ดอกเตอร์โจนน์ยืนลุ้นอย่างใจจดใจจ่อในขณะที่พวกคนงานกำลังช่วยกันใช้รอกยกแผ่นหินขนาดใหญ่ขึ้นจากพื้น เสียงรอกหมุนไปอย่างเป็นจังหวะ ในขณะที่ขอบของแผ่นหินก็ค่อยๆ เผยอขึ้นทีละน้อย สี่นิ้ว ห้านิ้ว ในใจของเขาดูเหมือนว่าความหนาของหินแผ่นนี้จะไม่มีวันจบสิ้น
แต่แล้วก็มีเสียงแปลกๆ ดังขึ้น อากาศเย็นๆ อับๆ ฟุ้งกระจายออกมาจากช่องว่างใต้แผ่นหิน มันคงเป็นอากาศของช่วงเวลาในอดีตตั้งแต่เมื่อสามพันกว่าปี ก่อนที่ช่องลับแห่งนี้จะถูกปิดตายเอาไว้
หัวใจของเขาเต้นระรัวอย่างตื่นเต้น
‘หีบแพนโดร่าได้ถูกเปิดออกแล้ว’
#####
ย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อน ดอกเตอร์โจนน์ยังคงทำงานของเขาอย่างเซ็งๆ ปิรามิดเล็กๆ แห่งนี้ถูกพวกโจรขโมยสุสานขุดไปตั้งแต่ก่อนที่จะมีใครมาพบ หนำซ้ำทีมที่มาสำรวจมันในครั้งแรกๆ ก็ทำตัวไม่ต่างจากพวกโจรเหล่านั้น พวกเขาขนทุกอย่างที่ดูพอจะมีราคาออกไปจนหมด โดยไม่สนใจกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาโบราณวัตถุที่ถูกพบในปิรามิดมักได้รับความสนใจในตลาดมืดอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับพวกที่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องๆ หนึ่ง ชีวิตหลังความตาย หรือ ชีวิตอมตะ นั่นเอง
เขาจำได้ว่ารู้สึกสะอิดสะเอียนเพียงไหนเมื่อได้ยินถึงสิ่งที่พวกเศรษฐีเพี้ยนๆ เหล่านั้นทำกับมัมมี่ที่พวกเขาซื้อมาจากตลาดมืด พวกเขาป่นมันเป็นผงแล้วเชิญเพื่อนๆ มาร่วมกันกินยาอายุวัฒนะสูตรพิสดารนี้แกล้มกับไวน์ราคาแพงลิบ
ปิระมิดเล็กๆ หลังนี้แทบจะไม่เหลืออะไรให้เขาศึกษาได้อีก แม้แต่แผ่นหินจารึกที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าก็ถูกสกัดออกไปจนเกือบหมด ไม่มีร่าง ไม่มีวัตถุใดๆ หรือแม้แต่ชื่อของผู้ที่เคยนอนสงบนิ่งอยู่ในสถานที่แห่งนี้หลงเหลืออยู่
เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษารายละเอียดของโครงสร้างหลักที่เหลือเพียงคร่าวๆ ไม่มีอะไรควรค่าให้ต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้ ในที่สุดเขาก็สั่งให้ลูกทีมเริ่มทำการเก็บข้าวของ เขาจะติดต่อขอย้ายไปทำการศึกษาปิรามิดเล็กๆ อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่ไกลนัก และเขาหวังว่ามันจะยังมีอะไรหลงเหลืออยู่มากกว่านี้
เขานั่งทบทวนรายละเอียดโครงสร้างทั้งหมดของปิรามิดแห่งนี้อยู่ภายในห้องทำงานชั่วคราวที่จะถูกรื้อเป็นสิ่งสุดท้ายในเช้าวันพรุ่งนี้ มีเสียงที่คุ้นเคยเรียกเขาจากด้านหลังผ้าใบที่ใช้เป็นประตู
“อาจารย์ครับ”
“มีอะไรหรือวิล”
คนที่ถูกเรียกว่า วิล เปิดผ้าใบเข้ามาในห้อง เขาคนนี้เป็นลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยที่ดอกเตอร์โจนน์สอนอยู่ ซึ่งขอร่วมทีมสำรวจในครั้งนี้ด้วยเพื่อเรียนรู้การทำงานในภาคสนาม เขาเป็นคนผิวขาว รูปร่างผอม ท่าทางของเขาดูไม่ค่อยเหมาะกับงานภาคสนามแบบนี้ เขาดูเหมาะที่จะอยู่ตามห้องสมุด หรือห้องทดลองเสียมากกว่า
“คนงานของเราเจออะไรบางอย่างที่น่าสนใจเข้าครับ”
“…พวกเขาเจอมัมมี่ซ่อนอยู่ใต้ก้อนหินหรือไงกัน”
วิลไม่ตลกไปกับมุขของเขา
“พวกเขาเจอรูปอะไรแปลกๆ บนกำแพงด้านหน้าของปิรามิดน่ะครับ”
“กำแพงนั่นน่ะแทบจะไม่มีอะไรเหลือแล้ว พวกเขายังจะเจออะไรได้อีก”
“ผมลองไปดูมาแล้ว เลยอยากให้อาจารย์ช่วยไปดูหน่อยครับ”
ท่าทีลับๆ ล่อๆ ของวิลทำให้เขารู้สึกสนใจ เขารีบติดตามลูกศิษย์ของตนไปยังกำแพงหินนั้นทันที ที่นั่นมีคนงานหลายคนกำลังยืนจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ พวกนั้นพากันชี้ไม้ชี้มือไปที่บริเวณหนึ่งบนกำแพง แต่พอพวกคนงานเห็นเขาทั้งหมดก็หยุดพูดคุยกันทันที ทุกสายตาพากันหันมาจับจ้องอยู่ที่เขา
“นี่มันอะไรกัน”
ท่าทางของทุกคนทำให้เขารู้สึกกระสับกระส่าย
“พวกเขากำลังรอให้อาจารย์อธิบายสิ่งที่พวกเขาเห็นกันน่ะครับ”
เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ กำแพงพยายามมองไปยังที่ๆ พวกคนงานชี้ไม้ชี้มือกันอยู่เมื่อครู่ ท้องฟ้ายามนี้กำลังค่อยๆ มืดลงแล้ว พวกคนงานช่วยกันฉายไฟส่องไปยังจุดๆ หนึ่ง ที่อยู่ในบริเวณด้านบนของแผ่นหิน ตอนแรกเขายังมองอะไรไม่เห็นอะไรนอกจากผิวหน้าของหินที่ถูกสกัดเอาภาพและคำจารึกต่างๆ ออกไปจนเละ
