เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “พลังงานอนาคต”: รามสูร

รามสูร
โดย: Hooman

เงาดำขนาดมหึมาพาดผ่านผืนป่า
กระแสลมพัดอย่างรุนแรง เสียงเครื่องจักรดังกึกก้อง ทำเอาฝูงนกแตกตื่น สัตว์ป่าเบื้องล่างวิ่งกันจ้าละหวั่น
”สุภาพบุรุษทั้งหลาย เป้าหมายอยู่เบื้องหน้า จงอย่าหวั่นเกรงซึ่งสิ่งใด ความรุ่งเรืองของอาณาจักรอยู่ในมือพวกท่านแล้ว”
ผู้พูดเป็นชายวัยฉกรร ไว้หนวดหนาคลุมริมฝีปากบน เขาชี้ไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า จากผืนป่าหนาทึบมีแนวเขาสูง ปลายยอดถูกปกคลุมด้วยเมฆสีดำทะมึน มันมีประกายแลบแปล๊บปล๊าบ ราวกับจะขู่ขวัญผู้มาเยือน

”เพิ่มเพดานบินไปที่ระดับ 1 เส้น 10วา”
คำสั่งถูกถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ เสียงถูกส่งไปตามท่อทองเหลือง กลาสีเพิ่มฟืนเพื่อเร่งระดับไฟให้แรงขึ้น ส่งไอร้อนเข้าไปยังบอลลูนทรงฉลาม ใบพัดแกนนอนเพิ่มความเร็ว ส่งแรงยกเรือเหอะให้ลอยสูงขึ้น ใบเรือทั้งกาบซ้ายและขวากางออก บนใบเรือสีแดงมีรูปไกรสรราชสีห์ปักสีทองไว้ หัวเรือเองก็ถูกแกะสลักอย่างสวยงามไว้เช่นกัน
“เดินหน้าเต็มกำลัง”
เรืบบินค่อยๆลอยหายลับเข้าไปในหมู่เมฆ

”แล้วเกิดอะไรขึ้นกับมันครับ” เด็กตัวน้อยถามขึ้นแววตาส่อแววสงสัยใคร่รู้อยู่เต็มเปี่ยม
แสงจากตะเกียงเสริมให้บรรยากาศในร้านอาหารดูลี้ลับขึ้นกว่าเดิม ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่งจ้องมองไปยังน้ำสีอำพันที่เหลืออยู่ก้นแก้ว ก่อนจะกระดกมันลงคอไปอย่างลื่นไหล แล้วยิ้มออกมาให้เด็กๆที่ล้อมวงฟัง

“เรื่องนี้ก็ยังเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ บ้างก็ว่าเรือเหาะอับปางลง ก็แล้วแต่คนจะจิตนาการหละนะ เอาหละเด็กๆกลับบ้านกันได้แล้วไป”

เด็กที่ล้อมวงยังคงอิดออดอยากฟังต่อ แต่ชายชรายังคนยืนกรานจึงได้แต่กล่าวคำอำลา ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านของตน
“เอาหละ ข้าก็ควรจะไปเช่นกัน” ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับชำระเงิน

ทันใดนั้นเองเสียงฝีเท้าม้ากลุ่มใหญ่ก็หยุดลงที่หน้าร้าน เมื่อประตูถูกเปิดออก กลุ่มผู้มาอยู่ในเครื่องแบบรัดกุม สวมหมวกทรงกลมมีสายคาด สะพายปืนยาวไว้ที่ด้านหลัง ชายผู้หนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้าจากการแต่งกายดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของพวกที่เหลือ

“ท่านออกญาพิชัยสมุทร หมายเรียกตัวด่วนขอรับ” ผู้พูดทำความเคารพก่อนยื่นกระบอกสีเงินให้ สีหน้านิ่งเฉยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ

