เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: เพื่อนรัก

โดย ขอบโลก

ผมกับต้อมเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก ตั้งแต่ชั้นประถม เรามักจะเล่นด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน กลับบ้านด้วยกัน และที่สำคัญคือต้อมจะปกป้องผมทุกครั้งที่ถูกรังแก คงเป็นเพราะว่าผมเป็นเด็กเรียนที่ใส่แว่นหนา ตัวเล็ก แรงน้อย ผมจึงมักถูกรังแกจากเพื่อนๆและพี่ๆเสมอ

“ไอ้น้อง พี่ขอตังร้อยหนึ่งดิ” รุ่นพี่มอห้าตัวใหญ่ผลักผมติดกำแพงตรงบันไดเตี้ยๆที่ตรงไปยังสนามเด็กเล่นของเด็กประถมซึ่งตอนนี้แทบไม่มีเด็กคนไหนอยู่ ในมือของผมถือเหรียญบาทหยอดตู้โทรศัพท์ห้าเหรียญ

“ไม่มี ไม่มีครับพี่” ผมตอบพี่คนนั้นไปอย่างกระวนกระวาย สติไม่อยู่กับตัวแต่กลับอยู่ที่เหรียญบาทห้าเหรียญในมือ ผมกำมือแน่นประหนึ่งเหรียญเหล่านั้นเป็นของขลังที่ช่วยปัดเป่ารุ่นพี่ที่ยืนค้ำหัวให้จากไป

“ข้ารู้ เอ็งมี เด็กโรงเรียนนี้มีตังทุกคน” รุ่นพี่กระชากปกขึ้นจนตัวลอย ผมอยากจะบอกรุ่นพี่ว่าทั้งตัวของผมมีแค่เหรียญบาทห้าเหรียญในมือแต่ก็ยังไม่ทันได้บอกไป

“เฮ้ย ครูใหญ่มา” เสียงๆหนึ่งตะโกนขึ้นมาพร้อมกับเสียงรองเท้าคนวิ่ง รุ่นพี่หันขวับไปที่ทางเดิน พลันปล่อยปกเสื้อที่ยับยู่ยี่
“วิ่งสิวะ ไอ้พล” ต้อม เพื่อนผมโผล่หน้ามาจากบันได้ชั้นสอง ผมมุดใต้ตู้โทรศัพท์ และออกวิ่ง
“เฮ้ย ไอ้…” เสียงรุ่นพี่ไล่หลังมาไกลๆ ในขณะที่ผมกับต้อมวิ่งตรงไปยังป้อมยามหน้าโรงเรียน

“ขอบใจว่ะ ไอ้ต้อม เอ็งไม่กลัวรุ่นพี่เมื่อกี้หรอวะ ถ้ามันเจอเอ็งอีกที เอ็งตายแน่” ผมหายใจหอบ
“พล ก็เอ็งเป็นเพื่อนข้านี่หว่า ข้าจะไม่ช่วยเอ็งได้อย่างไรล่ะ แต่ไอ้รุ่นพี่นั่น ถ้ามันเจอพวกเราอีกที ไม่ใช่ข้าเท่านั้นหรอกว่ะที่ตาย เอ็งก็ด้วยเหมือนกัน”

“เออ ไอ้ต้อม รู้ป่าววะ เอ็งเป็นเพื่อนคนเดียวของข้าเลยนะเว้ย เออถ้าเจอพี่นั่นจริงก็ตายด้วยกันล่ะวะ”
“ใครตง ใครตายล่ะ ไอ้หนู แถวนี้น้าอยู่ ไม่มีใครตายหรอก” น้ายามพูดแทรกและยิ้มโชว์ฟันทอง เราหัวเราะแหะๆ ในใจของผมกับต้อมอยากว่าน้าว่าสอใส่เกือกจริงๆ

