“สวัสดีครับพ่อ”
สนธยา เปิดประตูพร้อมกับส่งเสียงทักทายร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง สายยาง และท่อสารพัดชนิดถูกต่อออกมาจากร่างๆ นั้นไปยังเครื่องมือทางการแพทย์หน้าตาประหลาด พวกมันส่งเสียงคราง และเสียงบี๊บๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพ่อของเขายังคงมีชีวิตอยู่
พ่อของเขาล้มป่วยด้วยโรคเรื้อรังมาได้ระยะหนึ่งแล้ว หมอหลายคนต่างลงความเห็นเหมือนๆ กันว่าโรคที่ท่านเป็นอยู่นี้เกินเยียวยา แต่เขาก็ยังไม่พร้อมที่จะปล่อยให้ท่านจากไป
เขามาอยู่เฝ้าท่านได้หลายวันแล้ว อาหารของโรงพยาบาลแห่งนี้อร่อยไม่แพ้อาหารตามร้านเลยทีเดียว แต่สำหรับท่านคงกินได้แต่เพียงอาหารเหลวที่บรรจุอยู่ภายในถุงปลอดเชื้อเท่านั้น
เขาเปิดดูข่าวพร้อมกับกินอาหารที่สั่งเอาไว้ มีพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาตรวจดูเครื่องมือต่างๆ พร้อมกับจดบันทึกรายงานก่อนที่จะเดินออกไปเงียบๆ เขาคุ้นหน้าพวกเธอเกือบทุกคนแล้ว และพวกเธอเองก็คงคุ้นเคยกับนิสัยแปลกๆ ของเขาเช่นกัน เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบพูดคุยกับใครนัก
ภาพข่าวในโทรทัศน์แสดงให้เห็นถึงอุทกภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ทั่วโลก เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกันมาหลายสัปดาห์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพายุรุนแรงที่เกิดขึ้นติดต่อกัน หรือว่าระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกๆ เกี่ยวกับวงโคจร และแรงดึงดูดของดวงจันทร์ ที่นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกกำลังเร่งหาคำตอบกันอยู่
เสียงของผู้ประกาศข่าวสาวแจ้งรายละเอียดบางอย่างเพิ่มเติมหลังจากที่ภาพข่าวจบลง
“…ในช่วงเช้าของวันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณเก้านาฬิกาจะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่จะสามารถมองเห็นได้ในประเทศไทย ซึ่งจะกินเวลายาวนานประมาณ…”
“อา…”
พ่อส่งเสียงครางแปลกๆ ออกมา เขาจึงรีบลุกขึ้นไปดู ร่างของท่านยังคงนอนนิ่งอยู่เช่นเดิม เขาจับมือท่านขึ้นมาบีบเบาๆ ก่อนจะวางกลับไปที่เดิม
#####
ผมเดินตามตำรวจนอกเครื่องแบบชาวไทยสองคนเข้าไปในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้น ห้องโถงกว้างถูกตบแต่งจนดูคล้ายกับโรงแรมมากกว่าที่จะเป็นโรงพยาบาล ผมปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองจัดการกับเรื่องจุกจิกต่างๆ กับทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล แต่พวกเขาก็ดูจะไม่ค่อยเข้าใจกับสถานการณ์ที่เร่งด่วนของเรา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลอะไรได้มากนัก
‘แต่ถึงบอกไปก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา และอาจจะให้ผลออกมาเป็นตรงกันข้ามเลยก็ได้’
งานของผมมักจะเป็นเช่นนี้เสมอจนผมชินเสียแล้ว และตอนนี้เรายังพอมีเวลาเหลืออยู่ ผมคงต้องพยายามทำใจให้เย็นลงอีกสักหน่อย
ชายสูงอายุชาวอินเดียที่เดินมาด้วยกันกับผมดูจะไม่ค่อยสบายใจนักกับความล่าช้าที่เกิดขึ้น
“ใจเย็นไว้ท่านคุรุเทพ ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย”
ผมพูดปลอบท่านด้วยภาษาท้องถิ่นของท่าน ความจริงแล้วท่านก็พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ผมคิดว่าการพูดคุยด้วยภาษาของท่านเองจะทำให้ท่านสบายใจมากกว่า
“ทำไมเจ้ายังใจเย็นอยู่ได้ เจฟ เจ้าก็รู้นี่ว่าเรื่องนี้มันร้ายแรงขนาดไหน”
ความตื่นเต้นทำให้ท่านพูดเร็วเสียจนผมเกือบจะฟังไมรู้เรื่อง
“ผมทราบครับท่าน แต่เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้เราต้องรอบคอบไว้ก่อน”
“…แต่ถ้าเราบอกรายละเอียดกับพวกเขาบ้าง…”
ท่านคุรุเทพพยายามอธิบาย
“นั่นจะยิ่งทำให้เรื่องยุ่งยากมากขึ้นไปอีกนะครับ ท่านน่าจะทราบดี”
ตอนนั้นเองมีชายหญิงชาวอินเดียคู่หนึ่งมองมาทางเราก่อนที่จะทำหน้าตกใจ ผู้หญิงคนนั้นรีบประคองร่างของชายที่คาดว่าคงจะเป็นสามีของเธอตรงรี่มาทางเรา สายตาของอีกหลายคนที่อยู่ภายในห้องโถงแห่งนั้นก็ติดตามพวกเขามาด้วย ทั้งสองคนต่างก้มลงจับที่เท้าของท่านคุรุเทพเพื่อเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด
หลังจากประคองสามีให้ลุกขึ้นได้ในที่สุด เธอก็ถามขึ้นว่า
“ท่านมาทำอะไรที่นี่คะ…ท่านเจ็บป่วยอย่างนั้นหรือ…โอ…นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้…ดิชั้นขออภัยท่านด้วยที่กล่าววาจาเช่นนี้ออกไป”
“…ข้ามีธุระสำคัญบางอย่างที่นี่…”
ท่านตอบเพียงสั้นๆ และนั่นเป็นเรื่องที่ดี ผมไม่อยากให้เกิดเหตุแทรกซ้อนวุ่นวายไปมากกว่านี้
“สามีของเจ้าป่วยเป็นอะไรหรือ”
“ไส้ติ่งอักเสบค่ะท่าน…ต้องผ่าตัดด่วน”
ท่านคุรุเทพหลับตาลงพร้อมกับยื่นมือไปแตะที่ท้องของชายผู้นั้น ผมรู้ว่าท่านกำลังจะทำอะไร และนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากให้ท่านทำภายในโรงพยาบาลแห่งนี้ แต่ผมก็ห้ามท่านไม่ได้
สีหน้าที่เจ็บปวดของชายคนนั้นค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จนเขายิ้มออกมาได้ในที่สุด สองสามีภรรยาต่างพากันก้มลงจับเท้าของท่านพร้อมกับพร่ำพรรณาสรรเสริญท่านคุรุเทพด้วยถ้อยคำเท่าที่พวกเขาจะคิดออก ผู้คนที่อยู่ภายในห้องโถงต่างพากันมองมาด้วยความสงสัย แม้แต่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลที่กำลังเจรจากันอยู่ก็พากันหันมามอง
