพุ่งเหมือนควันออกไปทุกทิศทาง กระสวยอวกาศโฮปพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงผู้บรรยายทางโทรทัศน์ดังขึ้นในหลากหลายภาษา แต่แทบจะแปลความหมายออกมาได้เป็นอย่างเดียวกัน

            “ความหวังของมวลมนุษยชาติได้โบยบินขึ้นไปแล้ว”

#####

            “เป็นยังไงบ้าง”

            มาร์คส่งเสียงถามรีรอยหลังจากเดินเข้าไปในศูนย์ควบคุม เขาพึ่งจะกลับมาจากงานที่โบสถ์

            “มีปัญหานิดหน่อย แต่ตอนนี้กระสวยก็เข้าประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้วครับ”

            น้ำเสียงของเขาฟังดูเคร่งเครียดต่างไปจากเมื่อเช้านี้ ดูเหมือนจะมีหลายเรื่องเกิดขึ้นที่นี่ ในตอนนั้นเองเสียงของหัวหน้านักบินอวกาศ ผู้นำภารกิจในครั้งนี้ก็ดังขึ้น

            “ข้อมูลปัจจุบันของดาวหางจากอุปกรณ์บนนี้ถูกส่งลงไปเรียบร้อยแล้ว เราต้องการทราบพิกัดการยิงโดยเร็วที่สุด”

            “ไม่ต้องรีบร้อนไป เรายังมีเวลา ตอนนี้ที่เราต้องการคือความถูกต้องแม่นยำมากกว่า”

            รีรอยตอบพร้อมหันไปสั่งการกับเจ้าหน้าที่อีกสองสามคน

            “ขอตัวก่อนนะครับท่าน”

            มาร์คพยักหน้ารับทราบ รีรอยรีบเดินไปยังห้องประชุมที่ทุกคนกำลังรออยู่ ซึ่งรวมถึงคีย์ วอเรน และเจฟ นักดาราศาสตร์ผู้ค้นพบดาวหางดวงนี้ด้วย

#####

            “พิกัดการยิงพร้อม”

            “จรวดขับดันพร้อม”

            “ระบบจุดระเบิดหัวรบนิวเคลียร์พร้อม”

            “ระบบนำวิถีในอวกาศพร้อม”

            เสียงแปร่งๆ ของชาวอิหร่านที่ดังผ่านลำโพงออกมาสร้างรอยยิ้มเล็กๆ ให้ใครหลายคน แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น ความตึงเครียดก็แผ่กระจายเข้าครอบคลุมทั่วทั้งศูนย์ควบคุม หรืออาจจะเป็นทั่วทั้งโลก

            “การทบทวนขั้นตอนทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์…ทุกอย่างพร้อมแล้วครับ”

            รีรอยหันไปหามาร์ค เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง

            “…ปล่อยจรวดลูกที่หนึ่งได้”

#####

            ผู้คนทั่วทั้งโลกในตอนนี้แทบจะหายใจเข้าออกเป็นจังหวะเดียวกัน ภาพของจรวดลูกหนึ่งพุ่งทะยานออกสู่อวกาศที่มืดมิด ในใจของทุกคนต่างคิดถึงเรื่องเดียวกัน

            ’ขอให้โดนด้วยเถิด’

#####

            ความสับสนวุ่นวายระเบิดขึ้นภายในศูนย์ควบคุม เสียงรายงานของนักบินอวกาศดังฝ่าเสียงของความโกลาหล

            “ยืนยันการระเบิดของหัวรบ ยืนยันการระเบิดของหัวรบ”

            “…จรวดพลาดเป้าหมาย…ยืนยันอีกครั้ง จรวดพลาดเป้าหมาย จรวดของเราระเบิด แต่ระบบนำวิถีมีความผิดพลาดเกิดขึ้น…ยืนยัน…”

            “…จรวดพลาดเป้าหมาย…ดาวหางยังคงอยู่”

            “…ยืนยัน…ดาวหางยังคงอยู่”

            “อยู่ในความสงบด้วย”

            รีรอยตวาดด้วยเสียงดังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุกคนต่างหันมามองเขาอย่างตกใจ เขาพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง

            “เราต้องการข้อมูลทั้งหมดนำมาวิเคราะห์ใหม่อีกครั้ง เรายังมีจรวดอยู่อีกลูกหนึ่ง เราไม่ต้องการความตื่นตระหนก ที่เราต้องการคือคำตอบ”

            ทุกคนต่างหันกลับไปทำหน้าที่ของตนอีกครั้ง มาร์คเดินเข้ามาตบไหล่รีรอย

            “ฝากที่นี่ด้วยนะ”

            เขาพูดก่อนที่จะเดินไปยังประตูห้อง รีรอยรู้ดีว่าเขาจะไปไหน กองทัพสื่อมวลชน และชาวโลกที่ตื่นตระหนกกำลังรอคอยเขาอยู่

#####

            “ระบบนำวิถีไม่ได้บกพร่อง”

            คีย์ย้ำอีกครั้ง

            “เราตรวจสอบแล้ว มันทำงานได้อย่างที่มันควรจะทำ แต่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ยิงใส่ดาวหางที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แกนของมันเคลื่อนที่ผ่านอวกาศพร้อมกับส่งอนุภาคต่างๆ ออกมาโดยรอบ กระแสของอนุภาคเหล่านั้นทำให้การคำนวณเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้น”

            “เราแก้ไขมันได้ไหม”

            รีรอยถาม

            “เราเพิ่มข้อมูลจากจรวดลูกแรกเข้าไปในระบบแล้ว คราวนี้มันควรจะทำงานได้อย่างถูกต้อง…”

            วอเรนพูดแทรกขึ้น

            “…แต่เรามีจรวดอีกเพียงลูกเดียว…และเราจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว”

            ทุกคนพากันนิ่งเงียบก่อนที่รีรอยจะพูดขึ้น

            “ท่านนายพลวอเรนพูดถูก เราเสี่ยงไม่ได้อีกแล้ว”

            เขาหันไปมองวอเรน ทั้งสองสบตากันพร้อมทั้งพยักหน้า คีย์มองคนทั้งสองด้วยความสงสัย พวกเขามีแผนอะไรซ่อนอยู่กันแน่

#####

            มาร์ค รีรอย และวอเรนกลับมาเจอกันในศูนย์ควบคุมอีกครั้ง คราวนี้คีย์ติดตามพวกเขาเข้ามาด้วย เขาเริ่มจะคาดเดาแผนของรีรอย และวอเรนได้แล้ว

            “เราต้องใช้แผนสำรองครับท่าน”

            รีรอย รายงานให้มาร์คทราบ

            “แผนสำรอง…เรามีแผนสำรองว่ายังไงล่ะ”

            คีย์ที่ยืนฟังอยู่จึงรู้ว่ามาร์คไม่รู้แผนของพวกเขามาก่อน วอเรนเดินเข้ามาก่อนที่จะพูดขึ้นว่า

            “ผมจะอธิบายให้ท่านทราบเอง”

            รีรอยจึงแยกไปทำการติดต่อกับหัวหน้านักบินอวกาศ

            “ข้างบนนั่นเรียบร้อยดีไหม”

            “เรียบร้อยดีครับท่าน”

            “พวกเขาสร้างปัญหาหรือเปล่า”

            “ไม่เลยครับท่าน…ดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็พอจะรู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว และให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดี…เราจะเริ่มปฏิบัติการเมื่อไหร่ครับท่าน”

            “…รออีกสักครู่หนึ่ง”

            รีรอยหันกลับไปดูมาร์ค กับวอเรนที่กำลังพูดคุยกัน ท่าทางของมาร์คแสดงความตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

            ‘เขาคงรู้แล้ว’

#####

            มีการถ่ายทอดภาพและเสียงของเหล่านักบินอวกาศไปทั่วทั้งโลก พร้อมกับการเปิดเผยรายละเอียดของแผนสำรองที่แสนจะบ้าบิ่น ระบบนำวิถีของจรวดมีข้อบกพร่อง ดังนั้นจึงไม่อาจเสี่ยงได้อีก พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะใช้ระบบนำวิถีอีกอันหนึ่งในการนำพาจรวดลูกสุดท้ายไปสู่เป้าหมาย

            พวกเขาจะขับกระสวยอวกาศโฮปที่บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์พุ่งชนดาวหางดวงนั้น

#####

            นักบินอวกาศแต่ละคนได้ใช้เวลากล่าวคำอำลากับผู้คนบนโลก แต่ละคนต่างกล้าหาญมุ่งมั่น และไม่เสียใจในการกระทำของตน หนุ่มชาวอิหร่านคนแรกได้พูดว่า