เรื่องแบบนี้ก็คงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กมัธยมสามทั่วไป บางคนอาจจะเจออะไรที่มันแตกต่างจากนี้บ้างในรายละเอียด แต่คงไม่มีเด็กมัธยมสามคนไหนบนโลกเคยได้ยินเรื่องราวที่ผมได้ยินและสัมผัสมาเมื่อบ่ายนี้อย่างแน่นอน

ผมนั่งทำการบ้านอยู่ใต้ซุ้มต้นการเวก ริมสนามฟุตบอล เสียงของลูกบอลกระทบรั้วลวดเหล็กดังเป็นพักๆทำให้ผมสะดุ้งได้ทุกที ต้อมเดินกลับมาพร้อมน้ำอัดลมในมือสองขวด

“อ่ะ ของเอ็ง” ต้อมนั่งลงบนม้านั่งตรงข้ามผม ผมขอบอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้ชอบผู้ชายแต่ต้อมถือว่าเป็นเด็กผู้ชายที่หล่อเหลาเอาการ จมูกโด่งได้รูป คิ้วเข้มหนากำลังพอดี ใบหน้าโค้งมนได้รูปเหมือนมีใครมาปั้นแต่งไว้ รวมทั้งรูปร่างนักกีฬาของเขา ทำให้ทุกคนต่างสงสัยว่าเด็กอย่างต้อมมาเป็นเพื่อนของผมได้อย่างไร ผมรู้สึกเจ็บใจมากที่มีคนพูดอย่างนั้นแต่วันนี้ผมไม่เสียใจแล้วล่ะ

“ขอบใจ” ผมดูดน้ำอัดลม และก้มลงทำการบ้านต่อ ทันใดนั้นที่ต้อมพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ
“เฮ้ย พล เราเป็นเพื่อนกันมานานเท่าไหร่แล้ววะ”
ผมหันขึ้นไปมอง นัยน์ตาคมเข้มของต้อมดูเหม่อลอยแต่ก็นิ่งไม่ไหวติง

“ก็ซักเก้าปีทำไมหรอ” ผมตอบพลางขยับแว่น
“คือข้ามีอะไรบางอย่างที่ไม่เคยบอกเอ็ง” มันหันมาสบตาผม ถ้าผมเป็นผู้หญิงคงละลายด้วยสายตาของต้อม ใจผมเริ่มหวิวๆ ไม่รู้ว่ามันจะมาไม้ไหน
“อะไรวะ ต้อม เฮ้ย…ไม่สบายใจก็ไม่ต้องบอกก็ได้” ผมหัวเราะกลบเกลื่อน
“ไม่ได้ ข้าต้องบอกเอ็ง” มันพูดจริงจังพลางคว้ามือผมกุมไว้ ผมทำหน้าเหวอ หัวใจเต้นรัว ถ้าต้อมพูดอย่างที่ผมคิด ความเป็นเพื่อนของผมกับมันคงต้องสิ้นสุดลง ซึ่งผมไม่อยากแม้แต่จะคิด ผมเม้มริมฝีปาก
“พล คือว่า…ข้าเป็นหุ่นยนต์” ต้อมพูด

ผมหัวเราะและดึงมือออก “นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก ไอ้ต้อม มึงดูหนังเรื่องอะไรมาวะ”
“ป่าว ไอ้พล ข้าพูดเรื่องจริง” ต้อมยืนยัน พลางจับมือของผมไปแนบที่หัวใจ
“ข้าไม่มีหัวใจ พล ลองสัมผัสดูสิ”
ผมรู้สึกว่าหน้าอกของต้อมภายใต้เสื้อนักเรียนสั่นด้วยความถี่สูงเหมือนที่โกนหนวดไฟฟ้า แบตเตอเรี่ยนตัดผม หรือเครื่องนวดอะไรซักอย่าง เพียงแต่ความรู้สึกมันเบากว่า

