“คุณเป็นหมอทางรังสีใช่ไหมครับ”
“ผมเป็นหมอรังสีรักษา…ที่ใช้รังสีในการรักษาโรคมะเร็ง”
“อ้อ…พวกที่ฉายแสงรักษามะเร็งนั่นเอง”
“ใช่ครับ”
ดูเหมือนว่าการพูดคุยที่เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเกี่ยวกับอาชญาวิทยาในวันนี้จะมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย มานพมีเวลาพูดคุยกับชายคนนี้สองต่อสองในห้องเยี่ยมพิเศษเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ก่อนที่เจ้าหน้าที่เรือนจำจะมานำตัวเขากลับไปยังห้องขังเดี่ยวอีกครั้ง
หากชายวัยกลางคนผู้นี้ถอดชุดนักโทษที่สวมใส่อยู่ออกแล้วแต่งตัวใหม่ให้ดูดี เขาคงจะกลายเป็นหมอที่ดูมีความน่าเชื่อถือไม่น้อยเลยทีเดียว มานพเคยได้พูดคุยกับนักโทษคดีฆาตกรรมที่มีการศึกษาสูงๆ มาแล้วหลายราย แต่ยังไม่เคยเจอกับคนที่เป็นหมอมาก่อน โดยเฉพาะคดีแบบของหมอวิวัฒน์นี้แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยมาก่อนเลย
คดีฆาตกรรมที่เกิดจากฝีมือหมอในเมืองไทย ส่วนใหญ่มักจะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เป็นการฆ่าคนที่รู้จัก หรือมีความสัมพันธ์ต่อกันในรูปแบบต่างๆ แต่คดีของหมอวิวัฒน์คนนี้มีความแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เขาฆ่าคนไข้ของเขาเป็นจำนวนมากโดยไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย หลากหลายสาขาอาชีพ คนไข้ที่มารับการรักษากับเขาค่อยๆ ทยอยล้มตายลงเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้เรื่อง จนกระทั่งมีนักวิจัยคนหนึ่งได้เข้ามาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลการรักษาในโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่
ตัวเลขที่เปิดเผยออกมาทำเอานักวิจัยคนนั้นประหลาดใจจนต้องตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดใหม่อีกครั้ง แต่เขาก็ยังคงได้ตัวเลขออกมาเช่นเดิม ผลการรักษาของหมอวิวัฒน์นั้นมีอัตราการเสียชีวิตของคนไข้สูงถึงเกือบร้อยละแปดสิบ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเฉลี่ยโดยทั่วๆ ไปหลายเท่าตัว
ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีต่างๆ เจริญรุดหน้าไปมาก เครื่องมือ และวิธีการรักษาทางด้านรังสีก็มีการพัฒนาขึ้นเช่นกัน ผลการรักษาจึงไม่ควรที่จะย่ำแย่ถึงเพียงนี้ และคนที่ควรจะรู้ตัวได้ก่อนใคร ก็คือตัวของหมอที่ให้การรักษานั่นเอง
เขาหอบข้อมูลทั้งหมดไปขอเข้าพบกับผู้อำนวยการโรงพยาบาล เขาไม่คิดที่จะเข้าไปคุยกับหมอวิวัฒน์โดยตรง ซึ่งเขามาสารภาพในภายหลังว่าเพราะเกิดความหวาดกลัว ตัวเลขนี้ทำให้เขาเชื่อตั้งแต่แรกเลยว่าหมอวิวัฒน์นั้นตั้งใจฆ่าคนไข้ของเขาเอง และเขากลัวว่าหมอจะตัดสินใจฆ่าเขาด้วยที่มารู้ความลับในเรื่องนี้เข้า
ผู้อำนวยการรีบเรียกตัวหมอวิวัฒน์มาพบทันที โดยมียามร่างใหญ่สองคนยืนคอยอยู่ที่หน้าประตู แน่นอนว่าพวกเขามารออยู่หลังจากที่หมอเข้าไปภายในห้องของผู้อำนวยการเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองพกกระบอง กับเครื่องช็อตไฟฟ้ามาด้วย และพร้อมที่จะบุกเข้าไปภายในห้องได้ทุกเมื่อหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
ผู้อำนวยการบรรยายเหตุการณ์ภายในห้องให้กับตำรวจที่เข้าไปดำเนินการจับกุมว่า เขาได้เรียกให้หมอวิวัฒน์นั่งลงก่อนที่จะยื่นรายงานผลการวิจัยให้กับเขา และรอจนเขาพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายของกระดาษปึกนั้นก่อนที่จะถามขึ้นว่า
“ผมต้องการคำอธิบาย”
“…เกี่ยวกับฝีมือการรักษาที่ย่ำแย่ของผม”
ผู้อำนวยการสูดลมหายใจเข้าลึก เขายกสองมือขึ้นกุมประสานกันใต้คาง พร้อมกับวางศอกลงบนโต๊ะ และโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
“…คุณหมอ…คุณก็รู้ว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องของฝีมือเลย คุณทำแบบนี้ทำไม”
หมอวิวัฒน์จ้องหน้าเขานิ่ง
“…คุณจะแจ้งตำรวจ”
“ผมก็ไม่อยากทำแบบนั้น มันจะเกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงกับชื่อเสียงของโรงพยาบาล ผู้คนจะหวาดกลัวและไม่เชื่อถือในโรงพยาบาลของเราอีกต่อไป…”
หมอวิวัฒน์ยิ้มนิดหนึ่งก่อนที่จะพูดช้าๆ
“…ถ้าอย่างนั้น…คุณก็แค่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง…แล้วผมจะเป็นคนลาออกไปเอง”
ผู้อำนวยการแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน
“…ผมทำแบบนั้นไม่ได้…ถึงต้องกระทบกับความอยู่รอดของโรงพยาบาล ผมก็ปล่อยคุณไปไม่ได้ คุณทำเกินไปแล้ว คุณคิดอะไร คุณเป็นอะไรกันแน่…คุณ…ฆ่าพวกเขาทำไม”
“…คุณไม่มีวันจะเข้าใจผมหรอก”
หมอวิวัฒน์ตอบเบาๆ ผู้อำนวยการจ้องตาเขาอีกครั้งก่อนที่จะตัดสินใจถามออกไป
