การจุดระเบิดครั้งที่สอง

ลุงชัยนั่งมองสมุดเก่าคร่ำคร่าเล่มนั้นอยู่เป็นชั่วโมง พลิกกลับไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หน้ากระดาษเหลืองกรอบเหมือนจะสลายเป็นผงได้ทุกเวลาถูกแกหยิบจับอย่างทะนุถนอม คัดลอกบางข้อความลงไปในสมุดเล่มเล็ก สุดท้ายแกก็ปิดมันแล้วนั่งหลับตาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมาถามผมว่าได้มาจากไหน ผมตอบไปตามจริงว่าซื้อมาจากร้านหนังสือมือสอง

“ครั้งแรกว่ายากแล้ว ครั้งนี้ดีไม่ดีจะทำไม่สำเร็จเอา แต่ลุงว่ามันคุ้มค่าว่ะ”

ถัดไปไม่กี่วินาที อาคารรัฐสภาลอยผ่านไป เงาดำทอดบังหน้าต่างทำให้ห้องสลัวลง ด้วยขนาดที่ใหญ่เกินบรรยายเราจึงตกอยู่ในความมืดหลายนาที ลุงชัยถูกกลืนหายไปในจุดอับแสง และเมื่อตึกประหลาดหลังนั้นเคลื่อนผ่านไปผมถึงได้สังเกตเห็นว่าแววตาของแกส่องประกายระยับสุกสว่างเหมือนกับไอพ่นยานอวกาศ และผมก็หมายถึงไอพ่นยานอวกาศจริง ๆ

เวลาเจ็ดสิบกว่าปีทำให้ความจริงเรื่องหนึ่งขยายเป็นตำนานได้ไม่ยากเย็น คนที่เคยเห็นเหตุการณ์ครั้งนั้นบางคนไม่เชื่อจนวันตายว่ามันเคยเกิดขึ้น ที่ไปไกลกว่านั้นคือหลายคนกลับบอกว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวง แต่ก็มีไม่น้อยที่ยืนยันว่าไม่ได้โกหก หลายคนยังเอาไปเล่าต่อแบบเพิ่มตรงนี้นิดตรงโน้นหน่อยจนไม่รู้ว่าส่วนไหนจริงส่วนไหนโม้จนทุกวันนี้

สมุดเล่มนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเรื่องเมื่อค่อนศตวรรษก่อนไม่ใช่แค่คำโกหกของพวกต่อต้าน อันที่จริงพวกต่อต้านส่วนหนึ่งยังเคลมว่าขบวนการของพวกเขาถือกำเนิดขึ้นจากเหตุนั้นด้วยซ้ำ

โดรนฝูงใหญ่บินตามอาคารรัฐสภาไปช้า ๆ ว่ากันว่ามันคอยตรวจจับทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่สัญญาณดิจิตอล คลื่นวิทยุ ไปจนถึงเสียงกระซิบแผ่วเบา ‘สักวันมันจะเจาะเข้าไปในความคิดของเรา’ ลุงชัยเคยบอก ผมได้แต่หวังว่าวันนี้มันคงจะยังทำไม่ได้ เพราะถ้ามันทำได้ อีกไม่ถึงห้านาทีจะมีทีมติดอาวุธมาถีบประตูหน้าแล้วจับเราทั้งคู่ไปเข้าค่ายปรับเปลี่ยนแนวคิด

ปิดท้ายด้วยโดรนประชาสัมพันธ์ประกาศเสียงดังก้อง “วรรณกรรมต้องห้ามของลัทธิฮิปสเตอร์ หนึ่งเก้าแปดสี่ ฟาเรนต์ไฮต์สี่ห้าหนึ่ง ฮังเกอร์เกม ผู้ดาวน์โหลดจะมีความผิดตามกฎหมาย”

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือลุงชัยกำลังนั่งยิ้มโบกมือให้ฝูงโดรนพวกนั้น …พวกมันจะมาจับเราเพราะโบกมือให้พวกมันนี่แหละ

สิ่งแรกที่ผมทำหลังจากขบวนแห่ของอากาศยานพวกนั้นลับตาไปคือเกลี้ยกล่อมให้ลุงเปลี่ยนใจ พยายามมองหาช่องโหว่ในแผนการสุดระห่ำของแกเพื่อโต้แย้ง หาทางขยายช่องเหล่านั้นให้กว้างขึ้นแล้วผลักแกลงไป

“อ่านจบแล้วใช่ไหม” ลุงชัยยกสมุดเล่มนั้นขึ้นโบก ผมพยักหน้าตอบ
“ถ้าไม่สู้เราก็แพ้มันตั้งแต่ตอนนี้ แต่ถ้ายังสู้อยู่ ก็แปลว่ายังไม่แพ้”

จนปัญญาจะโต้ตอบคำพูดโบราณที่ผ่านวันเวลามาหลายร้อยปี รูปประโยคอาจมีผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ใจความสำคัญไม่เคยเปลี่ยนไป เหมือนกับทุกตำนานที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งให้ยิ่งใหญ่เกินจริงไปเรื่อย ๆ เรื่องเล่าของคำพูดนี้ที่คนเชื่อกันมากที่สุดคือมีมนุษย์ห้าคนจากดาวที่ผืนดินแห้งระแหงยืนหยัดต่อสู้ทั้งกองทัพอย่างไม่กลัวตาย คำพูดนี้มาจากหนึ่งในอัศวินห้าคนนั้น

“ที่ลุงจะทำนี่มันเหมือนหนีมากกว่าสู้นะลุง”
“เขาเรียกว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์โว้ย”
“ว่าไงก็ว่าตามกัน” เวลานี้แววตาของผมคงเฉิดฉายเหมือนไอพ่นจรวดของลุงไปแล้ว

ภารกิจยิ่งใหญ่ของลุงชัยคือการจุดระเบิด “ครั้งที่สอง” ตอนที่มีคนทำครั้งแรกสำเร็จนั้นเขาคงไม่ได้ตั้งใจจะให้ใครทำมันครั้งที่สองหรอก นี่อาจเป็นเพียงเรื่องฝันเฟื่องของชายชราผู้ป่วยไข้ด้วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือคนขับแท๊กซี่ปากเสียคนหนึ่งที่อยากประชดประชันใครสักคน บันทึกเล่มที่ลุงชัยถืออยู่บอกผมแค่ว่าเขาไม่ได้บ้า

ตำนานเรื่องนี้คือเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ในวันที่ดวงดาวตกอยู่ในทุรยุค อำนาจถูกเปลี่ยนมือไปสู่ท่านผู้นำเบ็ดเสร็จและตามมาด้วยการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามขนานใหญ่ อีกฝ่ายหากไม่ถูกจับไปเข้าค่ายปรับเปลี่ยนแนวคิดก็ถูกขับไล่ออกไปจากดวงดาว ทั้งที่รู้ว่าการหาตั๋วสักใบบินออกไปนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ในสภาวะเศรษฐกิจกลับหลังหันแล้วเดินหน้าลงคลองแบบนี้

‘จะแยกอำนาจออกเป็นส่วน ๆ ไปทำไม ในเมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จสามารถเนรมิตรถนนทองคำให้ดาวทั้งดวงได้’ ท่านผู้นำเบ็ดเสร็จเคยประกาศเอาไว้ แต่ทุกวันนี้ขออย่าได้ถามท่านเชียว ‘หากใครไม่พอใจก็เชิญออกไปอาศัยอยู่ในอวกาศโน่น!’