“ตลกล่ะ ต้อม เอ็งเมาป่ะเนี่ย” ผมยิ้มแหยๆให้มัน ต้อมไม่ยิ้มตอบ แต่กลับปลดกระดุมเสื้อทีละเม็ดๆ จนหมด กล้ามเนื้อหน้าอกและหน้าท้องเด่นชัดเป็นมัดๆ ต้อมคงเป็นนักกล้ามโดยกำเนิดเพราะไม่เคยได้ยินว่าไปเข้าฟิตเนสที่ไหน

“เลิกเล่นยังวะ เอ็งจะทำอะไรอีกเนี่ย” ผมถาม สีหน้าของต้อมยังคงจริงจังไม่เปลี่ยนแปลง
“ถ้างั้น ข้าจะพิสูจน์ให้ดู” ต้อมใช้เล็บของตัวเองจิกลงกลางหน้าอก เลือดสีแดงไหลย้อยลงเป็นทาง เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ต้อมกรีดลงไปจนถึงหน้าท้อง เขาใช้สองมือแหวกผิวหนังห่างออกจากกันเผยให้เห็นโลหะสีเงินวาววับเปื้อนเลือดสีแดงที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปทั้งตัวของต้อม แสงไฟสีเขียวกระพริบอยู่บนแผงโลหะที่มีน็อตยึดอยู่ ต้อมใช้นิ้วก้อยลากจากรอยฉีกขาดที่หน้าท้องกลับไปที่หน้าอก ผิวหนังสองฝั่งเชื่อมติดกันเหมือนซิปที่กำลังปิด เขากลัดกระดุมเสื้อเข้าที่เดิม ชั่วขณะหนึ่ง ตาของต้อมฉายไฟสีเขียว
“เอ็งเป็นหุ่นยนต์” ผมถามอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง มือของผมเปื้อนเลือดสีแดงที่ไม่รู้ว่าเป็นเลือดหรือเป็นเพียงน้ำมันหล่อลื่นของหุ่นยนต์ที่แต่ก่อนเคยเป็นเพื่อนรักผม นามว่าต้อม

“ใช่ ข้าเป็นหุ่นยนต์” มันจ้องหน้าผมเขม็ง
ผมถามหุ่นยนต์ตัวที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมที่ผมไม่สามารถเรียกว่าไอ้ต้อมได้อีกแล้ว “แล้วเอ็งเป็นใคร มาจากไหน ต้องการอะไร แล้วทำไมถึงต้องมาหลอกข้า” ผมไม่เข้าใจว่าทำไมน้ำตาของผมถึงคลอเบ้า

“ไอ้พล ข้าไม่ตั้งใจจะหลอกเอ็ง”
“อย่ามาเรียกข้าว่า ไอ้พลนะ ไอ้หุ่นยนต์” ผมตะโกน
“ไอ้พล เอ็งจะเกลียดข้ายังไงก็ได้ แต่ข้าต้องบอกเอ็งอย่างหนึ่งว่ามนุษย์กำลังจะถึงจุดจบในเที่ยงคืนวันนี้”
“หมายความว่าอะไร” ผมถาม
“ข้าเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์หุ่นยนต์จากดาวเคราะห์ที่แสนไกล ข้าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่แสวงหาวิธีการมีชีวิตที่ดี พวกข้าจึงค้นพบว่ามนุษย์นี่แหละที่มีการดำรงชีวิตที่ดีที่สุดในพวกสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกใบนี้และรวมถึงโลกทุกใบที่พวกเราค้นพบ”
“แล้วยังไง ยังมีเรื่องอะไรอีก” ผมถามซ้ำ ผมไม่อยากฟังเรื่องบ้าๆนี่อีกแล้ว ไอ้ต้อมเพื่อนผมมันหายไปไหน
“ข้าจึงสอดแนมในกลุ่มพวกมนุษย์ว่ามนุษย์ดำเนินชีวิตกันอย่างไร พวกเราอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว มีทุกอาชีพ อยู่ในทุกภูมิภาคของโลก พวกเราบางส่วนถูกสร้างให้คล้ายสัตว์ บ้างก็คล้ายพืช เป็นเห็ด เป็นรา เป็นแบคทีเรีย และยังรวมถึงไวรัส”
“หุ่นยนต์ไวรัส” ผมพึมพำ
“ใช่ หุ่นยนต์ไวรัสนี่แหละที่จะฆ่าคนทุกคนบนโลก เพื่อให้พวกเราเข้าแทนที่”
“ทำไม ทำไมต้องฆ่า”
“ก็เพราะเพื่อไม่ให้ธรรมชาติเสียสมดุล พวกเราจะเข้าแทนที่ทุกส่วนของมนุษย์เพื่อให้โลกนี้ยังดำเนินต่อไปอย่างปกติ”
“มันจะปกติไปได้ยังไง ไอ้หุ่นยนต์ ในเมื่อมนุษย์สูญพันธุ์” ผมตะโกนใส่หุ่นกระป๋องที่อยู่ตรงข้ามผม เสียงลูกบอลกระทบรั้วเหล็กดังลั่น ผมสะดุ้งในขณะที่หุ่นยนต์ไม่สะทกสะท้าน