ชายชรารับหมายเรียกมา เมื่อเหลียวมองไปรอบๆ พบว่าร้านอาหารเล็กๆเงียบเชียบขึ้นกว่าเดิม แขกที่มีอยู่ไม่กี่โต๊ะก้มหน้าก้มตาลงเพื่อหลบสายตา เขาจึงได้แต่เดินออกจากร้านไป เมื่อเดินออกไปก็พบกับ รถลากเทียมม้าจอดรออยู่ การเดินทางในยามค่ำคืนไม่ลำบากเท่าใดนักถึงแม้จะเป็นพื้นที่ๆห่างออกมาจากตัวเมืองในเขตหัวเมืองชั้นนอกก็ตาม เนื่องด้วยการตัดถนนถูกปูด้วยหินอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ใช้เวลาเพียงไม่กี่โมงยามก็มาถึงสถานนีรถไฟที่วิ่งตรงไปสู่ใจกลางอาณาจักร ที่สถานนีมีคนยืนรอเขาอยู่แล้ว

“สายัณห์สวัส สบายดีมั้ยครับ”ผู้พูดพูดออกมาด้วยภาษารัสเซีย เขาเป็นชายสูงวัย รูปร่างผอม หน้าตาขึงขึง อยู่ในชุดฟอร์มเรียบร้อย

“สบายดี ข้ารึนึกว่าเอ็งจะรีบกลับไปแล้วซะอีก” ออกญาพิชัยสมุทรตอบกลับเป็นภาษารัสเซียเช่นเดียวกัน พร้อมกับเชคแฮนก่อนจะพากันขึ้นรถไฟ

เมื่อกลุ่มองครักษ์เช็คความเรียบร้อยเสร็จ ม้าเหล็กสีดำก็เริ่มพ่นควันออกมา พร้อมลากคนและสัมภาระร่วมตันออกเดินทางไปในความมืด

“ไวน์ซักหน่อยมั้ย”ออกญาพิชัยสมุทรเอ่ยปากถาม
“ซักแก้วก็ดีนะครับ” ชายสูงวัย ชาวรัสเซียตอบกลับมาเป็นภาษาไทย แม้สำเนียงจะแปลกไปบ้าง แต่ก็พูดออกมาได้คล่องแคล่ว
“การหาสินแร่ไปถึงไหนแล้วหละ องค์ราชารึก็เร่งงานอยู่ทุกเพลาที่เข้าประชุม”
“เฮ้อ…ผมรึก็เร่งงานไม่ได้หยุดพัก แต่ในยุคแห่งความก้าวหน้าเช่นนี้ดูเหมือนผมมีเวลาเท่าใดก็ไม่เพียงพอนะครับ ว่าแต่ทีมวิจัยของท่านออกญาหละครับ” เขาฝืนยิ้มให้ท่านออกญา
ท่านออกญายิ้มตอบก่อนตอบกลับไป
“ท่านเตรียมตัวรับยุคสมัยใหม่ได้เลย”

นครหลวงในยามนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นนครแห่งหนึ่งที่รุ่งเรืองและทรงอิทธิพลแห่งหนึ่งของโลก สืบเนื่องมาจากสมัยราชาองค์ก่อนที่สามารถดึงตัวชนชั้นหัวกระทิมาจากดินแดนโพ้นทะเลให้มาตั้งรกรากยังดินแดนที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ การพัฒนาที่ต่อเนื่องทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และ

การทหารตลอดช่วงอายุขัยของพระองค์ถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกที่สานต่อมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ดินแดนอริราชศัตรูทั้งหลายต้องยอมสยบ ดินแดนขยายใหญ่กินอาณาบริเวณทั่วคาบสมุทรแดนใต้

แต่ในทางกลับกัน อาณาจักรอิสระในแถบนี้ต่างเตรียมความพร้อมทำสงครามอยู่ทุกเมื่อบรรยากาศแถบชายแดนครุกกรุ่น พร้อมประทุ

