เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: ผิดเฉือนถูก

โดย SnowLynx

ผมไปเจอกับสมาคมนี้มาเมื่อสองถึงสามปีก่อน ตอนนั้นประเทศกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานเอกชนออกมาสนับสนุนการใช้หุ่นยนต์กันอย่างออกหน้าออกตา จนตอนนี้หุ่นยนต์ที่ทำงานแทนมนุษย์มีให้พบเห็นได้ทั่วไป

ชมรมที่ผมกล่าวถึงที่ว่านี่คือ”ชมรมต่อต้านการใช้หุ่นยนต์” ครับคุณได้ยินไม่ผิดชมรมนี่มีวัตถุประสงค์ตามชื่อ คือต่อต้านการนำหุ่นยนต์มาใช้งานแทนมนุษย์ หุ่นยนต์ถูกนำมาใช้งานแทนมนุษย์มาได้หลายปีแล้วเริ่มต้นจากงานเสี่ยงอันตรายเช่นในโรงงานต่างๆ แต่พักหลังงานเกือบทุกประเภทเริ่มที่จะมีหุ่นยนต์มาเกี่ยวข้อง และนั่นก็เป็นเหตุผลให้ผมหันเข้ามาร่วมกับสมาคมนี้

ความจริงแล้วมันเป็นคล้ายกับสมาคมจับผิดเสียมากกว่า หลายๆคนมาเพื่อนำเสนอบทความหรือเนื้อหาในเชิงกล่าวร้ายหุ่นยนต์ นานๆครั้งสมาคมถึงจะตีพิมพ์เอกสารที่มีทั้งความรู้และบทความเชิงวิเคราะห์จากผู้ไม่ประสงค์จะออกนามแจกจ่ายให้พวกเราได้อ่าน คงเป็นเพราะการกระทำแบบนั้นอาจทำให้พวกเราถูกจับเข้าตะรางได้สักวัน ทุกการกระทำจึงเกิดขึ้นอย่างลับๆ

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าอีกชั้นหนึ่งเท่านั้น เพราะภายในชมรมยังมีอีกวัตถุประสงค์หนึ่งซึ่งคล้ายกับพวกก่อการร้ายก็ว่าได้ นั่นคือการลอบทำลายหุ่นยนต์ ทุกคนในเมืองรู้จักมันดีในชื่อ “พลุแดง” เพราะเมื่อภารกิจเสร็จสิ้นจะมีการยิงพลุเป็นเครื่องเยาะเย้ยกฎหมายและเพื่อส่งสัญญาณแก่ผู้ลงมือคนต่อไป นั่นหมายความว่าในคืน”พลุแดง”จะมีการจุดพลุนับสิบนัด!

ผมไม่ทราบว่าเหตุการณ์ทั้งหมดชมรมเป็นผู้กระทำ อันที่จริงผมทราบเพียงนัยๆว่าต้องใช่แต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้กระทำ จนกระทั่งวันนี้เมื่อมีจดหมายส่งมาถึงผมที่ห้องพักในตอนเช้า ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีตราประทับใดๆ มีเพียงชื่อของตัวผมบนจ่าหน้าซอง หลังจากผมได้อ่านจดหมายทุกอย่างที่คาใจก็เป็นอันกระจ่าง ในนั้นระบุให้ผมทำลายหุ่นยนต์ที่ปั้มขายน้ำมันแห่งหนึ่ง สถานที่รับอาวุธซึ่งคือไม้เบสบอล จุดอ่อนของหุ่น เวลาประมาณการของการลงมือ ลำดับของการลงมือ จุดทิ้งอาวุธ หรือแม้กระทั้งคำปฎิเสธต่อเจ้าพนักงานหากถูกจับได้

ผมรีบเก็บจดหมายฉบับนั้นใส่กระเป๋าและตรงไปที่ทำงานซึ่งคือโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผมมีอาชีพเป็นครูสอนเด็กมัธยมปลายครับ อาชีพนี้ทำให้ผมมีความสุขเพราะผมมีโอกาสพบเจอเด็กๆมากหน้าหลายตา หลากหลายความคิดเห็น และเพราะความคิดของเด็กๆนั้นมักจะบริสุทธ์และออกมาอย่างจริงใจ

