สวัสดีครับ… อืม… นี่เป็นเรื่องสั้นไซไฟเรื่องแรกที่ผมเขียนได้จนจบ…..
จริงๆแล้วเรื่องของเรื่องคือผมอยากจะแข่งประกวดการ์ตูนไซไฟของ สวทช. ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ แต่จนใจว่าช่วงสอบ มันหามือวาดมาวาดให้ไม่ได้เลย(หันไปมองทางไหน ใครๆก็สอบ) สุดท้ายที่เสร็จออกมาก็เลยมีแค่สตอรี่บอร์ด….
จะให้ปล่อยมันผ่านไปเฉยๆ ผมก็รู้สึกหงุดหงิดอัดอั้นใจยังไงอยู่ แต่ในเมื่อหาที่ระบายไม่ได้ ไปๆมาๆก็เลยแต่งเรื่องสั้นระบายความอยากมันซะเลย…
(ก็ไม่รู้ว่ามันจะยาวเกินไปจนน่าเบื่อหรือเปล่านะครับ… พิมพ์ไปพิมพ์มามันงอกออกมาตั้ง 4700คำ…..)
Secret Garden
มนุษย์ในชุดอวกาศคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาว ท้องฟ้าเรืองแสงสีม่วงจางๆ เช่นเดียวกับพื้นใต้ฝ่าเท้าของเขาที่เต็มไปด้วยแท่งผลึกสีม่วงขนาดใหญ่ ทุ่งผลึกนี้ทอดยาวออกไปสุดสายตา ไกลออกไปลิบๆมีเงาของสิ่งก่อสร้างบางอย่างสูงทะมึนขึ้นไปตัดกับท้องฟ้าสีม่วง
ดูจากชุดอวกาศแบบรัดรูปที่เขาสวมใส่อยู่แล้ว ก็พอจะบอกได้ว่ามนุษย์คนนี้เป็นผู้ชาย แต่ด้วยหมวกและหน้ากากมิดชิดซึ่งเขาสวมอยู่นั้น ทำให้ยากที่จะบอกได้ว่าเป็น เด็กหนุ่ม ชายหนุ่ม หรือคนแก่
ชายในชุดอวกาศก้มหน้าลง ก้าวเดิน และปีนป่ายข้ามทุ่งผลึกไปอย่างรวดเร็ว และระมัดระวัง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งบนดวงดาวที่มีสภาพภูมิประเทศอันแปลกประหลาดเช่นนี้ แต่เพราะกล่องทรงลูกบาศก์แบบมีหูหิ้วที่อยู่ในมือซ้ายของเขานั้น ทำให้การปีนป่ายเป็นไปอย่างค่อนข้างทุลักทุเล
สูงขึ้นไปเหนือชั้นบรรยากาศ ยานขนาดมหึมาซึ่งเข้าใช้โดยสารมาลอยตัวเฝ้าดูอยู่อย่างเงียบงัน ไร้ซึ่งสรรพสำเนียงและวี่แววของชีวิตใดๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะชายซึ่งเป็นทั้งกัปตันและผู้โดยสารเพียงคนเดียวของมัน ไม่ได้ประจำอยู่บนนั้นแล้ว ตอนนี้มันจึงร้างผู้คน และสิ่งเดียวที่ควบคุมให้มันยังคงลอยตัวอยู่ในระดับวงโคจรนี้ได้ก็มีเพียงแค่ระบบปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น
“พักหน่อยไหมวุธ หัวใจนายเริ่มเต้นเร็วเกินไปแล้ว” เสียงใสเหมือนสาวแรกรุ่นแต่ออกจะห้าวๆเล็กน้อยดังขึ้นจากระบบหูฟังของชุดอวกาศ วราวุธไม่ตอบกลับ เพราะเขารู้สึกเหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะพูดได้ เขาเพียงแค่นั่งลงหยุดพักหายใจ ไม่แน่ใจว่าความเหนื่อยล้านี้เป็นเพราะแรงโน้มถ่วงของดาวดวงนี้สูงกว่าที่เขาคิด หรือเพราะร่างกายของเขาไม่ได้ฟิตเหมือนอย่างที่เขาคิดกันแน่
“ลำบากหน่อยนะ เราหาที่ลงจอดใกล้ๆไม่ได้เลย” เสียงใสดังขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อยอย่างประหลาดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนี้ แน่นอนว่าเขาไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเจ้าของเสียง แต่เขาเดาว่าเธอคงจะรู้ รู้ได้จากความเปลี่ยนแปลงทางสัญญาณไฟฟ้าในสมองของเขา ม่านตาของเขา หรือจังหวะการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยของเขา เพราะเธอนั้นทั้งเก่าแก่และทรงปัญญากว่าเขามากนัก
เซเรน่าเป็นปัญญาประดิษฐ์ของยานดาราที่เขาเป็นกัปตัน ปัญญาประดิษฐ์ระดับเธอมีอยู่ไม่มากนักในจักรวาล(ที่มนุษย์ไปถึง) เธอถูกสรรค์สร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วใน “อัลคาเมออน” ดาวเคราะห์แห่งปัญญา ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และแอนดรอยด์ก้าวหน้าที่สุดในกาแลคซี่ และเธอทำหน้าที่เป็นคู่หูของกัปตันทุกคนของยานดาราลำนี้ตั้งแต่นั้นมา ตั้งแต่ก่อนหน้าที่เขาหรือพ่อแม่ของเขาจะเกิดเสียอีก
วราวุธนั่งพักเหนื่อย ตรวจดูระดับออกซิเจน เขารู้ดีว่าด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นมากตลอดช่วงเวลากว่าหนึ่งหมื่นปีมานี้ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ในอวกาศสามารถยืดเวลาออกไปได้นานหลายสิบชั่วโมง และออกซิเจนก็คงจะยังมีอยู่อีกเหลือเฟือ แต่เพราะบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนี้ประกอบด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียม ไม่ใช่ออกซิเจน เขาจึงต้องรอบคอบไว้ก่อน เพราะแน่นอนว่าหากมีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นในประเด็นนี้ ต่อให้เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวหน้าที่สุดในจักรวาล ก็คงช่วยเขาไม่ได้
