เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: แท็กซี่หุ่น

โดย ขอบโลก

“ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณจริงๆ” หญิงชราในชุดผ้าฝ้ายสีซีด เกาะแขนเสื้อของธีร์ ทนายความหนุ่มไฟแรงที่ช่วยเหลือจำเลยที่ถูกอำนาจรัฐข่มเหง หญิงชราผู้เป็นแม่ได้แต่คร่ำครวญเมื่อลูกชายคนเดียวถูกตำรวจฆ่าตัดตอนคดียาเสพติด ที่แกมั่นใจว่าลูกของตัวเองไม่มีทางเข้าไปพัวพันเรื่องแบบนี้ได้

“ไม่เป็นไรครับ มันเป็นหน้าที่” ธีร์ตอบกลับไปพร้อมกุมมือของหญิงชราไว้ ทันใดนั้นทั้งธีร์และหญิงชราถูกกระแทกอย่างแรงจากทางด้านหลัง ตำรวจที่ถูกกล่าวหา เดินผ่านคนทั้งสองไปด้วยท่าทีวางโต หญิงชราเกิดบันดาลโทสะ ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน

“ไอ้ตำรวจชั่ว” ตำรวจนายนั้นหันมายิ้มให้หญิงชรา ธีร์ไม่แน่ใจว่าเขากำลังถูกจ้องมองด้วยหรือเปล่า สายตาสีดำสนิทคู่นั้นเต็มไปด้วยความเกียจชัง ไม่ต่างอะไรไปจากสายตาของเสือนักล่าที่พร้อมจะกระโจนตะครุบเหยื่อและฉีกคอหอยให้ขาดสะบั้น ตำรวจนายนั้นเดินลงศาลไปพร้อมกับตำรวจนอกเครื่องแบบอีกสองนาย
“ดูสายตามันสิ มันจะฆ่าฉัน เห็นไหม”

…..

รถแท็กซี่สีเขียวเหลืองปิดทันทีที่ธีร์ปิดประตูรถ

“แท็กซี่ ไปถนนทรัพย์ทวี” ธีร์ปาดเหงื่อบนหน้าผาก เขาต้องการเวลาพักผ่อน
“ครับผม” โชเฟอร์ตอบรับด้วยน้ำเสียงแปร่งหู ธีร์ชำเลืองมองผ่านกระจกมองหลัง นัยน์ตาโชเฟอร์สีดำสนิท ชวนให้นึกถึงสายตาตำรวจคนนั้น แต่ก็ยังดีที่โชเฟอร์ไม่ใช่มนุษย์ คนขับรถแท็กซี่พวกนี้ถูกเปลี่ยนจากมนุษย์เป็นหุ่นยนต์ทั้งหมดเมื่อสามปีที่แล้ว รัฐบาลได้ทุ่มเงินปริมาณมหาศาลกับการซื้อหุ่นยนต์ขับรถจากต่างชาติ ด้วยเหตุผลของความปลอดภัยของประชาชน โดยเชื่อว่าหุ่นยนต์เหล่านี้จะขับรถได้ดีกว่ามนุษย์ จากข่าวที่ออกมาตามโทรทัศน์ อุบัติเหตุบนท้องถนนได้ลดลงไปกว่าครึ่ง เรื่องนี้ยังพอยอมรับได้ แต่เรื่องที่ซื้อหุ่นยนต์มาด้วยราคาสูงเกินจริงเกือบสองเท่านี่สิ ที่ทนายความที่ยึดถือความถูกต้องอย่างเขายอมรับไม่ได้

รถแท็กซี่ทะยานออกทันทีที่โชเฟอร์สิ้นประโยคตอบรับ ธีร์สังเกตเห็นท่อนแขนเรียบๆที่พยายามแต่งแต้มสีให้คล้ายมนุษย์มากเกินไปกำลังจับพวงมาลัยและประคองไว้อย่างชำนิชำนาญ มองดูแล้วก็คล้ายๆกับนักเต้นท่าหุ่นยนต์ที่ข้อนิ้ว ข้อศอก และหัวไหล่คล้ายจะมีฟันเฟืองแทนที่จะมีเส้นเอ็นและกระดูก แต่ร่างกายของโชเฟอร์ก็ประกอบไปด้วยฟันเฟืองและสายไฟจริงๆ หน้าของโชเฟอร์หันมองซ้ายขวาดูรถ หัวของมันมีระยะการเคลื่อนที่มากกว่ามนุษย์ดูประหลาดแกมสยอง เขากลัวจริงๆว่าซักวันหนึ่งหัวของโชเฟอร์จะบิดพลิกกลับมาด้านหลังแล้วจ้องมองเขาด้วยสายตาสีดำคู่นั้น

