เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: แด่ความเป็นไป (แก้ไข)

โดย รัตกุล ระวิน

เวลานี้ตาผมเหม่อไร้อารมณ์ ไม่มีแววสะท้อนใดๆในดวงตาที่ขุ่นมัว ผมอยากเขียนบันทึกเรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตอันเป็นความสำคัญของตัวผมเอง ประสบการณ์จากความจริงที่ผ่านมาผมรู้สึกสับสนจนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเขียนอย่างไรดีสำหรับอนุทินฉบับนี้ เมื่อนึกได้ว่าเหลือเวลาอีกหลายชั่วยามก่อนฟ้าสาง โดยกิจปกติผมมักตื่นนอนก่อนตะวันส่องหน้าพร้อมเสียงปลุกจากริมฝีปากผู้หญิงคนหนึ่งว่า “กาแฟตอนเช้าพร้อมแล้ว”

เวลานี้ในห้องปฏิบัติการใต้ดินสถานที่ที่เป็นห้องทดลองส่วนตัว ผมลุกเดินส่องกระจกดูใบหน้าตนเองพบว่าดวงตาผมแดงกล่ำขอบตาดำหมอง หน้าผมซูบเซียวดูไม่ได้ ผมจึงเดินกลับมาที่โต๊ะเขียนหนังสือทรุดตัวลงนั่งกุมขมับศีรษะที่ปวดทรมานตลอดเนื่องจากอาการนอนไม่หลับเป็นเวลาหลายปี หากไม่ได้เคมีพวก เบนโซไดอะซีพีน สักกำมือคงหลับไม่ได้แน่ ตอนนี้มือผมสั่นขณะจับปากกา ผมเขียนอักษรเบี้ยวไปมาสะท้อนจิตใจผมบูดเบี้ยวได้ดีแท้ เมื่อขยับสายตามองเตียงทดลองที่ใช้ในการผ่าตัด ซึ่งครั้งหนึ่งภรรยาผมเคยนอนอยู่ ผมจำไม่ได้ว่าภรรยาผมป่วยเป็นโรคพิสดารประหลาดตั้งแต่ตอนไหนเมื่อไร ปีไหมผมก็จำไม่ได้เพราะตอนนี้จิตผมร้าวรานและโง่งม สมองผมสร้างมโนทัศน์ว่าเรื่องเกิดตอนฤดูร้อน ต้องเป็นฤดูร้อนแน่ๆ ฤดูร้อนปีหนึ่งที่นานพอดู

มากล่าวถึงภรรยากับผมเล็กน้อยสั้นๆ พอสังเขป เราอยู่ด้วยกันมา ๒๐ ปี โดยนับจากวันแรกเราได้พบในระหว่างที่ผมกับเธอเรียนในห้องเดียวกันสมัยเป็นนักศึกษา เธอสาวสายศิลป์เป็นนักเรียนบริหารอยู่ชั้นปีเดียวกับผมแต่ผมเรียนคนละฝั่งสาขากับเธอ ในโลกนี้หาได้มีความบังเอิญทุกอย่างแล้วแต่ชะตาต่อกันและทุกอย่างทุกลิขิตไว้โดยฟ้า หรือไม่ก็คนเอง ผมกับเธอถูกกำหนดไว้ด้วยกันเพียงแค่สบตาพรหมได้ขีดทางเดินให้ผมกับเธอใจตรงกันดังมีด้ายแดงมัดไว้ เราทั้งคู่เหมือนภาพสะท้อนในกระจกเงา “รักแรกพบ” คงไม่ผิดอะไรหากจะกล่าวเช่นนี้ ความคล้ายคลึงที่คล้ายกันจนเหมือนทำให้เราแต่งงานทันทีหลังจากเรียนจบ โดยผมได้รับสืบทอดมรดกของตระกูลเป็นตำแหน่งเจ้าของโรงพยาบาล และเธอเป็นผู้บริหารที่เชี่ยวชาญในการขยายกิจการทำให้โรงพยาบาลเล็กๆของครอบครัวผมใหญ่โตและร่ำรวยมากขึ้น ผมกับภรรยาฝ่าฝันอุปสรรค์ในชีวิตจนสร้างอาณาจักรแห่งความสำเร็จของเราสองเท่านั้น ย้ำว่าเฉพาะเราสองคน และมีแค่เราสองที่กองเงินไม่สามารถบันดาลให้เกิดบุตรสืบสันดานสำหรับเราสองได้ ผมกับภรรยาจึงอยู่กันอย่างเงียบเหงาในเคหะหลังใหญ่ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยแค่คนสองคน แต่มันเหมาะกับฐานะและหน้าตาในสังคมมากกว่า อย่างน้อยก็ไม่โดดเดี่ยวเพราะเราอยู่ด้วยกัน ยิ้มให้กัน ทะเลาะและโมโหใส่กันอย่างไร้เหตุและผล แล้วมาคืนดีกันด้วยถ้อยคำสั้นๆ ๒-๓ คำพูด ยามค่ำคืนเราก่ายกอดคู่ประคองที่สุดรักในฟูกบนเตียง เหล่านี้เป็นสิ่งที่สมองผมเห็นตลอดเป็นวงจรการปฏิบัติต่อเนื่องเป็น ๑๐ ปี จนล่วงเอาเข้าตอนฤดูร้อน ณ ปีหนึ่ง ดังที่กล่าว

ยามเรไรแว่วส่งเสียงดัง จักจั่นกรีดร้องห้วงครีษมายัน อากาศร้อนอบอ้าวในตอนเช้าก่อนรุ่งสาง เธอสายันต์สวัสดิ์ถึงผมผู้กำลังลืมตาว่า ”กาแฟตอนเช้าพร้อมแล้ว” ผมลุกขึ้นล้างหน้าแล้วเดินตามเธอไปที่ห้องรับประทานอาหาร ผมคว้าหนังสือพิมพ์กรอบเช้านั่งลงบนเก้าอี้ เสียงแมลงฤดูร้อนดังแข่งกับเสียงเตาไมโครเวฟอุ่นอาหาร กาแฟในกาทรงโมคาเดือดกลั่นออกมาเป็นน้ำดำใส เธอค่อยๆบรรจงเทลงแก้ว ผมวางหนังสือพิมพ์มองรอยยิ้มของเธอ ท่วงท่าของเธอขณะส่งแก้วให้ผมนั้นมันทำให้ผมมีความสุขทุกเช้า ผมจำได้ดีตอนนั้นมีบางอย่างผิดแปลกไปแก้วกาแฟที่กำลังส่งให้ผมตกลงพื้นแตกออกเป็นเสี่ยง ผมหันไปทางเธอแต่ไม่ทันผมจะส่งเสียงทักบอกให้ระวังหน่อยทูนหัว ภรรยาของผมยื่นมือกระตุกไล่ถึงบนใบหน้าลามไปทั่งตัวอย่างควบคุมไม่ได้ เธอมองหน้าผมด้วยความประหลาดในกริยาของตนเอง อาการของเธอไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า เธอเป็นคนสุขภาพดียิ่งกว่าผม ปากของเธอสั่นพะงาบ ลูกตาของเธอกรอกหมุนไปมาในเบ้า เธอพยายามเบี่ยงตัวลงนั่งเก้าอี้จนสำเร็จ เธอนั่งกระตุกหน้าสะบัดไปซ้ายที ขวาที เธอเอาลูกตาที่หมุนไปมามองมาทางผมเป็นภาพน่าตกใจไม่น่าเชื่อว่าภรรยาของผมจะมีภาพน่าเกลียดจนคาดไม่ถึงเพียงนี้มาก่อน ผมได้สติจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลของผมเองให้รับตนเธอด่วนที่สุด