แต่ช่วงหลังมานี้หุ่นยนต์ก็เข้ามามีส่วนในการช่วยสอน เริ่มตั้งแต่กระดานไฮเทคที่ช่วยสอนเมื่อไม่มีครูเข้าโดยการขึ้นเนื้อหาพร้อมเสียงบรรยาย ต่อมาก็เป็นครูสอนในชั่วโมงการบ้านที่หุ่นถูกพัฒนาให้เดินได้ตอบสนองต่อเสียงเรียกของเด็ก และล่าสุดคือครูสอนในวิชางานช่างเพราะมันสามารถอธิบายส่วนประกอบต่างๆของเครื่องยนต์ได้ดีกว่ามนุษย์อย่างเราๆ

จุดเด่นของพวกมันคือความสามารถที่เพียบพร้อม และไม่เคยมีคำว่าผิด มันสามารถอธิบายวิธีแก้สมการยาวเหยียดได้ภายในไม่ถึง 1 นาที สามารถสร้างสรรงานไม้และเหล็กในวิชางานสร้างได้อย่างไร้ที่ติ แต่เมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย อย่างแรกคือพวกมันดีเกินไป แน่นอนว่าการที่ห้องเรียนจะเงียบแบบไร้เสียงเลยจะเป็นไปได้ยาก นักเรียนย่อมอยากคุยกันถึงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือทริปวันหยุดยาวที่จะมาถึง หากเป็นครูที่เป็นมนุษย์อาจจะไม่ได้ยิน หรือยอมปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ผ่านเลยไป แต่สำหรับหุ่นยนต์ เด็กๆจะถูกทำโทษอย่างเช่นการหักคะแนน หนึ่งสิ่งที่สำคัญคือพวกมันไร้ความรู้สึก ไม่ว่าจะแดดออก ลมแรง หรือฝนตกกระหน่ำ คำว่ามาสายจะไม่มีอยู่ในพจนานุกรม หลายครั้งที่ผมเห็นนักเรียนที่เปียกปอนต้องทนนั่งเรียนอยู่ในห้องแอร์เย็นเฉียบจนผมรู้สึกสงสารเด็กๆอยู่ในใจ

ผมใช้เวลาครึ่งวันเช้าในการสอนหนังสือตามตาราง และอีกหนึ่งคาบในช่วงบ่ายสำหรับการเป็นครูที่ปรึกษาในชั่วโมงทำการบ้าน วันนี้ก็เช่นกันฝนตกลงมาไม่ลืมหูลืมตา ผมไม่ลืมที่จะปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อเป็นการลดความหนาวเย็น และให้เวลากับนักเรียนเพื่อจัดการตัวเองก่อนจะเริ่มทำการบ้านของพวกเขา

“อาจารย์คะ”เด็กสาวคนหนึ่งยกมือเรียกผมให้ไปหา “ข้อนี้หนูไม่เข้าใจค่ะ”เธอกล่าวก่อนผมจะก้มหน้าลงมองโจทย์ฟิสิกส์ภาคคำนวนของเธอ
“อ่า…”ผมลูบคางตัวเองพลางคิดวิธีอธิบาย ผมเป็นครูสอนวิชาเคมี วิชานี้ผมจึงไม่ค่อยจะถนัด “ทำแบบนี้นะ…”ในที่สุดผมก็คิดออกก่อนจะอธิบายให้เธอฟัง และหลังจากนั้นก็มีเด็กเรียกผมให้ไปหาอีกหลายคน

หลังจากหมดคาบนักเรียนรีบเก็บกระเป๋ากันอย่างเร่งร้อนและออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วจนทำให้ผมประหลาดใจ
“คาบต่อไปวิชางานช่างหรอ”ผมถามเด็กผู้ชายใส่แว่นตาหนาที่อยู่หลังห้อง
“ครับ”เขาตอบก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากห้อง
ผมนึกขำที่เห็นนักเรียนรีบร้อนกับคาบที่สอนโดยหุ่นยนต์ แต่เฉื่อยชาเมื่อต้องเรียนกับคนอย่างผม คงเป็นเพราะพวกเราใจดีเกินไป
หลังจากที่สอนเสร็จผมก็หาที่เงียบๆเพื่อศึกษาข้อมูลของจดหมายจากสมาคมอีกครั้งจนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด ผมเข้าร้านกาแฟแห่งหนึ่งในตัวเมืองเพราะดูแล้วราตรีนี้ยังอีกยาวไกล

