เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: A boy in the Lost Town

โดย วรพร อุงอำรุง

“เมอร์คิวรี่ วอเรนกลับมาแล้วครับ”
“เข้ามาสิ” ชายชราตอบรับเมื่อเห็นชายหนุ่มผมเงินจากจอมอนิเตอร์ดูแลความปลอดภัย เขากระดิกนิ้วกดสวิทช์บนปลายที่วางแขน ประตูเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นห้องพักอันหรูหราที่มีชายชราอาศัยอยู่เพียงลำพัง หุ่นยนต์รับใช้ทรงสี่เหลี่ยมตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาหาแขกผู้มาเยือน

[ต้องการรับเครื่องดื่มอะไรดีคะ]
“ไม่ต้องหรอกฉันเป็นหุ่นยนต์ กินอะไรไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มโบกมือปฏิเสธ เจ้าหุ่นกระป๋องนิ่งค้างสับสนในการประมวลข้อมูล

“ไปทำงานของเธอต่อเถอะ” เจ้าของบ้านหันไปย้ำกับหุ่นยนต์รับใช้ของตนอีกครั้ง มันจึงยอมเดินจากไป “หึ ๆ เธอมาทีไรทำให้หุ่นยนต์รับใช้เก่า ๆ ของฉันสับสนทุกทีเลยนะวอเรน” ชายชรากล่าว

หากมองจากลักษณะภายนอกแล้ว การที่เมอร์คิวรี่ วอเรนจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ส่วนสูง 190 เซนติเมตร เส้นผมและดวงตาสีเงิน รูปร่างสูงใหญ่และหน้าตาที่ถูกบรรจงสร้างเป็นอย่างดีทำให้เขาดูเหมือนนายแบบนิตยสารสักคน มากกว่าหุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ที่ทำหน้าที่อารักขาบุคคลสำคัญ

“นั่นเป็นเพราะศาสตรจารย์เก่งน่ะสิครับ ถึงสร้างผมได้ดูเหมือนมนุษย์จนหุ่นยนต์ยังแยกไม่ได้” คำตอบจากหุ่นยนต์ตัวโปรดเรียกเสียงหัวเราะจากชายชราได้อีก

“ฉันว่าฉันไม่ได้เขียนโปรแกรมให้เธอเป็นพวกช่างยอนะ ดังนั้นฉันคงภูมิใจได้หากเธอเป็นคนชมนะวอเรน”
“ผมแค่พูดตามความจริงครับ”
“เอาเถอะ ฉันเรียกเธอมาเพราะมีงานให้ทำน่ะ มีหุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ตัวใหม่ถูกขึ้นทะเบียนไม่สมบูรณ์ อยากให้เธอไปตรวจสอบให้ที …ฉันอาจใช้ลูกน้องสักคนไปทำแทนก็ได้ แต่ฉันไว้ใจเธอมากกว่า ช่วยหน่อยนะวอเรน”
“ที่ไหนเหรอครับ”
“ลอสท์ทาวน์”

ลอสท์ทาวน์ นครจักรกล เขตขยะอุตสาหกรรม ล้วนเป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการของเขต 10 เขตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำเมื่อ 30 ปีก่อน เพราะอุบัติเหตุทำให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่จนสารพิษรั่วไหลไปทั่วพื้นที่ในเขตนี้จึงถูกปิดตาย มนุษย์ถูกขนย้ายออกจากพื้นที่ เครื่องจักร สายพาน หุ่นยนต์ถูกติดตั้งเข้าทำงาน โดยมี AI ควบคุมดูแล …แม้ 5 ปีหลังมานี้บางส่วนของลอสท์ทาวน์จะเปิดให้มนุษย์เข้ามาได้ ก็ไม่มีมนุษย์คนใดคิดจะย่างเหยียบเข้ามาอยู่ดี

