เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: คู่ชีวิต

โดย ฟองจันทร์

โรเบิร์ตยิ้มอย่างสุภาพเมื่อเห็นฉันมาถึง เขาลุกขึ้นยืนแล้วเชิญให้ฉันนั่ง
“ขอโทษที่ให้รอนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ” เขาปัดมือปฏิเสธ นั่งลง แล้วเลื่อนแผ่นบันทึกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามาข้างหน้าสำหรับทำหน้าที่แปลงเสียงพูดของเราให้กลายเป็นตัวอักษรเพื่อง่ายต่อการรวบรวมไปเป็นเอกสาร

“ตอนนี้ได้กี่ครอบครัวแล้วคะ”
“ทั้งหมดสี่ ถ้าไม่รวมคุณ ยังไม่มากหรอกครับ”
ฉันยิ้ม แล้วหันไปมองจูเนียร์ที่กำลังดึงแขนเสื้อของฉันให้หันไปสนใจ
“พี่คนนั้นเขาเป็นใครเหรอครับ” เจ้าหนูกระซิบถาม
“เพื่อนของแม่เอง เขาชื่อโรเบิร์ต เป็นนักมานุษยวิทยา โรเบิร์ตคะ นี่ลูกชายฉัน จูเนียร์ค่ะ”
โรเบิร์ตทักทาย “ฉันอยากรู้เรื่องต้นตระกูลของเธอน่ะ เธอรู้จักคุณตาไหม”
จูเนียร์ส่ายหน้า ซึ่งแน่นอน เพราะพ่อของฉันตายไปก่อนที่ฉันจะรับจูเนียร์มาเลี้ยง
“คุณตาเป็นยังไงครับ”
ฉันเอามือลูบศีรษะของลูกน้อยด้วยความเอ็นดู – โรเบิร์ตพยักหน้า
ตัวอักษรค่อย ๆ ปรากฏบนแผ่นบันทึก “เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ”

ฉันเล่า – เรื่องมันก็ผ่านมานานมากแล้ว พ่อของฉันชื่อ ‘ดอม’ ท่านเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์ สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากงานของท่านที่วัน ๆ ต้องใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์และเครื่องจักรเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของโปรแกรมในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลูกค้าส่งมาซ่อม ทำให้แทบไม่ได้เจอใคร พอตกเย็นก็รีบกลับบ้านไปพักผ่อน ไม่ยอมแวะสังสรรค์กับเพื่อนที่ทำงาน

ท่านกลับไปใช้เวลาอยู่กับเพื่อนในโลกเสมือน พูดคุยผ่านทางตัวอักษร และตอนนั้นเอง ที่อีกตัวตนหนึ่งของท่านได้ปรากฏ ดอมในบุคลิกที่เป็นมิตร ร่าเริง รอบรู้และสนุกสนาน ใคร ๆ ก็ชอบคุยกับพ่อผ่านทางโปรแกรมสนทนา ทว่าท่านก็ไม่เคยเปิดเผยใบหน้าให้ใครได้เห็น เนื่องจากยุคนั้นลัทธิรูปลักษณ์นิยมกำลังมีอิทธิพลต่อคนในสังคม สื่อโฆษณาล้วนชี้นำให้มนุษย์หลงใหลและใฝ่ฝันในความสวยหล่อ ทุกคนอยากจะดูดีถึงขั้นยอมผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกาย และอับอายในริ้วรอยโครงสร้างอันผิดแผกไปจากแบบแผนที่สังคมยกย่อง

ท่านมีเพื่อนหลายพันคนในโลกเสมือน เป็นนักรัก แต่ในโลกแห่งความจริง เมื่อท่านชอบผู้หญิงสักคนหนึ่ง สิ่งที่ทำได้ก็แค่มอง ท่านไม่กล้าจะทักทาย ท่านไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร ใช้น้ำเสียงแบบไหน รอยยิ้มและท่าทางที่ควรปฏิบัติเป็นสิ่งที่ท่านไม่เคยชิน เพราะในโปรแกรมสนทนา ท่านสามารถยิ้มและหัวเราะได้แม้จะไม่รู้สึกเช่นนั้นโดยการส่งภาพหรือพิมพ์อักษรลงไป ไม่ต้องใช้ความพยายาม
ท่านจึงต้องทนใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว

จนวันหนึ่ง ขณะกำลังอ่านข่าวจากอินเทอร์เน็ต พ่อของฉันก็ได้พบกับโฆษณา ‘หุ่นยนต์เพื่อนรัก’ ของบริษัท ‘มิตรจักรกล’ – อาจเพราะคำว่าเพื่อนที่ทำให้พ่อสนใจมันเป็นพิเศษ ท่านเข้าไปค้นหาข้อมูลอย่างตื่นเต้น มีหุ่นยนต์มากมายหลายประเภท ตั้งแต่หุ่นยนต์แม่บ้าน หุ่นยนต์ทำสวน หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง หุ่นยนต์สำหรับดูแลเด็ก คนชรา และผู้ป่วย

แล้วสายตาของท่านก็มาหยุดอยู่ที่แอนดรอยด์รุ่นล่าสุด LF-705 ท่านไม่เคยนึกอยากจะได้มัน จนกระทั่งได้ศึกษาอย่างจริงจัง รูปร่างเหมือนมนุษย์ ผิวหนังทำจากยางสังเคราะห์ ตัดเย็บและเชื่อมต่อวงจรประสาทย่างประณีต มีกล้ามเนื้อใบหน้าที่ช่วยในการแสดงอารมณ์ได้สมจริง พูดคุยและเรียนรู้เพิ่มเติมได้ กินไฟน้อย ชาร์จแบตเตอร์รี่หนึ่งครั้งเพียง 8 ชั่วโมง สามารถอยู่ได้นานถึง 72 ชั่วโมง

แต่นั่นไม่สำคัญเท่าความสามารถในการปรนนิบัติและตอบสนองความต้องการทางเพศของผู้ใช้

เพราะอยู่ตัวคนเดียว พ่อจึงไม่มีรายจ่ายมากนัก แอนดรอยด์รุ่นนั้นถือว่าราคาแพงพอสมควร แต่เงินเก็บของท่านก็มีมากพอจะซื้อแอนดรอยด์ตัวนั้นมาไว้ในครอบครอง

เป็นเพศหญิง – ท่านหลงรักเธอ ทะนุถนอมเธอ ท่านตั้งชื่อให้เธอว่า ‘ที่รัก’ พ่อหลงรักแอนดรอยด์โดยไม่รู้ตัว
“แม้เธอจะเป็นเพียงสิ่งลวงตา แต่เธอก็ทำให้ฉันมีความสุข สุดท้ายแล้วฉันเพียงต้องการสักคนที่รับฟัง คอยดูแลฉัน ให้กำลังใจ อยู่เคียงข้างกันตลอดไป…ซึ่งเธอสามารถเป็นให้ฉันได้ทุกอย่าง”

ด้วยรูปลักษณ์ที่เลือกได้ตามแต่ผู้ซื้อจะปรารถนา ความสามารถในการลบล้างความโดดเดี่ยว บางคนสั่งให้บริษัทออกแบบแอนดรอยด์ให้มีหน้าตาเหมือนคนรักที่จากไป คนที่ในชีวิตจริงไม่อาจได้เคียงข้าง – แอนดรอยด์ไม่เคยรังเกียจแม้นเจ้านายจะเป็นหญิงชราที่อ้วนฉุ เป็นคนวัยทำงานที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอิทธิพลของลัทธิรูปลักษณ์นิยมที่กดขี่ ทำให้ใครหลายคนใฝ่หาผู้ที่ไม่มองตนเพียงหน้าตา หรือรังเกียจฐานะของตน ใครก็ได้ที่มองตนที่จิตใจ และนั่นคือแอนดรอยด์ เพื่อนผู้ซื่อสัตย์

LF-705 ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนผู้ผลิตยอมลดราคาลงเพื่อเพิ่มยอดขาย ใคร ๆ ก็อยากได้มาไว้ในครอบครอง พร้อมกับกระแสต่อต้านที่เริ่มมีให้เห็นเป็นประปราย แต่แล้วระยะเวลาก็กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่ามนุษย์ล้วนต้องการใครสักคนที่เข้าใจ และคงไม่เกินจริง หากจะบอกว่า LF-705 คือคู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ

บริษัทมิตรจักรกลได้ต่อยอดการผลิต สร้างแอนดรอยด์เด็กออกมาสำหรับผู้ไม่มีบุตร แล้วรัฐบาลก็เล็งเห็นว่า นี่จะเป็นช่องทางสำหรับแก้ปัญหาประชากรที่กำลังเพิ่มขึ้น จึงออกกฎหมายให้เอื้ออำนวยต่อผู้ต้องการเป็นเจ้าของแอนดรอยด์ แต่บ้างก็ว่า เพราะบริษัทมิตรจักรกลซึ่งมีกำไรมหาศาลต่างหากที่หนุนหลังรัฐบาลให้ออกกฎหมายซึ่งมีผลประโยชน์ต่อบริษัทตน – กฎหมายที่ว่าคือการให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยอนุญาตแอนดรอยด์เรียนร่วมกับมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์หันมาเลี้ยงแอนดรอยด์ที่ประหยัดทรัพยากรกว่าการมีบุตรจริง ๆ อีกทั้งแอนดรอยด์ยังไม่ดื้อและเชื่อฟังคำสั่งมากกว่าลูกมนุษย์