            “ที่อยู่บนกระสวยอวกาศลำนี้ไม่ใช่ชาวอิหร่าน ไม่ใช่ชาวอเมริกัน…แต่เป็นชาวโลก…ข้างล่างนั่นก็เช่นกัน…พวกเราทุกคนล้วนเป็นชาวโลก แต่เราไม่เคยตระหนักถึงมันมาก่อน…และตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป”

            แต่คำพูดทิ้งท้ายสั้นๆ ของหนุ่มชาวอิหร่านอีกคนหนึ่งได้เรียกรอยยิ้มให้เกิดขึ้นทั่วโลก

            “ผมคิดแล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ พวกผมเองก็ชอบดูหนังฮอลลีวูดเหมือนกัน”

#####

            ภาพของดาวหางที่ค่อยๆ เคลื่อนตรงมายังกระจกหน้าของกระสวยอวกาศโฮปถูกถ่ายทอดจนกระทั่งสัญญาณขาดหายไป ในที่สุด

            “ยืนยันการระเบิดของเป้าหมาย…ยืนยันการระเบิดของเป้าหมาย”

            เสียงประกาศเรียบๆ จากเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ควบคุม

            “ดาวหางถูกระเบิดเรียบร้อยแล้ว”

            แม้ทุกคนจะยินดีแต่ก็ไม่มีใครส่งเสียงตะโกนโห่ร้องออกมา พวกเขาได้แต่ดีใจอยู่เงียบๆ ผิดกับข้างนอกนั่น ที่ผู้คนทั่วทั้งโลกต่างพากันร้องตะโกนด้วยความยินดี

            “โอ๊ะ โอ”

            เสียงของคีย์ดังขึ้นท่านกลางความเงียบ เขากำลังก้มตัวอยู่เหนือเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง รีรอยรีบเดินเข้าไปหา เขาไม่ชอบน้ำเสียงของคีย์เลย มาร์คกับวอเรนรีบตามมาสบทบ

            “ดาวหางถูกระเบิดก็จริง…แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ดูเหมือนยังมีบางส่วนของมันเหลือรอดอยู่…จากขนาดที่ตรวจพบคงสร้างความเสียหายให้กับโลกได้ไม่น้อย…มันกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว…”

            ความโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้นในศูนย์ควบคุม รีรอยรีบเข้าคุมสถานการณ์อีกครั้ง

            “หาเส้นทางของมัน เราจะใช้จรวดที่มีทั้งหมดยิงมันจากพื้นโลก”

            เจ้าหน้าที่ทั้งหมดกลับคืนสู่ตำแหน่งของตนในเวลาเพียงไม่นาน พิกัดของมันปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่ในศูนย์ควบคุม

            “ส่งพิกัดไปให้กับทุกประเทศทั่วโลก ใครที่สามารถยิงมันได้ให้ยิงทันที”

            มาร์คตะโกนสั่งอย่างตื่นเต้น แต่ในขณะนั้นเอง เจฟ และคีย์ต่างมองดูตัวเลขแสดงพิกัดนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ทั้งสองคุ้นเคยกับตัวเลขเหล่านั้น แต่มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย

            รีรอยที่เห็นท่าทางแปลกๆ ของทั้งสองจึงหันไปถามคีย์

            “มีอะไรหรือ”

            รีรอยไม่เข้าใจคำตอบของเขา มันดูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนี้เลย เขาตอบมาว่า

            “…ดวงจันทร์…”

#####

            คำตอบของคีย์ได้รับการเฉลยในไม่ช้า พิกัดที่ว่าตรงกันกับตำแหน่งการโคจรของดวงจันทร์ในช่วงเวลานั้นพอดี เศษดาวหางส่วนที่เหลือกระแทกชนเข้ากับดวงจันทร์อย่างพอดิบพอดี ส่งผลให้ทั้งดาวหาง และดวงจันทร์แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โลกปลอดภัยในที่สุด ทุกคนในศูนย์ควบคุมต่างคิดถึงสิ่งเดียวกัน มีเพียงคำเดียวเท่านั้นที่เหมาะสม

            ‘ปาฏิหาริย์’

#####

20/12/2012     

            ระหว่างงานฉลองเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ตรงเขามาหาเขาพร้อมกับโทรศัพท์ในมือ

            “เรื่องด่วนครับท่าน จากผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลครับ”

            มาร์คขมวดคิ้ว ยังมีเรื่องอะไรอีกนะ เขารับสายด้วยใจคอไม่ค่อยดี

            “ขอโทษที่ต้องรบกวนกลางงานแบบนี้นะครับท่าน แต่ผมมีข่าวด่วนที่ต้องแจ้งให้ท่านทราบ…ข่าวร้ายน่ะครับท่าน”

            “ว่ามาเลยครับ”

            “…จากการที่เราสูญเสียดวงจันทร์ไปได้ส่งผลกระทบกระเทือนที่ร้ายแรงขึ้นแล้วครับ ระบบน้ำขึ้นน้ำลง และกระแสน้ำทั่วโลกเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว…และยิ่งเวลาผ่านไปผลกระทบของมันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ”

            “…จะมีผลกระทบรุนแรงแค่ไหน”

            “…ท่านครับ…สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในทะเลทั้งหมดบนโลกของเราวิวัฒนาการมาพร้อมกับระบบนี้ และตอนนี้ระบบได้ถูกทำลายไปแล้ว ระบบนิเวศน์ในทะเลทั้งหมดกำลังจะล่มสลาย สัตว์ทะเลจะตายลงเป็นจำนวนมากมายมหาศาล…”

            มาร์คเริ่มมองเห็นภาพรวมของผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น

            “…ปริมาณอาหารของโลกจะลดลงอย่างรวดเร็ว…เราจะประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในไม่ช้าครับท่าน”

            มาร์คส่งโทรศัพท์คืนให้กับเจ้าหน้าที่อย่างเลื่อนลอย ท่ามกลางงานฉลองที่กำลังดำเนินไป เขาพึ่งตระหนักได้ว่าสงครามครั้งสุดท้ายจะมีหน้าตาที่น่าเกลียดเพียงใด ประเทศต่างๆ และผู้คนทั่วโลกจะก่อสงครามเพียงเพื่อการแย่งชิงอาหารกันเท่านั้น

            นี่จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของวันสิ้นโลกที่แท้จริง

เจ้าหญิงนิทรา

ฝากเรื่องสั้นด้วยครับ ผมเข้ามาอ่านนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้เอาเรื่องมาลง

วรรณกรรมเรื่องแรก ๆ ในชีวิตที่อ่านก็นิยายวิทยาศาสตร์นี่แหละครับ และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านเรื่อยมา

……….

ชายชรานั่งอยู่ในเก้าอี้โยกหน้าบ้านหลังเก่า เสียงเก้าอี้กระทบกับพื้นไม้เป็นเหมือนเครื่องมือบอกเวลาอันพิลึกพิลั่นที่ดังเป็นจังหวะไปตามการเคลื่อนไหวของมัน วันเวลาทำหน้าที่กัดกร่อนชีวิตเขาอย่างซื่อสัตย์มานานพอสมควรแล้ว  และเขาเองก็รู้ว่ามันจะทำร้ายเขาต่อไปได้อีกไม่นาน แต่เขาไม่คิดจะยอมแพ้  ใครคนหนึ่งที่เขาเฝ้ารอมานานยังไม่กลับมา

รถยนต์คันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าบ้าน สัญลักษณ์แปลกตาที่ข้างรถทำให้ดวงตาของชายชราส่องประกายขึ้นมาทันที คนในรถกำลังจะนำข่าวบางอย่างมาบอกเขา ถึงเวลานี้แล้ว ต่อให้เป็นข่าวร้ายที่สุดเขาก็ยอมรับมันได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้เป็นข่าวดีแม้สักนิดมอบให้เป็นรางวัลปลอบใจสำหรับการรอคอยอันยาวนานเถิด

“พบแล้วครับ” คนที่นั่งมาในรถพูด เขาเปิดประตูค้างไว้ ถ้านั่นไม่ใช่ข่าวดีที่สุดก็ต้องเป็นข่าวร้ายที่สุดอย่างที่ชายชราคิดจริง ๆ

เขาสูดลมเข้าปอดลึก ๆ รู้สึกเจ็บแปลบที่ชายโครง ถึงเวลาต้องเผชิญกับความจริงเสียที เขารอมันมานานมากจนวินาทีนี้มันกลับเหมือนความฝันมากกว่าจะเป็นความจริง ท้ายที่สุดเขาพยักหน้าแล้วก้าวขึ้นรถ