‘ท่านก็ซื้อตั๋วเรือบินอวกาศให้ผมสักใบสิ’ ตาเฒ่าผู้กำลังจะกลายเป็นตำนานเคยบอกเอาไว้ ก่อนที่อยู่มาวันหนึ่งหลังคาบ้านของแกจะเปิดออกแล้วจรวดลำจิ๋วก็พุ่งทะยานออกไปสู่ความมืดมิดเบื้องบน ทิ้งควันพวยพุ่งเป็นสายเอาไว้เบื้องหลัง เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อเจ็ดสิบสองปีก่อน

นั่นล่ะ ที่มาของเรื่องทั้งหมด

บางคนบอกว่ามันเป็นแค่เรื่องแหกตา แต่พอหลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครเห็นเขาอีก ฝ่ายต่อต้านที่รวมตัวหลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มนับวันนั้นเป็นวันที่หนึ่งของศักราชใหม่ปีที่หนึ่ง แต่ฝ่ายต่อต้านก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องแหกตาไม่แพ้กัน ของจริงเพียงอย่างเดียวคือท่านผู้นำเบ็ดเสร็จยังมีชีวิตยืนยาวมาจนทุกวันนี้ ว่ากันว่าอวัยวะในร่างกายเกินครึ่งถูกเปลี่ยนเป็นของเทียม สมองถูกฉีดพ่นด้วยสเต็มเซลล์ให้คงความคิดสดใหม่ไว้ตลอดเวลา ดวงตาทั้งสองข้างถูกเปลี่ยนเป็นเลนส์พิเศษที่ว่ากันว่าสามารถมองทะลุลงไปถึงความกลัวในจิตใจคนอื่นได้

ลุงชัยจะทำเรื่องที่ว่าเป็นครั้งที่สองด้วยเทคโนโลยีที่ย้อนหลังไปเกือบศตวรรษ และผมกำลังจะกลายมาเป็นลูกมือของแก เหมือนขาแหย่เข้าไปในค่ายกักกันข้างหนึ่งไปแล้ว

“ข้อแรก ต้องไม่ให้โดนจับได้” ลุงชัยยกนิ้วชี้
แน่นอนครับลุง

“ข้อสอง ต้องทำให้สำเร็จ” แน่นอนอีกเช่นกันครับลุง ถ้าทำไม่สำเร็จก็จะโดนจับได้ ไม่ต้องมีข้อสองก็ได้ครับ

“ครั้งหนึ่งที่ดาวแม่ เมืองเจอมาเนียมถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งตะวันออกเป็นดินแดนอนุรักษ์นิยม ฝั่งตะวันตกเป็นฮิปสเตอร์ สองผัวเมียพยายามหนีจากฝั่งตะวันออกไปตะวันตกด้วยบอลลูนลมร้อน พวกนั้นค่อย ๆ ทยอยซื้อของที่จำเป็นทีละน้อยจากหลายแห่งมาประกอบเป็นยานบิน เราจะทำแบบนั้นเหมือนกัน ทีนี้ก็เริ่มจากทำบัญชีรายการของที่ต้องใช้ก่อน”

“แล้วเขาทำสำเร็จไหมลุง”
“น่าจะทำได้ ถ้าจำไม่ผิดนะ”

ลุงชัยให้จดทุกอย่างลงกระดาษ หลังจากทำเสร็จแต่ละขั้นตอนแล้วก็ให้เผาข้อมูลส่วนนั้นทิ้งในเตาขยะหลังบ้าน ไม่มีการค้นข้อมูลออนไลน์ ไม่ีการเก็บข้อมูลดิจิตอล ไม่มีการซื้อของทางเน็ต ทั้งหมดนั้นทำให้เสียเวลามากขึ้น แต่ลุงยืนยันว่ามันเป็นมาตรการความปลอดภัยที่จำเป็น

ทยอยถอนเงินจากธนาคาร ซื้อทุกอย่างด้วยเงินสด เปลี่ยนร้านซื้อของไปเรื่อย ลุงชัยทำงานโครงสร้าง ส่วนผมรับผิดชอบซอฟท์แวร์ มันเหมือนมีอะไรสะกิดใจผมมาตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่ได้เอะใจ ด้วยคิดว่ามันเป็นความเครียดจากงานใต้ดินที่พร้อมจะถูกจับได้ทุกเวลา ไอ้เรื่องเข้าค่ายปรับเปลี่ยนแนวคิดนั้นไม่เท่าไหร่หรอก ตอนกลับออกมานี่สิ บางคนตักข้าวใส่ปากยังไม่ตรงเลย มันน่ากลัวตรงนี้นี่แหละ

กำหนดการปล่อยยานใกล้เข้ามา ลุงชัยเลือกวันกลางอากาศหนาวที่คิดว่าท้องฟ้าจะโล่งโปร่งที่สุด จังหวะเหมาะคือตอนที่อาคารรัฐสภาลอยผ่านมาตามรอบ ปกติแล้วท่านผู้นำอาศัยอยู่ในนั้นเพื่อการรักษาความปลอดภัย หวังว่าคงจะมีใครสักคนชี้ให้เขาดูว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่จรวดของเราพุ่งผ่านหน้าไป

สุดท้ายเราได้จรวดทรงกระสวยป้อม ๆ มาลำหนึ่งในที่สุด ห้องโดยสารเล็กจนตอนที่เข้าไปสอนลุงแกบังคับเครื่องนั้นต้องนั่งเบียดกันจนแทบหายใจไม่ออก ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่านี่มันเป็นยานอวกาศที่นั่งเดี่ยวนี่หว่า

“ก็ต้นแบบมันเขียนไว้แบบนี้” ลุงชัยตอบ หน้านิ่งเหมือนเพิ่งแย่งหลานกินขนมแล้วบอกว่าพรุ่งนี้จะหาให้ใหม่อีกลำ

หันกลับไปดูรอบตัว บ้านสองชั้นหลังเล็กตอนนี้มีแต่โครงข้างนอกเท่านั้นที่เป็นบ้านอยู่ ส่วนข้างในกลายเป็นแท่นปล่อยจรวดอัดแน่นจนบ้านแทบปริ ไม่ต้องคิดจะสร้างลำที่สองเลย

ลุงพาผมเข้าไปในห้องโดยสารแล้วชี้ให้ดูอุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง

“อันนี้เป็นเครื่องส่งสัญญาณ ใส่เพิ่มเข้ามาจากแปลนเดิม หลังจากพ้นชั้นบรรยากาศแล้วเราจะเปิดเครื่องนี้ ถ้าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยรับสัญญาณได้ เขาจะส่งยานมาช่วยพาไปที่ปลอดภัย แท้งค์ข้างหลังคือไครโอแช่แข็ง เราจะอยู่ในนั้นได้หลายปีระหว่างรอความช่วยเหลือ ไอ้เครื่องนี้ก็ติดตั้งเพิ่มเหมือนกัน รอบที่แล้วตาเฒ่าแกตั้งใจบินออกไปตาย ไม่มีไครโอติดไปด้วย”

ปัญหาคือไครโอก็มีอยู่เครื่องเดียว

“เลือกเอาว่าจะอยู่หรือจะไป”
เฮ้ย เล่นกันอย่างนี้เลยเหรอลุง

“ใครอยู่ก็ไปเข้าค่าย คนไปก็เสี่ยงดวงเอา พระเจ้ากำเนิดเรามาเสรีโว้ยไอ้หลานรัก”