แล้วก็ได้ผลเกินคาด เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนประชากรค่อย ๆ ลดลงมาอย่างน่ากลัว ในเดือน ๆ หนึ่งจำนวนการเกิดแทบเป็นศูนย์ เนื่องจากคนรุ่นใหม่หันมาใช้ชีวิตคู่กับแอนดรอยด์มากขึ้น (มีการผลักดันกฎหมายอนุญาตให้แต่งงานกับแอนดรอยด์และสำเร็จหลังจากกฎหมายด้านการศึกษาออกมาใน 6 ปีให้หลัง และอีกประมาณ 15 ปีจากนั้น แอนดรอยด์ก็ได้รับสิทธิในส่วนต่าง ๆ เพิ่มขึ้นจนถูกยอมรับว่าเป็นพลเมือง สามารถเข้าทำงานในตำแหน่งบริหารทั้งในองค์กรของรัฐและเอกชน) รัฐบาลเริ่มหวาดวิตก จึงออกมาตรการพิเศษ สั่งให้บริษัทมิตรจักรกลซึ่งกลายเป็นบริษัทที่มีรายได้มากที่สุดในโลกเรียกคืนแอนดรอยด์ทุกตัวมาแก้ไข เพิ่มการเปลี่ยนแปลงช่วงวัยซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่บริษัทมิตรจักรกลเคยคิดไว้แต่ไม่ได้รับความนิยม ทำให้แอนดรอยด์ไม่สามารถคงความหนุ่มสาวไว้ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อเวลาล่วงเลย โปรแกรมช่วงวัยจะทำให้การเคลื่อนไหวและยางสงเคราะห์เสื่อมสภาพลง พูดง่าย ๆ แอนดรอยด์ทุกตัวต้องแก่และตายไปเช่นเดียวกับมนุษย์

เป็นการเติมข้อบกพร่องขึ้นเพื่อให้มนุษย์หันมาสนใจมนุษย์ด้วยกันเอง มีการมอบเงินและลดหย่อนภาษีสำหรับผู้มีบุตรเพื่อจูงใจ เพิ่มภาษีสำหรับผู้ที่ครอบครองแอนดรอยด์ เปลี่ยนกลับให้กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย – แต่แล้วนโยบายเหล่านั้นก็ตกไป ยังไม่ทันที่บริษัทจะเรียกสินค้ากลับไปแก้ไขได้ถึง 30%

แอนดรอยด์บางตัวจึงแก่แต่ไม่ตาย บางตัวก็สามารถคงความหนุ่มสาวตลอดไป แล้วแต่ผู้ใช้จะเลือก หากเลือกให้แอนดรอยด์ของตนเป็นอมตะ เมื่อผู้ใช้ตาย ก็สามารถโอนย้ายความเป็นเจ้าของให้ลูกหลาน ไว้สำหรับเลี้ยงเด็ก หรือส่งให้รัฐบาลนำไปประจำการตามโรงเรียนต่าง ๆ เพราะแอนดรอยด์สูงอายุ จะมีความรู้สะสมไว้มาก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ทำให้กระทรวงศึกษาลดอัตราการจ้างครูลง ไม่มีปัญหาการทำร้ายนักเรียน และไม่ต้องให้เงินเดือนสำหรับแอนดรอยด์

มนุษย์อยู่ร่วมกับหุ่นยนต์อย่างสงบสุข ผิดไปจากนิยายวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 ซึ่งชอบกล่าวหาว่าหุ่นยนต์จะกลายมาเป็นศัตรูกับมนุษย์ มันไม่เป็นความจริงเลยสักนิด ที่คู่ชีวิตผู้ซื่อสัตย์ คิดจะฆ่าคนรักของตน