ผมตัดสินใจเข้าไปพยุงทั้งสองคนให้ลุกขึ้นมาพร้อมกับกระซิบบอกบางอย่างกับพวกเขาด้วยภาษาท้องถิ่น พวกเขาจึงสงบลงทันทีก่อนที่จะรีบกล่าวคำอำลาท่านคุรุเทพแล้วเดินจากไป
“เจฟ เจ้าบอกอะไรพวกเขา”
“…ความลับครับ…ท่านครับผมไม่อยากให้ท่านรักษาใครอีกแล้วนะครับ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลแบบนี้…ท่านคงไม่อยากให้เรื่องในวันนี้ยุ่งยากมากไปกว่านี้ใช่ไหมครับท่าน”
ความสามารถในการรักษาของท่านคุรุเทพนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในอินเดีย และในหน่วยที่สิบสามของซีไอเอด้วยเช่นกัน พวกเราทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวพวกนี้มานานแล้ว นานจนเราสามารถค้นหาความจริงบางอย่างจากเรื่องเหลือเชื่อที่เหมือนกับนิยายพวกนี้
ถึงแม้ว่าบางครั้งการเล่าลือเหมือนๆ กันในเรื่องบางอย่างที่มีอยู่ทั่วโลกนั้น จะไม่ได้เป็นการพิสูจน์ว่าเรื่องที่เล่าลือนั้นมีรากฐานมาจากความจริง แต่การที่เรื่องราวเหล่านี้มีความเหมือนกันแม้จะอยู่ในที่ที่ห่างไกลกันอย่างมากมายนั้น ก็แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์บางประการ
หลายเรื่องนั้นเราสามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว และอีกหลายเรื่องที่วิทยาศาศตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะเป็นเรื่องไม่จริงเช่นกัน เพราะความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เทคโนโลยีต่างๆ ที่เรามีใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ ก็ไม่แตกต่างจากการใช้เวทมนต์ในสายตาของผู้คนในยุคก่อนเลย
ตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองคนเดินกลับมาหาผม คนที่หนุ่มกว่าเป็นคนพูด ดูเหมือนเขาจะมียศสูงกว่าคนสูงอายุอีกคนที่มาด้วยกัน แต่ท่าทางของตำรวจสูงอายุคนนั้นดูจะเป็นมืออาชีพมากกว่า
“เรียบร้อยแล้วครับ คนที่คุณต้องการพบอยู่ที่ห้อง เก้า ศูนย์ หก ชั้นบนสุด…เป็นห้องพิเศษ ส่วนเรื่องการเข้าพบเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลแจ้งว่าต้องไปคุยกับญาติของเขาเอง ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ที่ห้องพอดี…จริงๆ แล้วที่พวกเขายอมก็เพราะญาติเขาอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นคงต้องยุ่งยากมากกว่านี้แล้วครับ”
“ขอบคุณครับ เอ่อแล้วญาติคนนี้เขาชื่ออะไรนะครับ”
ตำรวจคนที่แก่กว่ารีบตอบอย่างรวดเร็ว
“เขาชื่อสนธยาเป็นลูกชายของคุณอาทิตย์ คนที่นอนป่วยอยู่น่ะครับ”
พวกเราสามคนคุยกันด้วยภาษาไทย อย่างที่ผมบอกพวกเขาจะรู้สึกสบายใจ และให้ความร่วมมือมากกว่าเมื่อพูดคุยด้วยภาษาเดียวกับเขา ผมสามารถพูดได้หลายภาษา และนั่นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มากในการทำงานทางด้านนี้
ระหว่างที่พวกเราทั้งหมดกำลังเดินไปด้วยกัน ผมก็ใช้โทรศัพท์ส่งข้อความเข้ารหัสกลับไปหาหัวหน้าเพื่อให้ทีมสนับสนุนจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมให้กับผม
ผมพาท่านคุรุเทพเข้าไปในลิฟต์ ท่านดูมีท่าทางตื่นๆ เล็กน้อย ผมหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนที่ได้พบกับท่านที่วิหารคุรุเทพในอินเดีย ตอนนั้นท่านกับบรรดาสานุศิษย์กำลังร่วมกันสวดภาวนาอย่างตั้งใจ พวกท่านคงเป็นกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนในโลกนี้ที่รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังคุกคามโลกของเราอยู่
#####
“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง เจฟ”
ท่านคุรุเทพกล่าวคำทักทายกับผมอย่างเป็นกันเอง เราสองคนเคยพบ และร่วมมือกันมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ในครั้งนั้นเป็นโครงการศึกษาของหน่วยที่สิบสามเกี่ยวกับพลังในการรักษาของท่าน แน่นอนว่ารายละเอียดทั้งหมดของโครงการนั้นถูกเก็บเป็นความลับ แม้แต่ภายในซีไอเอเองก็มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับรู้รายละเอียดของผลการศึกษาในครั้งนั้น
หลังจากที่โครงการวิจัยดังกล่าวเสร็จสิ้นลง ผมก็ยังคงมีการติดต่อพูดคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวเรื่อยมา นั่นทำให้การขอเข้าพบของผมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว
ผมก้มลงเพื่อจะจับเท้าของท่าน แต่ท่านกลับยึดตัวผมเอาไว้พร้อมกับกอดเบาๆ ท่าทางของท่านดูอิดโรยเล็กน้อย แต่รอยยิ้มของท่านยังคงอบอุ่นอยู่เช่นเดิม
“ท่านดูเหนื่อยๆ นะครับ”
“…ใช่ ข้ากับเหล่าศิษย์ร่วมกันสวดภาวนาติดต่อกันมาหลายวันแล้ว…มีเรื่องร้ายแรงกำลังเกิดขึ้น…”
“…พวกผมเองก็ทราบเหมือนกันครับ”
ท่านมองหน้าผมเงียบๆ ก่อนที่จะพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า
“พวกเจ้าไม่รู้หรอก…และถึงรู้ นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น”
ผมพยักหน้าเห็นด้วย ที่พวกเรารับรู้คือเหตุการณ์ประหลาดที่กำลังเกิดขึ้น ส่วนเบื้องหลังที่มาของมันนั้นเกินกว่าความเข้าใจของพวกเราทุกคน และนั่นเป็นเหตุให้ผมต้องเดินทางมาหาท่านในวันนี้
“เราตรวจพบการโคจรที่ผิดปกติของดวงจันทร์มาตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้มันกำลังเริ่มส่งผลกระทบกับสภาพอากาศของโลกแล้ว นักวิทยาศาสตร์ของเราไม่สามารถหาสาเหตุของความผิดปกติในครั้งนี้ได้…และเราก็ได้ยินเรื่องการสวดภาวนาของท่านกับเหล่าศิษย์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันนี้พอดี ผมจึงคิดว่าท่านอาจจะพอให้ความกระจ่างกับเราในเรื่องนี้ได้บ้าง”