ให้มันได้อย่างนี้สิลุง
อาคารรัฐสภาลอยมาให้เห็นลิบ ๆ และผมต้องตัดสินใจ

เทพเจ้าจากบรรพกาล (เรื่องสั้นไซไฟ-แฟนตาซี)

ผมเขียนเรื่องนี้ไว้สักพักแล้วครับ เอาวางลงที่นี่ให้อ่านกัน อ่านแล้วคิดว่ามันดีหรือมีจุดที่ต้องปรับปรุงตรงไหนผมรบกวนขอคำวิจารณ์ด้วยครับ ไม่ต้องเกรงใจหรืออึดอัดที่จะแนะนำ ผมยินดีรับฟังทุกคำวิจารณ์แนะนำ

ขอบคุณครับ

0gravity

เทพเจ้าจากบรรพกาล

เสียงคำรามอย่างดุร้ายจนทำให้ผู้ที่ได้ยินหนาวยะเยือกไปถึงกระดูก ดังออกมาทางลำโพงตรงผนังห้องกระจกในตัวอาคารวิศวกรรมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์พันธุวิศวกรรมศาสตร์แห่งโลก เสียงอันน่าสะพรึงกลัวนี้เป็นเสียงที่มาจากสิ่งมีชีวิต รูปร่างงดงาม ปราศจากอาภรณ์ใดๆ ซึ่งบัดนี้พวกมันนับพันตัวกำลังยืนแออัดยัดเยียด อลหม่านตรงลานกว้างด้านล่าง

เสียงดังกล่าวทำให้ด็อกเตอร์กัลลิเวอร์ รู้สึกขนหัวลุก เขากำลังยืนที่ตรงหน้าหน้ากระจกใสบานใหญ่ จ้องมองสิ่งมีชีวิตที่มีรยางค์สี่ชิ้นงอกจากลำตัว เขาคือคนที่ปลุกชีพพวกมันขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าของโลก พวกมันถูกหมายมั่นให้เป็นความหวังสุดท้ายของมนุษยชาติ เพื่อการดำรงอยู่และสืบเผ่าพันธุ์

ผู้ที่ยืนอยู่ข้างๆด็อกเตอร์นักวิทยาศาสตร์พันธุวิศวกรรมคือชายร่างใหญ่ผู้มีอำนาจที่สุดในโลก เขาคือผู้ปกครองโลกที่มีหน้าควบคุมดูแลสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนี้ในยุคสมัยหลังจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์

“ท่านจะให้เวลาผมอีกนานแค่ไหน” ด็อกเตอร์กัลลิเวอร์หันไปถามชายผู้เป็นผู้ปกครองโลก

“จนถึงอาทิตย์หน้า” ชายรูปร่างสูงใหญ่ราวกับยักษ์ตอบเสียงเข้ม ด้วยใบหน้าเรียบเฉย “เราเสียเวลามามากพอแล้ว บางทีสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมามันอาจจะเป็นเพียงฝันลมๆแล้งๆที่ผลาญเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ จริงๆแล้วเราสมควรยอมรับชะตากรรมของเราซะด้วยซ้ำ”

ด็อกเตอร์กัลลิเวอร์ไม่ต่อปากต่อคำ ดวงตายังคงมองทะลุกระจกใสไปยังภาพสิ่งมีชีวิตที่อยู่เบื้องล่าง เขาเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะพูดออกมา “ผมอยากจะลองดูอีกสักหน่อย ถ้าเราล้มเหลวจริงๆ ผมจะทำลายพวกมันทิ้งทั้งหมด”

นักวิทยาศาสตร์ผู้เก่งกาจไม่เคยคิดยอมแพ้ต่อชะตากรรม เขาเชื่อว่าเรื่องของเทพเจ้าที่มีเรือนร่างงดงามไม่ใช่เรื่องตำนานเล่าขานเฉยๆ แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในอดีตกาลบนโลกเรามีเทพเจ้าเดินดินอยู่จริงๆ

            ผู้ปกครองแห่งโลกพยักหน้าตอบรับสั้นๆ แล้วเดินออกไปจากห้อง

————————-

อ่านเพิ่มเติม “เทพเจ้าจากบรรพกาล (เรื่องสั้นไซไฟ-แฟนตาซี)”

แดรก, มนุษย์ล่องหน

  • ไม่มีใครเคยใส่ใจแดรก เลย แม้แต่ตอนที่เขาสวมรองเท้าใหม่ที่ขัดซะวาววับ ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น
    ไม่มีใครเคยเลือกให้เขาเป็นผู้นำขบวนดุริยางค์เดินรอบสนามเด็กเล่นเลยสักครั้ง
  • ทุกๆ วัน เด็กทั้งห้องจะจัดขบวนดุริยางค์เดินเล่นรอบสนามเด็กเล่น   เด็กทุกคนต่างก็จะเล่นเครื่องดนตรีหนึ่งชิ้นยกเว้นผู้นำขบวน   ผู้นำขบวนจะควงคฑา อยู่ด้านหน้า
  • แดรก มักจะอยู่ด้านหลังสุดเสมอ เขาต้องเล่น ไตรแองเกิล[1]  มีอยู่วันหนึ่ง แดรกหกล้ม   เด็กคนอื่นๆ ก็ยังคงเดินตามขบวนกันต่อไป  ไม่มีใครใส่ใจที่จะสังเกตเห็นเขา  แดรก อยากที่จะหายตัวไปจากตรงนั้นซะเลย อ่านเพิ่มเติม “แดรก, มนุษย์ล่องหน”

คำตอบ

ดวาร์ อีฟ กำลังดำเนินพิธีการเชื่อมต่อในขั้นสุดท้ายด้วยทองคำ มีสายตามากมายไม่รู้กี่คู่ที่เฝ้ามองเขาอยู่ผ่านกล้องโทรทัศนานับโหลและผ่านทางเครือข่ายซับอีเธอร์ทั่วทั้งจักรวาล เพื่อจับจ้องในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่

เขายืนตรงและหันไปพยักหน้าให้กับ ดวาร์ เรย์น แล้วเคลื่อนตัวไปยืนด้านข้างสวิทช์ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้สนธิสัญญานั้นสมบูรณ์หากว่าเขาโยกมันขึ้น เจ้าสวิทช์นี้ก็จะทำการเชื่อมโยง และในทันใดนั้น มหาเครื่องจักรคอมพิวติ้งที่มีอยู่ทั้งมวลในทุกพิภพทั่วทั้งจักรวาลเก้าสิบหกพันล้านดาวเคราะห์จะเชื่อมต่อกันผ่านอภิมหาวงจรซึ่งจะโยงพวกมันเข้าด้วยกันเป็นอภิมหาเครื่องคำนวณหนึ่งเดียว เป็นเครื่องจักรไซเบอร์เนติคเพียงหนึ่งเดียวที่จะผสมผสานทุกองค์ความรู้ที่มีอยู่ในทุกกาแลคซี
อ่านเพิ่มเติม “คำตอบ”