ทันทีนำตัวเธอส่งโรงพยาบาล ผมสั่งการในนามเจ้าของโรงพยาบาลให้จัดเตรียมห้องดีที่สุด ทีมแพทย์ชั้นยอดถูกรวมรวบ ณ ห้องประชุมโดยผมเป็นหัวหน้าสั่งการดูแลทุกอย่าง ผมจัดชั้นบนสุดของตึกเป็นที่ทำการรักษาตัวเธอโดยเฉพาะ อุปกรณ์การแพทย์นำมาติดตั้งอย่างเร่งด่วนทันสมัยเท่าที่หาได้ คอยดูอาการและตรวจสอบตลอดทุกๆชั่วโมง ในตอนแรกๆเป็นที่หน้าพอใจทุกคนลงความเห็นว่าคงเป็นอาการเครียดจากการทำงาน ผักผ่อนน้อย ร่างกายของเธอเป็นปกติดี ทานอาหารได้ปกติ ไม่มีอะไรบ่งบอกความรุนแรงต่อชีวิตของเธอ ทุกคนในทีมแพทย์เอาใจผมเพื่อความก้าวหน้าต่างแสดงฝีมืออย่างเต็มที่และบอกผมว่า “อีกไม่นานได้ออกจากโรงพยาบาลแน่” ผมอ่านรายงานการรักษาแล้วก็พอใจ แต่ไม่นานนักในสัปดาห์ถัดมา เธอกำลังจะออกจากโรงพยาบาลความผิดปกติได้แสดงออกมาให้ทุกคนเห็นเหมือนตอนเธอเป็นในห้องรับประทานอาหาร อาการชักกระตุกเกร็งสั่นอย่างน่าสยดสยอง เหมือนแมลงปีกแข็งหงายท้องพออาการเธอสงบเธอก็บอกผมว่า “ไม่เป็นไร ฉันจะพยายามหายเพื่อคุณ” คำว่า “พยายาม” ดังก้องในหัวผม ผมต้องพูดและใช้คำนี้มากกว่าเธอร้อยเท่าพันทวี ความพยายามจะมีประโยชน์อะไรหากมันไม่สำเร็จ คนทำการลุล่วงตามเป้าหมายจึงเรียกได้ว่าพยายามแล้ว ผมไม่ยอมแพ้สั่งแพทย์ทุกแขนง ประสาท กระดูก สมอง อายุรกรรม และศัลยแพทย์เผื่อต้องผ่าตัดเธออย่างเร่งด่วน ทุกคนตรวจใหม่อีกครั้งไม่พบอะไรผิดปกติ ดูผลจากกราฟ E.E.G ไม่สามารถระบุอะไรได้เลย หากเธอแสดงอาการกราฟจะแปรปรวนยุ่งเหยิง ตอนนั้นผมระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรงด่าทุกคนที่ทำการรักษา ตอนนี้ผมคิดแล้วว่าพวกเขาทำดีที่สุดแล้ว อาการของเธอยังทรงแบบนี้ตลอดสิ้นฤดูร้อน จนใกล้ข้ามปีของฤดูร้อนอีกฤดูหนึ่ง ผมจึงรับรู้ว่านี้มันพึ่งเริ่ม

กลางดึกของวันนั้น อาการของเธอกำเริบ ซึ่งตามปกติกลางคืนมักไม่มีอาการออกมาให้เห็น ผมรีบรุดเข้าไปดูเห็นเธออ้างปากค้าง ลิ้นแลบออกมา มือหงิก เธอค่อยๆเคลื่อนคอหมุนมาทางผม ทันใดนั้นเสียงจากนรกก็ตะโกนออกมาจากปากของเธอดังโหยหวนเหมือนเสียงที่ไม่เคยมีมาก่อนบนโลก หรือนี้เป็นเสียงของมนุษย์ชาติก่อนมีการใช้ภาษาสื่อสาร สภาพและเสียงของเธอทำให้นางพยาบาลคนหนึ่งถึงกับทรุดตัวกองบนพื้น ยาระงับประสาทถูกฉีดเข้าท่อน้ำเกลือแต่ไม่มีผลอะไร ผมให้วิสัญญีแพทย์อัดยาสลบเข้าเส้นเลือดต้นคอ ไม่นานนักคอของเธอก็พับลง แพทย์บางคนให้ความเห็นว่าให้ลองผ่ากะโหลกดูสมอง แต่ผมไม่อนุมัติ วันรุ่งขึ้นเธอบอกกับผมว่า “ไม่เป็นไร ฉันจะพยายามหายเพื่อคุณ” เธอพูดเพื่อให้กำลังใจผม