“…คุณยังปกติดีอยู่หรือเปล่า”
“ไม่รู้สิ…แต่ถึงยังไงทางตำรวจก็ต้องตรวจอยู่ดีว่าผมเป็นบ้าหรือเปล่า แต่พวกเขาคงจะภาวนาให้ผมเป็นปกติดี เพราะหากผมเป็นบ้า ผมก็สามารถใช้เรื่องนั้นในการต่อสู้คดีในศาลได้”
“…ไม่…คุณไม่ได้บ้า…”
ผู้อำนวยการพูดออกมาในที่สุด
“คุณไม่มีวันเข้าใจผมหรอก”
หมอวิวัฒน์พูดย้ำอีกครั้ง
“ผมก็หวังว่าจะไม่ต้องเข้าใจอะไรแบบคุณ…ตอนนี้ผมขอแนะนำให้คุณนั่งนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ตำรวจจะมาถึงในไม่ช้า ผมอยากให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบร้อยโดยไม่ต้องมีใครเจ็บตัวเพิ่มขึ้นอีก”
“…ครับ…”
แล้วทั้งสองก็นั่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดอะไรกันอีกเลยจนกระทั่งตำรวจมารับตัวหมอวิวัฒน์ไปดำเนินคดี เขารับสารภาพว่าเขาได้กระทำการอย่างตั้งใจเพื่อให้คนไข้ของเขาถึงแก่ความตายจริง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมในช่วงนั้น
มีการออกมาพูดกันถึงเรื่องจรรยาบรรณ และการเข้มงวดกวดขันในการตรวจสอบการทำงานของแพทย์ และสุดท้ายผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแห่งนั้นก็ต้องลาออกไป แต่ก็เหมือนกับเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นในสังคมไทยหลายๆ ครั้ง ที่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน สิ่งต่างๆ ก็เริ่มสงบลง แล้วผู้คนก็พากันลืมเลือนเรื่องราวในครั้งนั้นไป เหมือนกับเรื่องอื่นๆ อีกหลายสิบ หลายร้อยเรื่องที่เคยผ่านมา
มานพเริ่มถามคำถามเขาต่อ
“คุณไม่เคยรู้จักกับพวกเขามาก่อนเลย อะไรคือแรงจูงใจของคุณ…คุณฆ่าพวกเขาทำไม”
“…เพราะผมเป็นหมอ”
คำตอบของเขาทำเอามานพงง ถึงผลการตรวจทางจิตของเขาจะออกมาปกติดี แต่มานพก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าคนปกติดีที่ไหนจะสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้
“คุณเป็นหมอ และพวกเขาก็เป็นคนไข้ของคุณ จริงๆ แล้วคุณมีหน้าที่ที่จะต้องรักษาพวกเขาไม่ใช่หรือครับ หรือคุณจะบอกว่า…การฆ่าพวกเขาคือวิธีการรักษาของคุณ”
หมอวิวัฒน์ยิ้ม รอยยิ้มของเขานั้นดูอบอุ่น ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่อย่างสิ้นเชิง
“ผมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับการทำงานของผม…”
‘ใช่สิ’ มานพคิด เขาไม่มีครอบครัว อยู่ตัวคนเดียว เอาแต่ทำงานทั้งวันจนแทบจะเรียกได้ว่า เขาใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่ภายในโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่นั่นเอง
“…งานของผมคือการรักษา…แต่ไม่ใช่รักษาพวกเขา”
“ถ้าอย่างนั้นคนที่คุณรักษาคือใคร”
“ผมรักษาโลก”
“ผมรู้แล้วว่าคุณรักษาโรค แต่ผมถามคุณว่าคุณรักษาโรคให้กับใคร แล้วการฆ่าคนเหล่านั้นมันเกี่ยวข้องอะไรกับการรักษา…หรือว่าคุณแอบทำการวิจัยอะไรบางอย่างที่เป็นอันตรายจนคนเหล่านั้นต้องตายไป”
มานพเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นาๆ ในขณะที่หมอวิวัฒน์พยายามกลั้นหัวเราะ
“ผมบอกว่าโลก…ผมหมายถึงดาวโลกที่พวกเราอาศัยอยู่นี่ต่างหาก”
มานพทำหน้างง
“คุณรักษา…โลก ด้วยการฆ่าคนเหล่านั้นอย่างนั้นหรือ…คุณหมายความว่ายังไงกัน ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม”
มานพเคยได้ยินถึงการช่วยโลกด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การปลูกต้นไม้ การลดการใช้พลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การรีไซเคิล การใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างคุ้มค่า และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ไม่มีใครเคยออกมาเชิญชวนให้ฆ่าคนเพื่อช่วยโลกมาก่อนเลย
“คุณยังพอจะจำวิชาชีวะวิทยาที่เคยเรียนมาได้ไหมครับ”
“…ก็พอได้บ้าง ถามทำไมหรือครับ”
“ผมจะอธิบายอะไรบางอย่างให้คุณฟัง ถ้าคุณตามผมไม่ทันก็บอกได้เลยนะครับ ผมจะได้อธิบายเพิ่มเติมให้คุณเข้าใจ”
มานพพยักหน้า
“เอาล่ะ จะเริ่มต้นยังไงดี…เอาแบบนี้ละกัน คุณเคยคิดบ้างไหมครับว่าโลกของเราเป็นสิ่งมีชีวิต”
“…อะไรนะครับ”
หมอวิวัฒน์ยิ้มพร้อมกับจ้องหน้ามานพ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นปฏิกิริยาที่ถูกคาดเดาเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว
“ลองคิดแบบนี้ดูนะครับ ในร่างกายของเรามีเซลอยู่จำนวนนับล้านๆ และแบ่งเป็นชนิดต่างๆ มากมายหลายชนิด แต่ละชนิดต่างก็มีความพิเศษเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนั่นก็เพียงเพื่อที่จะทำให้เรากลายเป็น ‘เรา’ ขึ้นมานั่นเอง”
มานพพยักหน้า
