Categories
นวนิยาย เขียน เขียน เขียน

Anatria (เรื่องราวในจักรวาลอันกว้างใหญ่) : องค์ที่ 1 Leave :ตอนที่ 2

 

บาบัลร๊อค เคยมาที่นอสเทลเอียมาก่อน

ดาวสีส้มปนดำที่ห่างออกไปหลายปีแสง ในสมัยที่ยังมีการเดินทางค้นหา ‘วิวัฒนการ’ เพื่อการปรับปรุง ‘แก่นดาว’ อันเป็นชีวิตของชาวบาบัลเรี่ยนทุกคนอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาได้ส่งทีมสำรวจกระจายไปตามกาแล็กซี่ต่างๆ และมีกลุ่มหนี่งเดินทางมาถึงดาวดวงนี้

แรกๆ ชาวนอสเทลเอียที่รักความสงบและต้องการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ให้การต้อนรับและความช่วยเหลือเป็นอย่างดี แต่นานวันเข้าบาบัลร๊อคค่อยๆ ถืออภิสิทธิเข้าครอบครอง ทั้งทรัพยากรและวิทยาการ เมื่อมีกลุ่มต่อต้านก็เริ่มเป็นการข่มขู่ เข้าปราบปรามและสงคราม… จนนอสเทลเอียทั้งดวงโดนยึดเป็นหนึ่งในอาณานิคมของบาบัลร็อคและพวกเขาก็ใช้ ‘ทุกอย่าง’บนดาวนั้นอย่างตะกละตะกลาม

การกระทำของพวกเขาทำให้นอสเทลเอียบอบช้ำ วิกฤตการเกิดขึ้นมากมายทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เกือบกว่าครึ่งออกเดินทางย้ายจากที่นี่ไป และในที่สุดเมื่อปัจจัยที่ต้องการหมดลง บาบัลร๊อคก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีก

พวกเขาเดินทางจากไป ทิ้งดาวที่เคยเป็นสีฟ้า อุดมไปด้วยแผ่นดินสีเขียวประปรายและเมฆขาวห่อหุ้มซึ่งบัดนี้กลายเป็นดาวที่มีแต่ฝุ่นสีแดงใกล้ล่มสลาย และดูเหมือนว่าการตักตวงเอาผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวนั้นทำให้ความอดทนของโลกสิ้นสุดลงด้วยคลื่นยักษ์ที่ถาโถม

ชาวนอสเทลยังคงยึดมั่นปักหลักอยู่ที่นี่เข้าต่อสู้ดิ้นรนกับน้ำที่สูงจนท่วมโลก พวกเขาทำทุกวิธีทางที่จะพยายามเอาชีวิตรอด แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและแทบไม่มีใครรอดชีวิต แต่ท้ายที่สุดมันก็หยุดลง และเมื่อนานไป พวกเขาก็เห็นเกาะทรายโผล่อยู่เหนือผิวน้ำ มันเป็นเกาะที่ยาวและยังมีพืชพรรณเจริญเติบโตอยู่ นับแต่นั้นพวกเขาจึงดำรงชีวิตอยู่ในเกาะทรายแห่งนั้นพลางอธิษฐานให้น้ำลดจนเห็นเมืองที่เคยสวยงามของพวกเขาได้อีกครั้ง

แต่กว่าเจ็ดร้อยปีมาแล้ว น้ำ…ก็ไม่เคยลดลงอีกเลย

Ω

Chapter 2 : They’re Babalrian!!!

 

ตัวยานลอยอยู่เหนือเกาะ

ชาวบ้านต่างแตกตื่นวิ่งออกมาจากกระต๊อบ เงาจากยานบดบังพวกเขาบางส่วนที่เงยหน้าขึ้นดู มีบางคนอุทานด้วยความไม่อยากจะเชื่อ บางคนถึงกับวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนและบางส่วนยังคงนิ่งงัน ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้าปะทะกับร่างแกร่งเต็มๆ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็พบกับใบหน้าของคนๆ หนึ่งที่คุ้นตาที่สุด

“ท…ท่านหัวหน้า…” ชายหนุ่มอุทาน

“อย่าพึ่งกลัวในสิ่งที่เรายังไม่เคยเห็นฤทธิ์เดชจริง” อนอร์พูด “มีสติก่อน”

“แต่พวกมันเคยมาทำลายดาวของเราไม่ใช่เหรอ!?”