ท่านมองหน้าผมก่อนที่จะพูดช้าๆ
“…จันทราเทวี…หรือดวงจันทร์ของพวกเจ้า…พระนางกำลังหวาดกลัวกับสิ่งที่กำลังเดินทางมา และองค์สุริยะเทพก็ทรงอ่อนแรงลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน…”
ผมพยายามทำความเข้าใจในคำพูดของท่าน นี่อาจฟังดูเหมือนคำพูดไร้สาระสำหรับคนทั่วไปในอเมริกา และคนส่วนใหญ่ในโลก แต่จากประสบการณ์ในการทำงานทางด้านนี้ของผม สิ่งเหล่านี้มีความเป็นจริงมากพอๆ กับวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว
“ท่านหมายถึง…มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาที่โลก และมันส่งผลกระทบกับดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ใช่ไหมครับ”
“เปล่า…เป้าหมายของมันไม่ใช่โลก แต่เป็นจันทราเทวีต่างหาก มันไม่สนใจโลกหรอก…ตามปกติแล้วมันจะไม่กล้าทำถึงขนาดนี้ด้วยเกรงพลังของสุริยะเทพ”
ท่านเงยหน้าขึ้นคล้ายกับจะมองจ้องทะลุหลังคาไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยคล้อยต่ำลงมาในเวลาบ่ายเช่นนี้
“ทุกๆ ห้าร้อยปี สุริยะเทพจะแบ่งภาคลงมาจุติเป็นมนุษย์เพื่อเพิ่มพูนบารมี แต่ในครั้งนี้ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด หลังจากที่ส่วนหนึ่งของพระองค์ได้ลงมาจุติแล้วก็ไม่ยอมกลับคืนไปเสียที จึงทำให้พลังของพระองค์อ่อนแรงลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน”
ผมติดต่อหัวหน้าของผมเพื่อขอข้อมูลยืนยันจากทางนาซ่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ แน่นอนว่ามันเป็นการยืนยันด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และคำตอบที่ได้รับมาในตอนเย็นของวันนั้น ก็แทบจะเหมือนกับที่ท่านคุรุเทพได้เล่าให้ผมฟัง เพียงแต่การอธิบาย และคำที่ใช้เท่านั้นที่แตกต่างกัน
เกิดจุดดับขึ้นบนดวงอาทิตย์เป็นจำนวนมากอย่างไม่อาจอธิบายได้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมว่านั่นฟังดูคล้ายๆ กับการอ่อนแรงของสุริยะเทพที่ท่านบอก อีกทั้งยังมีการตรวจพบความผิดปกติของสนามแรงดึงดูดในอวกาศใกล้ๆ กับขอบของระบบสุริยะจักรวาล คล้ายกับมีบางสิ่งบางอย่างปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ควรจะมีอะไรทั้งสิ้น และที่สำคัญมันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาในระบบสุริยะของเราด้วย นั่นก็ฟังดูคุ้นๆ อีกเช่นกัน
สนามแรงดึงดูดที่ผิดปกตินี้ส่งผลกระทบบางอย่างคล้ายกับลูกคลื่นมาถึงวงโคจรของดวงจันทร์ ที่พวกเขาไม่พบมันก่อนหน้านี้ก็เพราะไม่มีใครรู้ว่าต้องมองหาอะไร และที่ไหน การค้นพบในครั้งนี้สร้างความหวังให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่จะหาคำอธิบาย หรือหนทางแก้ไขให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
หัวหน้าสั่งการให้ผมเดินหน้าต่อทันที ผมต้องร่วมมือกับท่านคุรุเทพเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด ผมรีบติดต่อขอเข้าพบกับท่านอีกครั้งในเย็นวันนั้น
“เราต้องทำอย่างไรครับท่าน”
“…ข้า…ก็ไม่แน่ใจนัก ว่าเราจะทำอะไรได้อีกนอกจากการสวดภาวนา”
“ท่านบอกว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะองค์สุริยะเทพอ่อนแรงลงใช่ไหมครับ”
“ถูกแล้ว หากพระองค์ยังทรงมีกำลังเช่นเดิม มันก็ไม่กล้ากระทำการเช่นนี้หรอก”
“เรามีหนทางที่จะทำให้สุริยะเทพฟื้นฟูกำลังขึ้นได้ไหมครับ”
ในใจของผมกำลังนึกไปถึงปฏิกิริยาที่เป็นที่มาของพลังงานของดวงอาทิตย์ ซึ่งก็คือปฏิกิริยานิวเคลียร์นั่นเอง มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนกันนะที่เราจะสามารถเร่งปฏิกิริยานิวเคลียร์ของดวงอาทิตย์ให้เพิ่มขึ้นจากเดิม ผมอาจจะต้องขอข้อมูลไปยังนาซ่าอีกครั้ง
ท่านยิ้มพร้อมกับคำตอบ แต่ความคิดของท่านนั้นต่างจากของผมอย่างสิ้นเชิง
“เราอาจจะทำอะไรได้บ้าง แต่เจ้าคงต้องช่วยข้าหน่อย”
“เรื่องอะไรครับ”
“ซีไอเออย่างพวกเจ้ามีความสามารถที่จะหาคนๆหนึ่งว่าอยู่ที่ไหนในโลกจากวัน เดือน ปีเกิดได้ไหม”
“…อะไรนะครับท่าน”
“ถ้ามีวันเดือนปีเกิด พวกเจ้าจะหาได้ไหมว่าคนคนนั้นตอนนี้อยู่ที่ไหน”
“นั่นเป็นไปไม่ได้หรอกครับท่าน…แม้แต่หน่วยที่สิบสามก็ทำแบบนั้นไม่ได้ แต่ละวันมีคนเกิดตั้งมากมายบนโลก ข้อมูลเหล่านั้นบางที่ก็ไม่ได้เชื่อมต่อกับฐานข้อมูล และมีข้อมูลอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่เคยได้รับการบันทึกเอาไว้เลยด้วยซ้ำ”
“ถ้าข้าสามารถจำกัดพื้นที่ให้แคบลงได้ล่ะ”
“…ถ้าโชคดีเป็นพื้นที่ของประเทศที่มีการทำระบบฐานข้อมูลแล้วก็อาจจะเป็นไปได้ แต่โอกาสก็ยังน้อยอยู่ดี”
“งั้นเรามาลองดูกันดีกว่า”
“…ผมไม่เข้าใจ ท่านตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ครับ”
“ข้าจะตามหาร่างแบ่งภาคที่มาจุติของสุริยะเทพ แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
ท่านใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์บางอย่างที่ดูเหมือนจะถูกเขียนขึ้นมาเพื่อการใช้งานแบบนี้โดยเฉพาะ หน้าตาของโปรแกรมนั้นดูดีทีเดียว พอเห็นผมทำท่าทางสนใจท่านจึงรีบอธิบาย
“นี่เป็นโปรแกรมที่ลูกศิษย์คนหนึ่งของข้าเขียนให้ โดยอาศัยข้อมูลจากตำราโบราณที่เก็บรวมรวมไว้ ร่วมกับฐานข้อมูลทางดาราศาสตร์ในปัจจุบัน”
“ฝีมือดีทีเดียวนะครับ”
“แน่นอน เจ้าเองก็รู้ไม่ใช่หรือว่านักเขียนโปรแกรมชาวอินเดียนั้นเก่งขนาดไหน เพราะพวกเจ้าเองก็ได้อาศัยฝีมือของคนเหล่านี้เหมือนกัน”