ในที่สุดเขาก็สังเกตเห็นภาพของอะไรบางอย่างหลงเหลืออยู่ระหว่างรอยสกัดเหล่านั้น เขาทำการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เก็บอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างรวดเร็ว พยายามนึกให้ออกว่ามันควรจะเป็นอะไรกันแน่ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ตรงกับสิ่งใดๆ เลยเท่าที่เขาเคยพบมา
มันเป็นภาพรูปวงรีซ้อนกันสองชั้น ส่วนที่กว้างของวงรีขยายออกไปตามแนวนอน พร้อมกับมีเส้นขีดสั้นๆ ที่เหมือนกับจะแสดงว่ามันกำลังเปล่งประกายขีดอยู่โดยรอบ ไม่ใช่ดวงตา ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ หรือ ตัวอักษรใดๆ ที่เขาพอจะนึกออก
“อืม…ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่ามันเป็นรูปของอะไร หรือจะหมายถึงอะไรกันแน่ กำแพงนี่ก็ไม่มีรายละเอียดอื่นๆ ให้ผมใช้เชื่อมโยงได้ด้วยว่ามันบอกเล่า หรือจารึกเรื่องอะไรเอาไว้”
เขามองผ่านใบหน้าของคนงานที่ยืนล้อมวงอยู่
“แต่ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องแปลกอะไร…มันก็แค่ส่วนหนึ่งของภาพ หรือจารึกอะไรสักอย่าง ไม่เห็นจะต้องตื่นเต้นกันขนาดนี้เลย”
วิลพูดขึ้นเบาๆ
“พวกเขาคิดว่า พวกเขารู้ว่ามันเป็นรูปของอะไรครับ”
เขาหันไปมองหน้าลูกศิษย์อย่างแปลกใจ ก่อนที่จะถามขึ้นว่า
“…แล้ว…พวกเขาคิดว่ามันเป็นรูปของอะไรกันล่ะ”
“…จานบิน ครับ”
ใบหน้าของเขาว่างเปล่าก่อนที่จะถามขึ้นอีกครั้ง
“เธอพูดว่า…จานบิน อย่างนั้นหรือ”
“ครับอาจารย์ พวกเขาคิดว่ามันเป็นรูปของจานบิน หรือยูเอฟโอนั่นแหละครับ”
เขาเริ่มส่งเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอก่อนที่จะกลายเป็นการระเบิดเสียงหัวเราะอย่างควบคุมไม่ได้ในที่สุด
“ฮ่า…จาน…บิน อย่างนั้นหรือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเขาไปเอาความคิดบ้าๆ แบบนั้นมาจากไหนกัน”
ใบหน้าที่ดูจริงจังของเหล่าคนงานที่ยืนรายล้อมอยู่ทำให้ดอกเตอร์โจนน์ต้องหยุดหัวเราะลง เขาหันไปหาพวกเขาแล้วพูดด้วยภาษาอังกฤษอย่างช้าๆ พวกคนงานเหล่านี้สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว
“ผมไม่รู้ว่าพวกคุณคิดไปเอาความคิดนี้มาจากไหน แต่ผมมีอะไรจะบอกพวกคุณไว้สักหน่อย ตั้งแต่ที่เริ่มมีการศึกษาอารยธรรมโบราณตามแหล่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ไม่เคยมีหลักฐาน หรือการบันทึกใดใด ที่ชี้ให้เห็นว่ามีการพบเห็นจานบิน หรือยูเอฟโอเลย”
เขาหยุดนิดหนึ่ง พร้อมทั้งกวาดตามองใบหน้าที่ยังคงแสดงความสงสัยเหล่านั้นอีกครั้ง
“เรื่องราวของยูเอฟโอนั้นพึ่งมีการพูดถึงกันเมื่อไม่นานมานี้เอง…มันเป็นเรื่องเล่าของยุคปัจจุบัน…ของพวกเราเอง”
คนงานคนหนึ่งถามขึ้นอย่างกระท่อนกระแท่น
“…แล้วเรื่องลายเส้นบนที่ราบนาสก้าล่ะครับดอกเตอร์ ที่เขาว่ามันเป็นสนามบินของยูเอฟโอน่ะครับ”
เขาแอบยิ้มอยู่ในใจ ‘เรื่องนี้อีกแล้ว’ ภาพลายเส้นบนทะเลทรายนาสก้าในประเทศเปรู เป็นหนึ่งในเรื่องแปลกประหลาดที่ยังไม่มีใครสามารถให้คำอธิบายที่แน่ชัดได้ว่าพวกมันถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไร
ลายเส้นเหล่านั้นถูกทำขึ้นด้วยการเปิดชั้นหินด้านบนออกเผยให้เห็นเนื้อหินเบื้องล่างที่มีสีต่างออกไป เป็นวิธีการง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เนื่องจากสถานที่แห่งนั้นแห้งแล้งอย่างมาก แทบจะไม่เคยมีฝนตกเลย ภาพเหล่านี้จึงยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
ภาพลายเส้นจำนวนมากเหล่านี้มีทั้งที่เป็นรูปทรงต่างๆ คน สัตว์ หรือรูปแปลกๆ ที่ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นรูปของอะไร แต่พวกมันมีความเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง นั่นก็คือขนาดที่ใหญ่โตของพวกมัน จนวิธีการเดียวที่จะสามารถมองดูพวกมันได้ดีที่สุด ก็คือการนั่งเครื่องบินขึ้นไปมองมาจากบนอากาศเท่านั้น
“พวกมันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด และสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ผมเคยได้ดูพวกมันด้วยตาตัวเองมาครั้งหนึ่งด้วย”
ในขณะที่พูดเขาก็หวนรำลึกถึงความรู้สึกของเขาที่ได้เห็นพวกมันเป็นครั้งแรกจากบนเครื่องบินสำรวจเมื่อหลายปีก่อน มันทำให้เขาแทบจะลืมหายใจไปเลยทีเดียว ความคิดแวบแรกของเขาในตอนนั้นก็คือ ‘พระเจ้า นี่ต้องไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์แน่’ แต่เขาก็ได้พบในเวลาต่อมาว่า ยังมีอีกหลายสิ่งบนโลกที่แปลกพิสดารมากกว่านั้น และพวกมันล้วนเป็นฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น
