เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: หุนยนต์จุดชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์

โดย เฉลิมพล บินสมัน

ในดาวเคราะห์ที่มีชื่อว่าโลก สมัยศรีพรหมอริยะเมตรไตร vx 333 ปี (เป็น พ.ศ. ใหม่ในสมัยนี้) หลังดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกมนุษย์ที่เหลืออยู่จากแผนหลบภัยนิวเคลียร์ข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ (ยุคนิวเคลียร์) ได้บันทึกนวัฒกรรมทั้งหมดไว้ในรูปหน่วยความจำต่างๆ

มีชายหนุ่มผู้หนึ่งชื่อ นิพภุม เป็นลูกชายเจ้าของโรงงานประกอบรถยนต์ครบวงจร ตั้งแต่ ชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด ถึง ขั้นตอนการหลอมโลหะตัวถังรถยนต์ มองท้องฟ้าคิดว่าใน ทางช้างเผือกและกาเล็กซี่ ที่เราอยู่นี้มีดาวเคราะห์อยู่หลายดวงทำไมมีแต่ดาวเคราะห์โลก ที่มีชั้นบรรยากาศ และ แรงดึงดูดอยู่เพียงดาวเคราะห์เดียว ซึ่ง ดาวอังคารอยู่ในโซน (โบบิร็อก)

ถ้ามีชั้นบรรยากาศและแรงดึงดูดสิ่งมีชีวิตคงดำรงค์อยู่ได้ ดาวอังคารตามธรรมชาติอีกกี่ล้านปีแสง (หมุนรอบดวงอาทิตย์กี่รอบถึงจะมีออกซิเจน) ถึงจะมีชั้นบรรยากาศ

นาย นิพภุม ดูแบบรถยนต์ที่เค้าชำนาญ มีความคิดดัดแปลงเราน่าจะสร้าง ยานอวกาศและหุ่นยนต์ เพื่อ ไปจุดชั้นบรรยากาศดาวอังคารให้เหมือนกับโลก ได้เริ่มสร้างยานอวกาศ ขนาด รูปทรง เหมือนรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูง หลายลำ และ หุ่นยนต์บังคับจากพื้นโลก (โดยเปิดสัญาณรีโมทค้างไว้เพื่อให้ทำงานพร้อมกันต่างที่และระยะทางก่อนส่งไป) และเครื่องมือต่างๆ หัวขุด พื้นผิวดาวอังคารไปประกอบที่จุดหมายคือดาวอังคาร

สมัยศรีพรหมอริยะเมตรไตร หรือ vx 333 ปี
ผลของการเป็น ลูกเจ้าของโรงงานประกอบรถยนต์ที่ครบวงจร นาย นิพภุม เห็นโรงงานตั้งแต่ลืมตาดูโลก จากเด็กเริ่มงานถึงเป็น รองประธาน จากบิดา ได้ทดลองผสมโลหะ หนี้แรงดึงดูด บวกกับ พลังไฟฟ้า (เป็นตัวถังยาน) และ เครื่องยนต์ยานอวกาศ ขังก๊าซชนิดหนึ่ง ใน โลหะแม่เหล็ก ภายในรุกไหม้ดั่งดวงอาทิตย์หมุนเหมือนพายุเติมพลังงานและควบคุมก๊าซชนิดนี้ตามระดับสั่งการด้วยพลังงาน สะสารดำ อัดในถังพลังงาน (เป็นส่วนผสมในอวกาศที่มีอยู่อย่างไม่สิ้นสุด) ทำให้ตัวถังยานอวกาศ เมื่อ ติดเครื่องยนต์แล้วลอยได้ หรือ หนีแรงดึงดูดของโลกตามธรรมชาติ (เป็นการทำงานสลับขั้วกันกับแรงดึงดูดของโลก)