เมื่อมองจากภายนอกท่านคุรุเทพนั้นเหมือนกับจะเป็นคนรุ่นเก่า แต่ท่านกลับใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องแคล่วเลยทีเดียว ท่านตรวจสอบตัวเลข ตาราง และเส้นกราฟต่างๆ ก่อนที่จะหยิบเศษกระดาษแผ่นหนึ่งพร้อมกับจดวันที่ชุดหนึ่ง พร้อมพิกัดที่ตั้งลงไปแล้วยื่นส่งให้ผม
“ข้ารู้จักพิกัดนั้นว่ามันคือที่ไหน”
ผมมองดูตัวเลขพิกัดเหล่านั้น ผมเองก็คุ้นเคยกับมันเช่นกัน เพราะผมเคยแวะไปเที่ยวมาหลายครั้งแล้ว
“ดูเหมือนเราจะพอมีโชคอยู่บ้าง”
ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เมืองหลวงของประเทศแห่งนี้ คงมีฐานข้อมูลให้เราค้นหาได้อยู่ ถึงแม้คืนนั้นจะต้องเสียเวลาในการติดต่อกับทางรัฐบาลของประเทศนั้นอยู่บ้าง แต่ในที่สุดเราก็ได้ผลลัพท์ที่เราต้องการ และนับเป็นโชคของเราอีกครั้ง ที่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตรงกับการค้นหาของเรา
ก่อนรุ่งเช้าผมก็บินออกจากอินเดียพร้อมกับท่านคุรุเทพไปยังจุดหมายปลายทางของเรา กรุงเทพ ประเทศไทย
#####
“ชั้น…เก้า…ค่ะ”
เสียงประกาศของผู้หญิงที่ถูกบันทึกเอาไว้ดังขึ้น ประตูลิฟท์เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ พวกเราทยอยกันเดินออกมาสู่ทางเดินเงียบๆ ตำรวจไทยทั้งสองพยายามมองหาป้ายบอกทางว่าพวกเราควรจะเดินไปทางซ้าย หรือทางขวา
คุรุเทพสะกิดผมพร้อมกับชี้มือไปทางขวา สายตาของท่านจ้องตรงไปที่ประตูห้องๆ หนึ่งที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก สีหน้าท่าทางของท่านบ่งบอกว่าท่านคงมองเห็นอะไรบางอย่าง อะไรที่ผม และคนทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้
ตำรวจทั้งสองพึ่งได้คำตอบเช่นเดียวกัน พวกเขาเริ่มเดินไปทางขวาพร้อมกับมองดูหมายเลขห้องบนประตูไปเรื่อยๆ แต่ทั้งผมและ คุรุเทพต่างรู้อยู่แล้วว่าห้องที่เป็นจุดหมายของเรานั้นคือห้องไหน
“…ข้าไม่เคยเห็นแสงแบบนี้มาก่อนเลย…มันช่างเจิดจ้า…สดใส…นี่ขนาดข้าเห็นเพียงส่วนที่ลอดผ่านช่องประตูออกมาเท่านั้นนะ โอ…ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้เห็นองค์เทพด้วยตาของข้าเอง”
ท่านกระซิบบอกผมในขณะที่เรากำลังเดินใกล้ประตูห้องนั้นเข้าไปเรื่อยๆ ตำรวจไทยทั้งสองพาพวกเรามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง ตัวเลข 906 สีทองปรากฏเด่นอยู่ตรงหน้าประตู มีพยาบาลคนหนึ่งเดินออกมาจากทางแยกที่อยู่ถัดไป เธอเหลียวมองพวกเราก่อนที่จะเดินย้อนกลับไปทางเดิม เธอคงได้ข้อมูลเกี่ยวกับการมาถึงของพวกเรามาก่อนแล้ว
“จะเอายังไงต่อครับ…ให้พวกผมเป็นคนเข้าไปติดต่อก่อนดีไหม”
ตำรวจหนุ่มถาม ผมยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า ผมมีแผนอยู่ในใจแล้ว และการมีตำรวจไทยทั้งสองคนนี้อยู่ภายในห้องด้วยอาจจะทำให้เกิดข้อติดขัดขึ้นได้
“พวกผมจะเข้าไปกันเอง…แต่ต้องรบกวนให้พวกคุณคอยอยู่ข้างหน้าห้องนี้ด้วย อย่าให้ใครเข้าไปในห้องเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น”
พอพูดจบผมก็ยกมือขึ้นเคาะพร้อมกับผลักประตูเข้าไป คุรุเทพรีบเดินตามผมเข้าไปอย่างไม่รอช้า ตำรวจไทยทั้งสองนายต่างแยกย้ายกันยืนอยู่สองฟากข้างประตู ตำรวจหนุ่มคิดขึ้นในใจว่า
‘…ทั้งหมดนี่มันเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย’
ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องคุรุเทพไม่ยอมละสายตาออกจากร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเลย ในตอนแรกท่านแทบจะเดินตรงไปหาร่างๆ นั้นทันที แต่ผมรีบสะกิดท่านเอาไว้ ภายในห้องยังมีชายอีกคนหนึ่งที่กำลังนั่งกินอาหารอยู่ เขาคงเป็นสนธยาลูกชายของอาทิตย์นั่นเอง
ใบหน้าของเขาแสดงความแปลกใจไม่ใช่น้อยที่อยู่ๆ ก็มีชาวต่างชาติสองคนเดินเข้ามาภายในห้อง ผมเริ่มต้นทำตามแผนทันที และหวังว่าคุรุเทพคงจะไม่ทำอะไรผิดพลาดออกไป
“สวัสดีครับ ผมหมอเจฟ ส่วนนี่…”
ผมผายมือไปทางคุรุเทพ
“…หมอ…คุรุนัน พวกผมเป็นหมอใหม่ที่มาตรวจอาการคุณพ่อของคุณครับ”
พวกเราตกลงกันไว้ว่าจะไม่ใช้ชื่อคุรุเทพ เพราะมันฟังดูน่าสงสัยจนเกินไป มีโอกาสที่เขาอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตัวท่านมาก่อนก็เป็นได้
ตอนแรกเขาดูจะแปลกใจกับภาษาไทยที่ชัดเจนของผม แต่เขาก็รีบลุกขึ้นพร้อมทั้งยื่นมือออกมาจับทักทายทันที
“สวัสดีครับคุณหมอ…”
พอจับมือผมเสร็จเขาก็หันไปหาคุรุเทพ แต่ท่านกลับเอาแต่มองไปที่เตียงจนผมต้องสะกิดท่านอีกครั้ง ท่านจึงหันมาพร้อมกับจับมือกับเขาอย่างเงอะงะ
“…ขอโทษด้วยนะครับ แต่ไม่มีใครแจ้งผมมาก่อนเลยว่าจะมีพวกคุณหมอแวะมาเช้านี้”
“ครับ…พอดีทางโรงพยาบาลพึ่งแจ้งพวกผมมาเหมือนกันว่ามีการรับคุณพ่อของคุณเอาไว้ คุณหมอคุรุนันท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้พอดี พวกผมจึงรีบมาทันทีเลยครับ”
“จริงหรือครับคุณหมอ”
เขาหันไปหาคุรุเทพ แต่ท่านไม่สนใจเขาเลย
“…คุณหมอคุรุนันท่านพูดภาษาไทยไม่ได้น่ะครับ”
ผมรีบอธิบายกลบเกลื่อนเขาจึงทำท่าเข้าใจ จากนั้นผมก็เริ่มซักถามข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ เพื่อให้การโกหกดูแนบเนียนมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายผมก็วกมาเข้าเรื่องทันที
“ขอผมกับคุณหมอคุรุนันตรวจร่างกายคุณพ่อของคุณหน่อยนะครับ”
“เชิญเลยครับ”
