เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: จ่าเฉย ๒.๐

โดย zhivago

บ่ายสามโมงครึ่งในวันครึ้มฝน “จ่า” เดินออกจากจุดพักมาประจำการ ณ กึ่งกลางทางม้าลายอันเป็นสถานที่ปฏิบัติงานประจำ จ่าอยู่ตรงนั้นมานานจนใครต่อใครต่างลืมไปแล้วว่ามีตำรวจมายืนโบกรถตั้งแต่เมื่อใด เจ้าของร้านชำใกล้ ๆ จำได้แค่ว่าเขาเห็นจ่ามาตั้งแต่เขายังเรียนอยู่ชั้นมัธยม จนตอนนี้ลูกคนเล็กกำลังจะเข้าอนุบาลก็ยังเห็นจ่ามายืนโบกรถอยู่ตรงนี้ทุกวันไม่เคยขาด เช้าหนึ่งรอบเย็นหนึ่งรอบ

ที่ว่าทุกวันนั้นหมายถึงทุกวันไม่เว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดราชการ จะมีก็เพียงครั้งเดียวตอนที่จ่าลาป่วยด้วยเหตุจำเป็น แต่ไม่นานเขาก็กลับมายืนเป่านกหวีดได้อีกครั้ง

ที่ตรงนี้เดิมเป็นแค่ถนนออกนอกเมืองสายหนึ่ง ทางม้าลายถูกตีเส้นหลังจากโรงเรียนอาชีวะประจำจังหวัดสร้างเสร็จ จ่าได้มาประจำการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มันอยู่ห่างจากสี่แยกใหญ่ไม่ถึงห้าสิบเมตร ถ้าจะให้ถูกต้องแล้วทางม้าลายควรจะถอยห่าออกไปอีกนิดให้มีช่องว่างสำหรับรถจอดรอสัญญาณไฟ แต่ด้วยความที่มันเป็นโรงเรียนใหญ่ ประกอบกับเส้นสายของใครบางคนทำให้ทางม้าลายผุดขึ้นมาในที่ที่มันไม่ควรจะอยู่ได้ในที่สุด

กองกำกับการตำรวจประจำจังหวัดถูกสร้างขึ้นอีกฝั่งถนนเยื้องกับโรงเรียนอาชีวะแห่งนี้ในเวลาถัดไปไม่นาน ถ้าเป็นคนอื่นอาจดีใจที่จะได้มาโบกรถบนถนนหน้าห้องทำงานผู้บังคับบัญชาสูงสุดในจังหวัด แต่จ่าก็ยังยืนโบกรถอยู่ที่เดิมโดยไม่สนใจว่าด้านหน้าหรือด้านหลังจะเป็นที่ทำงานของนายตำรวจใหญ่ ในความเป็นจริงมันกลับทำให้จ่าทำงานได้ยากขึ้นเสียด้วยซ้ำเพราะประตูทางออกของกองกำกับการอยู่ถัดจากทางม้าลายไปไม่กี่เมตร และด้วยเส้นสายของใครบางคนอีกเช่นกันที่เนรมิตเส้นกรอบสีเหลืองพร้อมเส้นแนวทแยงเป็นที่ห้ามหยุดรถตรงกับประตูทางออกสำนักงาน ใช่ว่ามันจะมีรถตำรวจเปิดไซเรนแล่นเข้าออกวันละหลายครั้ง แต่มีไว้สำหรับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จะได้ไม่ต้องจอดรถรอตอนออกจากประตูสำนักงาน คนขับรถไปมานอกจากจะต้องระวังไฟจราจรที่อยู่ไม่ไกลแล้วยังต้องระวังไม่ให้หยุดรถทับทางม้าลายและเขตห้ามหยุดอีกด้วย

หลังการเลือกตั้งท้องถิ่น นายกเทศมนตรีคนใหม่สร้างสะพานลอยสี่ด้านข้ามทางแยกเป็นของขวัญสำหรับคะแนนเสียงที่ได้รับอย่างล้นหลามเพิ่มขึ้นมา ถนนสายสั้น ๆ นี้ก็เลยเต็มไปด้วยทางหยุดทางข้ามจนทางรถวิ่งเหลือน้อยลงทุกที