—–

เขต 10 ลอสท์ทาวน์

[ไอ้ดรัณจอมแสบ แกมาทำอะไรกับระบบอีกแล้วหา!] เสียงจากภาพเสมือนจริงของชายหนุ่มที่ปรากฏขึ้นภายในห้องอย่างกระทันหันไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายตกใจแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มเสยเส้นผมสีดำตัดสั้นของตัวเอง เอนหลังพิงพนักนิ่มของเก้าอี้เงยหน้ามองอีกฝ่าย

“โธ่ อเล็กซ์ ผมก็แค่อยากไว้อาลัยให้เคธี่สักหน่อยเท่านั้นเอง” เด็กหนุ่มกล่าว
[โอเค ฉันเข้าใจถ้าแกเสียใจเพราะหุ่นยนต์พี่เลี้ยงของแกหมดสภาพไปตามอายุขัย แต่แกแฮก
ระบบปิดวงจรหุ่นยนต์ทั้งเมืองเพื่อไว้อาลัยให้เคธี่เนี่ยนะ!]
“เคธี่ตายต่างหาก”
[ดรัณ… เคธี่เป็นหุ่นยนต์ รุ่นเก่ามากด้วย] น้ำเสียงของโฮโลแกรมอ่อนลงมาก
“ผมก็แค่อยากให้เมืองนี้เงียบลงสักสองสามนาทีเพื่อไว้อาลัยให้เธอเท่านั้นเอง อย่าโกรธไปเลยนะ ผมไม่ได้ปิดระบบอเล็กซ์ด้วยสักหน่อย” เด็กหนุ่มใช้ดวงตาสีน้ำตาลอ้อนวอน

[ให้ตายสิ ถ้าเธอทำแบบนี้บ่อย ๆ สักวันฉันคงโดนสั่งปิดโปรแกรมแล้วโยนเข้ากรุที่ไหนสักแห่งแน่]
“ไม่หรอกน่า ผมก็แค่ก่อกวนเล็ก ๆ น้อย ๆ สร้างสีสัน ถ้าจะนึกเสียใจที่เก็บผมมาเลี้ยงล่ะก็ อเล็กซ์ก็พลาดมาตั้งสิบหกปีแล้วล่ะ”
วันหนึ่งเมื่อสิบหกปีก่อน เด็กชายในห่อผ้าถูกโยนผ่านรั้วเข้ามาในลอสท์ทาวน์ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าเต็มไปด้วยสารพิษ นั่นเป็นการพยายามฆ่าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เด็กชายรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ อเล็กซ์ผู้เป็น AI ดูแลเขต 10 ตัดสินว่าโลกภายนอกเป็นอันตรายต่อเด็กคนนี้ และพยายามรักษาชีวิตของเขาไว้ …เด็กชายคนนั้นคือดรัณ

[ฉันไม่เสียใจหรอก การช่วยชีวิตมนุษย์เป็นหน้าที่ของหุ่นยนต์รู้ไหม ถึงฉันจะไม่มีร่างก็เถอะ]
“ข้างนอกนั่นจะเป็นยังไงนะ”
[ข้างนอกนั่นอันตรายสำหรับดรัณ ถ้าไม่มีคนคิดอยากฆ่าเธอคงไม่พาเธอมาทิ้งไว้ที่นี่หรอก]
เด็กหนุ่มเหม่อมองท้องฟ้าสีม่วงแดงจากอีกฝั่งของกำแพง

—–

วอเรนเคยรู้มานานแล้วว่าที่ลอสท์ทาวน์มีหุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ประจำการอยู่หนึ่งตัว แม้เป็นรุ่นที่มีร่างเป็นเพียงภาพสามมิติ แต่เขาก็ยังอยากพบสักครั้ง งานอารักขาทำให้เขาได้เจอกับมนุษย์มากมาย แต่ไม่ได้มีโอกาสพบกับหุ่นยนต์อื่น ๆ มากนัก วอเรนจึงกระตือรือร้นที่จะได้ทำงานนี้ เพราะหากข้อมูลไม่ผิดพลาดเขาจะได้พบหุ่นยนต์เหมือนมนุษย์รุ่นใหม่อีกตัวด้วย