ช่วงเวลาใกล้สามทุ่มครึ่งแล้ว ผมมาอยู่ในทุ่งหญ้าใกล้ๆกับปั๊มที่ผมจะต้องปฏิบัติภารกิจ พลุถูกจุดขึ้นไปก่อนหน้าผมสองลูกแล้ว เหลืออีกเพียงครั้งเดียวก็จะเป็นคราวที่ผมจะต้องทำงาน ชุดสีดำช่วยให้ผมพลางตัวผมและไม้เบสบอลสีเงินได้ดีขึ้นในคืนที่มีเมฆมากอย่างนี้

ช่วงเวลารอคอยทำให้ผมได้นั่งคิดทบทวนว่ายังมีอาชีพที่ไม่ใช้หุ่นยนต์เข้าทำงานอีกไหม อาชีพแรกที่นึกออกคือนักการเมือง คงจะเป็นเรื่องแปลกหากมีตัวแทนของมนุษย์ที่เป็นหุ่นยนต์ แต่ในทางกลับกันผมว่าอาจจะเป็นเรื่องดีถ้าหากมีเจ้าหุ่นพวกนั้นทำหน้าที่เพราะอาจจะไม่มีคำหลอกลวงออกมาให้เราได้ขบคิดก็เป็นไปได้ อีกอาชีพที่ผมนึกขึ้นได้คือเหล่าศิลปินที่ไม่ว่าจะเป็นจิตกร นักดนตรี นักแสดง หรือนักเขียน อาจเป็นเพราะความงามของสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เกิดมาจากความสมบูรณ์แบบ แต่มันเกิดจากการที่เราได้เห็นในสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ เห็นในสีที่ผิดเพี้ยน ดนตรีที่มีเอกลักษณ์ การแสดงที่ดูเก้ๆกังๆและเรื่องราวที่เกินจินตนาการก็เป็นไปได้

ผมใช้เวลานั่งคิดไปสักพักหนึ่งพลุสีแดงลูกที่สามก็ถูกยิงขึ้นที่อีกด้านของเมือง หน้ากากเย็นเฉียบที่ทำจากพลาสติกแข็งถูกสวมลงบนหน้า ผมนั่งสังเกตเจ้าหุ่นยนต์ที่ปั๊มมาสักพัก อันที่จริงเรียกให้ถูกคือแขนกล มันทำงานเมื่อมีรถมาจอดที่หน้าตู้เติมน้ำมัน แขนกลจะยื่นเข้าไปที่คนขับและให้เขากดจำนวนเงิน แขนที่สองจะรอรับกุญแจเพื่อไขบริเวณสำหรับเติมน้ำมันของรถและทำหน้าที่สำหรับเป็นท่อของน้ำมันไปในตัว ผมเคยใช้งานประเภทนี้อยู่ 2-3 ครั้ง ในช่วงที่รถของผมต้องการน้ำมันจนร้องเตือนและไม่มีปั๊มที่เป็นคนเติมหรือแบบที่ต้องบริการตนเองในบริเวณนั้น

ผมกระชับไม้เบสบอลให้แน่นก่อนจะเดินตรงไปยังปั๊ม แม้ผมจะสังเกตแขนกลนั่นมานาน แต่เป้าหมายของผมคือตู้แผงวงจรที่อยู่ด้านหลังของปั๊ม เส้นทางแห่งความบ้าบิ่นดูจะยาวไกลเหลือเกิน ผมเดินแค่ร้อยกว่าเมตรแต่กลับรู้สึกคอแห้งผากเมื่อหยุดอยู่ตรงหน้าเป้าหมาย บริเวณนั้นไม่มีวี่แววของกล้องวงจรปิดซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง ผมกระชับไม้เบสบอลด้วยมือทั้งสองอีกครั้งแล้วจึงใช้แรงทั้งหมดฟาดไปที่ตู้ตรงหน้าราวกับว่ามันคือลูกเบสบอลที่ผมต้องตีให้ได้โฮมรัน ผมกระหน่ำตีนับสิบครั้งจนเป้าหมายยับเยิน