การนั่งเครื่องบินมองดูมองดูเส้นตรงที่ขีดยาวข้ามทะเลทรายคงทำให้หลายๆ คนเกิดความคิดคล้ายๆ กันขึ้น พวกมันช่างมองดูคล้ายกับทางวิ่งขึ้นลงของเครื่องบินเสียจริงๆ แต่ในยุคสมัยนั้นจะมีเครื่องบินได้อย่างไรกัน แน่นอนมันย่อมเป็นไปได้ถ้าเครื่องบินเหล่านั้นมาจากนอกโลก มาจากอารยธรรมที่มีความเจริญรุดหน้ามากกว่าเรา นั่นจึงเป็นที่มาของความเชื่อเหล่านี้
“ผมเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าพวกมันมีเอาไว้ทำอะไร แต่คงไม่ใช่สนามบินของยูเอฟโอแน่ จานบินต้องมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ายิ่งกว่ากระสวยอวกาศของพวกเรา มันคงไม่ต้องใช้ทางวิ่ง หรือสถานที่เฉพาะสำหรับลงจอด มันน่าจะสามารถขึ้นลงที่ใดก็ได้ตามต้องการ”
ดอกเตอร์โจนน์บอกเล่าแนวความคิดของเขาให้ทุกคนฟัง
“ภาพวาดลายเส้นเหล่านั้นน่าจะเป็นผลงานศิลปะที่สร้างถวายต่อเทพเจ้าของพวกเขา ซึ่งก็คือท้องฟ้าที่กว้างใหญ่นั่นเอง พวกมันถึงต้องมีขนาดที่ใหญ่โตแบบนั้น”
เขากล่าวปิดท้ายเพิ่มเติมอีกว่า
“…และผมก็ไม่คิดว่ามนุษย์ต่างดาวจะอยากลงไปทำอะไรกลางที่แห้งแล้งแบบนั้นด้วย พวกเขาน่าจะไปตามแหล่งชุมชนมากกว่า”
พวกคนงานหันไปซุบซิบกันเบาๆ ดอกเตอร์โจนน์คิดว่าเรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ แน่ แต่พรุ่งนี้พวกเขาก็จะย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่แล้ว คงไม่มีอะไรต้องห่วงมากนัก เขาเดินออกจากกลุ่มคนงานที่ยังคงรวมตัวกันอยู่พร้อมกับมุ่งหน้ากลับไปยังที่พัก
“รอด้วยครับอาจารย์”
“มีอะไรอีกหรือวิล”
ลูกศิษย์ของเขาวิ่งตามมาจนทัน ทั้งสองเดินไปด้วยกันช้าๆ
“…อาจารย์ว่ามันเป็นรูปอะไรกันแน่ครับ”
เขามองหน้าลูกศิษย์ของตนอีกครั้ง ท่าทางของวิลดูเหมือนจะยังไม่ยอมตัดใจง่ายๆ
“มันไม่น่าจะเป็นอักษรภาพ ผมคิดว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งของรูปอะไรบางอย่าง แต่ส่วนอื่นของภาพคงโดนสกัดออกไป จนทำให้เกิดเป็นรูปแปลกๆ นั่นขึ้นมา”
“…อาจารย์ คิดอย่างนั้นจริงหรือครับ”
เขาหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าลูกศิษย์ของตน
“เธอเชื่อเหมือนพวกเขาใช่ไหม”
“เอ่อ…คือ…ผม…”
“ผมก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องผิดอะไรหรอกนะถ้าเราจะเชื่อเรื่อง มนุษย์ต่างดาว หรือยูเอฟโออะไรพวกนั้น…”
เขาหยุดนิดหนึ่ง
“แต่เราก็ต้องไม่ลืมหลักการทางวิทยาศาสตร์ เราต้องคิดอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่คาดเดากันไปเองแบบนี้”
“…ครับ อาจารย์”
วิลคอตกหลังจากที่โดนอาจารย์ดุเอา ดอกเตอร์โจนน์เริ่มเดินต่อในขณะที่ลูกศิษย์ของเขายังคงติดตามมา
“เอ่อ…อาจารย์ครับ”
“มีอะไรอีกหรือวิล”
“พรุ่งนี้เราจะย้ายออกไปแล้วใช่ไหมครับ”
“ใช่ ผมไม่คิดว่าเราจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากที่นี่อีก…”
“ผม…เอ่อ…ผมจะขอ…”
“มีอะไรก็พูดมา ไม่ต้องอ้ำอึ้ง”
วิลตัดสินใจพูดออกไป
“พรุ่งนี้ตอนเช้าผมจะขออนุญาตใช้เครื่องสแกนดูใต้ดินได้ไหมครับ”
ดอกเตอร์โจนน์หยุดเดินอีกครั้ง วิลรีบอธิบายเพิ่มเติมอย่างรวดเร็ว
“ผมได้ทำการวิเคราะห์โครงสร้างภายนอกของปิรามิดกับบริเวณโดยรอบแล้ว มันมีอะไรแปลกๆ นิดหน่อย ผมคิดว่า…ผมคิดว่ามันอาจจะยังมีห้องอยู่ข้างใต้นั้นอีกห้องหนึ่งครับ”
เขาขมวดคิ้ว
“เธอวิเคราะห์…จากอะไรนะ”
วิลกลืนน้ำลาย ท่าทางของเขาดูอึดอัด
“ผมทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครับ…เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของสัดส่วนระหว่างพื้นที่ภายในโครงสร้างกับพื้นที่โดยรอบของสิ่งก่อสร้างแต่ละรูปแบบ ในแต่ละยุคสมัยน่ะครับ เป็นเรื่องของความสมดุลในการออกแบบอะไรพวกนั้นน่ะครับ”
ดอกเตอร์โจนน์ พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ลูกศิษย์ของเขาพูดออกมา
“ขอคำอธิบายเพิ่มเติมได้ไหม”
วิลยกมือขึ้นเกาหัว
“มันยังเป็นแค่ทฤษฎีน่ะครับอาจารย์ ผมคิดว่ามันมีความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างพื้นที่ภายในกับพื้นที่ภายนอกของสิ่งก่อสร้างประเภทต่างๆ ปิรามิดเองก็เช่นกัน และสำหรับปิรามิดหลังนี้ผมได้ทำการประเมินพื้นที่ที่ถือว่าเป็นบริเวณภายนอกของมันดูแล้ว…ผมคิดว่าข้างในปิรามิดน่าจะมีพื้นที่มากกว่าที่เห็น…ผมจึงคิดว่ามันอาจจะยังมีห้องอยู่อีก…ข้างล่างนั่นครับ”