[โปรดแสดงรหัสประจำตัว] เสียงจากเครื่องสแกนจากประตูหน้าทางเข้าเขต 10 ร้องเตือน วอเรนทาบฝ่ามือของตนลงบนนั้น
[เชิญคุณเมอร์คิวรี่ วอเรนนั่งรอที่ห้องรับรอง เจ้าหน้าที่จะไปพบคุณที่นั่น]
ห้องรับรองอยู่ใกล้กับประตูหน้ามากจนไม่ต้องเสียเวลาหา หุ่นยนต์อารักขานั่งรออยู่ครู่เดียวประตูก็เลื่อนเปิดออก

“ยินดีต้อนรับสู่ลอสท์ทาวน์ครับ ผมชื่อดรัณ”
วอเรนขมวดคิ้ว มองเด็กหนุ่มที่เข้ามาใหม่แล้วเอ่ยถาม “เธอคือหุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ที่เพิ่งถูกขึ้นทะเบียนเหรอ”
“ผมดูเจ๋งไหมล่ะ” เขายักคิ้ว หมุนตัวอวด
“ใช่” วอเรนยอมรับ รู้สึกว่าตนเริ่มเข้าใจหุ่นยนต์รุ่นเก่าขึ้นมา เพราะตอนนี้เขาก็ไม่สามารถแยกดรัณออกจากมนุษย์ได้เช่นกัน ส่วนสูง 170 เซนติเมตร เส้นผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล ผิวเหลือง รูปร่างเก้งก้างแต่สมดุลดี การขยับแขนขาไปจนถึงแววตาทุกส่วนล้วนดูคล้ายมนุษย์ไปหมด

“ผมเมอร์คิวรี่ วอเรน ถูกส่งมาตรวจสอบเรื่องการลงทะเบียนหุ่นยนต์ที่ไม่สมบูรณ์ของคุณ”
“อ่าว มันไม่สมบูรณ์ตรงไหนเหรอ” ดรัณสงสัยว่าตัวเองพลาดอะไรในการปลอมแปลงเอกสาร
“เอกสารยังไม่ได้รับการยืนยันจากผู้ดูแลเขตน่ะ”
“อ้อ… อเล็กซ์น่ะเหรอ เขากำลังยุ่งน่ะ” ดรัณว่า
“ยุ่งจนออกมาพบไม่ได้เลยเหรอ” วอเรนเสียดาย

“ก็คงยุ่งอีกสักพักหนึ่งน่ะ ผมคิดว่านะ” เด็กหนุ่มประมาณการด้วยสีหน้ายุ่งยาก เดาว่าโปรแกรมรบกวนการทำงานของตัวเองจะทำงานได้อีกนานไม่นานนัก “ผมยังไม่เคยไปข้างนอกลอสท์ทาวน์นี่เลย ยังไงเราออกไปเที่ยวกันก่อนไหม กว่าเราจะกลับมาอเล็กซ์คงเสร็จงานพอดีนั่นแหละ”

“ผมอยากเห็นมนุษย์อื่น ๆ อีกน่ะ” เด็กหนุ่มพูดด้วยดวงตาแวววาวคาดหวัง
“ก็ได้/[ไม่ได้]” เสียงตอบรับและปฏิเสธดังขึ้นพร้อม ๆ กัน วอเรนหันไปมองภาพสามมิติรูปชายหนุ่มที่ปรากฏขึ้นอย่างกระทันหัน ประตูห้องเลื่อนเปิดพร้อมกับหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยกลุ่มใหญ่เคลื่อนเข้ามา