“ทีนี้บนโลกของเราก็มีสิ่งมีชีวิตอยู่เป็นจำนวนนับล้านๆ เช่นกัน และแบ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ มากมาย ทั้งพืช สัตว์ และแม้แต่มนุษย์ ทั้งหมดนั่นต่างมีความแตกต่าง และหลากหลาย…นั่นฟังดูคล้ายกันไหมครับ”
มานพขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่หรอก มันไม่เหมือนกัน สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกนั้นเป็นปัจเจกที่แตกต่างกัน พวกมันไม่ได้เป็นเพียงแค่เซลๆ หนึ่ง พวกมัน…และรวมถึงพวกเราด้วย ต่างก็มีความเป็นตัวของตัวเอง”
หมอวิวัฒน์ส่ายหน้า
“คุณไม่เคยคิดบ้างหรือครับว่า เซลแต่ละเซลในร่างกายของเราเองก็อาจจะกำลังคิดแบบคุณอยู่ก็ได้ พวกมันต่างก็มีชีวิตของตัวเอง และไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของ ‘เรา’ ที่กำลังคุยกันอยู่ในตอนนี้”
หมอวิวัฒน์หยุดนิดหนึ่งเพื่อให้มานพได้ขบคิด
“ถ้าคุณลองนึกจินตนาการไปว่าคุณทำการศึกษาโลกจากมุมมองที่มีขนาดใหญ่กว่า โดยที่โลกคือสิ่งมีชีวิตหน่วยหนึ่ง สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อาศัยอยู่บนโลกซึ่งรวมถึงพวกเราด้วย ก็ไม่ต่างไปจากเซลในร่างกายของเรานั่นเอง”
มานพนิ่งอึ้ง เขาไม่เคยคิดอะไรแบบนี้มาก่อนเลย
“คราวนี้วกกลับมาที่ร่างกายของเราอีกครั้งนะครับ เชื้อโรคที่รับมาจากภายนอกร่างกายนั้นจะทำให้เราเกิดการเจ็บป่วยต่างๆ ก็จริง แต่มีการเจ็บป่วยอยู่ชนิดหนึ่งที่เป็นอันตรายร้ายแรง และมันเกิดจากการผิดปกติของเซลในร่างกายของเราเอง เมื่อพวกมันพากันละทิ้งหน้าที่ของตน และเอาแต่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า…”
“…มะเร็ง”
มานพต่อคำของหมอวิวัฒน์ให้จบ เขาเริ่มมองเห็นความเกี่ยวเนื่องอย่างแปลกประหลาดในสิ่งที่หมอวิวัฒน์กำลังพูดอยู่ แต่มันก็ยังฟังดูเหลือเชื่อมากเกินไปอยู่ดี
“ทีนี้เราก็กลับมาที่กรณีของโลก เซลต่างๆ บนโลกซึ่งก็คือสิ่งมีชีวิตทุกชนิดนั้นต่างทำหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด จนกระทั่งมีสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งเริ่มการวิวัฒนาการ ที่แตกต่างจากการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจำพวกอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง มันทำให้สิ่งมีชีวิตประเภทนี้เริ่มต่อต้านโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่”
ภาพต่างๆ ในหัวของมานพค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
“สิ่งมีชีวิตประเภทนี้เริ่มละทิ้งหน้าที่ของตนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโลก พวกเขาพากันขัดขืน ต่อต้าน วิถีของโลกอย่างสุดความสามารถ และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่อาจควบคุมได้ เบียดเบียนทั้งสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิตชนิดอื่นๆ ที่ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกเช่นกัน”
หมอวิวัฒน์ทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง รอยยิ้มที่เคยมีอยู่คล้ายกับเป็นเพียงหน้ากากใบหนึ่งที่ถูกปลดลงมา เปิดเผยให้เห็นถึงใบหน้าแท้จริงที่ถูกซุกซ่อนอยู่
“พวกมันก็คือมะเร็งของโลกนั่นเอง และวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ดีที่สุดนั่นก็คือ…”
หมอวิวัฒน์ยิ้มออกมาอีกครั้ง แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้มานพรู้สึกเย็นวาบไปตามไขสันหลัง
“…กำจัดพวกมันซะ”
มานพนั่งอึ้ง เขาเกิดความรู้สึกแปลกๆ คล้ายกับเวลาที่กำลังจะเป็นหวัด ตอนที่ยังไม่มีอาการอะไร แต่ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายไม่ค่อยปกตินัก
“ผมเป็นหมอที่ใช้รังสีในการฆ่ามะเร็ง แล้วจะมีอะไรเหมาะสมไปกว่าการใช้สิ่งเดียวกันนี้ในการฆ่าเหล่ามะเร็งร้ายที่กำลังกัดกินโลกใบนี้อยู่อีกล่ะ”
หมอวิวัฒน์เริ่มหัวเราะอย่างคุ้มคลั่ง ตอนนี้มานพไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าผลการตรวจทางจิตที่เคยทำไปแล้วนั้นจะมีความน่าเชื่อถือสักเพียงใด เพราะเขาคิดว่าชายคนนี้ต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ แต่สิ่งที่เขาพูดมาออกมานั้นกลับมีความดึงดูดใจชวนให้ขบคิดอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
ในตอนนั้นเองเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เดินเข้ามาพร้อมกับพาฝรั่งคนหนึ่งเข้ามาด้วย ซึ่งมานพรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาชายผมทองรูปร่างใหญ่ ที่ตัดผมสั้นเกรียนคนนี้อย่างประหลาด ถึงแม้ว่าเขาจะสวมใส่ชุดที่ดูเหมือนกับนักท่องเที่ยว แต่เมื่อดูจากกิริยาท่าทางที่นอบน้อมของเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้ว เขาคงไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วๆ ไปแน่
