เจฟแห่งหน่วยที่สิบสาม ตอน แค้น

               ผมรีบจ้ำฝ่าสายฝนที่ตกพรำในยามค่ำคืนไปตามทางเดินเท้า พร้อมกับคอยเลี่ยงหลบแอ่งน้ำที่ดักอยู่ตามทางไปด้วย เป็นความผิดพลาดของผมเองที่ไม่ได้เตรียมร่มมาด้วยในการเดินทางมายังลอนดอนในครั้งนี้ ผมลืมไปว่าประเทศอังกฤษกับฝนนั้นเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

               จุดหมายปลายทางของผมอยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกลนัก แต่ฝนกลับเริ่มเทกระหน่ำลงมา ผมจึงรีบวิ่งตรงไปยังชายคาของตึกเก่าๆ หลังนั้นทันที เมื่อมีชายคาคอยบังฝนเอาไว้ให้ ผมจึงเริ่มตรวจสอบจุดหมายของผมอีกครั้ง ผมมองหาบ้านเลขที่ไปทั่ว จนในที่สุดก็พบมันติดอยู่บนประตูตรงหน้าผมนี่เอง ตัวเลขนั้นเล็กไปหน่อย และสีของมันก็หลุดลอกจนทำให้แทบจะกลืนหายไปกลับบานประตู

                เลขที่สามสิบเอ็ด ถูกต้องแล้วนี่คือจุดหมายปลายทางของผมในครั้งนี้ ผมเอื้อมมือไปยังกริ่งประตู แต่ก่อนที่ผมจะทันได้กดมัน ช่องเล็กๆ ที่บานประตูก็ถูกเลื่อนเปิดออก มีดวงตาคู่หนึ่งจ้องออกมาจากหลังประตูบานนั้น พร้อมกับเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังลอดออกมา

                “มาหาใครคะ”

                “ผมมาพบ คุณโดโรธี…มีนัดเอาไว้แล้วครับ”

                “คุณคือ…”

                “ผมชื่อเจฟครับ”

                ช่องบนประตูถูกเลื่อนปิด พร้อมกับที่บานประตูถูกเปิดออก ที่ด้านหลังยืนไว้ด้วยหญิงสาวคนหนึ่งที่แต่งตัวด้วยชุดเสื้อกางเกงเรียบๆ ผมคะเนว่าเธอน่าจะอยู่ในวัยประมาณยี่สิบกลางๆ เห็นจะได้ เธอหลบให้ผมเดินผ่านประตูเข้าไปก่อนที่จะยื่นมือออกมา ซึ่งทำให้ผมงงงันในตอนแรก

                “…เสื้อของคุณ”

                ผมพึ่งนึกได้ว่าเสื้อโค๊ตยาวที่ผมสวมอยู่นั้นเปียกไปด้วยน้ำฝน ผมจึงรีบถอดมันออกแล้วส่งให้เธอ พอเธอแขวนเสื้อของผมเข้ากับที่แขวนที่อยู่ใกล้ๆ นั้นเรียบร้อยแล้ว เธอก็เชิญผมไปยังห้องรับแขก แล้วให้นั่งลงที่โซฟาขนาดสามที่นั่งซึ่งหุ้มด้วยเบาะหนังนุ่มนิ่มตัวหนึ่ง

                “ชาร้อนสักหน่อยไหมค่ะ หรือจะเป็นเครื่องดื่มอย่างอื่นดี”

                “…ได้กาแฟร้อนๆ สักถ้วยก็ดีเหมือนกันครับ”

                เธอหันหลังกำลังจะเดินกลับออกไป แต่ผมส่งเสียงเรียกเธอเอาไว้เสียก่อน

                “…แล้วคุณโดโรธีล่ะครับ”

                เธอยิ้มอย่างมีลับลมคมใน

                “อีกเดี๋ยวเธอก็มาแล้วล่ะค่ะ”

                “…อีกเรื่องหนึ่งนะครับ คุณรู้ได้ยังไงว่าผมมายืนรออยู่ที่หน้าประตู…คุณโดโรธีบอกอย่างนั้นหรือครับ”

                เธอยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนกับพยายามที่จะกลั้นหัวเราะเอาไว้อย่างเต็มที่ เธอชี้มือขึ้นไปที่มุมๆ หนึ่งของห้องที่อยู่ไกลออกไป

                “มีแบบนั้นอีกอันซ่อนอยู่ที่หน้าประตู…เดี๋ยวนี้ไว้ใจใครไม่ได้หรอกค่ะ”

                ผมได้แต่ยิ้มอย่างเขินๆ เมื่อได้เห็นว่าสิ่งที่เธอชี้ให้ดูนั้นคืออะไร มันเป็นกล้องวงจรปิดขนาดเล็กนั่นเอง ผมแอบหลงคิดไปเองว่าเป็นความสามารถของโดโรธีคนที่ผมมาหาในครั้งนี้ ตามข้อมูลที่ผมได้รับมาเธอเป็น ‘คนทรง’ ที่ไม่เป็นที่รู้จัก เพราะเธอจะรับทำงานให้กับทางตำรวจเท่านั้น ประวัติทุกอย่างของเธอถูกเก็บไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง

                ซึ่งนั่นไม่เป็นปัญหากับทางหน่วยที่สิบสามของเราเลยแม้แต่น้อย เมื่อหัวหน้าของผมตัดสินใจที่จะศึกษาการทำงานของเธอ ผมจึงถูกเรียกตัวให้มารับงานในครั้งนี้

                หญิงสาวคนเดิมกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งพร้อมกับแก้วสองใบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกาแฟร้อนควันกรุ่น กลิ่นของมันหอมฟุ้งไปทั่วห้อง ‘ไม่ใช่กาแฟสำเร็จรูป’ ผมแอบยินดีอยู่ในใจ เธอวางแก้วทั้งสองลงบนโต๊ะ ผมคิดว่าที่อยู่ในแก้วของเธอน่าจะเป็นน้ำชา เธอนั่งลงที่เก้าอี้นวมที่ตั้งอยู่ตรงข้าม ก่อนที่จะยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า

                “ดิฉัน โดโรธี…ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

                มือที่กำลังเอื้อมไปยังแก้วกาแฟของผมหยุดค้างอยู่แค่นั้น ตามข้อมูลที่ผมได้รับมานั้นบอกเอาไว้ว่า โดโรธีคนนี้มีอายุสามสิบห้าปีแล้ว ผมจึงเข้าใจเอาเองว่าหญิงสาวที่ออกมาต้อนรับนั้นเป็นคนรับใช้ หรือไม่ก็เป็นญาติคนใดคนหนึ่งของเธอ แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกที ข้อมูลก็ระบุเอาไว้เช่นกันว่า เธอใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังเท่านั้น