หลังจากใช้เวลามาหนึ่งราตรีรถไฟก็เข้าสู่เขตนครหลวงในยามราตรี ขณะที่รถจักรไอน้ำกำลังผ่านกลุ่มชุมชนและสลับบริเวณรอบกำแพงเมืองนั้นเอง ในยามราตรีเช่นนี้ในเมืองหลวงกลับสว่างไสวด้วยเหตุเพลิงไหม้ กลุ่มควันสีดำคละคลุ้ง ชาวบ้านต่างวิ่งหนีกันให้ชุลมุน เมื่อผ่านเข้ามายังตัวเมือง ชาวบ้านและทหารรักษาการณ์วิ่งกันดับไฟตามจุดต่างๆ เรือเหาะบรรทุกน้ำหลายลำช่วยกันควบคุมเพลิงไหม้ เมื่อรถไฟเทียบสถานีกลาง เหล่าทหารได้ควบคุมพื้นที่ไว้แล้ว กององค์รักษ์จัดทีมคุ้มกันพาตัวออกญาทั้งสองขึ้นรถม้าตัดตรงเข้าสู่วังหลวง ระหว่างทางอาคารหลังหนึ่งก็เกิดระเบิดผนังกระเด็นออกมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นอีกแห่ง

“เหตุการณ์แบบนี้หาธรรมดาไม่ ผู้อยู่เบื้องหลังย่อมมีจุดประสงค์ยิ่งใหญ่กว่าแค่การก่อจราจลสร้างความวุ่นวาย” ออกญาพิชัยสมุทรกล่าวด้วยสีหน้านิ่งเรียบ

รถม้าค่อยๆผ่านแนวทหารทีละชั้นเข้าไปยังวังหลวง ทหารรักษาการณ์ล้วนยืนสงบนิ่งระเบียบวินัยเข้มแข็งแม้เกิดเหตุร้ายยังไม่วุ่นวาย สับสน แสดงถึงการฝึกฝนมาอย่างดีและฝึมือของหัวหน้ากองทหารรักษาการณ์

รถม้าหยุดลงประตูรถม้าถูกเปิดออก มีชายผู้หนึ่งยืนประจำการรออยู่ เขาเป็นชายวัยกลางคนหน้าตาดุดันอยู่ในเครื่องแบบทหารสีแดง และกลุ่มทหารเหล่านี้คือ กองทหารเสือเป็นผู้ดูแลเขตราชวังชั้นในและขึ้นตรงต่อองค์ราชาโดยตรง

“ท่านออกญาทั้งสอง เรียนเชิญขอรับ”

ออกญาพิชัยสมุทรมองไปยังที่รับฝากอาวุธพบว่ามีผู้มาประชุมยังไม่มากนัก กลุ่มองค์รักษ์ของออกญาต้องรออยู่เบื้องนอก ทหารเสือสี่นายนำทางออกญาทั้งสองสู่ด้านใน

เมื่อเดินมาถึงบริเวณโถงทางเดิน
“เปรี้ยง”เสียงคำรามดังติดๆกัน ทหารเสือทั้งสี่ล้มลงก่อนที่ทุกคนจะยังได้ทำอะไร คนกลุ่มหนึ่งร่อนลงมาจากฟ้า ใบหน้าสวมแว่นบังลมรูปทรงประหลาดคลุมใบหน้าไปกว่าครึ่ง ที่หลังของพวกเขาใส่ไว้ด้วยอุปกรณ์โลหะทรงกระบอกมีท่อและกลไกติดอยู่มันพ่นแรงดันไอน้ำออกมาดูเหมือนต้องใช้ความชำนาญในการบังคับอยู่ไม่น้อย เมื่อมองขึ้นไปในความมืดนั้นเหมือนเห็นเรือเหาะขนาดเล็กสีดำ ดูแล้วมันถูกออกแบบมาใช้กับภารกิจยามค่ำคืน พวกมันไม่รอช้าลากออกญาทั้งสองขึ้นเรือเหาะไป จากมุมสูงทำให้เห็นได้ว่าพวกทหารเสือวิ่งวุ่นในเขตชั้นใน เรือเหาะบินอ้อมหลบจุดตรวจการที่ระดมยิงเข้าใส่ เรือเหาะสีดำไม่ได้มีเพียงลำเดียวเท่านั้น มันเริ่มมุ่งตรงไปยังทิศทางเดียวและรวมตัวกันกลายเป็นสี่ลำ พวกมันตรงไปยังอาคารวิจัย

“เข้าไปรวมกันทางโน้น”
เมื่อออกญาเดินเข้าไปด้านในก็พบว่าทีมวิจัยถูกจับมารวมกันอยู่ที่นี่แล้วโดยมีพวกกลุ่มคนนิรนามยืนคุมอยู่ ยังมีอีกหลายคนที่รื้อค้นและขนงานทดลองต่างๆออกไป ชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้านใน เขาสวมหน้ากากเหล็กบังหน้าอยู่ แต่งกายในชุดรัดกุมสีดำ

