ผมค่อยๆ หย่อนร่างลงในน้ำร้อนจนกระทั่งเหลือแต่ส่วนศีรษะโผล่พ้นอยู่เหนือน้ำ รอบๆ บริเวณนั้นเงียบสงัด จันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่ริมขอบฟ้า มองเห็นเงาของทิวเขาทอดยาวอยู่ไกลๆ บ่อน้ำแร่แห่งนี้ในยามที่เป็นฤดูท่องเที่ยวจะมีผู้คนพลุกพล่าน แต่ในช่วงนี้ของปีกลับไม่ค่อยมีผู้คนมาเยี่ยมเยียนมากนัก
หลายปีมาแล้วที่ผมได้เรียนรู้ถึงความสุขจากการแช่ตัวในบ่อน้ำแร่ร้อนๆ และทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น ผมไม่เคยพลาดที่จะหาเวลามาผ่อนคลายร่างกายในรูปแบบนี้
หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะถอดเสื้อผ้าต่อหน้าคนที่เราไม่รู้จัก แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เมื่อคุณพบว่าคนอื่นๆ เห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ คุณก็ทำตามได้ไม่ยาก และความจริงแล้วมันก็มีมารยาทเล็กๆ น้อยๆ ในการทำกิจกรรมร่วมกันแบบนี้ ไม่มีใครมามองจ้องคุณตรงๆ และคุณเองก็ควรทำแบบพวกเขาเช่นกัน
คืนนี้ผมนั่งแช่อยู่ในบ่อน้ำแร่อย่างสบายใจ เพราะมีผมอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น ความเครียด และความเหนื่อยล้าทั้งหลายถูกน้ำร้อนที่มีส่วนผสมของแร่ธาตุเหล่านี้ค่อยๆ ชำระล้างออกไปจนหมดสิ้น
ในช่วงแรกผมแช่อยู่ในน้ำร้อนๆ แบบนี้ได้ไม่นานนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป และผมเริ่มมีประสบการณ์กับมันมากขึ้น เวลาในการแช่อยู่ในน้ำร้อนของผมก็ถูกยืดออกไปเรื่อยๆ
ผมใช้ผ้าสีขาวผืนเล็กๆ ชุบน้ำแร่ในบ่อแล้วบิดให้หมาดๆ นำมาวางลงบนหน้า ความร้อนของมันที่พุ่งวาบไปทั่วใบหน้าให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี
ผมได้ยินเสียงน้ำ และรู้สึกได้เมื่อผิวน้ำกระเพื่อม ผมคงมีเพื่อนมาร่วมแช่น้ำแร่ด้วยแล้ว ผมค่อยๆ ยกมุมหนึ่งของผ้าที่ปิดหน้าเอาไว้แล้วแอบมองไปยังทิศทางนั้น ดวงตากลมโตคู่หนึ่งจ้องมองมาอย่างระแวง เมื่อเธอได้เห็นใบหน้าของผม
สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปของญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันนี้ ทำให้บ่อน้ำแร่ทั้งหลาย แบ่งแยกหญิงชายออกจากกัน แต่ยังมีบางสถานที่ที่ยังคงยึดติดกับสิ่งที่เคยเป็นมาแต่เก่าก่อน โดยยังคงเป็นบ่อรวมที่ไม่มีการแบ่งเพศ ซึ่งบ่อน้ำแร่ที่ตั้งอยู่ภายในโรงแรมเก่าแก่แห่งนี้ก็เป็นเช่นนั้น
ผมรีบเลื่อนสายตากลับมายังวิวของขุนเขาใต้แสงจันทร์ ถึงแม้ผมจะเคยชินกับการแช่น้ำแร่แบบนี้ แต่ผมก็ยังไม่เคยแช่อยู่ในบ่อร่วมกับผู้หญิงมาก่อน มีเสียงความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ดังมาจากในทิศทางที่เธอคนนั้นกำลังแช่น้ำอยู่ แสดงว่าถึงแม้เธอจะตกใจที่เห็นคนต่างชาติอย่างผม แต่เธอก็ตัดสินใจที่จะอยู่ในนี้ต่อไป
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมแช่อยู่ในนี้มาได้พักใหญ่แล้ว หรือเพราะความรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องแช่น้ำร่วมกับเธอทำให้ผมตัดสินใจที่จะขึ้นจากบ่อ นั่นทำให้ผมนึกถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ทั้งเนื้อทั้งตัวของผมในตอนนี้มีเพียงผ้าสีขาวผืนเล็กนี่อยู่เพียงผืนเดียวเท่านั้น
ผมค่อยๆ เดินลัดเลาะไปยังขอบบ่อโดยหันหลังให้กับเธอ ผมกะจะรีบขึ้นจากบ่อแล้วเข้าไปยังห้องแต่งตัวโดยเร็วที่สุด โดยอาศัยเพียงผ้าผืนน้อยนั้น และตามมารยาทแล้วเธอก็ไม่ควรจะหันมามองในตอนที่ผมขึ้นจากบ่อ
ผมเหลือบมองกลับไปยังจุดที่เธอเคยแช่น้ำอยู่ แต่เธอไม่ได้อยู่ที่นั่น ผมกวาดตามองไปรอบๆ บ่อน้ำร้อนแห่งนี้ไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก และถึงแม้ว่ามันจะมีมุมที่สามารถเข้าไปหลบเพื่อหาความเป็นส่วนตัวได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตจนถึงขนาดที่คนทั้งคนจะเข้าไปหลบซ่อนได้อย่างมิดชิด