ถ้านั่นยังไม่ทำให้ปวดหัวพอ ยังมีคนจัดงบประมาณไปติดตั้งสัญญาณตัวเลขดิจิตอลนับถอยหลังให้คนขับรถได้นั่งนับเลขรอเวลาออกรถ แต่ไม่นานมันก็ถูกปิดไปด้วยเหตุใดไม่ทราบได้ เหลือเพียงไฟสัญญาณจราจรให้เป็นที่สังเกต จากนั้นก็มีผู้มีอุปการคุณสร้างป้อมตำรวจพร้อมเครื่องปรับอากาศไว้ที่มุมสี่แยกให้นายตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้นั่งพักผ่อนยามอากาศร้อน จ่าไม่เคยมีโอกาสได้ใช้มัน
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเฝ้าทางม้าลายนี้ทุกวัน แม้กระทั่งวันที่กำลังจะได้หยุดพักจากงานซ้ำซากในวันเกษียณอายุ

คนอื่น ๆ อาจเขียนใบลาล่วงหน้า ใช้วันลากิจและลาพักผ่อนที่สะสมมาแล้วหายหน้าไปตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว แต่จ่าไม่มีวันทำเช่นนั้น งานในหน้าที่เรียกร้องให้เขาทำสิ่งนี้จนถึงวันสุดท้าย นาฬิกาดิจิตอลหน้ากองกำกับการเป็นพยาน เหลืออีกไม่ถึงชั่วโมงแล้ว

……………………………………….

เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น แม่ค้าแผงลอยเข็นรถไปตามทางเท้าจับจองทำเลหน้าโรงเรียน เด็กสาวในชุดนักศึกษาและเด็กหนุ่มวัยเดียวกันในชุดช่างทยอยมายืนรอที่ริมทางเท้า จ่าเอี้ยวตัวกลับเชื่องช้าโบกมือให้รถหยุดปล่อยขบวนหนุ่มสาวเดินข้ามถนน หลายคนกำลังยุ่งอยู่กับสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตที่ตำรวจระดับจ่าไม่มีโอกาสได้ใช้ หรือถึงจ่าจะมีลูกสาววัยขนาดนี้ก็คงไม่มีปัญญาหาซื้อมาให้ลูกอีกเช่นกัน ตำรวจชั้นประทวนผู้ซื่อสัตย์อย่างจ่าไม่เคยเรียกรับอามิสใด ๆ

ไม่เหมือนกับพวกสัญญาบัตรที่อยู่ตรงสี่แยก นอกจากจะมีเงาตึกพาดไปมาให้หลบร้อน มีป้อมตำรวจติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ พอใกล้สิ้นเดือนก็ออกมาจับเด็กวัยรุ่นไม่ใส่หมวกกันน็อคกันสักครั้ง ส่วนใครจะตักเตือน ออกใบสั่ง หรือแอบรับใต้โต๊ะนั้นจ่าไม่อาจล่วงรู้ได้ ในมุมหนึ่งจ่าเป็นเหมือนอะไรสักอย่างที่อยู่นอกวงสนทนา ไม่มีโอกาสรับรู้เรื่องราวของคนใน เขาไม่มีเส้นสาย ไม่ได้เป็นเด็กของใคร ทำงานและจบอาชีพด้วยเกียรติของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ครบถ้วน นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับจ่า

หมุนตัวกลับไปมาหลายรอบ เด็กนักเรียนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเดินข้ามถนนไป จ่าเคลื่อนไหวตัวลำบากกว่าก่อนนี้มาก ถึงจะหุ่นดีขนาดเข้าประกวดนายแบบได้ถ้าอายุน้อยกว่านี้สักหลายปี แต่สภาพร่างกายที่ใช้งานมาหนักเกินขีดจำกัดทำให้ไม่คล่องตัวเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป มิหนำซ้ำตั้งแต่บาดเจ็บคราวนั้นร่างกายจ่าไม่เคยกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมอีกเลย เขายังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี กับคนทั่วไปอาจเรียกมันว่าเป็นเรื่องสิ้นคิด แต่กระนั้นจ่าก็ไม่เคยรู้สึกอะไรกับมันแม้แต่น้อย และทุกคนที่รู้ก็ชื่นชมในสิ่งที่เขาทำ มันเป็นเหตุการณ์ที่จ่าต้องลาป่วยเพียงครั้งเดียวในชีวิตราชการดังที่ได้บอกไว้ตอนต้น