ปัญหาปู่

บรรยากาศในห้องบรรยายดูอบอุ่นและเงียบสงบ ขณะที่ ศจ.เธดเดออุส ฟิท์ช
กำลังง่วนอยู่กับการเขียนบนกระดานดำ บรรดานักศึกษาด้านหลังของเขาก็ง่วนอยู่กับการจดบันทึกตามเช่นกัน ท่ามกลางเสียงขีดของดินสอลงบนสมุด เสียงเขย่าเท้า เสียงสั่นของหลอดฟลูออเรสเซนท์ และเสียงเพลงของ เดอะบีชบอยส์ แว่วมาจากทางหน้าต่างที่เปิดอยู่

“…และดังนั้น” เขาบรรยายต่อ “การเดินทางย้อนเวลาจะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเหตุและผล ด้วยเหตุนี้มันจึงดูราวกับว่าเป็นไปไม่ได้” เขาหันหน้ากลับมาทางด้านชั้นเรียน “ปัญหาดังกล่าวนี้ มักถูกเรียกว่า ‘ปัญหาปู่

ลองคิดตามดูนะ หากว่าผมมีเทคโนโลยีที่สามารถย้อนเวลากลับไปเยี่ยมเยือนปู่ของตัวเอง ซึ่งกำลังอยู่ในวัยหนุ่ม แล้วอะไรกันล่ะ ที่จะมาหยุดไม่ให้ผมฆ่าปู่ ก่อนที่เขาจะมีโอกาสที่จะมีลูก แล้วถ้าผมทำสำเร็จละ ใครเล่า ใครกันที่จะเป็นผู้เดินทางย้อนเวลา…
อ่านเพิ่มเติม “ปัญหาปู่”

1-800-บริการ-โคลน


  • ขอบคุณค่ะ ที่เรียกใช้บริการโคลนไลน์ เราภูมิใจที่จะนำเสนอบริการโคลนนิ่งที่สมบูรณ์แบบในราคาที่เหมาะสม กรุณาเลือกสิ่งที่ท่านต้องการตามตัวเลือกต่อไปนี้ค่ะ
  • ถ้าท่านต้องการสั่งโคลนนิ่งใหม่ กรุณาสั่งว่า “สร้างใหม่
  • ถ้าท่านได้รับตัวโคลนแล้ว กรุณาสั่งว่า “บริการ” เพื่อสอบถามข้อมูลด้านการบริการและการชำระเงิน
  • หากท่านต้องการทราบระยะเวลาในการส่งของแต่ละ คำสั่งโคลนที่สั่งไว้แล้ว กรุณาสั่งว่า “จัดส่ง”
  • เข้ามาใช้บริการทำสำเนาฝาแฝดของเรา เพียงแค่สิบดอลลาร์ คุณอาจจะเป็นคนต่อไปที่เป็นผู้ชนะรางวัลใหญ่ ผู้โชคดีมากกว่าหนึ่งร้อยคนได้รับรางวัลบริการโคลนนิ่งชั้นพิเศษของเรา อย่าพลาดโอกาสที่คุณจะมีฝาแผด เพียงแค่สั่งว่า “ฝาแฝด” เท่านั้น
  • หากท่านต้องการทวนตัวเลือกอีกครั้ง กรุณาสั่งว่า “ทวนซ้ำ
  • สร้างใหม่
  • ขอบคุณที่ท่านไว้วางใจสั่งผลิตภัณฑ์ของโคลนไลน์ เราปรารถนาที่จะช่วยท่านมากเกินกว่าที่ท่านจะคาดฝันไว้ กรุณาเลือกตามตัวเลือกต่อไปนี้ค่ะ

อ่านเพิ่มเติม “1-800-บริการ-โคลน”

ผู้ชาญฉลาด

าลครั้งหนึ่งในอดีตนานมาแล้ว นานก่อนที่ผมจะถือกำเนิด เป็นช่วงเวลาที่ปราศจากคอมพิวเตอร์แม้แต่เครื่องเดียว ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ในการคำนวณ ไม่มีสมองกลที่จะออกแบบผังเมืองหรือยานอวกาศใหม่ๆ ไม่มีหุ่นยนต์สถาปนิก ไม่มีหุ่นยนต์คนงาน ไม่มีหุ่นยนต์แม้ว่าจะในแบบใดๆ ก็ตาม

ผู้คนผู้ดำรงอยู่โดยปราศจากคอมพิวเตอร์นั้นต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเอง พวกเขาต้องทำอาหารเอง พวกเขาต้องตัดเย็บเสื้อผ้าเอง และพวกเขาต้องสร้างบ้านด้วยตนเอง พวกเขาต้องคอยกำหนดเวลาที่ต้องตื่นในตอนเช้า ต้องคิดว่าจะทำอะไรบ้างในแต่ละวัน และต้องใคร่ครวญว่าจะสนทนาเรื่องอะไรกัน

ผู้คนเหล่านั้นต่างก็มีความชาญฉลาด พวกเขาต้องอ่าน ต้องเขียน และต้องทำสิ่งต่างๆ มากมาย พวกเขาบางคนต้องทำในหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะชาญฉลาด แต่พวกเขามักจะเศร้าโศกอยู่เสมอ พวกเขาคิดว่าตนน่าจะมีความสุขมากกว่านี่ถ้าหากว่าสิ่งที่ต้องทำมากมายนั้น ลดน้อยลง ดังนั้นพวกเขาก็เริ่มสร้างรถลากเพื่อใช้บรรทุกของจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้เร็วขึ้น สร้างเครื่องทอผ้าเพื่อทอผ้า และสร้างเครื่องโม่เอาไว้โม่แป้งแทนพวกเขา

แต่พวกเขาก็ยังคงทุกข์ยาก พวกเขาสร้างเครื่องจักรต่างๆ อีกมากมาย พวกเขาสร้างรถไฟ สร้างสถานีพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้า และสร้างรถเพื่อที่จะได้ไปไหนมาไหนได้สะดวกรวดเร็ว เครื่องจักรกลที่ใช้ตัดหญ้าในสนามแทนพวกเขา ที่ใช้ล้างจานชามแทนพวกเขา ใช้เล่นเพลงให้พวกเขาฟัง และแสดงภาพยนตร์ให้พวกเขาชมและแล้วพวกเขาก็สร้างคอมพิวเตอร์รุ่นแรกขึ้นมา

แต่พวกเขาก็ยังคงไม่มีความสุข พวกเขาจึงออกแบบคอมพิวเตอร์ให้ทำงานแทนพวกเขา เพื่อเลือกเพื่อนให้กับพวกเขา จำลองเหตุการณ์เทียมเพื่อความสนุกสนานของพวกเขา ทำงานเล็กๆน้อยๆ ต่างๆ แทนพวกเขา

พวกเขาสร้างเครื่องจักรที่จะทำให้ผลิตของได้มากกว่าเดิม, ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า, และเร็วกว่า แต่ในที่สุดก็ไม่เหลือสิ่งใดที่พวกเขาต้องการอีก เวลาผ่านไปพวกเขาสามารถทำทุกอย่างที่พวกเขาพอใจ แต่ไม่มีอะไรที่พวกเขาจะพึงพอใจอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด พวกเขาก็ป้อนคำถามให้คอมพิวเตอร์ช่วย

อ่านเพิ่มเติม “ผู้ชาญฉลาด”

สิ้นสุดแห่งกาลเวลา (The End of All Days) – มิเชล เค. อีโวลิท

สิ้นสุดแห่งกาลเวลา(The End of All Days)
แต่งโดย มิเชล เค. อีโวลิท
แปลโดย Chaya Yaowarattanaprasert

