เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: สวนดอกไม้ของกวี

โดย zhivago

ฉันยังจำวันที่พบกับคุณครั้งแรกได้ คุณยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยมหิ้วกระเป๋านักเรียนเต็มล้นไปด้วยความสดใสร่าเริง ส่วนฉันเป็นเพียงผู้รับใช้ในบ้านกวีชราคนหนึ่ง รอยยิ้มของคุณแปลกตา มันชี้ชวนให้ใครต่อใครเหลียวมอง คุณมาหยุดยืนฝั่งตรงข้ามรั้วหน้าบ้านที่สูงเพียงอก

“สวัสดีครับ”
เสียงของคุณช่างงดงาม มันก้องกังวานและสดใส ฉันไม่พลาดที่จะบันทึกมันไว้ในความทรงจำมิลืมเลือน ฉันหมายความเช่นนั้นจริง
ฉันตอบรับด้วยน้ำเสียงเดิม ๆ กริยาเดิม ๆ เหมือนที่ฉันพูดกับทุกคน แต่ดูเหมือนมันทำให้รอยยิ้มของคุณสดใสขึ้น ถ้าฉันจะมีความประหลาดใจอยู่บ้าง ก็คงจะเกิดกับเรื่องรอยยิ้มของคุณนั่นเอง

“ผมเพิ่งย้ายมาใหม่”
คุณชี้ชวนให้ฉันมองไปยังบ้านไม้สองชั้นหลังถัดไป แต่ฉันยังจ้องหน้าคุณไม่วางตา
คุณบอกชื่อของคุณ จากนั้นรอคอย
ฉันจะบอกชื่อของฉันได้อย่างไรในเมื่อฉันเป็นเพียงทรัพย์สินชิ้นหนึ่ง มีเพียงตัวเลขและตัวหนังสือเรียงร้อยแทนชื่อ
“ผมจะตั้งชื่อให้คุณ”
ตั้งแต่นั้นมาฉันมีชื่อเป็นของตัวเอง

……………………………………………..

เป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องไปรดน้ำที่สวนดอกไม้หน้าบ้านทุกเช้า ฉันจะพบคุณเดินผ่านไปทุกวัน บางวันคุณสดใส บางวันคุณครุ่นคิด บางวันคุณดูโศกเศร้า แต่ไม่มีวันใดที่คุณจะไม่ทักทายฉันด้วยเสียงที่ไพเราะที่สุดในจักรวาล
ฉันได้แต่เฝ้ามองและตอบรับคำทักทาย

คุณเป็นคนพิเศษ ได้สิทธิ์พิเศษในการเรียกฉันด้วยชื่ออันไพเราะ ในขณะที่กวีชราเจ้านายของฉันไม่เคยเอ่ยแม้กระทั่งสรรพนามเรียกขาน จริงอยู่ว่าเขาสอนฉันมากมาย สอนให้ฉันรู้จักบทกวี สอนให้ฉันเอื้อนเอ่ยถ้อยคำวิจิตรแต่เขาไม่ได้สอนให้ฉันรู้จักความเป็นมนุษย์
มีแต่คุณเท่านั้นที่เรียกฉันด้วยชื่อที่คุณตั้งให้

ฉันจะเก็บชื่อนั้นไว้กับตัวจนถึงวินาทีสุดท้าย เก็บไว้ในความทรงจำสุดลึกและปกป้องด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมีเพื่อให้ฉันได้ระลึกถึงคุณได้เสมอ

……………………………………………..

เจ้านายของฉันแก่ชราเกินไป เขาเดินแทบไม่ไหว แต่ทุกเช้าเขาจะต้องพยุงตัวมานั่งข้างหน้าต่างเพื่อมองดูสวนดอกไม้หน้าบ้าน เขาบอกฉันว่ามันเป็นแรงขับให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป

เขาไม่เขียนบทกวีอีกแล้ว และเหมือนกับว่าเขาไม่มีเพื่อนอีกด้วย ไม่เคยมีใครมาเยี่ยมเยือน เขาไม่เคยออกไปหาใคร บนโต๊ะทำงานของเขามีกระดาษปึกหนึ่ง ทับไว้ด้วยที่ทับกระดาษรูปนก มันเป็นสัญลักษณ์เดียวที่บอกว่าเจ้าของโต๊ะตัวนี้เป็นนักเขียน

แต่ไม่มีดินสอหรือปากกา
กวีต้องโดดเดี่ยวทุกคนอย่างนั้นหรือ ?

เป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องดูแลทุกสิ่งในบ้าน เมื่อทำงานเสร็จเขาจะให้ฉันอ่านบทกวีให้ฟัง ฉันจะนั่งที่ปลายเตียง เอื้อนเอ่ยบทกวีเชื่องช้า บางครั้งเมื่อเงยหน้าขึ้นฉันเห็นคุณในกรอบหน้าต่างบ้านหลังถัดไป

ฉันอ่าน ฉันมองดูคุณ
บางคราวคุณมองมาที่ฉัน
ไม่รู้ว่าคุณจะได้ยินบทกวีที่ฉันอ่านหรือเปล่า

……………………………………………..