“พล เอ็งไม่เข้าใจ พวกเราจะเข้าแทนที่เพื่อผลให้พวกเรายังคงอยู่ต่อไป และยังรักษาสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ เพราะพวกมนุษย์กำลังทำลายโลกและเร่งระเบิดเวลาที่โลกจะทำลายตัวเองให้เร็วขึ้น พวกเราจะเป็นผู้ยืดจุดสิ้นสุดของโลกให้ไกลขึ้น”
“ก็เพื่อประโยชน์ของพวกเอ็งนั่นแหละ ทุกอย่างที่พวกเอ็งทำก็เพื่อประโยชน์ของพวกเอ็ง” ผมตะโกน ทุกอย่างพร่ามัว ในหัวผมว่างเปล่า

“ก็คงเป็นเช่นนั้น และต้องเป็นเช่นนั้น เพราะไวรัสจะทำงานในเที่ยงคืนของวันนี้และมนุษย์ทั้งโลกจะสูญพันธุ์”
“ง่ายๆอย่างนั้นเลยเหรอ ไอ้หุ่นยนต์ แล้วเอ็งมาบอกข้าทำไม”

“ก็เพราะเอ็งเป็นเพื่อนข้า ไอ้พล… ข้าอยากให้เอ็งมีเวลาใช้ชีวิตบนโลกนี้อีกสิบเอ็ดชั่วโมง สิบนาที สามสิบเก้าวินาที ข้ารักเอ็งนะเว้ย เพื่อน” ผมรู้สึกตัวแล้ว นัยน์ตาของหุ่นยนต์ต้อมเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ผมเข้าใจว่าทุกครั้งที่ไอ้ต้อมปกป้องผมที่เป็นเด็กเรียนตัวเล็กใส่แว่นก็คงเป็นเพราะซักวันหนึ่งผมจะต้องตายเพราะเขา บางทีนี่คงเป็นการไถ่บาปที่ดีทีเดียว แต่ก็ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่ค้างอยู่ในใจ
“ทำไมเอ็งถึงรักข้าวะ ไอ้ต้อม” ผมเช็ดน้ำตา
ต้อมหยุดคิด “ข้าว่าเพราะเอ็งเป็นเพื่อนข้าล่ะมั้ง”
“ไอ้ต้อม งั้นเอ็งจะอยู่กับข้าได้มั้ยวะ”
“ได้ดิวะ” ต้อมลุกขึ้นและเดินมาเกาะไหล่
“ถ้างั้น วันนี้เราโดดเรียนกันซักวันเถอะ” ผมบอกต้อม ครั้งนี้คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมโดดเรียน ผมจะไปเที่ยวกับเพื่อนรักของผม ไอ้ต้อม
“ไปไหนดีวะ ไอ้พล”
“ข้าว่า เอ็งไปเปลี่ยนเสื้อก่อนดีกว่า ถ้าใครเห็นเข้าคงนึกว่าเอ็งถูกรถชน” ผมยกเสื้อเปื้อนเลือดขึ้น และหัวเราะ