เขาเงยหน้าขึ้นเหม่อมองท้องฟ้า ดาวฤกษ์และดวงอาทิตย์ของดาวดวงนี้ยังคงส่องแสง หากแต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากเขาอีกแล้วที่ได้มีโอกาสจ้องมองมัน “เซเรน่า เธอบอกว่าเรามาสายไปนานแค่ไหน” เซเรน่าไม่ได้ตอบในทันที เขาไม่แน่ใจว่าเพราะเธอจงใจหน่วงเวลาให้ดูเหมือนกับเป็นมนุษย์ หรือเพราะการคำนวณสมการในระดับสามสิบหกมิตินั้นยุ่งยากเกินไป จนแม้แต่ควอนตั้มคอมพิวเตอร์ก็ยังต้องใช้เวลาในการ “คิด”
“ก็อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละ ฉันระบุตัวเลขที่แน่นอนไม่ไหวหรอก… แต่คิดว่าคงไม่ต่ำกว่าสามหมื่นปี”
“สามหมื่นปี… นั่นมันนานกว่าประวัติศาสตร์ยุคอวกาศของเราตั้งสองเท่าเลยนะ… เออ แล้วแบบนี้พวกเราจะกลับไปได้หรือเปล่า”
“ไม่ต้องห่วง… สามหมื่นปีมันก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆเท่านั้นล่ะ ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำที่ฉันจะจัดการไม่ได้”
“แล้ววงแหวนของระบบดาวนี้ล่ะ ยังใช้งานได้อยู่หรือเปล่า แบบนี้มันต้องมีอายุตั้งสามหมื่นกว่าปีแล้วสิ”
“สภาพสมบูรณ์กว่าของในระบบดาวของเราอีก ยังดูเหมือนใหม่อยู่เลย พวกวอยด์ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างถาวรวัตถุอยู่แล้วนี่”
“อย่างนั้นก็ถือว่าเรายังโชคดีอยู่… งั้นเรารีบๆทำงานให้มันเสร็จๆแล้วกลับกันดีกว่า”
งานที่เขาพูดถึงก็คือ การนำกล่องทรงลูกบาศก์ซึ่งเกะกะมือซ้ายของเขาอยู่ในตอนนี้ไปส่งให้กับผู้รับ ฟังดูเหมือนกับเป็นงานง่ายๆใช่ไหม? ถูกแล้ว มันก็ควรจะเป็นงานแบบนั้นแหละ งานรับส่งพัสดุสิ่งของระหว่างระบบดาวเคยเป็นงานง่ายๆ ไม่ต่างอะไรกับงานขนส่งพัสดุไปรษณีย์บนโลกเลย
ในยุคที่ยานดาราสามารถไปกลับระหว่างระยะทางหลายพันปีแสงได้ในระยะเวลาแค่ไม่กี่สิบวัน การเดินทางข้ามระบบดาวเคยเป็นการเดินทางที่คึกคัก เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว นักผจญภัย และบรรดานักบุกเบิกทั้งหลายที่มีประกายแห่งความเจิดจรัสของมนุษย์ชาติสะท้อนอยู่ในแววตา
จนกระทั่งเมื่อราวสองสามร้อยปีก่อน เมื่อระบบการเดินทางระหว่างดวงดาวค่อยๆเกิดปัญหาขึ้นมา โดยที่ไม่มีใครรู้สาเหตุแน่ชัดว่าเป็นเพราะอะไร การเหลื่อมล้ำของเวลาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ (อย่างครั้งนี้เขาก็มาส่งของช้าไปตั้งสามหมื่นปี) “เส้นทาง” ระหว่างระบบดาวต่างๆค่อยๆเกิดความบิดเบี้ยว จนอานานิคมทั้งหลายเริ่มถูกตัดขาดออกจากกัน และสหพันธ์ดาราจักรเอง ก็กำลังอยู่ในสภาวะใกล้เสื่อมสลาย
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังคงเปิดกิจการอยู่ แม้สาขานับพันในระบบดาวต่างๆล้วนล่มสลายไปหมดแล้ว และนานๆทีถึงจะมีงานเข้ามาซักที ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นงานยากๆทั้งนั้น… ถ้าแค่ยากอย่างเดียวยังพอว่า บางครั้งมันยังแปลกประหลาดพิสดารเสียอีก…. (อันที่จริง ไม่มีคนปกติที่ไหน คิดจะส่งของข้ามระบบดาวกันในสถานการณ์แบบนี้แล้วล่ะ)
เขาพักมานานพอแล้ว วราวุธลุกขึ้นยืน เริ่มเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ แสงสะท้อนจากผิวผลึกแยงตาเขาเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่เป็นปัญหามากนัก เขาให้เซเรน่าช่วยจัดการเรื่องการลดความเข้มของแสง และปรับเรื่องการหักเหของแสงที่จะทำให้เขาเกิดมองเห็นภาพลวงตาได้ออกไปแล้ว
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเดินท่องไปในทิวทัศน์หลอนๆชวนฝันแบบนี้นานๆ ก็เริ่มทำให้สติเขาล่องลอยแล้ว ตลอดเวลาที่เขาเดินอยู่ ไม่ว่าจะมองไปไกลแค่ไหนก็เห็นเพียงแค่ผลึกสีม่วง แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังเรืองแสงสีม่วงอ่อนๆ ราวกับเขาล่องลอยอยู่ในโลกแห่งฝัน… ดินแดนอันแสนมหัศจรรย์…..
“เมื่อมนุษย์อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แปลกประหลาดและแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเป็นเวลานานๆ ประสิทธิภาพในการรับรู้และประเมินความเป็นจริงของเขาจะเริ่มมีปัญหาและบกพร่อง นั่นเป็นเรื่องที่อันตายมากนะคะ สำหรับการเดินทางในห้วงอวกาศ โปรดระลึกถึงตัวเองเอาไว้ให้มั่นด้วยค่ะกัปตัน” ดูเหมือนเธอจงใจเรียกเขาว่ากัปตัน
“ขอบใจมากเซเรน่า…” ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่แววตาของเขาก็เริ่มเหม่อลอยแล้ว…
“โอ๊ยยยยย!” วราวุธร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เมื่อผิวหนังส่วนที่อ่อนนุ่มของเขาถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า
“ขอโทษค่ะกัปตัน แต่ความเป็นจริงมักเจ็บปวดเสมอ”
“ขอบใจมากเซเรน่า แล้วก็เลิกเรียกฉันว่ากัปตันได้แล้ว ฉันไม่ชอบเป็นกัปตันที่ไม่มีลูกเรือซักคนหรอกนะ” ถึงจะพูดด้วยอารมณ์หงุดหงิด แต่แววตาของเขาก็ไม่ได้เหม่อลอยอีกแล้ว…..