“เอาละทุกท่านวันนี้ผมมีข้อเสนองามๆมาให้ ก่อนอื่นต้องขอประทานโทษที่ต้องส่งหน่วยรบพิเศษของผมไปเชิญตัวพวกท่านมาแบบนี้ ผมเพียงต้องการ ผนึกอัศนีบาต จากพวกท่านเท่านั้น ผมจึงอยากจะขอเชิญให้พวกท่านเปลี่ยนมาทำงานให้ผมเท่านั้น เรื่องทรัพสินเงินทองทุกอย่าง ผมพร้อมที่จะสนับสนุนพวกคุณอย่างเต็มที่”

‘พวกมันรู้รายละเอียดเรื่องนี้ หรือเป็นฝีมือของคนในแพร่งพรายความลับออกไป’
“แบบนี้เรียกว่าคำเชิญเรอะ น่าขันสิ้นดี”ชายผมทองกล่าว
“แล้วเราจะมั่นใจในความปลอดภัยของพวกเราได้ยังไงหละ”
ชายใส่แว่นหัวล้านอีกคนสำทับ

“ยุคนี้ใครสามารถยึดครองแหล่งพลังงานและเทคโนโลยีได้ก็ได้เป็นใหญ่ ผมบอกได้แค่ว่าอาณาจักรที่พวกท่านรับใช้อยู่ ก็เหยียบย่ำบนกองเลือดมากกว่าที่พวกท่านคิด”

“ถ้าอย่างงั้นก็ควรจะแสดงตัวออกมาก่อนว่า เรากำลังจะทำงานให้ใครอาณาจักรไหน”
“ผมเกรงว่าพวกท่านไม่มีทางเลือกขนาดนั้น ลองคิดดูซิครับ สิ่งสูงสุดที่พวกท่านต้องการคือการฝากชื่อทิ้งไว้บนโลกในฐานะ นักวิจัยผู้ยิ่งใหญ่ใช่หรือไม่ มันสำคัญด้วยหรือว่าอาณาจักรใดเป็นคนนำสิ่งนั้นไปใช้ ผู้ชนะคือผู้ที่เขียนประวัติศาสตร์ ผมไม่อยากให้มีเหตุนองเลือดเกิดขึ้นดังนั้น ขอความร่วมมือด้วยครับ”

ทั้งห้องเงียบกริบ ทุกคนได้แต่ยืนนิ่ง
“ผมยังไม่อยากตาย”ใครคนนึงก้าวออกไปมีคนเดินตามไปด้วยสองสามคน
พวกที่เหลือเริ่มลังเล สุดท้ายครึ่งหนึ่งของทีมก็ย้ายฝากไปแล้ว
ท่านออกญาพิชัยสมุทรยังคงนิ่งจ้องไปยังหน้ากากใบนั้น
“ข้าไม่คิดว่าท่านจะมาเยี่ยมสหายชราผู้นี้ในบรรยากาสแบบนี้เลย..ท่านขุนพิชิตชัย”
คนที่ใส่หน้ากากหันมามองออกญา ภายใต้หน้ากากไม่ทราบมีความรู้สึกอย่างไร

“เดินหน้าเต็มกำลัง”
ขุนพิชิตชัย ยืนบัญชาเรือเหาะ ในวัยฉกรรด้วยหัวใจที่ภักดิ์ดีเต็มร้อย ด้วยฝีมือที่หาตัวจับยากในการบัญชาเรือเหาะจึงถูกสั่งให้มาทำภารกิจในการตามล่า อัศนีบาต ในตอนนั้น ออกญาพิชัยสมุทรในสมัยนั้นได้ติดตามไปในฐานะตัวแทนทีมวิจัย ผู้ที่คิดจะนำอนุภาพของพลังงานอัศนีบาตมาใช้ ในยามนั้นทุกอย่างยังอยู่ในขั้นทดลอง ผนึกอัศนี จึงเป็นเสมือนภายชนะที่สามารถใช้กักเก็บ พลังงานอันมหาศาลของอัศนีไว้ได้ หากแต่แร่ธาตุที่ใช้ผลิตนั้นหาได้ยากยิ่ง แต่หากสามารถทำได้แบบแปลนในการสร้างกองทัพจักรกลก็ไม่เป็นเพียงความเพ้อฝันอีกต่อไป