คนขับรถที่เลี้ยวเข้ามาภายในปั๊มคันแรกทำหน้าประหลาดใจเมื่อไม่มีแขนกลยื่นลงมาเพื่อให้บริการแก่เขา ผมได้ยินเสียงสบถเบาๆผ่านสายลมเย็นที่พัดแทรกเข้ามาภายในเสื้อคลุมตัวหนาก่อนที่รถคันนั้นจะขับออกไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นผมค่อยๆจุดชนวนที่ต่อไปยังพลุสัญญาณแล้วก็รีบออกจากบริเวณนั้น คงจะร้อยก้าวได้หลังจากนั้นพลุสีแดงทะยานขึ้นท้องฟ้าก่อนจะระเบิดเป็นสีแดงที่ไม่สว่างมากนักและตามมาติดๆด้วยเสียงดังของแรงระเบิด เหลือแค่คืนอุปกรณ์ ภารกิจผมก็จะเสร็จสิ้นลงแล้ว…

สุดสัปดาห์นั้นผมใช้เวลาทั้งวันนั่งนอนอยู่ภายในห้องพัก นึกถึงเรื่องที่ได้ทำลงไปเมื่อต้นสัปดาห์พลางคิดไม่ตกว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่นั้นคือสิ่งที่ผิดหรือถูก ในคืนนั้นผมนอนไม่หลับ ได้แต่นั่งมองเหม่อออกไปยังท้องฟ้าของตัวเมืองและเฝ้านับพลุสีแดงที่ระเบิดขึ้นเกือบทุกครึ่งชั่วโมง! ข่าววันต่อมารายงานว่ามีการทำลายหุ่นยนต์เกิดขึ้นในคืนนั้น 15 ครั้ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือฝีมือผม เด็กๆในชั้นดูมีท่าทีตื่นกลัวเล็กน้อย แต่บางคนกลับรู้สึกตื่นเต้นและชอบใจที่ได้นั่งดูพลุที่จุดขึ้นรอบๆเมือง ทั้งสัปดาห์ที่เหลือผมจึงสอนได้ไม่เต็มที่นัก
“ก้อก… ก้อก… ก้อก…”ผมตื่นจากภวังค์ก่อนจะลุกไปเปิดประตูไม้ที่หน้าห้อง

“ไม่ไปเที่ยวไหนหรอคะ”เสียงทักทายที่ฟังดูแปร่งๆจากลำโพงบริเวณส่วนหัวของหุ่นยนต์แม่บ้านดังขึ้น ผมได้ยินคำทักทายนี้จนคุ้นเคยเพราะวันหยุดผมมักจะอยู่แต่ในห้องพักจนบางครั้งอดคิดสงสัยไม่ได้ว่าคำนั้นมาจากการป้อนโปรแกรมของผู้ผลิตหรือมาจากส่วนลึกของหุ่นยนต์เอง

“อยากนอนอยู่บ้านมากกว่าครับ”ผมตอบกลับไปแม้จะไม่รู้ว่าหุ่นตรงหน้าจะเข้าใจไหม

หอพักของผมจะมีบริการของหุ่นยนต์แม่บ้านมาคอยให้บริการแก่ผู้อยู่อาศัย นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกที่นี่เพราะในตอนนั้นเรื่องของสมาคมฯยังไม่เคยเข้ามาถึงหูของผม

หุ่นยนต์แม่บ้านเคลื่อนตัวเข้ามาภายในห้องก่อนจะยื่นแท่งเหล็กที่อาจจะเรียกไว้ว่าเป็นแขนออกมามากมายเพื่อทำงานให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ส่วนล่างของหุ่นยังเป็นระบบดูดฝุ่นและถูพื้นอีกด้วย ผมเคยนั่งมองแขนที่ยืดไปมาเพื่อปัดฝุ่นและอึ้งในการทำงานอย่างคล่องแคล่วนั่น แต่บางครั้งมันก็ทำให้ผมสะดุ้งเมื่อคิดว่ามันเป็นแมงมุมเหล็กตัวยักษ์