หลังจากได้ ยานอวกาศหนีแรงดึงดูด เครื่องยนต์พายุสุริยะ แล้วก็ได้ปล่อยยานอวกาศพร้อมหุ่นยนต์ ที่ สามารถที่มีกลไกเกือบเหมือนมนุษย์ทุกประการ (หุ่นยนต์สามารถสนด้ายเข้าเข็มได้) ไปสู่ดาวอังคารทีละลำพร้อมหุ่นยนต์จนถึงดาวอังคาร ในเวลาใกล้เคียงกัน ตามแผนที่ละขั้นที่ละตอนที่จะประกอบสถานีจุดชั้นบรรยากาศบนพื้นผิวและใต้พื้นผิวดาวอังคาร ให้ หุ่นยนต์ทำงานของมันเองตามโปรแกรมแต่ละตัวที่ตั้งไว้

เมื่อถึงเวลาเลิกงานประจำจากโรงงานประกอบรถยนต์ นาย นิพภุม มาถึงที่พักส่วนตัวในโรงงานก็สวมชุดที่มีจุดสั่งงานทั้งตัวที่จะบังคับ หุ่นยนต์ (บัญชา) ตัวหนึ่ง (จากพื้นโลก) ถึงในสถานีใต้พื้นดาวอังคารที่วางสถานีตามความลึกในแต่ชั้นมีสถานี ที่มีกลไกเลื่อนได้ ซ้าย-ขวา ลง-ขึ้น ถึงพื้นผิวดาวอังคาร 31 สถานีตามความลึกแต่ละ ชั้นสถานีที่ขุดลงไปมีการเตรียม เครื่องรับ-เก็บ พลังความความร้อนจากเม็กม่ามาใช้ในสถานีบนพื้นผิวดาวอังคาร และ สถานีใต้พื้นผิวดาวอังคารต่างๆ ก่อนมีชั้นบรรยากาศแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า และ แร่ธาตุที่ขุดขึ้นมา โดยลำเรียงด้วยจักรกลขนขึ้นรถไฟไปตามรางบรรทุกแร่ธาตุ ถึง โรงงานแยกธาตุด้วยวิธีการต่างๆเหมือน (เหมือนยุคนิวเคลียร์)

จักรกลผลิตยุทโธปกรณ์นานานับประการแต่ชนิดที่จะประกอบสถานีจุดชั้นบรรยากาศ โดยมีหุ่นยนต์ทำงานแต่ละขั้นตอนตามโปรแกรมแต่ละตัว ต่อจากนั้นหุ่นยนต์ (บัญชา บังคับเอง) ด้วย นาย นิพภุม ก็ขุดมาถึงจุดหมายที่มีเม็กม่าอยู่ใต้ใจกลางดาวอังคาร (เหมือนดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์มีลักลักษณะที่หลับอยู่) และ วางการจุดชั้นบรรยากาศดาวอังคารด้วย (นิวเคลียร์) แล้ว กลบหลุมด้วยธาตุมวลแน่นนั้นนั้นที่ขุดขึ้นมา แล้วจุดชั้นบรรยากาศแต่ละชั้นสถานี โดยกำหนด (ปริมาณ) นิวเคลียร์ที่จะละลายเพิ่มแม็กม่าและละลายชั้นหินและธาตุมวลแน่นต่างๆ ใจกลางดาวเคราะห์ดาวอังคาร ตามแผนแต่ละขั้น แต่ ละขั้นตอน (ระยะห่างดาวเคราะห์นี้ถึงดวงอาทิตย์ถึงจะเสถียรตามธรรมชาติของวงโคจรรอบดาวฤกษ์)

พอมาถึงรอบวงโคจร ที่ ดาวอังคารใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด จึงเริ่ม จุดระเบิดนิวเคลียร์ตามปริมาณในขั้นตอนแรก (ครั้ง 1 หนึ่ง) ที่ละลายแม็กม่า ทำให้ปฏิริยานิวเคลียร์ ละลายชั้นหินและแร่ธาตุต่างๆ (มวลหนาแน่น) แม็กม่าเพิ่มขึ้นกินชั้นหินภายในใจกลางใต้ดาวเคราะห์ ทำให้ดาวอังคาร เริ่ม หมุนรอบตัวเองเพิ่มขึ้นมากว่าเดิม ขณะนั้น พื้นผิวดาวอังคารเกิดเสียงดังคืน และ สะเทือน เป็นการจุดชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์ในขั้นตอนแรก