ในตอนนั้นทุกคนดีใจที่สามารถนำลวดตาข่ายไปดักจับอัศนีที่วิ่งไปตามหมู่เมฆได้ ทุกคนต่างดีใจกับความสำเร็จที่ได้รับ แต่โดยที่ไม่มีใครคาดคิด เพื่อปกปิดความสำเร็จในครั้งนั้นทหารที่เข้าร่วมปฏิบัติการทั้งหมดถูกสังหารเว้นเพียงแต่ขุนพิชิตชัยที่หนีรอดไปได้ ส่วนออกญาพิชัยสมุทรได้รับคำสั่งให้พัฒนาระบบพลังงานอัศนีลงไปในเครื่องจักรสงครามแทนระบบไอน้ำ การประดิษฐ์ยังคงดำเนินต่อมาเรื่อยๆ ส่วนขุนพิชิตชัยก็หายสาปสูญไป

“แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อไปค่ะ”เด็กหญิงตัวน้อยถามตาแป๋ว
“ลุงก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกนะก็ฟังๆเค้าเล่าต่อมาอีกทีนึงเรื่องมันก็นานมาแล้ว หลังเหตุจราจลที่เมืองหลวงหนะ ก็เกิดสงครามอีกครั้ง ก็ระเบิดกันตูมตามซะยกใหญ่เชียวหละ เครื่องจักรตัวเบ้อเริ่มบุกมาถึงเมืองหลวงเลยนะ ก็โทษกันไปโทษกันมาหละนะว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อน ลุงว่ามันก็ผลประโยชน์ของคนข้างบนเรานั่นแหละ สุดท้ายประชาชนอย่างเราก็เดือดร้อน” ผู้พูดส่ายหัว

“แล้วตอนนั้นคุณลุงทำยังงัยหละค่ะ”
“ก็โดนเกณฑ์ไปรบอยู่ช่วงนึงหละนะ แต่ส่วนใหญ่ไปเป็นพ่อครัว พอสงครามยุติก็เลยมาเปิดร้านอาหารอยู่นี่แหละ”
“ที่ห้อยคอของคุณลุงสวยจังเลย”
“อ่า..ไอ้นี่เรอะของนำโชคของลุงเลยนะ ลุงได้มาสมัยเด็กๆคิดว่ารอดมาได้ก็เพราะเจ้านี่แหละนะ”
เขาถอดออกส่งให้เด็กหญิงดูมันเป็นเพียงลูกแก้วเล็กๆ เมื่อเด็กหญิงจ้องลึกเข้าไปเห็นเป็นเส้นสายฟ้าวิ่งแปล๊บปล๊าบอยู่ในนั้น
“อ่ะลุงให้ละกันอย่าทำหายเชียวนา”ผู้พูดยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ”เด็กหญิงยกมือไหว้ก่อนออกจากร้านอาหารไป.

****************************

9 ความเห็นบน “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “พลังงานอนาคต”: รามสูร”

  1. เพื่อไม่ให้เป็นการเข้าใจผิด
    เรื่องนี้ไม่ใช่ sci-fi นะครับ
    เป็น pure fantasy จึงไม่เข้าเงื่อนไขการประกวด นะครับ
    ท่านใด มีความคิดเห็นเช่นไร สามารถ comment ได้ ครับ

  2. การเขียน sci-fi fantasy ในเรื่องสั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะไม่มีพื้นที่มากพอที่จะสร้างบริบท ทั้งหมด(ในปริมาณที่มากพอ) ขึ้นมาได้ แบบ dune หรือ the lord of the rings

    ยาก มากๆ แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้


    เรื่องนี้ เป็น fantasy อย่างไม่ต้องสงสัย
    ขอวิจารณ์ เชิงเรื่องสั้น ก่อนนะครับ
    เรื่อง เรื่อยๆ มาเรียงๆ จบแล้วก็ งงๆ
    ว่า อะไร? ทำไม? ???