ดอกเตอร์โจนน์ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน มันฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเลย
“…เธอไม่ได้คิดเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อหาเรื่องตอบสนองความสงสัยของเธอเองใช่ไหม”
วิลรีบส่ายหน้าทันที
“เปล่าครับอาจารย์ นี่เรื่องจริงครับ”
ดอกเตอร์โจนน์เดินใช้ความคิดไปอีกช่วงหนึ่ง
“เอาเถอะ ตามใจเธอก็แล้วกัน มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร ถือเสียว่าเป็นการฝึกใช้เครื่องมือภาคสนามของเธอเองก็แล้วกัน”
“ขอบคุณครับอาจารย์”
“แต่ต้องเก็บเครื่องมือทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนเที่ยงนะ”
หลังจากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันไปนอน
#####
วิลเดินลากกล่องเหล็กใบหนึ่งที่มีล้อเลื่อนติดอยู่วนเวียนไปมาภายในห้องของปิรามิด โดยมีคนงานอีกคนหนึ่งคอยช่วยจับสายไฟที่พ่วงออกไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่อยู่ภายนอกเพื่อไม่ให้มันพันกัน
อุปกรณ์นี้คือเครื่องสแกนใต้ดินนั่นเอง มันไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากมายนัก แต่ถ้ามีช่องว่างอยู่ข้างใต้ มันจะสามารถบอกขอบเขตและความลึกคร่าวๆ ของช่องนั้นได้ ซึ่งจากข้อมูลเหล่านั้น เราก็พอจะตัดสินได้ว่ามันควรจะเป็นห้องลับ หรือเป็นเพียงโพรงในชั้นหินเท่านั้น
จากข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในตอนนี้ มันไม่มีช่องว่างใดๆ อยู่ภายใต้ห้องๆ นี้เลย ดอกเตอร์โจนน์ตบไหล่ลูกศิษย์ของเขาก่อนที่จะพูดขึ้นว่า
“รีบเก็บของเร็วๆ ด้วยล่ะ”
เขาเดินจากไปโดยทิ้งวิลกับคนงานอีกสองสามคนให้ช่วยกันเก็บของ แต่เมื่ออาจารย์ของเขาเดินลับตาไป วิลก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เขาเดินลากเครื่องมือออกไปตามทางเดินโดยไม่ยอมปิดเครื่อง และเมื่อเขาก้มมองดูข้อมูล เขาก็เริ่มเอะอะโวยวายพร้อมกับบอกให้คนงานคนหนึ่งรีบไปตามดอกเตอร์โจนน์กลับมาในทันที
“ดูนี่สิครับอาจารย์”
วิลเร่งอาจารย์ของเขาให้ดูค่าจากเครื่องมือในทันทีที่เขากลับมาถึง ดอกเตอร์โจนน์นั่งลงดูข้อมูลเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา
“เธอพูดถูก มีห้องอยู่ข้างล่างนี่จริงๆ ตรงที่พวกเรายืนอยู่ในตอนนี้อาจจะเป็นประตูทางลงพอดีก็เป็นได้”
หลังจากที่ช่วยกันสำรวจพื้นทางเดินทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็สามารถกำหนดขอบเขตของแผ่นหินที่ถูกใช้เป็นประตูได้สำเร็จ จากขนาดที่ใหญ่โตของมันย่อมหมายถึงน้ำหนักปริมาณมหาศาล ซึ่งทำให้พวกเขาต้องช่วยกันคิดวางแผนกันตลอดบ่าย เพื่อหาวิธีติดตั้งรอก และอุปกรณ์ความปลอดภัยอื่นๆ ในการเปิดทางลงไปสำรวจห้องลับห้องนี้
“ผมต้องรายงานกลับไปหาหัวหน้าก่อน”
ดอกเตอร์โจนน์บอกกับวิลก่อนที่จะขอตัวแยกไปโทรศัพท์ เขาหายตัวไปพักใหญ่ก่อนที่จะกลับมาร่วมประชุมอีกครั้ง แผนการคร่าวๆ ได้ถูกกำหนดขึ้น ความเชี่ยวชาญของเหล่าคนงานทำให้เรื่องราวดูจะได้ข้อสรุปง่ายกว่าที่คาดเอาไว้
การจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ทำได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่การติดตั้งพวกมันภายในพื้นที่ที่จำกัดของทางเดินแคบๆ นั้นลำบากพอสมควร แต่ในที่สุดอุปกรณ์ทั้งหมดก็ถูกติดตั้งเข้าที่เรียบร้อย แต่เวลาในวันนี้ก็หมดลงด้วยเช่นกัน ลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ค่อยๆ หายลับขอบฟ้าไป
“เราจะเปิดมันเลยไหมครับอาจารย์”
วิลถามอย่างตื่นเต้น
“…อย่าดีกว่า ผมว่าเรารอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าดีกว่า…มันคงไม่ค่อยดีนักถ้าเราจะรบกวนผู้ตายในยามค่ำคืนแบบนี้”
คำพูดของดอกเตอร์โจนน์ทำเอาวิลขนลุกซู่
“อาจารย์คิดว่า…จะมีมัมมี่อยู่ข้างล่างหรือครับ”
เขาหันไปหาลูกศิษย์พร้อมกับยิ้มกว้าง
“แล้วเธอคิดว่าจะเจออะไรใต้ปิรามิดล่ะ…หรือว่าจะเป็น…มนุษย์ต่างดาว”
ดอกเตอร์โจนน์หัวเราะร่วนในขณะที่วิลเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา เขาเชื่อว่าในวันพรุ่งนี้จะต้องได้พบกับเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อนแน่