นาย นิพภุม ก็ ปล่อยให้ดาวอังคารหมุนโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ก่อนจะจุดระเบิดนิวเคลียร์ อีกครั้ง (ให้ดาวอังคารตื่นคือมีออกซิเจน) และ เริ่มจุดชั้นบรรยากาศดาวอังคารอีกครั้ง (ครั้งที่ 2) รอเมื่อดาวอังคารโคจรมาใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ก็ จุดระเบิดนิวเคลียร์ เกิด มีแรงดึงดูดเล็กน้อยจากพื้นผิวดาวอังคารทำให้ดาวอังคารเอียง ทำมุม และ มีอิทธิพลกับดาวบริวาร 3 ดวง และ เหมือนอย่างการจุดชั้นบรรยากาศครั้งแรกโดยให้ดาวอังคารโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ นาย นิพภุม ก็วางหุ่นยนต์รอบดาวอังคาร 6 จุด (4 จุดรอบดาว 2 จุด เหนือใต้ดาวอังคาร)

ดูวิวัฒนาการการเปลี่ยนของพื้นผิวดาวเคราะห์ (ธาตุ ดิน) และ การเปลี่ยนแปลงต่างๆรอบดาวเคราะห์ (วัน เดือน ก่อนจะมาครบอีกหนึ่งวงรอบโคจรมาใกล้ดวงอาทิตย์) แล้วจุดชั้นบรรยากาศเป็น (ครั้งที่ 3 ) ด้วยปริมาณนิวเคลียร์ (ธาตุไฟ) ทำให้ดาวอังคารมีสนามแม่เหล็ก และ แรงดึงดูด มีก๊าซโพยพุ่งขึ้นมาจากพื้นผิวดาวอังคาร (ธาตุ ลม) แล้วตกลงมาเป็นของเหลว (ธาตุ น้ำ) และ เริ่มมีชั้นบรรยากาศ

ท้องฟ้าในดาวอังคารกำเนิดเป็นสีส้มอ่อนแกมฟ้า โดยแม็กม่าไม่ล้นออกมาบนพื้นผิวดาวเคราะห์ หลังดาวอังคารเริ่มมีชั้นบรรยากาศ (ธาตุดิน (ดาวเคราะห์) ธาตุไฟ (นิวเคลียร์) ธาตุลม (ก๊าซชนิดต่างๆ) ธาตุน้ำ (ของเหลว) ) ทำอิทธิพลกับ โลก ให้โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เร็วกว่าเดิม คือ ในหนึ่งปีไม่เหลือเศษ ( 11 วันกว่า )

และในขณะเดียวกัน นาย นิพภุม ก็ผลิต รถยนต์หนีแรงดึงดูด หรือ รถเหาะได้ในโลก (ประตูรถเมื่อเปิดประตูก็เลื่อนขึ้นเป็น 2 ส่วนเลื่อนขึ้นไปซ้อนอยู่บนหลังคารถ ฝากระโปรงหน้ารถเมื่อเปิดแยกเป็น 2 ส่วนเลื่อน และ 1 ส่วนตั้ง 1 ส่วนหงายขึ้นมีจอแสดงสถานะเครื่องยนต์ ปิด-เปิด เครื่องยนต์ ตัวถังภายนอกรถไม่มีกระจกมองข้างรถภายนอกมีจอแสดงภาพรถภายนอก ซ้าย-ขวา และ หลัง อยู่ที่กระจกภายในรถ การสั่งงานด้วยการสัมผัส)

เค้าก็ทิ้งกิจการประกอบรถยนต์ แล้ว เค้าก็ขึ้นยานอวกาศ โดยนำสัตว์น้ำบางชนิด สัตว์ปีก และ เมล็ดพืช แมลงผสมเกสร ไปสู่ดาวอังคาร ที่ พึ่งเริ่มวิวัฒนาการ ได้ปล่อยสัตว์บางชนิด เช่น ปลา แมลง นก และ ปลูกพืชหลายชนิดไว้เป็นอาหาร ส่วนดาวอังคารพืชและสัตว์ (ยังเป็นเซลล์ต้นกำเนิดอยู่ของดาวเคราะห์นี้อยู่)