เสียงกรีดร้องในยามค่ำคืนดังโหยหวน กลายเป็นกิจประจำวันของเธอไปแล้ว ตั้งแต่เธอออกอาการแบบนี้หน้าของเธอเริ่มซูบลงทั้งที่เธอทานอาหารเป็นปกติ เธอไม่ค่อยขยับลงเดินไปไหนมาไหนแล้ว เหล่าพยาบาลต่างมองเธอด้วยสายตาประหลาดและผวาเล็กน้อย บทสนทนาของเราเริ่มน้อยลงผกผันกับอาการของเธอที่ออกมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนผู้คนในโรงพยาบาลต่างร่ำลือ คนไข้ในโรงพยาบาลบอกเล่าถึงความพิกลในโรงพยาบาล ปากต่อปากถูกกล่าวออกไปเป็นเรื่องราวใหม่ที่ถูกบิดพลิ้วและใส่จินตนาการตามความคิดของผู้คน ในยุคการสื่อสารไร้สายเรื่องเล่าได้แพร่ไปอย่างรวดเร็วไวยิ่งกว่าไข้หวัดใหญ่สเปน เสียงโหยยามราตรีกลายเป็นตำนานเมือง ผมไม่ได้สนใจหรือใส่ใจในเรื่องนี้ จนกระทั้งการประชุมบอร์ดผู้บริหารกรรมการ ทุกคนต่างมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่าเพื่อให้โรงพยาบาลรักษาภาพลักษณ์ที่ดีในการรักษาผู้ป่วยทั่วไป จำเป็นต้องกระทำอะไรบางอย่างให้ดีขึ้น ผมจึงถูกบีบโดยสถานการณ์จากคู่แข่งที่ต้องการเลื่อยขาเก้าอี้ตำแหน่งผมเป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจ ผมถูกให้ออกจากตำแหน่งสำคัญในการบริหารเหลือเพียงเจ้าของในนามเท่านั้นเอง ผมตรวจดูแล้วผู้ถือหุ้นก็ต้องการแบบนั้น คืนนั้นพร้อมกับเสียงโหยหวนของเธอ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบรรทุกร่างเธอส่งกลับมายังคฤหาสน์ของผม ซึ่งผมได้ขอเวลาล่วงหน้าในการเตรียมห้องรักษาหรือห้องทดลองที่ผมนั่งเขียนบันทึกอยู่ในขณะนี้ ๑ สัปดาห์ เมื่อร่างของเธอมาถึงผมก็ไม่เคยกลับไปเหยียบโรงพยาบาลอีกเลย

อุปกรณ์ต่างๆดูเหมือนว่าพร้อมกว่าตอนอยู่โรงพยาบาล ผมไม่เคยคิดอาฆาตพวกนั้นที่ไล่ผมออกมาในทางกลับกันผมดีใจในการได้ทิ้งภาระบางอย่างเพื่อทุ่มเทความพยายามของเรา ผมจ้างทีมแพทย์มาใหม่ทุกอย่างมีความหวังเหมือนตอนแรก แต่เวลาได้พิสูจน์ถึงความโหดร้ายและแสดงความจริงที่ไม่สามารถรักษาเธอได้ ในตอนนี้อาการของเธอกำเริบยิ่งกว่าเก่าทีมแพทย์ถอนตัวหมดไม่ว่าจะจ่ายเงินมากเท่าไรก็ไม่มีใครมายังคฤหาสน์ ผมจึงต้องอยู่คนเดียวกับเธอเพียงสองคน อาการเธอแย่ลงไม่เท่ากับจิตผมที่ใกล้แตกภายในชั่วพริบ ทุกคืนราว ๔ ทุ่ม เสียงกรีดร้องจะดังขึ้นจากชั้นใต้ดินก้องไปทั่วคฤหาสน์จนคนรับใช้ทนอยู่ไม่ได้ เสียงมันออกมาทุกวัน ผมจึงต้องบุผนังเก็บเสียง ร่างของของเธอซูบลงอีกตาโบ๋ลึกเข้าเบ้าตา ผมเธอร่วงเต็มพื้น ทุกครั้งเธอเห็นหน้าผมไม่มีคำว่า “พยายาม” อีกต่อไปแล้ว แต่เป็น “ทำให้ฉันสบายได้แล้ว่มีคำว่า “นออกมาทุกวัน ผมจึงต้องบุผนังเก็บเสียง ร่างของของเธอซูบลงอีกตาโบ๋ลึกเข้าเบ้าตา ผมเธอร่วงเต็มพื้น ทุ” หรือ ”ตายเหอะ ฆ่าฉันที” จนมาวันหนึ่งเธอสบตาใส่ผมพูดคำที่ผมไม่นึกว่าจะได้ยินจากปากเธอ “ไอ้นรก” และคำนี้เป็นคำติดปากเธอรองจาก “ฆ่าฉันที” ความสิ้นหวังของผมมาถึงแล้ว ผมเริ่มใช้มอร์ฟีน และยาระงับประสาทแน่นอนผมใช้กับเธอด้วย วันหนึ่งขณะฝนตกพายุเข้า ยาม ๔ ทุ่ม เธอร้องเหมือนทุกทีพร้อมเสียงเคาะประตู โดยเข็มฉีดยายังคาแขนผม

นานแล้วที่ไม่มีอาคันตุกะมาเยือน ผมเปิดประตูพบชายชุดสูทดำสวมหมวกแบบเฟโดรา ( Fedora หมวกปีกคล้ายแบบ Homburg ครับ ลักษณะแบบเดียวกับหมวกมาเฟียในหนัง TheGod father กับเจ้าพ่อเซียงไฮ้) ผมพยายามมองหน้าให้ชัดว่าลักษณะเป็นเช่นไร ผมนึกไม่ออกคงเป็นเพราะฤทธิ์มอร์ฟีน ผมพิจารณาตามมโนมองแล้วเหมือนหลุมดำในจักรวาลมืดสนิทไม่มีหู ตาจมูก ปาก ผมเอ่ยปากเชิญหลุมดำเข้าบ้านทันทีหลังจากเขากล่าว “สวัสดี” เรานั่งกันในห้องรับแขกเราจิบกาแฟแกล้มเสียงหวีดเบาๆ สงสัยที่บุเก็บเสียงผนังห้องคงเสื่อมแล้ว เราคุยกันหลายเรื่องราวกับรู้จักกันมายาวนาน “ผมทราบเรื่องราวของภรรยาคุณ บางทีผมอาจะช่วยได้” เสียงโหยดังจากใต้ดินผสมกับเสียงหัวเราะของผม เพื่อนผู้หาญกล้าท่านมาจากไหนนรก หรือสวรรค์ แล้วอาคันตุกะก็พูดว่า “ผมรู้จักทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างมนุษย์ชาติขึ้นมาใหม่ อันเป็นอารยธรรมที่ทำให้มนุษย์อ่อนโยนตามความคิดผมนะ และที่สำคัญมันช่วยให้คนกระหายเลือดน้อยลงด้วย” ผมไม่ค่อยเข้าใจเพราะสารอนุพันธุ์ โอเปียม อัลคาลอยด์ อัดเต็มสมองผม “กล่าวคือผมไม่ใช้นรกหรือสวรรค์ แต่เป็นความก้าวหน้า หากรักษาไม่ได้ให้สร้างขึ้นมาใหม่ จักรกลประดิษฐ์โดยมีระบบของมนุษย์โดยสมบูรณ์” นิยายวิทยาศาสตร์แบบนั้นจะทำอย่างไร “แน่นอนครับ เพราะมนุษย์พร้อมจะบิดเบือนความจริงในทุกสิ่งที่เผชิญอยู่ โดยอ้างตรรกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมก็เป็นตรรกะสำหรับคุณอย่างหนึ่ง” อาคันตุกะอธิบายถึงพิสดารวิธีอันจะบังเกิดต่อผมในไม่ช้านี้ โดยคร่าวๆ สมองมนุษย์เปรียบกับตัวเก็บความทรงจำขนาดใหญ่เราสามารถโยกข้อมูลเหล่านั้นเหมือนคำสั่งอิเล็กทรอนิกทั่วไป แล้วยังย่อยแยกสมองกับร่าง อวัยวะกับโลหะ กายกับจิต ผมถูกดูดลงหลุมดำโดยคำพูดของเขา ทันทีเสียงกรีดร้องภรรยาผมสงบ เราทั้งคู่ออกไปข้างนอกช่วยกันขนอุปกรณ์จากรถของเขาผู้มาเยือนท่ามกลางสายฝน เครื่องมือรูปร่างแปลกตา เราขนมาติดตั้งในห้องใต้ดินอย่างรวดเร็ว ภรรยาผมมองผมด้วยตาอันโตแห้งและโบ๋เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการปิดตาในบางครั้ง ปากของเธอขยับเสียงว่า “ไอ้นรกฆ่าฉันที”