พวกเราทั้งสามคนเดินตรงไปที่เตียง คุรุเทพมีท่าทางลังเลในตอนแรก ท่านเริ่มต้นด้วยการจับที่เท้าทั้งสองของร่างที่นอนอยู่ก่อนเพื่อเป็นการแสดงคารวะเท่าที่ท่านจะทำได้ หากไม่มีสนธยาอยู่ด้วยผมสงสัยว่าท่านอาจจะก้มลงกราบเลยก็เป็นได้ จากนั้นท่านก็เริ่มยื่นมือออกไปเหนือร่างนั้นพร้อมกับหยุดยืนนิ่ง
“…คุณหมอกำลังทำอะไรอยู่น่ะครับ”
ผมรู้ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ แต่หากบอกความจริงกับเขาไปคงได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นแน่ ระหว่างการเดินทางมายังที่นี่ พวกเราได้รับทราบสถานการณ์คร่าวๆ ทั้งหมดนี้ก่อนแล้ว ผมจึงกำหนดแผนนี้ขึ้นมา ซึ่งในตอนแรกคุรุเทพไม่เห็นด้วยกับความคิดของผม แต่ในที่สุดเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นอีกท่านจึงต้องยอมตกลงในที่สุด แต่ผมก็ยังคงไม่วางใจอยู่ดีเพราะท่านอาจจะเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาเมื่อไรก็ได้
พลังในการรักษาของคุรุเทพนั้นแบ่งออกได้เป็นสองส่วน หนึ่งคือการที่ท่านสามารถมองเห็นกระแสพลังออร่าที่ไหวเวียนอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้ อาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายจะรบกวนการไหลเวียนนี้ให้ผิดปกติไปจากเดิม สิ่งมีชีวิตทุกชนิดนั้นต่างมีพลังออร่าไหลเวียนอยู่ทั้งสิ้น แม้แต่ต้นไม้ก็มีอยู่เช่นกัน แต่ของมนุษย์นั้นมีความเข้มข้น และซับซ้อนมากที่สุด
การไหลเวียนของออร่านี้มีการกล่าวถึงไว้ในตำราโบราณในหลากหลายท้องที่บนโลกนี้ และวิธีการตรวจก็มีหลายหลากแตกต่างกัน ความสามารถในการมองเห็นของคุรุเทพนี้เป็นแบบที่พิเศษที่สุด
ส่วนที่สองคือท่านมีความสามารถที่จะใช้ออร่าของตนเข้าไปปรับเปลี่ยนกระแสออร่าของคนอื่นได้ หากการไหลเวียนที่ผิดปกตินี้ถูกกระตุ้นให้คืนสู่สภาวะดั้งเดิม ร่างกายของคนคนนั้นก็จะเกิดการตอบสนองด้วยการรักษาอาการเจ็บป่วยของตนเองให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ
นั่นก็คือจริงๆ แล้วท่านไม่ได้ใช้พลังไปรักษาโรคให้กับผู้อื่น แต่สิ่งที่ท่านทำคือการกระตุ้นให้ร่างกายของคนคนนั้นเกิดการรักษาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว นั่นเป็นส่วนหนึ่งของผลการศึกษาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หัวหน้าของผมไม่ค่อยสบายใจนัก
“…ท่านกำลังทำสมาธิอยู่น่ะครับ ถึงแม้ว่าท่านจะศึกษาการแพทย์สมัยใหม่มา แต่ท่านก็มีความสนใจในศาสตร์โบราณเช่นกัน…ท่านมักจะทำสมาธิไปพร้อมกับตรวจคนไข้ไปด้วยน่ะครับ”
ผมพูดโกหกออกไปอย่างแนบเนียน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความสามารถของผมที่มีประโยชน์ในการทำงานด้านนี้เช่นกัน ท่าทางของเขาดูเหมือนจะเชื่อคำพูดของผมเสียด้วย ตามข้อมูลที่ผมได้รับมานั้น คนในประเทศนี้ส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อถือในเรื่องศาสตร์โบราณพวกนี้เช่นกัน บางคนก็มีมากจนออกจะเป็นความงมงายเลยด้วยซ้ำ
ดูเหมือนครั้งนี้คุรุเทพจะใช้เวลามากกว่าทุกครั้ง ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้นมีออร่าที่ซับซ้อนมากกว่าคนปกติทั่วๆ ไป หรือเป็นเพราะท่านเกิดการลังเลใจขึ้นมา แต่ผมคิดว่าคงเป็นข้อแรกมากกว่า
จากคำบอกเล่าของคุรุเทพที่สามารถมองเห็นออร่าลอดผ่านประตูออกมาได้ตั้งแต่แรกนั้นฟังดูเหลือเชื่อ เพราะตามปกติแล้วออร่าของคนจะเพียงแค่เรืองรองอยู่รอบๆ ร่างเท่านั้น หากเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกฝน หรือมีความสามารถก็จะมีออร่าที่เรืองรองมากกว่าคนทั่วๆ ไป แต่การที่ออร่าสามารถส่องลอดประตูออกมาภายนอกห้องได้นั้น ผมยังไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ก็ไม่แน่ว่าเหล่าศาสดาในสมัยโบราณนั้นอาจจะมีก็เป็นได้
สนธยาหันไปมองโทรทัศน์ที่เขาเปิดทิ้งเอาไว้พร้อมกับชี้ให้ผมดู
“ดูเหมือนจะเริ่มแล้วล่ะครับ”
ผมหันไปมองภาพบนจอ มีดวงไฟกลมๆ กำลังลอยอยู่ตรงกลางภาพ ผมเงี่ยหูพยายามฟังเสียงของผู้บรรยาย แต่เสียงนั้นเบามากจนผมฟังไม่รู้เรื่อง
“…อะไรหรือครับนั่น”
“สุริยุปราคาน่ะครับ เต็มดวงเสียด้วยคราวนี้”
ผมเริ่มเข้าใจความหมายของภาพบนจอ เงาดำเล็กๆ เริ่มปรากฏขึ้นที่ขอบของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์กำลังจะโคจรผ่านมาอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ และจุดเล็กๆ บนโลกที่เงาของดวงจันทร์จะพาดผ่านในคราวนี้ก็เป็นที่ตั้งของกรุงเทพพอดี
สีหน้าของคุรุเทพเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนท่านกำลังตื่นตกใจกับอะไรบางอย่าง ผมรีบถามท่านทันที แน่นอนด้วยภาษาท้องถิ่นของท่าน ผมไม่มั่นใจที่จะใช้ภาษาอังกฤษ มีความเป็นไปได้ที่สนธยาคนนี้อาจจะสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้
“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”
“ออร่าขององค์เทพ…กำลังค่อยๆ หดหายไปอย่างช้าๆ ผมไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย”
สนธยาพยายามฟังสิ่งที่พวกเรากำลังพูดคุยกัน ท่าทางที่ตกอกตกใจของคุรุเทพคงทำให้เขารู้สึกใจคอไม่ดี เขาคงคิดว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับพ่อของเขา แต่เขาก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเราพูดคุยกันอยู่
“มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณหมอคุรุนันท่านพูดอะไรหรือครับ…อาการของคุณพ่อเป็นยังไงบ้างครับ”
“…ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกครับ…ขอผมคุยกับคุณหมอท่านอีกสักครู่นะครับ แล้วผมจะอธิบายให้คุณฟังอีกที”