#####
แผ่นหินขนาดใหญ่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นทีละนิด เสียงตะโกนสั่งการ และเสียงชุลมุนของเหล่าคนงานดังขึ้นทั่วบริเวณ พวกเขาต้องช่วยกันเลื่อนแผ่นหินนี้ไปทางด้านข้างเพื่อวางมันลงให้พ้นช่องทางลง แต่ดูเหมือนว่าน้ำหนักของมันอาจจะมากกว่าที่คาดกันไว้
ดอกเตอร์โจนน์รีบตะโกนสั่งพวกคนงานด้วยเสียงดัง
“เปลี่ยนแผน เปลี่ยนแผน เราจะหมุนมันแล้ววางพาดลงเหนือช่อง ให้มีที่ว่างพอให้มุดลงไปได้ก็พอ มันหนักเกินไป ต้องวางมันลงเดี๋ยวนี้”
พวกคนงานรีบทำตามคำสั่งของเขาทันที แผ่นหินกระแทกลงบนพื้นอีกครั้งก่อให้เกิดเสียงดังก้อง ฝุ่นผงกระจายขึ้นคละคลุ้งเต็มช่องทางเดิน พวกเขาต้องถอยห่างออกมาเพื่อรอให้ฝุ่นผงต่างๆ สงบลง
แผ่นหินใหญ่นั้นปิดขวางลงเหนือช่องเปิดที่มันเคยวางสงบนิ่งมาหลายพันปี โดยคราวนี้มันหลงเหลือช่องว่างขนาดพอให้คนตัวใหญ่ๆ ลอดลงไปได้อย่างสบาย
พวกคนงานช่วยกันตรวจสอบความปลอดภัยของช่องทางลงอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ถล่มลงไปทับคนที่กำลังสำรวจอยู่ข้างใต้ หลังจากใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง หัวหน้าคนงานก็รีบรายงานผลกับดอกเตอร์โจนน์
“ผมคิดว่ามันแข็งแรงพอครับดอกเตอร์ คงไม่ถล่มลงไปง่ายๆ หรอกครับ”
ดอกเตอร์โจนน์มองดูช่องว่างที่มืดดำพร้อมกับใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว
“ผม วิล และก็คุณ”
เขาชี้นิ้วไปที่หัวหน้าคนงาน
“จะลงไปด้วยกันก่อน เราจะทำการสำรวจอย่างรวดเร็วว่าข้างล่างนั่นมันมีอะไรอยู่บ้าง หลังจากนั้นเราจะกลับขึ้นมาสร้างโครงค้ำยันเพื่อความปลอดภัย เสร็จแล้วค่อยลงมือสำรวจมันอย่างละเอียดอีกครั้ง”
วิลพยักหน้าด้วยความยินดี เขารีบหันไปขอไฟฉายจากคนงานคนหนึ่งเพื่อนำมาให้กับอาจารย์ และหัวหน้าคนงาน ซึ่งรายหลังนั้นรับไปอย่างอิดออด ดูเหมือนว่าหัวหน้าคนงานจะไม่ค่อยอยากลงไปข้างล่างนั่นสักเท่าไร
ดอกเตอร์โจนน์ส่องไฟฉายลงไปตามช่องเปิด มันเป็นทางลาดที่มีความชันไม่มากนัก ‘ไม่ใช่ขั้นบันใด’ เขาคิดขึ้นในใจ แสงสว่างของไฟฉายสาดส่องผ่านความมืดไปเผยให้เห็นช่องเปิดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ‘ไม่ลึกเท่าไร’ ห้องข้างล่างนั่นก็คงไม่ใหญ่โตนัก
“เราคงไม่เจออะไรมากมายนัก น่าจะเป็นโลงหิน กับมัมมี่เจ้าของปิรามิดหลังนี้ ถ้าร่างนั้นจะไม่สลายไปหมดเสียก่อนนะ”
การทำมัมมี่ในยุคแรกๆ นั้นยังคงมีข้อบกพร่องอยู่มาก หลายครั้งที่ร่างกายเหล่านั้นไม่อาจอยู่เป็นอมตะได้อย่างที่พวกเขาต้องการ และมีอยู่หลายครั้งที่ร่างที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้เป็นมัมมี่ กลับสามารถคงสภาพอยู่ได้อย่างน่าประหลาดใจ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดทางวิทยาศาสตร์
ดอกเตอร์โจนน์ก้าวเดินลงไปอย่างระวัง ที่เขาระวังไม่ใช่กับดักหรืออะไรที่เคยเห็นกันในภาพยนต์ ที่เขาระวังคือโครงสร้างที่เก่าแก่ของมันจะพังถล่มลงมาทับพวกเขานั่นเอง
วิลที่ติดตามหลังอาจารย์ของเขามาติดๆ กลับมีความคิดที่ต่างออกไป ‘ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับรูปนั้นแน่’ ความคิดของเขายังคงวนเวียนอยู่กับรูปที่ถูกเข้าใจว่าเป็นยูเอฟโอนั่นอยู่
ตั้งแต่เด็กๆ แล้วที่วิลมีความเชื่อในเรื่องที่ว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีส่วนในการก่อสร้างปิรามิดที่ใหญ่โตเหล่านี้ และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขามุ่งมั่นมาร่ำเรียนทางด้านนี้
ถึงแม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จะบ่งบอกว่าพวกมันล้วนเป็นฝีมือการสร้างของมนุษย์ด้วยเทคโนโลยี และกำลังแรงงานเท่าที่มีในยุคนั้นๆ แต่มันก็ยังคงมีข้อสงสัยอยู่เสมอ จนกว่าจะมีใครที่สามารถสร้างปิรามิดที่ใหญ่โตเท่ากับมหาปิรามิดแห่งกิซ่า ด้วยแรงงานมนุษย์ และเทคนิคแบบในสมัยโบราณขึ้นมาได้อีกครั้ง ความสงสัยนั้นก็จะไม่มีวันหมดไปอย่างเด็ดขาด
ส่วนในความคิดของหัวหน้าคนงานนั้นแตกต่างออกไปจากทั้งสองอย่างสิ้นเชิง ที่เขาคิดอยู่ก็คือ ‘ไม่น่าต้องลงมาด้วยเลย’ เขามีความเชื่อในเรื่องของความโชคร้ายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เข้ามารบกวนเหล่าผู้ตาย รวมทั้งเรื่องคำสาปที่เล่าลือกันด้วย
ดอกเตอร์โจนน์ส่องไฟเข้าไปภายในห้อง มันเล็กอย่างที่เขาคิด ในห้องนั้นดูเหมือนจะมีเพียงสิ่งเดียวตั้งอยู่ มันคือโลงหินอย่างที่เขาคิดเอาไว้นั่นเอง กำแพงที่ด้านหลังมีรูปบางอย่างสลักอยู่เต็ม สภาพของมันยังดีอยู่มากทีเดียว เขาส่องไฟไปรอบๆ ห้อง เพื่อสำรวจมันอย่างรวดเร็ว กำแพงด้านที่เหลือล้วนว่างเปล่า เขาจึงหันกลับมาสนใจกำแพงด้านหลังนั้นอีกครั้ง