ทุกคนพร้อมแล้วผมในชุดผ่าตัดยืนข้างอาคันตุกะชุดดำใบหน้ามืดเหมือนหลุดดำของจักรวาลติดอยู่บนใบหน้า เรามาเริ่มกันเลยอันดับแรกต้องโอนข้อมูลจากสมองของเธอก่อน เราจะทำการผ่าตัดแบบ โลโบโตมี มีดผ่าเงาวับกรีดลงลึกกดลงศีรษะค่อยชำแหละเปิดกะโหลก ลิ่มตอกแงะกะโหลก สว่านเจาะเห็นสมองสีชมพูของเธอ อาคันตุกะนำอุปกรณ์สัญญาณติดเข้าสมองโดยตรง ส่วนปลายมีลักษณะคล้ายเหล็กแหลมร้อยสายไฟมีกันหลายเส้น เสียบเข้าสมอง ด้วยความเจ็บปวดร่างเธอดิ้นหวีดร้อง เครื่องเริ่มทำงานเราเห็นกราฟสมองวิ่งวนวุ่น อาคันตุกะกำลังถ่ายข้อมูลจากสมองด้วยความประณีตลงเครื่องคอมพิวเตอร์ ขั้นตอนนี้เป็นการดึงเอาความทรงจำออกจากร่างกายโดยคงความสามารถทางความรู้สึกพื้นฐานเช่นร้อน หนาว เจ็บ คงอยู่ “เราต้องแยกจิตออกจากร่างก่อน ก็เหมือนการทำสีรถต้องยกเครื่องออกจากตัวถัง” เครื่องเดินสัญญาณรับส่งข้อมูลร่างเธอกระตุก เราเอาสายรัดปากเธอแน่นเพื่อไม่ให้เสียงดังออกปาก เธอคงอยากพูดอะไรบางอย่างแต่คงทำไม่ได้แล้ว ความสามารถทางภาษาถูกดูดลงคอมฯไปด้วย สิ่งที่ทำงานมีแต่ไขสันหลัง เท่านั้น “เอาละเราบันทึกความทรงจำลงไฟล์ไว้ตรงนี้ เราจะมาบูรณะร่างของภรรยาคุณ”

ร่างของเธอคงกระตุกอยู่ตามจังหวะมีดลงแยกหนังออกจากร่างเธอ ผมบรรจงเลาะหนังออกเป็นแผ่นใหญ่ ตามกรรมวิธีเราต้องเอาหนังมาฟอกลงเคมีพิเศษให้มีความยืดหยุ่นและรักษาสภาพให้นุ่มลื่น ที่เป็นเช่นนี้เพราผมไม่ต้องการผิวหนังเทียม ร่างเธอแดงราวกับทับทิม เส้นผมถูกรวบรวมแช่ลงถังสารเคมีผสมอีกใบ อาคันตุกะนำท่อคล้ายสายยางต่อจากแท็งก์ อุปกรณ์ช่วยกำจัดสิ่งที่ไม่ถาวรของร่างกาย ผมจับขาของภรรยาถ่างออกแล้วนำท่อดังกล่าวสอดลงทวารหนักและเครื่องเพศของเธอ เมื่อกดปุ่มอวัยวะภายในของเธอถูกย่อยสลายและถูกดูดเข้าแท็งก์ร่างของเธอนิ่งสนิทไม่มีการเคลื่อนไหว เราดำเนินการเบื้องต้นเรียบร้อย “อย่างที่บอก ยกเครื่องเสร็จต้องปะผุทำใหม่”

ราตรียังอีกนานกว่าจะสางเราผ่าตัดตั้งแต่ทุ่มมา ๔ ชั่วโมงกว่า เหลืออีก ๗ ชั่วโมงตะวันจะฉายแสงดั่ง ๗ วันในคัมภีร์พระเจ้าสร้างโลก แต่เราย่อส่วนของพระเจ้าลงในห้องนี้ ผมคงจะยืนไม่ไหวจึงอัดแอมแฟตามีน ทำให้ประสาทตื่นและสดชื่น ผมควักเอาตาเธอออกมาดองใส่ขวดเพื่อลอกรูปแบบ และอาคันตุกะนำตาเทียมที่ลอกแบบเสร็จมาให้ดู ผมตกใจในความงามที่มีประกายเหมือนตอนที่ผมเจอเธอใหม่ๆ อาคันตุกะทำสายประสาทเทียมต่อด้วยเชื่อมอุปกรณ์พิเศษต่อเส้นประสาทระดับนาโนได้ เครื่องโลหะถูกลำเลียงเข้าร่างเธอ กระดูกถูกเสริมความแข็งแรงด้วยเหล็กพิเศษ หนังที่ผมเอาไปฟอกดูสวยงามราวกับเนื้อแตกสาว อาคันตุกะให้ผมตั้งระบบความทรงจำ อารมณ์ว่าต้องการแบบใดทุกอย่างประกอบเรียบร้อย “มันไม่เหมือนนิยายของแมรี เชลลีย์ เพราะเราจะทำให้ดีกว่า” อาคันตุกะกล่าว