ผมขึ้นจากบ่ออย่างงงๆ แล้วมองสำรวจดูทั่วๆ อีกครั้ง เธอไม่ได้อยู่ในนี้แน่ และไม่มีทางเลยที่เธอจะแอบขึ้นจากบ่อไปได้เงียบๆ ขนาดนั้น แต่เมื่อมาลองคิดทบทวนดูอีกครั้งในตอนที่เธอเดินเข้ามาผมก็ไม่รู้ตัวเลยเช่นกัน สายลมเย็นยามค่ำพัดโชยมา ตามปกติแล้วมันจะทำให้ผมรู้สึกสบายตัว แต่ในครั้งนี้มันกลับทำให้ผมรู้สึกเย็นเฉียบไปทั้งร่าง
ผมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยใส่ ชุดยูคาตะ ซึ่งเป็นเสื้อคลุมยาวพร้อมสายรัดเอวที่ทางโรงแรมจัดเตรียมเอาไว้ให้ มันเป็นชุดที่นิยมใส่กันเมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวแบบนี้ และเราสามารถใส่มันออกไปเดินเล่นข้างนอกได้โดยไม่เป็นที่แปลกหูแปลกตาแต่ประการใด
เมื่อออกมาจากห้องแต่งตัว ผมก็ได้เจอกับพนักงานสาวของทางโรงแรมเข้าพอดี ผมกล่าวคำทักทายเธอด้วยภาษาญี่ปุ่น นี่เป็นความสามารถอย่างหนึ่งของผม ผมสามารถสื่อสารได้เกือบทุกภาษาในโลก มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับเลือกเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอแห่งหน่วยที่สิบสามอันแสนลึกลับนี้
“ขอโทษนะครับ เมื่อสักครู่มีแขกคนอื่นเข้าไปใช้บ่อน้ำแร่หรือเปล่าครับ”
เธอเอียงศีรษะทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตอบคำถามของผม ผมยังจำได้ดีว่าเธอเคยพยายามที่จะหลบหน้าผมขนาดไหนเมื่อได้พบกัน และเธอมีสีหน้าประหลาดใจแค่ไหนในตอนที่ได้ยินผมพูดภาษาญี่ปุ่นอย่างชัดถ้อยชัดคำเป็นครั้งแรก
“เอ…ไม่มีนี่คะ คืนนี้มีคุณเข้าพักเพียงคนเดียวเท่านั้น และไม่มีใครมาติดต่อขอใช้บริการบ่อน้ำแร่เลย…มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“…ไม่มีอะไรหรอกครับ”
“ช่วงนี้ของปีก็เป็นแบบนี้แหละคะ ถ้าเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวแถวนี้จะคึกคักมากกว่านี้เยอะ…ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวก่อนนะคะ”
เธอยิ้มหวานก่อนที่จะก้มหน้าลงพร้อมกับเบี่ยงตัวเดินจากไป ผมยืนอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่งพร้อมกับครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการแช่น้ำร้อนนานเกินไป งานของหน่วยที่สิบสามทำให้ผมได้มีโอกาสพบเจอกับเรื่องแปลกๆ มากมายทั่วโลก ซึ่งทำให้ผมสามารถเปิดใจยอมรับกับเรื่องราวที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์เหล่านี้ได้
ผมเชื่อเสมอว่าเรื่องราวแปลกประหลาดทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องมีเหตุผลอยู่ในตัวมันเอง ผมจะรอดูต่อไปว่าเรื่องราวชวนขนลุกที่เริ่มต้นขึ้นในคืนนี้จะจบลงอย่างไร
ผมตัดสินใจที่จะออกไปเดินเล่นข้างนอกสักครู่หนึ่งก่อนที่จะเข้านอน เมื่อตอนบ่ายผมเห็นร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมแห่งนี้ไปไม่ไกลนัก ร้านเหล้าพวกนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน ภายในร้านจะมีเคาเตอร์เล็กๆ ที่นั่งได้เพียงไม่กี่คน เจ้าของร้านก็จะยืนทำอาหารอยู่ด้านหลังเคาเตอร์นั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารง่ายๆ ที่เหมาะกับเบียร์ หรือเหล้าสาเก
เจ้าของร้านจะพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง และบางครั้งก็จะร่วมดื่มไปกับลูกค้าด้วย ส่วนใหญ่ร้านแบบนี้มักจะมีลูกค้าขาประจำ ซึ่งก็คือคนที่อาศัย หรือทำงานอยู่ในย่านนั้นนั่นเอง ผมเคยมีโอกาสได้ลองนั่งในร้านแบบนี้มาสองสามครั้ง มันมีบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ผมรู้สึกชื่นชอบอยู่ไม่น้อย