“ขอโทษด้วยนะครับคุณตำรวจที่ต้องเข้ามาขัดจังหวะ แต่พอดีมีคำสั่งด่วนให้เจ้าหน้าที่ซีไอเอคนนี้เข้าเยี่ยมคุณหมอวิวัฒน์น่ะครับ”
เจ้าหน้าที่เรือนจำคนนั้นลดเสียงให้เบาลงพอได้ยินกันเพียงสองคน
“คำสั่งโดยตรงจากท่านนายก…ให้เข้าเยี่ยมในทันทีเลยครับ”
เจ้าหน้าที่คนนั้นหยุดนิดหนึ่งก่อนที่จะกระซิบต่อ
“…ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย”
มานพพยักหน้าเข้าใจ พอดีกับที่เขาเองก็คงจะหมดเรื่องคุยกับหมอวิวัฒน์คนนี้แล้วเหมือนกัน เขาหันไปทางหมอวิวัฒน์ซึ่งยังคงนั่งหัวเราะไม่ยอมหยุด
“ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณหมอ…ยินดีที่ได้คุยกันนะครับ”
มานพลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่เรือนจำ แต่ก่อนที่จะเดินผ่านประตูออกไป เขารู้สึกเหมือนกับกำลังถูกจ้องมองอยู่ มานพจึงหันกลับไปมอง และได้เห็นฝรั่งคนนั้นกำลังจ้องมาที่เขาอยู่จริงๆ แล้วเขาก็นึกออกในตอนนั้นเองว่าได้เคยพบเจอกับฝรั่งซีไอเอคนนี้ที่ไหน
นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่เขากับพี่มนัสไปพบเจอกับเรื่องประหลาดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นนั่นเอง แต่ในครั้งนั้นฝรั่งซีไอเอคนนี้สวมใส่ชุดสูทสากลที่ดูเป็นทางการ จนทำให้เขาเกือบจะจำไม่ได้ มานพส่งยิ้มให้ แต่ฝรั่งกลับทำเป็นไม่สนใจ
หลังจากใช้เวลาอีกพักใหญ่ไปกับการจัดการกับเอกสารต่างๆ ที่มีมากมายจนหน้าเวียนหัว มานพก็รีบขับรถมุ่งหน้าออกจากเรือนจำไปยังสวนสาธารณะที่เป็นสถานที่นัดหมายของเขากับพยาบาลจุ๋ม ซึ่งพึ่งรู้จักคบหากันเมื่อไม่นานมานี้ทันที
#####
ผมนั่งลงตรงข้ามหมอวิวัฒน์ที่ยังคงหัวเราะไม่ยอมหยุด ผมรู้สึกเป็นห่วงชายคนนั้นที่พึ่งเดินออกไปอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ผมคงต้องจัดการกับธุระด่วนของผมในวันนี้ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน
เมื่อวานนี้ตอนที่ผมกำลังนอนเล่นอยู่ที่ชายหาดแห่งหนึ่งบนเกาะสมุย หญิงสาวชาวไทยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาพร้อมกับส่งยิ้มให้ ผมยิ้มตอบไปอย่างงงๆ พร้อมกับคิดว่า วันนี้คงจะเป็นวันโชคดีของผม
“อาร์…อาร์…ยู เจฟ”
เธอถามอย่างเขินๆ ผมพยักหน้า พร้อมกับเริ่มรู้สึกเอะใจที่เธอรู้จักชื่อของผม
“…ผมพูดไทยได้ครับ”
ผมตอบกลับไป ซึ่งทำให้เธอดูผ่อนคลายมากขึ้น เธอส่งโทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋วของเธอมาให้พร้อมกับพูดว่า
“ฉันคิดว่านี่เป็นโทรศัพท์ถึงคุณค่ะ”
ผมรับโทรศัพท์มาจากมือเธออย่างไม่ประหลาดใจ แต่ท่าทางเช่นนั้นของผมกลับทำให้เธอรู้สึกแปลกใจแทน ใช่สิเป็นใครก็คงต้องคิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดถ้ามีคนโทรมาหาโดยการโทรเข้าโทรศัพท์ของคนที่ไม่รู้จักกันแบบนี้
“มีอะไรหรือครับหัวหน้า”
ผมกรอกเสียงเซ็งๆ เข้าไปในสายเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงแบบที่ฟังออกได้ยาก
“มีเรื่องด่วน”
“…ผมกำลังพักร้อน”
“คุณต้องเดินทางไปกรุงเทพทันที ติดต่อกับทางสถานทูต รายละเอียดพร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็นจะเดินทางไปถึงพร้อมกับคุณ”
“เรื่องอะไรกันครับนี่”
“เลเวลอี…”
“ครับผม”
ผมปิดโทรศัพท์ส่งคืนให้หญิงสาวคนนั้นก่อนที่จะกล่าวคำขอบคุณแล้วลุกเดินจากไป เธอไม่มีวันรู้ได้เลยว่าหมายเลขที่โทรเข้ามานั้นคือหมายเลขอะไร แม้จะสอบถามไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์ของเธอพวกเขาก็จะตอบไม่ได้เหมือนกัน ตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมกังวลคือคำพูดสุดท้ายของหัวหน้า ‘เลเวลอี’
ระดับอีเป็นระดับพิเศษในการปฏิบัติงานที่ใช้กับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เหตุการณ์ที่ยังไม่อาจอธิบายได้ หรือเหตุการณ์ที่อธิบายได้ด้วยหลักการที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป วันพักร้อนของผมคงต้องสิ้นสุดลงเพียงแค่นี้
ผมรีบเดินทางเข้ากรุงเทพพร้อมกับตรงไปยังสถานทูตอเมริกาทันที ที่นั่นมีข้อมูลพร้อมกับอุปกรณ์เล็กๆ ชิ้นหนึ่งรอผมอยู่ ผมใช้เวลาทำความเข้าใจกับข้อมูลเหล่านั้นในขณะนั่งอยู่ในรถของทางสถานทูตที่กำลังมุ่งตรงไปยังเรือนจำพิเศษแห่งนี้
เจ้าหน้าที่เรือนจำดูเหมือนจะได้รับการติดต่อมาก่อนแล้วว่าจะมีเจ้าหน้าที่ซีไอเอเดินทางมาโดยรถของทางสถานทูต แต่พวกเขาคงไม่คิดว่าจะได้เห็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอที่แต่งตัวเหมือนกับนักท่องเที่ยวแบบผม ถ้าหากว่าไม่ได้รับการติดต่อมาก่อน หรือผมไม่ได้นั่งรถของทางสถานทูตมา เจ้าหน้าที่พวกนี้คงต้องเตะโด่งผมออกไปตั้งแต่แรกเห็นเป็นแน่