ไม่ทันจะพูดอะไรต่อ เสียงกึง!ทำให้อนอร์ต้องมองขึ้นด้านบน ตัวเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ทั้งสี่ข้างตัวยานค่อยๆ หมุนตั้งฉากกับพื้นพลางพ่นลมประคองยานจนทรายสาดกระเซ็นขึ้นมา พวกชาวบ้านพยายามกันทรายไม่ให้เข้าตา จนยานค่อยๆจอดบนพื้นสนิท ทุกคนจึงได้เห็นรูปร่างของมันชัดเจน มันเป็นยานส่วนหน้าแหลมที่คล้ายกับจรวด แต่มีปีกที่เหมือนกับเครื่องบินเพียงแต่เล็กกว่าตรงส่วนหลัง ตัวยานเป็นสีดำด้านๆเหมือนดูคล้ายผงตะไบจับตัวรวมกัน เส้นสีม่วงลากคล้ายเป็นรูปร่างของเส้นคล้ายกับต้นไม้เทคโนกลยีงอกเงยไปทั่วทั้งลำ เป็นสิ่งที่ดูแปลกหูแปลกตาที่สุดสำหรับพวกเขา แม้ตามประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษมันคือยานระดมพลขนาดเล็กของชาวบาบัลร๊อค!

“ซินเทียร์ ไปหาอนาเทรียแล้วเอาแกไปซ่อนที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามกลับมาเด็ดขาด!” เขาสั่งขณะจับตาดูยาน หญิงวัยกลางคนรูปร่างอวบอ้วนพยักหน้า ค่อยๆ ก้าวถอยหลังก่อนแน่ใจว่าในระยะที่พวกมันไม่น่าจะรู้ตัวแล้วจึงวิ่งออกไป

ไม่ว่ายังไงจะเกิดอะไรขึ้น เด็กคนนั้นต้องรอด

‘ที่นี่คือดาวนอสเทลเอียใช่ไหม?’ เสียงแรกก้องดังขึ้นจากยาน

อนอร์สูดหายใจ รวบรวมความกล้าแล้วว่า “ข้าไม่รู้ว่าชื่อเดิมของที่นี่คือนอสเทลเอียหรือเปล่า”

‘ไม่รู้งั้นเหรอ?…’เสียงในยานถามกลับ“ท่านชื่ออะไร? บอกพวกเราได้หรือไม่?”

“ข้าชื่ออนอร์…ดาวนี้ล่มสลายกว่าเจ็ดร้อยปีแล้วเพราะวิกฤติการธรรมชาติ พวกเราเป็นลูกหลานของบรรพบุรุษที่รอดชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น”

“…ถ้าอย่างนั้นพอรู้หรือไม่ว่าพวกเราเป็นใคร?”

“ไม่” เขาโกหก “ท่านมาที่นี่ต้องการอะไร หากท่านต้องการหาเสบียงขอแนะนำให้ท่านไปหาที่อื่นเถอะ พวกเราไม่มีเสบียงสำหรับเก็บตุน น้ำดื่มที่พอหาได้ก็มีจำกัดมาก พวกเราต้องกรองน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด เป็นน้ำที่พวกเราดื่มกินและใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น”

“…พวกท่านมีกันอยู่เท่านี้เองเหรอ?” ใจอนอร์สะดุ้ง ในที่สุดยานก็ถามหนึ่งในคำถามที่เขากลัวเกือบที่สุดจนได้