พายุยังไม่สงบผมปีนขึ้นติดสายล่อฟ้าเพื่อนำพลังงานจากฟ้าลงร่างเธอเพื่อทำการเคลื่อนไหว ฟ้าผ่าลงอย่างจังผ่านสายตรงเข้าร่างเธอ เธอขยับแล้ว ความตกตลึงทำให้หัวใจผมแทบทะลัก สุดท้ายหนังที่ถูกเตรียมกับเส้นผมถูกนำมาประกอบร่าง เธอกลับมางดงามอีกครั้ง ฝีปากแยกออกเป็นรอยยิ้มกว้างพายุสงบแล้วตะวันขึ้นทอแสงรอนๆ พลัน อาคันตุกะได้จากไป ผมมองหาไม่เห็นร่องรอยใด แม้แต่อุปกรณ์ผลึกเหล่านั้นความฝันชั่วครู่จบลงด้วยเสียงจากความพยายามของผม “กาแฟตอนเช้าพร้อมแล้ว”

นี้คือบันทึกของผม … ส่วนรายละเอียดประจำวันที่ผมได้อาศัยกับหล่อนมีกองอยู่เต็มโต๊ะคงหยิบนำมาอ่านไม่ทัน ตอนนี้ก็ใกล้เวลาตื่นนอนของผมแล้ว ผมนั่งนิ่งดั่งเป็นนักโทษประหารนึกพลางมองเพดานคิดสารตะถึงคำพูดคล้ายๆ ว่า พลโลกถูกกำหนดชะตากรรมไม่มีความบังเอิญแน่ๆ ชะตากรรมดังกล่าวคือให้ได้รับเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่เรียกว่าความก้าวหน้าทางสติปัญญาและเจตนา มนุษย์ที่ติดเชื้อโรคนี้จะกลายคนบ้าคลั่งในทันที ความฉลาดถูกเพิ่มพูนในความมั่งคั่งในวิทยาการหรือวิทยาศาสตร์อะไรก็แล้วแต่จะเรียก พัฒนาการโดยอิสระจนเป็นศีลธรรมของตนเองว่าถูกต้อง ผู้คนทั่วไปทุกชุมชนต่างชุมนุม จนพากันติดเชื้อจนเป็นบ้า ต่างคนต่างคิดว่าตนเป็นผู้กุมสัจจะไว้แต่เพียงผู้เดียวแต่ไม่สามารถเลือกได้ว่าอันใดดีหรือเลวจนรู้สึกเจ็บปวดและลืมความเจ็บปวดไป แล้วต่างตีอกทุบหัวและร้องไห้คร่ำครวญกับสิ่งใหม่ๆที่ถูกเลือกสรรและถูกกำหนดชะตากรรมโดยตนเองจนกลายเป็นคนพันธุ์ใหม่และวิถีชีวิตพันธุ์ใหม่ของเหล่ามนุษย์ จะไม่มีการได้ยินคนพันธุ์ใหม่ด้วยกันนอกจากเสียงตนเอง จนท้ายสุดก็เกิดคนพันธุ์ใหม่ขึ้นเรื่อยๆ

ผมนั่งอยู่ในห้องด้วยอาการนอนไม่หลับและมองไปยังจุดกำเนิดเริ่มต้นแห่งอุบัติการณ์ ณ เตียงกลางห้อง เพ่งไปที่ขวานปักกลางเตียง ขวานที่ผมพึ่งนำมาใช้งานเมื่อครู่ ชิ้นร่างของหล่อนกระจัดกระจายเต็มเตียง ร่างของหล่อนที่ผมสร้างผมเห็นร่างนั้นแล้วสะอิดสะเอียนยามนึกตอนอยู่ร่วมสังวาสกับมัน แท้จริงแล้วผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับภรรยาของผมเลยมากกว่าจึงกำเนิดหล่อนขึ้นมา ผมย่างขึ้นบนเตียงมองเศษจักรกลจากมุมสูง ตะวันยามเช้าที่แท้จริงมาแล้วพร้อมกับการจากจบของผม หัวของหล่อนยังทำงานส่งเสียง “กาแฟตอนเช้าพร้อมแล้ว”

13 ความเห็นบน “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: แด่ความเป็นไป (แก้ไข)”

  1. ในเรื่องที่เข้าประกวดรอบนี้ ผมชอบเรื่องนี้มากที่สุดครับ
    เป็น sci-fi-psycho-horror ที่ยอดเยี่ยมมาก
    พล็อตเรื่องดี การบรรยายทำได้สมบูรณ์ และลื่นไหลดี
    ถ่ายทอดอารมณ์ของความวิปริตในจิตใจของผู้บันทึกได้ดี
    อ่านแล้วเข้าใจในสภาพจิตของตัวละครได้ชัดเจนมาก

    ตัวละครอาคันตุกะยามค่ำคืนเป็นส่วนผสมที่ลงตัว
    จะตีความว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอกที่แปลกแยกออกมา
    หรือจะบอกว่าเป็น “อะไร” สักอย่างที่เราไม่คิดไม่ฝันถึงก็ไม่แปลก
    และทั้งหมดนำไปสู่การนำเอานิยายของแมรี เชลลีย์มาประกอบสร้างใหม่ได้อย่างลงตัว

    ปล. การผ่าตัดที่ว่าน่าจะเป็น craniotomy นะครับ
    ไม่น่าจะเป็น lobotomy ครับ

  2. กลับมาอ่านอีกครั้ง ผมชอบการ dehumanization – robotization ในเรื่องมาก
    คำถามหนึ่งที่ผมไม่สามารถตอบได้ก็คือเมื่อใดที่ความเป็นมนุษย์สิ้นสุดลง
    และเมื่อใดที่ความเป็นหุ่นยนต์เกิดขึ้นครบถ้วนทุกกระบวนการโดยสมบูรณ์
    มองอีกแง่หนึ่งเหมือนกับคนที่มีชีวิตคู่มาระยะหนึ่ง จากนั้นก็หมางเมินกัน
    ต่างฝ่ายต่างมองว่าอีกคนไม่เป็นเช่นเดิมในสายตาของกันและกันอีกต่อไป
    กับมนุษย์ที่มีสติสัมปชัญญะด้วยกัน เราอาจหย่าร้างและแยกทางกันเดินได้
    แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งกลายเป็นหุ่นยนต์ไปเสียแล้ว เราจะทำอย่างไร ?