เมื่อกาเบรียลหวนกลับมาจากการเดินทางของเขา ก็เหลือเวลาน้อยเต็มทีแล้วสำหรับทั้งเขาและโลกใบนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งเดินทางพาดผ่านระบบสุริยะมาพร้อมการทำลายล้างทุกสิ่งบนเส้นทางที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงของมัน ในขณะนี้มันอยู่ห่างจากโลกไม่ถึง 2 หน่วยดาราศาสตร์แล้ว กว่าหลายเดือนแล้วที่ริ้วลายสีแดงสดแผ่ขยายย้อมผ่านสรวงสวรรค์ และวังวนแรงโน้มถ่วงขนาดมหึมาซึ่งฉีกกระชากดาวพฤหัสมาแล้วปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่าในตอนนี้ ฟากฟ้ากลับเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนอันงดงามดุจดั่งฤดูใบไม้ผลินับครั้งไม่ถ้วนในอดีต ราวกับจะลวงหลอกให้คิดว่าโลกยังคงมีเวลาเหลืออยู่อีกยาวนาน อ่านเพิ่มเติม “สิ้นสุดแห่งกาลเวลา (The End of All Days) – มิเชล เค. อีโวลิท”

นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (ตอนที่ 4 ลั้นลาใต้เมืองน้ำแข็ง)

ตอนที่ 4 ลั้นลาใต้เมืองน้ำแข็ง

ที่รับรองแขกของเมืองน้ำแข็งคือข้างล่างหรือใต้เมืองน้ำแข็ง!!!  ลึกลงไปประมาณห้าพันเมตร  ยังมีที่พักผ่อนลานกว้างส่วนรวมสำหรับการใช้ชีวิต  ของเจ้าหน้าที่ในเมืองน้ำแข็งเองและแขกผู้มาเยือน   ที่แปลกตาและหาดูได้ยากคือปลาที่ปรับสายพันธุ์เพื่อการมีชีวิตอยู่ตามสภาพแวดล้อม  มีหลายชนิด  แต่ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจะมีอยู่ 2 ชนิด นั่นคือ  ปลาโลมา  กับ  เพนกวิน – -‘  ที่อาศัยอยู่แถวโพรงถ้ำใต้น้ำ  ใต้เมืองน้ำแข็ง!!! อ่านเพิ่มเติม “นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (ตอนที่ 4 ลั้นลาใต้เมืองน้ำแข็ง)”

นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (ตอนที่ 3 ตามหาพ่อ)

ตอนที่ 3 ตามหาพ่อ

ณ.สำนักงานกลาง  เช้าวันถัดมา  เจ้าหน้าที่กลุ่มใหญ่เตรียมพาหนะสำหรับพา  ผู้เสียหายไป  ปลายทางวาร์ป  เมืองน้ำแข็ง ไอคุปต์

ไอด้า  มาคอยตั้งแต่เช้าพร้อม  เอกสารแนะนำระบบโฟดีทัศน์  บริเวณลานจัดงานเมื่อวานนี้  หลังจากเธอเจาะระบบแล้วพบจุดบกพร่อง อ่านเพิ่มเติม “นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (ตอนที่ 3 ตามหาพ่อ)”

นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (ตอนที่ 2 เรียกร้อง)

ตอนที่ 2  เรียกร้อง

 ทันทีที่ได้ยินคำถาม  ดอย  ดึงภาพความทรงจำตอนเจอ  ไอด้า  ครั้งแรก  เธอเป็นสาวน้อยน่ารักสดใส  ที่ได้รับอนุญาตให้พกพา  ปืนไฟฟ้าติดตัว  แต่ติดที่เธอมีความแค้นส่วนตัวกับกลุ่มเป้าหมาย  ดอย  จึงได้แต่บอกปัดคำตอบ  ที่สาวน้อยกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคำตอบอยู่ อ่านเพิ่มเติม “นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (ตอนที่ 2 เรียกร้อง)”

นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (ตอนที่ 1 พบเจอ)

ตอนที่ 1  พบเจอ

ณ. กลางเมืองหลวงประเทศไตรย  มีงานนิทรรศการประวัติศาสตร์โบราณ  ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ  ที่ศูนย์ลานเผยแพร่วัฒนธรรมโบราณ  มีคนจำนวนมาก  เดินชมงานกันอย่างเพลิดเพลิน  แปลกหูแปลกตากับภาพและโฟดีทัศน์  ที่ถูกนำมาแสดง  อย่างเด่นชัดเป็นสัดส่วนอยู่ในบริเวณจัดงาน อ่านเพิ่มเติม “นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (ตอนที่ 1 พบเจอ)”

นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (แนะนำตัวละคร)

แนะนำตัวละคร

ดอย  นักล่าผู้ก่อการร้ายสากล ในเขตฝั่งตะวันออก ลักษณะสังคมแบบฟื้นฟูธรรมชาติ ชำนาญด้านอากาศ เก็บตัว ศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อความพ้นทุกข์

ไอด้า  สาวน้อยรักความยุติธรรมจอมจุ้น จากฝั่งตะวันตก ย้ายถิ่นฐานตามพ่อที่เบื่อสภาพสังคมเมืองจักรกล ไอด้า จำเป็นต้องติดตามมาด้วย ทั้งที่ตัวเองชอบจักรกล แต่ติดพ่อ ไม่ยอมอยู่กับญาติ ตั้งใจว่าจะมาเที่ยวและเทียวไปเทียวมา ระหว่าง ตะวันออกกับตะวันตก อ่านเพิ่มเติม “นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (แนะนำตัวละคร)”

นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (เกริ่นนำ)

 

นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น [Gap]

เป็นเรื่องสั้น แนวผจญภัย ในปีพุทธศักราช ๔๕๕๒ เป็นเรื่อง สมมุติ ที่แต่งขึ้น มีแนวคิดจาก ความสมดุลย์ ที่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอด ให้ห่างจากความเสื่อม ทั้งจาก ด้านสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และจาก กองโจรสากลทั่วโลก ที่คอยสร้างสถานการณ์เพื่อหวังรวบรวมโลกให้เป็นของตน ในทุกวิถีทาง

อ่านเพิ่มเติม “นักล่าหน้าหยกกับสาวน้อยจอมจุ้น (เกริ่นนำ)”

The Maintenance

The Maintenance

ชายหนุ่มคนหนึ่งใช้ข้อนิ้วเคาะโลหะหนาพร้อมสีหน้าที่เหม่อลอย โลหะหนาส่งเสียงสะท้อนที่จางหายไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางฝูงชนนับร้อย หน้าหนังสือพิมพ์แผ่นหนึ่งปลิวไปติดขาของชายชราในชุดสูทสีน้ำตาล ซักพักก็ปลิวไปติดขาสาวชาวเอเชีย หลังจากนั้นก็โดนเหยียบย่ำติดพื้นที่ปูด้วยหินสีน้ำตาลออกเหลืองเหมือนประสาทอัศวินในยุคกลาง

แผ่นโลหะที่ชายหนุ่มเคาะ จริงๆแล้วเป็นทรงกลมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางจัตุรัส ทรงกลมประกอบด้วยแผ่นโลหะสี่เหลี่ยมโค้งยึดต่อกันด้วยบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่อาจรู้ได้ บนแผ่นแต่ละแผ่นมีดวงไฟสีแดงสว่างคล้ายดวงตาที่จับจ้องทุกความเคลื่อนไหวของคนงานทุกคน ลูกบอลยักษ์ลูกนี้ ทุกคนรู้จักในนามว่า “เจ้าเมือง