เขาพยักหน้าทำท่าเข้าใจ
“ตอนนี้ออร่าของท่าน…มันต่างกับในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ผมคิดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่บนจอโทรทัศน์ จึงรีบเล่าให้คุรุเทพฟังทันที ท่านมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอ เงาดำค่อยๆ กินลึกเข้ามาเรื่อยๆ จนตอนนี้เข้ามาถึงครึ่งดวงแล้ว ท่านหันกลับไปมองดูร่างที่นอนอยู่บนเตียงอีกครั้ง
“ข้าเข้าใจแล้ว…เป็นอย่างที่เจ้าคิดจริงๆ เจฟ สุริยคราสทำให้ร่างแบ่งภาคขององค์สุริยะเทพอ่อนแรงลง เมื่อคราสเต็มดวงออร่าของท่านก็คงจะไม่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเลย”
ผมหยุดคิดนิดหนึ่ง มีอะไรบางอย่างที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้จากเหตุการณ์นี้
“นี่เป็นโอกาสของเราแล้ว หากออร่าขององค์เทพไม่แตกต่างจากคนทั่วไป ก็หมายความว่าท่านสามารถที่จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยได้อย่างรวดเร็วใช่ไหมครับ”
คุรุเทพพยักหน้าเห็นด้วยช้าๆ มีท่าทางลังเลปรากฏขึ้นให้เห็นในสีหน้าของท่าน ผมหวังว่าท่านคงจะไม่มาเปลี่ยนใจเอาในนาทีสุดท้ายแบบนี้
สนธยาสำรวจดูร่างของพ่อที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แต่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้สังเกตุเห็นได้ ในสายตาของเขาพ่อยังคงดูเหมือนเดิม เหมือนกับเมื่อหลายวันที่ผ่านมา เครื่องมือต่างๆ ก็ยังคงทำงานไปตามปกติ ไม่มีเสียงเตือนหรือสิ่งผิดปกติใดๆ ปรากฏให้เห็น
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ…คุณหมอคุรุนันเพียงแต่สงสัยอะไรนิดหน่อย อีกสักครู่เมื่อเราตรวจอาการคุณพ่อของคุณเรียบร้อย คุณหมอคงต้องไปปรึกษากับคุณหมอท่านอื่นๆ เพิ่มอีกน่ะครับ ท่าทางกรณีนี้จะมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด”
“ครับ คุณหมอท่านอื่นๆ ที่ผมไปปรึกษาด้วยก็พูดแบบนี้เหมือนกัน…แต่ผมก็ยังไม่ยอมหมดหวังง่ายๆ การแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้าไปมาก และผมก็เชื่อมั่นในความก้าวหน้านี้”
ผมคิดว่านี่เป็นความคิดของคนส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ ความก้าวหน้าของวิทยาการต่างๆ พาเราให้ก้าวไปไกลในหลายๆ ด้าน แต่มันก็มีผลเสียอยู่เช่นกัน มันนำเราให้ออกห่างจากจิตวิญญาณของเราเองไปเรื่อยๆ การมีชีวิตอยู่คืออะไรกันแน่ หรือเพียงแค่มีชีวิตอยู่ให้นานที่สุดก็เพียงพอแล้ว
เงาดำค่อยๆ กินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็บดบังดวงอาทิตย์ไว้จนหมด ขอบสีแดงจางๆ ที่ปรากฏให้เห็นได้รอบๆ เงาดำนั้น คือเปลวไฟที่เกิดจากการลุกไหม้บนพื้นผิวของดวงอาทิตย์นั่นเอง ซึ่งตามปกติแล้วเราจะไม่สามารถมองเห็นได้เลย
“…ได้เวลาแล้วครับ”
ผมหันไปกล่าวกับคุรุเทพ ท่านพยักหน้าช้าๆ พร้อมกับยื่นมือออกไปอีกครั้ง ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง ผมหวังว่าคราวนี้ทุกอย่างคงจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นผมก็รู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง ดูเหมือนห้องทั้งห้องจะมืดสลัวลงอย่างฉับพลัน หรือจะเป็นเพราะผลกระทบจากปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบนท้องฟ้า แต่มันก็ไม่น่าจะมีผลกับห้องที่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าแบบนี้ได้ คุรุเทพเองก็มีท่าทางตกใจเหมือนกัน ท่านรีบหันมองไปรอบห้อง
“มีอะไรหรือครับ…”
ผมพูดได้แค่นั้นแล้วจู่ๆ ห้องทั้งห้องก็มืดมิดไปในทันที ผมมองไม่เห็นอะไรอีกเลยนอกจากความดำมืดที่ทอดยาวออกไปในทุกทิศทุกทาง ทุกอย่างในโลกนี้พลันสูญหายไปจนหมดสิ้น ผมยืนตัวสั่นพูดอะไรไม่ออก ผมไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อนเลย ผมหวาดกลัวในความไม่มีอะไรเลย หรือนี่จะเป็น ‘ความตาย’ ที่ทุกคนหวาดกลัวกัน
คุรุเทพเองก็ถูกความมืดประหลาดนี้เข้าครอบงำเช่นกัน แต่ท่านยังคงมองเห็นออร่าของคนที่อยู่ภายในห้อง ออร่าของสุริยะเทพที่นอนอยู่บนเตียง ออร่าของเจฟ กับสนธยาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ซึ่งท่านเห็นว่ามันกำลังค่อยๆ สลัวลงเรื่อยๆ และท่านก็ได้พบกับออร่าประหลาดที่ปรากฏขึ้นใกล้ๆ กับร่างของคนทั้งสอง
มันเป็นออร่าในรูปแบบที่ท่านไม่เคยพบเห็นมาก่อน ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือมันมีลักษณะตรงกันข้ามกับทุกสิ่งที่ท่านเคยเห็นมา และมันกำลังค่อยๆ เคลื่อนที่ใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ ท่านยื่นมือออกไปข้างหน้าเพื่อป้องกันตัวเอง แล้วท่านก็ได้เห็นเส้นสายของออร่าของท่านค่อยๆ กระจายออกจากมืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พวกมันค่อยๆ ลอยออกไปสู่เงาออร่านั้น
เมื่อออร่าของท่านสัมผัสกับออร่าประหลาดนั้นพวกมันก็ถูกกลืนหายไปในทันที ออร่าประหลาดนั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับออร่าของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล และมันยังมีพลังในการดึงดูดออร่าที่อยู่รอบๆ เข้าไปด้วย ท่านรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากออร่าของสิ่งมีชีวิตถูกดูดไปจนหมด ชีวิตของสิ่งนั้นก็จะสูญสลายไปด้วยเช่นกัน
คุรุเทพรู้แล้วว่าท่านกำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งใด
‘ราหู’