  3. จุดเด่นของเรื่องนี้คือการใช้ภาษาครับ
    ออกแนวหนัง คัล(cult) (ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่า) แต่ผมติดคือ ผมมองว่าเป็น pure fantasy มากกว่า เพราะมันไม่ชัดว่า คนใส่หมวกคือใคร มาจากไหน (อย่างที่คุณzhivagoบอก) คือสามารถตีความว่าเป็นแค่ความคิดของผู้เล่า ซึ่งนั่นทำไห้สามารถมองได้ว่าการผ่าตัดทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น (เกิดแต่การชำแหละเท่านั้น)
    ซึ่งทำไห้เรื่องทั้งหมดไม่ชัดเจนครับ

  4. ขอขอบคุณสำหรับข้อแนะนำ และข้อคิดเห็นครับ
    พอดีว่าเคยได้ลองศึกษาสกุลแนวคิดโครงสร้างนิยมกับสัญวิทยา และแนวคิดวาทกรรม แบบ มีแชล ฟูโก ขยายความจากโซซูร์ เลยทดลองเขียนเชิงสัญญะ กับลักษณะ ตามแบบของ คาฟคา ส่วนบุรุษลึกลับสวมหมวกเป็นสัญลักษณ์ให้ตีความเป็นสิ่งที่เหนี่ยวนำให้ผู้อ่านคิดตีความไปได้ต่างๆ ตามแต่สิ่งที่ผู้อ่านนึกคิดอยู่เหมือนกับพลังอำนาจบังคับบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้เช่น โยเซฟ คา’ ในเรื่องปราสาท (งานเขียนของ คาฟคา) พบเจอและไม่รู้ว่าคืออะไร … แล้วดำเนินความตอนท้ายตามแนวคิด อัตถิภาวนิยม
    ป.ล. เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์เขียนยากมาก

  5. พูดถึง “คาฟกา” แล้วให้หวนนึกถึง Metamorphosis ขึ้นมาโดยพลัน(แปลเป็นไทยชื่อ “กลาย”)
    ตัวเอกเป็นชายคนหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาวันหนึ่งแล้วพบกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่กับตัวเอง
    และเรื่องราวใน metamorphosis ก็เป็นเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้น
    (คิดอยู่เสมอและตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าเรื่องนี้เป็น sci-fi หรือเปล่า? – ค่อนไปทางไม่ใช่)

    แนวคิดแบบอะตถิภาวนิยม เป็นแนวคิดเชิงเสรีนิยมครับ
    อยู่บนหลักการคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีเสรีในการคิด-ปฏิบัติในตัวเอง
    กฎเกณฑ์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นทางสังคม-กฎหมาย-วัฒนธรรม ไม่อาจผูกมัดมนุษย์ในฐานะปัจเจกชนไว้ได้
    มนุษย์มีเสรีที่จะตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นการยอมรับหรือปฏิเสธทุกสิ่งโดยเสรี
    แต่แน่นอนว่าผลของการกระทำทั้งหลายที่มนุษย์ตัดสินใจทำนั้นเขาก็จะต้องยอมรับมันด้วย

    เรื่องสั้นแนวอัตถิภาวะนิยมเรื่องหนึ่งกล่าวถึงตัวละครตัวหนึ่งที่ตั้งใจจะไปยิงคนบนท้องถนน
    พกปืนลูกโม่กระสุนหกนัดติดตัวไป เดิมทีเดียวเขาคิดจะเก็บกระสุนนัดสุดท้ายไว้ให้ตัวเอง
    ในเรื่อง เขายิงออกไปจำนวนหนึ่ง (ผมจำรายละเอียดไม่ได้ว่าห้านัดหรือเปล่า)
    จากนั้นหนีไปซ่อนในห้องห้องหนึ่ง แต่ถึงที่สุดเขาก็ไม่ได้ใช้กระสุนนัดสุดท้ายปลิดชีวิตตัวเอง
    เรื่องสั้นจบลงตรงที่คนอื่น ๆ ที่โกรธแค้นพังประตูเข้าไปจับตัวเขาเอาไว้
    (ถ้าจำไม่ผิดเป็นเรื่องสั้นของ ฌอง ปอล ชาร์ตร นักเขียน-นักปรัชญาสายนี้คนหนึ่ง)

    การตัดสินใจเอาใช้ขวานตัดสินชะตาหุ่นยนต์ในเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็คงเข้าเค้าแนวคิดแบบนี้เช่นกัน
    ผมเดาว่าผู้เขียนน่าจะตั้งใจสื่อออกมาเช่นนั้นนะครับ

  6. ผมขอถกแบบปรัชญาบ้าง
    ถ้าอย่างนั้นการที่เราผูกมัดว่างานเขียนชิ้นหนึ่งเป็นแนวคิดเชิงอัตถภาวนิยม แสดงว่าเราผูกมัดงานเขียนชิ้นนี้กับสิ่งที่มีผู้คิดมาก่อนแล้วนั่นคือมีผู้คิดถึงอัตถภาวนิยมว่าเป็นความรู้อย่างหนึ่ง และเราก็ใช้ความรู้ก้อนนั้นเพื่อเขียนงาน
    ซึ่งขัดกับอัตถภาวนิยมที่เน้นที่มนุษย์ที่เป็นปัจเจกชนที่ไร้การผูกมัดโดยความรู้ที่มีอยู่ก่อนแล้ว
    และถ้าอย่างนั้นการเขียนเรื่องใดๆขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง การตั้งคำถามในใจและหาคำตอบได้ด้วยตัวของผู้เขียนเองสามารถถือได้ว่าเป็นอัตถภาวนิยมหรือไม่ มันถูกจำกัดเพียงแค่การตัดสินใจของตัวละครที่เพียงแค่เปลี่ยนใจเพราะมีความสามารถในการเลือกอย่างนั้นเชียวหรือ
    ผมขอแย้งตัวเองว่า การตัดสินใจของมนุษย์ที่เปลี่ยนจากการฆ่าตัวตายมาเป็นการไม่ฆ่าตัวตายมันเป็นความคิดของปัจเจกจริงๆหรือเปล่า แน่ใจหรือว่าไม่มีวาทกรรมใดๆซ่อนเร้นอยู่
    ผมอาจเข้าใจผิดไป ขอคำชี้แนะ

  7. Existentialism (ปรัชญาอัตถิภาวะนิยม)
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=historyandphilosophy&month=18-05-2005&group=2&gblog=4
    http://www.wareeya.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5351198
    http://hoyjubkab.exteen.com/20100720/entry
    http://www.baanjomyut.com/library_2/educational_philosoph/03.html
    ฉะนั้น ปรัชญาอัตถิภาวะนิยม น่าจะหมายถึง ปรัชญาที่ว่าถึง การดำรงอยู่ และ ตัวตน ของความเป็นมนุษย์ หรือเปล่า?(ซึ่งน่าจะกินความกว้างกว่าความคิดเชิงเสรีที่คุณzhivago อ้างถึง)
    แต่บอกตรงๆผมจะไม่ค่อยได้สนใจสิ่งเหล่านี้สักเท่าไรนะครับ