“เธอเคยทำความผิดบ้างไหม”ผมลองเอ่ยถามเจ้าหุ่นกระป๋องดูและนั่นก็ทำให้ผมขนลุกอีกครั้งเมื่อส่วนหัวของมันหมุน 180 องศามาทางผมและตอบว่า “เคยค่ะ”
“แล้วเธอสารภาพผิดบ้างไหม ผมหมายถึงบอกกับคนที่เธอทำผิด”
“ค่ะ ดิฉันบอก”
“แล้วเธอไม่กลัวเขาจะเอาเธอไปทำลายหรอ”ผมหยุดนึกเหตุผลชั่วขณะว่าทำไมต้องทำลายหุ่นยนต์ก่อนจะพูดต่อไปว่า “อย่างเช่นเธอทำแจกันแตก แล้วเธอเป็นหุ่นจะเอาเงินที่ไหนมาชดใช้”

“บริษัทจะเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายค่ะ และจะแค่เช็คสภาพเครื่องของพวกเราว่ามีส่วนไหนบกพร่องบ้างไหม แล้วจึงดำเนินการแก้ไข บริษัทจะไม่ทำลายหุ่นอย่างพวกเราหรอกค่ะ เพราะนั้นจะเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติไปเสียเปล่าๆ”เสียงแปร่งๆที่ออกมาเป็นประโยคยาวนั่นทำให้ผมต้องหยุดกลืนน้ำลายลงคอ

“แล้วถ้าบริษัทมีนโยบายที่จะต้องทำลายทิ้งล่ะ เธอจะสารภาพผิดไหม”ผมลองถามไปลอยๆ เพราะคิดว่าหุ่นยนต์แม่บ้านน่าจะไม่มีทางคิดในเรื่องแบบนี้ ผมลุกขึ้นไปชงชามาดื่มในขณะที่หุ่นยนต์แม่บ้านก็ทำงานของเธอไป
“ฉันคงจะสารภาพนะคะ เพราะนั่นคือความผิดที่ฉันได้กระทำ”ผมสำลักน้ำชาอุ่นๆที่กำลังลงคอออกมาเมื่อประโยคนั่นหลุดออกมาจากลำโพงของหุ่นแม่บ้าน ผมเพ่งมองมันสักพักจึงค่อยๆอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ
“ก้อก… ก้อก… ก้อก…”ผมเดินไปเปิดประตูเป็นรอบที่สองของวัน ชายวัยกลางคนที่ผมไม่รู้จักผิวสีเหลืองในชุดสูทยืนอยู่ที่ประตูนั่น
“ผมมาจาก…”เขายกสมุดเล่มเล็กๆขึ้นพลางชายตามองบอกให้ผมมองตาม ตราสัญลักษณ์ที่คุ้นตาในช่วงสองถึงสามปีผมอยู่บนนั้น มันเป็นตราของชมรมต่อต้านการใช้หุ่นยนต์
“คือ… เอ่อ… ผมมีหุ่นยนต์อยู่ในห้องตัวหนึ่ง เป็นหุ่นแม่บ้านน่ะครับ”ผมพูดตะกุกตะกักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ก็เอามันออกจากห้องหรือปิดไปก่อนได้ไหมครับ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”ผมทำตามคำบอกโดยตรงไปที่หุ่นแม่บ้านและบอกให้เธอมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่จะพาชายแปลกหน้าเข้ามาในห้อง