นาย นิพภุม เริ่มตั้ง (วัน.เวลา.เดือน.ปี.แบบเดียวกับโลก) โดยที่มีหุ่นยนต์ช่วยสร้างอาณาจักรของตัวเองทั่วทั้งดาวอังคาร และ สร้างสวนชีวภาพพืช ลอยได้จากพื้นดินโดยอาศัยพลังงานจากเครื่องยนต์พายุสุริยะ (แปลงสภาพรูปทรงตามขนาด) มีโลหะหนีแรงดึงดูดเป็นพื้นฐานสวน (คล้ายป่าเบญจพรรณมี ภูเขา น้ำตก)

และ อยู่มาไม่นาน นาย นิพภุม ได้สร้างผู้ช่วยเพศหญิง (โดยทำให้อีเล็กตรอนเป็นรูป ค่าวัดของอีเล็กตรอน 1:10.000.000 ซ.ม.) ลอกพันธุ์กรรมทุกอย่างจากมนุษย์เพศหญิง โดยมี (แร่ธาตุ) ไม่กี่ชนิด และ ขอเหลวเพื่อให้จับต้องได้ หรือ (รูปมนุษย์แสง) ได้สำเร็จ ให้ชื่อว่า อรรปสรี ความสามารถของเธอ (อรรปสรี) คือมีบันทึกพฤติกรรมของมนุษย์ (เพศหญิง) ในแต่ละสมัย (ยุคในโลก) และนวัฒกรรมที่เธอคำนวณต่อไปได้ถึงอนาคตโดยอัตโนมัติ จนถึงดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งชนโลก (สิ้นยุคนิวเคลียร์) และสามารถรับรู้ความรู้สึกจากคลื่นสมอง ของมนุษย์ ภายในร่ายกายมนุษย์ที่มีไฟฟ้าสถิตอยู่

และ อรรปสรี กับนาย นิพภุม ได้เกิดรักกันแบบอารมณ์มนุษย์มีความสัมพันธ์กัน และ อสุจิมนุษย์ปฏิสนธิในรังไข่ (นิวเคลียส) ที่เธอ (อรรปสรี) ได้วิวัฒนาการด้วยตัวเองอย่างรวดเร็วเกิดการตั้งครรภ์แบบมนุษย์เป็นการตั้งครรภ์ (แฝดเพศชายและเพศหญิง) นาง อรรปสรี ได้ตั้งครรภ์ใช้เวลาในการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในร่างเธอ 1 รอบวงโคจร (คือดาวอังคารโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบรอบ) แร่ธาตุ และ ของเหลวที่สำคัญต่อเด็กในครรภ์นางดูดซับจากภายนอกได้โดยไม่ต้องกินเข้าไป (เป็นการตั้งครรภ์ที่เพิ่มแร่ธาตุและของเหลวดูดซับได้จากภายนอกร่างกายเมื่อเธอแตะต้องธาตุที่ มีชีวิต และ ไม่มีชีวิต (พืชและสัตว์) และ ของเหลวที่จำเป็นต่อการตั้งครรภ์จะละเหยเป็น โมลิกุล เพาะนางได้สร้างอุณหภูมิต่างๆ เฉพาะที่ที่จะละลายหรือแยกแร่ธาตุได้ตามความต้องการเข้าสู่ร่างกายเธอ)

เมื่อถึงเวลาคลอดลูกแฝดของเธอก็คลอดแบบมนุษย์ (มนุษย์กึ่งอีเล็กตรอน) ก็ลืมตาดูดาวอังคาร (บิดา) นิพภุม ได้ตั้งชื่อเด็กทั้งสอง เด็กผู้ชายให้ชื่อว่า อหัม เด็กผู้หญิงได้ชื่อว่า เอสมีวา เด็กทั้งสองคนได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกว่ามนุษย์ธรรมดาร่าเริงสนุกสนานบนดาวอังคาร และ เด็กทั้งสองโตขึ้นเป็นวัยหนุ่มสาวด้วยเซลล์มนุษย์จากบิดา และ อีเล็กตรอนจากมารดา