เธออยู่ที่ไหน ?” ชายชราถาม เสียงของเขาสั่น มือของเขาสั่น ใจของเขาเต้นระรัว

เนปจูน” ใครคนหนึ่งในรถตอบ … ชายชราทวนคำ ‘สี่พันล้านกิโลเมตร’ เขาคิด ประกายตาของเธอต้องใช้เวลาสี่ชั่วโมงเดินทางด้วยความเร็วแสงมายังโลก นั่นหมายถึงว่าถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่นะ

“ยังมีชีวิตอยู่ครับ” ชายคนเดิมพูดเหมือนรู้ใจชายชรา

“เป็นไปไม่ได้” ชายชราเปล่งคำพูดออกมาด้วยความยากลำบาก เขาคิดอยู่เสมอว่าเธอจากเขาไปชั่วนิรันดร์แล้ว สิ่งเดียวที่เขารอคอยคือใครสักคนที่จะเดินมาบอกเขาว่าเธอตายอย่างไร และเขาหวังว่าเธอคงจะไม่ทรมาน

แต่คนพวกนี้กำลังบอกเขาว่าผู้หญิงที่จากเขาไปเมื่อหลายสิบปีก่อนในการเดินทางท่องดวงดาวด้วยวิทยาการที่เหมือนทารกหัดคลานกำลังลงแข่งวิ่งมาราธอนยังมีชีวิตอยู่ภายใต้การปกปักรักษาของเทพเจ้าแห่งท้องทะเลอย่างนั้นหรือ ปาฏิหาริย์ของปาฏิหาริย์ก็ัคงไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้

“เป็นไปได้อย่างไร ?” เขาเปลี่ยนคำพูด

……….

เธอจะฝันถึงเขาหรือเปล่านะ ? ชายชราคิด  เขานึกย้อนกลับไปถึงวันที่เธอบอกว่าจะต้องออกไปเดินทางบุกเบิกเส้นทางไกลเช่นเดียวกับนักเดินเรือผู้ออกแสวงหาดินแดนใหม่ เธอจะเป็นหนึ่งในมนุษย์กลุ่มแรกที่ได้เข้าเฝ้าคารวะเทพเจ้าจูปิเตอร์ด้วยงานสำรวจดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัส

‘ตอนที่ฉันกลับมา เธอจะยังรักฉันอยู่หรือเปล่า ?’

‘ผมจะรอ คุณกลับมาฟังคำตอบจากผมได้ตลอดเวลา’

การออกไปในอวกาศก็เหมือนกับการหาญท้าเทพเจ้า ข้างนอกนั่นไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์จะใช้อยู่อาศัย ทุกวินาทีและทุกหน่วยวัดระยะทางต้องแลกมาด้วยเงินทุนและความเสี่ยง เธอรักเขา และเขาก็รู้ว่าเธอยังรักการผจญภัยในอวกาศในขณะที่เขามีความสุขกับการเฝ้ามองดวงดาวในยามค่ำคืน และเขาก็รักเธมากพอที่จะนั่งมองดาวบนท้องฟ้าทุกคืนเพื่อรอการกลับมาของเธอ

…จนกระทั่งสัญญาณวิทยุจากยานของเธอเงียบหายไปก่อนเข้าวงโคจรของดาวพฤหัส เขาก็ยังคงนั่งมองดาวบนฟ้าเหมือนเดิม แม้ว่าทุกคืนที่ผ่านไปจะหมายความว่าความหวังของเขาที่จะได้พบเธอลดน้อยลงเรื่อย ๆ

หรือนี่คือการลงฑัณฑ์ด้วยสายฟ้าจากเทพจูปิเตอร์สำหรับผู้หาญกล้าไปเทียบกับเทพเจ้า ?

……….

“คุณพบเธอได้อย่างไร ?” ชายชราถาม

“ยานสำรวจดาวเนปจูนพบสัญญาณ และเข้าไปตรวจสอบ ยานของเธอลอยอยู่ในวงโคจรรอบเนปจูน พวกเขาพบเธอรอดอยู่คนเดียวในแคปซูลครับ”

“แล้วคนอื่น ๆ ละ ?”

“ยานถูกอุกาบาตลูกใหญ่วิ่งทะลุตามยาวอย่างแรงจนแทบจะแตกเป็นสองเสี่ยง มันสูญเสียแรงดันอากาศ พลังงานส่วนใหญ่ และคอมพิวเตอร์หลักในวินาทีที่ถูกชน เราไม่รู้ว่าเธอเข้าไปอยู่ในแคปซูลได้อย่างไร คงเพราะเธออยู่ใกล้ ๆ และมีใครที่ยังรอดในไม่กี่วินาทีคอยช่วยตั้งโปรแกรมถ่ายพลังงานจากแบตเตอรี่สำรองไปเข้าแคปซูลช่วยชีวิต เธอทำมันจากในแคปซูลไม่ได้ …ถ้าไม่ทำอย่างนั้นเธอไม่มีทางรอดมาได้ถึงตอนนี้แน่”

“คุณกำลังพาผมไปพบเธอ” เสียงของชายชราสั่นอีกครั้ง และครั้งนี้มันเบาจนเหมือนเสียงกระซิบ

……….

เธอนอนอยู่ในแคปซูลช่วยชีวิตทรงกระบอก มันยังอยู่ในภาวะแช่แข็งเพื่อหยุดการทำงานทุกอย่างของร่างกาย กระจกโค้งที่ด้านบนเผยให้เห็นใบหน้าที่เขาไม่เห็นมาหลายสิบปี เธอลอยอยู่ในโฟมใส เขารู้สึกเหมือนกับว่าเธอเพิ่งจะออกเดินทางไปเมื่อวานนี้เอง รูปหน้า ลักยิ้ม และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเธอยังคงอยู่ตรงนั้น ในขณะที่ร่างกายของเขาผุกร่อนและแก่ชราจนแทบใช้การไม่ได้

“แบตเตอรี่เกือบหมดตอนที่เราไปพบเธอ ไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะอยู่รอดได้นานขนาดนั้น เราไม่แน่ใจว่าจะปลุกเธอขึ้นมาได้อีกครั้งหรือเปล่า” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกกับชายชรา ‘คงเป็นความกรุณาของเนปจูนที่ช่วยเธอเอาไว้’ เขาคิด ไม่อย่างนั้นเธอคงล่องลอยไปสู่นิรันดร์กาลแล้ว

ชายชราคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างเชื่องช้า ข้อต่อหัวเข่าที่เสื่อมมาหลายปีทำให้เข่าทั้งสองข้างส่งเสียงร้องระงม เขาจุมพิตลงไปบนกระจกอย่างช้า ๆ และทะนุถนอม คาดหวังให้ความปรารถนาทั้งหมดที่มีผ่านไปยังเธอที่หลับอยู่ข้างใน

กระบวนการปลุกใช้เวลาไม่นาน แต่กับชายชราแล้วมันเหมือนกับเวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตตนเองถูกใช้เพื่อแลกกับการรอคอย พลังชีวิตของเขาเหมือนค่อย ๆ ดับลง เขาสูดหายใจลึก ๆ อีกครั้ง อาการเจ็บชายโครงยังเป็นอยู่เหมือนเดิม แต่เขาไม่สนใจมัน เธอเป็นสิ่งที่เขาเฝ้ารอ และเขาจะรอ ไม่ว่ามันจะใช้เวลานานเพียงใด

……….

ในที่สุด ฝาครอบแคปซูลเปิดออกช้า ๆ ชายชราได้รับโอกาสให้เป็นคนยืนข้างแคปซูลตอนที่มันเปิดออก เขารู้สึกว่าหัวใจของเขาเหมือนจะหยุดเต้น แต่ถ้ามันจะหยุดเต้นเพื่อให้เธอฟื้นขึ้นมาเขาก็จะยอมสละมัน

เธอยังรักฉันอยู่ใช่ไหม ?” เธอลืมตาขึ้น และถามเขาด้วยเสียงแหบพร่าหลังจากหลับไปนานสี่สิบกว่าปีโดยไม่กังขาว่าชายชราคนนี้เป็นใคร

“ผมรักคุณ ถ้าคุณไม่รังเกียจ คนแก่คนนี้อยากจะขอคุณแต่งงาน … แต่งงานกับผมนะครับ”

“ฉันรักเธอ … ฉันจะแต่งงานกับเธอ” เธอตอบ

[เรื่องสั้น(แต่ยาว)] Secret Garden

สวัสดีครับ… อืม… นี่เป็นเรื่องสั้นไซไฟเรื่องแรกที่ผมเขียนได้จนจบ…..