[ดรัณ จะออกไปข้างนอกไม่ได้!]
“อเล็กซ์! ผมแค่อยากเห็นข้างนอกบ้างเท่านั้น ไม่ได้จะออกไปอยู่ข้างนอกเสียหน่อย”
“คุณคืออเล็กซ์สินะครับ ผมเมอร์คิวรี่ วอเรนครับ” วอเรนทักทาย
[อ้อ นายสินะที่จะพาดรัณออกไปข้างนอก ดรัณจะออกไปข้างนอกไม่ได้ เขาจะเป็นอันตราย]
“คุณอเล็กซ์เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าครับ ผมอยู่ข้างนอกมาตลอดมันไม่ได้อันตรายขนาดนั้น” หุ่นยนต์เหมือนมนุษย์อธิบาย
[แต่ดรัณไม่เหมือนกัน]
“ถ้าคุณเป็นห่วงว่าดรัณจะเป็นอันตราย ผมจะช่วยดูแลให้ก็ได้นะครับ” วอเรนอาสาอย่างมั่นใจ
“แป๊บเดียวเองนะอเล็กซ์ ไม่มีใครรู้หรอก” ดรัณเกลี้ยกล่อม
[ไม่ได้ มันอันตรายเกินไป]

“ผมไม่เคยทำงานพลาดมาก่อนครับ หากคุณอเล็กซ์ไม่เชื่อผมก็จะพิสูจน์ให้ดู” บอดี้การ์ดมืออาชีพบอกเสียงแข็ง
[หากนายยืนยันอย่างนั้น ฉันก็จะถือว่านายเป็นตัวอันตรายด้วย ฉันสามารถกำจัดนายได้โดยไม่มีความผิดนะ] อเล็กซ์สรุป หุ่นกระป๋องรอบด้านล็อกเป้าปืนไปยังจุดเดียว
“คุณทำไม่ได้หรอก”
ทันทีที่วอเรนก้าวขา อเล็กก็ให้สัญญาณมือ
“ไม่ได้นะอเล็กซ์ เขาเป็นมนุษย์นะ!!” เด็กหนุ่มกระโจนเข้าขวางหน้า
[หยุด!!!] เสียงอเล็กซ์ร้องห้ามดังยิ่งกว่า แต่คำสั่งนั้นช้าเกินไป กระแสไฟฟ้าจากปืนเทเซอร์1พุ่งตรงเข้าสู่ร่างเด็กหนุ่ม ดรัณล้มลงกระแทกพื้น เลือดสีแดงไหลนอง
“ดรัณ!” สองเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก

เด็กหนุ่มได้ยินทั้งสองเสียงเรียกชื่อเขา เสียงของวอเรนชัดเจนดีดรัณคิดว่าเขาคงไม่ได้บาดเจ็บ ส่วนเสียงของอเล็กซ์ฟังดูคล้ายกับจะร้องไห้

หุ่นยนต์จะร้องไห้ได้ไหมนะ แม้สงสัยแต่เขาก็ไม่มีแรงจะลืมตาขึ้นดู

—-

บาดแผลภายนอกของเด็กหนุ่มไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่กระแสไฟฟ้าจำนวนมากที่ไหลผ่านร่างกายนั้นอาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ อเล็กซ์ติดต่อโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดให้มารับตัวดรัณในทันที เขาถูกส่งเข้าห้อง ICU เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดสองคืนตามคำแนะนำของแพทย์ และดรัณก็กลายเป็นจุดสนใจของนักข่าวแทบจะในทันทีเช่นกัน

“คุณไปอยู่ที่นั่นได้ยังไงคะ”
“ผมทราบมาว่าที่นั่นมีสารพิษปนเปื้อนอยู่มาก คุณรอดชีวิตมาได้อย่างไรครับ”
“คุณทราบไหมว่าพ่อแม่ของคุณเป็นใคร”
“คุณบาดเจ็บได้ยังไง”

คำถามนับร้อยวนเวียนไปมาไม่จบไม่สิ้น ดรัณรู้สึกเหน็ดเหนื่อยในการต่อสู้กับพวกหิวกระหายข่าวสารข้อมูลจนแทบกระอัก และดีใจที่สุดเมื่อเวลาเยี่ยมหมดลงเสียที เขาทิ้งร่างลงบนหมอนอย่างอ่อนล้า

ประตูเลื่อนเปิดออกอีกครั้ง
“ไม่นะ…” เด็กหนุ่มครางเสียเบาเมื่อคิดว่าตนจะต้องเผชิญกับคำถามอีก แต่ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นคือหุ่นยนต์อารักขาผมเงิน
“รู้สึกดีขึ้นบ้างรึยังครับ”