    บางครั้ง(หลายๆครั้ง)ปรัชญาเป็นแนวคิด, ไม่ใช่ข้อเท็จจริง, ยังไม่มีการสรุปเป็น fact
    หลายๆปรัชญายังคงมีการตั้งคำถามถกเถียง และโต้แย้งกันอยู่ ครับ

    อย่างเรื่องที่คุณzhivagoอ้างถึง ผมมองว่าผู้เขียนจงใจโต้แย้งปรัชญานี้เสียด้วยซ้ำ เพราะ ตัวละครไม่มีความเสรีอย่างแท้จริง เพราะผลสะท้อนกลับ เกิดจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้กระทำ(อาจจะตีความว่าคือสังคมก็ได้)

    งานเขียนมัก(ควรจะ)สะท้อนแนวคิดของผู้เขียน นั่นหมายความว่า ผู้เขียนอาจจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดบางอย่าง (และมันสามารถสะท้อนออกมาในงานเขียนได้)

    ถ้าจะเขียนงานในลักษณะนี้ โดยมุมมองผม ผู้เขียนควรจะเข้าถึงแก่นของปรัชญาอย่างแท้จริงก่อน จากนั้นงานเขียนคือการวิพากษ์(เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย)โดยใช้จินตนาการสร้างเหตุการณ์และตัวละคร เป็นตัวอย่างประกอบโดยอ้างอิงสิ่งที่พบเห็นได้โดยพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์หรือสังคม

    ” การตัดสินใจของมนุษย์ที่เปลี่ยนจากการฆ่าตัวตายมาเป็นการไม่ฆ่าตัวตายมันเป็นความคิดของปัจเจกจริงๆหรือเปล่า”
    เป็นคำถามที่น่าสนใจดีครับ
    ซึ่งงานเขียนสามารถสร้างกลไกในการวิเคราะห์ได้ผ่านตัวละครตัวนั้นๆ
    นั่นหมายความว่าตัวละครคนล่ะตัว คุณอาจจะ(น่าจะ)ได้คำตอบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
    (บางตัวอาจจะใช่ บางตัวอาจจะไม่ใช่)
    แต่สุดท้าย สิ่งที่ผู้เขียนเลือก คือสิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอ(สะท้อน)แนวคิดนั้น ต่อผู้อ่าน นั่นเอง

    ตอนนี้แนวคิดเชิงปรัชญาของผมกำลังวิ่งเข้าหาฟิสิกส์ (จริงๆนะ อ่านไม่ผิดหรอก)

    ผมพบปรัชญาหลายๆอย่างปรากฏอยู่ในกฎเชิงฟิสิกส์อยู่แล้ว
    เช่น กฎของนิวตัน ที่พูดถึงแรงกริยาเท่ากับแรงปฎิกริยา ซึ่งสามารถเทียบได้กับพฤติกรรมเชิงสังคมของมนุษย์ (ในฟิสิกส์พลังงานเปลี่ยนรูปเป็นความร้อน การเสียรูป ฯลฯ ในสังคม พลังงานเปลี่ยนเป็นความเครียด การเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม ฯลฯ)
    รวมถึง ทฤษฎีของคลื่น , การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า
    ซึ่งเปรียบเทียบได้กับพฤติกรรมของมนุษย์และสังคม
    กำลังพยายามตกตะกอนให้เป็นนิยาย ครับ

  8. หลาย ๆ คนมักจะบอกว่าประพันธกรตายแล้วหมดทั้งสิ้น เมื่อเขียนงานออกไปแล้ว ผู้อ่านจะเป็นผู้ตัดสินเอง
    ดังนั้น(ในความเห็นของผม)การจะปิดป้ายว่างานเขียนนี้เป็นงานแบบใด เมื่อเขียนก็ขึ้นกับผู้เขียน
    แต่เมื่อ publish ออกไป ก็จะเป็นงานของสาธารณะ จะฉีกทึ้ง วิจารณ์ ยกยอ หรือกระทำการใดได้ทั้งสิ้น

    ฟังดูโหดร้าย … แต่กระนั้นก็เป็นความจริงในระดับหนึ่ง

    แต่ถึงอย่างนั้น นักเขียนหลายคนก็ยึดแนวทางการเขียนของตนแบบไม่อิงผู้อ่าน
    ไม่สนเสียงวิจารณ์ เขียนงานออกมาโดยอิงตัวเองเป็นหลัก ไม่สนใจว่าคนอ่านจะรู้เรื่องหรือเข้าใจหรือไม่
    งานกลุ่มนี้บางคนก็ติดป้ายให้ว่าเป็นงานกลุ่ม existentialist เช่นกัน
    (ตัวอย่างเช่น เคนซาบุโร โอเอะ มีงานแปลเป็นไทยแล้วหลายเล่ม)

  9. ในมุมมองของผมปรัชญาเป็นแค่กระบวนการทางความคิดที่ใช้เหตุผล ลองอ่านการให้เหตุผลของเดสกาต แทบไม่ต่างจากนิยายวิทสาดเลย
    น่าสนใจนะครับที่จะเอาทฤษฎีวิทย์มาใช้ เพราะฟิสิกทั้งหลายล้วนมาจากcommonsenseของมนุษย์ จนกระทั่งคณิตสาดกลืนกินฟิสิกไปเสียหมด

    รุสึกว่าแนวคิดอัตถภาวนิยมถูกใช้ในทฤษฎีการศึกษาเสียมากโดยการเคารพความเปนปัจเจกและสนับสนุนให้ปัจเจกเรียนตามที่ต้องการเหมือนการตัดเสื้อให้เข้าตัวคน ผมชอบแนวคิดนี้นะ อีกเคสหนึ่งคือกานตั้งคถามแบบโซเครติสให้ผู้เรียนเกิดความรู้ขึ้นเองและผลลัพธ์เขาหวังกันว่าผลที่ได้จะเหมือนกันทุกคนในขณะที่ยอมรับความแตกต่างด้วย

  10. พอดีไม่ได้เข้ามาร่วมคุยด้วยเพราะเห็นว่าเป็นบอร์ดวิทยาศาสตร์เลยกลัวผิดวัตถุประสงค์ครับ แต่ขอขอบคุณกับความคิดเห็นทุกๆ ท่าน ครับ