จริงๆแล้วเรื่องของเรื่องคือผมอยากจะแข่งประกวดการ์ตูนไซไฟของ สวทช. ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ แต่จนใจว่าช่วงสอบ มันหามือวาดมาวาดให้ไม่ได้เลย(หันไปมองทางไหน ใครๆก็สอบ) สุดท้ายที่เสร็จออกมาก็เลยมีแค่สตอรี่บอร์ด….

จะให้ปล่อยมันผ่านไปเฉยๆ ผมก็รู้สึกหงุดหงิดอัดอั้นใจยังไงอยู่ แต่ในเมื่อหาที่ระบายไม่ได้ ไปๆมาๆก็เลยแต่งเรื่องสั้นระบายความอยากมันซะเลย…

(ก็ไม่รู้ว่ามันจะยาวเกินไปจนน่าเบื่อหรือเปล่านะครับ… พิมพ์ไปพิมพ์มามันงอกออกมาตั้ง 4700คำ…..)

Secret Garden

มนุษย์ในชุดอวกาศคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาว ท้องฟ้าเรืองแสงสีม่วงจางๆ เช่นเดียวกับพื้นใต้ฝ่าเท้าของเขาที่เต็มไปด้วยแท่งผลึกสีม่วงขนาดใหญ่ ทุ่งผลึกนี้ทอดยาวออกไปสุดสายตา ไกลออกไปลิบๆมีเงาของสิ่งก่อสร้างบางอย่างสูงทะมึนขึ้นไปตัดกับท้องฟ้าสีม่วง

ดูจากชุดอวกาศแบบรัดรูปที่เขาสวมใส่อยู่แล้ว ก็พอจะบอกได้ว่ามนุษย์คนนี้เป็นผู้ชาย แต่ด้วยหมวกและหน้ากากมิดชิดซึ่งเขาสวมอยู่นั้น ทำให้ยากที่จะบอกได้ว่าเป็น เด็กหนุ่ม ชายหนุ่ม หรือคนแก่

ชายในชุดอวกาศก้มหน้าลง ก้าวเดิน และปีนป่ายข้ามทุ่งผลึกไปอย่างรวดเร็ว และระมัดระวัง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งบนดวงดาวที่มีสภาพภูมิประเทศอันแปลกประหลาดเช่นนี้ แต่เพราะกล่องทรงลูกบาศก์แบบมีหูหิ้วที่อยู่ในมือซ้ายของเขานั้น ทำให้การปีนป่ายเป็นไปอย่างค่อนข้างทุลักทุเล

สูงขึ้นไปเหนือชั้นบรรยากาศ ยานขนาดมหึมาซึ่งเข้าใช้โดยสารมาลอยตัวเฝ้าดูอยู่อย่างเงียบงัน ไร้ซึ่งสรรพสำเนียงและวี่แววของชีวิตใดๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะชายซึ่งเป็นทั้งกัปตันและผู้โดยสารเพียงคนเดียวของมัน ไม่ได้ประจำอยู่บนนั้นแล้ว ตอนนี้มันจึงร้างผู้คน และสิ่งเดียวที่ควบคุมให้มันยังคงลอยตัวอยู่ในระดับวงโคจรนี้ได้ก็มีเพียงแค่ระบบปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น

“พักหน่อยไหมวุธ หัวใจนายเริ่มเต้นเร็วเกินไปแล้ว” เสียงใสเหมือนสาวแรกรุ่นแต่ออกจะห้าวๆเล็กน้อยดังขึ้นจากระบบหูฟังของชุดอวกาศ วราวุธไม่ตอบกลับ เพราะเขารู้สึกเหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะพูดได้ เขาเพียงแค่นั่งลงหยุดพักหายใจ ไม่แน่ใจว่าความเหนื่อยล้านี้เป็นเพราะแรงโน้มถ่วงของดาวดวงนี้สูงกว่าที่เขาคิด หรือเพราะร่างกายของเขาไม่ได้ฟิตเหมือนอย่างที่เขาคิดกันแน่

“ลำบากหน่อยนะ เราหาที่ลงจอดใกล้ๆไม่ได้เลย” เสียงใสดังขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อยอย่างประหลาดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนี้ แน่นอนว่าเขาไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเจ้าของเสียง แต่เขาเดาว่าเธอคงจะรู้ รู้ได้จากความเปลี่ยนแปลงทางสัญญาณไฟฟ้าในสมองของเขา ม่านตาของเขา หรือจังหวะการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยของเขา เพราะเธอนั้นทั้งเก่าแก่และทรงปัญญากว่าเขามากนัก

เซเรน่าเป็นปัญญาประดิษฐ์ของยานดาราที่เขาเป็นกัปตัน ปัญญาประดิษฐ์ระดับเธอมีอยู่ไม่มากนักในจักรวาล(ที่มนุษย์ไปถึง) เธอถูกสรรค์สร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วใน “อัลคาเมออน” ดาวเคราะห์แห่งปัญญา ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และแอนดรอยด์ก้าวหน้าที่สุดในกาแลคซี่ และเธอทำหน้าที่เป็นคู่หูของกัปตันทุกคนของยานดาราลำนี้ตั้งแต่นั้นมา ตั้งแต่ก่อนหน้าที่เขาหรือพ่อแม่ของเขาจะเกิดเสียอีก

วราวุธนั่งพักเหนื่อย ตรวจดูระดับออกซิเจน เขารู้ดีว่าด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นมากตลอดช่วงเวลากว่าหนึ่งหมื่นปีมานี้ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ในอวกาศสามารถยืดเวลาออกไปได้นานหลายสิบชั่วโมง และออกซิเจนก็คงจะยังมีอยู่อีกเหลือเฟือ แต่เพราะบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนี้ประกอบด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียม ไม่ใช่ออกซิเจน เขาจึงต้องรอบคอบไว้ก่อน เพราะแน่นอนว่าหากมีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นในประเด็นนี้ ต่อให้เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวหน้าที่สุดในจักรวาล ก็คงช่วยเขาไม่ได้

เขาเงยหน้าขึ้นเหม่อมองท้องฟ้า ดาวฤกษ์และดวงอาทิตย์ของดาวดวงนี้ยังคงส่องแสง หากแต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากเขาอีกแล้วที่ได้มีโอกาสจ้องมองมัน “เซเรน่า เธอบอกว่าเรามาสายไปนานแค่ไหน” เซเรน่าไม่ได้ตอบในทันที เขาไม่แน่ใจว่าเพราะเธอจงใจหน่วงเวลาให้ดูเหมือนกับเป็นมนุษย์ หรือเพราะการคำนวณสมการในระดับสามสิบหกมิตินั้นยุ่งยากเกินไป จนแม้แต่ควอนตั้มคอมพิวเตอร์ก็ยังต้องใช้เวลาในการ “คิด”

“ก็อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละ ฉันระบุตัวเลขที่แน่นอนไม่ไหวหรอก… แต่คิดว่าคงไม่ต่ำกว่าสามหมื่นปี”
“สามหมื่นปี… นั่นมันนานกว่าประวัติศาสตร์ยุคอวกาศของเราตั้งสองเท่าเลยนะ… เออ แล้วแบบนี้พวกเราจะกลับไปได้หรือเปล่า”
“ไม่ต้องห่วง… สามหมื่นปีมันก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆเท่านั้นล่ะ ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำที่ฉันจะจัดการไม่ได้”
“แล้ววงแหวนของระบบดาวนี้ล่ะ ยังใช้งานได้อยู่หรือเปล่า แบบนี้มันต้องมีอายุตั้งสามหมื่นกว่าปีแล้วสิ”
“สภาพสมบูรณ์กว่าของในระบบดาวของเราอีก ยังดูเหมือนใหม่อยู่เลย พวกวอยด์ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างถาวรวัตถุอยู่แล้วนี่”
“อย่างนั้นก็ถือว่าเรายังโชคดีอยู่… งั้นเรารีบๆทำงานให้มันเสร็จๆแล้วกลับกันดีกว่า”