มันคือสิ่งที่กำลังคุกคามต่อจันทราเทวีนั่นเอง ตามปกติแล้วมันจะเกรงกลัวต่อองค์สุริยะเทพ และไม่กล้าทำอะไรอุกอาจมากถึงเพียงนี้ แต่คราวนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ยอมปล่อยโอกาสที่หายากนี้ให้หลุดมือไป หากมันสามารถเข้ามา ‘กิน’ จันทราเทวีได้สำเร็จ ความหายนะขั้นรุนแรงจะบังเกิดขึ้นแก่โลกอย่างแน่นอน
เงาดำนั้นเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และท่านไม่สามารถทำอะไรได้แล้วในตอนนี้
#####
มนัสยืนกระสับกระส่ายอยู่ที่หน้าประตู จนมานพต้องออกปากถาม
“เป็นอะไรหรือเปล่าพี่”
“ไม่รู้สิ…พี่รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้”
“ไม่สบายหรือเปล่าพี่ เสร็จงานแล้วแวะหาหมอหน่อยไหม ยังไงเราก็อยู่ในโรงพยาบาลกันอยู่แล้ว”
“…มันไม่ใช่ไม่สบายแบบนั้น…พี่เองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน”
ทั้งสองคนยังคงยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูตามที่เจ้าหน้าที่ซีไอเอคนนั้นบอก พวกเขาไม่รู้รายระเอียดในเรื่องที่กำลังทำอยู่นี้เลย มีเพียงคำสั่งลงมาว่าต้องให้ความสะดวกกับเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนนั้นในทุกๆ กรณี มนัสคิดว่ามีฝรั่งเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอจริงๆ ส่วนชายแก่ชาวอินเดียอีกคนหนึ่งนั้นดูไม่น่าจะใช่เลย
ทั้งสองคนหายเข้าไปในห้องมาพักหนึ่งแล้ว และพวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องยืนอยู่แบบนี้อีกนานแค่ไหน มีพยาบาลคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขาทั้งสอง มานพยิ้มกว้างพร้อมกับมองดูพยาบาลสาวหน้าตาน่ารักคนนั้น
“ขอเข้าไปในห้องหน่อยนะคะ”
พยาบาลคนนั้นก็ส่งยิ้มให้กับมานพ มนัสรีบตอบอย่างเป็นงานเป็นการทันที
“ขอโทษด้วยนะครับ มีเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ หากไม่ใช่เรื่องด่วนกรุณารอก่อนได้ไหมครับ”
พยาบาลสาวหุบยิ้มทันทีพร้อมกับหันไปจ้องหน้ามนัส มานพจึงรีบพูดขึ้น
“…ต้องขอโทษด้วยนะครับ ถ้าเสร็จเรื่องแล้วผมจะรีบไปบอกทันทีเลยนะครับ…เอ่อ…คุณ…”
“…จุ๋มค่ะ”
มานพยิ้มกว้างอีกครั้ง
“ครับคุณจุ๋มนะครับ ผมชื่อมานพ เรียกผมว่านพก็ได้ครับ”
พยาบาลสาวเดินย้อนกลับไปทางเดิมโดยมีสายตาของมานพมองตามไปตลอดทาง มนัสได้แต่ยืนส่ายหน้า แต่ในตอนนั้นเองที่ความรู้สึกไม่ปกติของเขาเพิ่มมากขึ้นอย่างรุนแรง เขาหันกลับไปมองที่ประตูด้วยความกังวล
“มีอะไรหรือเปล่าพี่”
มานพที่เห็นท่าทางของเขารีบถามขึ้น
“ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นข้างในนั้นแน่ๆ…ขอพี่เปิดเข้าไปดูหน่อยนะ”
“แต่เขาบอกว่าอย่าให้ใครเข้าไป…”
“ก็ไม่ได้จะเข้าไป แค่ขอแง้มดูนิดเดียวเท่านั้นเอง”
มนัสค่อยๆ แง้มประตูออกนิดหนึ่ง แต่ภายในห้องกลับมืดมากจนเขามองอะไรไม่เห็น มานพเองก็ชะเง้อคอมองแต่ก็ไม่เห็นอะไรเหมือนกัน มนัสจึงตัดสินใจที่จะเปิดประตูให้กว้างออก และในตอนนั้นเองที่ความมืดที่อยู่ภายในห้องก็เริ่มไหลออกมาสู่ภายนอก มนัสมองดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ความมืดไหลออกมาท่วมผ่านตัวเขาไป และเมื่อเขามองตรงเข้าไป สิ่งที่เห็นอยู่ภายในห้องคือเงาร่างสีดำที่น่ากลัวร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่ต่อหน้าชายชาวอินเดียคนนั้น
มนัสทำสิ่งเดียวที่เขานึกออกได้ในตอนนั้นทันที
#####
คุรุเทพที่กำลังจะหมดสติ มองเห็นแสงสว่างที่เจิดจ้าส่องผ่านประตูห้องเข้ามาปะทะเข้ากับออร่ามืดร่างนั้น พลังของมันพลันสั่นไหวแล้วอ่อนแรงลง ร่างของท่านจึงกลับเป็นอิสระอีกครั้ง
ท่านตัดสินใจหันกลับไปหาร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง นี่เป็นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของทุกคนเท่าที่ท่านพอจะนึกออก ท่านรีบยื่นมือออกไปข้างหน้าพร้อมกับทำสิ่งที่ท่านไม่เคยคิดที่จะทำมาก่อนเลยในชีวิต
จากการค้นคว้ากับหน่วยที่สิบสามในครั้งนั้นได้เปิดเผยอีกด้านหนึ่งของพลังของท่านออกมา ในเมื่อท่านสามารถใช้ออร่ากระตุ้นให้ออร่าของผู้อื่นกลับคืนสู่สภาวะดั้งเดิมได้ ในทางกลับกันท่านก็สามารถที่จะใช้ออร่าของท่านรบกวนออร่าของผู้อื่นให้เกิดความผิดปกติขึ้นได้เช่นกัน เมื่อกล่าวถึงที่สุดก็คือ หากท่านรบกวนออร่าของผู้อื่นจนถึงจุดวิกฤต ท่านก็สามารถฆ่าคนผู้นั้นได้
ร่างที่นอนอยู่บนเตียงกระตุกขึ้นสองครั้ง ก่อนที่อุปกรณ์ต่างๆ จะพากันส่งเสียงร้องเตือนออกมาอย่างบ้าคลั่ง แต่ท่านรู้ดีว่าทุกอย่างนั้นสายเกินไปเสียแล้ว ไม่มีหมอ หรือเครื่องมือใดๆ ในโลกนี้ที่จะสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้อีกแล้ว ร่างแบ่งภาคขององค์สุริยะเทพได้ตายไปแล้ว
ภาพบนจอทีวีแสดงให้เห็นการระเบิดบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์อย่างรุนแรงหลายครั้ง เปลวไฟที่มองเห็นอยู่รอบๆ เงามืดสีดำส่องสว่างเรืองรองขึ้นอย่างเจิดจ้า เงามืดที่ซ้อนทับอยู่หน้าดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านจากไป ซึ่งในครั้งนี้มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ตรวจพบว่า การเคลื่อนตัวออกนี้เกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่ได้มีการคำนวณเอาไว้
บรรยากาศในห้องพลันกลับคืนสู่สภาวปกติ สนธยารีบวิ่งเข้าไปหาคุณพ่อที่นอนอยู่บนเตียงพร้อมกับกดออดเรียกพยาบาล ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่จำเป็นเลย เพราะพยาบาลเหล่านั้นต่างกำลังพากันวิ่งมาที่ห้องนี้อยู่แล้ว