อหัม วัยหนุ่ม มีความสามารถเปลี่ยนรูปได้ (แปลงร่าง) ตามรูปที่เห็น ดวงตาสามารถมองทะลุวัตถุ และ มีความเร็วเหนือเสียง มีพลังเหนือคนหลายเท่า อหัม ได้ขออนุญาติ บิดา (นิพภุม) จะออกนอกดาวอังคารไปยังโลกมนุษย์ อหัม ได้นำยานอวกาศที่พัฒนากว่า สมัยรุ่น (บิดา) ที่ได้มาเริ่มมาจุดชั้นบรรยากาศดาวอังคารในเริ่มแรก (ด้วยน้ำมือมนุษย์) ยานอวกาศที่ได้พัฒนาต่อมานี้ ชื่อยานว่า บิสมินลา แปลว่า (เมื่อขึ้นสู่ที่สูง มารยาทในการเดินทางในอันกุลอาน) สามารถแปลงรูปเป็นหุ่นยนต์ หรือ รูปทรงอื่น ได้เดินทางจากดาวอังคารไปถึงยังโลกด้วยความเร็วเหนือแสง (ไม่ทำให้ยานหรือวัตถุรุกเป็นไฟ) ไปยังโลกโดยแปลงยานอวกาศเป็นดาวเทียมสำรวจในวงโคจรรอบโลก

แล้ว อหัมก็ใส่ชุดเกาะกระโดดลงมาจากยานอวกาศแปลงเป็นดาวเทียม เพาะชุดเกาะเป็นวัตถุที่มีพลังงานแปลงย่อส่วยจากเครื่องยนต์พายุสุริยะ และ โลหะหนีแรงดึงดูด ลงมาถึงพื้นโลกได้โดยมนุษย์ไม่มีใครสังเกตเห็น และ จากเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ตอนนี้เป็นเวลา vx 344 ปี (สมัยศรีพรหมอริยะเมตรไตร) ยังไม่ค่อยมีดาวเทียมสังเกตการณ์อะไร มนุษย์ในตอนนี้มีจำนวนประชากรโลกไม่ถึง 100 ล้านคน

อหัม ลงจากพื้นโลกที่ ทวีปแอฟฟาริกา และชุดเกาะนั้นได้ถอดออกพุ่งขึ้นกลับยานอวกาศที่แปลงเป็นดาวเทียม เค้าเข้าไปยังเมืองหนึ่งในทวีปนี้ได้พบครอบครัว ชาวไร่ข้าวโพด ชาวไร่แห่งนี้ มีอยู่ 3 ชีวิต พ่อแม่และลูกสาววัย 16 ปี (เวลาโคจรของโลก) เธอชื่อ เมรีย์

อหัม เห็นมนุษย์และโลกตื่นตาตื่นใจยิ่งนักด้วย ชีวภาพที่วิวัฒนาการมานานด้วยตาตนเองเป็นครั้งแรก อหัม เป็นมนุษย์กึ่งอิเล็กตรอน (แสง) และได้เป็นคนงานไร่ข้าวโพดในครอบครัวนี้ อหัม นอนพักอยู่ที่โรงเก็บข้าวโพด (ความในใจของอหัมคือคิดจะมีครอบครัวกับมนุษย์โลก) ได้ทำงานอยู่ที่ไร่ข้าวโพด โดย ไม่ให้ครอบครัวชาวไร่ข้าวโพดรู้ว่าความจริงตัวเค้ามาจากไหนได้โกหกว่า ได้มาจากครอบครัวหนึ่งบนโลกนี้ อหัมได้ทำงานในไร่นี้ไม่กี่เดือนในเวลาในโลก ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่หนุ่มสาวจะชอบพอกัน และ เค้าก็แต่งกับลูกสาวชาวไร่ข้าวโพด (เมรีย์)

ในช่วงเวลาไม่ถึงปีสาวชาวไร่ข้าวโพดก็ตั้งครรภ์ ซึ่งอหัมไม่ให้ เมรีย์ สังเกตว่าเค้าเป็นมนุษย์กึ่งอีเล็กตรอน จนคลอดลูกออกมาเด็กนั้นมีแสงเรืองไปทั้งตัว ครอบครัว เมรีย์ ก็ประหลาดใจ อหัมก็คิดไว้ว่าลูกของเค้าต้องแสดงความสามารถที่ไม่เหมือนมนุษย์โลกออกมา อหัมก็ตัดสินใจเล่าทุกอย่างในตัวเค้าทุกเรื่องให้ครอบครัวชาวไร่ข้าวโพดฟังทั้งหมด แล้วชวนครอบครัวเมรีย์ไปอยู่ที่ดาวอังคาร