งานที่เขาพูดถึงก็คือ การนำกล่องทรงลูกบาศก์ซึ่งเกะกะมือซ้ายของเขาอยู่ในตอนนี้ไปส่งให้กับผู้รับ ฟังดูเหมือนกับเป็นงานง่ายๆใช่ไหม? ถูกแล้ว มันก็ควรจะเป็นงานแบบนั้นแหละ งานรับส่งพัสดุสิ่งของระหว่างระบบดาวเคยเป็นงานง่ายๆ ไม่ต่างอะไรกับงานขนส่งพัสดุไปรษณีย์บนโลกเลย
ในยุคที่ยานดาราสามารถไปกลับระหว่างระยะทางหลายพันปีแสงได้ในระยะเวลาแค่ไม่กี่สิบวัน การเดินทางข้ามระบบดาวเคยเป็นการเดินทางที่คึกคัก เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว นักผจญภัย และบรรดานักบุกเบิกทั้งหลายที่มีประกายแห่งความเจิดจรัสของมนุษย์ชาติสะท้อนอยู่ในแววตา

จนกระทั่งเมื่อราวสองสามร้อยปีก่อน เมื่อระบบการเดินทางระหว่างดวงดาวค่อยๆเกิดปัญหาขึ้นมา โดยที่ไม่มีใครรู้สาเหตุแน่ชัดว่าเป็นเพราะอะไร การเหลื่อมล้ำของเวลาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ (อย่างครั้งนี้เขาก็มาส่งของช้าไปตั้งสามหมื่นปี) “เส้นทาง” ระหว่างระบบดาวต่างๆค่อยๆเกิดความบิดเบี้ยว จนอานานิคมทั้งหลายเริ่มถูกตัดขาดออกจากกัน และสหพันธ์ดาราจักรเอง ก็กำลังอยู่ในสภาวะใกล้เสื่อมสลาย

แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังคงเปิดกิจการอยู่ แม้สาขานับพันในระบบดาวต่างๆล้วนล่มสลายไปหมดแล้ว และนานๆทีถึงจะมีงานเข้ามาซักที ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นงานยากๆทั้งนั้น… ถ้าแค่ยากอย่างเดียวยังพอว่า บางครั้งมันยังแปลกประหลาดพิสดารเสียอีก…. (อันที่จริง ไม่มีคนปกติที่ไหน คิดจะส่งของข้ามระบบดาวกันในสถานการณ์แบบนี้แล้วล่ะ)

เขาพักมานานพอแล้ว วราวุธลุกขึ้นยืน เริ่มเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ แสงสะท้อนจากผิวผลึกแยงตาเขาเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่เป็นปัญหามากนัก เขาให้เซเรน่าช่วยจัดการเรื่องการลดความเข้มของแสง และปรับเรื่องการหักเหของแสงที่จะทำให้เขาเกิดมองเห็นภาพลวงตาได้ออกไปแล้ว

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเดินท่องไปในทิวทัศน์หลอนๆชวนฝันแบบนี้นานๆ ก็เริ่มทำให้สติเขาล่องลอยแล้ว ตลอดเวลาที่เขาเดินอยู่ ไม่ว่าจะมองไปไกลแค่ไหนก็เห็นเพียงแค่ผลึกสีม่วง แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังเรืองแสงสีม่วงอ่อนๆ ราวกับเขาล่องลอยอยู่ในโลกแห่งฝัน… ดินแดนอันแสนมหัศจรรย์…..

“เมื่อมนุษย์อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แปลกประหลาดและแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเป็นเวลานานๆ ประสิทธิภาพในการรับรู้และประเมินความเป็นจริงของเขาจะเริ่มมีปัญหาและบกพร่อง นั่นเป็นเรื่องที่อันตายมากนะคะ สำหรับการเดินทางในห้วงอวกาศ โปรดระลึกถึงตัวเองเอาไว้ให้มั่นด้วยค่ะกัปตัน” ดูเหมือนเธอจงใจเรียกเขาว่ากัปตัน
“ขอบใจมากเซเรน่า…” ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่แววตาของเขาก็เริ่มเหม่อลอยแล้ว…
“โอ๊ยยยยย!” วราวุธร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เมื่อผิวหนังส่วนที่อ่อนนุ่มของเขาถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า
“ขอโทษค่ะกัปตัน แต่ความเป็นจริงมักเจ็บปวดเสมอ”
“ขอบใจมากเซเรน่า แล้วก็เลิกเรียกฉันว่ากัปตันได้แล้ว ฉันไม่ชอบเป็นกัปตันที่ไม่มีลูกเรือซักคนหรอกนะ” ถึงจะพูดด้วยอารมณ์หงุดหงิด แต่แววตาของเขาก็ไม่ได้เหม่อลอยอีกแล้ว…..

อย่างที่เซเรน่าพูดไว้ พวกวอยด์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ชำนาญเรื่องการสร้างถาวรวัตถุจริงๆ แม้พวกเขาจะสูญสิ้นไปแล้ว แต่อาคารที่พวกเขาใช้อยู่อาศัย ก็ยังดูแข็งแรงและมั่นคง แม้จะมีร่องรอยของการพุพังอยู่บ้าง อาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารทรงสูง ปลายอดแหลมเหมือนดาบ วราวุธสอดส่ายสายตา มองหาอาคารเป้าหมาย ซึ่งควรจะเป็นโดมทรงกลมเตี้ยๆ

“ฉันเจอแล้ว เดี๋ยวจะนำทางไปให้ก็แล้วกัน” เธอคงจะหามันเจอแล้ว ด้วยมุมมองจากห้วงอวกาศ… เขาเดินตามสัญลักษณ์ที่เซราน่าสร้างขึ้นบนจอภายในหมวกของชุดอวกาศที่เขาสวมอยู่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ถึงที่หมาย มันเป็นโดมทรงกลมขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่ไม่สูงมากนัก

พวกวอยด์รู้เรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำของเวลาในการเดินทางระหว่างระบบดาวที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ดี พวกเขาได้คาดการเอาไว้ได้ล่วงหน้าแล้วว่า วราวุธอาจจะมาถึงช้าเกินไป พวกนั้นจึงได้เตรียมแผนการสำรองเอาไว้ โดยการสร้างโดมนี้ขึ้นมา เพื่อจัดการเรื่องราวทั้งหมดแทนพวกเขาซึ่งสูญสิ้นไปแล้ว

วราวุธเดินเข้าไปในอาคาร แน่นอนว่ามันถูกสร้างขึ้นจากสถาปัตยกรรมที่แตกต่างและแปลกตาจากสถาปัตยกรรมของมนุษย์ ภายในโดมมีพื้นที่กว้างขวาง มีอุปกรณ์หน้าตาประหลาดติตั้งอยู่เป็นระยะๆ และไฟบนเพดานก็ฉายออกมาแค่เพียงแสงสว่างสลัวๆ พวกวอยด์ได้ส่งแบบแปลนของอาคารมาให้ล่วงหน้าแล้ว เขาจึงเพียงแค่เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆตามสัญลักษณ์ที่เซเรน่าทำไว้ให้จนถึงใจกลางของอาคาร ซึ่งเป็นโดมแก้วสีม่วงจางๆขนาดใหญ่ ถูกสร้างไว้ซ้อนอยู่ในโดมอีกทีหนึ่ง

แม้รูปแบบทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของพวกวอยด์จะแตกต่างจากมนุษย์มาก แต่โดมแห่งนี้ก็สร้างขึ้นโดยคำนึงถึงมุมมองทางทัศนคติของมนุษย์เป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่นระบบตัวเลขและรหัสที่ต้องใช้ในการเปิดโดมแก้ว เนื่องจากพวกเขาตระหนักว่า สุดท้ายแล้วผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในนี้ ก็คงจะต้องเป็นมนุษย์

วราวุธกดรหัสที่เขาได้รับมา และเดินเข้าไปในโดมแก้ว ปฏิบัติขั้นตอนต่างๆตามที่พวกวอยด์ได้บอกเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ก่อนที่เขาจะเริ่มออกเดินทางข้ามมายังระบบดาวแห่งนี้ หรือก็คือเมื่อสามหมื่นปีก่อน หากวัดเอาตามมาตรฐานเวลาของมนุษย์

วราวุธเดินไปหยุดอยู่ที่ใจกลางโดมแก้ว บนพื้นตรงนั้นมีหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวสองฟุตอยู่ หลุมนั้นเป็นหลุมตื้นๆ และที่ก้นหลุมมีผลึกคริสตัลสีม่วงขนาดกำลังพอดีกับหลุมวางอยู่ เขาเปิดกล่องทรงลูกบาศก์ที่ถือมาออก ภายในมีก้อนวัตถุสีส้มหน้าตาประหลาดอยู่ มันมีรูปหน้าตาคล้ายเห็ดขนาดใหญ่ และให้สัมผัสหยุ่นๆเหมือนเยลลี่