วิลจ้องตรงไปยังโลงหินอย่างสงสัย เขาคิดว่ามันมีขนาดเล็กกว่าที่ควรจะเป็น เขาจึงรีบมุ่งตรงไปยังมันก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนหัวหน้าคนงานนั้นได้แต่ยืนแอบอยู่ข้างทางเดินโดยไม่ยอมเข้าไปภายในห้องนั้น
ดอกเตอร์โจนน์ และวิล รู้สึกเหมือนๆ กันในทันทีที่ย่างเท้าเข้าไปภายในห้อง มีเศษของอะไรบางอย่างกองอยู่เต็มพื้น มันไม่น่าจะเป็นแค่ฝุ่นทราย มันเหมือนกับเป็นผงอะไรบางอย่าง และมันฟุ้งกระจายขึ้นทุกครั้งที่เท้าของพวกเขาเหยียบลงบนพื้น
“…นี่มันอะไรครับ”
วิลหันไปถามอาจารย์ของเขา
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…แต่ที่แน่ๆ พวกมันฟุ้งกระจายได้ง่ายมากๆ ผมว่าเราไม่ควรจะสูดหายใจพวกมันเข้าไปจะดีกว่า”
ดอกเตอร์โจนน์กับวิลหยิบหน้ากากผ้าขึ้นมาสวมปิดปากและจมูกเอาไว้ พวกเขาพกมันอยู่เสมอเมื่อออกมาทำงานภาคสนาม พอเห็นอย่างนั้นหัวหน้าคนงานก็หยิบหน้ากากผ้าของเขาขึ้นมาสวมเช่นกัน แต่เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมก้าวเข้าไปในห้องนั้นแม้แต่ก้าวเดียว
ดอกเตอร์โจนน์เริ่มทำการสำรวจรูปภาพที่กำแพงด้านหลังนั้น ด้านล่างของมันเป็นภาพที่เขาคุ้นชินตา ภาพการใช้ชีวิตของคนอียิปต์ในยุคสมัยนั้น ตรงกลางภาพคือปิรามิด บันไดที่จะไต่ขึ้นไปสู่สวรรค์เบื้องบนของผู้วายชนย์ แต่เมื่อเขามองดูส่วนที่เป็นท้องฟ้า นั่นทำให้เขาตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น
ภาพของสฟิงค์ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ แต่การที่พวกมันกำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้าเหนือปิรามิดนั้นดูไม่ปกติธรรมดานัก นอกจากนั้นยังมีสิ่งแปลกประหลาดอื่นๆ ที่เขาไม่รู้จักกำลังบิน หรือลอยอยู่บนท้องฟ้าด้วย
หนึ่งในนั้นคือรูปแปลกๆ ที่เคยถูกถกเถียงกันว่าเป็นรูปของยูเอฟโอ คราวนี้มันลอยอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรูปใดๆ อย่างที่เขาเคยคิด
มีอักษรภาพสลักอยู่ทางด้านบนเรียงเป็นแถวพวกมันคงบอกเล่าถึงรายละเอียดของผู้ที่นอนหลับอยู่ในห้องนี้ เขาจึงเริ่มต้นอ่านมันอย่างตะกุกตะกัก
วิลกะขนาดของโลงหินอีกครั้งเมื่อเข้ามาใกล้ๆ มันเล็กกว่าที่ควรจะเป็นจริงๆ หรือว่าผู้ที่นอนอยู่ในโลงนั้นอาจจะเป็นเพียงเด็กเล็กๆ ก็เป็นได้ ด้านบนของฝาโลงมีภาพเหมือนของผู้ตายสลักอยู่อย่างที่ควรจะเป็น เขารีบส่องไฟไปที่นั่นทันที และเมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้ที่นอนอยู่ในโลง วิลก็อุทานออกมาอย่างตกใจ
“โอ..พระเจ้า”
ดอกเตอร์โจนน์ที่กำลังพยายามอ่านอักษรภาพอยู่หันมาหาลูกศิษย์ของเขาทันที
“มีอะไรหรือวิล”
วิลใช้มือที่สั่นระริกของเขาชี้ไปยังใบหน้าที่ปรากฎอยู่บนฝาโลง ไฟฉายที่อยู่ในมืออีกข้างของเขาก็สั่นด้วย ทำให้แสงไฟแกว่งไกวไปมา เพิ่มความน่ากลัวให้มากขึ้นไปอีก หัวหน้าคนงานนั้นก้าวถอยหลังกลับไปก้าวหนึ่ง เขาพร้อมที่จะวิ่งออกไปในทันทีหากมีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น
“พระเจ้าช่วย…นี่มันอะไรกัน”
ดอกเตอร์โจนน์ มองเห็นใบหน้านั้นแล้ว และเขาแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง หัวที่มีขนาดใหญ่ เหมือนกับว่ากระโหลกนั้นถูกดันให้บวมปูดจนผิดรูปผิดร่าง กับร่างกายขนาดเล็กเหมือนกับเด็ก มันเหมือนกับภาพวาดของมนุษย์ต่างดาว ที่ถูกวาดขึ้นตามคำบอกเล่าของผู้ที่อ้างว่าเคยได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตนอกโลกเหล่านี้
“เรากำลังจะได้พบกับ…มัมมี่…ของมนุษย์ต่างดาว”
วิลลดเสียงลงเพื่อให้ได้ยินกันเพียงสองคนกับอาจารย์ของเขา ดอกเตอร์โจนน์รีบใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว ‘นี่มันไม่น่าจะเป็นความจริงไปได้เลย’ เขาพยายามคิดแบบนั้น
แต่ข้อมูลทั้งหมดกลับค่อยๆ รวมกันเข้ามา รูปของจานบิน ภาพสลักแปลกๆ ที่ด้านหลังห้องนั่น รูปของมนุษย์ต่างดาว ทุกอย่างดูเหมือนจะทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลย
เขาเอื้อมมือขึ้นมาดึงหน้ากากผ้าที่สวมอยู่ออก เขารู้สึกอึดอัดและน้ำลายแห้งผาก วิลเองก็ทำแบบนั้นเช่นกัน ดูเหมือนทั้งสองคนจะมีอาการคล้ายๆ กัน ความอึดอัดไม่สบายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มันไม่น่าจะใช่อาการตื่นเต้นธรรมดาๆ อย่างที่เข้าใจเสียแล้ว ทั้งสองสบตากันอย่างตื่นตระหนก