ถึงแม้ว่าเขาเคยนั่งรถแท็กซี่หุ่นมานับร้อยครั้ง เขาเองก็ยังไม่สามารถลบล้างความกลัวที่อยู่ในก้นบึ้งของหัวใจว่าลึกๆแล้วหุ่นพวกนี้ไม่ใช่มนุษย์ ถึงกระนั้นก็เถอะเขาเองนั่นแหละที่รู้ดีที่สุดว่าไม่ควรไว้ใจมนุษย์

“ท้องฟ้าวันนี้ช่างหม่นหมองจริง ไม่ต่างอะไรไปจากสีหน้าของชาวบ้านที่รัฐกดขี่เลย” เขาพึมพำ มองออกไปนอกกระจก ท้องฟ้าส่อเค้าเงาฝน

“ผมก็เพิ่งสังเกตครับ ว่าท้องฟ้าวันนี้มืดเร็วกว่าปกติ” เขาตกใจเล็กน้อยที่โชเฟอร์พูด เขาหันขวับมามองโชเฟอร์ สายตาของโชเฟอร์ยังคงจ้องถนนตรงหน้า แต่จะรู้ได้ยังไงว่าจริงๆแล้วโชเฟอร์มองอะไรอยู่ โชเฟอร์หุ่นพูดต่อ
“แต่ผมไม่เข้าใจว่าสีท้องฟ้าเกี่ยวข้องกับการถูกกดขี่ของชาวบ้านอย่างไร”

“คุณถูกโปรแกรมมาให้พูดกับผู้โดยสารหรือ” ธีร์ถามด้วยความสงสัย ขนาดคนอย่างเขาที่เคยขึ้นแท็กซี่มานับร้อยคัน ยังไม่เคยได้ยินโชเฟอร์พูด และคำพูดก็ฟังคล้ายมนุษย์เสียด้วย

“ใช่ครับ ผมถูกตั้งโปรแกรมให้ตอบคำถามผู้โดยสาร เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในห้องโดยสาร และผมถูกโปรแกรมมาให้พูดหลังจากที่ผู้โดยสารเป็นผู้เริ่มบทสนทนา เพราะผู้โดยสารบางคนไม่ชอบหุ่นยนต์ที่คล้ายมนุษย์มากเกินไป”

อย่างนี้นี่เองว่าทำไมโชเฟอร์ถึงไม่เคยพูดกับเขาก่อนเลย เสียงของโชเฟอร์เหมือนเสียงคนที่พูดในลำคอ และแหลมสูงกว่าผู้ชายส่วนใหญ่ในประเทศ แต่นอกจากนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการพูดของคนปกติเลย เขาคิด ถ้าหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถพูดคุยโดยไม่เกิดอารมณ์ได้ มันก็คงเป็นของเล่นแก้เครียดของเขาได้เช่นกัน

“อยากรู้จริงๆหรอ ว่าทำไมสีท้องฟ้าถึงเกี่ยวกับชีวิตของชาวบ้าน”
“ผมถามตามที่ได้ถูกโปรแกรมไว้ครับ” โชเฟอร์หุ่นพูด ธีร์คิดว่า หุ่นยนต์คงไม่มีความรู้สึกอะไรหรอก นอกจากทำตามคำสั่ง
“ถ้าอย่างนั้นเพื่อความสนิทใจ ผมอยากรู้ว่าคุณชื่ออะไร” อย่างน้อยๆการสนทนาก็ควรรู้ชื่อของคนที่สนทนาด้วย บางทีอาจทำให้ของเล่นชิ้นนี้เหมือนมนุษย์มากขึ้น
“ชื่อสมศักดิ์ครับ แล้ว คุณ เอ่อ”
“ผมชื่อธีร์”
“สวัสดียามเช้าครับคุณธีร์”

“ชาวบ้านสมัยนี้ถูกกดขี่จากพวกข้าราชการคดโกง นักธุรกิจที่หวังแต่กำไร และพวกนักการเมืองใฝ่หาผลประโยชน์จากทุกสิ่งรอบตัว แม้แต่คุณ สมศักดิ์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของรายได้พวกเขา” ธีร์พูด
“ผมนี่นะจะเป็นรายได้ของพวกนักการเมืองได้อย่างไร” หุ่นโชเฟอร์ถาม