                “…ผมเจฟจากหน่วยที่สิบสาม ซีไอเอ ยินดีที่ได้พบครับ…ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ…ผมไม่คิดว่าคุณจะเป็นโดโรธี เพราะตามข้อมูลของผมคุณ…เอ่อ…”

                “ฉันควรจะต้องแก่กว่านี้ใช่ไหมคะ”

                “…ครับ”

                “ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ฉันชินเสียแล้ว และถือว่านั่นเป็นคำชม ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ฉันดูไม่ค่อยจะแก่ลงเลยตั้งแต่อายุได้ยี่สิบสี่…มันอาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฉันทำอยู่ก็เป็นได้…”

                ผมจิบกาแฟอึกหนึ่ง พร้อมกับคิดขึ้นในใจ ‘ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงผู้หญิงทั่วทั้งโลกคงอยากเป็นคนทรงกันหมดเป็นแน่’ ผมแอบสำรวจมองดูเธออีกครั้ง เธอเป็นผู้หญิงเรียบๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นสะดุดตา หากเดินสวนกันในท้องถนนผมคงจำเธอไม่ได้ หน้าตาของเธอนั้นเหมือนกับอายุเพียงยี่สิบกว่าๆ จริงๆ แต่ดวงตาของเธอคู่นั้นดูลึกลับอย่างบอกไม่ถูก

                พวกเราเริ่มต้นพูดคุยกันในเรื่องทั่วๆ ไปก่อน

                “ฉันแปลกใจ และไม่ค่อยจะเชื่อนักเมื่อพวกคุณติดต่อมาหาฉันในครั้งแรก”

                “คุณก็เลยให้ตำรวจที่รู้จักกันตรวจสอบให้ใช่ไหมครับ”

                “ใช่…เขายืนยันว่าพวกคุณเป็นซีไอเอตัวจริง แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดอะไรได้มากกว่านั้น และให้ฉันตัดสินใจเอาเองว่าอยากจะตอบรับคำขอของพวกคุณหรือไม่ เขาบอกว่านั่นเป็นสิทธิของฉัน”

                “…ผมคิดว่าคงไม่ใช่เพียงแค่นั้นใช่ไหมครับ พวกเขาน่าจะให้คำแนะนำกับคุณเพิ่มเติมด้วย”

                “โอ…ใช่แล้ว”

                เธอยิ้มกว้าง

                “พวกเขาแนะนำให้ฉันตอบปฏิเสธ”

                คราวนี้ผมจึงยิ้มบ้าง และจริงๆ แล้วผมก็เห็นด้วยกับคำแนะนำของพวกเขาเหมือนกัน ถ้าผมไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยที่สิบสามเสียเอง ผมคงแนะนำใครต่อใครให้หลีกพวกนี้ให้ห่างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

                “ผมก็คิดอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่คุณก็ตอบรับคำขอของพวกเรา”

                “ตอนแรกฉันก็ตอบปฏิเสธไปนะ แต่หัวหน้าของคุณนั่นแหละ โอ…ฉันอยากจะได้พบตัวจริงสักครั้งจัง”

                ผมไม่แปลกใจเลย นี่เป็นหนึ่งในความสามารถที่เยี่ยมยอดที่สุดของหัวหน้า ไม่เคยมีใครปฏิเสธเขาได้ ซึ่งรวมทั้งผมด้วย

                “คุณต้องการทดสอบอะไรฉันบ้างล่ะ”

                “ผมแค่ต้องการพูดคุยกับคุณเท่านั้น เฝ้าดูการทำงาน และอาจถามคำถามบ้างเมื่อผมสงสัย ซึ่งคุณมีสิทธิที่จะไม่ตอบก็ได้ ไม่มีการทดลองอะไร ไม่มีการตรวจวัดด้วยเครื่องมือใดๆ ทั้งสิ้น ผมแค่ต้องการศึกษาขั้นตอนการทำงานของคุณเท่านั้นเอง…เพียงแต่ผมอาจจะต้องขอทำการบันทึกเสียงบ้างในบางครั้งนะครับ…ถ้าคุณไม่ขัดข้อง”

                เธอพยักหน้าอย่างพอใจ

                “นั่นเหมือนกับที่หัวหน้าของคุณบอกมา และฉันก็อนุญาตให้คุณอัดเสียงได้ แต่คุณต้องบอกฉันก่อนเมื่อมีการอัดเสียง… ฉันเพียงแค่ไม่อยากให้มีคำพูดแปลกๆ หลุดออกมา หวังว่าคุณคงเข้าใจ…บางครั้งฉันจะพลั้งปากหลุดคำตลกๆ ออกมา”

                เธอหัวเราะเบาๆ ผมยกกาแฟขึ้นจิบอีกครั้งพร้อมกับล้วงเอาเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนที่จะเริ่มต้นสอบถามถึงวิธีการทำงานของเธอ คราวนี้เธอวางแก้วน้ำชาในมือลงบนโต๊ะ แล้วทำหน้าจริงจัง

                “ก่อนอื่นเลยฉันมีเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับคุณก่อน”

                “…ครับ”

                “ไม่ว่าพวกเขาจะบอกอะไรกับคุณมา ฉันขอบอกคุณไว้ตรงนี้ชัดๆ ก่อนเลยว่า ฉันไม่ใช่คนทรง”

                เธอจ้องหน้าผมเขม็ง

                “ฉันไม่ใช่คนทรง ฉันไม่เคยรู้สึกถึงวิญญาณ หรือสิ่งลึกลับใดๆ ทั้งสิ้น”

                ผมยกมือขึ้นเกาหัว ส่วนเธอกลับเอาแต่นั่งอมยิ้ม ท่าทางของเธอดูเหมือนจะพออกพอใจที่สามารถทำให้ผมหัวปั่นได้สำเร็จ หลังจากนั้นเธอจึงค่อยๆ อธิบายความหมายในสิ่งที่เธอพูดออกมา

                แม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก และเธอแทบจะจำอะไรที่เกี่ยวกับท่านไม่ได้เลย ที่หลงเหลืออยู่ก็มีเพียงภาพถ่ายเก่าๆ เพียงไม่กี่ใบเท่านั้น เธอเติบโตมากับพ่อเพียงสองคน และพ่อก็ไม่เคยพูดถึงญาติคนอื่นใดเลย ไม่เคยมีใครมาเยี่ยม และไม่เคยต้องไปเยี่ยมเยียนใครทั้งสิ้น

                เมื่อตอนอายุได้สิบหกปี พ่อของเธอที่เป็นตำรวจมีความจำเป็นที่จะต้องพาเธอซึ่งพึ่งกลับมาจากโรงเรียนให้ไปรอเขาอยู่ที่ด้านนอกของห้องในอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่งที่พึ่งเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นคนทรงของเธอ