“…ออกไป…ข้างนอก…ก่อน…เร็ว…”
ดอกเตอร์โจนน์รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือรีบก้าวเท้าออกไป วิลก็รีบติดตามเขามาติดๆ เขาตรงเข้าไปช่วยประคองร่างอาจารย์ของเขาเอาไว้ ก่อนที่จะตรงไปยังทางออก
“…ช่วยกัน…หน่อย…”
วิลพยายามเรียกหัวหน้าคนงานให้เข้ามาช่วย แต่เขากลับไม่ยอมก้าวเข้าไปภายในห้องนั้นแม้แต่ก้าวเดียว ถึงอย่างนั้นก็ยังดีที่เขาไม่หันหลังวิ่งหนีออกไปคนเดียว
เขารอจนทั้งสองมาถึงทางออก จึงรีบเข้าไปช่วยพยุงดอกเตอร์โจนน์ ซึ่งถึงตอนนี้อาการของเขาก็แย่ลงมากแล้ว เขาเริ่มอึดอัดจนหายใจไม่ออก อาการของวิลเองก็แย่ลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ในตอนสุดท้ายหัวหน้าคนงานก็กึ่งประคองกึ่งฉุดลากทั้งสองคนออกมาจากช่องเปิดนั้นได้สำเร็จ ท่ามกลางความแตกตื่นของคนงานที่มุงดูอยู่ อาการของวิลก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว หัวหน้าคนงานเองก็เริ่มเกิดอาการอึดอัดหายใจไม่ออกขึ้นเช่นกัน
“ออกไปข้างนอกเร็ว…คำสาป…ข้างล่างนั่น…มีคำสาป…”
คนงานทั้งหมดช่วยกันหามร่างของทั้งสามคนออกไปข้างนอกอย่างตื่นตระหนก สติของดอกเตอร์โจนน์เริ่มเลือนลาง แต่ใบหน้าสุดท้ายที่เขาได้เห็น กลับเป็นใบหน้าที่เขาคาดไม่ถึง เขาพึมพำชื่อๆ หนึ่งออกมา
“…เจฟ…”
#####
ดอกเตอร์โจนน์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้าแรกที่เขาเห็นเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยเมื่อนานมาแล้ว
“…เจน…”
“สวัสดีโจนน์ ไม่นึกว่าจะได้พบกันแบบนี้”
“…ผมยังไม่ตายใช่ไหม”
“ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ แค่คำสาปของมัมมี่คงฆ่าคุณไม่ได้หรอก”
เขายิ้ม นี่คือหมอเจนคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก เธอไม่ได้ดูแก่ลงไปเลยแม้ว่าจะไม่ได้พบกันมาหลายปีแล้ว
“ผมเป็นอะไรกันแน่”
“คุณไม่เชื่อเรื่องคำสาปหรือ ลูกศิษย์ของคุณดูเหมือนจะไม่คิดอย่างนั้น”
“เขาเป็นยังไงบ้าง…แล้วหัวหน้าคนงานล่ะ”
“พวกเขาไม่เป็นอะไรมากหรอก มีแต่คุณเท่านั้นแหละที่อาการหนักกว่าใครเพื่อน…คงเป็นเพราะคุณอายุมากกว่าพวกเขา ร่างกายจึงอ่อนแอกว่า”
“ผมยังไม่แก่ขนาดนั้นหรอกนะ”
ทั้งสองเงียบกันไปพักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะถามขึ้นอีกครั้ง
“คุณพูดถึงลูกศิษย์ของผม เขาเป็นอะไรอย่างนั้นหรือ อย่าไปว่าอะไรเขามากนักเลย เขายังมีประสบการณ์น้อย ยังต้องเรียนรู้อีกมาก”
เจน ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ฉันรู้ ฉันก็แค่พูดแซวไปอย่างนั้นแหละ เขาเอาแต่พูดเรื่องคำสาป กับมัมมี่มนุษย์ต่างดาว ทำเอาพวกคนงานพากันกลัวจนหัวหดไปเลย”
เขาเงียบไปก่อนที่จะตัดสินใจพูดออกมา
“…แต่พวกเราได้เจออะไรแปลกๆ จริงๆ นะ ข้างล่างนั่นน่ะ ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาพูดจะผิดไปทั้งหมดหรอกนะ”
“แม้แต่คุณก็ยังคิดอย่างนั้นหรือ”
ผมพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับแหวกประตูเดินเข้าไปในห้องทำงานของดอกเตอร์โจนน์ ที่ตอนนี้ถูกใช้เป็นห้องพยาบาลชั่วคราว เขาหันมาทางผมทันที
“คุณจริงๆ ด้วย เจฟ…หัวหน้าส่งคุณมาอย่างนั้นหรือ”
“พอดีผมกับหมอเจน อยู่แถวๆ นี้ หัวหน้าเลยส่งผมมาดูน่ะ”
เขาหันไปมองหน้าเจน
“พวกคุณทำงานด้วยกันอย่างนั้นหรือ”
ผมเป็นคนตอบแทนเธอ
“เฉพาะงานคราวนี้เท่านั้นแหละน่า”
เขาถามเจนต่อ
“คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าผมเป็นอะไรกันแน่”
เจนยิ้ม พร้อมกับหันไปหยิบสไลด์ออกมาแผ่นหนึ่ง
“เสียใจด้วยนะที่มันไม่ใช่คำสาป พวกคุณทั้งสามคนเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงขึ้น ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจบวมเป่งจนหายใจได้ลำบาก ไม่ร้ายแรงอะไรมากถ้าได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที…นี่เป็นตัวอย่างของพวกมันที่ฉันเก็บมาจากเสื้อผ้าของพวกคุณ”
ดอกเตอร์โจนน์รับสไลด์มาถืออย่างงงๆ เขาเห็นผงของอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ทันที
“…ฝุ่นแปลกๆ ที่อยู่ในห้องนั่น”