หมอวิวัฒน์หยุดหัวเราะพร้อมกับมองหน้าผม ดูเหมือนเขาจะพึ่งรู้ตัวว่าคู่สนทนาของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาขมวดคิ้วพร้อมกับถามขึ้นว่า
“ฮู อาร์ ยู”
สำเนียงภาษาอังกฤษของเขานับว่าพอใช้ได้ แต่ผมตอบเขากลับไปเป็นภาษไทยที่ชัดเจน
“สวัสดีครับคุณหมอวิวัฒน์ ผมชื่อเจฟ เป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอ”
เขามองดูชุดที่ผมสวมใส่อยู่แล้วอมยิ้ม
“ผมว่าคุณดูเหมือนนักท่องเที่ยวแถวถนนข้าวสารมากกว่า”
ผมไม่แปลกใจเลย เพราะแม้แต่ตัวผมเองก็ยังคิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน
“เขาคงไม่ยอมให้นักท่องเที่ยวจากถนนข้าวสารเข้ามาเยี่ยมคุณแบบนี้หรอกครับ”
“…นั่นสินะ จริงของคุณ…แล้วซีไอเอมีธุระอะไรกับผม…ผมไม่เคยไปก่อคดีอะไรในอเมริกามาก่อน”
“ครับเรารู้เรื่องนั้นดี แต่คุณก็เคยเดินทางเข้าออกอเมริกาหลายครั้งใช่ไหมครับ”
เขาจ้องหน้าผมเขม็ง
“…ใช่…ผมเคยไปประชุมเกี่ยวกับเรื่องโรคมะเร็งที่นั่นหลายครั้ง ที่ นิวยอร์ก เวกัส บอสตัน…”
“ใช่ครับที่บอสตัน เมื่อห้าปีก่อนใช่ไหมครับ”
“…ใช่”
“นั่นเป็นช่วงก่อนที่คุณจะเริ่มก่อคดีฆาตกรรมใช่ไหมครับ”
เขาเงียบไม่ยอมตอบ ผมจึงเริ่มรุกถามเขาต่อไป
“ที่การประชุมครั้งนั้นคุณได้พบ และพูดคุยกับ…คุณหมอเค หรือ หมอแครอล ใช่ไหมครับ”
“…ใช่”
เขารับคำเสียงอ่อยๆ ดูเหมือนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะยอมรับ
“คุณคงได้รับทราบข่าวของคุณหมอเคแล้วใช่ไหมครับ เพราะคดีของเธอเกิดขึ้นก่อนที่คุณจะถูกจับ”
“…ใช่…แต่นั่นมัน…เธอไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผม…”
“เธอถูกจับในข้อหาฆาตกรรม เช้าวันหนึ่งเธอไปทำงานที่โรงพยาบาลของเธอตามปกติพร้อมด้วยปืนกลกึ่งอัตโนมัติที่แอบซื้อมา เธอใช้มันกราดยิงเข้าใส่ผู้คนที่มานั่งรอรับบริการ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เธอถูกจับกุม และถูกตัดสินประหารชีวิตในที่สุด”
“…ผมรู้ เธอทำรุนแรงไปหน่อย…การรักษามันต้องค่อยเป็นค่อยไป”
“คุณคิดเหมือนเธอใช่ไหม”
“…คิดเรื่องอะไร…”
ผมจ้องหน้าเขา พร้อมกับหยิบอุปกรณ์เล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมา ผมแบมือออกให้เขาดู มันเป็นแท่งโลหะเรียบๆ คล้ายกับปากกาแท่งอ้วนๆ ที่ด้านข้างมีปุ่มเลื่อนอยู่เพียงอันเดียวซึ่งเป็นสีดำตัดกับผิวโลหะสีเงินแวววาวของมัน ผมเลื่อนปุ่มนั้นไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“…ไอ้นี่มันคืออะไร แล้วคุณเอามันมาทำไม เจ้าหน้าที่ไม่ได้ค้นตัวคุณก่อนเข้ามาหรือ”
“พวกเขาไม่กล้าค้นตัวผมหรอก และไม่ต้องตกใจไป มันไม่ใช่อาวุธ เจ้านี่จะสร้างคลื่นรบกวนที่ทำให้อุปกรณ์บันทึกทุกชนิดหมดสภาพชั่วคราวเท่านั้น สิ่งที่เราจะพูดคุยกันต่อไปนี้จะไม่ถูกบันทึกเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเสียง”
เขามองดูแท่งสีเงินในมือของผมอีกครั้งอย่างไม่ค่อยเชื่อถือ ผมกำมันเอาไว้ในมือเหมือนเดิมพร้อมกับพูดต่อไป
“หน่วยที่สิบสามของเราได้ทำการสอบสวนเธออีกครั้ง ก่อนที่เธอจะถูกฉีดยาให้นอนหลับไปตลอดกาล และผมต้องการรู้ว่าคุณคิดเหมือนเธอใช่ไหม”
“…เรื่องอะไร…”
“เรื่องโลกของเรายังไงล่ะ เรื่องโลกที่ต้องการการเยียวยา พวกคุณสองคนเป็นหมอรังสีรักษาเหมือนๆ กัน เธอบอกว่ามนุษย์คือมะเร็งร้ายที่กำลังกัดกินโลกนี้อยู่ และหนทางเดียวที่จะรักษาโลกให้ได้ก็คือการจัดการกับมนุษย์ คุณเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันใช่ไหม”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งแต่ก็พยักหน้าในที่สุด
“ผมมีคำถามที่ต้องการให้คุณคิดดูให้ดี”
คราวนี้เขานิ่งเงียบ ผมจึงเริ่มต้นถามคำถามของผม นี่เป็นขั้นตอนแรกของการปฏิบัติงานในครั้งนี้
“ก่อนหน้าที่คุณจะได้พบกับหมอเค คุณเคยมีความคิดแบบนั้นมาก่อนหรือเปล่า”
เขานิ่งคิดพร้อมกับส่ายหน้าช้าๆ
“ก่อนหน้านี้คุณรักษาคนไข้ทุกคนของคุณอย่างดีที่สุดใช่ไหม”
เขาพยักหน้า
“คุณเสียใจทุกครั้งที่คนไข้ของคุณจากไปใช่ไหม และดีใจทุกครั้งเช่นกันที่ผลการรักษาออกมาดีอย่างที่ควรจะเป็น”
“…ใช่”
“คุณเชื่อจริงๆ หรือว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเพียงแค่เซลๆ เดียวที่ไม่มีความสำคัญใดๆ เมื่อเปรียบเทียบกับโลกนี้ที่เป็นดวงดาวดวงหนึ่ง”
“โลกนี้มันมีชีวิตจริงๆ หรือ หรือเป็นเพียงความคิดของคุณเท่านั้นที่สร้างชีวิตให้กับโลกนี้ขึ้นมา เพราะมีมนุษย์อยู่ไม่ใช่หรือจึงสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของโลกใบนี้ได้”