อย่างที่เซเรน่าพูดไว้ พวกวอยด์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ชำนาญเรื่องการสร้างถาวรวัตถุจริงๆ แม้พวกเขาจะสูญสิ้นไปแล้ว แต่อาคารที่พวกเขาใช้อยู่อาศัย ก็ยังดูแข็งแรงและมั่นคง แม้จะมีร่องรอยของการพุพังอยู่บ้าง อาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารทรงสูง ปลายอดแหลมเหมือนดาบ วราวุธสอดส่ายสายตา มองหาอาคารเป้าหมาย ซึ่งควรจะเป็นโดมทรงกลมเตี้ยๆ
“ฉันเจอแล้ว เดี๋ยวจะนำทางไปให้ก็แล้วกัน” เธอคงจะหามันเจอแล้ว ด้วยมุมมองจากห้วงอวกาศ… เขาเดินตามสัญลักษณ์ที่เซราน่าสร้างขึ้นบนจอภายในหมวกของชุดอวกาศที่เขาสวมอยู่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ถึงที่หมาย มันเป็นโดมทรงกลมขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่ไม่สูงมากนัก
พวกวอยด์รู้เรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำของเวลาในการเดินทางระหว่างระบบดาวที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ดี พวกเขาได้คาดการเอาไว้ได้ล่วงหน้าแล้วว่า วราวุธอาจจะมาถึงช้าเกินไป พวกนั้นจึงได้เตรียมแผนการสำรองเอาไว้ โดยการสร้างโดมนี้ขึ้นมา เพื่อจัดการเรื่องราวทั้งหมดแทนพวกเขาซึ่งสูญสิ้นไปแล้ว
วราวุธเดินเข้าไปในอาคาร แน่นอนว่ามันถูกสร้างขึ้นจากสถาปัตยกรรมที่แตกต่างและแปลกตาจากสถาปัตยกรรมของมนุษย์ ภายในโดมมีพื้นที่กว้างขวาง มีอุปกรณ์หน้าตาประหลาดติตั้งอยู่เป็นระยะๆ และไฟบนเพดานก็ฉายออกมาแค่เพียงแสงสว่างสลัวๆ พวกวอยด์ได้ส่งแบบแปลนของอาคารมาให้ล่วงหน้าแล้ว เขาจึงเพียงแค่เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆตามสัญลักษณ์ที่เซเรน่าทำไว้ให้จนถึงใจกลางของอาคาร ซึ่งเป็นโดมแก้วสีม่วงจางๆขนาดใหญ่ ถูกสร้างไว้ซ้อนอยู่ในโดมอีกทีหนึ่ง
แม้รูปแบบทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของพวกวอยด์จะแตกต่างจากมนุษย์มาก แต่โดมแห่งนี้ก็สร้างขึ้นโดยคำนึงถึงมุมมองทางทัศนคติของมนุษย์เป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่นระบบตัวเลขและรหัสที่ต้องใช้ในการเปิดโดมแก้ว เนื่องจากพวกเขาตระหนักว่า สุดท้ายแล้วผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในนี้ ก็คงจะต้องเป็นมนุษย์
วราวุธกดรหัสที่เขาได้รับมา และเดินเข้าไปในโดมแก้ว ปฏิบัติขั้นตอนต่างๆตามที่พวกวอยด์ได้บอกเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ก่อนที่เขาจะเริ่มออกเดินทางข้ามมายังระบบดาวแห่งนี้ หรือก็คือเมื่อสามหมื่นปีก่อน หากวัดเอาตามมาตรฐานเวลาของมนุษย์
วราวุธเดินไปหยุดอยู่ที่ใจกลางโดมแก้ว บนพื้นตรงนั้นมีหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวสองฟุตอยู่ หลุมนั้นเป็นหลุมตื้นๆ และที่ก้นหลุมมีผลึกคริสตัลสีม่วงขนาดกำลังพอดีกับหลุมวางอยู่ เขาเปิดกล่องทรงลูกบาศก์ที่ถือมาออก ภายในมีก้อนวัตถุสีส้มหน้าตาประหลาดอยู่ มันมีรูปหน้าตาคล้ายเห็ดขนาดใหญ่ และให้สัมผัสหยุ่นๆเหมือนเยลลี่
เขาประคองเจ้าก่อนเห็ดหยุ่นๆประหลาดสีส้มนั้นไว้อย่างเบามือ แล้วค่อยๆวางมันลงบนผลึกคริสตัลที่ก้นหลุมอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็กดปุ่มสีฟ้าบนพื้นข้างหลุม แล้วแสงสีฟ้าจางๆก็สว่างขึ้นเพื่อแสกนตรวจสอบวัตถุในหลุม หลังจากมันตรวจสอบว่าทุกอย่างถูกต้อง ครอบแก้วสีม่วงบางๆก็ค่อยๆเลื่อนขึ้นมาเป็นโดมปิดหลุมนั้นเอาไว้
เมื่อกระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้น ไฟในโดมก็ค่อยๆสว่างขึ้น อุปกรณ์ต่างๆเริ่มทำงานหลังอีกครั้ง หลังจากที่หลับใหลมานานกว่าสามหมื่นปี อุปกรณ์ฉายภาพโฮโลแกรมเริ่มทำงาน ภาพโฮโลแกรมของของอดีตเจ้าของดาวผลึกค่อยๆถูกสร้างให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆเบื้องหน้าวราวุธ
พวกวอยด์เป็นหนึ่งในไม่กี่เผ่าพันธุ์ที่มนุษย์ได้พบเจอหลังจากเดินออกสู่ห้วงอวกาศ พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ผู้ปกครองและพัฒนาเทคโนโลยีทั้งหมดของดาวแก้วผลึก เป็นสายพันธ์ที่ชาญฉลาดและเก่าแก่ ทั้งอารยธรรม เทคโนโลยี และวิทยาการทั้งหลายของพวกวอยด์นั้น ล้วนก้าวหน้ากว่ามนุษย์อยู่หลายพันปี และจนถึงตอนนี้ แม้พวกเขาจะสูญสิ้นไปแล้ว วราวุธก็สังหรว่า มนุษย์ก็คงจะยังไม่สามารถก้าวตามเทคโนโลยีของพวกเขาได้ทัน เพราะพื้นฐานทางปัญญาของพวกเรานั้น แตกต่างกันอย่างมาก
ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่พวกวอยด์ อันที่จริงแล้ว อารยธรรมอื่นๆทั้งหมดที่มนุษย์ได้พบเจอในห้วงอวกาศนั้น ล้วนมีความก้าวหน้ากว่าอารยธรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น ทุกครั้งที่พวกเขาตัดสินใจแบ่งปันความรู้บางอย่างให้กับมนุษย์ ก็ล้วนสร้างความตื่นเต้นและแตกตื่นให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายในทุกระบบดาว แต่อย่างไรก็ตาม มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าเผ่าพันธุ์เหล่านั้นจะก้าวหน้าแค่ไหน ก็ไม่อาจทำได้… ไม่ว่าจะเป็นพวกวอยด์หรือเผ่าพันธุ์อื่นใด นั่นคือการเดินทางระหว่างระบบดาว…..
มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจและชวนให้สงสัยอย่างมาก ว่าเพราะเหตุใด มนุษย์ ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีทั้งอารยธรรม และวิทยาการล้าหลังกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆทั้งหมดมากนัก กลับเป็นเผ่าพันธุ์เพียงเผ่าพันธุ์เดียว ที่ประสบความสำเร็จในการเดินทางระหว่างดวงดาว…..
“รู้ไหม พี่ชายของฉันที่อัลคาเมออนเคยพูดเรื่องนี้เอาไว้ยังไง” เขาหวนนึกไปบทสนทนาเมื่อครั้งที่เคยคุยเรื่องนี้กับเซเราน่า…..
“เขาบอกว่า บางทีการเดินทางระหว่างระบบดาว อาจจะไม่ใช่ปัญหาเรื่องของวิทยาการหรือเทคโนโลยีหรอก”
“ฮือ? เขาหมายความว่ายังไง”
“เขาว่า บางทีมันอาจจะเป็น เรื่องของประเด็นปัญหาทางปรัชญามากกว่า….”
“ขอบใจท่านมาก มนุษย์… เท่านี้บาปที่เราก่อเอาไว้ ก็คงจะได้รับการแก้ไขเสียที” เสียงพูดของภาพโฮโลแกรมปลุกวรวุธให้ตื่นจากภวังค์ความคิด มันเป็นภาษาสากลของสหพันธ์ ซึ่งถูกถ่ายออกมาด้วยเสียงทุ้มแปลกๆของพวกวอยด์
พวกวอยด์เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่ามนุษย์ ลักษณะทางสรีระของพวกเขาคล้ายกับมนุษย์แต่บึกบึนกว่ามาก ส่วนหัวของพวกเขามีหน้าตาเหมือนกับปลาหมึกยักษ์ซึ่งมีสีน้ำเงินเข้มเช่นเดียวกับสีผิว และดวงตาของพวกเขาก๊เรืองแสงสีเหลืองสว่างสดใส
“ถ้าหากพวกท่านได้พบเจอกับเราในรูปแบบนี้ ก็แสดงว่าเผ่าพันธุ์ของเราคงจะสูญสิ้นไปแล้ว” ภาพโฮโลแกรมยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ วรวุธยืนนิ่งตั้งใจฟัง เพราะแม้เจ้าของบทสคริปจะจากไปหลายหมื่นปีแล้ว แต่เขาก็รู้สึกว่าควรจะให้เกียรติรับฟังการสื่อสารครั้งสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ที่เคยรุ่งเรืองยิ่งใหญ่
“ต้องขออภัยที่เรารบกวนท่านให้เดินทางมาในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ หากแต่เราเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออีกแล้ว” พวกวอยด์นั้นสุภาพและถ่อมตนเสมอ
“อย่างที่พวกท่านคงทราบดี สิ่งที่พวกท่านได้ขนส่งมานั้น ไม่มีชื่อที่สามารถออกเสียงได้ในภาษาของพวกท่าน แต่หากจะให้เปรียบเทียบ สิ่งนี้ก็คงคล้ายกับสิ่งที่เรียกว่าต้นไม้ในอารยธรรมของพวกท่าน”
“ทั้งหมดนั้น เป็นความผิดพลาดของพวกเราเอง ที่ประเมินอำนาจการควบคุมความเสียหายของเราเองผิดพลาดไป จากการทดลองที่เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าช่างโอหังและโง่เง่าเมื่อนานมาแล้ว… พวกเราทำให้ต้นไม้ของเราทั้งหมดสูญพันธุ์ไปอย่างสิ้นเชิง…..