“ทำไมผมไม่ยักได้ยินคำถามนี่จากมนุษย์หลายสิบคนเมื่อกี๊นี้นะ” ดรัณบ่น “แต่จะว่าไปนี่มันก็หมดเวลาเยี่ยมแล้วนะวอเรน”
“ขออภัยที่มารบกวนเวลาพักผ่อนนะครับ” เด็กหนุ่มบ่นพึมพำว่าตนเองไม่ได้ยินคำนี้จากกองทัพนักข่าวเช่นกัน “ผมมีหน้าที่ต้องมาแจ้งข่าวให้คุณทราบว่าอเล็กซ์ถูกตัดสินโทษให้ปิดระบบทำการครับ”

“อะไรนะ! ให้ตายเหอะ แล้วไอ้ที่ผมเพียรพยายามอธิบายว่าพวกหุ่นยนต์ดูแลผมอย่างไรบ้างไปตั้งยืดยาวล่ะ”
วอเรนส่ายศีรษะความผิดของอเล็กซ์ร้ายแรงเกินไป ทั้งการทำร้ายมนุษย์ และการหลอกลวงปิดบังมนุษย์
“เขาทำเพื่อปกป้องผมนะ” ดรัณร้อง

“จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เขาตัดสินกว่าอเล็กซ์กักขังหน่วงเหนี่ยวคุณเป็นเวลา 16 ปี ดำเนินการที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ทั้งด้วยการยิงและการให้คุณอยู่ในสถานที่เสี่ยง”
“เขาเชื่อเอกสารบ้า ๆ นั่นมากกว่าเชื่อผมที่เป็นคนอยู่ที่นั่นกับอเล็กซ์เหรอ!”
“และคุณจะถูกส่งไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ครับ” วอเรนรายงาน
“จะไม่มีใครถามความคิดเห็นของผมสักคำหรือไงว่าต้องการอะไรน่ะ!” ดรัณตะโกนอย่างฉุนเฉียว
“ดรัณต้องการอะไรหรือครับ”

น้ำเสียงของหุ่นยนต์อารักขาเรียบเย็นเช่นเดียวกับดวงตาสีโลหะ คำถามสั้น ๆ นั้นเสียดแทงเข้าไปในใจของเด็กหนุ่ม กำแพงอารมณ์ของเขาปริแตกพังทลาย น้ำตาหล่นลงหยดแล้วหยดเล่า ดรัณใฝ่ฝันอยากได้พบเห็นมนุษย์สักครั้ง สงสัยว่าร่างกายที่มีหัวใจจะเป็นอย่างไร… จะอบอุ่นแตกต่างจากความร้อนของเครื่องจักรหรือเปล่า… วันนี้เขาได้อยู่ท่ามกลางมนุษย์แล้วแท้ ๆ แต่ดรัณกลับรู้สึกเหมือนอยู่บนโลกเพียงคนเดียว การอยู่กับมนุษย์มีเลือดเนื้อตั้งมากมายกลับให้ความรู้สึกหนาวเย็นกว่าการอยู่กับเครื่องจักรไม่มีชีวิตได้อย่างไร
ดรัณไม่เข้าใจเลย…

End
24/4/55 (14/5/54)
—–

*1 Taser gun ปืนไฟฟ้า สามารถยิงกระแสไฟฟ้าได้ในระยะไกล ไม่มีอันตรายถึงชีวิต มีข้อควรระวังในการใช้กับผู้ป่วยโรคหัวใจ เด็ก หญิงตั้งครรภ์และคนชรา กระแสไฟฟ้าจะส่งผลต่อการเต้นของหัวใจได้

8 ความเห็นบน “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: A boy in the Lost Town”