เขาไม่ตอบคำถามของผมอีกแล้ว เขาเหงื่อออกจนเปียกชุ่มเสื้อที่สวมอยู่ ท่าทางของเขาดูสับสนมาก และนั่นหมายถึงได้เวลาแล้ว ผมเลื่อนปุ่มบนอุปกรณ์ในมือไปจนสุด
ผมไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น แต่ตอนนี้หมอวิวัฒน์เริ่มทำบางสิ่งบางอย่าง เขายกสองมือขึ้นปิดหน้าแล้วเริ่มร้องไห้ พร้อมกับพึมพำคร่ำครวญออกมา
“…ผมทำอะไรลงไป…โอ…ผมทำอะไรลงไป”
ภารกิจของผมเสร็จสิ้นลงแล้ว
#####
จุ๋มมานั่งรอแฟนคนใหม่ของเธอที่ม้านั่งกลางสวนสาธารณะแห่งนี้ได้พักหนึ่งแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลากลางวันแต่สวนแห่งนี้กลับเงียบมาก เงียบจนน่ากลัว ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ผิดพลาดของเธอที่นัดเขามาพบในที่แบบนี้
จักรยานยนต์คันเดิมแล่นผ่านมาอีกครั้ง จนเธอเริ่มรู้สึกผิดสังเกต จักรยานยนต์คันนี้วิ่งวนเวียนผ่านมาสองรอบแล้ว ชายสองคนบนจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยแบบปิดมิดชิดจนไม่เห็นใบหน้า แต่เธอรู้สึกว่าทั้งสองคนต่างมองมาที่เธอ ความรู้สึกถึงอันตรายกระตุ้นเตือนเธออีกครั้ง ได้เวลาต้องไปแล้ว
เธอตัดสินใจลุกขึ้นพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรบอกมานพว่าจะย้ายที่นัดพบใหม่ แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงอู้อี้ดังขึ้นที่ด้านหลังของเธอ
“จะรีบไปไหนจ๊ะ”
มีมือข้างหนึ่งเอื้อมมาจับแขนข้างที่ถือโทรศัพท์ของเธอ อะดรีนาลีนของเธอฉีดพล่าน เธอกระชากแขนข้างนั้นให้หลุดออกจากการยึดกุมได้สำเร็จ แต่ก่อนที่เธอจะออกวิ่ง ร่างของผู้ชายอีกคนหนึ่งก็พุ่งเข้ารวบตัวเธอจากทางด้านหลัง มีมือข้างหนึ่งเอื้อมมาปิดปากของเธอไว้ โทรศัพท์ในมือไม่รู้ว่ากระเด็นหายไปทางไหนแล้ว
ภาพของหมวกนิรภัยที่คุ้นตาหนึ่งในสองใบนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้ง อีกคนที่รวบตัวเธอเอาไว้ได้ คว้าแขนทั้งสองของเธอแล้วจับรวบไปทางด้านหลัง ก่อนที่จะกระชากตัวเธอให้ลุกขึ้นยืน ผ้าผืนหนึ่งถูกจับยัดเข้าไปในปากของเธอ
“วันนี้โชคดีฉิบหายเลย”
“เออรีบแก้ผ้าแล้วถ่ายรูปก่อนเร็ว”
ทั้งสองพากันหัวเราะอย่างคึกคะนอง น้ำตาของจุ๋มไหลรินออกมาเปื้อนสองแก้ม เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะต้องมาพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ เธอดิ้นอย่างสุดแรงแต่ความเจ็บปวดจากแขนที่ถูกจับรวบเอาไว้ทำให้เธอกรีดร้องออกมา ผ้าในปากของเธอหล่นลึกลงไปจนแทบจะอุดหลอดลม มันทำให้เธอทั้งเจ็บปวดทั้งหายใจไม่ออก เรี่ยวแรงที่เกิดขึ้นจากความตื่นกลัวเมื่อครู่หดหายไปจนหมด
ชายคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเอื้อมมือมาจับหน้าอกของเธอพร้อมกับเตรียมจะกระชากเสื้อของเธอออก
“หยุด”
พร้อมกับเสียงก็มีเท้าข้างหนึ่งลอยเข้ามาปะทะแผ่นหลังของชายคนนั้น มันล้มกลิ้งลงไปไม่เป็นท่า ทั้งสองมัวแต่สนใจหญิงสาวในกำมือจนไม่ทันรู้ตัวว่ามานพกำลังวิ่งเข้ามาหาด้วยความโกรธจัด
ชายอีกคนหนึ่งรีบปล่อยมือจุ๋มหมายจะช่วยเพื่อนของมัน มานพชักปืนออกมาจ่อไปที่กลางแสกหน้าของหมวกนิรภัย มันหยุดยืนนิ่งแล้วรีบยกมือทั้งสองขึ้นชูทันที มานพใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบไปที่ยอดอกของคนที่พึ่งจะถูกเขาถีบล้มลงอย่างเต็มแรง
“จุ๋มเป็นอะไรหรือเปล่า”
เธอพยายามยกมือขึ้นเพื่อล้วงผ้าในปากออกแต่ก็เป็นไปด้วยความยากเย็น เพราะทุกครั้งที่เธอพยายามจะยกแขนขึ้นความเจ็บปวดก็จะแล่นจู่โจมขึ้นไปตามแขนทั้งสองข้าง จนทำให้การล้วงผ้าแค่ผืนเดียวนั้นก็ยังทำไม่ได้
มานพกระชากแขนของคนที่ยืนอยู่ลงมาพร้อมกับบอกให้มันเอามือไพล่หลัง เขาสับกุญแจมือให้รัดข้อมือมันจนแน่นก่อนที่จะถีบให้ล้มนอนคว่ำหน้าลง เขาเหยียบมันซ้ำอีกครั้ง ก่อนที่จะใช้เท้าเตะที่สีข้างของคนที่นอนอยู่ก่อนอีกสองที เขาบอกให้มันนอนคว่ำหน้าลงเช่นกันพร้อมกับจับใส่กุญแจมืออีกคู่หนึ่ง
เมื่อจัดการทั้งสองเรียบร้อย เขาจึงค่อยเก็บปืนแล้วรีบเข้าไปช่วยจุ๋ม เขาช่วยเธอล้วงเอาผ้าผืนนั้นออกมาจนได้ เธอโก่งคออาเจียนหลายครั้ง ทั้งน้ำตา น้ำมูก และน้ำลายไหลเปื้อนเนืองนองใบหน้า มานพมองเห็นแล้วยิ่งบันดาลโทสะ เขาตรงเข้าไปเตะพวกมันทั้งสองอีกหลายครั้ง
จุ๋มยืนร้องไห้โดยมีมานพพยายามช่วยปลอบโยน ในที่สุดเธอก็สงบลงจนได้ มานพส่งผ้าเช็ดหน้าของเขาให้เธอ ซึ่งเธอก็รับเอามาเช็ดใบหน้าเปื้อนๆ ของเธอแต่โดยดี เมื่อเรียบร้อยแล้ว เธอก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่