    เพราะผมหา แกนของเรื่องไม่เจอ จะพูดถึงการ”จับสายฟ้า”ก็ไม่ใช่, จะพูดถึงเรือ, จะพูดถึงสงคราม การกดขี่ ก็เป็นเพียงคำบอกเล่าที่ผ่านเลยไป

    อ่านจบอารมณ์ประมาณ ดูตอนหนึ่งของ fairy tail หรือ one piece (การ์ตูนญี่ปุ่น)

    อาจจะเพราะไปเล่นกับ “ภาษา” มากเกินไป
    แก่นของเรื่อง และ แรงปะทะ ของมัน จึงจมหายไป

    ส่วน กลวิธีในการนำเสนอด้วยการเล่าเรื่อง แต่มีบทพูดในทั้งสองส่วน(ส่วนการเล่า และในส่วนเรื่องที่เล่า) ทำให้ผมสะดุด ครับ
    ตั้งสติอยู่ตั้งนานกว่าจะรู้ได้ว่า “อ๋อ นี่กำลังเล่าเรื่องอยู่”
    วิธีนี้ทำได้กับภาพเคลื่อนไหว เพราะมีภาพเข้ามาช่วยแยกเรื่อง แต่ยาก สำหรับ งานเขียน
    (ในงานเขียน นิยมจะแยกส่วนของเล่าเรื่องด้วยลักษณะเหมือนการอ่านบันทึก มากกว่า)
    ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้(อย่างที่ผมบอก ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้) เพียงแต่ว่า ที่เห็นอันนี้ มัน “สะดุด” นะครับ

    ที่สำคัญที่สุด อ่านจบแล้ว ลอยๆ เคว้ง คว้าง อย่างไร ก็ไม่รู้

    คราวนี้ จะทำให้มันเป็น sci-fi fantasy ได้อย่างไร

    A Long Time Ago, In A Galaxy Far, Far Away ….
    ครับนี่เลยครับ ตัด บริบทของโลกออกไปเลย (ภาษารัสเซีย, ขุนทั้งหลาย …)
    พูดถึง โลกที่ อะตอมทุกอะตอมเป็นสิ่งมีชีวิต
    มนุษย์(รูปร่างคล้ายมนุษย์) คือ เมืองเดินได้ (เพราะทุก อะตอม มีชีวิต)
    ca(calcium) มีชีวิต o(oxygen) มีชีวิต c(carbon) มีชีวิต ฯลฯ
    พลังงาน ก็มีชีวิต และเราจับพลังงาน แบบจับปลา
    เออ …
    น่าจะพอได้เนอะ

    ไม่รู้นะครับ ลองดู ล่ะกัน
    ที่น่าจะสำคัญที่สุด คือ กำหนดแก่นของเรื่องก่อน
    ครับ

  3. อ่านเรื่องนี้แล้วมึนพอๆกับเรื่อง ภวังค์เลยครับ
    ตอนแรกเหมือนมีลุงใจดีเล่าเรื่องแล้วทำไมอยู่ดีๆคนเล่ากลายเป็นออกญาไปได้ มันตัดสลับกันตอนไหน งงมาก เรื่องดำเนินไปแบบมึนๆออกญาโดนหมายเรียก เหมือนต้องอาญา ทำไมไม่เชิญดีๆละนะ พอออกญาไปถึงก็เป็นคนชวนกินไวน์ ที่จริงต้องเป็นเจ้าบ้านเป็นคนชวนนิ แล้วคนใส่หน้ากากก็ออกมาแบบไม่ค่อยมีแบล็กกราวน์

    พอตอนจะจบก็มีผนึกอัศนีขึ้นมาเฉยๆทำไมไม่ท้าวความมาก่อน ถ้าไม่อยากให้รู้ก็บอกแต่ว่าออกญามีอาวุธสำคัญบางอย่าง แต่ยังไม่ลงรายละเอียดเอาแค่ยั่วน้ำลายคนอ่านก่อน ค่อยเฉลยที่หลังก็ได้