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็นำเราไปสู่บทสรุปที่เรียบง่ายที่สุด เมื่อปราศจากสิ่งมีชีวิตที่ช่วยเปลี่ยนไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียมซึ่งพวกเราและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนดาวดวงนี้ใช้หายใจ เราก็ได้นำจุดจบมาสู่ดวงดาวของเราเอง”
“ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของเรา คือการนำเอา ‘ต้นไม้’ ที่เราเคยมอบให้นักวิทยาศาสตร์ของพวกท่านไว้ศึกษาในระบบดาวต่างๆกลับคืนมา แต่น่าเสียดาย… ก็อย่างที่เห็น พวกท่านมาถึงสายเกินไป เผ่าพันธุ์ของพวกเราได้ถึงจุดจบไปอย่างถาวรแล้ว…
แต่เราจะไม่โทษท่านอย่างเด็ดขาด และโปรดอย่าได้โทษตัวเอง เพราะทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ล้วนเกิดจากความผิดพลาดของเราเอง”
“แต่ถึงมันจะสายเกินไปแล้วสำหรับพวกเรา แต่เราก็ยังหวัง หวังว่าความผิดพลาดของเราจะต้องได้รับการแก้ไข ได้ชดใช้บาปที่เราทำให้ดวงดาวของเราต้องตายไป แม้มันจะสายเกินไปแล้วสำหรับพวกเรา แต่หากเราสามารถนำ ‘ต้นไม้’ กลับมาได้ ดวงดาวของเราก็ยังสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง….. เราจึงได้สร้างโดมนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะขยายพันธุ์มันออกไปให้ได้โดยเร็วที่สุด นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พวกเราปรารถนา”
“เราต้องขอขอบคุณท่านอีกครั้ง ที่ลำบากเสี่ยงอันตรายมาถึงที่นี่ เพื่อตอบรับคำร้องขอของเรา อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอยู่อีกเรื่องหนึ่ง ที่เราอยากจะร้องขอท่าน โปรดช่วยนำบันทึกโฮโลแกรมนี้กลับไปด้วย และเผยแพร่ไปยังระบบดาวทั้งหลายมากเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับเผ่าพันธุ์อื่นๆ รวมถึงพวกท่านเอง ไม่ให้เดินซ้ำรอยความผิดพลาดของเรา…
ขอให้ปัญญาแห่งเผ่าพันธุ์ของท่านจงเจิดจรัส…..”
วราวุธยืนเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆภายใต้หน้ากากของชุดอวกาศอย่างเหนื่อยอ่อน เหมือนจะบอกว่า “ในที่สุดก็จบงานซักที”
“เรื่องบันทึกโฮโลแกรมว่ายังไงเซเรน่า ดาวน์โหลดขึ้นไปได้ไหม”
“ฮือ พวกเขาส่งขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว”
“เฮ้อ… นี่ต้องเดินกลับไปที่จุดจอดยานอีกใช่ไหมเนี่ย”
“ไม่จำเป็นหรอก เมื่อกี้พวกเขาส่งข้อความขึ้นมาด้วย บอกว่าในกรณีที่เราหาจุดลงจอดใกล้ๆเมืองไม่ได้ พวกเขาก็เตรียมพาหนะสำหรับเดินทางกลับไว้ให้แล้ว หรือถ้ายานเล็กเราเสีย พวกเขาก็เตรียมยานสำหรับเดินทางกลับขึ้นไปยังวงโคจรเอาไว้ให้เลย”
“…..”
“เอายังไงล่ะ จะเดินทางกลับขึ้นมาด้วยยานของพวกวอยด์จากโดมนั่นเลยไหม อย่างนั้นเราจะได้เทคโนโลยีสุดท้ายของหนึ่งในอารยธรรมที่รุ่งเรืองที่สุดกลับไปด้วยนะ”
วราวุธนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปฏิเสธ
“ไม่ล่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเลย… ไม่รู้สิ ตอนสบตาภาพโฮโลแกรมนั่นเมื่อกี้ ฉันรู้สึกเหมือนพวกเขาอยากจะบอกว่า เรื่องของพวกเขา เมื่อมันจบไปแล้ว ก็ให้มันจบไปเถอะ”
“อืม พวกเขาแทรกสัญลักษณ์หลายอย่างไว้ในโฮแกรมนั่นน่ะ ฉันพอจะดูออก…”
วราวุธก้าวลงจากพาหนะลอยได้ของพวกวอยด์ ตอนนี้เขากลับมาถึงจุดจอดยานแล้วด้วยฝีมือการบังคับของเซเรน่า เบื้องหน้าเขาคือยานอวกาศขนาดเล็ก ที่ใช้ในการเดินทางขึ้นลงระหว่างวงโคจรของดวงดาวได้โดยตรง เขากำลังจะก้าวเข้าไปในยาน แต่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างเสียก่อน
เขาเดินไปที่ผลึกคริสตัลสีม่วงก้อนหนึ่ง พลิกแง้มมันขึ้นช้าๆ แล้วจ้องลงไปสำรวจสิ่งที่อยู่ข้างใต้นั่น ครู่ต่อมาเขาก็ใช้เครื่องแสกนทีมือขวา ยิงแถบแสงสีฟ้าบางๆเข้าไปใต้แท่งคริสตัลนั่น แล้ววางมันกลับลงไปเหมือนเดิม….
วราวุธนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้บังคับการยานดารา ตอนนี้เขาถอดชุดอวกาศและหมวกออกแล้ว ซึ่งได้เผยให้เห็นว่า ใบหน้าภายใต้หมวกที่สวมเอาไว้นานนับชั่วโมงนั้นยังดูหนุ่มอยู่มาก เหมือนเพิ่งจะข้ามผ่านจากการเป็นเด็กวัยรุ่นเข้าสู่วัยหนุ่มได้ไม่นาน ดูแล้วออกจะอายุน้อยเกินไปสำหรับคนที่มีตำแหน่งเป็นถึงกัปตันของยานดารา แต่จากแววตาทั้งคู่นั้น มันบ่งบอกว่ามีประสบการณ์มากมายอัดแน่นอยู่ในร่างกายของเขา
แสงของห้องบังคับการสว่างไสว แต่ไร้วี่แววของชีวิตใดๆ ในยุคนี้หาคนปกติที่ยังอยากเดินทางไปมาระหว่างระบบดาวกันยากเต็มที และในทางทฤษฎีแล้ว ยานดาราลำนี้ไม่จำเป็นต้องมีทั้งกัปตันและลูกเรือเลยก็ได้ เพราะอันที่จริงแล้ว แค่เซเรน่าก็สามารถจัดการงานทุกอย่างได้อยู่แล้ว
“ผลแสกนเป็นไงมั่งเซเรน่า” ท่าทางของเขาค่อนข้างเพลีย แต่การได้กลับขึ้นมาอยู่บนยานก็ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก “อืม เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะบางอย่างคล้ายกับของที่เราเพิ่งส่งไปนั่นแหละ แต่ก็มีหลายส่วนที่ต่างกันมาก ตัวนี้ออกจะเหมือนกับสัตว์มากกว่าต้นไม้” ภาพของก้อนอะไรบางอย่างสีเขียวๆ ที่มีระยางค์หยุ่นๆยื่นไปมาปรากฏขึ้นบนจอภาพโฮโลแกรม
“แล้วมันเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นฮีเลียม?”