ครอบครัวเมรีย์ก็ตกลงจะไปร่วมพัฒนาดาวอังคารด้วย (ในระยะเวลาตั้งแต่อหัมจากดาวอังคารไปถึงโลก นิพภุม (บิดา) และ อรรปสรี (มารดา) แสดงภาพโทรจิตของนาง ภายในที่พัก (เป็นวิมารลอยได้เป็นศิลปะโรมันผสม) ของครอบครัวในดาวอังคาร) แล้วอหัมเงยหน้ามองฟ้าก็ส่งโทรจิต (เหมือนรีโมท) ถึงยานอวกาศที่แปลงเป็นดาวเทียมก็กลับคืนสู่สภาพยานอวกาศ ลงมาจอดบริเวณหลังบ้านของครอบครัวชาวไร่ข้าวโพด (ครอบครัวชาวไร่ข้าวโพดก็ตกตลึงและเชื่อว่าลูกเขยแลสามีตนเป็นมนุษย์ที่มาจากดาวอังคารจริงๆ)

อหัมและครอบครัวชาวไร่ข้าวโพดก็นำเมล็ดพืช และ สัตว์บางชนิด นำขึ้นยานอวกาศไปสู่ดาวอังคาร และ ถึงดาวอังคาร อหัมกับครอบครัวชาวไร่ข้าวโพดมาพบบิดามารดาของอหัม ที่ (วิมารลอยฟ้า) พวกเค้าดีใจว่าบิดาของอหัม (นิพภุม) ก็เป็นมนุษย์โลกเหมือนกัน และ นาง อรรปสรี (มารดา) มิได้แปลงตัวเองเป็นมนุษย์ แต่ คงรูปเป็นแสงระยิบระยับหลากสีงดงามมาก อหัมให้บิดาตั้งชื่อลูกชายของเค้า นิพภุม (ผู้เป็นปู่) ให้ชื่อว่า ยิบรออีล (แปลว่าผู้มีหน้าที่สื่อสารโองการพระเจ้าในอันกุลอาน) แล้ว (นิพภุม) ผู้เป็นบิดา อหัม ให้ครอบครัวอหัมไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งของดาวอังคาร

ครอบครัวชาวไร่ข้าวโพดตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นแผ่นดิน (สวน) ลอยได้ต่างระดับเต็มท้องฟ้า เป็น สวนชุ่มชื้นเหมือนป่าเบญจพรรณ ที่ควบคุม ฤดู ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์และหุ่นยนต์ คือ (บริเวณแผ่นดินลอยได้จะทำให้เกิด ฝน แดดออก หรือ หิมะตกก็ได้) ครอบครัวของอหัมได้พัฒนาดาวอังคารอีกฝากหนึ่งด้วยสัตว์เลี้ยงบางชนิด และ พืชไร่พืชสวนผลไม้นานาชนิด มาถึง ลูกสาวฝาแฝด เอสมีวา ได้กลายพันธุ์ในตัวเอง เอสมีวาได้ตั้งครรภ์เอง (คือไม่มีคู่ ด้วยมีชีวภาพของบิดาสามารถเป็น เพศผู้ และ เพศเมีย ในตัวเองได้ด้วยแบบวิวัฒนาการของโลก) บวกกับ (อีเล็กตรอนมารดาสามารถวิวัฒนาการได้รวดเร็วกว่าชีวภาพ)