“หากวันพรุ่งนี้ผมตาย คุณจะตายไปพร้อมกับผมไหม”
“ทั้งชีวิตของฉันจะอยู่เพื่อคุณ หากไม่มีคุณ ฉันก็ไม่รู้จะอยู่เพื่อใคร”
ดอมจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เป็นเวลากว่าสี่สิบปีแล้วที่ทั้งสองอยู่ด้วยกัน
“ผมแก่ลงมาก แต่คุณยังดูน่ารักไม่เปลี่ยน”
“นั่นทำให้คุณไม่สบายใจหรือเปล่าคะ” เธอถามด้วยความกังวล
“ผมรู้ว่าผู้หญิงไม่ชอบความแก่”
รอยยิ้ม “นั่นเพราะผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงแก่หรือเปล่าคะ ผู้หญิงก็แค่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นที่รักของคนที่เธอรัก”
ดอมยิ้มบ้าง “ไม่ว่าคุณจะเป็นอย่างไร ผมก็รักคุณ”
ความเงียบ ดอมเอื้อมมืออันเหี่ยวย่นออกไปสัมผัสกับแก้มของหญิงสาว
“พรุ่งนี้ผมจะตาย”

ในเช้าวันรุ่งขึ้น ดอมถูกปลุกด้วยเสียงของใครคนหนึ่ง
“ฉันเอง ที่รักของคุณ”
ชายชราเพ่งสายตามองคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง “คุณลบเครื่องสำอางออกเหรอ ทำไมดูแก่จัง” เขาพูดหยอก
“ฉันแต่งหน้าไม่เก่งขนาดนั้นหรอก”
“ขอบใจนะ”
เธอจับมือของดอมไว้ “ฉันไม่ยอมปล่อยให้คุณแก่ตายไปคนเดียวหรอก”
“แล้วใครจะดูแลลูกของเรา”
“อาจจะเป็นหุ่นยนต์รับใช้สักตัว”
ดอมยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย ทิ้งลมหายใจ

มนุษย์ค่อย ๆ ตายลง แต่แอนดรอยด์ยังคงมีชีวิตต่อไป บางตัวอยู่รอคนที่ตนรัก บางตัวอยู่เพื่อรอวันหมดสภาพ ความรักระหว่างมนุษย์และแอนดรอยด์นั้น บ้างก็ว่ามันเป็นสิ่งลวงตา แต่หลายครั้ง มันก็ดูจริงเสียจนมีใครหลายคนต้องหลั่งน้ำตา

ปัญหาประชากรที่เพิ่มขึ้นได้หมดไป ไม่มีใครรู้ว่ามนุษย์คนสุดท้ายสูญพันธุ์ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีใครทันสังเกต ว่าบนถนน ภาพของผู้คนที่ยังคงทำงานและใช้ชีวิตกันตามปกติ ทั้งหมดนั้น…
เป็นเพียงแค่หุ่นยนต์

3 ความเห็นบน “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: คู่ชีวิต”

  1. เรื่องนี้พล็อตน่าสนใจจริงครับ
    สำหรับการประกวดครั้งนี้ เรื่องนี้ผมชอบมากเป็นอันดับสองรองจาก “แด่ความเป็นไป”

    สำนวนและการใช้ภาษาถือได้ว่าดีมาก
    ที่สำคัญคือเมื่ออ่านจบแล้วผมต้องกลับไปอ่านใหม่อีกรอบ
    ว่าสิ่งที่ผมอ่านมาตั้งแต่ต้นจนจบนั้นเป็นการสนทนาระหว่างใคร (มนุษย์ ?)
    (อารมณ์เหมือนดูหนัง 6th sense)
    ทำออกมาได้ดีมากครับ

  2. ประเด็นหลัก เหมือนจะเป็นการตั้งคำถามเรื่องความรักระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์
    แต่พอเดินเรื่องไป ประเด็นนี้กลับจมหายไป เป็น โลกของหุ่นยนต์หลังจากหมดมนุษย์
    ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะถ้ามีลักษณะนั้น มนุษย์น่าจะเริ่มแก้ปัญหาโดยการเพาะพันธุ์แบบอื่น นอกจากประชากรโลกทั้งหมดจะพร้อมใจกันเลิกสนใจที่จะมีมนุษย์อยู่บนโลก(ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่ใหญ่มากๆ) พอมาเฉลยตอนท้าย เมื่อนึกย้อนกลับไปที่ฉากสัมภาษณ์เปิดเรื่องจะรู้สึกขัดๆ(เป็นหุ่นยนต์ทำไมต้องสัมภาษณ์)
    น้ำหนักของเรื่องจึงแปลกๆเพราะผมรู้สึกว่าไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรครับ
    ส่วนการใช้ภาษาถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ครับ

ใส่ความเห็น