“เปล่า แต่มันเปลี่ยนทั้งไฮโดรเจนและฮีเลียมให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์”
“มันวิวัฒนาการาจาก ‘ต้นไม้’ นั่นเหรอ”
“ไม่ใช่หรอก อย่างที่พวกวอยด์ว่านั่นแหละ สายพันธุ์ทั้งหมดของต้นไม้นั่นน่ะ ไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว จนถึงตอนที่เรานำกลับเข้าไปใหม่เมื่อกี้”
“แต่เมื่อกี้เธอบอกว่า มันมีอะไรหลายๆอย่างเหมือนต้นไม้นั่น…..”
“ก็เป็นเรื่อองธรรมดานี่ มันก็คล้ายๆกับการที่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนดาวแม่ของพวกนายมีต้นกำเนิดมาจาก DNA เหมือนกันหมดนั่นแหละ พวกนี้ก็เป็นชีวิตรูปแบบใหม่ที่แตกต่างกัน แต่มาจากรากเหง้าเดียวกัน”
วราวุธเอนตัวจมลงบนเบาะ ก่อนจะพูดต่อ “ตอนที่พวกเราสำรวจชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้ พบว่ามีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ด้วย ทั้งๆที่ในข้อมูลไม่ได้ระบุว่ามีก๊าซนี้อยู่ในชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้”
“ใช่ แต่คาร์บอนไดออกไซด์ที่พบ ก็เจือปนอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก นายก็เลยไม่ได้ใส่ใจอะไร”
“เป็นไปได้ไหมว่า ก่อนหน้านี้ดาวดวงนี้ก็ไม่ได้มีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว”
“มีความเป็นไปได้สูง เพราะการเก็บข้อมูลของรัฐในยุคบุกเบิกนั้น ละเอียดและรอบคอบมาก”
“ถ้างั้น พวกนั้นก็เป็นตัวการที่สร้างคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นมาสินะ”
“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น”
เขาหลับตาลงด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย ก่อนจะเริ่มพูดต่ออีกครั้ง “เธอคิดว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อไป”
“ดูเหมือนสายพันธ์ใหม่พวกนี้จะปรับตัวได้ดีกว่า สุดท้ายแล้วถึงโดมของพวกวอยด์จะเพาะพันธ์ต้นไม้ขึ้นมาได้สำเร็จ แต่ไม่นานพวกมันก็คงจะสูญพันธ์ไปเหมือนเดิม เพราะดูเหมือนคาร์บอนไดออกไซด์จะเป็นพิษกับพวกต้นไม้ และอีกไม่ถึงพันปี ด้วยอัตราเร็วขนาดนี้ ไฮโดรเจนและฮีเลียม คงจะถูกเปลี่ยนไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์จนหมด”
“แล้วพวกนั้นล่ะ ถ้ามีแต่คาร์บอนไดออกไซด์ พวกมันก็ต้องสูญพันธุ์อยู่ดีนี่”
“ก็จริง แต่ฉันว่าคงไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก อีกไม่นานคงมีสายพันธ์ใหม่ๆที่แปลงคาร์บอนไดออกไซด์กลายไปเป็นก๊าซอย่างอื่นได้เกิดขึ้นมาอีก เรื่องคล้ายๆแบบนี้ก็เคยขึ้นบนโลกมาแล้วนี่… ดวงดาวมีหนทางของมันเองเสมอแหละ”
“เธอรู้ทั้งหมดนี่มาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม ตั้งแต่ตอนที่เห็นตัวเลขบอกค่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์นั่นน่ะ… เธอรู้มาก่อนแล้วแน่ๆว่าต้นไม้พวกนั้นแพ้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นดาวนั้นไม่ควรจะมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่แต่แรกแล้ว” วราวุธลืมตาแล้วจ้องไปที่จอภาพโฮโลแกรม
“อืม จะว่างั้นก็ได้ ทำไมเหรอ” เซเรน่าตอบด้วยเสียงที่ฟังดูออกจะกวนๆ
เขาตั้งใจจะพูดว่า แล้วทำไมไม่บอกกันตั้งแต่แรก แต่พอลองนึกๆดูแล้วก็เปลี่ยนใจ…..
“เฮ้อ… ช่างมันเถอะ…. ดูเหมือนสุดท้ายแล้วทั้งหมดนี่…. มันก็แค่ความว่างเปล่า”
“นายพูดอย่างนั้นได้ยังไง ในเมื่อนายเองก็ได้ค่าจ้างจากงานนี้นะ”
“อย่าไปพูดถึงเรื่องเงินสิ… ลองนึกดูสิแบบว่า…. พวกเขาเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่ทรงปัญญาที่สุดที่เราเคยเจอ ทั้งชาญฉลาด ทั้งนอบน้อม… แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาทำลงไป… กลับกลายเป็นแค่ความว่างเปล่า”
“นอบน้อมงั้นเหรอ… ฉันว่าพวกเขาก็ไม่ต่างจากสติปัญญาอินทรีย์ทั้งหลายนั่นแหละ ทั้งหยิ่งผยอง ทั้งทะนงตน ทะนงจนว่าสามารถปกป้องดูแลรักษาโลกได้บ้างล่ะ สามารถทำลายโลกได้บ้างล่ะ ทำให้โลกตายไปได้บ้างล่ะ ไม่ได้ตระหนักกันเลย ว่าสิ่งที่เรียกว่าโลกนั้น ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่พวกเขาจะทำลายได้ และโลกไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาต่างหากล่ะ ที่ต้องร้องขอความช่วยเหลือและความเมตตาจากโลก”
“มนุษย์เราก็ไม่ต่างกัน”
“แน่นอนไม่ต่างกันเลย จริงๆแล้วแย่กว่าพวกวอยด์ด้วยซ้ำ….. สุดท้ายแล้วสิ่งที่ทั้งพวกวอยด์และมนุษย์มีพลังพอจะทำลายได้ ก็มีแค่ตัวพวกเขาเองนั่นแหละ…..”
เงียบกันไปพักนึง…..