คุณเติบใหญ่ จากเด็กหนุ่มสู่ชายหนุ่ม ขณะที่เจ้านายของฉันถูกความชรากัดกร่อนทุกวารวัน

เขานอนมากขึ้น กินน้อยลง ร่างกายผอมแห้ง แก้มซูบตอบ จมลึกลงไปในฟูกนอนและผ้าห่ม เขาไม่ยอมลุกขึ้นไปดูต้นไม้ที่ริมหน้าต่างอีกต่อไป แต่ฉันก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลสวนดอกไม้ทุกวัน ไม่ว่าจะเพื่อคุณหรือเพื่อเขา เพราะฉันเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้
ฉันไม่อาจเปลี่ยนแปลง

คืนหนึ่งเขาบอกฉัน “แต่งกวีให้ฉันฟังสักบท เล่าเรื่องความตายให้ฉันฟัง”
ฉันขับบทกวีที่คิดขึ้นในชั่วขณะให้เขาฟัง บอกเล่าถึงไม้ดอกงดงามที่งอกพ้นผิวดินอย่างยากเย็น จากนั้นค่อยเติบโต บานสะพรั่งและโรยราไปในที่สุด

เมื่อนั้นฉันตระหนักได้ว่าฉันสามารถทำสิ่งที่ไม่มีหุ่นยนต์ตัวใดในจักรวาลทำได้ ฉันแตกต่างออกไป
คำพูดสุดท้ายของเขาคือ “ขอเพียงกวีบทเดียวที่คนยังจดจำ ตราบนั้นฉันก็ยังมีชีวิต”
เช้าวันรุ่งขึ้น กวีชราจากไป

……………………………………………..

ฉันกำลังรดน้ำต้นไม้ขณะที่พวกเขานำร่างชายชราขึ้นรถ คุณยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของรั้วบ้านเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ในดวงตาของคุณมีบางสิ่งบางอย่างที่ฉันไม่สามารถอธิบายได้ซ่อนเร้นอยู่

“ไปกับผม”
ฉันยกมือข้างหนึ่งขึ้น มันมีกำไลข้อมือแข็งแรงชิ้นหนึ่งสวมอยู่ ฉันไปกับคุณไม่ได้ ฉันเป็นทรัพย์สินของบริษัท ฉันต้องกลับไปล้างหน่วยความจำ และไปหาเจ้านายคนใหม่
“เช่นนั้นคุณก็จะลืมผม” คุณตัดพ้อ
มีหุ่นยนต์อีกหลายหมื่นหลายแสนตัวทั่วทางช้างเผือกที่เป็นแบบฉัน แล้วทำไมต้องเป็นฉัน ?
“เพราะคุณไม่เหมือนใคร คุณแตกต่าง ผมได้ยินคุณอ่านบทกวี”
ถ้าเขาล้างหน่วยความจำของฉัน ฉันก็จะขับบทกวีไม่ได้อีก
“ผมถอดกำไลข้อมือให้คุณได้ แล้วจะไม่มีใครตามเราพบ”
ฉันเชื่อคุณ

……………………………………………..

เราหนีไปไกลสุดปลายทางช้างเผือก ที่ขอบเหวของหมู่ดารา ถัดไปเพียงปรายตามองคือความเวิ้งว้างอันเป็นนิรันดร์
บนดวงดาวแห้งแล้งนอกเส้นทางบิน เราบุกเบิกดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก คุณเรียกตัวเองว่าเป็นชนพื้นเมืองรุ่นแรก ทำงานหนักและทุกข์ทน แต่ไม่เคยยอมแพ้

ทุกเช้า ฉันจะทำอาหารให้คุณ จากนั้นลงไปที่สวนดอกไม้ รดน้ำ พรวนดิน แต่งกิ่ง เพาะชำกล้าไม้รุ่นถัดไป
หลังจากคุณออกไปทำงาน ฉันจะเตรียมอาหารเย็นเฝ้ารอคุณกลับมา
ยามค่ำคืน ฉันจะนั่งที่ปลายเตียง ขับขานบทกวีที่ไม่เคยมีใครเคยเอื้อนเอ่ยให้คุณฟังจนคุณหลับไปในราตรีกาล
ก่อนนอนคืนหนึ่งคุณบอกฉันว่า “ผมรักคุณ” ฉันนิ่งเฉย
อีกคืนหนึ่ง คุณถามฉันว่า “คุณรักผมไหม?” ฉันครุ่นคิด
คุณหลับไปก่อนที่ฉันจะตอบ

……………………………………………..