                “ฉันยืนรออย่างกระสับกระส่าย รู้ว่ามีเรื่องไม่ดีบางอย่างพึ่งเกิดขึ้นภายในห้องนั้นเมื่อไม่นานมานี้ แล้วทันใดนั้นมันก็เกิดขึ้น”

                เธอมองเห็นผู้หญิงวัยกลางคนเดินหอบหิ้วถุงท่าทางเหมือนพึ่งกลับมาจากซื้อของตรงมาที่ประตูของห้องนั้น มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมาพอดีท่าทางของเขาเหมือนกับจะเดินเลยไปยังห้องที่อยู่ถัดไปในทางเดินนั้น แต่เมื่อหญิงคนนั้นเปิดประตูออก เขากลับวิ่งตรงเข้ามาพร้อมกับผลักเธอเข้าไปในห้อง

                เธอเห็นเขาเดินกลับออกจากประตูห้องอีกครั้งพร้อมด้วยถุงใบหนึ่งที่ผู้หญิงคนเมื่อครู่ถืออยู่ แต่ของที่อยู่ในนั้นตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นแท่งอะไรสักแท่งหนึ่ง เข้าม้วนแล้วขยุ้มมันเป็นก้อนก่อนที่จะยัดลงไปในถังขยะที่อยู่ใกล้ๆ ตรงทางเดินนั่นเอง

                เธอเห็นมันเหมือนกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงหน้า แต่เธอก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่ ประตูห้องนั้นไม่ได้เปิดออกจริงๆ และไม่มีใครเดินผ่านมาแถวนั้นเลย เธอเห็นอะไรบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

                พ่อของเธอเดินออกมาจากห้องที่เกิดเหตุพอดี เธอจึงจัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง

                “…ลูกว่าเป็นหญิงวัยกลางคนที่พึ่งกลับมาจากซื้อของใช่ไหม”

                “ค่ะ”

                “มีผู้ชายคนหนึ่งผลักเธอเข้าไปในห้อง…แล้วกลับออกมาพร้อมกับทิ้งอะไรบางอย่างลงในถังขยะใบนั้น”

                เขาพูดพร้อมกับชี้มือไปที่ถังขยะที่อยู่ตรงมุมทางเดิน เธอก็พยักหน้าอีกครั้ง เขาหันไปหาเพื่อนตำรวจอีกคนหนึ่งที่กำลังทำการเก็บรอยนิ้วมือที่ลูกบิดประตูด้วยเทปชนิดพิเศษอยู่

                “มีใครดูที่ถังขยะนั่นหรือยัง”

                เพื่อนของเขาเหลียวไปมองถังใบนั้นพร้อมกับยักไหล่

                “ไม่มีหรอก…นายคิดว่าจะเจออะไรหรือไง”

                “…มันก็ไม่แน่”

                “…งั้นนายก็ลองไปดูเองสิ เอาถุงมือนี่ไป”

                เพื่อนคนนั้นส่งถุงมือยางบางๆ คู่หนึ่งให้กับพ่อของเธอ เขารับมาสวมพร้อมกับหันมาถามเธอ

                “จะไปด้วยกันไหม”

                “ค่ะ”

                เธอเดินตามพ่อไปเงียบๆ เขายกฝาปิดถังขยะออกวางลงข้างๆ พร้อมกับมองลงไป ข้างบนกองขยะในนั้นมีถุงกระดาษจากร้านขายของถูกขยุ้มเป็นก้อนวางอยู่ เขาหันมามองเธอซึ่งทำได้แค่เพียงพยักหน้า ตอนนั้นเธอรู้สึกว่าลำคอของเธอแห้งผาก และอากาศรอบๆ ตัวก็ดูเหมือนจะเย็นลงอย่างฉับพลัน

                เขาเอื้อมมือลงไปหยิบถุงออกมาพร้อมกับเรียกเพื่อนคนเดิมที่ยังยืนอยู่ที่หน้าประตู

                “เฮ้…มาดูอะไรนี่หน่อยสิ”

                “นายเจออะไรหรือไง”

                “ก็อาจจะ…นายถนัดเรื่องพวกนี้มากกว่า มาช่วยฉันเปิดถุงนี่ออกหน่อย…ว่ามันมีอะไรข้างในกันแน่”

                เพื่อนของเขาวิ่งเหยาะๆ มาอย่างรวดเร็ว และเมื่อทั้งสองแง้มถุงใบนั้นเปิดออก เธอก็ได้กลิ่นคาวเลือดที่เหมือนกับกลิ่นสนิมเหล็กเข้มข้นโชยออกมาคละคลุ้ง

                “…บิงโก”

                เพื่อนของพ่อเธออุทานออกมา

                “เราเจอมีดทำครัวที่หายไปของเธอแล้ว นั่นคงเป็นเลือดของเธอ…หวังว่าที่ด้ามของมันจะมีลายนิ้วมือของไอ้โหดนี่อยู่นะ คราวนี้มันเสร็จเราแน่”

                พ่อหันมามองหน้าเธอแล้วไม่ได้พูดอะไร แต่หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น บางครั้งเขาจะพาเธอไปยังสถานที่เกิดเหตุเพื่อดูว่าเธอจะเห็นอะไรอีกหรือไม่ ซึ่งบางครั้งเธอก็เห็น แต่บางครั้งก็ไม่ เธอจึงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการตำรวจในฐานะของ ‘คนทรง’

                หลังจากที่พ่อของเธอต้องจากไปด้วยโรคมะเร็งก่อนวัยอันควร เธอก็ยังคงถูกขอให้ไปยังที่เกิดเหตุเมื่อมีคดีที่ไม่อาจหาเงื่อนงำอะไรได้ ซึ่งหลายครั้งจากข้อมูลที่ได้จากเธอก็นำไปสู่การคลี่คลายคดีได้ในที่สุด

                เธอยกชาขึ้นจิบหลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดนี้จบลง เธอวางแก้วชาลงพร้อมกับจ้องตรงมาที่ผม

                “ทุกคนพากันเรียกฉันว่าเป็นคนทรง แต่ฉันก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าฉันไม่ใช่ ฉันไม่ได้รู้สึกถึงวิญญาณ หรืออะไรทั้งนั้น ฉันเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วเห็นภาพอะไรบางอย่าง”

                “คุณมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้”

                เธอจ้องหน้าผมพร้อมกับขบคิดใคร่ครวญในคำอธิบายของผม

                “…คุณพูดถูกแล้ว ฉันมองเห็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในสถานที่เหล่านั้นได้”

                “แต่เฉพาะในสถานที่ ที่พึ่งมีเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างเกิดขึ้นใช่ไหมครับ คุณไม่เคยเป็นแบบนี้ในสถานการณ์ทั่วๆ ไปใช่ไหมครับ”