………………………………………

เวลาแปดโมงครึ่งของวันธรรมดาวันหนึ่ง กองกำกับการเปิดเพลงมาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ออกเครื่องขยายเสียงเป็นกิจวัตร จ่ายืนประจำการกลางทางม้าลายเหมือนทุกวัน นักเรียนเข้าโรงเรียนไปหมดแล้ว ทุกอย่างดูเป็นปกติดี ผิดไปแต่เพียงเสียงวิทยุสื่อสารดังระงม ประกาศสกัดรถยนต์ชนแล้วหนีคันหนึ่งผ่านมาตามเส้นทางนี้

ตรงสี่แยก นายตำรวจประจำป้อมออกมายืนริมถนน เป่านกหวีดยาวโบกมือเป็นระวิงให้รถต้องสงสัยหยุด แต่มันก็วิ่งฝ่าสัญญาณไฟแดงมาชนิดที่คนขับไม่ยกเท้าจากคันเร่งด้วยซ้ำ

คำสั่งชัดเจน ห้ามคนร้ายขับผ่านหน้ากองกำกับการไปได้โดยเด็ดขาด จ่าปฏิบัติตามด้วยการเดินไปข้างหน้าสามก้าวก่อนจะหันหน้าไปยังรถต้องสงสัย ยกแขนขึ้นระดับอก หันฝ่ามือไปทางรถคันนั้นและเป่านกหวีดยาวเป็นสัญญาณให้หยุด ไม่มีทางที่คนร้ายหน้าไหนจะขับรถผ่านหน้ากองกำกับการไปได้ง่าย ๆ ถ้าจ่ายังอยู่ตรงนั้น

โชคดีที่คนขับไม่ทันคิดว่าเป็นอะไรกันแน่ที่มาขวางทางรถจึงกระแทกเบรกเข้าเต็มแรง กระนั้นจ่าก็ยังถูกชนลอยละลิ่วไปไกลพร้อมกับข้อต่อสะโพกด้านหนึ่งแตกละเอียด

“ถึงตัวจะตายก็ช่างมัน มิเคยคำนึงถึงชีวัน…” เสียงเพลงจากเครื่องขยายเสียงยังคงดังอยู่อย่างนั้น

รอยเบรกยังติดอยู่บนพื้นถนนตอนที่จ่ากลับมาทำงานได้อีก

จ่าได้เครื่องแบบชุดใหม่ เนื้อผ้าทอด้วยเทคโนโลยีนาโน ไม่เปียกน้ำ ไม่มีรอยยับ ไม่ต้องเสียแรงซัก แค่ยืนตากฝนสักพักก็ชำระฝุ่นออกจากชุดได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังได้ข้อสะโพกใหม่ผลิตจากไททาเนียมที่ถึงแม้คุณภาพจะไม่เต็มร้อยเหมือนเดิมแต่ก็ดีพอจะให้จ่าใช้ทำงานได้จนถึงวันเกษียณอายุ

ส่วนเสื้อผ้าชุดเก่านั้นอัยการเอาไปเป็นหลักฐานในศาลพร้อมกับแจ้งข้อหายาวเป็นหางว่าวให้คนขับ หนึ่งในนั้นคือทำลายทรัพย์สินทางราชการ น่าเสียดายที่ไม่มีใครเรียกจ่าให้ไปเป็นพยานศาล ภาพจากกล้องวงจรปิดมีน่าจะน้ำหนักมากพออยู่แล้ว

………………………………………

ถ้าจะมีอะไรให้ภาคภูมิใจในชีวิตราชการอยู่บ้าง ก็คงเป็นตอนที่สภานักเรียนแห่งโรงเรียนอาชีวะที่จ่ายืนเฝ้าทางม้าลายให้มีมติมอบรางวัลตำรวจดีเด่นผู้ช่วยเหลือกิจกการสาธารณะในโอกาสครบรอบวันสถาปนาโรงเรียน อันที่จริงมันควรเป็นรางวัลเล็ก ๆ ที่มอบให้กันเงียบเชียบ แต่ด้วยระเบียบราชการกลับทำให้ทุกอย่างเยิ่นเย้อเสียเวลา