“ถูกต้อง…เกาะนี้ก็เป็นที่แห่งเดียวบนโลกที่พวกเราอาศัยอยู่ได้” เขาบอก การบอกความจริงตอนนี้ดีกว่าจะพูดคำลวงแบบไม่เข้าท่า อนอร์ระทึก เขาคิดว่าพวกลูกบ้านข้างหลังก็เหมือนกัน ขณะที่อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนมีเสียงดังขึ้น

‘ฟืด~~~~’

ประตูเล็กๆ ข้างตัวยานเปิดออก วินาทีแรกที่ได้ยินเสียงรองเท้าบู๊ทกระทบกับรางประตูโลหะ ทำเอาพวกเขารวมถึงกับอนอร์แทบสะดุ้งตามมาด้วยร่างเพรียวซึ่งสวมกางเกงคล้ายจะเป็นของทหาร เขาเป็นเด็กหนุ่มผมสีทองตัดสั้น สวมเสื้อยืดสีขาวและแว่นกันลมสีดำปิดหน้าส่วนหนึ่งเอาไว้ เขาวางเท้าอยู่ตรงประตู ในมือถือบางอย่าง เห็นเพียงปลายกระบอกเล็กๆ แต่ติดกับบางอย่างและมีส่วนเว้าด้านหลัง ความยาวพอๆกับเด็กสองสามขวบ แต่ความทรงจำในเรื่องเล่าของพ่อแม่บอกว่ามันเป็นอาวุธ หากจำไม่ผิดมันเรียกว่าปืน ปืนเลเซอร์! มันสามารถยิงทะลุแทบทุกสิ่ง ทะลวงแม้แต่หินหรือเพชรแข็งได้และหลังการยิงจะเกิดไฟหรือเพียงรอยไหม้หลงเหลือ ความกลัววิ่งแล่นตามสันหลังพร้อมกับเหงื่อเย็นๆ คิดว่าผู้คนข้างหลังเขาก็เช่นกัน เพราะแทบทุกคนต่างกลัวเรื่องที่บรรพบุรุษเล่ากันทั้งนั้น! ในขณะที่หัวคิดกำลังวิ่งพยายามคิดว่าจะทำยังไงต่อ ความกลัวของชายหนุ่มข้างๆ ก็ถึงขีดสุด! ร้องลั่นวิ่งเข้าไปหาร่างนั้น โดยมีตัวเขาวิ่งตามไป

“เฟรทเชอร์!…จะทำอะไร!?” อนอร์ตะโกนลั่น ผู้มาเยือนหันมาแล้วต้องมองด้านบนเมื่อเงาดำทาบทับเขา ชายหนุ่มอยู่เหนือเขาไม่มาก ในมือมีมีดเล่มเล็กๆ สีเงินหมดจดแถม มนสวยสลักลาย หากพอรวมกันกับการกระโดดมันก็เป็นท่าสังหารถึงตาย

“ย้ากกกก!”

 

เฟี้ยว!

กรี๊ด~!

ซินเทียร์สะดุ้งหันกลับเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง ไม่ต้องคิดเลยว่ามันดังขึ้นจากที่ไหน! แม้ไม่ต้องพึ่งลางสังหรณ์ก็พอรู้ว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นแน่ๆ เธอสะบัดตัวเตรียมวิ่งกลับไปยังหมู่บ้าน แต่คำสั่งของอนอร์ยังคงดังอยู่ในหัว ‘ทุกคนต้องไม่เป็นไร’ เธอคิด ด้วยความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าสถิตอยู่ในใจ ทำให้เธอข่มใจอย่างหนักเหลียวซ้ายและขวาพยายามหาเด็กหญิง ตอนนั้นเองพงหญ้าข้างๆ สั่น แล้วตามด้วยเจ้าขยะสนิม ที่ค่อยๆ วิ่งออกมา

“ทรี!” เธอตกใจ “อนาเทรียล่ะ?”