                “…ใช่…ฉันจะเห็นมันเฉพาะเวลาไปยังที่เกิดเหตุเท่านั้น และก็ไม่ใช่ทุกที่ด้วย เฉพาะในบางครั้งเท่านั้น”

                “โดยเฉพาะถ้าเป็นการฆาตกรรมใช่ไหมครับ”

                เธอขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะจ้องมองผมพร้อมกับพยักหน้า

                “…ใช่…คุณชักทำให้ฉันขนลุกซะแล้วสิ…คุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”

                ผมยิ้ม

                “คุณเป็นคนบอกผมเองนั่นแหละ ผมแค่เอาเรื่องที่คุณเล่ามาปะติดปะต่อกัน…ก็เท่านั้นเอง”

                ซึ่งความจริงแล้ว ที่ผมรู้เรื่องทั้งหมดนี้ก็เพราะผมเคยได้อ่านรายงานฉบับหนึ่งของหน่วยวิจัยที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์พวกนี้มาก่อนแล้วนั่นเอง

                คืนนั้นผมล่ำลาเธอพร้อมกับนัดหมายกันเอาไว้ว่า หากเธอได้รับการร้องขอให้ไปยังสถานที่เกิดเหตุในครั้งต่อไปเมื่อไร เธอจะให้ผมติดตามไปด้วยอย่างที่ได้ตกลงกันเอาไว้

#####

                ทุกวันนี้หากเราอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใดในโลก เมื่อเราเดินออกจากบ้านก็ขอให้มั่นใจได้เลยว่าเราจะต้องถูกบันทึกภาพเอาไว้ด้วยกล้องวงจรปิดเป็นจำนวนมากครั้งจนเรานึกไม่ถึง ยิ่งหลังจากเหตุการณ์สิบเอ็ดกันยา จำนวนกล้องที่ถูกติดตั้งตามสถานที่สาธารณะก็เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นหลายเท่าตัวในเวลาอันรวดเร็ว

                ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีซอกมุมมืดอยู่อีกเป็นจำนวนมากที่หลุดรอดมุมของกล้องเหล่านี้ไปได้ แต่ก็ยังคงมีกล้องพิเศษอีกชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่บันทึกสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในสถานที่นั้นๆ มาตั้งแต่เมื่อแรกเริ่มที่มนุษย์ได้ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้

                คลื่นสมองของมนุษย์ที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษจะถูกส่งออกมาเมื่อชีวิตของเขาตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน คลื่นเหล่านี้จะแทรกตัวเข้าไปบันทึกลงในสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว

                ภาพเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกเอาไว้จะสะท้อนก้องไปมาอยู่ในบริเวณนั้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง บางครั้งอาจจะเพียงไม่กี่วัน บางครั้งอาจจะนานหลายเดือน จนถึงหลายปี และในบางครั้งเมื่อมีผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เป็นจำนวนมากอาจหมายถึงเวลาหลายสิบ หรือหลายร้อยปีเลยทีเดียว

                มีคนจำนวนไม่มากนักที่มีคลื่นสมองเหมาะสมจนสามารถรับรู้ และเล่นภาพที่ถูกบันทึกเอาไว้ออกมาได้อีกครั้ง บางคนอาจรู้สึกได้ถึงคลื่นเหล่านี้ แต่ไม่อาจมองเห็นภาพที่ถูกบันทึกเอาไว้ เหมือนกับที่เรามีจานดาวเทียม แต่ไม่มีเครื่องถอดรหัส เรารับคลื่นได้ แต่ดูรายการเหล่านั้นไม่ได้

                บันทึกเหล่านี้อาจถูกทำลายลงได้หากสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นๆ ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ก็จะจางหายไปด้วย หลายครั้งที่ผู้คนทุบทำลาย หรือรื้อย้ายข้าวของต่างๆ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลด พวกเขาอาจจะไม่รู้ตัวว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น แต่มันเป็นเพราะคลื่นที่ถูกบันทึกเอาไว้นั้นรบกวนพวกเขานั่นเอง

                นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนทรงจำนวนหนึ่งบนโลกใบนี้ อย่างที่โดโรธีได้บอกเอาไว้ เธอไม่ได้รับรู้ถึงวิญญาณ หรือสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติใดๆ เธอเพียงแต่ได้รับคลื่นเหล่านี้และสามารถเล่นภาพที่ถูกบันทึกเอาไว้ได้ และผมรู้ทั้งหมดนี้จากรายงานการวิจัยของหน่วยที่สิบสามของผม

                ผมยืนยันข้อมูลของโดโรธีกลับไปยังสำนักงาน หลังจากนี้ประวัติทางการแพทย์ทั้งหมดของเธอจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียด โดยที่ไม่แจ้งให้เธอ หรือแม้แต่หมอของเธอรู้ ซึ่งก็เป็นงานที่หน่วยวิจัยทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว

                ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังคงคาใจผม นั่นก็คือเรื่องที่เธอยังคงดูสาวกว่าวัยของเธอ มีรายงานถึงเรื่องนี้อยู่บ้างแต่ก็ไม่ชัดเจนนัก มีบางคนที่เป็นเหมือนเธอที่ดูเด็กกว่าวัย พวกเรายังไม่รู้ว่าสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์อันใดกันหรือไม่ คงต้องใช้เวลาศึกษากันต่อไปอีกสักพัก

                พรุ่งนี้ผมมีนัดกับเธอเพื่อไปดูสถานที่เกิดเหตุแห่งหนึ่ง ผมจะเฝ้าดูการทำงานของเธอ และอาจสอบถามอะไรบางอย่าง เมื่องานทั้งหมดนี้จบลง ผมก็จะหนีไปหาที่พักผ่อนอีกครั้ง อาจจะไปแช่น้ำแร่ที่เกียวโต หรืออาจจะกลับไปนอนเล่นที่เกาะสมุยอีกครั้ง พักหลังมานี้ผมชักติดใจ และชอบจะไปเที่ยวเมืองไทยมากกว่าที่อื่นๆ ซึ่งตัวผมเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร

#####

                “สวัสดีโดโรธี”

                “สวัสดีโทนี่”

                เธอเดินเข้าไปทักทายกับตำรวจคนนั้นอย่างเป็นกันเอง สองคนนี้คงรู้จัก และเคยร่วมงานกันมานานแล้ว เขาพูดคุยกับเธออีกนิดหน่อยก่อนที่จะหันมามองผม

                “เขาชื่อเจฟ ซีไอเอที่ฉันเล่าให้ฟังยังไงล่ะ”

                เธอแนะนำก่อนที่จะหันกลับมาทางผม

                “ส่วนนี่คือโทนี่”