ผมเดินไปเรื่อยๆ ตามทางเดินแคบๆ ที่มีแสงไฟไม่ค่อยสว่างนัก เสียงแมลงบางชนิดที่ผมไม่รู้จักส่งเสียงร้องมาจากที่ไกลๆ แสงจันทร์ และสายลม ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย ที่นี่แตกต่างจาก โตเกียว โอซาก้า หรือบรรดาเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลายในญี่ปุ่น มันราวกับอยู่กันคนละโลกเลยทีเดียว
เสียงประหลาดดังขึ้นทำลายเสียงของยามค่ำคืน หลังจากนั้นมันก็ดังขึ้นเป็นจังหวะโดยทิ้งช่วงห่างๆ กัน ผมหยุดยืนฟังจนมั่นใจว่ามันน่าจะเป็นเสียงระฆัง แถวๆ นี้คงมีวัดตั้งอยู่ ผมเคยได้ยินมาว่าวัดในญี่ปุ่นจะทำการตีระฆังหนึ่งร้อยแปดครั้งในคืนวันสิ้นปีย่างเข้าสู่ปีใหม่ ความหมายเพื่อเป็นการชำระล้างเคราะห์กรรมทั้งหลายในปีนี้ให้หมดไปเพื่อให้มีชีวิตสดใสในปีหน้า
แต่ว่าวันนี้ไม่ใช่วันสิ้นปี อาจจะเป็นงานฉลองบางอย่างของทางวัดก็เป็นได้ ผมเกิดความรู้สึกสนใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่รู้ว่าวัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศไหนกันแน่ การเดิมตามเสียงระฆังไปในยามค่ำคืนคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก
ผมหันเหความสนใจกลับมาสู่ร้านเหล้าแห่งเดิมอีกครั้ง และในตอนที่ผมเริ่มออกเดิน ร่างของผู้หญิงในชุดสีขาวก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า ผมสีดำยาวของเธอปกคลุมทั่วแผ่นหลัง ผมนึกถึงผู้หญิงลึกลับที่เจอในบ่อน้ำแร่ กับภาพของผีญี่ปุ่นที่เคยพบเจอเป็นประจำในภาพยนต์สยองขวัญสมัยนี้
ขนที่แขน และหลังคอของผมพร้อมใจกันตั้งชันขึ้น ผมเปิดอุปกรณ์อัดเสียงขนาดเล็กซึ่งเป็นสิ่งที่ผมพกติดตัวอยู่ตลอด ก่อนที่จะเดินเข้าหาร่างของหญิงลึกลับนั้น อุปกรณ์นี้สามารถอัดเสียงในย่านความถี่ที่หูของมนุษย์ไม่อาจได้ยินด้วย มันจะเป็นทั้งหลักฐาน และข้อมูลให้นำกลับไปวิเคราะห์เพิ่มเติมได้อีกหลังจากที่เหตุการณ์ลึกลับในค่ำคืนนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว
พอผมเดินเข้าไปใกล้ ผู้หญิงคนนั้นก็เริ่มออกเดินเช่นกัน มีอะไรแปลกๆ ในท่าทางการเดินของเธอ ร่างกายของเธอมีการขยับเคลื่อนไหวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดูเหมือนเธอค่อยๆ ลอยห่างออกไปอย่างช้าๆ และไม่ว่าผมจะเร่งฝีเท้าขึ้นมากเท่าไร ระยะห่างระหว่างเราก็ไม่ได้ลดลงเลย
ผมตัดสินใจส่งเสียงเรียกออกไป เธออาจจะหยุดเดินพร้อมกับหันกลับมา แล้วทั้งหมดนี้ก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องตลกจากความขวัญอ่อนของผมเอง
“คุณครับ กรุณารอสักครู่ครับ”
แต่เธอก็ไม่ยอมหยุด ร่างของเธอยังคงนำหน้าผมไปเรื่อยๆ ผมส่งเสียงเรียกออกไปอีกครั้งแต่ก็ไร้ผล ตอนนี้ผมเลิกเร่งฝีเท้าเพื่อไล่ตามเธอแล้ว แต่เปลี่ยนมาเป็นการเดินตามสบายไปเรื่อยๆ แทน
จริงๆ แล้วเรื่องทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากมายนัก ผมเพียงแค่เดินตามหลังผู้หญิงผมยาวในชุดขาวคนหนึ่งไปตามทางเดินในยามค่ำคืนท่ามกลางแสงจันทร์ กับสายลมอ่อนๆ ผมหวังเพียงว่าเธอคงจะไม่หันกลับมาแล้วเริ่มทำอะไรแปลกๆ แบบที่เคยเห็นในหนังผีพวกนั้น
เสียงระฆังดังชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนเธอกำลังจะนำผมไปยังวัดแห่งนั้น ผมเริ่มเกิดความคิดขึ้นมาว่า พิธีหรืออะไรก็ตามที่ทางวัดกำลังดำเนินการอยู่นี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหญิงลึกลับคนนี้
แล้วอยู่ๆ ร่างของเธอก็หายไปจากสายตาผม ตอนแรกเธอยังอยู่ตรงนั้น แล้วพริบตาต่อมาเธอก็หายไป ผมหันมองไปรอบตัว ทางด้านข้างของผมเป็นกำแพงหินสูงของสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นบ้านพักอาศัย ทุกที่ทางเงียบสงัดไม่มีวี่แววของใครให้พบเห็น