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันบอกคุณว่าฉันรักคุณไม่ได้ ฉันเป็นเพียงหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง ถึงคุณจะตั้งชื่อให้ฉันและปฏิบัติต่อฉันดีเพียงใด แต่ฉันก็เป็นเพียงวัตถุไร้ความรู้สึก ไม่อาจรัก ไม่อาจเกลียด ไม่อาจโศกสลดเสียใจ

แววตาคุณดูเศร้าหมองลงในทันที เช้านั้นคุณไม่กินอาหารและผลุนผลันจากไป
คืนนั้นคุณไม่กลับมา
ฉันรอ นั่งนิ่งในความมืดดุจเครื่องเรือนชิ้นหนึ่ง ปล่อยเวลาผ่านเลยไป
หลายวัน หลายสัปดาห์
ฉันยังทำสวนดอกไม้ทุกวัน ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหารเย็นรอคุณกลับมา จนอาหารหมด ฉันเลิกทำอาหาร
ดอกไม้ในสวนงอกงามและร่วงโรยไปหลายรุ่น คุณยังไม่กลับมา

……………………………………………..
นานแสนนาน วันหนึ่งคุณกลับมา
……………………………………………..

คุณแก่ตัวลง กลายเป็นชายชราคนหนึ่ง ดูอ่อนล้าและสิ้นหวัง เหมือนดอกไม้กำลังร่วงโรยที่ไม่ว่าจะเอาใจใส่อย่างไรก็ไม่มีวันกลับมาสดชื่นได้อีก แต่แววตาของคุณไม่เปลี่ยนไปจากวันแรกที่เราได้พบกัน มันประทับในความทรงจำของฉันตลอดมา

“ไม่ต้องพูดอะไร… ผมขอโทษ” เสียงของคุณแหบพร่าและสั่นระรัว ไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน
ฉันนิ่งเงียบ

คุณผอมแห้ง แก้มซูบตอบ จมลึกลงไปในฟูกนอนและผ้าห่มเหมือนกวีชราเจ้านายคนก่อนของฉัน
“แต่งบทกวีให้ผมสักบท ผมอยากฟังบทกวีเรื่องความรักของคุณ” คุณร้องขอ
ฉันเอ่ยบทกวีบอกเล่าถึงชายผู้หนึ่งที่หลงรักดอกไม้ดอกหนึ่ง ดอกไม้สวยงามไม่รู้จักความรักที่ชายหนุ่มมอบให้ จนกระทั่งวันหนึ่งชายหนุ่มจากไป ดอกไม้จึงเข้าใจว่าความรักนั้นเป็นเช่นไร
“ขอเพียงยังมีรัก ผมก็ยังมีชีวิต” เสียงคุณพึมพำเบา ๆ ก่อนจะหลับไปชั่วกาลนาน

……………………………………………..

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันห่อร่างของคุณด้วยผ้าปูที่นอน ฝังคุณที่มุมหนึ่งในสวนดอกไม้ โรยไว้ด้วยเมล็ดพันธุ์ไม้ดอกสวยงามหลายชนิด
เมื่อดอกไม้บาน ฉันอาจรู้จักว่าความรักเป็นเช่นไร

4 ความเห็นบน “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: สวนดอกไม้ของกวี”

  1. ขอบคุณครับเรื่องเขียนบทกวี สำหรับผมเป็นเรื่องต้องห้ามเลยครับ
    คือเขียนอย่างไรก็ไม่เคยเขียนได้ดีสักที เลยต้องทิ้งไว้แบบนี้

    ตอนเขียนพยายามนึกว่ามีอะไรที่มันสามารถ romantized ได้หรือไม่ (สำหรับหุ่นยนต์)
    นึกไปนึกมา ก็ได้ภาพของ “โอตาคุ” () คนหนึ่งที่หลงรักหุ่นยนต์สาวข้างบ้านขึ้นมา เรื่องก็เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็นครับ

  2. อีกหนึ่งผลงานที่เล่นกับอารมณ์ได้ดีครับ
    (การใช้ภาษาไม่ต้องพูดถึงแล้วนะครับ)
    สร้างข้อถกเถียงว่า ตกลง หุ่นยนต์มีความรัก มีความอ่อนไหวหรือไม่
    และเข้าใจว่าผู้เขียนจงใจไม่สรุป
    แต่ได้อารมณ์ประมาณละครไทย ให้ผู้อ่านเอาใจช่วย พระเอก นางเอก ประมาณนั้น

  3. ขอบคุณครับ
    เรื่องนี้อยากเขียนให้เบา ๆ ไม่เครียดมาก แต่ก็อดไม่ได้ต้องมีเรื่องอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาด้วย
    กลับมาอ่านใหม่ ดูเหมือนประเด็นของเรื่องจะอ่อนไปสักนิด แต่เต็มที่แล้วก็คงได้ประมาณนี้ครับ

ใส่ความเห็น