                เราสองคนจับมือกัน เขาบีบมือผมจนแน่นเกินความจำเป็น ในขณะที่ยิ้มให้กับผม

                “ผมเป็นคนให้คำแนะนำกับเธอเองเกี่ยวกับเรื่องซีไอเอ แต่ก็ยินดีที่ได้พบนะ”

                “ครับ…ยินดีเช่นกัน”

                หลังคำทักทายจบลงผมก็รีบปล่อยมือเขาทันที หลังจากนั้นเขาก็ทำท่าเป็นไม่สนใจผมอีกเลย โดโรธีดูท่าทางของพวกเราสองคนก่อนที่จะยิ้มน้อยๆ พร้อมกับส่ายหน้า

                “ผมขอบันทึกเสียงนะครับ”

                ผมหยิบเครื่องบันทึกออกมา โทนี่จ้องเครื่องมือขนาดเล็กที่อยู่ในมือผมเขม็ง

                “ฉันอนุญาตเขาเอง คงไม่เป็นไรนะโทนี่”

                “ก็…คงไม่เป็นไรหรอก นี่ก็ไม่ใช่คดีใหญ่โตอะไร”

                โทนี่ตอบอย่างเสียไม่ได้ หลังจากนั้นเธอก็เริ่มการทำงานของเธอพร้อมกับอธิบายถึงสิ่งที่เธอทำให้ผมฟังไปด้วย

                “โทนี่จะเป็นคนติดต่อกับฉัน เวลาที่เขาต้องการให้ฉันมาช่วยตรวจดูสถานที่เกิดเหตุ โดยที่เขาจะไม่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับคดีให้ฉันรู้ล่วงหน้า เขาจะพาฉันเข้ามา ให้เดินไปรอบๆ จนทั่ว แล้วรอดูว่าฉันจะเห็นอะไรหรือไม่”

                เราพูดคุยกันในขณะที่เดินกันไปเรื่อยๆ ในบ้านเล็กๆ หลังนั้น มันเป็นบ้านเก่าสองชั้นที่ตบแต่งอย่างเรียบๆ มีห้องอยู่ไม่มากนัก ทุกอย่างในบ้านดูเรียบร้อยดี ผมจึงเดาไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านหลังนี้ที่ทำให้พวกเขาต้องพึ่งพาเธอ

                “ในตอนแรกๆ เขาต้องคอยระวังไม่ให้ฉันไปรบกวนหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ”

                เธอหันไปยิ้มให้เขา

                “ตอนนี้ฉันก็คล่องดีแล้ว แต่ในบางครั้งมันก็เป็นเรื่องยากในการที่จะเดินไปทั่ว โดยที่ไม่เผลอไปโดนอะไรเข้า…เพราะที่เกิดเหตุบางแห่งมันก็เละเทะ…มีอะไรต่อมิอะไรกระจายอยู่บนพื้นเต็มไปหมด”

                “คุณเดินไปคุยไปแบบนี้ไม่รบกวนการทำงานของคุณใช่ไหมครับ”

                ผมถาม

                “ไม่เลย ฉันไม่ได้ต้องตั้งสมาธิ สวดภาวนา หรือทำอะไร ก็แค่เดินไปเรื่อยๆ ถ้ามันจะเห็น มันก็เห็นขึ้นมาเองนั่นแหละ…”

                เธอหยุดพูดในตอนที่พวกเราเดินเข้ามาถึงห้องครัวพอดี เธอจ้องมองไปที่โต๊ะกินข้าวตัวเล็กๆ ภายในครัว ของบนโต๊ะถูกเก็บออกไปหมดแล้วแต่ยังคงมีคราบอะไรบางอย่างเหลืออยู่หย่อมหนึ่งบนผ้าปูโต๊ะ มีเก้าอี้อยู่สองตัว ตัวหนึ่งถูกดันเข้าไปจนชิดกับขอบโต๊ะ ส่วนอีกตัวหนึ่งวางไว้ในตำแหน่งเหมือนกับมีคนเคยนั่งอยู่

                ผมมองเห็นภาพเหตุการณ์บางอย่าง แต่ไม่ใช่ในแบบที่เธอมองเห็น ผมเห็นมันจากประสบการณ์ในการทำงานของผม มีใครคนหนึ่งเคยนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้น ฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วไม่ได้ลุกขึ้นมาอีกเลย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มาแบกร่างของเขา หรือเธอออกไป

                “…ฉันเห็นเธอกำลังนั่งกินอะไรบางอย่างอยู่…น่าจะเป็นซุป แล้วเธอก็ทำหน้าตาบิดเบี้ยว…ก่อนที่จะทิ้งตัวลงไปบนโต๊ะ กระแทกเอาชามที่เธอกำลังกินอยู่หกคว่ำลง แล้วเธอก็แน่นิ่งไป”

                โทนี่มองหน้าเธอ แล้วเหลือบมองผม

                “นั่นเป็นสิ่งที่เราคาดว่าเกิดขึ้นกับผู้ตายของเรา”

                เขาพูดเพียงแค่นั้น และยังรอฟังว่าเธอจะสามารถให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่

                “…ก่อนหน้านั้นฉันเห็นเธอหยิบขวดอะไรบางอย่าง ใบเล็กๆ …น่าจะเป็นขวดยา…จากในตู้ตรงนั้น”

                เธอชี้ไปที่ตู้ใบหนึ่งที่อยู่เหนืออ่างล้างจาน ดวงตาของโทนี่เป็นประกายขึ้นมาทันที

                “…เธอใส่มันลงในชามซุป ก่อนที่จะเดินถือมันออกประตูหลังไป…แปลกจัง เธอใช้ผ้าจับลูกบิดประตูด้วย…และเมื่อเธอกลับเข้ามา เธอ…ไม่ได้ถือมันกลับมาด้วย เธอยกชามซุปมาวางที่โต๊ะ นั่งคนมันอยู่พักใหญ่…ก่อนที่จะเริ่มกินมัน”

                โทนี่ไม่ถามอะไรเธอเพิ่มแม้แต่คำเดียว เขารีบให้คนของเขาออกไปค้นหาบริเวณหลังบ้านนั้นทันที ผมเริ่มมองเห็นภาพรวมแล้วว่าคดีนี้มีความซับซ้อนอยู่ที่ตรงไหน ทำไมพวกเขาจึงต้องการความช่วยเหลือของเธอ

                พวกเราสองคนพากันเดินกลับออกมาที่หน้าบ้าน งานของเราจบลงแล้ว

                “ฉัน…ขอตัวกลับก่อนได้ไหม”

                เธอดูท่าทางอิดโรยผิดกับเมื่อตอนที่พึ่งมาถึง

                “มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณดู…ไม่ค่อยจะดีนัก”