ผมยืนงงอยู่ตรงนั้นก่อนที่เสียงระฆังจะดังปลุกผมให้หลุดออกจากพวัง เสียงของมันดังอยู่ใกล้ๆ นี้เอง ผมมองตรงไปข้างหน้ามีแสงสว่างส่องลอดออกมาจากช่องประตูที่เปิดอยู่ ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมคาดเดาไว้จะถูกต้อง เธอจงใจที่จะนำทางผมมาสู่วัดแห่งนี้นั่นเอง
เมื่อผมเดินผ่านประตูเข้าไปภายในวัด สิ่งแรกที่ได้ยินก็คือเสียงสวดมนต์ มันฟังดูเหมือนกับว่ามีพระจำนวนมากมารวมกันอยู่ภายในวัดแห่งนี้ น่าแปลกที่ผมไม่ได้ยินเสียงเหล่านี้เลยเมื่อตอนที่อยู่ข้างนอกกำแพง ผมเดินตามเสียงสวดไปจนกระทั่งได้พบกับสิ่งที่ทำให้ต้องประหลาดใจ
เสียงนั้นดังออกมาจากจากก้อนหินใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งของสวนหินประดับด้านหน้าอาคารชั้นเดียวหลังหนึ่ง ผมลองเงี่ยหูฟังจนมั่นใจว่ามันดังออกมาจากก้อนหินจริงๆ เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงชายสูงอายุดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“คุณมาทำอะไรที่นี่”
ผมรีบหันกลับไป มีพระผู้เฒ่ารูปหนึ่งยืนอยู่ทางด้านหลัง เมื่อท่านได้เห็นหน้าผมชัดๆ ท่านก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะที่ล้านเลี่ยนของท่านพร้อมกับทำหน้ายุ่ง
“เอ่อ ฮู…ฮู อา…เอ่อ…”
“สวัสดีครับ ขออภัยที่ผมบุกรุกเข้ามาโดยพลการแบบนี้”
ผมรีบตอบท่านเป็นภาษาญี่ปุ่น การเป็นชาวอเมริกันที่สามารถพูดภาษาท้องถิ่นนั้นๆ ได้ จะทำให้คุณได้รับโอกาสที่ดีขึ้นในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มากกว่าปกติ
“พูดญี่ปุ่นได้ด้วย คุณเป็นฝรั่งที่เก่งจริงๆ เลยนะ”
ท่านทำหน้าตาแปลกใจในตอนแรก ก่อนที่จะยิ้มให้กับผม
“เอ่อ หินก้อนนี้มันเป็นอะไรกันแน่ครับ ทำไมผมถึงได้ยินเสียงสวดมนต์ดังออกมาแบบนี้”
ท่านหัวเราะเสียงดังก่อนที่จะตอบคำถามของผม มันเป็นคำตอบที่ทำให้ผมต้องอึ้ง
“มันเป็นลำโพงยังไงล่ะคุณ”
เมื่อท่านได้เห็นสีหน้าของผม ท่านก็เริ่มหัวเราะเสียงดังอีกครั้ง
“มันเป็นลำโพงที่ถูกออกแบบให้เข้ากับสถานที่…ทั่วทั้งวัดนี้มีลำโพงคุณภาพเยี่ยมซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก หากเราเปิดเสียงมันให้ดังเต็มที่ ผู้คนในหมู่บ้านตากอากาศรอบๆ นี้ก็จะได้ยินกันทั้งหมดเลยทีเดียว”
ความเรียบง่ายของวิถีชีวิตในที่นี้ทำให้ผมลืมไปเสียสนิท ผมมองไปรอบๆ และนึกขึ้นมาได้ว่าผมกำลังยืนอยู่ในญี่ปุ่น ประเทศที่มีเทคโนโลยีเจริญรุดหน้ามากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง นั่นทำให้ผมนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ผมมาอยู่ในที่นี้
“กำลังทำพิธีอะไรกันอยู่หรือครับ”
“อืม…นี่เป็นพิธีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีของวัดแห่งนี้…มันไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนาเสียทีเดียวหรอกนะ แต่เป็นความเชื่อของคนแถวๆ นี้น่ะ”
“ผมชักรู้สึกสนใจขึ้นมาแล้ว ท่านพอจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมได้ไหมครับ”
“อืม…เอายังไงดีล่ะเนี่ย”
“นะครับ ผมขอรบกวนหน่อยนะครับ”
ท่านยืนขบคิดใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าในที่สุด
“ก็ได้ แต่ว่าเราย้ายที่คุยกันจะดีกว่า”
ท่านเดินนำหน้าพาผมเข้าไปในอาคารชั้นเดียวหลังนั้น ด้านหลังประตูเลื่อนแบบญี่ปุ่น เป็นห้องที่ปูพื้นด้วยเสื่อเป็นแผ่นๆ ที่เรียกกันว่า ตาตามิ มีโต๊ะเตี้ยๆ ตัวหนึ่งวางอยู่กลางห้อง บนฝาผนังด้านหลังมีภาพตัวอักษรแขวนประดับอยู่ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นได้รับมาจากวัฒนธรรมของจีนตั้งแต่สมัยโบราณ