    ในอณาจักรที่เจริญทางเทคโนโลยีสูงกว่ามักจะได้เปรียบกว่าทั้งทางทหาร ดูได้จากประวัติศาสตร์ พลธนูอังกฤษเคยมีเครื่องยิงธนูขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เท้าง้างแต่ยิงได้ไกลกว่าทหารฝรั่งเศสมากจึงชนะสงครามอย่างง่ายดาย ชาวแอสแทรกก็พ่ายต่อทหารสเปนจนสิ้นชาติ ตามเนื้อเรื่องทำไมผู้ด้อยเทคโนโลยีจึงเข้าบุกและชนะง่ายมาก อย่างนี้มันต้องเจอ อัสนีฆาตเอามารบกันซักตั้งก่อนเป็นไร

    ผู้เขียนยังพยายามยัดเอามหากาพย์ใส่ใน 4 หน้ากระดาษ มีพล็อตหลากหลาย แต่จบแบบโหวงๆ ไอ้ที่ห้อยคอนั่นนะรู้ว่าเป็นผนึกอัสนี แต่มีแล้วจะเป็นไงก็ไม่ได้บอก จะมีคนมาตามล่า หรือจะเป็นการเริ่มมหากาพย์บทใหม่ (ลุงแกไม่เอะใจบ้างเลยเนอะ ขนาดคนอ่านยังรู้)

    คุณนิราจคงจะรู้มาก่อนแล้วมั้งครับว่าทั้งสองเป็นเพื่อนกัน ทำหนังสั้นด้วยกัน ฉะนั้นวิธีการเล่าของภาพยนต์จึงถูกนำมาใช้ในงานเขียน ซึ่งก็จริงอย่างที่คุณนิราจว่ามาครับ คำสะกดผิด หรือบทบรรยายที่ไม่เห็นอกเห็นใจคนอ่าน ไม่ใช่ปัญหาของภาพยนต์ แต่เป็นปัญหาของวรรณกรรมครับ

    จัดหนักไปไหม

  4. ปล. ชอบบรรยากาศย้อนยุค ทำให้คิดว่าสมัยนั้นศัตรูของวิทยาศาสตร์หาใช่อณาจักรไหนไม่ แต่เป็นคริสจักรนั่นเองครับ ถ้าในเรื่องนี้ฝ่ายศัตรูเป็นศาสนาที่เรื่องอำนาจสูงสุดน่าจะเข้าที เป็นคู่ต่อกรที่สูสีกัน

  5. คำถามยิงตรงคุณ HooNo2000

    ” … คุณนิราจคงจะรู้มาก่อนแล้วมั้งครับว่าทั้งสองเป็นเพื่อนกัน ทำหนังสั้นด้วยกัน ฉะนั้นวิธีการเล่าของภาพยนต์จึงถูกนำมาใช้ในงานเขียน … ”

    สองคน นี่คือใครหรือครับ (ถามจริงๆนะครับ อยากรู้ ครับ)
    หนังสั้นนี่ผมไม่ค่อยทราบรายละเอียดเสียด้วยสิครับ


    จริงๆผมเคยพยายามลองเขียนบทบรรยายแบบในหนัง
    (ฉากหนึ่งในเรื่อง เครื่องปริวรรตมวลสาร ซึ่งพยายามเลียนแบบฉาก action ใน minority report)
    ปรากฎว่ามันไม่ work ครับ เดี๋ยวว่างๆจะลองพยายามอีก
    แต่เท่าที่จับได้
    สื่อที่ต่างกัน ควรจะใช้กลวิธี ที่ต่างกัน
    ครับ

  6. อติเทพ กับ hooman ไงครับ เป็นกลุ่มทำหนังสั้นโรงเรียนเทพศิริทร์ ด้วยนิสัยเสียของผมที่ชอบหาข้อมูล(ก็ผมอยู่ไกลคนอื่นต้องอาศัยเน็ตในการหา ถ้าผมอยู่กรุงเทพผมขับรถไปจิบชากับคุณนิราจและพี่วรากิจไปนานแล้ว) ตอนผมได้รับเมลของพี่วรากิจ ขอเลื่อนกำหนดตัดสินเรื่องสั้น ในเมลมี cc ส่งต่อผมก็เลยไปเช็คดูว่ามีใครบ้าง มีหมอเอกzhivago ผม และน้องสองคน สองคนนี้ทำหนังสั้นโรงเรียนเทพศิรินทร์ครับ เอผมเอาความส่วนตัวมาเผยไปหรือเปล่าเนี่ย ถ้าไม่สมควรก็ลบออกให้ด้วยนะครับ