การตั้งครรภ์ของเอสมีวาเจริญการตั้งครรภ์ คล้ายกับ อรรปสรี (มารดา) คือรับธาตุเพื่อเลี้ยงลูกในครรภ์จากภายนอกได้ แต่ เอสมีวา ชอบพฤติกรรมแบบมนุษย์ อันชีวภาพ (พืชและสัตว์) ที่นำมาจากโลกได้เจริญเติบโตในดาวอังคาร (และชีวภาพในดาวอังคารที่เพิ่งเริ่มวิวัฒนาการเป็นพืชและสัตว์เซลล์เดียวอยู่) อุดมไปด้วยพืชพันธุ์และสัตว์บางชนิดที่กินได้พอสมควร เวลาในการตั้งครรภ์ของเอสมีวาก็มีอายุครรภ์มากกว่ามารดา (ต้องผ่านการย่อยและแยกแร่ธาตุผ่านร่างกาย)

เมื่อถึงเวลาคลอด เอสมีวา ได้ลูกสาว บิดา (นิพภุม) ได้ตั้งชื่อหลานสาวว่า อาธีน่า (แปลว่าเทพีแห่งความเฉลียวฉลาดและศิลปะในเทวะเทพกรีก-โรมัน) เด็กหญิงที่เกิดมามีความเป็นพิเศษทางสรีระ และ มีความสามารถเหมือนมารดา ด้วยเอสมีวาอยู่แต่บนวิมารลอยฟ้าทำให้ลูกในครรภ์นาง มีปีก แนบแผ่นหลัง เหมือน นกแฮมมิ่งเบิรด์

ในเวลาต่อมา นาง อรรปสรี ก็ได้ตั้งครรภ์กับ นาย นิพภุม อีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับการตั้งครรภ์ในครั้งแรก (เป็นการตั้งครรภ์ที่เพิ่มแร่ธาตุและของเหลวที่ดูดซับจากภายนอกร่างกายคือเมื่อนางอรรปสรีแตะต้องธาตุที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต (พืชและสัตว์) และ ของเหลวที่จำเป็นต่อการตั้งครรภ์จะระเหยเป็นโมลิกุลเพราะนางสามารถสร้างอุณหภูมิเฉพาะที่ที่จะละลายหรือแยกแร่ธาตุได้ตามความต้องการเข้าสู่ร่างกายเธอ)

เมื่อนางคลอดออกมาครั้งนี้ก็เป็น (ฝาแฝด) เป็นผู้ชายทั้งคู่ บิดา (นิพภุม) ได้ตั้งชื่อเด็กชายทั้งสอง แฝดผู้พี่ ให้ชื่อว่า อนาคามี (แปลว่าผู้ที่จะไม่มาเกิดอีกแล้วในพระไตรปิฎก) แฝดน้อง ได้ชื่อว่า โมเลค (ชื่อเทพเจ้าฝาแฝดในไบเบิล) ลูกชายฝาแฝด ของ (นิพภุมและอรรปสรี) ฝาแฝดคู่นี้โตขึ้นมาในดาวอังคารอย่างรวดเร็วเหมือน พี่ชายและพี่สาว และ มีความฝันเหมือนบิดาของเค้าคือการจุดชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์ อนาคามีและโปเลค ทั้งสองคน (เป็นมนุษย์กึ่งอีเล็กตรอนเหมือนกับมารดาที่ถ่ายทอดข้อมูลทั้งหมดจากยุคนิวเคลียร์ทางพันธุ์กรรมและคำนวลต่อได้ถึงอนาคตแบบอีเล็กตรอนโดยอัตโนมัติ)

เค้าทั้งสองก็ได้ผลิตเครื่องย้ายทุกโมลิกุลธาตุ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตบนดาวอังคารให้ไปถึงจุดหมายคือดาวเคราะห์อื่น และ แกแล็กซี่อื่น (โดยแยกออกไปแบบโมลิกุลที่เป็นรูปรังผึงด้วยความเร็วที่กำหนดได้) อนาคามีและโมเลค ค้นพบต่อไปว่าทุกโมลีกุลที่เป็นโครงสร้างเหมือนรูป (รังผึ้งรูป3มิติแล้วแตกออกไปเรียงต่อกันแบบจิกซอแต่ละรูปธาตุนั้นๆ) หาผลลัพธ์สมการมาครอบและลากสมการรูปธาตุนั้นนั้นออกทีละโมลิกุลจากอีกที่หนึ่งไปเรียงตัวอีกที่หนึ่ง