เขาประคองเจ้าก่อนเห็ดหยุ่นๆประหลาดสีส้มนั้นไว้อย่างเบามือ แล้วค่อยๆวางมันลงบนผลึกคริสตัลที่ก้นหลุมอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็กดปุ่มสีฟ้าบนพื้นข้างหลุม แล้วแสงสีฟ้าจางๆก็สว่างขึ้นเพื่อแสกนตรวจสอบวัตถุในหลุม หลังจากมันตรวจสอบว่าทุกอย่างถูกต้อง ครอบแก้วสีม่วงบางๆก็ค่อยๆเลื่อนขึ้นมาเป็นโดมปิดหลุมนั้นเอาไว้

เมื่อกระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้น ไฟในโดมก็ค่อยๆสว่างขึ้น อุปกรณ์ต่างๆเริ่มทำงานหลังอีกครั้ง หลังจากที่หลับใหลมานานกว่าสามหมื่นปี อุปกรณ์ฉายภาพโฮโลแกรมเริ่มทำงาน ภาพโฮโลแกรมของของอดีตเจ้าของดาวผลึกค่อยๆถูกสร้างให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆเบื้องหน้าวราวุธ

พวกวอยด์เป็นหนึ่งในไม่กี่เผ่าพันธุ์ที่มนุษย์ได้พบเจอหลังจากเดินออกสู่ห้วงอวกาศ พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ผู้ปกครองและพัฒนาเทคโนโลยีทั้งหมดของดาวแก้วผลึก เป็นสายพันธ์ที่ชาญฉลาดและเก่าแก่ ทั้งอารยธรรม เทคโนโลยี และวิทยาการทั้งหลายของพวกวอยด์นั้น ล้วนก้าวหน้ากว่ามนุษย์อยู่หลายพันปี และจนถึงตอนนี้ แม้พวกเขาจะสูญสิ้นไปแล้ว วราวุธก็สังหรว่า มนุษย์ก็คงจะยังไม่สามารถก้าวตามเทคโนโลยีของพวกเขาได้ทัน เพราะพื้นฐานทางปัญญาของพวกเรานั้น แตกต่างกันอย่างมาก

ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่พวกวอยด์ อันที่จริงแล้ว อารยธรรมอื่นๆทั้งหมดที่มนุษย์ได้พบเจอในห้วงอวกาศนั้น ล้วนมีความก้าวหน้ากว่าอารยธรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น ทุกครั้งที่พวกเขาตัดสินใจแบ่งปันความรู้บางอย่างให้กับมนุษย์ ก็ล้วนสร้างความตื่นเต้นและแตกตื่นให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายในทุกระบบดาว แต่อย่างไรก็ตาม มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าเผ่าพันธุ์เหล่านั้นจะก้าวหน้าแค่ไหน ก็ไม่อาจทำได้… ไม่ว่าจะเป็นพวกวอยด์หรือเผ่าพันธุ์อื่นใด นั่นคือการเดินทางระหว่างระบบดาว…..

มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจและชวนให้สงสัยอย่างมาก ว่าเพราะเหตุใด มนุษย์ ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีทั้งอารยธรรม และวิทยาการล้าหลังกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆทั้งหมดมากนัก กลับเป็นเผ่าพันธุ์เพียงเผ่าพันธุ์เดียว ที่ประสบความสำเร็จในการเดินทางระหว่างดวงดาว…..
“รู้ไหม พี่ชายของฉันที่อัลคาเมออนเคยพูดเรื่องนี้เอาไว้ยังไง” เขาหวนนึกไปบทสนทนาเมื่อครั้งที่เคยคุยเรื่องนี้กับเซเราน่า…..
“เขาบอกว่า บางทีการเดินทางระหว่างระบบดาว อาจจะไม่ใช่ปัญหาเรื่องของวิทยาการหรือเทคโนโลยีหรอก”
“ฮือ? เขาหมายความว่ายังไง”
“เขาว่า บางทีมันอาจจะเป็น เรื่องของประเด็นปัญหาทางปรัชญามากกว่า….”

“ขอบใจท่านมาก มนุษย์… เท่านี้บาปที่เราก่อเอาไว้ ก็คงจะได้รับการแก้ไขเสียที” เสียงพูดของภาพโฮโลแกรมปลุกวรวุธให้ตื่นจากภวังค์ความคิด มันเป็นภาษาสากลของสหพันธ์ ซึ่งถูกถ่ายออกมาด้วยเสียงทุ้มแปลกๆของพวกวอยด์

พวกวอยด์เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่ามนุษย์ ลักษณะทางสรีระของพวกเขาคล้ายกับมนุษย์แต่บึกบึนกว่ามาก  ส่วนหัวของพวกเขามีหน้าตาเหมือนกับปลาหมึกยักษ์ซึ่งมีสีน้ำเงินเข้มเช่นเดียวกับสีผิว และดวงตาของพวกเขาก๊เรืองแสงสีเหลืองสว่างสดใส

“ถ้าหากพวกท่านได้พบเจอกับเราในรูปแบบนี้ ก็แสดงว่าเผ่าพันธุ์ของเราคงจะสูญสิ้นไปแล้ว” ภาพโฮโลแกรมยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ วรวุธยืนนิ่งตั้งใจฟัง เพราะแม้เจ้าของบทสคริปจะจากไปหลายหมื่นปีแล้ว แต่เขาก็รู้สึกว่าควรจะให้เกียรติรับฟังการสื่อสารครั้งสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ที่เคยรุ่งเรืองยิ่งใหญ่

“ต้องขออภัยที่เรารบกวนท่านให้เดินทางมาในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ หากแต่เราเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออีกแล้ว” พวกวอยด์นั้นสุภาพและถ่อมตนเสมอ
“อย่างที่พวกท่านคงทราบดี สิ่งที่พวกท่านได้ขนส่งมานั้น ไม่มีชื่อที่สามารถออกเสียงได้ในภาษาของพวกท่าน แต่หากจะให้เปรียบเทียบ สิ่งนี้ก็คงคล้ายกับสิ่งที่เรียกว่าต้นไม้ในอารยธรรมของพวกท่าน”

“ทั้งหมดนั้น เป็นความผิดพลาดของพวกเราเอง ที่ประเมินอำนาจการควบคุมความเสียหายของเราเองผิดพลาดไป จากการทดลองที่เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าช่างโอหังและโง่เง่าเมื่อนานมาแล้ว… พวกเราทำให้ต้นไม้ของเราทั้งหมดสูญพันธุ์ไปอย่างสิ้นเชิง…..
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็นำเราไปสู่บทสรุปที่เรียบง่ายที่สุด เมื่อปราศจากสิ่งมีชีวิตที่ช่วยเปลี่ยนไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียมซึ่งพวกเราและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนดาวดวงนี้ใช้หายใจ เราก็ได้นำจุดจบมาสู่ดวงดาวของเราเอง”

“ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของเรา คือการนำเอา ‘ต้นไม้’ ที่เราเคยมอบให้นักวิทยาศาสตร์ของพวกท่านไว้ศึกษาในระบบดาวต่างๆกลับคืนมา แต่น่าเสียดาย… ก็อย่างที่เห็น พวกท่านมาถึงสายเกินไป เผ่าพันธุ์ของพวกเราได้ถึงจุดจบไปอย่างถาวรแล้ว…
แต่เราจะไม่โทษท่านอย่างเด็ดขาด และโปรดอย่าได้โทษตัวเอง เพราะทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ล้วนเกิดจากความผิดพลาดของเราเอง”

“แต่ถึงมันจะสายเกินไปแล้วสำหรับพวกเรา แต่เราก็ยังหวัง หวังว่าความผิดพลาดของเราจะต้องได้รับการแก้ไข  ได้ชดใช้บาปที่เราทำให้ดวงดาวของเราต้องตายไป แม้มันจะสายเกินไปแล้วสำหรับพวกเรา แต่หากเราสามารถนำ ‘ต้นไม้’ กลับมาได้ ดวงดาวของเราก็ยังสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง….. เราจึงได้สร้างโดมนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะขยายพันธุ์มันออกไปให้ได้โดยเร็วที่สุด นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พวกเราปรารถนา”

“เราต้องขอขอบคุณท่านอีกครั้ง ที่ลำบากเสี่ยงอันตรายมาถึงที่นี่ เพื่อตอบรับคำร้องขอของเรา อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอยู่อีกเรื่องหนึ่ง ที่เราอยากจะร้องขอท่าน โปรดช่วยนำบันทึกโฮโลแกรมนี้กลับไปด้วย และเผยแพร่ไปยังระบบดาวทั้งหลายมากเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับเผ่าพันธุ์อื่นๆ รวมถึงพวกท่านเอง ไม่ให้เดินซ้ำรอยความผิดพลาดของเรา…
ขอให้ปัญญาแห่งเผ่าพันธุ์ของท่านจงเจิดจรัส…..”

วราวุธยืนเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆภายใต้หน้ากากของชุดอวกาศอย่างเหนื่อยอ่อน เหมือนจะบอกว่า “ในที่สุดก็จบงานซักที”
“เรื่องบันทึกโฮโลแกรมว่ายังไงเซเรน่า ดาวน์โหลดขึ้นไปได้ไหม”
“ฮือ พวกเขาส่งขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว”
“เฮ้อ… นี่ต้องเดินกลับไปที่จุดจอดยานอีกใช่ไหมเนี่ย”
“ไม่จำเป็นหรอก เมื่อกี้พวกเขาส่งข้อความขึ้นมาด้วย บอกว่าในกรณีที่เราหาจุดลงจอดใกล้ๆเมืองไม่ได้ พวกเขาก็เตรียมพาหนะสำหรับเดินทางกลับไว้ให้แล้ว หรือถ้ายานเล็กเราเสีย พวกเขาก็เตรียมยานสำหรับเดินทางกลับขึ้นไปยังวงโคจรเอาไว้ให้เลย”
“…..”
“เอายังไงล่ะ จะเดินทางกลับขึ้นมาด้วยยานของพวกวอยด์จากโดมนั่นเลยไหม อย่างนั้นเราจะได้เทคโนโลยีสุดท้ายของหนึ่งในอารยธรรมที่รุ่งเรืองที่สุดกลับไปด้วยนะ”
วราวุธนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปฏิเสธ
“ไม่ล่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเลย… ไม่รู้สิ ตอนสบตาภาพโฮโลแกรมนั่นเมื่อกี้ ฉันรู้สึกเหมือนพวกเขาอยากจะบอกว่า เรื่องของพวกเขา เมื่อมันจบไปแล้ว ก็ให้มันจบไปเถอะ”
“อืม พวกเขาแทรกสัญลักษณ์หลายอย่างไว้ในโฮแกรมนั่นน่ะ ฉันพอจะดูออก…”

วราวุธก้าวลงจากพาหนะลอยได้ของพวกวอยด์ ตอนนี้เขากลับมาถึงจุดจอดยานแล้วด้วยฝีมือการบังคับของเซเรน่า เบื้องหน้าเขาคือยานอวกาศขนาดเล็ก ที่ใช้ในการเดินทางขึ้นลงระหว่างวงโคจรของดวงดาวได้โดยตรง เขากำลังจะก้าวเข้าไปในยาน แต่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างเสียก่อน

เขาเดินไปที่ผลึกคริสตัลสีม่วงก้อนหนึ่ง พลิกแง้มมันขึ้นช้าๆ แล้วจ้องลงไปสำรวจสิ่งที่อยู่ข้างใต้นั่น ครู่ต่อมาเขาก็ใช้เครื่องแสกนทีมือขวา ยิงแถบแสงสีฟ้าบางๆเข้าไปใต้แท่งคริสตัลนั่น แล้ววางมันกลับลงไปเหมือนเดิม….

วราวุธนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้บังคับการยานดารา ตอนนี้เขาถอดชุดอวกาศและหมวกออกแล้ว ซึ่งได้เผยให้เห็นว่า ใบหน้าภายใต้หมวกที่สวมเอาไว้นานนับชั่วโมงนั้นยังดูหนุ่มอยู่มาก เหมือนเพิ่งจะข้ามผ่านจากการเป็นเด็กวัยรุ่นเข้าสู่วัยหนุ่มได้ไม่นาน ดูแล้วออกจะอายุน้อยเกินไปสำหรับคนที่มีตำแหน่งเป็นถึงกัปตันของยานดารา แต่จากแววตาทั้งคู่นั้น มันบ่งบอกว่ามีประสบการณ์มากมายอัดแน่นอยู่ในร่างกายของเขา

แสงของห้องบังคับการสว่างไสว แต่ไร้วี่แววของชีวิตใดๆ ในยุคนี้หาคนปกติที่ยังอยากเดินทางไปมาระหว่างระบบดาวกันยากเต็มที และในทางทฤษฎีแล้ว ยานดาราลำนี้ไม่จำเป็นต้องมีทั้งกัปตันและลูกเรือเลยก็ได้ เพราะอันที่จริงแล้ว แค่เซเรน่าก็สามารถจัดการงานทุกอย่างได้อยู่แล้ว

“ผลแสกนเป็นไงมั่งเซเรน่า” ท่าทางของเขาค่อนข้างเพลีย แต่การได้กลับขึ้นมาอยู่บนยานก็ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก “อืม เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะบางอย่างคล้ายกับของที่เราเพิ่งส่งไปนั่นแหละ แต่ก็มีหลายส่วนที่ต่างกันมาก ตัวนี้ออกจะเหมือนกับสัตว์มากกว่าต้นไม้” ภาพของก้อนอะไรบางอย่างสีเขียวๆ ที่มีระยางค์หยุ่นๆยื่นไปมาปรากฏขึ้นบนจอภาพโฮโลแกรม

“แล้วมันเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นฮีเลียม?”
“เปล่า แต่มันเปลี่ยนทั้งไฮโดรเจนและฮีเลียมให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์”
“มันวิวัฒนาการาจาก ‘ต้นไม้’ นั่นเหรอ”
“ไม่ใช่หรอก อย่างที่พวกวอยด์ว่านั่นแหละ สายพันธุ์ทั้งหมดของต้นไม้นั่นน่ะ ไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว จนถึงตอนที่เรานำกลับเข้าไปใหม่เมื่อกี้”
“แต่เมื่อกี้เธอบอกว่า มันมีอะไรหลายๆอย่างเหมือนต้นไม้นั่น…..”
“ก็เป็นเรื่อองธรรมดานี่ มันก็คล้ายๆกับการที่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนดาวแม่ของพวกนายมีต้นกำเนิดมาจาก DNA เหมือนกันหมดนั่นแหละ พวกนี้ก็เป็นชีวิตรูปแบบใหม่ที่แตกต่างกัน แต่มาจากรากเหง้าเดียวกัน”

วราวุธเอนตัวจมลงบนเบาะ ก่อนจะพูดต่อ “ตอนที่พวกเราสำรวจชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้ พบว่ามีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ด้วย ทั้งๆที่ในข้อมูลไม่ได้ระบุว่ามีก๊าซนี้อยู่ในชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้”

“ใช่ แต่คาร์บอนไดออกไซด์ที่พบ ก็เจือปนอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก นายก็เลยไม่ได้ใส่ใจอะไร”

“เป็นไปได้ไหมว่า ก่อนหน้านี้ดาวดวงนี้ก็ไม่ได้มีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว”

“มีความเป็นไปได้สูง เพราะการเก็บข้อมูลของรัฐในยุคบุกเบิกนั้น ละเอียดและรอบคอบมาก”

“ถ้างั้น พวกนั้นก็เป็นตัวการที่สร้างคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นมาสินะ”
“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น”

เขาหลับตาลงด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย ก่อนจะเริ่มพูดต่ออีกครั้ง “เธอคิดว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อไป”
“ดูเหมือนสายพันธ์ใหม่พวกนี้จะปรับตัวได้ดีกว่า สุดท้ายแล้วถึงโดมของพวกวอยด์จะเพาะพันธ์ต้นไม้ขึ้นมาได้สำเร็จ แต่ไม่นานพวกมันก็คงจะสูญพันธ์ไปเหมือนเดิม เพราะดูเหมือนคาร์บอนไดออกไซด์จะเป็นพิษกับพวกต้นไม้ และอีกไม่ถึงพันปี ด้วยอัตราเร็วขนาดนี้ ไฮโดรเจนและฮีเลียม คงจะถูกเปลี่ยนไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์จนหมด”
“แล้วพวกนั้นล่ะ ถ้ามีแต่คาร์บอนไดออกไซด์ พวกมันก็ต้องสูญพันธุ์อยู่ดีนี่”
“ก็จริง แต่ฉันว่าคงไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก อีกไม่นานคงมีสายพันธ์ใหม่ๆที่แปลงคาร์บอนไดออกไซด์กลายไปเป็นก๊าซอย่างอื่นได้เกิดขึ้นมาอีก เรื่องคล้ายๆแบบนี้ก็เคยขึ้นบนโลกมาแล้วนี่… ดวงดาวมีหนทางของมันเองเสมอแหละ”

“เธอรู้ทั้งหมดนี่มาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม ตั้งแต่ตอนที่เห็นตัวเลขบอกค่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์นั่นน่ะ… เธอรู้มาก่อนแล้วแน่ๆว่าต้นไม้พวกนั้นแพ้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นดาวนั้นไม่ควรจะมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่แต่แรกแล้ว” วราวุธลืมตาแล้วจ้องไปที่จอภาพโฮโลแกรม
“อืม จะว่างั้นก็ได้ ทำไมเหรอ” เซเรน่าตอบด้วยเสียงที่ฟังดูออกจะกวนๆ
เขาตั้งใจจะพูดว่า แล้วทำไมไม่บอกกันตั้งแต่แรก แต่พอลองนึกๆดูแล้วก็เปลี่ยนใจ…..