ทุกคนได้ถูกสอนมาว่า เจ้าเมืองคือสิ่งที่ควบคุมทุกระบบในเมือง มีหน้าที่จัดสรรอาชีพ สั่งงาน ถ่ายทอดความรู้ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่า เจ้าเมืองคืออะไร มาจากไหน บางทีอาจเป็นเพราะไม่เคยมีใครตั้งคำถามแบบนี้เลยก็เป็นได้ เขาเลิกเสื้อสูทสีดำมันขึ้น และหยิบสมุดเช็คลิสต์กระชับไว้ในมือ เขาต้องตรวจสอบแผ่นโลหะทุกแผ่น ตั้งแต่ A1 จนถึง Z9 หน้าที่ของเขาก็แค่เคาะแผ่นโลหะของเจ้าเมืองทีละแผ่นและฟังเสียง เสียงโน้ตตัวโดความถี่ 262 เฮิร์ตซ์ วันละหนึ่งครั้ง

ดอกลาเวนเดอร์ก้านยาว ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ถัดไปเป็นพุ่มดอกกุหลาบสีเหลือง และสีชมพู
ลัดดา หญิงสาวในชุดยาวสีขาวก้มลงดมดอกไม้กลิ่นช็อกโกแลตอย่างพึงพอใจ
“ลัดดา ทำไมถึงไม่ไปทำงาน คุณก็รู้ว่าระเบียบเป็นอย่างไร เวลาที่พักผ่อนของคุณก็มีมากจนเหมือนเป็นอนันต์ คุณยังไม่พอใจอีกหรือ” ชายหนุ่มในชุดสีขาวอยู่ด้านหลังของลัดดา
“การันต์ ฉันชอบที่นี่ ที่นี่เป็นที่ของฉัน ฉันจะอยู่ที่นี่ตลอดไป” ลัดดาพูดด้วยเสียงเล็กน่ารักแต่เฉยชา
“คุณก็น่าจะรู้ได้ว่า ความสุขไม่อาจอยู่ไปตลอดกาลถ้าคุณไม่ไปทำงาน เพียงแค่คุณยอมสละเวลาเพียงเสี้ยวเล็กๆเสี้ยวหนึ่ง ความสุขของคุณก็ไม่ลดลงไปหรอก” การันต์สั่งสอนลัดดา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลชัดเจน
ลัดดาเด็ดดอกแดนดิไลออนและกำไว้ในมือ เธอเหยียดตัวขึ้น เธอต้องแหงนหน้าเล็กน้อยเพื่อให้ระดับสายตาตรงกันกับชายหนุ่ม
“การันต์ ฉันกับคุณจะอยู่ที่นี่ตลอดไป นี่ ฉันให้คุณ” ลัดดายื่นดอกแดนดิไลออนในมือให้การันต์ ชายหนุ่มปัดทิ้ง
“คุณอยู่ในนี้นานเกินไปแล้ว ผมไม่น่าให้คุณสร้างที่นี่ขึ้นมาเลย” เมื่อสิ้นเสียง ร่างของชายหนุ่มก็ค่อยๆหลุดร่อนไป ถ้ามองดีๆจะเห็นว่าชายหนุ่มกลายร่างเป็นผีเสื้อสีขาวนับล้าน โบกโบยบินบนฟากฟ้า ลัดดายิ้ม ใบหน้าใสซื่อของเธอไม่อาจรับรู้ความเจ็บปวดของชายหนุ่ม

ทำไม
คำถาม คำถามแรกที่ผุดขึ้นในร่างกายของชายชราในสูทสีน้ำตาล หรือบางทีอาจผุดขึ้นในหัวของเขา ชายชรานั่ง อยู่หน้ากองเอกสารเกี่ยวกับปริมาณพลังงานของเมืองทั้งหมด ส่วนหนึ่งมาจากเครื่องแปลงพลังงานจากรังสี ซึ่งมักจะตกลงเล็กน้อยในยามกลางคืน แต่พลังงานส่วนใหญ่ล้วนมาจากเครื่องปฏิกรณ์แอกซีเมียมที่ให้พลังงานสูงถึงร้อยละ 90 ของพลังงานทั้งหมด เขาขีดๆเขียนๆบนกระดาษเนื้อบางด้วยดินสอด้ามกุด

“อืม หรือฉันคำนวณอะไรผิดไป ทำไมเตาแอกซีเมียมถึงให้พลังงานตกลงในวันที่ผ่านมา” เขาบ่นพึมพำ มือหนึ่งกำขมับ อีกมือหนึ่งกำดินสอแน่น โดยปกติซึ่งเป็นความปกติที่เกิดขึ้นอย่างปกติ เครื่องปฏิกรณ์แอกซีเมียมไม่เคยให้พลังงานต่ำกว่า 7.5 เฟินนูน ตอนนี้ตัวเลขบ่งระดับพลังงานกลับอยู่ที่ 7.4 เฟินนูน ถึงแม้ว่าระดับพลังงานยังไม่ต่ำจนส่งผลกระทบต่อเมืองก็เถอะ แต่เขารู้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ด้วยตัวระบบเตาแอกซีเมียม ถ้าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น คือ ช่างที่ดูแลระบบเตาปฏิกรณ์

ชายชรากำลังค้นหาหมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่อห้องช่าง หมายเลขของหน่วยงานต่างๆอยู่ในสมุดปกหนังสีดำ นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขาจำได้ แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันถูกเก็บซ่อนไว้ที่ไหน อาจจะเป็นลิ้นชักชั้นล่างสุดใต้กองแผ่นเสียง หรือบางทีอาจถูกโยนทิ้งเพื่อนำไปแปรรูปแล้วก็ได้
ทันใดนั้นชายหนุ่มคนหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้อง ชายหน้าตาเกลี้ยงเกลา ผมดำมันผลับ ชุดสูทสีดำมันวาวเหมือนสีผม ในมือของเขาถือเช็คลิสต์ของเจ้าเมือง
ชายชราเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า “มีอะไรหรือ ต้องการพบใคร”

“ผมไม่รู้ครับ ผมไม่เคยเจอเหตุการณ์นี้มาก่อนตั้งแต่เริ่มทำงานมา ผมเลยไม่รู้ว่าผมต้องรายงานใคร” ชายหนุ่มพูดเลิกลัก

วันนี้ชายชราเองก็เพิ่งเจอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เขาไม่อยากให้ชายหนุ่มคนนี้รู้ ว่าเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี “เกิดอะไรขึ้นล่ะ บอกฉันก็ได้ จะมีอะไรวุ่นไปกว่า ระดับพลังงานเตาแอกซีเมียมตกอีก” ชายชราพยายามให้ความสำคัญกับเรื่องของตัวเองที่ยังแก้ไม่ตก

ชายหนุ่มหยิบแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาอ่าน “แผ่นโลหะ เค เจ็ด ส่งเสียงโดชาร์ปครับ”