    คิดว่าตอนที่เขาเปลี่ยนจากลุงเล่าให้หลานๆฟังมาเป็นออกญา ที่อ่านแล้วงง เขาคงคิดเป็นภาพยนต์คือใช้เทคนิคตัดต่อ แต่ในหนังมันได้ผลเพราะพอเห็นหน้าคนก็จะรู้ว่ามันตัดไปแล้ว แต่พอเป็นวรรณกรรมมันยังหลอกให้อ่านไปตั้งไกลกว่าจะรู้ว่ามันตัดฉาก

    คุณนิราจยังถ่ายภาพอยู่ไหมครับ สมัยเรียน มหาวิทยาลัยผมชอบถ่ายภาพมาก เป็นกรรมการชมรมถ่ายภาพมหาวิทยาลัยด้วย เอาผลงานมาอวดกันบ้างเนอะครับ

  7. มีจินตนาการที่สนุกสนานมาก เอาอดีตมาผสมผสานกับอนาคตผสมแฟนตาซี เพียงแต่อดีตที่นำเสนอยังขาดความสมจริง ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนเวลา ตำแหน่งข้าราชการในยุคนั้น วิถีชีวิตเพื่อให้เรื่องดูหนักแน่นมีน้ำหนักมากขึ้น จินตนาการดูขาดที่มาที่ไปไปหน่อยครับ อ่านแล้วบางครั้งงงๆอยู่เหมือนกัน ดีที่แต่งให้เป็นเหมือนนิทานสำหรับเล่าให้เด็กฟังก็เลยทำให้พอรับได้ แต่หักมุมให้จบเหมือนกับเป็นเรื่องจริง อันนี้เป็นการจบที่ดีครับ

  8. อาจนับเป็นเรื่องแบบโลกคู่ขนานได้ โลกที่จิตนาการขึ้นทำให้คิดถึงเรื่อง “เข็มทิศทองคำ”+เรื่อง “stardust” ที่มีเรือไปเก็บสายฟ้ามาขาย

    แต่ด้วยการที่ดำเนินเรื่องแบบภาพยนตร์ มีคำพูดมากมายเกินคล้ายบทเจรจาในหนัง ซึ่งต่างจากการเล่าแบบเรื่องสั้น อ่านแล้วอึดอัด ขาดความขัดแย้งและไคล์แม็กซ์แบบเรื่องสั้น

    แก่นเรื่องยังไม่เป็นพลังงานในอนาคต แต่เป็น “พลังงานในโลกคู่ขนาน”

    นัย pommm

  9. ภาพรวมของเรื่องนี้ จุดเด่นที่ผมจับไดัคือภาษาครับ ถ้าเป็นรุ่นเด็ก ๆ ใช้ภาษาได้ขนาดนี้ อีกหน่อยฝีมือไปไกลแน่นอน

    เห็นด้วยกับคุณ Hoono ครับว่าเป็นการใช้ภาษาแบบการตัดต่อหนัง ถ้าสร้างเป็นภาพออกมา เรื่องนี้น่าจะสนุก (อยากเห็นฉบับ animation ขึ้นมาเลยครับ) แต่พอนำมาใช้ในงานเขียนกลับอ่านแล้วสับสนอยู่พอสมควร ทางแก้ที่ไม่ยากคือแยกบทครับ ให้เห็นชัด ๆ เลยว่าส่วนที่เป็นลุงเล่าเรื่อง กับเรื่องที่เป็นเรื่องในเมืองนั้นแยกกันตรงไหน (เข้าใจว่าส่วนแรกของเรื่องเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน แล้วมาตัดเป็นฉากจบเอาช่วงหลัง)

    ปรับเรื่องการบรรยายจะช่วยลดความสับสนลงได้ครับ เป็นกำลังใจให้ครับ

ใส่ความเห็น