จุ๋มสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกับจ้องหน้ามานพ เธอยิ้มให้เขาได้ในที่สุด มานพยิ้มตอบอย่างโล่งใจ ดูเหมือนว่าเธอจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งใช้ได้ทีเดียว
“คุณกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะวอเรียกคนอื่นให้มาช่วยรับไอ้พวกนี้ไปเข้าคุกเอง”
“…แต่ว่า แล้วเรื่องคดี…”
“ผมจัดการเอง ถ้าต้องการคุณเมื่อไหร่ผมจะติดต่อไปเอง”
“…ขอบคุณค่ะนพ”
“โธ่…มีผัวเป็นตำรวจก็ไม่บอก”
เสียงอู้อี้ดังมาจากหนึ่งในสองตัวที่นอนคว่ำหน้าอยู่ อีกคนหนึ่งส่งเสียงสนับสนุน
“ไว้ออกจากคุกเมื่อไหร่ จะตามไปทักทายถึงบ้านเลยนะจ๊ะ”
จุ๋มหน้าถอดสี มานพรีบประคองเธอเดินห่างออกมาพร้อมกับปลอบเธอ
“ไม่ต้องไปกลัวหรอก พวกมันก็ได้แต่เห่าไปอย่างนั้นเอง ไอ้พวกนี้ก็แบบนี้แหละ จุ๋มรีบกลับไปก่อนดีกว่า ถ้าไม่ค่อยสบายใจก็ชวนเพื่อนมานอนด้วยสักคืนสองคืนนะ”
“…ค่ะ”
“เสร็จเรื่องแล้วผมจะรีบโทรหานะ…แล้วถ้ายังไม่ดึกมากผมจะแวะไปหา”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ จุ๋มไม่เป็นไร นพทำงานไปเถอะ”
มานพมองส่งแฟนสาวที่เดินจากไป เธอแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดไว้มาก เขาหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เขาเดินย้อนกลับไปหาสองคนที่นอนคว่ำหน้าอยู่ เขาปลดหมวกของพวกมันออกมาแล้วก็ต้องแปลกใจ ทั้งสองคนยังคงเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยรุ่นเท่านั้นเอง
ความคิดของเขาวนเวียนกลับไปหาคำพูดที่แปลกประหลาดของหมอวิวัฒน์ แต่เขาคิดเห็นต่างไปจากนั้น โลกก็เป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งมันจะมีชีวิตได้อย่างไรกัน แต่คำพูดของหมอวิวัฒน์นั้นก็มีส่วนถูกอยู่เช่นกัน อย่างน้อยเจ้าสองตัวที่นอนอยู่นี้ก็คือหลักฐานที่ดี
มนุษย์บางคนนั้นทำตัวเองให้กลายเป็นมะเร็งร้ายของสังคม พวกมันทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ มีอยู่วิธีการเดียวที่จะจัดการพวกมันได้อย่างเด็ดขาด มานพล้วงปืนของเขาออกมาถือเอาไว้ ทั้งสองคนที่นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นต่างยังไม่รับรู้ถึงชะตากรรมของตนเอง
“คุณกำลังจะทำอะไร”
เสียงเรียบๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขาหันกลับไปพร้อมกับยกปืนในมือขึ้นแต่ก็ยังช้าเกินไป มือที่แข็งแรงข้างหนึ่งบีบทั้งปืน และมือของเขาพร้อมกับกดแรงลงมาจากด้านบน หากเขายังคงฝืนต่อไปคงเป็นฝ่ายที่จะถูกจู่โจมให้ล้มลง ชายคนนี้ได้รับการฝึกมาอย่างดี
“ผมมาช่วยคุณนะ คุยกันหน่อยสิ”
เสียงเรียบๆ นั้นพูดต่อ มานพพึ่งเห็นหน้าชายคนนี้ได้ถนัด เขาคือฝรั่งซีไอเอคนเดิมนั่นเอง
“คุยกันได้ไหม”
ผมถามย้ำอีกครั้ง แรงขืนในมือของเขาค่อยๆ ลดลง ผมตัดสินใจปล่อยมือที่ยึดปืนของเขาเอาไว้ พร้อมกับใช้มืออีกข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเพื่อเลื่อนปุ่มของอุปกรณ์ที่ผมพึ่งใช้กับหมอวิวัฒน์เมื่อครู่นี้ ผมเลื่อนปุ่มมันไปเพียงเล็กน้อยก่อน
“คุณคิดจะทำอะไร”
ผมถามเขาเบาๆ เขามองหน้าผมก่อนที่จะกัดฟันตอบ
“พวกชั่วนี่มันทำร้ายแฟนผม พวกมันเป็นแค่เศษเดน…เป็นมะเร็งร้ายของสังคม ผมก็แค่จะทำให้สังคมนี้ดีขึ้นเท่านั้นเอง”
‘มะเร็ง’ อย่างนั้นหรือ เป็นอย่างที่ผมกังวลจริงๆ โชคดีที่ผมตัดสินใจติดตามเขามา ชายคนนี้ ‘ติดโรค’ จากหมอวิวัฒน์จริงอย่างที่ผมสงสัย
“อย่าลืมสิคุณเป็นตำรวจ คุณไม่มีหน้าที่ไปตัดสินความผิดของใคร”
“แต่ถ้าปล่อยไว้สุดท้ายพวกมันก็จะกลับออกมาก่อเรื่องอีก”
“ถ้าอย่างนั้นคุณคงจะต้องไปจัดการกับทุกคนที่อาจจะก่อเรื่องใช่ไหม”
“…นั่นมัน…”
“เขาสอนคุณมาอย่างไร คุณเป็นตำรวจ คุณไม่อาจไปตัดสินใคร คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ คุณไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้ มนุษย์เรามีความสามารถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง”
“…”
“หยิบวิทยุของคุณออกมาแล้วเรียกเพื่อนคุณให้มาช่วยกันรับตัวพวกนี้ไปดีกว่า”
“…ครับ”
เขารับคำในที่สุด ผมเลื่อนปุ่มเครื่องมือไปจนสุด โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของวัยรุ่นคนหนึ่งที่นอนคว่ำหน้าอยู่ระเบิดเบาๆ จนเขาส่งเสียงร้องโวยวายออกมาด้วยความตกใจ โทรศัพท์มือถือของจุ๋มที่ตกหายไปเมื่อครู่ก็ระเบิดขึ้นจากในพงหญ้าเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น”
มานพรู้สึกมึนๆ แปลกๆ และตกใจกับการระเบิดที่เกิดขึ้น เขาแปลกใจในความคิดเมื่อครู่ของตน เขาอาจจะโกรธมากเกินไป จนทำให้ความคิดของเขาสับสน เขาจะฆ่าเด็กวัยรุ่นสองคนนั้นไปทำไมกัน นั่นเป็นความคิดบ้าๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