ชายชราเงียบไปซักวินาทีกว่าๆ แล้วจึงหัวเราะคำใหญ่พร้อมตบโต๊ะเสียงดัง เหมือนที่เขาคาดไว้ไม่มีผิด ไม่มีอะไรที่สำคัญไปกว่าระดับพลังงานเตาแอกซีเมียมตกอีกแล้ว อย่างน้อยๆเขาก็ยังทำให้ชายหนุ่มเห็นว่าเรื่องนี้มันจิ๊บจ๊อยเพียงใด ถึงตอนนี้การที่เขาไม่รู้ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

“เธอลุกลี้ลุกลนเพื่อมาบอกฉันว่าเจ้าเมืองส่งเสียงโดชาร์ปเนี่ยนะ เธอเป็นนักดนตรีหรือเปล่า” ชายชราชี้นิ้วไปทางชายหนุ่ม ใบหน้าของชายหนุ่มร้อนผ่าว เขาทำตัวไม่ถูก หลังจากถูกชายชราหัวล้านสบประมาทอย่างแรง แต่เขาก็สงบปากสงบคำไว้ เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญสูงสุด เขารู้ดี

“เปล่าครับ ผมไม่ใช่นักดนตรี ผมเป็นช่างเช็คสภาพ ผมว่าเรื่องนี้…” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มพูดจบ ชายชราก็พูดแทรก
“ถึงเธอจะไม่ใช่นักดนตรี แต่เธอก็สนใจโน้ตดนตรี ฉันว่าเธอคงจะต้องชื่นชมในรสนิยมของฉันแน่ๆ หายากนักคนในเมืองนี้ที่จะชอบดนตรีและฟังดนตรีเป็นเหมือนเธอ” ชายชราในชุดสูทสีน้ำตาลใช้หวีกวาดผมขาวที่เหลืออยู่หย่อมเดียว เขาผละเก้าอี้หนังสีน้ำตาลเหมือนสีเสื้อไปพ้นทาง ด้านหลังของเขามีเครื่องเล่นแผ่นเสียง และจานเสียงแผ่นใหญ่

“เดี๋ยวก่อนครับ ผมต้องรายงานเรื่องนี้ก่อน” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มพูดจบ เสียงเพลงแจ๊สช้าๆก็ดังขึ้นกลบ เสียงมีชาร์ป เสียงซอล เสียงเร และเสียงโน้ตต่างๆอีกมากมายนับไม่ถ้วนผ่านหูของเขาไป เขารู้สึกว่าเสียงเหล่านั้นเหมือนกับปีศาจที่ส่งเสียงคำราม
ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว “ผมต้องการเสียงโด!”

“การันต์ คุณอยู่ที่ไหน” ลัดดาเดินท่ามกลางทุ่งหญ้าสูง ฝูงกวางวิ่งผ่านหน้าเธอไปอย่างไม่หวั่นเกรง เธอร้องเรียกหาการันต์ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า เขาจะไม่มีทางกลับมาอีกจนกว่าเขาจะได้ตามที่เขาต้องการ แต่เขาต้องการอะไรล่ะ เธออยากรู้จริงๆว่าเขาต้องการอะไร คำพูดสุดท้ายที่เขาบอกกับเธอคืออะไร
นกเค้าแมวตากลมโตหันมามองเธอ ลัดดาทิ้งตัวลงบนหญ้านุ่มๆพิงต้นไม้ ท้องฟ้าจากที่เคยมีสีขาว ตอนนี้เจือสีเทาเล็กน้อย กระต่ายสีขาวกระโดดออกจากพุ่มหญ้า มันกระโดดแล้วหยุดเป็นพักๆจนเข้ามาแนบกายเธอ ตัวของมันสั่นเทาเหมือนหม้อต้มน้ำ เธอรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกอุ่นดี
“การันต์ คุณต้องการอะไรนะ ถ้าฉันรู้ ฉันทำ คุณจะกลับมาใช่ไหม” เธอพึมพำอยู่คนเดียว ลัดดาใช้นิ้วเรียวเล็กไซร้ขนกระต่าย มันหลับตาพริ้ม

“นายช่างคะ นายช่างคะ” หญิงสาวเชื้อสายเอเชียในชุดสีกากีหลวมโคร่งเดินไปหานายช่างที่กำลังกดปุ่มบนแผงวงจรวุ่นวาย
“อะไร เห็นไหมว่าฉันกำลังยุ่งกับเตาแอกซีเมียม” นายช่างหนวดดกดำดัดโง้ง ผมของเขาดำยุ่งเหยิงต่างจากหนวดที่ไร้ที่ติ
“นายช่างคะ ฉันว่านายช่างอาจทำอะไรบางอย่างผิดไป จนทำให้ระดับพลังงานตกลงค่ะ”
“อะไรนะ” เขาหันขวับมาทางเธอ สายตาเกรี้ยวกราด
“ไม่มีทางหรอก ฉันทำมานานนม ไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรแบบนี้” นายช่างยังง่วนอยู่กับการกดปุ่มนี้ โยกคันบังคับคันนั้น หมุนปุ่มนู้น
“ไม่เป็นไรค่ะ นายช่าง” หญิงสาวไม่อาจทนกับความเฉยเมยของนายช่างได้ เธอต้องทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง เธอหยิบเช็คลิสต์ของนายช่างมาดูอีกครั้งเพื่อหาข้อผิดพลาด ตั้งแต่ความร้อนของแกน เฟสการดูดและคายพลังงานของแอกซีเมียม การลดพลังงานของแอกซีเมียม ระดับอนุภาคนีโวตรอนที่ผ่านออกมา แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่ดูผิดปกติ นอกเสียจากมีบางอย่างที่สะดุดตาเธอ

เวลา

เวลาที่นายช่างเช็คสภาพคือ 10.00 น. แต่ที่บันทึกกลับเกิดช้าไปห้านาที
ถึงห้านาทีอาจจะไม่ใช่เวลาที่มากเท่าไรนัก แต่ก็ถือเป็นข้อผิดพลาดที่ส่งผลถึงเวลาที่ดูดและคายพลังงาน และการบันทึกค่าพลังงานที่เกิดขึ้นก็จะน้อยลงไปห้านาที ค่าระดับพลังงานเลยลดเหลือ 7.4 เฟินนูน เธอรู้สึกภูมิใจที่หาคำตอบได้แล้ว แต่เธอก็ยังสงสัยว่านายช่างบันทึกเวลาผิดไปได้อย่างไร

“ผมมีคำอธิบายที่ดี” ช่างเช็คสภาพพูดขึ้นในห้องของชายชรา หญิงสาวเชื้อสายเอเชียยืนอยู่ข้างๆ
“ถึงแม้เราจะรู้ว่าระดับพลังงานของเตาแอกซีเมียมจะตกลงเพราะนายช่างบันทึกเวลาผิด แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไรนายช่างถึงบันทึกเวลาผิด ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้ต้องเกี่ยวข้องกับเสียงของแผ่นโลหะ เค-เจ็ด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” ชายหนุ่มพูดอย่างภูมิใจ หญิงสาวและชายชราส่งเสียงหัวเราะคิกคัก
“คุณดูหมกมุ่นเรื่องเสียงโดนะ คุณช่างเช็คสภาพ” หญิงสาวเหน็บชายหนุ่ม
“ก็เหมือนที่คุณหมกมุ่นเรื่องเตาแอกซีเมียมนั่นแหละ” ชายหนุ่มสวนทันควัน
“ใจเย็นๆก่อน คุณทั้งสองคน ผมต้องยอมรับแล้วว่า วันนี้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดสองเหตุการณ์พร้อมกัน บางทีเสียงของแผ่นโลหะ เค-เจ็ด อาจมีความหมายอะไรอยู่ก็เป็นได้” ชายชราพูดอย่างวางท่า
“ถ้าอย่างนั้น เราจะทำอย่างไรกันดี” หญิงสาวถามอย่างกระตือรือร้น
“ผมเสนอให้เปิดแผ่นโลหะ เค- เจ็ด ออก เพื่อหาข้อบกพร่องของเจ้าเมือง” ชายหนุ่มเสนอ ในใจของเขาลังเลอย่างมากที่จะเสนอแนวคิดนี้ไป แต่เขาก็ได้เสนอไปแล้ว และจะไม่เปลี่ยนความคิดด้วย
“ถ้าคุณคิดว่าดี ก็ลองดู” ชายชราเอ่ย