นักเรียนต้องทำหนังสือให้โรงเรียน โรงเรียนต้องผ่านหนังสือไปยังสถานีตำรวจต้นสังกัดที่ตั้งอยู่อีกมุมเมือง และหนังสือฉบับนั้นถูกส่งผ่านมาที่กองกำกับการที่อยู่ตรงข้ามโรงเรียนในที่สุด มิหนำซ้ำกองกำกับการยังต้องทำเรื่องหารือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขออนุมัติให้จ่าไปรับรางวัลที่ว่านี้

ท้ายที่สุดจ่าก็ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนจะมีใครได้รางวัลแทนนั้นจ่าไม่เคยใส่ใจ อย่าได้ติดใจอะไรนักเลย ยิ่งเป็นข้าราชการตัวเล็กก็ยิ่งเป็นเหมือนเฟืองจักรที่หาใหม่มาทดแทนได้ หรืออาจคัดทิ้งได้ถ้าจำเป็น ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นั้นถือเป็นผู้ทรงคุณค่า ไม่ว่าจะด้วยความสามารถหรืออำนาจบารมี ซึ่งอย่างหลังนี้จ่ายอมรับว่าเขาไม่มีและไม่รู้ว่าจะไปหาจากที่ไหนได้เลย

………………………………………

ใกล้สี่โมงครึ่ง รถออกมาบนถนนมากขึ้นและเคลื่อนตัวได้ช้าลง ไฟแดงที่สี่แยกยังคงเปิดปิดไม่เป็นจังหวะเหมือนเช่นทุกวัน นักเรียนหลายคนรออยู่ที่ทางเท้า รถคันหนึ่งหยุดคร่อมทางม้าลายเพราะที่สี่แยกข้างหน้าเปลี่ยนสัญญาณไฟเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

จ่ายกมือขึ้นเคาะกระจก คนขับเลื่อนกระจกลงครึ่งบาน อากาศเย็นจากในรถพัดออกมาวูบหนึ่ง หญิงสาวหน้าตาดี แต่งหน้าเข้ม หันมามองจ่าด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรนัก

“ทางม้าลายห้ามหยุดรถนะครับ”
“ก็ไฟแดงมันขึ้นเร็วนี่ ใครจะไปรู้ล่ะว่าจะต้องหยุดรถตอนไหน” น้ำเสียงของเธอกระชากกระชั้น
“คุณต้องกะเวลาให้ดีนะครับ ตรงนี้ห้ามหยุดรถครับ” จ่าตอบเสียงราบเรียบ
“ถ้าหยุดก่อนถึงม้าลาย พอไฟเขียวแล้วค่อยออกตัว ไปถึงสี่แยกได้ก็ไฟแดงพอดีนั่นแหละ”

ประมวลด้วยเหตุผลแล้วก็เป็นไปได้อย่างที่เธอบอก แต่จ่าไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ดุลยพินิจ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ แต่ก่อนที่จ่าจะได้พูดอะไร รถคันหน้าเคลื่อนตัวออกไปช้า ๆ หญิงสาวเลื่อนกระจกขึ้นและขับออกไป ทิ้งให้จ่ายืนเฉยอยู่อย่างนั้น

รถคันต่อมาที่จอดคร่อมทางม้าลายเป็นรถกระบะสองตอน คนขับเป็นชายหนุ่มร่างท้วมหนวดเคารกครึ้มสวมแว่นดำ เขาไขกระจกแล้วยกมือช้า ๆ ผงกศีรษะเล็กน้อย ยิ้มเจื่อน ๆ ยอมรับผิด จ่าปล่อยไปโดยไม่ได้เตือน

เอาเถอะ… ใกล้ถึงเวลาเลิกงานวันสุดท้ายแล้ว
นี่เขากำลังใช้ดุลยพินิจอันเป็นข้อห้ามอยู่หรือเปล่า ?