วราวุธหันหน้าเบนสายตาจากจอภาพโฮโลแกรม จ้องมองไปยังดวงอาทิตย์ของดาวผลึก
“วงแหวนนั่นมีอายุสามหมื่นปีแล้ว… โดมนั่นก็เหมือนกัน…. ด้วยเทคโนโลยีของพวกวอยด์ มันคงอยู่ไปได้อีกหลายหมื่น หรืออาจจะหลายแสนปี”
“แต่ดวงดาวนั้นมีอายุขัยหลายพันล้านปี” เซเรน่าเพียงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
เขารู้สึกเหนื่อยอ่อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นความรู้สึกแปลกๆ… ฉับพลันก็รู้สึกได้ลึกถึงแก่น… ของความหมายของคำว่า ไร้คุณค่า….
เขาพึมพำเบาๆกับตัวเองในใจ “ว่างเปล่า… สุดท้ายแล้วทุกอย่างมันก็ว่างเปล่า” เขารู้สึกล้าหนักขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจิตใจค่อยๆถูกอะไรบางอย่างกดทับลงมา… ถ้ามันกดเขาให้จมหายไปได้เลยก็คงดี…..
“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!” วราวุธร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เมื่อผิวหนังส่วนที่อ่อนนุ่มของเขาถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า… ซึ่งค่อนข้างแรง…..
“ความเป็นจริงเจ็บปวดเสมอแหละกัปตัน…. เอาล่ะหมดเวลาเพ้อฝันกับเล๊คเชอร์วิชาปรัชญาแล้ว ตอนนี้ได้เวลากลับไปเบิกค่าจ้างกับสาวน้อยแผนกการเงิน ที่เพิ่งโดนเพื่อนตัวเองแย่งคาบไปแดกแล้วค่ะ…. กัปตัน…..”
วราวุธบ่นพึมพำเบาๆฟังไม่ได้ศัพท์อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ…
มันก็คงจะจริงอย่างที่เธอว่า…..
“เอาล่ะ ปรับวิถีวงโคจรได้แล้ว เราจะเดินทางเข้าสู่ระบบของวงแหวน เพื่อสร้างเส้นทางกลับไปยังระบบดาว…..”
ยานดารากลับมาเดินเครื่องเต็มที่อีกครั้ง หัวของมันค่อยๆหันไปทางดาวฤกษ์ของระบบดาวผลึก ซึ่งเป็นที่ตั้งของวงแหวนมหึมาที่ใช้ในการสร้างเส้นทางสำหรับเดินทางระหว่างดวงดาว…
ทิ้งดาวเคราะห์ผลึกสีม่วงทอประกายไว้เบื้องหลัง…
ทิ้งอารยธรรมที่ล่มสลายของพวกวอยด์เอาไว้เบื้องหลัง…
ทิ้งความว่างเปล่าเอาไว้เบื้องหลัง…..
มันและกัปตันของมัน ยังมีทั้งงานและเรื่องราวให้ต้องสะสางอยู่อีกมากมาย….
___________________________________________________________________________________
เออ… นี่เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกของผม ก็เลยยังไม่ค่อยแน่ใจ ว่ามันดีหรือแย่ยังไงตรงไหน…
ถ้าเป็นไปได้ ก็ลองช่วยอ่านแล้วแสดงความคิดเห็นกันหน่อยก็แล้วกันนะครับ
(นอกจากที่นี่ ผมก็ไม่รู้จะเอาไปโพสต์ที่ไหนอีกแล้วเหมือนกัน)
จริงๆเรื่องนี้ผมได้แรงบันดาลใจ(ลอกแบบค่อนข้างเนียน) มาจากงานหลายชิ้นมาก
หลักๆเลยคือการ์ตูนเรื่อง ฮิโนโทริ : วิหคเพลิง ของ อาจารย์เท็ตซึกะ โอซามุ, รถด่วนสายกาแลคซี่ 999 ของ อาจารย์เลจิ มัตซึโมโตะ แล้วก็ Locke the superman ของอาจารย์ยูกิ ฮิจิริ
การเดินทางระบบดาวโดยใช้ดาวฤกษ์เป็นฐานส่งนี่ ผมก็ได้ไอเดียมาจากเรื่อง ดุจดั่งอวตาร ของ อาเธอร์ ซี คล้าก กับเกม Sins of a Solar Empire ของค่าย Stardock
ป.ล. เรื่องนี้ผมไม่ได้ใช้พล็อตที่ผมกะใช้เขียนเป็นการ์ตูนส่งประกวดงานการ์ตูนไซไฟนะครับ เพราะพล็อตนั่น ถึงผมจะทำยังไง ก็หาทางเล่าเรื่องมันออกมาในรูปแบบของงานเขียน(ที่ผมพอใจ)ไม่ได้เลย

เรื่องไม่ยาวครับ กำลังพอดี
เนื้อหาลึกซึ้งดีครับ ไม่หวือหวาแบบวัยรุ่น
แต่นุ่มลึกแบบผู้ใหญ่
อ่านแล้วต้องกลับมาคิดถึงตนเอง
ไม่ว่าจะมีความเจริญมากเพียงใด
สุดท้ายก็ต้องเป็นไปตามวัฏจักร
มีเกิดขึ้น คงอยู่ และเสื่อมสลาย
มีคำผิดอยู่บางคำนะครับ
“อุทาหร”
“โดน”แก้วสีม่วงจางๆ (จริง ๆ คงตั้งใจพิมพ์เป็นโดม)
ขอบคุณสำหรับงานเขียนดี ๆ ครับ
ปล. เห็นภาพ “ด่วนกาแลคซี่ 999″ แล้วนึกถึงตอนเด็ก ๆ ขึ้นมาเลย
ด้วยความยินดีมากๆครับ
ที่คุณ Nightfall เข้ามา post เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ที่นี่ นะครับ
จะ post เป็น การ์ตูน ก็ยินดี นะครับ
ดี หรือ ไม่ดี


อันดับแรกเลยนะครับ