“เป็นเรื่องที่ดีครับสำหรับการมีหุ่นยนต์ไว้ใช้ เราจะได้ไม่ถูกจับตามอง ผมเองก็มีรถที่สามารถขับเองได้ไว้ใช้อยู่คันหนึ่ง มันสะดวกสบายมากครับ ผมอาจชวนคุณไปนั่งรถเล่นได้สักวันหนึ่งถ้าคุณสนใจ”ชายผู้นั้นพยายามพูดให้ผมสบายใจก่อนจะนั่งลงบนโซฟาในห้อง
“ผมเป็นหน่วยที่เรียกว่าเช็คสภาพจิตใจน่ะครับ”เขากล่าวเมื่อผมวางถ้วยน้ำชาลงที่โต๊ะกลางเพื่อแถลงไขการมาครั้งนี้ “คือเราจำเป็นจะต้องเช็คสภาพจิตใจของผู้ปฏิบัติงานหลังทำภารกิจด้วย เพราะบางคนก็อยู่ในสภาพที่เรียกว่าหวาดระแวง แต่นั่นคงจะไม่ได้เกิดกับคุณ ใช่ไหม?”ชายผู้นั้นถามซึ่งผมเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆให้เขา

“ผมอยากรู้อยู่เรื่องหนึ่งครับ”ผมตัดสินใจเอ่ยปากขณะที่ชายแก่กำลังซดน้ำชาจากถ้วยของเขา
“คุณ…”
“เรียกผมว่า ‘เอ็ม’ ครับ”
“คุณเอ็มพอจะรู้ไหมครับว่าใครเป็นคนก่อตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา”ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทำสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยก่อนที่เขาจะตอบกลับมาว่า
“เรื่องนี้ผมเองก็ยังไม่ทราบเลยครับ อย่างที่คุณรู้เราเป็นสมาคมลับและค่อนข้างจะผิดกฎหมายด้วย นั่นทำให้ผู้ก่อตั้งไม่คิดที่จะเปิดเผยชื่อออกมาให้พวกเราได้รู้”
“แต่มันก็ไม่ยุติธรรมสำหรับเราสิครับ”ผมหยุดไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “คือผมหมายถึงพวกคุณรู้จักผม แต่ผมไม่รู้จักคุณ แล้วผมจะไว้ใจเรื่องต่างๆได้อย่างไร”
“อันที่จริงเรามีคนอยู่ในทุกวงการครับ หากเป็นเรื่องความปลอดภัยล่ะก็คุณคงจะมั่นใจได้เลย”เอ็มพูดพร้อมกับยิ้มให้ผม
ผมนึกขึ้นมาว่าการที่ให้ผู้คนลงมือทำลายหุ่นยนต์ในครั้งนี้อาจจะมีเหตุผลมาจากความต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวสมาชิกในชมรมให้ไม่กล้าที่จะบอกความลับกับใครๆ หรือพูดอีกอย่างคือการสร้างหอกที่พร้อมจะทิ่มแทงเราได้ทุกเมื่อที่เราบอกความลับเกี่ยวกับชมรมออกไป

“คุณคงไม่คิดจะแจ้งความ หรือให้การอะไรกับตำรวจนะครับ”ชายจากชมรมเอ่ยจนผมต้องสะดุ้งและตอนนี้ผมคงตัวเย็นเฉียบ แต่ผมก็พยายามส่ายหน้าช้าๆ
“หมดหน้าที่ผมแล้วครับ ผมคงจะต้องขอลา คุณคงทราบดีว่ามีพลุถึง15นัดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา”ชายวัยกลางคนเอ่ยทำลายความเงียบก่อนจะยื่นมือมาจับเพื่อบอกลา “ขอโทษที่มารบกวนเวลาในวันหยุดของคุณนะครับ”
“ไม่เป็นไรครับ”ผมยิ้มแห้งๆพลางเดินไปส่งเขาที่หน้าประตูห้อง