………………………………………

รถคันที่สามเป็นรถเก๋งยุโรปคันโต จ่าทำในสิ่งที่เขาปฏิบัติมานับครั้งไม่ถ้วน ยกมือขึ้นเคาะกระจก
ทันทีที่กระจกเลื่อนลง จ่าเห็นใบหน้าที่จำได้ติดตาเพราะมีรูปขึ้นป้ายไวนิลที่หน้ากองกำกับการให้มองเทียบชัด ๆ มีตัวพิมพ์ขนาดใหญ่เชิญชวนให้เคารพกฎจราจรอยู่ข้างใต้ คนขับที่จ่าเห็นเป็นคนเดียวกับในรูปที่มีชื่ออยู่บนป้ายว่าเป็นผู้กำกับประจำกองกำกับการ ‘ท่าน’ อยู่ในเครื่องแบบชุดเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นสีขาวนั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับ แปลกกว่าวันอื่นตรงที่ท่านไม่ได้ขับรถออกมาจากประตูทางออกกองกำกับการ เป็นไปได้ว่าท่านอาจออกทางประตูหลังหรือเพิ่งเสร็จจากปฏิบัติภารกิจบางอย่าง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้วัตรปฏิบัติของจ่าเปลี่ยนไป

“ทางม้าลายห้ามหยุดรถนะครับ” ระเบียบมีไว้สำหรับทุกคน
“มี ว. 5“ ท่านผู้กำกับตัดบท
ว. 5 คือปฏิบัติการลับ ปฏิบัติการพิเศษ ปฏิบัติการปกปิด ความหมายอย่างไม่เป็นทางการของมันคือปฏิบัติการที่ไม่มีลายลักษณ์อักษรกำกับ สั่งการด้วยวาจาแล้วปฏิบัติ หลายต่อหลายครั้งมันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าคำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษรเสียอีก

ในกรณีนี้จ่าตีความได้ว่าท่านผู้กำกับกำลังปฏิบัติงานลับเฉพาะบางอย่าง และไม่จำเป็นต้องตรวจสอบกับศูนย์วิทยุเพราะมันจะไม่ปรากฏให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ

“ครับท่าน” เขาตอบรับ
กระจกรถเลื่อนขึ้นอย่างนุ่มนวล จ่าชิดเท้า มือแนบลำตัว รอให้รถเคลื่อนผ่านไป
“ลุงจ่า…” เสียงเล็ก ๆ ตะโกนอยู่ด้านหลัง ไม่ต้องหันกลับไปก็รู้ว่ามีนักเรียนรอข้ามถนนอยู่

………………………………………

สี่โมงครึ่ง นักเรียนคนสุดท้ายข้ามถนนไปแล้ว นักการเลื่อนบานประตูโรงเรียนปิดช้า ๆ หน้าที่ราชการของจ่าจบสิ้นเพียงเท่านี้
เขาเดินย้อนกลับไปที่จุดพัก ยืนแยกขาเล็กน้อย มือไพล่หลังในท่าตามระเบียบพัก ผิดจากวันอื่นตรงที่โปรแกรมเล็ก ๆ ตัวหนึ่งในหน่วยความจำถูกเปิดขึ้นตามเวลาที่กำหนดไว้ มันทำหน้าที่ปิดสวิทช์การทำงานทุกอย่างของจ่าอย่างถาวร

เสียงเพลงมาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ช่วงเย็นดังขึ้นอีกครั้งในเวลาเดียวกัน
“เกียรติตำรวจ…”

หกโมงเย็น รถบรรทุกคันหนึ่งขับมาจอดริมทางเท้า เจ้าหน้าที่สามคนช่วยกันยกจ่าขึ้นหลังรถ จากนั้นยก “จ่า” รุ่นใหม่ลงมาติดตั้งทดแทน ด้วยระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น สามารถออกใบสั่งออนไลน์และตัดแต้มใบขับขี่โดยอัตโนมัติได้ กล้องที่ตาสามรถเปรียบเทียบภาพผู้ต้องสงสัยกับฐานข้อมูลอาชญากรและสามารถถ่ายทอดสัญญาณวิดีโอสด ๆ ไปยังศูนย์วิทยุได้