                “ฉัน…ก็ไม่รู้เหมือนกัน…แต่ว่าครั้งนี้มันแปลกกว่าทุกครั้ง ภาพที่ฉันเห็นมันดูไม่ค่อย…ชัดเจนนัก เหมือนกับมีอะไรบางอย่างมารบกวน…ไม่อยากให้ฉันเห็นภาพพวกนี้…”

                “ให้ผมไปส่งไหมครับ”

                “ไม่เป็นไร ฉันกลับเองได้…งานของพวกเราก็เสร็จสิ้นลงแล้ว คงต้องกล่าวคำอำลากันตรงนี้เลยละกัน…ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะเจฟ แม้จะเป็นเวลาแค่ช่วงสั้นๆ ก็ตาม”

                ผมกอดกับเธอเบาๆ

                “ยินดีเช่นกันโดโรธี คุณน่ารักมาก”

                “แล้วเจอกันนะ”

                “ครับ แล้วเจอกัน”

                เธอเดินไปสองสามก้าวก่อนที่จะหันกลับมายิ้มให้ผม

                “ฝากความคิดถึง ถึงหัวหน้าของคุณด้วยนะเจฟ”

                พูดจบเธอก็โบกมือให้ผมอีกครั้งก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถแล้วขับจากไป ผมลังเลครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ผมยังอยากจะคุยอะไรอีกนิดหน่อยกับโทนี่

                พวกเขาทั้งหมดยังคงอยู่ในบริเวณหลังบ้าน ผมเดินตรงไปหาโทนี่ที่กำลังสนใจต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เพียงต้นเดียวในบริเวณนั้น

                “เจอหรือยังครับ”

                เขาหันมองหน้าผมก่อนที่จะส่ายหน้า พร้อมกับใช้ปากกาคุ้ยเขี่ยในกองดินตรงโคนต้นไม้ เขาถามโดยไม่ได้หันมามองหน้าผม

                “แล้วโดโรธีล่ะ”

                “เธอกลับไปแล้วครับ เห็นบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย”

                “…งั้นเหรอ…”

                แล้วเขาก็นิ่งเงียบไปก่อนที่จะถามโพล่งขึ้นมาว่า

                “แล้ว…พวกคุณจะเอายังไงกับเธอ”

                “…งานของผมเสร็จแล้ว ผมแค่มาศึกษาการทำงานของเธอ…ก็แค่นั้น”

                เขาหันมาจ้องหน้าผมเขม็ง

                “แค่นั้นจริงหรือ พวกคุณไม่ได้คิดจะเอาตัวเธอไปทดลอง หรือทำอะไรแปลกๆ พวกนั้นหรือ”

                ผมยิ้ม นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ชอบผม เขาคงคิดว่าพวกเรามีโครงการที่จะเอาตัวเธอไปวิจัยหรืออะไรพวกนั้น แต่ผมก็แค่มาศึกษาการทำงานของเธอจริงๆ อย่างน้อยก็เฉพาะในตอนนี้ ส่วนในอนาคตข้างหน้าผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

                “พรุ่งนี้ผมก็จะบินกลับแล้ว งานของผมเสร็จแล้ว”

                เขาหันกลับไปสนใจกองดินที่เดิมอีกครั้ง แต่ยังคงอมยิ้มอยู่ ท่าทางของเขาดูจะสบายใจขึ้นมากเมื่อได้ยินผมรับคำอย่างหนักแน่นเช่นนี้

                ปลายปากกาของเขาไปสะดุดเจอกับอะไรบางอย่างเข้า เขาใช้มือที่สวมถุงมือค่อยๆ คุ้ยลงไปก่อนที่จะเรียกเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้เข้ามาถ่ายรูปเก็บเอาไว้

                เขาหยิบขวดยาสีขาวเล็กๆ ใบหนึ่งขึ้นมา ลองเขย่าขวดดูเบาๆ และพบว่ายังคงมีเม็ดยาเหลืออยู่ข้างใน เขาเขย่ามันอีกเล็กน้อยเพื่อให้เศษดินที่ติดอยู่ร่วงลงไป เขาไม่ได้เช็ดมันเพราะกลัวว่ารอยนิ้วมือจะหายไปด้วย จากนั้นเขาก็หย่อนขวดที่ยังคงมีเศษดินติดอยู่เล็กน้อยลงในถุงพลาสติกสำหรับเก็บหลักฐาน ก่อนที่จะบอกให้เจ้าหน้าที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับได้

                “คุณคงพอจะเดาเรื่องทั้งหมดได้แล้ว”

                เขาถามผมในขณะที่กำลังเดินออกจากบ้าน

                “…เงินประกันชีวิตใช่ไหม”

                “ใช่ ถ้าเป็นการฆาตกรรม พวกเขาต้องจ่ายเงินก้อนโตให้กับลูกชายคนเดียวของเธอ สามีเก่าของเธอเป็นเภสัชกร แยกกันอยู่นานแล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้มีคนเห็นพวกเขาสองคนทะเลาะกันอย่างรุนแรง…แล้วเธอก็ตายจากการกินยาบางอย่าง…ในสถานการณ์ที่ดูแปลกๆ ประตูหลังบ้านเปิดอยู่ แถมยังมีร่องรอยการเช็ดลายนิ้วมือบนลูกบิดประตูออกอีกด้วย แต่สามีเก่าของเธอเองก็มีพยานยืนยันที่หนักแน่นเช่นกัน”

                ผมพึมพำออกมาเบาๆ

                “ฆาตกรรม หรือ ฆ่าตัวตาย”

                เขาพยักหน้าพร้อมกับพูดต่อ

                “…เรารู้ว่าเธอมีปัญหาเรื่องเงินอย่างหนักในช่วงนี้ หากได้เงินประกันไปลูกของเธอก็จะสบาย แต่ถ้าเราจะจับใครในข้อหาฆาตกรรม ก็ต้องมีหลักฐานมากกว่านี้…ซึ่งเรายังไม่มี สิ่งที่โดโรธีบอกกับเราในวันนี้ทำให้งานของเราจบลงได้ง่ายกว่าที่คิดเอาไว้”

                เราเดินออกมาถึงหน้าบ้านก่อนที่จะหยุดยืนคุยกันอีกครู่หนึ่ง

                “เราไม่สามารถเอาสิ่งที่เธอเห็นไปเป็นพยานในศาลได้ แต่พวกเราอาศัยสิ่งที่เธอบอกให้รู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เธอทำให้งานของเราง่ายขึ้น โดยการบอกให้รู้ว่าเรื่องราวเป็นยังไง แล้วเราจะมองหาหลักฐานได้จากที่ไหน”