เราสองคนนั่งลงคนละฝั่งที่โต๊ะเตี้ยกลางห้อง ผมนั่งทับเข่าแบบเดียวกับท่าน พระผู้เฒ่ายิ้มพร้อมกับพยักหน้าน้อยๆ
“นั่งตามสบายเถอะ”
“ผมนั่งแบบนี้ก็ได้ครับ”
ท่านยิ้มอีกครั้ง
“เรามีนามว่า อิชชิน ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ผมชื่อ เจฟ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
ผมก้มศีรษะทักทายตามมารยาทที่ได้เรียนรู้มา ท่านมองพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
“เออ คุณนี่เก่งดีแฮะ น่าสนใจ…น่าสนใจ”
ด้านนอกประตูห้องที่เปิดทิ้งเอาไว้มีพระหนุ่มรูปหนึ่งโผล่หน้ามา เมื่อเห็นผมเข้าเขาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน
“เท็ตไซ ไปเอาน้ำชามาต้อนรับแขกหน่อยซิ”
“…ครับ ท่านอาจารย์”
แม้จะรู้สึกประหลาดใจสักแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้ไต่ถามอะไรแม้แต่คำเดียว พระผู้เฒ่าหันความสนใจกลับมายังตัวผมอีกครั้ง
“ว่าแต่ว่า คุณมาถึงที่นี่ได้ยังไง คุณคงจะมาท่องเที่ยวพักผ่อนที่บ่อน้ำพุร้อน แต่มันก็อยู่ห่างออกไปพอสมควร วัดเราก็ไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเสียด้วย…”
“เอ่อ…ผมเดินตาม…เสียงระฆังมาน่ะครับ”
ผมยังไม่อยากบอกท่านเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงลึกลับคนนั้น ท่านหยีตามองดูผม ดูเหมือนท่านจะรู้ว่าผมมีเรื่องที่ยังปกปิดเอาไว้ แต่ท่านก็ไม่ได้พูดถึงมัน
“ในค่ำคืนนี้ของทุกปี ทางวัดจะทำพิธีตีระฆังหนึ่งร้อยแปดครั้งขึ้น เพื่อเป็นการบูชาเทพแห่งขุนเขา มันเป็นประเพณีของทางวัดที่มีการยึดถือกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว”
“แล้วมันเริ่มต้นขึ้นอย่างไรครับ ได้มีการบันทึกเอาไว้หรือเปล่าครับ”
ท่านยิ้มพร้อมกับพยักหน้า
“บันทึกอะไรน่ะไม่มีหรอก…แต่ว่ามันมีเรื่องเล่าที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในบริเวณรอบๆ นี้…คุณสนใจที่จะฟังไหมล่ะ”
“สนใจสิครับ”
ผมรีบตอบ และในตอนนั้นเองที่พระหนุ่ม เท็ตไซ กลับมาพร้อมกับน้ำชาที่มีควันฉุยสองแก้ว พระผู้เฒ่ากล่าวขอบใจเขาพร้อมกับสอบถามถึงเรื่องการตีระฆัง
“ใกล้ครบหรือยังล่ะ”
“เกือบครบแล้วครับท่านอาจารย์ ยังขาดอยู่อีกสามสิบกว่าครั้ง ตอนนี้เป็นรอบของ อุนริว อยู่ครับ”
“ดี ดี ดูแลจัดการให้เรียบร้อยนะ”
“ครับ ท่านอาจารย์”
ผมกล่าวคำขอบคุณบ้างก่อนที่เขาจะออกจากห้องไป เขาดูแปลกใจเล็กน้อยที่ได้ยินภาษาญี่ปุ่นจากปากผม พระผู้เฒ่ายกน้ำชาร้อนๆ ขึ้นดื่ม ผมจึงยกขึ้นมาจิบบ้าง กลิ่นหอมของชากระจายไปทั่วปากให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
“น่าเสียดาย ที่ไม่มีขนมสักชิ้นสองชิ้น”
พระผู้เฒ่าบ่นพึมพำเบาๆ พร้อมกับทอดสายตามองออกไปนอกประตู ผมจึงมองตามท่านบ้าง สวนหินที่อยู่ด้านหน้าถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์จนดูคล้ายกับว่าพวกมันพากันเรืองแสงออกมา หินกรวดก้อนเล็กๆ ที่ถูกคราดให้เป็นรอยคลื่นดุจดั่งผืนน้ำ หินก้อนใหญ่ๆ อีกหลายก้อนที่ถูกจัดวางอย่างระมัดระวัง เปรียบดั่งเกาะแก่งกลางทะเล และผมก็เกือบจะลืมไปเลยว่าหินก้อนหนึ่งในนั้นเป็นลำโพงซ่อนรูป
“…แบบนี้ก็สวยไปอีกแบบนะ”
“ครับ”
“หากนั่งมองมันในยามกลางวันก็จะได้อีกความรู้สึกที่แตกต่างออกไป”
“เป็นอย่างนั้นหรือครับ”
เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าเสียงมันฟังแปลกออกไปจากเดิมเล็กน้อย พระผู้เฒ่าเหมือนกับหยุดนิ่งคิดอะไรอยู่เช่นกัน ก่อนที่ท่านจะหันกลับมาหาผม
“เอาล่ะ…กลับมาที่เรื่องของเราจะดีกว่า”