“ผลข้างเคียงเล็กน้อยน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก”
ผมรีบปิดเครื่องมือเล็กๆ ในกระเป๋า จากการทดลองเครื่องมือที่ผมใช้อยู่นี้หลายสิบครั้งในสถานการณ์ต่างๆ บางครั้งมันอาจจะกระตุ้นให้เกิดการระเบิดของวงจรบางชนิดได้ แต่การระเบิดนั้นไม่รุนแรงนัก สุดท้ายมันจึงได้รับอนุญาตให้นำออกมาใช้งานจริงในภาคสนามได้
“ขอบคุณนะครับ คุณ…ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลย ตั้งแต่เจอกันเมื่อคราวที่แล้ว”
“ผมเจฟครับ”
“ผมมานพครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
ผมเองก็พึ่งนึกออกว่าเคยเจอกับเขามาก่อนในตอนที่มากรุงเทพกับท่านคุรุเทพเพื่อนต่างวัยชาวอินเดียของผมในคราวที่แล้ว สำหรับผมแล้วหน้าตาของคนเอเชียนั้นแยกออกได้ยาก แต่ในทางกลับกันผมก็เคยได้ยินท่านคุรุเทพบ่นเช่นกันว่าหน้าตาแบบอเมริกันของผมนั้นมันเหมือนๆ กันไปหมดในสายตาของท่านเช่นกัน
“ผมคงต้องขอตัวก่อน เดี๋ยวพวกของคุณก็คงจะมาถึงแล้ว งานของผมที่นี่ก็เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วด้วย”
“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”
ผมอำลาจากเขามาด้วยดี และปิดคดีได้เรียบร้อยไปอีกคดีหนึ่ง หน่วยที่สิบสามของเราได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกรณีกลุ่มลัทธิความเชื่อที่มีความแปลกประหลาดทั่วโลก ว่าทำไมจึงยังสามารถชักจูงผู้คนให้มาเข้าร่วมด้วยได้ มีความลึกลับอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
ทีมวิจัยได้ค้นพบคลื่นสมองแปลกๆ ที่มีลักษณะเฉพาะตัวในคนกลุ่มนี้ ที่สำคัญเหล่าบรรดาผู้นำ และสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มลัทธิเหล่านี้สามารถที่จะทำให้คนปกติทั่วๆ ไปเกิดลักษณะคลื่นสมองแบบนี้ขึ้นได้อย่างถาวร เพียงแค่ด้วยการพูดคุยเท่านั้น
เมื่อใดก็ตามที่ผู้ฟังเกิดความคิดคล้อยตามคำพูดของพวกเขา คลื่นสมองที่มีลักษณะเฉพาะตัวนั้นก็จะเกิดขึ้นในคนผู้นั้นทันที พร้อมทั้งความคิดของเขาก็จะถูกเปลี่ยนไปอย่างถาวรด้วยเช่นกัน ทีมวิจัยเรียกปรากฏการณ์ชนิดนี้ว่าเป็น ‘โรคติดต่อทางจิต’ ซึ่งผมคิดว่าตั้งชื่อได้ตรงดีทีเดียว
ในโลกนี้มีกลุ่มลัทธิที่เป็นอันตรายต่อสังคมอยู่ไม่น้อย หากปล่อยให้มันแพร่กระจายต่อไปโดยไม่มีการจัดการที่เหมาะสม คงต้องกลายเป็นอันตรายร้ายแรงในภายหลัง ทางหน่วยที่สิบสามจึงทุ่มเทเวลาและทรัพยากรอย่างไม่อั้นเพื่อค้นหาหนทางป้องกันรักษาโรคติดต่อทางจิตนี้
แล้วในที่สุดเราก็ได้พบคำตอบที่ไม่น่าเชื่อ ‘เครื่องรบกวนอุปกรณ์บันทึก’ ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่เราใช้อยู่ มันทำงานด้วยการส่งคลื่นออกไปรบกวนอุปกรณ์บันทึกที่เป็นดิจิตอลให้ทำการลบข้อมูลของตัวเองออกไป เมื่อผ่านการปรับแต่ง และอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม ก็สามารถลบคลื่นสมองประหลาดนี้ได้ด้วยเช่นกัน
สถานการณ์เหมาะสมที่ว่านั่นก็คือ เมื่อความคิดของพวกเขาถูกสั่นคลอน เมื่อพวกเขาเกิดความไม่แน่ใจในความเชื่อของตน นั่นคือเวลาที่เหมาะสมในการลบมัน ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อคนผู้นั้น เท่าที่เรารู้
สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่รู้ก็คือมันเกิดขึ้นจากอะไร และตั้งแต่เมื่อไร บางทีมันอาจจะเป็นเจตจำนงของธรรมชาติที่ต้องการต่อต้านพวกเราเหล่ามนุษย์ก็เป็นได้ บางครั้งผมก็คิดเหมือนกันว่ามนุษย์เรานั้นทำอะไรล้ำเส้นมากจนเกินไป แต่เราก็เลยผ่านจุดนั้นไปนานแล้ว เราถอยกลับไปไม่ได้แล้ว
‘อืม บางทีกลับไปคราวนี้ผมคงต้องไปตรวจคลื่นสมองซะหน่อยแล้ว’
ติดตามอ่านอยู่ครับ
ขอบคุณครับ คุณ niraj
ผมเขียนเจฟเอาไว้ 5 ตอนแล้ว
ไว้จะเอาตอนที่ 3 มาลงต่อ
หลังจากที่ได้อ่าน comment ที่ให้ไว้ในตอนแรก
ผมเลยตัดสินใจที่จะไม่เอาตอนที่ 4 – 5 มาลงแล้ว
เพราะมันออกเป็นแนวเรื่องลึกลับยิ่งกว่าอีก
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะครับ
ถ้าผมเขียน Fantasy เรื่องล่าสุดจบเมื่อไร
ก็ว่าจะหันมาลองเขียน Sci Fi เรื่องยาว ดูสักครั้งครับ
อ้าว … ไหง เช่นนั้นเล่าท่าน
คือ จริงๆแล้ว ผมมองว่า ใส่แนวคิดในส่วนของร่างแยก อีกนิดหน่อย
(อาจจะเป็น ทฤษฎีสตริง(เชื่อมต่อผ่าน string) หรือ จุดบรรจบของจักรวาลคู่ขนาน)
ผมว่าก็น่าจะใช้ได้แล้ว นะครับ
บรรยายกาศใกล้เคียง x-files มากๆ ซึ่งจะเห็นว่า มัลเดอร์ ตั้งสมมุติฐานมากมาย แต่ก็ไม่ได้รับการอธิบายอย่างชัดเจนในเชิงวิทยาศาตร์
ผมก็เลยมองว่า แท้จริงแล้ว เพิ่มสมมุติฐานเข้าไปอีกหน่อย ก็ใช้ได้แล้วครับ
(เชียร์สุดฤทธิ์เพราะอยากอ่าน อิ อิ)