                ผมตัดสินใจถามคำถามออกไป

                “…เคยมีบ้างไหมที่เธอบอกอะไรผิดพลาด”

                เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดอย่างจริงจัง

                “…จะบอกอะไรให้นะ ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสิ่งที่เธอเคยบอกมาทุกครั้งนั้นจะถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งในครั้งนี้ด้วย ผมเพียงแต่บอกได้ว่าบางครั้งสิ่งที่เธอบอกทำให้เราพบเจอพยานหลักฐานที่สามารถยืนยันเหตุการณ์บางอย่างได้ แต่บางครั้งสิ่งที่เธอบอกมาก็ไม่ช่วยให้เราพบเจออะไรเพิ่มเติม…นั่นหมายถึงคดีต้องปิดไปตามหลักฐานเท่าที่เรามี”

                เขาถอนหายใจเบาๆ

                “ผมไม่เคยบอกเธอเลยว่าคดีพวกนี้มีผลสรุปเป็นยังไง และเธอก็ไม่เคยถามผมเช่นกัน”

                เราสองคนจับมือล่ำลากันที่หน้าบ้านเก่าหลังนั้น คราวนี้เขาบีบมือผมเบาๆ พร้อมกับยิ้มให้

#####

                โดโรธีนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง คืนนี้เธอรีบเข้านอนตั้งแต่ยังหัวค่ำ ความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างติดตัวเธอมาตั้งแต่เดินออกจากห้องครัวในบ้านเก่าๆ หลังนั้น ถึงแม้ว่าเธอจะอาบน้ำ สระผม และนั่งพักผ่อนไม่ทำอะไรเลยตลอดช่วงเย็นที่ผ่านมา ความรู้สึกไม่สบายตัวนั้นก็ยังคงไม่ยอมหายไป

                เธอเริ่มนึกทบทวนถึงเหตุการณ์เมื่อตอนอยู่ในห้องครัวนั้นอีกครั้ง การมองเห็นภาพของเธอในวันนี้ไม่ค่อยชัดเจนนักเมื่อเทียบกับในครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา เหมือนมีกระจกมัวๆ มากั้นเอาไว้ แล้วยังความรู้สึกแปลกๆ นั่นอีก เหมือนกับกำลังถูกใครจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ในระหว่างที่เธอเล่าเรื่องที่ได้มองเห็นให้โทนี่ กับเจฟฟัง

                เธอพลิกตัวมาดูนาฬิกาอีกครั้ง

                ‘ห้าทุ่มกว่าแล้วหรือนี่…คงต้องพึ่งยาสักหน่อยแล้วคืนนี้’

                ในบางครั้งเธอก็ต้องพึ่งยานอนหลับบ้างเหมือนกัน เธอลุกขึ้นแล้วเดินไปกินยาก่อนที่จะกลับมาล้มตัวลงนอนอีกครั้ง คราวนี้ความง่วงเริ่มมาเยือนเธออย่างรวดเร็ว สติของเธอเริ่มเลือนราง แต่ในขณะนั้นเองภาพในห้องครัวแห่งนั้นก็ผุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้ภาพทุกอย่างกลับกระจ่างจ้าชัดเจน

                เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนเดิม เหมือนกับที่เธอได้เห็นมาก่อนแล้ว แต่ว่าคราวนี้เธอรู้แล้วว่าทำไมภาพของมันถึงดูมัวๆ ในตอนนั้น

                มีร่างกึ่งโปร่งใสของผู้หญิงคนหนึ่งยืนขวางอยู่ข้างหน้าเธอ เธอมองเห็นภาพทั้งหมดผ่านร่างของผู้หญิงคนนี้อีกทีหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้มองตรงมาที่เธอ หน้าตาของหญิงคนนั้นแสดงความเคียดแค้นชิงชังออกมาอย่างเปิดเผย

                ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเดียวกับผู้หญิงที่นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ในครัวแห่งนั้นนั่นเอง ผู้หญิงคนนั้นไม่ต้องการให้เธอเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงได้มายืนขวางเอาไว้ แล้วตอนนี้ร่างๆ นั้นก็กำลังลอยตรงมาหาเธอจากครัวแห่งนั้น มาหาเธอที่กำลังนอนอยู่บนเตียงในบ้านของเธอเอง

                โดโรธีเริ่มกรีดร้อง แต่ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดรอดออกมาจากปากของเธอ

#####

                โดโรธีเห็นแสงสว่างส่องประกายขึ้นในความมืดมิดที่ล้อมอยู่รอบตัว เธอรู้สึกถึงแรงฉุดเบาๆ ที่มือเพื่อนำเธอไปยังแสงนั้น แสงเริ่มสว่างจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนเธอต้องหรี่ตาลงพร้อมกับพยายามยกมือขึ้นเพื่อบังแสงนั้น

                “คนไข้ฟื้นแล้วครับ”

                หมอขยับไฟฉายที่ส่องดูดวงตาของโดโรธีออก เมื่อพบว่าม่านตา และร่างกายของเธอมีอาการตอบสนอง เขาขยับหลบไปข้างๆ เพื่อเปิดทางให้ผมเดินเข้ามาใกล้ๆ เตียงคนไข้

                “โดโรธี คุณเป็นยังไงบ้าง”

                โทนี่ยังคงกุมมือของเธอเอาไว้ เขานั่งกุมมือของเธออยู่ข้างเตียงตลอดเวลาตั้งแต่มาถึงห้องฉุกเฉินแห่งนี้

                “…ฉัน…เป็นอะไร…แล้วฉันอยู่ที่ไหน”

                “คุณอยู่ที่โรงพยาบาล ในห้องฉุกเฉิน แต่ตอนนี้คุณไม่เป็นอะไรแล้ว”

                ท่าทางเธอยังงงๆ อยู่

                “…เกิดอะไรขึ้น”

                “…หมอคิดว่าอาจเป็นเพราะยานอนหลับที่คุณกิน มันไปกดระบบหายใจของคุณ หลังจากนี้คุณคงต้องเลิกกินมันแล้วล่ะนะ”

                “แล้ว…ฉันมาที่นี่ได้ยังไง”

                โทนี่หันมามองผม

                “เธอคงต้องถามซีไอเอคนนี้ดูเอง เขาไม่ยอมบอกว่าเขาไปหาคุณกลางดึกทำไม แต่เขาบุกเข้าไปในบ้านแล้วโทรเรียกรถฉุกเฉินไปรับคุณได้ทันเวลาพอดี”

                ตอนแรกเขาไม่ค่อยพอใจนักเมื่อรู้ว่าผมไปหาเธอกลางดึก แต่เมื่อมันกลายเป็นว่าผมได้ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ และเขาก็ไม่มีหลักฐานอื่นใดที่บ่งบอกว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ดูเหมือนว่าเขาจะสงบลงได้นิดหน่อย