“ก็พวกนักการเมืองซื้อพวกคุณมาด้วยราคาสูงเกินจริง เงินส่วนหนึ่งกลับเข้ากระเป๋าของพวกนักการเมืองชาติชั่ว เงินก้อนที่พอจะเลี้ยงเด็กยากจนคนหนึ่งได้ตลอดชีวิต หรือพอที่จะซื้อรถเก๋งซักคันให้ผมขับจะได้ไม่ต้องใช้รถแท็กซี่อีก” เขาเริ่มใส่อารมณ์
“สมมติว่าสิ่งที่คุณธีร์พูดเป็นจริง ผมก็ไม่เห็นความสัมพันธ์ของชาวบ้านที่ถูกกดขี่กับนักการเมืองที่ฉ้อโกง”

ธีร์สูดจมูกฟึดฟัดด้วยความโมโห “ความสัมพันธ์มันชัดเจนอยู่ตรงหน้าเนี่ยแหละ เงินของรัฐที่ต้องช่วยเหลือคนยากจนส่วนใหญ่ของประเทศกลับเข้ากระเป๋าของนักการเมือง พวกคนรวยก็รวยเอา รวยเอา พวกคนจนก็จนลงทุกวัน พวกนักการเมืองก็เล่นพรรคเล่นพวก อวยกันตลอดเวลา ไม่เคยแม้แต่จะเหลียวแลชาวบ้านตาดำๆ นี่น่ะหรือความคิดของหุ่นยนต์ที่เขาว่ากันว่ามีตรรกะนักหนา” เขาถอนหายใจ เบื้องหน้าคือหยาดฝนที่ตกกระทบกระจก คล้ายน้ำตาของความเสียใจที่ฝังอยู่ลึกๆภายใน

“ผมว่าก็มีความยุติธรรมดีนะครับที่ คนรวยและมีอำนาจจะรวยขึ้นและยิ่งมีอำนาจมากขึ้น ส่วนคนจนและไร้อำนาจก็จะจนลง ใครที่แข็งแรงกว่าก็ควรจะอยู่รอดได้ เพราะพวกเขาทำงานหนักกว่าและมีความเหมาะสมกว่าในสังคม”

“และก็ยุติธรรมเช่นกันที่กลุ่มนักการเมืองจะให้ผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน เหมือนนิยามของความยุติธรรมที่ว่า ให้ทำดีต่อมิตร และให้ทำร้ายซึ่งศัตรู คุณธีร์ครับ คุณเห็นว่ามันไม่ยุติธรรมตรงไหนที่เราควรให้ผลประโยชน์แก่พวกพ้องของเรา และตัดแขนตัดขาศัตรู”
“ผิดแล้วๆ คุณสมศักดิ์ คุณผิดแล้ว ผมรู้ว่านิยามของความยุติธรรมคืออะไร อย่างสุดท้ายก็คือการจ่ายหนี้ที่ยืมไป หรือการพูดความจริงใช่ไหม”

“ใช่ครับ” โชเฟอร์สมศักดิ์ตอบทันที
“ถ้าคุณเคยเห็นเด็กอดอยาก หรือป้าแก่ๆที่โดนตำรวจใช้อำนาจในทางมิชอบ คุณจะไม่อ้างความยุติธรรมบ้าๆนั่น”
“ผมแค่ยึดกรอบนิยามของความยุติธรรม” โชเฟอร์พูด และเลี้ยวรถขึ้นทางยกระดับ
“คุณสมศักดิ์ คุณขับมาผิดทางหรือเปล่า ผมคิดว่าต้องตรงไปนะ” ธีร์พูด
“ใช่ครับ โปรแกรมนำทางผู้โดยสารบอกเส้นทางที่ใกล้ที่สุดคือทางตรง แต่โปรแกรมอีกอันถูกเขียนทับลงไป”
“หมายความว่าอะไร” เขาถามอย่างกระวนกระวาย
“ผมไม่ทราบครับ”
“โปรแกรมที่เขียนทับเขียนไว้ว่าอะไร” เขาถาม รถแท็กซี่แล่นเร็วขึ้น
“ผมถูกสั่งให้เลี้ยวขึ้นทางยกระดับ และเร่งความเร็วถึงสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง”
“หมายความว่าอะไร”
“ไม่ทราบครับ”