“มันไม่ใช่ฝุ่นหรอก แต่เป็นเกสรดอกไม้จำนวนมาก พวกเขาคงกองดอกไม้เอาไว้ในนั้นให้กับผู้จากไปก่อนที่จะปิดห้อง พวกมันสลายจนกลายเป็นผง แต่เกสรก็ยังคงเป็นเกสร คนจำนวนมากในปัจจุบันแพ้เกสรของดอกไม้บางชนิด แต่ฉันไม่รู้ว่าดอกไม้ของเกสรพวกนี้จะยังคงมีอยู่ในสมัยนี้หรือเปล่า”
เขาเอาแต่จ้องมองดูผงเล็กๆ เหล่านั้นในแผ่นสไลด์ ผมจึงถือโอกาสพูดต่อ
“ผมลงไปดูข้างล่างนั่นมาแล้ว”
เขาหันมาหาผมทันที
“ถ้างั้นคุณก็ได้เห็นแล้ว”
“ใช่ผมเห็นแล้ว มันเป็นการค้นพบที่น่าสนใจจริงๆ”
เขาจ้องมองผม
“คุณดู…ไม่ค่อยจะตื่นเต้นสักเท่าไรนะ”
ผมอมยิ้ม
“คงไม่ตื่นเต้นเท่าที่คุณคิดใช่ไหม”
“…ใช่”
เขาค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง โดยมีเจนช่วยขยับจัดหมอนให้เขานั่งได้สบายขึ้น
“…คุณ…คิดยังไงกับ…สิ่งที่ถูกเก็บอยู่ข้างล่างนั่น”
เมื่อได้เห็นท่าทางของเขาในตอนนี้ ผมก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“นี่ไม่เหมือนตัวคุณเลยนะดอกเตอร์โจนน์ ดูเหมือนงานสอนหนังสือจะทำให้คุณทื่อลงไปเยอะ ลองคิดถึงสิ่งที่คุณได้พบอีกครั้งหนึ่งสิ คราวนี้หวังว่าคุณคงจะได้คำตอบที่แตกต่างจากลูกศิษย์ของคุณนะ รายนั้นน่ะดูเหมือนจะกู่ไม่กลับเสียแล้วล่ะ”
เขานึกทบทวนเรื่องทั้งหมดที่ได้พบเจอในห้องลับข้างล่างนั่นอีกครั้ง แต่ดูเหมือนความคิดของเขาไม่อาจหลุดออกจากวังวนของภาพมนุษย์ต่างดาวที่ได้พบเห็น
ผมส่ายหน้าช้าๆ ‘แต่จะโทษเขาคนเดียวคงไม่ได้’ เพราะเขาถูกชี้นำจึงทำให้ความคิดติดหล่มมาตั้งแต่ต้น ผมเห็นเจนยิ้มพร้อมกับกระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆ เขาสะดุ้งหันไปมองหน้าเธอพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ
“…ไฮโดรเซฟฟารัส…อย่างนี้นี่เอง”
ไฮโดรเซฟฟารัส เป็นชื่อของความผิดปกติแต่กำเนิดรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้มีของเหลวมาคั่งอยู่ในกระโหลกเบียดเนื้อสมองให้เกิดความเสียหาย และทำให้กระโหลกบานออกไม่ปิดเข้าหากันตามปกติ ศีรษะของเด็กพวกนี้จะดูใหญ่โตผิดรูปผิดร่างเนื่องจากของเหลวที่คั่งอยู่นั้น เด็กที่เป็นคงไม่อาจรอดชีวิตอยู่ได้นานนัก
ฉับพลันนั้นเองมุมมองของเขาต่อห้องลับข้างล่างนั้นก็เปลี่ยนไปในทันที เขารู้แล้วว่านั่นเป็นห้องของเด็กนั่นเอง เด็กที่เป็นไฮโดรเซฟฟารัสซึ่งทำให้ขนาดศีรษะใหญ่โตผิดรูปร่าง เด็กคนนี้คงเป็นลูกหลานของคนใหญ่คนโตจึงสามารถมีปิรามิดเป็นของตนเองได้เช่นนี้
ส่วนภาพสลักที่อยู่ภายในห้องนั้นก็คงเหมือนกับรูปวาดต่างๆ ที่อยู่ในห้องของเด็กเล็กทั้งหลาย มันมักจะเต็มไปด้วยจินตนาการ และสิ่งต่างๆ ที่มาจาก นิทาน หรือ เรื่องเล่า พวกมันจึงดูแปลกประหลาดเมื่อได้พบเห็นในตอนแรก เหมือนกับรูปของสัตว์ประหลาด มังกร หรือสัตว์ในจินตนาการอื่นๆ ที่พ่อแม่ตกแต่งไว้บนกำแพงภายในห้องของเด็กเล็กๆ ที่ทำกันในปัจจุบันนี้
และก่อนที่พวกเขาจะปิดห้องลับนั้นลงเพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปรบกวน พวกเขาก็ได้นำดอกไม้จำนวนมากใส่ลงไปเพื่อเป็นการแสดงความระลึกถึงเป็นครั้งสุดท้ายให้แก่ลูกสุดที่รักของพวกเขา
ความคิดทุกอย่างเข้ากันได้อย่างลงตัว เขาหันมามองหน้าผมพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ
“…ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี่แล้ว”
“ผมก็คิดว่าอย่างนั้น”
ผมตอบกลับไปยิ้มๆ เขาขยับตัวทำท่าจะลุกขึ้น
“ผมควรจะกลับลงไปศึกษาอะไรข้างล่างนั่นต่ออีกสักหน่อย…ยังมีคำจารึกที่ผมไม่ได้อ่านอยู่”
ผมทำท่าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“ผมคิดว่าคงจะไม่ได้แล้วล่ะครับ ดอกเตอร์โจนน์”
เขามองผมอย่างงงๆ
“…คุณ…หมายความว่ายังไง”
“เราพบอะไรที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกสรพวกนี้ ต่อจากนี้ฝ่ายวิจัยของหน่วยที่สิบสามจะเข้ามารับช่วงต่อแทน…หน้าที่ของคุณคงเหลือเพียงแค่การอธิบายให้ลูกศิษย์หัวดื้อของคุณเข้าใจเท่านั้น”
“…งั้นเหรอ…ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องเตรียมตัวย้ายไปยังที่ใหม่ตามแผนเดิมสินะ”
เจนก้มลงจูบเขาเบาๆ ที่แก้ม
“นอนพักเถอะโจนน์ คุณควรพักต่ออีกสักหน่อย”
เธอเดินออกไปข้างนอกก่อน และในขณะที่ผมกำลังจะเดินตามเธอออกไป ดอกเตอร์โจนน์ก็ถามผมขึ้นมาว่า
“…เจฟ…ตอบผมมาตามตรงได้ไหม พวกคุณแค่สนใจเกสรพวกนั้นจริงๆ หรือ”
ผมได้แต่ยิ้ม ยิ้มอย่างจริงใจที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ แล้วผมก็เดินจากมาโดยไม่ตอบคำถามของเขา
X-File