  1. ผมชอบอารมณ์ขันลึก ๆ และการประชดประชันต่อความเป็นมนุษย์ที่แทรกอยู่ในเรื่อง

    มนุษย์ที่ไม่เคยเจอมนุษย์คนอื่นปฏิบัติต่อหุ่นยนต์เหมือนเป็นสิ่งมีชีวิต
    แต่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อกลับปฏิบัติต่อมนุษย์คนอื่นแบบไม่มีหัวใจ
    (ไม่นับว่าปฏิบัติต่อหุ่นยนต์ในแบบที่เลวร้ายยิ่งกว่า)
    และหุ่นยนต์กลับมีหัวจิตหัวใจและความเอื้ออาทรต่อมนุษย์มากกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก

    ปล. แอบสงสัยอยู่ลึก ๆ ว่าหุ่นยนต์เอานมที่ไหนมาเลี้ยงเด็กครับ

  2. ดีใจที่ชอบค่ะ ^^

    อาหารทั้งหมดคิดไว้ว่าให้ถูกดึงมาจากระบบขนส่งก่อนจะถูกนำไปทำลายน่ะค่ะ เพราะพวกอาหารในรูปบรรจุขวด กระป๋องจะถูกกำหนดวันหมดอายุไว้ล่วงหน้าการหมดอายุจริงๆ เล็กน้อยเพื่อป้องกันสินค้าเน่าเสียขณะตั้งขาย เมื่อหมดอายุแล้วก็จะถูกนำออกจากร้านเข้าสู่ระบบกำจัดของเสีย

    และที่ไม่ถูกจับได้ เพราะคนลักของประเภทนี้มีหลายกลุ่มเกินไปค่ะ

  3. แก่นเรื่องคือ “ความเป็นมนุษย์คืออะไร” โดยจับเอาหุ่นยนต์ที่เหมือนมนุษย์(จนใครๆเข้าใจผิด)แต่ไม่มีความรู้สึกใดๆ กับหุ่นยนต์ที่ไม่มีแม้แต่รูปร่างแต่มีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจมนุษย์มากกว่า มาชนกัน โดยมีมนุษย์ที่ถูกทิ้งอยู่ตรงกลาง (ไม่รู้ถูกหรือเปล่านะครับ ถ้าผิดรบกวนผู้เขียนแจ้งด้วย)

    แก่นเรื่องน่าสนใจ โครงเรื่องชัดเจนครับ
    ภาษาอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้นะครับ ติดอยู่ที่บทสนทนานิดหน่อย
    และการเล่าเรื่องบางช่วงที่ไม่จำเป็น (การพยายามพูดถึงความเหมือนมนุษย์ถึงสองครั้ง)

    คือเรื่องนี้ สามารถเปิดเรื่องที่ lost town แล้วเข้าเรื่องได้เลยนะครับ
    ตัวละคร 3 ตัวกำลังดี เข้าเรื่องได้เร็วก็เล่นกับประเด็นได้เยอะขึ้น ครับ

    โดยส่วนตัวชอบแก่นของเรื่อง ครับ

  4. ผมชอบนะอ่านสบายๆดี ฉากและเทคโนโลยี อ่านแล้วเห็นอนาคตดี

    แต่ยังสารของเรื่อง ยังกระชากจินตนาการของผู้อ่าน ไปได้ไม่ไกลนัก เมื่อเทียบกับ”เคที”

  5. ตอบคุณ นิราจค่ะ

    ส่วนตัวแล้วตั้งใจเขียนเรื่องออกมาในเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ เรื่องของความเชื่อใจน่ะค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าสื่อออกไปได้ดีแค่ไหน ^^” อยากเขียนถึงโลกที่มนุษย์จะไม่เชื่อใจกันอีกต่อไป แต่เลือกที่จะเชื่อใจเครื่องจักรซึ่งไม่มีหัวใจอย่างหุ่นยนต์มากกว่า ก็คล้ายๆ ตอนนี้ที่เราเชื่อเครื่องตอกบัตรมากกว่าเหตุผลเรื่องการมาสายแหละค่ะ แต่อยากเขียนโลกที่อ้างว้างกว่านั้นอีก