หลังจากนั้นท่านก็เริ่มเล่าตำนานเกี่ยวกับเรื่องการตีระฆังออกมา ในสมัยก่อนหมู่บ้านที่อยู่รอบๆ บริเวณนี้จะมีโรคระบาดร้ายแรงเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ทุกปีจะมีคนจำนวนมากที่ต้องสังเวยชีวิต ชาวบ้านเล่าลือกันว่าเมื่อใดที่เมฆดำประหลาดล่องลอยผ่านเหนือบ้านใคร จะต้องมีคนล้มตายลงอย่างแน่นอน
จนวันหนึ่งได้มีนักบวชเดินทางผ่านมา ชาวบ้านได้รวมตัวกันเพื่อขอร้องให้ท่านช่วยเหลือ นักบวชนั้นเป็นผู้ร่ำเรียนเกี่ยวกับไสยเวท ท่านเกิดความสงสารพวกชาวบ้านจึงตกลงใจที่จะช่วย ท่านรู้ดีว่าโรคร้ายนั้นเกิดจากการกระทำของปีศาจที่มีชื่อเรียกว่า นุเอะ
นุเอะ เป็นสัตว์ประหลาดที่มีร่างกายเกิดจากการรวมกันของสัตว์หลายชนิด มันมีหัวเป็นลิง ตัวเป็นแรคคูน ขาเป็นเสือ และหางเป็นงู มันสามารถกลายร่างเป็นเมฆดำล่องลอยไปมาในอากาศ และมันจะนำพาความเจ็บป่วย โรคร้าย ไปสู่ทุกที่ที่มันผ่านไป ตราบใดที่มันยังคงอยู่ โรคระบาดก็จะไม่มีวันยุติ
นักบวชเดินหายเข้าไปในป่าตั้งแต่เช้า และเมื่อเขากลับออกมาในตอนเย็นก่อนที่แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ตลอดทั้งร่างของเขาก็เต็มไปด้วยบาดแผลที่เกิดจากเขี้ยวเล็บของสัตว์ แม้ชาวบ้านจะช่วยกันให้การรักษาพยาบาลท่านอย่างเต็มที่ แต่เมื่อผ่านไปสามวันความหวังของทุกคนก็หมดสิ้นลง
ท่านบอกกับชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมกันในวันนั้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าว่า ถึงแม้ท่านจะสามารถปราบ นุเอะ ลงได้ แต่ก็ไม่มีพลังเพียงพอที่จะทำลายมัน สุดท้ายท่านจึงต้องสะกดร่างของมันเอาไว้โดยอาศัยพลังจากเทพแห่งขุนเขา แต่พลังนั้นจะค่อยๆ เสื่อมสลายลงไปตามกาลเวลา
ท่านขอให้ชาวบ้านรวบรวมโลหะ และเงิน เพื่อว่าจ้างช่างหล่อให้หล่อระฆังขึ้นมาใบหนึ่ง แล้วในวันนั้นของทุกปีให้ทำพิธีตีระฆังหนึ่งร้อยแปดครั้ง เพื่อเสริมพลังให้กับเทพแห่งขุนเขา เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นผนึกอาจเสื่อมลงจน นุเอะ สามารถฟื้นกลับมาก่อความเดือดร้อนได้อีกครั้ง
พระผู้เฒ่าหยุดเล่าพร้อมกับเสียงระฆังที่ดังขึ้นพอดี คราวนี้ผมได้ยินอย่างชัดเจนว่าเสียงของมันดังแปลกไปจริงๆ พระเฒ่าขมวดคิ้ว ท่านเองก็คงรับรู้ได้เช่นกัน
เสียงฝีเท้าดังมาตามทางเดินก่อนที่ร่างของ เท็ตไซ จะโผล่มาที่ประตูอีกครั้ง เขารีบร้อนรายงานเรื่องราวทันที
“ระฆังร้าวครับท่านอาจารย์”
“ว่าอะไรนะ…”
“พออุนริวตีครั้งที่แปดสิบแปด เขาก็บอกว่าเสียงระฆังมันเริ่มแปลกๆ ไป พอตีครั้งที่เก้าสิบสี่ มันก็เริ่มมีรอยร้าวให้เห็นครับ…”
พระหนุ่มหยุดหอบหายใจก่อนที่จะรายงานต่อ
“…อุนริวยังตีระฆังต่อจนถึงครั้งที่แล้วซึ่งเป็นครั้งที่เก้าสิบแปด รอยร้าวก็ลามไปทั่วจนทำให้เสียงระฆังไม่ดังเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วครับ เขาจึงตัดสินใจที่จะหยุดตีแล้ว ทำยังไงดีครับท่านอาจารย์…”
พระผู้เฒ่าทำท่าครุ่นคิด
“ยังเหลืออีกสิบครั้ง…เหลืออีกแค่สิบครั้งเท่านั้น”
ท่านผู้เฒ่าถอนหายใจออกมา
“ช่วยไม่ได้ เมื่อไม่มีระฆังเราก็ทำอะไรไม่ได้…พอแค่นี้ก็แล้วกัน”
“…จะดีหรือครับท่านอาจารย์”
พระหนุ่มถามย้ำอีกครั้ง
“…มันก็คงไม่ดี แต่ก็ช่วยไม่ได้…พรุ่งนี้เช้าให้รีบตามช่างมาซ่อมโดยด่วน แล้วเราค่อยจัดพิธีกันใหม่อีกครั้ง”
“ครับท่านอาจารย์”
ทันใดนั้นสภาพอากาศข้างนอกก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที สายลมที่เคยพัดอ่อนๆ เริ่มทวีกำลังแรงขึ้น ท้องฟ้าที่เคยสว่างด้วยแสงจันทร์ พลันมีเมฆดำลอยมาบดบังเอาไว้ พระทั้งสองหันมองหน้ากัน ตัวผมเองก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้น เมื่อเสียงระฆังหยุดลง จู่ๆ ก็มีเมฆดำลอยมาเต็มท้องฟ้า ทั้งหมดมันดูจะประจวบเหมาะกันจนเกินไป
“ท่านอาจารย์ครับ”
พระหนุ่มเรียกหาพระผู้เฒ่าอีกครั้งเพื่อขอความมั่นใจ