จากท้องฟ้าสีเทาแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสีดำทะมึน ส่งเสียงกระหน่ำ จนลัดดารู้สึกใจคอไม่ดี นานแค่ไหนแล้วที่เธอนั่งอยู่บนชิงช้าตัวนี้ ในสนามเด็กเล่นแห่งนี้ที่ไร้วี่แววของเด็กๆ บางทีเด็กเหล่านั้นอาจจะกลับบ้านหลบฝนกันหมดแล้วก็ได้ แล้วเธอมาทำอะไรตรงนี้ล่ะ ทำไมเธอถึงไม่ไปหลบฝนอย่างคนอื่นๆ
เสียงของชายที่คุ้นเคยดังขึ้น “ลัดดา เธอไปทำงานได้แล้ว”
เธอหันขวับ ซ้ายขวาไม่มีใครอยู่ มีเพียงม้ากระดกที่โยกคลอนตามแรงลม และสไลเดอร์สังกะสีที่ส่งเสียงดัง พื้นทรายพัดพาอนุภาคทรายพัดปลิวเป็นลมหมุนขนาดย่อม
“ลัดดา คุณรู้ว่าผมหมายความว่าอะไร” เสียงของเขาเจือไปด้วยความเศร้าหมอง
“การันต์ การันต์ นี่คุณใช่ไหม ฉันกำลังรอคุณอยู่ คุณอยู่ที่ไหน” ลัดดายิ้ม หวังว่าการันต์จะปรากฏตัว แต่ก็ไม่มีวี่แวว
“ลัดดา โถ่ ผมไม่น่าให้คุณสร้างโลกนี้ขึ้นมาเลย คุณลองนึกดูสิ ลองนึกว่าคุณสัญญาอะไรไว้กับผม”
“สัญญา สัญญาอะไรคะ การันต์ ฉันจะอยู่กับคุณที่นี่ โลกของเรา สวรรค์ของเรา” ลัดดาเดินไปรอบๆ สนามเด็กเล่น บ้านเรือนและซอยต่างๆแปรเปลี่ยนไปเป็นเนินเขาที่ปูด้วยหญ้าสั้นๆ ต้นไม้สูงใหญ่ยืนตระหง่านบนยอดของเนินเขา แสงวาบพาดผ่านท้องฟ้าสีดำไป เบื้องบนส่งเสียงคำราม
“เราสัญญาว่าจะรักกันและกันไปตราบจนวันสุดท้ายของจักรวาลอย่างไรล่ะ ลัดดา” การันต์พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ อาจซ่อนความผิดหวัง หรือความทุกข์ระทม
“เราจะรักกันจนวันสุดท้ายของจักรวาล…” ลัดดาพึมพำ นัยน์ตาเหม่อลอย
“ฉันจำได้ การันต์” เธอตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ทำไมฉันถึงลืมไปได้นะ”
ภาพเนินเขาและต้นไม้แปรเปลี่ยนเป็นสิ่งก่อสร้างคล้ายประสาทหินยุคกลาง เธอออกวิ่งตรงไปยังประตูทางเข้าปราสาท
“ฉันต้องทำงาน ฉันต้องทำงาน ฉันจึงอยู่ต่อไปได้” ลัดดาคิดในห้วงความคิด เธอส่งให้ร่างของเธอพาดผ่านอากาศตรงไปยังปราสาท
“ลัดดา ผมรักคุณ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ผมเชื่อว่าคุณยังมีอยู่” การันต์พูดในห้วงความคิดของลัดดา
“ฉันจะต้องอยู่ตราบจนวันสุดท้ายให้ได้” เธอตะโกนสุดเสียง ทั้งๆที่รู้อยู่ในใจว่าไม่อาจไปถึงปราสาทได้ทันเวลา ปราสาทอัศวินลอยออกไปไกลเรื่อยๆ บางทีสิ่งสุดท้ายที่เธอทำได้คือการส่งความรู้สึกนึกคิดบางส่วนไปให้การันต์

ชแลงเหล็กขนาดใหญ่ถูกแซะไปที่ซอกระหว่างแผ่นโลหะ K-7 กับ K-8 ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำมันออกแรงเต็มตัว ชายชรา หญิงชาวเอเชีย และผู้คนอีกนับร้อยต่างมุงดูความลับที่จะถูกเปิดเผยตรงหน้า ชายหนุ่มกระแทกชะแลงเข้าอย่างจัง จนแผ่นโลหะแผ่นนั้นหลุดออก เบื้องหน้าคือแผ่นกระจกบรรจุของเหลวสีน้ำนม
“อะไรน่ะ คุณนายช่างเช็คสภาพ” หญิงสาวชาวเอเชีย เดินเข้ามาด้านหลังชายหนุ่ม
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมจะลองเคาะมันดู คุณถอยไปก่อน” ชายหนุ่มพูด
ชายหนุ่มวาดชแลงไปในอากาศ และเหวี่ยงมันกระทบกับกระจกแก้ว กระจกแก้วแตกทันทีทันใด ของเหลวขาวขุ่นไหลทะลักปะทะผู้คนที่ยืนมุงดูจนหกล้มคลุกคลาน
ซักพักหนึ่ง ชายหนุ่มช่างเช็คสภาพรั้งตัวเองขึ้นจากพื้นได้ เบื้องหน้าของเขาเป็นสิ่งที่ทำให้เขาผงะถอยออกมา ภาพที่เขาเห็นคือหญิงสาวในสภาพเปลือยกายถูกเชื่อมโยงด้วยสายระโยงระยางอยู่ภายในเจ้าเมือง

ลัดดา

คนงานทั้งหมดในเมืองพูดชื่อนี้ขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
ทันใดนั้นเสียงจุดระเบิดของเครื่องเตาแอกซีเมียมก็ถูกจุดขึ้นจากใครหรืออะไรบางอย่าง ความร้อนจากไฟบรรลัยกัลป์ตรงเข้าเผาผลาญเมืองทั้งเมือง ชายหนุ่ม ชายชรา และหญิงเอเชีย ระเหิดกลายเป็นไอฉับพลัน สมองที่ประกอบด้วยวงจรนับล้านกลายเป็นควันภายในเสี้ยววินาที

ที่เหลือก็คงเป็นเพียงความรู้สึก อารมณ์ และภาพความทรงจำบางอย่างที่การันต์ได้รับ และจะจดจำไปจนถึงวันสุดท้ายของจักรวาล

ลูกบอลทรงกลมนามว่าเจ้าเมืองถูกเคาะซ้ำแล้วซ้ำเล่า