และ เค้าทั้งสองก็สร้างเครื่องย้ายโมลิกุลธาตุต่างๆได้สำเร็จ (ที่มีผลลัพธ์สมการมาครอบโมลิกุลธาตุต่างๆเพื่อลากสมการธาตุนั้นนั้น ให้ แตกออกเป็นรูปรังผึ้งและไปเรียงตัวที่ปลายทางได้) ทั้งสองพี่น้องมนุษย์กึ่งอิเล็กตรอน (อีเล็กตรอนเป็นค่าวัดของแสง 1:10.000.000 ซ.ม.) อนาคามีและโมเลค ได้เริ่มย้าย เครื่องมือยุทโธปกรณ์และหุ่นยนต์ ด้วยเครื่องย้ายโมลิกุลธาตุต่างๆ ในการจุดชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์อื่นๆ ที่ กาเล็กซี่อื่นในดาวเคราะห์ (โซนโบบิร็อค) และ ในเวลาไม่นานทางช้างเผือก ก็เต็มไปด้วยดาวสีฟ้า

3 ความเห็นบน “เรื่องสั้นส่งประกวด ในหัวข้อ “หุ่นยนต์”: หุนยนต์จุดชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์”

  1. เรื่องนี้ ผมชั่งใจอยู่นาน ว่าควรจะ post ลง web หรือไม่
    แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ post เพราะผมชอบมัน 😀

    ที่ลังเล เพราะงานนี้ยังอยู่ในระดับของโครงสร้าง(plot) และยังไม่สามารถถือเป็นงานที่สมบูรณ์ได้ ครับ ซึ่งต้องระวัง เพราะสามารถถูกนำไปขยายต่อได้ และยากต่อการจัดการเรื่องลิขสิทธิ์

    สิ่งที่ผมชอบคือ ความเป็นมหากาพย์ และลักษณะ ศาสนาเปรียบเทียบของมัน

    สิ่งที่ต้องระวัง(หากผู้เขียนจะนำไปเขียนต่อให้สมบูรณ์)คือ
    ๑. ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
    เช่นกรณีการจุดระเบิดทางเคมีต่างๆ ย่อมต้องมีความแตกต่างกัน เพื่อสร้างผลที่ต่างกัน
    หรือโครงสร้างของดาวอังคาร (ตามความรู้เท่าที่เรามีอยู่)สามารถทำแบบนั้นได้จริงๆหรือไม่(ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน) การมีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อป้องกันลมสุริยะ เป็นต้น
    ๒. ความสมเหตุสมผล
    หลังภัยพิบัติ คนๆเดียวสามารถสร้างเทคโนโลยี่ขนาดนั้นได้หรือ หรือควรเป็นหน่วยงาน
    ความแตกต่างทางเทคโนโลยี่ระหว่างโลกกับดาวอังคารเป็นไปได้หรือไม่ ขนาดไหน
    ๓. แก่นของเรื่อง
    เพราะเรื่องนี้ มีศักยภาพที่จะสร้างแก่นในระดับปรัชญา เช่น “เป้าหมายของชีวิต” ได้
    ครับ

    อยากให้เขียนเป็นเรื่องที่สมบูรณ์ ครับ
    ถ้าผู้เขียนสงสัยว่างานที่สมบูรณ์คืออะไร สอบถามได้นะครับ
    ขอบคุณครับ

  2. เห็นด้วยครับว่าเรื่องนี้ยังเป็นระดับ plot อยู่
    ต้องลงรายละเอียดกว่านี้ถึงจะเป็นงานสมบูรณ์ครับ
    แต่ถ้าทำอย่างนั้นก็อาจต้องขยายเป็นเรื่องยาวเพราะมีรายละเอียดมาก

    และถ้าจะเขียนเป็นเรื่องยาวก็จะต้องตัดสินใจให้ได้ว่าจะเขียนเป็นแนวใด
    จะให้เป็น fantasy หรือ sci-fi หรือแนวปรัชญา ซึ่งทั้งสามอย่างนี้บางทีเขียนรวมกันไม่ได้

    ปล. แนวคิดของเรื่องน่าสนใจมากครับ

ใส่ความเห็น