ที่สำคัญคือเป็นตำรวจหญิงหุ่นดีท่าทางเป็นมิตร คงเป็นเพราะใครบางคนในสำนักงานตำรวจคาดว่าคนขับตีนผีจะยับยั้งชั่งใจมากขึ้นอีกนิดก่อนจะขับรถพุ่งชน

ถ้าโชคดี จ่าคนเก่าอาจได้โอกาสไปตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑ์ตำรวจหลังเกษียณอายุ

5 ความเห็นบน “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: จ่าเฉย ๒.๐”

  1. ตอนอ่านชื่อเรื่องแล้วมั่นใจว่าจ่าเฉยจะต้องเป็นหุ่นยนต์แน่ๆ เลยค่ะ แต่พออ่านเนื้อเรื่องตอนต้นแล้วเริ่มไม่แน่ใจว่าเป็นหุ่นยนต์หรือเปล่า หรือจะเป็นคนนะ?

    พออ่านมาถึงตอนท้ายแล้วก็ อ้อ เป็นหุ่นยนต์จริงๆ ด้วย

    คิดว่าถ้าอยากให้เรื่องหักมุมคนอ่านเดาไม่ได้ว่าจ่าเป็นหุ่นยนต์ อาจจะต้องเปลี่ยนชื่อเรื่องให้ดูเหมือนจ่าเป็นมนุษย์มากขึ้นล่ะมั้งคะ แต่ถ้าตั้งใจให้รู้ว่าเป็นหุ่นยนต์แต่แรกชื่อนี้ก็ชัดเจนดีแล้วค่ะ

  2. ขอบคุณครับสำหรับ comment

    ความตั้งใจตั้งแต่แรกของผมคือเปิดหน้าไพ่ไปเลยครับว่าจ่าเป็นหุ่นยนต์ อยากจะตั้งคำถามว่าเอาเข้าจริงแล้วมีเฉพาะหุ่นยนต์เท่านั้นหรือที่ซื่อสัตย์ ทำงานแบบคนในอุดมคติ และทุ่มเทให้กับงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

    (เราพอจะรู้จักมนุษย์จริง ๆ ในประวัติศาสตร์ที่มีภาพลักษณ์แบบนี้อยู่บ้าง แต่ก็เป็นแค่ปัจเจกชนที่โผล่มาให้เห็นในหนังสือประวัติศาสตร์)

    แต่ก็ไม่อยากเขียนให้มนุษย์เป็นผู้ร้ายไปเสียทั้งหมด (นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งบอกไว้ว่าในยุคปัจจุบันเราไม่มีพระเอก-ผู้ร้ายที่เป็นตัวแทนของความเป็นขาวและดำอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป มีแต่จะเทาเข้มหรือเทาจาง ๆ เท่านั้น) ก็เลยสร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นสีเทาหลาย ๆ เฉดของสังคมครับ

  3. ภาษาของคุณzhivago สุดยอดเหมือนเดิมครับ เดิมเรื่องช้าๆเนิบๆเน้นผลกระทบทางอารมณ์เป็นหลัก
    อ่านถึงตอนท้ายผมรู้สึกจุกๆเลยครับ
    ยอดเยี่ยมครับ

  4. ขอบคุณครับ พยายามเขียนเรื่องนี้ให้เป็นแบบไทย ๆ ครับ
    อะไรที่เราเจอบนท้องถนนก็เอามาผสมปนเปกันให้เป็นเรื่องขึ้นมา
    จับเอาจ่าเฉยพระเอกของเราใส่เข้าไปให้มันเป็น sci-fi
    ส่วนหนึ่งก็อยากจะกระเซ้าวงการราชการไทยสักเล็กน้อยครับ

    ขอบคุณที่ชอบครับ

  5. เหตุการณ์พึ่งผ่านไปคล้ายดังในเรื่อง เมื่อทายาทกระทิงแดงดุชนดาบกระเด็น แต่เรื่องจริงตาย

    อารมณ์ขันเสียดสีอีกแล้วครับ คิดว่าน่าจะมาจากประสบการณ์จริงไม่มากก็น้อย บรรยายได้ดีเหมือนเช่นเคยครับ

ใส่ความเห็น