ผมกลับมานั่งคิดทบทวนเรื่องทั้งหมดในห้องอีกครั้ง เสียงเพลงจากวิทยุที่เปิดเบาๆทำให้ผมผ่อนคลายความเครียดจากการสนทนาเมื่อสักครู่ลงได้บ้าง ผมนึกขึ้นมาว่าทำไมผมถึงอยากเข้าสมาคมนี้ในตอนนั้น ช่วงนั้นคงเป็นเพราะผมเห็นว่าหุ่นยนต์กำลังจะเข้ามาแย่งอาชีพของประชาชนอย่างเรา และวันหนึ่งคนสามัญชนอย่างเราๆอาจไม่มีอาชีพจะให้ทำ ไม่มีเงินจะใช้จ่าย ซึ่งนั่นคงจะไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย แต่วันนี้ผมพบความไม่ยุติธรรมอีกอย่างจากสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะช่วยผมได้ ผมกำลังถูกเอาเปรียบ ผมต้องทำอะไรสักอย่าง แม้ติดคุกหรือโดนพิพากษาผมก็คงจะยอมเพราะผมสามารถเรียกตำรวจหรือศาลที่เป็นหุ่นยนต์ได้ พวกมันคงจะให้ความยุติธรรมได้มากกว่า อีกอย่างคือผมไม่อยากจะพึ่งใครหลังจากที่ได้ยินว่า “คนของสมาคมมีอยู่ทุกวงการ” ผมลุกขึ้นตรงไปยังโทรศัพท์พลางกดหมายเลขของสถานีตำรวจ

“ผมอยากจะแจ้งความครับ”
“เพล้ง…”เสียงกระจกห้องแตกก่อนที่ภาพทุกอย่างเลือนลาง ร่างของผมล้มลงบนพื้นห้องพร้อมๆกับเลือดสีแดงที่หลั่งไหลออกมาจากตัว ผมนึกถึงหุ่นยนต์เป็นเรื่องสุดท้าย มันอำนวยความสะดวก มันช่วยงานเราได้หลายๆอย่าง มันมีความซื่อตรงและยุติธรรม แต่มันทำให้คนต้องแยกออกเป็นสองพวก และอีกกี่คนที่ต้องสิ้นใจอย่างผม…

3 ความเห็นบน “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: ผิดเฉือนถูก”

  1. เรื่องนี้ผมชอบที่เก็บรายละเอียดได้ดีครับ
    อีกส่วนที่ชอบคือมันตั้งคำถามว่าสิ่งที่สมาคม ฯ ทำนั้นจริงแล้วทำเพื่ออะไร ?
    เพราะมนุษย์ไม่สามารถทำได้อย่างที่หุ่นยนต์ทำ
    หรือเพราะเป็นความเกลียดชังส่วนตัว
    หรือเพียงเพราะเป็นกลุ่มที่ถูกชักจูงให้ทำผิด

    บางทีก็คิดไปว่าความเกลียดชังอาจเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาตลอดก็ได้

  2. การใช้ภาษาถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ
    แก่นเรื่องน่าจะเป็นเรื่อง ความเกลียดชัง และการใช้ความรุนแรง
    (ซึ่งดูเหมือนกลุ่มเด็กคึกคะนองมากกว่าองค์กรที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ)
    แต่เรื่องกลับไม่ได้ให้ทางออกสำหรับประเด็นนั้น
    และตัวเอกพ่ายแพ้ต่อความรุนแรงในที่สุด
    ซึ่งไม่ควรเป็นสารที่ถูกสื่อออกไป เป็นอย่างยิ่ง ครับ

  3. เรื่องจริงๆมันอยู่ด้านท้ายๆ ส่วนตอนแรกๆเป็นการแสดงถึงความพยายามจินตนาการเกี่ยวกับหุ่นยนต์ให้ครอบคลุม ซึ่งผมมองเป็นจุดอ่อนของเรื่องนี้ไป เพราะมันเป็นการนำเสนอเชิงรายงาน ทุกอย่างที่นักเขียนคิดจะถูกถ่ายทอดออกเป็นตัวอักษรแบบตรงๆ

    หากเชื่อว่าภาพถ่ายแทนคำพูดได้เป็นพันคำ การนำเสนอในช่วงต้นของเรื่องก็ควรจะบรรยายให้เห็นเป็นภาพกิจวัจน์ประจำวัน และไม่ต้องแสดงทุกอย่างที่คิดได้ปล่อยให้คนอ่านจินตนาการเองไปบ้าง

    ส่วนตอนจบผมอ่านแล้วไม่กระจ่าง ผู้ลอบสังหารเป็นได้ทั้งหุ่นยนต์และเอ็ม ซึ่งผมยังไม่เข้าใจกับคำว่า “ผิดเฉือนถูก” ครับ

ใส่ความเห็น