รถแท็กซี่แล่นเร็วขึ้นๆ ตัวรถเขย่า สายฝนกระหน่ำลงกระจกรถจนแทบมองไม่เห็นทาง
“หยุดเดี๋ยวนี้” เขาตะโกนบอกโชเฟอร์
“ทำไม่ได้ครับ กฎหมายบอกว่าห้ามหยุดรถบนทางยกระดับนอกจากมีเหตุฉุกเฉิน”

เขารู้ทันทีว่านี่ต้องเป็นแผนการสังหารเขาแน่ เขาลุกจากเบาะและแย่งจับพวงมาลัย

“เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง โปรดนั่งอยู่กับที่” โชเฟอร์ใช้แขนเหล็กสีเนื้อจับข้อมือเขาและบีบ เขาตะโกนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด หุ่นยนต์สมศักดิ์ผลักเขานั่งลง และหันหน้ากลับมา หัวของหุ่นพลิกกลับเกือบร้อยแปดสิบองศา สายตาสีดำสนิท กับหน้ากากยางที่สวมปิดทับโครงเหล็กทำให้เขานึกถึงหนังสยองขวัญที่เคยดูตอนเด็กๆ

“กรุณานั่งอยู่กับที่และรัดเข็มขัดนิรภัย” ปากของหุ่นยนต์ขยับไม่ตรงกับคำพูด หลังพูดจบ หุ่นโชเฟอร์หันหน้ากลับและปล่อยมือออก
เขาต้องหยุดรถแท็กซี่คันนี้ให้ได้ ถ้าเขาไม่อยากตาย

“หยุดรถเดี๋ยวนี้” เขาตะโกน
“ไม่สามารถทำได้”

คำสั่งสังหารเขาเป็นโปรแกรมที่เขียนไว้สูงสุดแล้วจึงไม่มีคำสั่งไหนที่สามารถหยุดรถได้อีก ตอนนี้มีคำสั่งไหนที่สามารถสั่งหุ่นยนต์ได้อีกบ้าง ทันใดนั้นเขาก็นึกออก มีเพียงคำสั่งเดียวที่หุ่นยนต์ยังทำตามก็คือการตอบคำถามของผู้โดยสาร เหลือเพียงแต่เขาจะทำอย่างไรดีเพื่อใช้ประโยชน์จากคำสั่งนี้

“มีคำสั่งอะไรที่อยู่เหนือคำสั่งนี้อีก” เขากุมข้อมือที่ดูท่าจะหัก
“คำสั่งของความปลอดภัย” หุ่นสมศักดิ์ตอบ เขายังคงเหยียบคันเร่งต่อไป จนตอนนี้หน้าปัดความเร็วบอกว่าอยู่ที่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ธีร์สูดหายใจลึก

“คำสั่งความปลอดภัยบอกว่าอย่างไร” เขาถาม
“โปรแกรมความปลอดภัยระบุกฎที่ต้องทำตามความสำคัญหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเอ็ดข้อ ข้อแรก ห้ามผู้โดยสารบังคับเกียร์และหรือพวงมาลัยและหรือคันเร่งและเบรก ข้อสอง…” หุ่นยนต์สมศักดิ์ตอบคำถาม

คำตอบข้อแล้วข้อเล่าผ่านหูเขา ไม่มีข้อไหนเลยที่ช่วยให้เขาคิดทางแก้ออก บางทีทางเดียวที่เขาทำได้คือกระโดดออกจากรถแท็กซี่ที่พยายามสังหารเขา แต่ถ้าเขาจะกระโดดจริงต้องทำให้ไวกว่าที่หุ่นยนต์จะจับเขากลับมานั่งในรถสังหาร เข็มบนหน้าปัดความเร็วชี้เลขหนึ่งร้อยเก้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง เขาไม่มีเวลาพอแล้วที่จะรอ ทันใดนั้นเขาก็ตัดสินใจเปิดประตู ประตูเหวี่ยงออกอย่างแรง
“ปิดประตูด้วยครับ” หุ่นยนต์สมศักดิ์หมุนแขนกลับและยืดแขนจะจับเขาไว้ แต่ก็ไม่ทัน
ร่างของธีร์กระเด็นออกจากรถแท็กซี่หุ่นคันนั้น

……….