    วอเรน ได้รับความเชื่อใจจากมนุษย์มากจนได้รับหน้าที่อารักขาชีวิตของบุคคลสำคัญ เขาได้รับทั้งความเชื่อใจ ไว้ใจ ความรัก ชื่อเสียง … ที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับตัวเอง

    ดรัณในตอนนี้คิดว่าตัวเองได้รับความรักค่ะ อเล็กซ์อาจดูแลเด็กได้ดีกว่าวอเรน หรือมนุษย์ที่เอาเขามาทิ้ง แต่มันก็เป็นเพียงการทำตามกฏสามข้อของหุ่นยนต์ในการพยายามรักษาชีวิตมนุษย์ จริงๆ นั่นอาจจะไม่ใช่ความรักก็ได้

    เมื่อกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตสุดท้ายปากเสียงของดรัณก็ไม่มีผลอะไรเลย เพราะมนุษย์เลือกที่จะเชื่อข้อมูลมากกว่าถ้อยคำของคนด้วยกัน

    อยากเขียนให้ได้บรรยากาศความเหงา และความโดดเดี่ยวน่ะค่ะ ให้ได้ความรู้สึกว่า หากมนุษย์เชื่อใจกันไม่ได้มันน่าเศร้าจริงๆ ที่ต้องอยู่ในโลกแบบนี้ตามลำพัง

    (เขียนๆ ไปชักรู้สึกว่ามันจะไม่ใช่ไซไฟแล้วสิ)

  6. คุณfayfena อย่าพึ่งเข้าใจผิดเรื่องความเป็น ไซไฟ นะครับ

    Science-Fiction(Sci-Fi:นิยายวิทยาศาสตร์) ก็คือ นิยายแขนงหนึ่งที่มีการนำหลักการทางวิทยาศาตร์มาใช้ในเรื่อง

    แต่โดยความเป็น”นิยาย” แก่นของเรื่องมักหนีไม่พ้น รัก โลภ โกรธ หลง หรือ ความเป็นมนุษย์ นั่นเอง
    ฉะนั้น การจับประเด็นเรื่อง ความรัก, ความเชื่อใจ หรือแม้แต่ วิทยาศาสตร์สังคม(เช่นโลกยุคอนาคต, สภาพสังคม สภาพการเมือง) ก็ยังสามารถเป็น Sci-Fi ได้อยู่ครับ

  7. ชอบเรื่องนี้

    ความเห็นโดยรวมคล้ายคลึงกับท่านนิราจ

    เรื่องนี้ไซไฟครับ เพียงแต่เป็น soft

    การบรรยายที่ให้ความรู้สึกหมองหม่น ควรใช้บรรยากาศ ฉากในเรื่องเข้ามาช่วย เช่นท้องฟ้าอึมครึม ฝนตก มองไปรอบๆเห็นเศษซากของเทคโนโลยีดูช่างไร้ค่า คราบสนิม น้ำมันเปื้อนมือ เสริมความ dark ให้เรื่องได้เยอะ

    ช่วงเริ่มต้น ดร.ไม่จำเป็นต้องมีเพราะมีแล้วหายตัวไปเฉยๆไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่เหลือ เข้าเรื่องตอน losttown ตามท่านนิราศว่าไว้ได้เลยครับ

    รู้สึกว่าช่วงหลังออกจาก losttown แล้วเจอมนุษย์ตัวเป็นๆ ยังน้อยไป กระชากอารมณ์ได้ไม่เต็มเหนี่ยว เพราะเรื่องนี้มันคือเมาคลี ลูกหมาป่า หรือทาซาน ประมาณนั้น เหมือนทาซานพอมาอยู่ในเมืองแล้วจะให้อารมณ์เป็นของแปลกของโชว์ตามงานละครสัตว์เสียด้วยซ้ำ จนต้องหนีกลับป่าไป

    บรรยายตัวละครได้ดีครับ แต่ประเด็นไม่สู้ T.K. และ T.K. เป็น Hard sifi เลยทีเดียว ผมให้ทีเคเฉือนเอาชนะไปได้นิดหน่อย

ใส่ความเห็น