ขอให้เริ่มเขียน ถือว่าดีเสมอ
(พิมพ์ออกมาอย่างนี้ แล้วก็ให้ อนาจใจตนเองเหลือเกิน 555)
style งานเขียนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ครับ
อย่างผม ชอบการเดินเรื่องเร็วๆ
มีจุดหักมุม มีประเด็น(มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ในแบบของผม)
ฉะนั้น ประเด็นนี้ ผมจะไม่พูดถึงนะครับ
กรณีเรื่องนี้ของคุณNightfall
ประเด็นน่าจะอยู่ที่ความผยองของมนุษย์เมื่อเทียบกับธรรมชาติ
แต่สองจุดที่ผมชอบมากๆ แต่ไม่ได้ถูกใช้ อย่างเต็มที่(หรือไม่ชัดเจนนัก ในมุมมองของผม) คือ
ประเด็นเรื่อง กาลอวากาศ ที่บิดเบี้ยว
กับ
“ความเป็นจริงเจ็บปวดเสมอ”
คือผมมองว่า ทั้งสองอัน มีความโดดเด่นจนสามารถ เป็นแก่นของ นิยายเรื่องหนึ่งได้เลย
หรือนำไปสู่การหักมุม หรือ ประเด็นที่ทรงพลัง มากๆ(ในระดับเดียวกันกับเรื่องนี้)
อีกจุดหนึ่ง คือ การเล่นกับการบรรยายตัวละคร ในช่วงแรก กับช่วงท้าย
(เรื่องอายุ หน้าตา กับ สภาพร่างกาย)
อันนี้ ผมเดาว่า ผู้เขียนจงใจ ทิ้งไว้ให้คิดเฉยๆ
และไม่เขียนลงไปอย่างชัดเจน(ซึ่งเข้าใจว่า กลัวเรื่องจะยาว)
โดยส่วนตัวผม(ที่เป็นคนใจร้อน) ผมชอบเรื่องที่ clear และชัดเจนกว่านี้
แต่อันนี้ผมว่า ขึ้นอยู่กับ style ของผู้เขียนนะครับ
การมีเอกลัษณ์ในงานเขียน สำหรับผม ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
ส่วนที่ผมชอบมากๆ เป็นเรื่องภาษา ครับ
เพราะผมว่าลื่นไหลดี
เมื่อเทียบกับที่ผมเขียนเอง … อิจฉาครับ
ถึงแม้จะมีสะดุดบ้างบางครั้ง
แต่โดยรวมก็ดีกว่าผมเยอะเลย
เป็นเรื่องแนวเสียดสีอีกเรื่องหนึ่งที่มองมนุษย์เป็นตัวชั่วร้ายทำลายโลก วิธีการนำเสนอกระชับดีครับไม่ยาวหรือสั้นจนเกินไป เขียนบ่อยๆและอ่านนิยายให้มากขึ้นสำนวนจะค่อยดีขึ้นครับ แต่ที่เขียนมานี่ก็ไม่เลวครับ เพียงแต่ยังเป็นสำนวนง่ายๆอยู่ แต่คำว่า แดก ในตอนท้ายเรื่องไม่ควรมีครับถึงแม้จะเป็นคำไทยๆก็เหอะ ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงครับ การที่คุณได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องอื่นๆนั้นไม่ใช่เรื่องผิดครับ เพราะเป็นการใช้แรงบันดาลใจมาจินตนาการขึ้นใหม่ซึ่งเป็นจินตนาการของเราเอง
…พี่เอง…
ขอบคุณทุกท่านมากเลยครับ ที่ให้คำแนะนำผม
(แล้วก็ขอโทษที่ผมโผล่หัวมาตอบช้ามาก ข้ามปีเลยทีเดียว T_T)
สำหรับประเด็นที่คุณ NiRaj พูดถึง เรื่องประเด็นที่น่าสนใจอีกสองประเด็น
(ประเด็นเรื่อง กาลอวากาศ ที่บิดเบี้ยว
กับ
“ความเป็นจริงเจ็บปวดเสมอ”)
ผมขออธิบายนะครับ ว่า ประเด็นเรื่องกาลอวกาศที่บิดเบี้ยวนี่
เป็นประเด็นหลักประเด็นแรกที่ผมคิดขึ้นมาเลย
คือว่า ผมสร้างโลกของนิยายขึ้นมาได้แล้ว
ค่อยตัดเอาส่วนสั้นๆออกมาทำเป็นเรื่องสั้น
ก็เลยไม่ได้มีการเอ่ยถึงมากนัก เพราะมันเป็นประเด็นหลักของซีรี่ย์ก็จริง
แต่เป็นแค่ฉากหลังของเรื่องสั้นเรื่องนี้
(ผมสร้างโลกขนาดใหญ่ของเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน จริงๆเป็นโลกที่ผมคิดไว้หลายปีแล้ว
แต่เอามาเขียนเป็นเรื่องยาวไม่สำเร็จซักที
ตอนนี้ผมเลยตัดสินใจตัดเอามุมเล็กๆ ของโลกต้นฉบับมาเขียนเป็นเรื่องสั้น)
เออ สรุปก็คือว่า ที่ผมไม่ได้กล่าวถึงเรื่องกาลอวกาศที่บิดเบี้ยวไว้มากนัก
เพราะผมวางแผนว่า จะค่อยพูดถึงมันตรงๆ ตอนที่เขียนเป็นซี่รี่ย์เรื่องยาว
(แต่จะได้เขียนหรือเปล่าก็ไม่รู้… แค่เรื่องสั้นก็ยังไม่ค่อยจะไหวเลย….)
ส่วนเรื่อง “ความเป็นจริงเจ็บปวดเสมอ”
ผมเพิ่งคิดได้ตอนแต่งเรื่องนี้เลยนะ
คิดประโยชน์นี้ขึ้นมาแล้วก็นั่งครุ่นคิดอยู๋พักหนึ่ง
มันน่าสนใจจริงๆแหละ
(แต่จริงๆแล้ว ผมไม่ค่อยศรัทธากับแนวคิดนี้เท่าไหร่…..)
ส่วนเรื่องคำว่า แดก นั้น
ผมก็คิดหนักเหมือนกัน ตอนแต่งนี่ นั่งวุ่นกับคำนี้อยู่หลายสิบนาที
นั่งลบ แล้วก็พิมใหม่ นั่งลบ แล้วก็พิมใหม่
ซ้ำไปซ้ำมา
สุดท้ายหาคำเหมาะๆมาใส่ไม่ได้
ก็เลยปล่อยเลยตามเลยไปซะอย่างนั้นแหละ…..