    ขออนุญาตอ้างถึงประโยคคุณนิราจ “งานเขียนคือการวิพากษ์” และขอขยายว่าเป็นไปตามแนวคิด วิภาษวิธี (dialectics) ในความคิดผมเห็นว่างานเขียนเป็นวาทกรรม ซึ่งต้องสะท้อนอะไรบ้างอย่างในกับผู้พบ ซึ่งเป็นผู้รับสาร … หากเป็นฝ่ายซ้ายงานเขียนจึงสะท้อนรูปแบบการผลิตในสังคมตาม dialectical materialism ซึ่งหัวใจหลักของ วิภาษวิธี มี 3 อย่าง คือ ความเปลี่ยนแปลง,ความขัดแย้ง และความสัมพันธ์

    สำหรับเรื่องสัญวิทยา กับวาทกรรมนี้อธิบายคงจะยาว ในไทยคนที่ศึกษาเรื่องนี้ขออ้างงานเขียนของ ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร สรุปดังนี้ ตามความคิดของโซซูร์ได้แก่มโนทัศน์ในเรื่องสัญญะ(sign) เป็นระบบของสัญญะแบบหนึ่งซึ่งสื่อถึงความคิดต่างๆ ไม่แตกต่างไปจากระบบของงานเขียน ตัวหนังสือของคนหูหนวก พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์แบบต่างๆ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับมารยาทในสังคม สัญญาณทางทหารและอื่นๆ เพียงแต่ภาษาเป็นระบบสัญญะที่มีความสำคัญสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับระบบสัญญะแบบอื่นๆ ” ส่วนศาสตร์ที่ศึกษาถึงชีวิตความเป็นไปต่างๆ ของสัญญะในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาองค์ประกอบของสัญญะ รหัส/กฎเกณฑ์ ที่กำหนดความเป็นไปของสัญญะ โวซูร์เรียกว่า “สัญวิทยา” (semiology) ซึ่งพัฒนามาจากคำในภาษากรีก Semeion ที่แปลว่า sign ในทรรศนะของนักทฤษฎีทางด้านสัญวิทยา สัญญะคืออะไรก็ได้ที่ก่อให้เกิดความหมายโดยการเทียบเคียงให้เห็นถึงความแตกต่างไปจากสิ่งอื่นและคนในสังคมยอมรับหรือเข้าใจ ในนัยนี้สัญญะจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องหมายในภาษาแต่เพียงอย่างเดียว

    สำหรับฟูโก ขออธิบายสั้นๆ ตามกระบวนการทางศิลปะ ไม่ได้มองความจริงหรืออะไรคือความจริง ความจริง ไม่ใช่การค้นพบ แต่ถูกสร้างขึ้น(Truth is not discovered but produce) ตามขบวนการหรือขั้นตอน

    ป.ล. คุณ zhivago ครับ คาฟคา เรื่องเมตามอร์โฟซิส ผมก็ชอบมากครับ เวอร์ชั้นคุณมนตรี ภูมี กับ เวอร์ชั้น อ.ถนอมนวล โอเจริญ แปลดีทั้งคู่เลย …

  11. ดีครับ จะได้รู้ในเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน เผื่อจะเป็นประโยชน์ในอนาคต
    สัญญะ กับ วาทกรรม นี่ต่างกันอย่างไร สัญญะดูเหมือนสร้างสิ่งๆหนึ่งขึ้นมาแทนสิ่งๆหนึ่ง เพื่อให้คนเข้าใจ
    และวาทกรรมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนเข้าใจว่าสิ่งนั้นๆเป็นอย่างไร

  12. เรียนคุณ tanupat ครับ ขอโทษที่ตอบช้านะครับ ขอออกตัวผมไม่ใช่ชาวหลังสมัยใหม่(Post modern)
    ส่วนคำถามสัญญะ(Sign) กับ วาทกรรม (Discourses) ของ นี่ต่างกันอย่างไร (คำถามนี้เป็นเคสสมัยเรียนมหาวิทยาลัย) ขอชี้แจงว่า เชื่อมโยงกันในระบบของภาษา เพราะมนุษย์นั้นเติบโตขึ้นมาจากระบบของสัญญะ ผ่านวาทกรรม ซึ่งสัญญะอาจจะไม่ต้องเป็นภาษาแต่เป็นสัญลักษณ์อื่นๆได้ เช่นเปลวไฟ ภาษาของคนตาบอด หรือการโบกมือ สัญญะ(ตามภาษาบาลีแปลว่า ความเข้าใจ)
    ดังนั้น สัญญะจะเป็นอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันในกลุ่มของชุมชนหรือขึ้นอยู่กับวาทกรรมนั้นๆ ว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันอย่างไร
    – ส่วนวาทกรรม เป็นรูปแบบความคิด (ซึ่งคำนี้พึ่งปรากฏในไทยตอนปี 2531 ในวารสารสังคมศาสตร์ของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย) ที่มีวัตถุประสงค์เป็นโครงข่ายอันเกิดจากการสื่อความระหว่างกัน ชุดของวาทกรรมมียุทธศาสตร์ในการมาอยู่รวมกันที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ยอมรับว่าไม่มีโอกาสที่จะศึกษาเพื่อทำความเข้าใจในระบบหรือกฎระเบียบของวาทกรรมจากการปรากฏตัวของวาทกรรมนั้นได้โดยตรง จึงต้องทำการวิเคราะห์วาทกรรมผ่านการศึกษาและสืบค้นถึงกระบวนการ ขั้นตอน ลำดับเหตุการณ์ และรายละเอียดปลีกย่อยของการสร้างเอกลักษณ์และความหมายให้กับสรรพสิ่งในสังคมที่ห่อหุ้มเราไว้ในรูปของวาทกรรม ตลอดจนภาคปฏิบัติการของวาทกรรม
    วาทกรรมในทางสังคมเป็นเครื่องมือในการสร้างระเบียบวินัยเพื่อความเหมือนกันเพื่อความมีระเบียบเรียบร้อยขึ้นในสังคม (ที่เหลือลองศึกษาต่อนะครับ เช่นงานของคุณธีรยุทธ์ บุญมี ท่านสอนวิชานี้เขียนไว้เล่มหนึ่งด้วย)
    ป.ล. อัตถภาวนิยม ในงานวรรณกรรมปรากฎในงานของ อัลแบล์ กามู นักเขียนโนเบล หลายๆเรื่องแปลเป็นไทยแล้ว

ใส่ความเห็น