“เฮ้อ…  ช่างมันเถอะ…. ดูเหมือนสุดท้ายแล้วทั้งหมดนี่…. มันก็แค่ความว่างเปล่า”
“นายพูดอย่างนั้นได้ยังไง ในเมื่อนายเองก็ได้ค่าจ้างจากงานนี้นะ”
“อย่าไปพูดถึงเรื่องเงินสิ… ลองนึกดูสิแบบว่า…. พวกเขาเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่ทรงปัญญาที่สุดที่เราเคยเจอ ทั้งชาญฉลาด ทั้งนอบน้อม… แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาทำลงไป… กลับกลายเป็นแค่ความว่างเปล่า”
“นอบน้อมงั้นเหรอ… ฉันว่าพวกเขาก็ไม่ต่างจากสติปัญญาอินทรีย์ทั้งหลายนั่นแหละ ทั้งหยิ่งผยอง ทั้งทะนงตน ทะนงจนว่าสามารถปกป้องดูแลรักษาโลกได้บ้างล่ะ สามารถทำลายโลกได้บ้างล่ะ ทำให้โลกตายไปได้บ้างล่ะ ไม่ได้ตระหนักกันเลย ว่าสิ่งที่เรียกว่าโลกนั้น ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่พวกเขาจะทำลายได้ และโลกไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาต่างหากล่ะ ที่ต้องร้องขอความช่วยเหลือและความเมตตาจากโลก”
“มนุษย์เราก็ไม่ต่างกัน”
“แน่นอนไม่ต่างกันเลย จริงๆแล้วแย่กว่าพวกวอยด์ด้วยซ้ำ….. สุดท้ายแล้วสิ่งที่ทั้งพวกวอยด์และมนุษย์มีพลังพอจะทำลายได้ ก็มีแค่ตัวพวกเขาเองนั่นแหละ…..”

เงียบกันไปพักนึง…..
วราวุธหันหน้าเบนสายตาจากจอภาพโฮโลแกรม จ้องมองไปยังดวงอาทิตย์ของดาวผลึก
“วงแหวนนั่นมีอายุสามหมื่นปีแล้ว… โดมนั่นก็เหมือนกัน…. ด้วยเทคโนโลยีของพวกวอยด์ มันคงอยู่ไปได้อีกหลายหมื่น หรืออาจจะหลายแสนปี”
“แต่ดวงดาวนั้นมีอายุขัยหลายพันล้านปี” เซเรน่าเพียงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
เขารู้สึกเหนื่อยอ่อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นความรู้สึกแปลกๆ… ฉับพลันก็รู้สึกได้ลึกถึงแก่น… ของความหมายของคำว่า ไร้คุณค่า….
เขาพึมพำเบาๆกับตัวเองในใจ “ว่างเปล่า… สุดท้ายแล้วทุกอย่างมันก็ว่างเปล่า” เขารู้สึกล้าหนักขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจิตใจค่อยๆถูกอะไรบางอย่างกดทับลงมา… ถ้ามันกดเขาให้จมหายไปได้เลยก็คงดี…..
“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!” วราวุธร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เมื่อผิวหนังส่วนที่อ่อนนุ่มของเขาถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า… ซึ่งค่อนข้างแรง…..
“ความเป็นจริงเจ็บปวดเสมอแหละกัปตัน…. เอาล่ะหมดเวลาเพ้อฝันกับเล๊คเชอร์วิชาปรัชญาแล้ว ตอนนี้ได้เวลากลับไปเบิกค่าจ้างกับสาวน้อยแผนกการเงิน ที่เพิ่งโดนเพื่อนตัวเองแย่งคาบไปแดกแล้วค่ะ…. กัปตัน…..”

วราวุธบ่นพึมพำเบาๆฟังไม่ได้ศัพท์อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ…
มันก็คงจะจริงอย่างที่เธอว่า…..
“เอาล่ะ ปรับวิถีวงโคจรได้แล้ว เราจะเดินทางเข้าสู่ระบบของวงแหวน เพื่อสร้างเส้นทางกลับไปยังระบบดาว…..”

ยานดารากลับมาเดินเครื่องเต็มที่อีกครั้ง หัวของมันค่อยๆหันไปทางดาวฤกษ์ของระบบดาวผลึก ซึ่งเป็นที่ตั้งของวงแหวนมหึมาที่ใช้ในการสร้างเส้นทางสำหรับเดินทางระหว่างดวงดาว…
ทิ้งดาวเคราะห์ผลึกสีม่วงทอประกายไว้เบื้องหลัง…
ทิ้งอารยธรรมที่ล่มสลายของพวกวอยด์เอาไว้เบื้องหลัง…
ทิ้งความว่างเปล่าเอาไว้เบื้องหลัง…..

มันและกัปตันของมัน ยังมีทั้งงานและเรื่องราวให้ต้องสะสางอยู่อีกมากมาย….

___________________________________________________________________________________

เออ… นี่เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกของผม ก็เลยยังไม่ค่อยแน่ใจ ว่ามันดีหรือแย่ยังไงตรงไหน…
ถ้าเป็นไปได้ ก็ลองช่วยอ่านแล้วแสดงความคิดเห็นกันหน่อยก็แล้วกันนะครับ
(นอกจากที่นี่ ผมก็ไม่รู้จะเอาไปโพสต์ที่ไหนอีกแล้วเหมือนกัน)

จริงๆเรื่องนี้ผมได้แรงบันดาลใจ(ลอกแบบค่อนข้างเนียน) มาจากงานหลายชิ้นมาก

หลักๆเลยคือการ์ตูนเรื่อง ฮิโนโทริ : วิหคเพลิง ของ อาจารย์เท็ตซึกะ โอซามุ, รถด่วนสายกาแลคซี่ 999 ของ อาจารย์เลจิ มัตซึโมโตะ แล้วก็ Locke the superman ของอาจารย์ยูกิ ฮิจิริ

การเดินทางระบบดาวโดยใช้ดาวฤกษ์เป็นฐานส่งนี่ ผมก็ได้ไอเดียมาจากเรื่อง ดุจดั่งอวตาร ของ อาเธอร์ ซี คล้าก กับเกม Sins of a Solar Empire ของค่าย Stardock

ป.ล. เรื่องนี้ผมไม่ได้ใช้พล็อตที่ผมกะใช้เขียนเป็นการ์ตูนส่งประกวดงานการ์ตูนไซไฟนะครับ เพราะพล็อตนั่น ถึงผมจะทำยังไง ก็หาทางเล่าเรื่องมันออกมาในรูปแบบของงานเขียน(ที่ผมพอใจ)ไม่ได้เลย

AdieuGalaxyExpress999

ได้อย่างเสียอย่าง

ในที่สุด ไอแซ็ค อาซิเมียฟ ก็สามารถแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนได้สำเร็จ ทำให้อุณหภูมิของโลกเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังคงมีสีหน้าวิตกกังวลอยู่ เขามองดูท้องฟ้าที่กำลังมืดมิดลงเรื่อยๆ ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง จนกระทั่งอาร์เธอร์ ซี. คลิก เพื่อนรักอดที่จะเอ่ยถามไม่ได้

อาร์เธอร์ – “เป็นอะไรไปหรือเพื่อน ผมเห็นคุณนั่งหน้าเศร้ามาตั้งนานแล้ว”
ไอแซ็ค – “คือ…ผมมีข่าวดีและข่าวร้าย
อาร์เธอร์ – “เอาข่าวดีก่อน
ไอแซ็ค – “ข่าวดีก็คือ ในที่สุดผมก็สามารถแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนได้สำเร็จ”
อาร์เธอร์ – “มิน่าเล่า ผมรู้สึกได้ว่าอากาศกำลังเย็นลงเรื่อยๆ แล้วข่าวร้ายล่ะ”
ไอแซ็ค – “เอ้อ…ผมทำดวงอาทิตย์ดับ”

โดย วรากิจ เพชรน้ำเอก