ผมไม่แน่ใจว่าในระหว่างที่กำลังเกิดเรื่องทั้งหมดนี้กับพวกเรา จะเกิดอะไรขึ้นกับสนธยาบ้างหรือไม่ เพราะดูเหมือนเขาจะไม่รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นเหมือนกับคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย
คุรุเทพพาผมเดินออกมาหาตำรวจไทยอีกสองคนที่ยืนรออยู่ ทั้งสองคนต่างพากันซักถามผมว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องอะไรกันแน่ ผมก็ได้แต่ตอบพวกเขาไปด้วยคำตอบมาตรฐานว่ามันเป็น ‘ความลับของซีไอเอ’
คุรุเทพให้ผมสอบถามตำรวจไทยสองคนนั้นว่าใครเป็นคนที่เปิดประตูเข้ามา ซึ่งคนที่แก่กว่ายอมรับว่าเขาเป็นคนเปิดเข้าไปเอง เขาบอกว่าเขารู้สึกแปลกๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจึงตัดสินใจเปิดประตูออกดู และหากสิ่งที่เขาทำส่งผลต่อการปฏิบัติงานในครั้งนี้เขาก็พร้อมที่จะรับโทษ
คุรุเทพยิ้มพร้อมกับให้ผมบอกเขาว่าท่านแค่อยากจะรู้ว่าหลังจากที่เปิดประตูแล้วเขาได้ทำอะไรบางอย่าง ท่านอยากรู้ว่าเขาทำอะไร
“ตอนนั้นผมกำลังตกใจมาก สิ่งเดียวที่ผมนึกออกก็คือ…การสวดมนต์…ผมจึงเริ่มสวดมนต์เหมือนกับที่เคยสวดก่อนนอนทุกคืน”
คุรุเทพทำท่าสนใจพร้อมกับบอกให้ผมขอให้เขาสวดมนต์เหมือนกับในตอนนั้นอีกครั้ง ในรอบแรกเขาสวดมนต์อย่างเคอะเขิน ท่านจึงให้เขาลองสวดดูใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาหลับตาลงแล้วจึงค่อยเริ่มสวดมนต์ เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งคุรุเทพก็ฉีกยิ้มกว้างออกมา
ท่านอธิบายให้ผมฟังว่า ในชั่วขณะหนึ่งนั้นท่านได้เห็นออร่าของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มันเปล่งแสงเจิดจ้าออกมาแต่ก็เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น การสวดมนต์ที่ดูเหมือนเป็นสิ่งธรรมดานี้ได้ทำให้จิตของเขาเข้าสู่สมาธิได้ชั่วขณะหนึ่ง และนั่นคือแสงที่ช่วยชีวิตทุกคนเอาไว้ในตอนนั้นนั่นเอง
ผมส่งข้อมูลสรุปทั้งหมดกลับไปให้หัวหน้า ภารกิจในครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง แต่ในตอนนั้นเองก็มีข้อความจากหัวหน้าส่งกลับมา ผมอ่านข้อความทบทวนไปมาสองรอบก่อนที่จะหันไปหาคุรุเทพ
“ท่านครับ ท่านพอจะตอบคำถามจากหัวหน้าของผมได้ไหมครับ”
คุรุเทพแสดงท่าทีสนใจ
“เขาอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ”
“ท่านจำได้ไหมครับ ในตอนแรกที่ท่านบอกว่ามีสิ่งหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาในระบบสุริยะของเรา”
“ใช่ ตอนนี้มันคงจากไปแล้ว เมื่อองค์สุริยะเทพทรงมีพละกำลังสมบูรณ์ดังเดิม มันก็ไม่กล้าทำอะไรอุกอาจเช่นนั้นอีกแล้ว”
“ครับ ทางนาซ่าแจ้งว่าเกิดการระเบิดที่พื้นผิวดวงอาทิตย์ติดต่อกันหลายครั้งในช่วงที่กำลังเกิดสุริยุปราคา ส่งผลให้ระดับพลังงานของดวงอาทิตย์กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง และสิ่งที่ทำให้เกิดสนามแรงโน้มถ่วงที่ผิดปกติก็หายไปด้วยในตอนนั้น พวกเขาเลยยังไม่ทันได้รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ท่านพอจะบอกได้ไหมครับ”
“ได้สิมันก็คือราหูนั่นเอง”
“ครับแล้วราหูมันเป็น…ท่านรู้ไหมครับว่าในทางดาราศาสตร์แล้วมันเป็นอะไร”
“มันก็คือ…หลุมดำ ยังไงล่ะ มันมีปากที่สามารถกลืนกินทุกสิ่งเข้าไปได้ แม้แต่แสงที่มีความเร็วสูงสุดก็ยังไม่อาจหลุดรอดออกมาได้เลย”
ผมมองหน้าท่านอย่างไม่เชื่อ
“…ท่านกำลังบอกว่า มีหลุมดำเคลื่อนเข้ามาในระบบสุริยะของเราอย่างนั้นหรือครับ”
“ใช่และหากเราทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ มันก็คงได้ตัวองค์จันทราเทวีไปแน่…รวมทั้งโลกของเราเป็นของแถมไปด้วย”
น่าสนใจครับ
แวบแรกผมถามตัวเองว่า นี่เป็น Sci-Fi หรือเปล่า
(แม้จะถูกเกริ่นไว้อย่างหนักแน่น ก็ตาม … หรือผมอาจจะหัวโบราณเกินไป อิ อิ)
แล้วผมก็จำได้ว่า งานของ asimov หลายๆชิ้น ก็ออกมาในลักษณะคล้ายๆอย่างนี้ (เรื่องเกี่ยวกับ ปีศาจ อะไรทำนองนั้น)
ส่วนงานของสมเถาว์ ผมยังไม่เคยอ่าน ครับ
ผมก็เลยมองว่า ถ้ามีการลงรายละเอียดมากกว่านี้
(ซึ่งผมเข้าใจเอาเองว่า จะปรากฎในตอนต่อๆไป นะครับ นะครับ (อิ อิ))
ก็สามารถกลายเป็น Sci-Fi ที่เข้มแข็งได้
เมื่ออธิบายด้วยแนวคิด หรือ หลักทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ อย่างเพียงพอ ซึ่งอาจจะขัดกับหลักวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ก็ได้นะครับ
(เช่นเรื่องหนึ่งผมอ่านใน มิติที่4 ลูกบอลที่เด้งสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะแทนที่มันจะคลายความร้อน(สูญเสียพลังงาน) มันกลับดูดซับพลังงาน(บอลเย็นตัวลงเรื่อยๆ) ยิ่งเด้งสูงขึ้น ยิ่งเร็วขึ้น และ โมเมนตัม มากขึ้น … แต่ผมจำตอนจบไม่ได้แล้ว)
หรือผมอยากเขียนเรื่องผีดูดเลือด(แต่ยังคิดไม่ทะลุ นะครับ)
ผมวางว่า เป็นอีกเผ่าพันธ์หนึ่ง(ในโลกเรานี่แหล่ะ)ที่ ระบบดูดซึมอาหารล้มเหลว แต่มี เมตาโบลิซึ่ม สูงมาก พวกเขาจึงเคลื่อนที่เร็ว และเซลก็สร้างตัวเองได้เร็วมาก จนดูเหมือนเป็นอมตะ แต่โดนแสงไม่ได้เพราะความร้อน จะทำให้ระบบเขาล้มเหลว
เนื่องจากระบบอาหารทำงานไม่ทัน เขาเลยต้องกินเลือดสดๆแทน
โดยทฤษฎีนี้ อุณหภูมิร่างกายเขาจะสูงมาก
อะไรทำนองนี้อะครับ
ส่วนเรื่องนี้ ผมว่า parallel universe หรือ string theory ก็น่าจะสามารถเอามาเล่นได้ นะครับ หรืออาจจะเป็น Sci-Fi Fantasy เต็มรูปแบบ แบบ The Lord of the Rings ไปเลย
วิธีการเล่าเรื่องและสำนวน คงไม่ต้องพูดถึงแล้วกระมังครับ