“ศพเละดูไม่ได้เลย” นายตำรวจยศร้อยตำรวจตรีดูภาพถ่ายศพของทนายชื่อดัง ข่าวของเขาแพร่สะพัดไปทั่วเพราะเกี่ยวกับแท็กซี่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกที่ยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน

“คุณตำรวจคะ เรื่องนี้ตกลงเป็นมายังไงคะ” นักข่าวสาวของโทรทัศน์ช่องหนึ่งสัมภาษณ์นายตำรวจ
“อ๋อ ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่เป็นเรื่องเข้าใจผิดของทนายคนนี้ครับ เรายืนยันครับว่าแท็กซี่ของเราปลอดภัย” แสงแฟลชจากสำนักข่าวทั้งในและต่างประเทศต่างมาฟังการแถลงข่าวของกรมตำรวจ

“มีหลักฐานอะไรไหมคะที่ช่วยพิสูจน์ว่าแท็กซี่หุ่นไม่ได้ถูกแฮ็คโดยข้าราชการชั้นสูงหรือนักการเมืองที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับคดีที่เขากำลังทำอยู่”
“อ่อ มีครับๆ เรามีเทปบันทึกการพูดคุยของทนายธีร์ กับหุ่นโชเฟอร์ทั้งหมดครับ ผลคือ นายธีร์เข้าใจผิดว่ารถแท็กซี่ถูกโปรแกรมให้สังหารเขา แต่ความจริงรถแท็กซี่แค่เลี่ยงทางรถติดเพื่อขึ้นไฮเวย์เท่านั้นเองครับ”

นายตำรวจคิดในใจ “สมน้ำหน้ามัน บังอาจมาเสือกกับคดีกูดีนัก คนอยากดังอย่างมึงต้องเจอดีอย่างนี้แหละ”

……….

4 ความเห็นบน “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: แท็กซี่หุ่น”

  1. ผมชอบบทสนทนาเรื่องความยุติธรรมช่วงกลางเรื่องมาก
    ปัญหาหนึ่งของความยุติธรรมคือมันควรจะนิยามให้ตรงกันทั้งสองฝ่าย
    (หรืือหลายฝ่ายถ้ามีมากกว่านั้น)
    ถ้าแต่ละฝ่ายนิยามความยุติธรรมต่างกันตั้งแต่แรก เถียงกันให้ตาย(จริง ๆ)ก็ไม่เกิดความยุติธรรม

    หุ่นยนต์เป็นเหมือนตัวแทนของผู้ปกครอง-รัฐ-นักการเมือง-ข้าราชการ
    ในขณะที่ผู้โดยสารเป็นตัวแทนของผู้ถูกปกครอง-ผู้ถูกกดขี่

    ทั้งสองฝ่ายย่อมมองความยุติธรรมในมุมของตน ซึ่งมันไม่ตรงกัน
    ในกรณีนี้ระบบยุติธรรมทำหน้าที่ของมันไปแล้วตั้งแต่ต้นเรื่อง(ในศาล)
    แต่กระนั้นระบบยุติธรรมในศาลก็ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา

    ผมเชื่อว่าต่อให้โลกเรามีหุ่นยนต์แบบที่ว่านี้จริง ๆ ความยุติธรรมที่ว่าก็จะยังไม่เกิด
    และเรื่องที่ผู้เขียนเขียนถึงนี้ก็จะมีโอกาสเกิดได้จริงอยู่ครับ

  2. ถ้าทำให้ธีร์สามารถเอาตัวรอดจากกฏของหุ่นยนต์ได้ โดยหาช่องโหว่ของคำสั่งความปลอดภัย เรื่องจะสนุกมากๆ เพราะชอบ plot ของเรื่องนี้ค่ะ

  3. เปิดเรื่องด้วยตัวละครตำรวจ ลูกความ และ ทนาย
    เรื่องเน้นไปที่นิยายของคำว่า ยุติธรรม

    การใช้ภาษาช่วงต้นเรื่อง ประดักประเดิด ไปนิด
    ประเด็นเรื่องน่าสนใจ แต่การโต้เถียงไปไม่ถึงจุดที่ใช้ตรรกะอย่างเต็มที่
    และปรากฎว่าพอมาถึงบทสรุป ผมกลับรู้สึกว่า หุ่นยนต์ ไม่ได้มีบทบาทอะไรในเรื่องเลย (เป็นอะไรก็ได้เป็นคนขับรถธรรมดาก็ได้) เพราะเป็นการ overwrite คำสั่ง ฉะนั้น คู่กรณีที่แท้จริงคือ ทนาย กับ ตำรวจ ครับ

    ไม่มีจุดพลิกผันของเรื่อง เหมือนกับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็ให้ยอมรับกันไป ซึ่งไม่ควรจะเป็นสารที่สื่อออกไป นะครับ

ใส่ความเห็น