จนถึงตอนนี้ก็ห้าทุ่มห้าสิบเก้านาทีแล้ว ผมรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ผมไปเที่ยวกับต้อม และมันก็กลับบ้านหรืออาจจะเป็นรังหุ่นยนต์ของมันก็เป็นได้ ผมบอกรักพ่อ บอกรักแม่ เราอยู่ด้วยกันทั้งเย็นและทั้งคืน แต่ผมไม่ได้บอกท่านหรอกนะว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก

3 ความเห็นบน “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: เพื่อนรัก”

  1. เรื่องนี้น่าสนใจครับ สำหรับคำถามที่ว่าถ้ามนุษย์สูญพันธุ์ไปหมดโลก แล้วโลกจะเป็นแบบใด ?
    ระบบนิเวศจะกลับมาสมดุลได้หรือเปล่า ?
    เช่นโลกไม่ร้อนขึ้น สัตว์-พืชอื่น ๆ ไม่อยู่ในภาวะเสี่ยง ห่วงโซ่อาหารกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ?

    ติดอยู่ตรงที่เรื่องนี้ยังไม่ peak เต็มที่เพราะสิ่งที่สนทนาโต้ตอบกับตัวเอกของเรื่องเป็นหุ่นยนต์
    ซึ่งอันที่จริงไม่ควรจะมีความรู้สึก และไม่ควรจะแหกกฎของหุ่นยนต์ตัวอื่นที่เปิดเผยความลับเรื่องนี้
    (ถ้าเปลี่ยนหุ่นยนต์เป็นมนุษย์ต่างดาวในร่างมนุษย์จะได้อารมณ์มากกว่านี้มาก)

    ข้อสงสัยอีกเรื่องคือถ้าหุ่นยนต์มาแทนที่มนุษย์แล้วหุ่นยนต์จะทำอย่างไร?
    ใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ หรือว่าทยอยกันผุกร่อนจนหมดสิ้นไป ?
    เพราะถ้าใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ อีกหน่อยวัำฏจักรของการทำลายล้างธรรมชาติก็จะกลับมาอีก

  2. คือ หุ่นยนต์มีหน้าตาเหมือนมนุษย์จนมิอาจแยกจากมนุษย์ได้ และจะเข้าแทนที่ เหมือนการเทน้ำที่ไหลลงท่อทิ้งไปและรินน้ำใหม่เข้ามา และหวังว่าเส้นทางของน้ำจะเปลี่ยนไปจากเดิม หุ่นยนต์ในที่นี้เลียนแบบมนุษย์จนเกือบหมดทั้งอารมณ์ความรัก ความรู้สึก เลยอยากเล่าให้เพื่อนของเขาฟัง เพื่อให้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายให้คุ้มค่าที่สุด
    หุ่นในที่นี้ก็คงเหมือนชีวจักรกลในทรานส์ฟอร์มเมอร์ มีความคิดความรู้สึกเหมือนๆกัน

  3. แกนของเรื่องคือความสัมพันธ์ (แกนนะครับ ไม่ใช่แก่น)

    เนื่องจากผู้เขียนพยายามเล่าด้วยเหตุการณ์ แต่ในสถานะการณ์นี้(พื้นที่สั้นแต่ต้องการผลกระทบทางอารมณ์)การใช้วิธีบรรยายอาจจะได้ผลมากกว่า ลองศึกษางานของคุณzhivago และคุณวรากิจ ดูครับ

    สุดท้ายไปอยู่กับครอบครัวเพื่อรอเวลาตาย ?
    พออารมณ์ในเรื่องไม่ได้ ถึงตอนท้าย เลยรู้สึก บางเบาไป ครับ

ใส่ความเห็น