“…ทำไปตามนั้นแหละ ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”
พระหนุ่มหันหลังกำลังจะจากไป
“อ้อ เท็ตไซ…”
“ครับ ท่านอาจารย์”
“อย่าลืมแวะไปปิดเสียงสวดให้ด้วยล่ะ”
แสดงว่าเสียงสวดมนต์ที่ได้ยินอยู่นี้เป็นการบันทึกเอาไว้แล้วเปิดผ่านลำโพงที่ติดตั้งอยู่ภายในวัดนั่นเอง คำพูดของท่านทำให้ผมนึกถึงเสียงที่บันทึกไว้เมื่อครู่ ถ้าจำไม่ผิดในตอนนั้นก็มีเสียงระฆังดังอยู่ด้วย และมันอาจจะนำมาใช้งานได้ถ้าผ่านการตัดแต่งอย่างเหมาะสม
ผมรีบเสนอความคิดออกไปทันที พระทั้งสองรับฟังข้อเสนอของผมด้วยความประหลาดใจ พระผู้เฒ่าทอดสายตามองดูกลุ่มเมฆดำข้างนอกนั้นก่อนที่จะพยักหน้าช้าๆ
“ลองดูสักหน่อยก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร”
เสียงระฆังดังผ่านลำโพงที่ถูกเร่งให้ใกล้เคียงกับระฆังของจริงจนครบหนึ่งร้อยแปดครั้ง และเมื่อพวกเราเดินกลับออกมาจากห้องควบคุมเครื่องเสียงเล็กๆ ที่สุดแสนจะทันสมัยนั้น กลุ่มเมฆดำเมื่อครู่ก็ค่อยๆ ลอยกลับไปทางภูเขา สายลมพลันสงบลง แสงจันทร์นวลส่องอาบผืนดินอีกครั้ง พวกเราทั้งสามคนต่างหันมามองหน้ากัน พระผู้เฒ่าเป็นผู้เอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก
“…แปลกดีนะ”
เท็ตไซ ขอตัวจากไปเพื่อจัดการกับเรื่องระฆัง ผมเองก็คิดที่จะขอตัวกลับเช่นกัน ในตอนนั้นเองก็มีอะไรบางอย่างร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า มันตกลงตามตัวของพวกเราและกระจายลงบนพื้น พวกมันดูคล้ายกับฝนที่ตกลงมาเป็นก้อนฝุ่นเล็กๆ สีดำ แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็หยุด
ผมมองหน้าพระเฒ่าก่อนที่จะก้มลงไปหยิบก้อนฝุ่นสีดำพวกนั้นขึ้นมา เมื่อดูใกล้ๆ จึงได้รู้ว่าพวกมันเป็นซากของแมลงตัวเล็กๆ สีดำจำนวนหนึ่ง พระผู้เฒ่าชะโงกหน้าเข้ามาดูบ้าง ก่อนที่ท่านจะอุทานออกมา
“ยุง นี่นา”
พวกมันเป็นแมลงที่ดูดกินเลือดของมนุษย์ และยังเป็นพาหะของโรคร้ายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้จับสั่น แต่ทำไมพวกมันถึงพากันร่วงหล่นลงมาแบบนี้ ท่านผู้เฒ่าแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ผมเองก็มองตามท่านขึ้นไป
“…หรือว่าเมฆดำพวกนั้น จะเป็น…”
ผมก้มลงมองซากยุงที่อยู่ในมืออีกครั้ง เรื่องเล่าที่พึ่งได้ฟังมาเมื่อครู่พลันย้อนกลับมาในห้วงความคิด ‘นุเอะ สามารถกลายร่างเป็นเมฆดำล่องลอยไปมาในอากาศ และมันจะนำพาความเจ็บป่วย โรคร้าย ไปสู่ทุกที่ที่มันผ่านไป’ หรือว่าตัวจริงของ นุเอะ ก็คือยุงตัวเล็กๆ พวกนี้
ในภูเขาแถบนี้คงมียุงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และพวกมันจะพากันบินออกมาในช่วงเวลานี้ของทุกปี จึงทำให้เกิดโรคระบาดขึ้นในสมัยโบราณ จนเป็นที่มาของปีศาจในจินตนาการอย่าง นุเอะ นั่นเอง ส่วนการที่พวกมันพากันบินกลับไปยังภูเขา และมีจำนวนหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมานั้น อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเสียงระฆังทั้งหนึ่งร้อยแปดครั้ง แมลงตัวเล็กๆ พวกนี้คงถูกรบกวนจากย่านความถี่ของคลื่นเสียงที่เกิดจากระฆังใบนั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ ระฆังใบนั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องไล่ยุงด้วยคลื่นความถี่ขนาดยักษ์มาตั้งแต่สมัยโบราณนั่นเอง
“ดึกแล้ว ผมคงต้องขอตัวกลับเช่นกันครับ”
พระผู้เฒ่ายิ้มก่อนที่จะยื่นมือมาจับแขนผมเอาไว้
“มาด้วยกันก่อนสิ”
ผมเดินติดตามท่านไปยังมุมหนึ่งของวัด ที่นั่นมีหินแผ่นหนึ่งตั้งอยู่ บนแผ่นหินนั้นมีตัวอักษรสลักอยู่สามสี่แถว ท่านหยุดยืนตรงหน้ามันพร้อมกับหันกลับมา