                “…ผมมีข้อมูลสำคัญบางอย่างที่อยากตรวจสอบก่อนที่จะต้องเดินทางเท่านั้นเอง”

                “เรื่องอะไรหรือคะ”

                “…ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้วล่ะครับ”

                เธอมองหน้าผมก่อนที่จะทำท่าเหมือนกับนึกอะไรได้ขึ้นมา

                “โอพระเจ้า ใช่แล้ว…เธอนั่นเอง…เธอ…”

                ผมบีบแขนเธอเบาๆ ก่อนที่จะพูดขึ้น

                “คุณหมอครับ ขอเวลาให้พวกเราคุยกันเองสักครู่ได้ไหมครับ”

                หมอหันมามองผมอย่างงงๆ แต่เขาก็ยอมออกไปโดยดี ก่อนออกไปเขาพูดทิ้งท้ายไว้ว่า

                “คนไข้พึ่งฟื้นตัวควรจะได้พักผ่อนมากๆ นะครับ”

                เมื่อม่านถูกดึงปิดเรียบร้อย เธอก็พูดเบาๆ ด้วยความตื่นกลัว

                “เธอ…ทั้งหมดนี่เป็นฝีมือของเธอ”

                “ใคร…เรื่องอะไร”

                โทนี่ถามอย่างงุนงง

                “ใช่…เป็นฝีมือของเธอ ผมไม่รู้ว่าเธอทำได้ยังไง แต่เธอคงแค้นคุณที่ทำให้ลูกของเธออดได้เงินประกัน”

                เธอจ้องหน้าผมเขม็ง

                “คุณรู้…แต่คุณรู้ได้ยังไง…เพราะอย่างนั้นคุณถึงไปหาฉัน คุณจะไปเตือนฉันใช่ไหม”

                ผมพยักหน้า

                “ผมมาช้าไปก้าวหนึ่ง แต่ก็ยังดีที่ไม่สายจนเกินไป”

                “เฮ้ พวกคุณพูดเรื่องอะไรกันน่ะ ผมไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”

                โทนี่แทรกขึ้น เธอมองหน้าผมก่อนที่จะหันไปหาเขา

                “ผู้หญิงคนที่กินยาตายคนนั้น…เธอแค้นฉันที่ฉันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พวกคุณฟัง เธอไม่ต้องการให้ใครรู้…เธอจึงแค้นฉัน…ทั้งหมดนี่…เป็นฝีมือของเธอ”

                เขาทำหน้างง

                “คุณพูดล้อเล่นใช่ไหม”

                “เปล่า ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ”

                “…แต่คุณเองเป็นคนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยนี่นา”

                “…ฉันเห็นเธอกับตา ก่อนที่ฉันจะหมดสติ ฉันเห็นเธอ…”

                หน้าตาของโดโรธีแสดงความหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน โทนี่ต้องคอยปลอบเธอ เขาหันมาหาผมก่อนที่จะถามขึ้นว่า

                “เอาเป็นว่าถ้าเรื่องที่โดโรธีเล่ามาเป็นความจริง แล้วคุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน”

                ผมหยิบเอาเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กของผมออกมาพร้อมกับเปิดช่วงตอนที่พวกเรากำลังคุยกันอยู่ภายในห้องครัวแห่งนั้นให้ทุกคนฟังเบาๆ

                “ผมพึ่งจะตรวจสอบมันก่อนนอน”

                “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่นา”

                โทนี่บอก เขาไม่ได้ยินอะไรที่ผิดปกติ

                “เครื่องบันทึกนี้ถูกออกแบบมาให้สามารถบันทึกเสียงในย่านความถี่ที่หูของมนุษย์ไม่สามารถได้ยินเอาไว้ด้วย เดี๋ยวผมจะเล่นมันให้ฟังอีกครั้ง”

                เขาบ่นอุบอิบเบาๆ

                “เชอะ…ของเล่นของพวกซีไอเอ”

                ผมทำเป็นไม่ได้ยินก่อนที่จะเปิดช่วงตอนเดิมให้ฟังซ้ำอีกครั้ง โดยคราวนี้ผมให้มันเล่นเสียงในทุกย่านความถี่ออกมาพร้อมๆ กัน ในเสียงที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นมีเสียงพร่าๆ คล้ายกับคลื่นรบกวนแทรกอยู่ตลอดการสนทนา เสียงผู้หญิงที่ทำให้ทั้งโดโรธี และโทนี่ ต่างขนลุก และรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว

                “…แ…ค้…น…ฆ่…า…แ…ก…แ…ค้…”

                ผมปิดเครื่องบันทึกเสียง พวกเขาทั้งสองคนจ้องผมเป็นตาเดียว โทนี่ถามขึ้นในที่สุด

                “…คุณไม่ได้ทำมันขึ้นมาเองใช่ไหม”

                “เปล่า พอผมได้ยิน ผมก็รีบไปหาเธอทันที ทีนี้พวกคุณเข้าใจหรือยัง”

                ผมหันไปหาโดโรธี ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้เธอเข้าใจได้อย่างไร ในบางครั้งคลื่นที่สะท้อนไปมาอยู่ในที่เกิดเหตุนั้น ยังคงมีความยึดติดกังวลจากเจ้าของตกค้างอยู่ด้วยเช่นกัน คลื่นแบบนี้อาจก่อให้เกิดผลกับร่างกายอย่างในกรณีนี้ได้

                “คุณสบายใจได้มันจะไม่เกิดขึ้นอีก…”

                “คุณรู้ได้ยังไง”

                โดโรธี ถามกลับมายิ้มๆ ท่าทางของเธอดูเหมือนจะเชื่อคำพูดของผม จากการวิจัยกรณีแบบนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่เคยพบว่ามีการเกิดขึ้นซ้ำอีกเลย คลื่นนั้นจะลบเลือนหายไปตลอดกาล

                “…แต่เฉพาะในกรณีนี้เท่านั้นนะ ถ้าคุณยังคงทำงานนี้ต่อไป และไปพบเจอกับกรณีที่คล้ายๆ กันนี้ขึ้นมาอีก…มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน”

                เธอหุบยิ้มทันทีพร้อมกับหันไปจับมือโทนี่อีกครั้ง เขาหันมามองหน้าผมก่อนที่จะพูดว่า

                “อาจจะได้เวลาเลิกงานของเธอแล้วก็เป็นได้…ต่อไปผมจะคอยดูแลเธอเอง”

                ผมล่ำลาทั้งสองอีกครั้งก่อนที่จะเดินทางไปยังเกาะสมุย ที่ผมจะไปนอนเล่นพักผ่อนบนหาดทรายให้สบายอารมณ์

Leave a Comment

You must be logged in to post a comment.