“…ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับระฆังใบนั้น เล่ากันว่าในการหล่อระฆังครั้งแรก โลหะไม่ยอมหลอมรวมกัน ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหล่อระฆังได้สำเร็จ”
ท่านเหลือบมองไปยังแผ่นหิน
“จนกระทั่งช่างหล่อได้เสนอวิธีการหนึ่งขึ้นมา”
“…การเซ่นสังเวยด้วยชีวิตใช่ไหมครับ”
ท่านมองหน้าผมอย่างไม่เชื่อหู พร้อมกับพยักหน้าช้าๆ
“ใช่…คุณรู้ได้ยังไง”
“มีเรื่องราวแบบนี้อยู่ในทุกๆ วัฒนธรรมโบราณทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในเอเชียนี่เท่านั้นหรอกครับ”
“…คนอเมริกันนี่เก่งจริงๆ “
ท่านพึมพำเบาๆ พร้อมกับยิ้มเศร้าๆ ก่อนที่จะเล่าต่อ
“มีหญิงสาวคนหนึ่งยอมที่จะสละชีวิตเป็นเครื่องสังเวย จนในที่สุดก็สามารถหล่อระฆังใบนั้นได้สำเร็จ ชาวบ้านจึงช่วยกันตั้งหินก้อนนี้เอาไว้เพื่อระลึกถึงเธอ และเชื่อกันว่าวิญญาณของเธอยังคงวนเวียนและคอยปกป้องผนึกของนุเอะเอาไว้ไม่ให้มันหลุดออกมาได้”
ท่านมองหน้าผม
“ทำไมคุณถึงมาที่วัดแห่งนี้ พร้อมกับเสียงระฆังที่บันทึกเอาไว้ได้ด้วยเครื่องมือทันสมัยของคุณ ในวันที่มีพิธีตีระฆัง แล้วระฆังก็เกิดร้าวขึ้นมาพอดี…”
ท่านหยุดเหลือบมองไปยังหินก้อนนั้นอีกครั้ง
“คนอเมริกันฉลาดๆ อย่างคุณคิดว่าอย่างไร”
ผมยิ้มพร้อมตอบกลับไปว่า
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ มันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรืออาจจะมีอะไรที่มากกว่านั้น…ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ในใจผมนึกไปถึงหญิงสาวลึกลับที่ไปเยี่ยมเยียนถึงในบ่อน้ำพุร้อน และนำทางผมมาจนถึงวัดแห่งนี้ เธอจะเป็นคนเดียวกันกับผู้ที่สละชีวิตในการหล่อระฆังใบนั้นหรือไม่ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ผมเดินกลับโรงแรมอย่างงงๆ และเดินหลงทางไปหลายครั้ง คืนนั้นก่อนนอนผมได้ลบเสียงที่บันทึกเอาไว้ทั้งหมดโดยไม่ได้เปิดมันฟังซ้ำเหมือนกับที่เคยทำตามปกติ ตอนนี้ที่วัดแห่งนั้นก็มีบันทึกเสียงระฆังเก็บเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และผมก็ไม่คิดจะรายงานเรื่องนี้ให้กับทางหน่วยที่สิบสามด้วย
ผมคิดว่าเรื่องราวคราวนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของผม
ก็ได้นำสองตอนเดิมที่คิดว่าจะตัดออก
กลับไปแก้ไขตามที่คุณ Niraj แนะนำ
แล้วนำมาลงให้อ่านกันแล้วนะครับ
ช่วงนี้เจฟคงจะต้องขอหลบไปพักร้อนก่อน
จนกว่าผมจะมีความคิดใหม่ๆ
ให้เขากลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง
ผมเข้าใจว่าเรื่องชุดนี้ดูจะอ่อนความเป็น ไซไฟ ไปหน่อย
ผมจะพยายามปรับปรุงในโอกาสต่อไปครับ
ผมชอบแนวคิดเรื่องยุงนะครับ
ส่วนเรื่องวิญญาณอาจจะเป็นความเคยชินที่จะสามารถปล่อยให้หลงลืมกันไปได้บ้าง
จะเห็นว่า x-files ก็ทิ้งเรื่องนี้(วิญญาณ)โดยไม่มีคำอธิบายใดๆไว้หลายครั้งเช่นกัน
เรื่องยุงนี่แหละครับ ที่ผมพึ่งเอามาเพิ่มลงไป
(ตอนแรกมันจึงออกแนวเรื่องลึกลับอย่างเดียว)
อยู่ๆ ก็เกิดความคิดนี้ขึ้นมาตอนกำลังนั่งรถกลับบ้าน
และนำมาใส่ลงไปในเรื่องได้พอดีจนน่าประหลาดใจ
ไม่ทราบว่าคุณ Zoitee เคย post เอาไว้ที่บอร์ดอื่นหรือเปล่าครับ ?
เหมือนผมเคยอ่านแล้ว แต่จำไม่ค่อยได้ครับ
ผมชอบเรื่องแนวนี้นะครับ มันเปิดกว้างดี
ยิ่งช่วงนี้ผมอ่านนิยายญี่ปุ่นติด ๆ กันหลายเรื่อง
บางเรื่องก็ติดไปทาง sci-fi นิด ๆ หรือเหนือธรรมชาติหน่อย ๆ
รู้สึกว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ดีครับ
ผมมี blog ของ bloggang (1)
ที่ dek d (2)
กับที่ praphansarn (3) ที่ผมเคยได้พิมพ์ผลงาน
(เคยมีที่ วิชาการ ด้วย แต่อันนี้ผมไม่อับเดทแล้ว)
ก็มีอยู่เท่านี้ครับ
ถ้าชอบงานแนวอื่นๆ ด้วย ก็ลองตามไปอ่านดูนะครับ
(แนะนำที่ blog น่าจะสะดวกที่สุด)