มันทำเสียงปี้ปิ๊ดแล้วอีกเดินเข้ามาเล็กน้อย เผยให้เห็นเด็กหญิงที่หลับสนิท ซินเทียร์โล่งใจจนฉีกยิ้มไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังดีที่อนาเทรียปลอดภัย เธอคิด แล้วก้าวตามเธอนั่งคุกเข่าข้างๆ พอมองดูใกล้ๆ เธอก็สังเกตุได้ถึงความผิดปกติ

ทำไม หน้าถึงแดงอย่างนั้น

เธอรีบแตะทันทีและ “ร้อน!” หญิงกลางคนตกใจพลางก้มลงเอาหูแนบหน้าอก มันเต้นแรง เต้นเสียจนผิดปกติแบบเห็นๆ อนาเทรียสะดุ้งเฮือกครั้งหนึ่ง สีหน้าค่อยๆ เห็นความเจ็บปวดทรมานแล้วค่อยผ่อนคลายลง แล้วก็เริ่มขึ้นอีก จนซินเทียร์หน้าซีด

เธอไม่เคยเห็นหรือเป็นโรคอะไรแบบนี้เลย!

“หนูอนาเทรีย! ทำใจดีๆ ไว้นะ…ฉันควรทำยังไงดี ทำไง?” ประโยคหลังเธอพึมพำ คิดออกอย่างเดียวว่าต้องกลับไปหมู่บ้าน แต่…หมู่บ้านจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ แล้วเสียงปืนกับเสียงวี้ดร้องเล่า แต่อนาเทรียที่อยู่ตรงนี้ก็กำลังแย่…

“เจ็บ…พ่อ” อนาเทรียพึมพำเบาๆ ซินเทียร์แทบจะฮือขึ้นมา หากการรำลึกได้ช่วยห้ามไว้ทัน

“อดทนไว้นะ เดี๋ยวน้าจะช่วยเดี๋ยวนี้แหละ” เธอบอก ซินเทียร์ไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดีจนน้ำตารื้น ทางนั้นก็ศัตรู ทางนี้ก็อนาเทรีย ความสับสน ว้าวุ่น วิตกกังกลวิ่งไปมาจนวุ่นไปหมด แต่เพื่อเด็กหญิงที่ป่วยอยู่ต้องทำอะไรสักอย่าง อย่างน้อยที่สุดเธอก็ต้องอะไรสักอย่างกับอนาเทรียก่อน คิดได้ดังนั้นมือหนาก็เด็ดสมุนไพรต้นเล็กๆ ในกอสมุนไพรใหญ่ มันมีต้นอ่อนที่มีใบงอกขึ้นมาสามใบเป็นเหมือนพัดแต่ละใบแยกเป็นกลุ่มก้อนเหมือนบล็อกโคลี่

‘ต้องใช้นาวาเดียลดไข้ก่อน’ เธอหาต้นแบบนี้มาอีกหกเจ็ดต้น จากนั้นก็ยัดใส่ปากเคี้ยวความหวานอ่อนๆ เข้ามาในปากก่อนจะมาด้วยความขม ลิ้นที่เคลือบด้วยหวานแล้วให้ความรู้สึกขมเป็นอมหวาน หล่อนพยายามเคี้ยวให้ละเอียดจากนั้นก็คายออกมาป้อนให้อนาเทรียแม้จะเป็นวิธีปากต่อปากแต่ตอนนี้เธอพยายามให้เด็กหญิงกินให้มากที่สุด อย่างน้อยก็ให้มากจนยาออกฤทธิ์ได้ โดยไม่รู้สึกถึงความปกติของบางสิ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก…แม้แต่น้อย

α………………&……………..Ω

จบ They’re Babalrian

 

ขอบคุณทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ  ( _ /\  _)  ตอนนี้อาจจะดูแฟนตาซีไปหน่อยนะคะ แล้วก็ขอถามหน่อยค่ะ มันย่อยังไงเหรอคะ ที่เป็นลิงค์น่ะค่ะแล้วเชื่อมให้อ่านต่อข้างในน่ะค่ะ เราทำไม่เป็นพยายามแล้วแต่งงมากๆ ใครรู้ช่วยบอกทีเถอะค่ะ เพราะบทความเรามันใหญ่เบียดคนอื่นๆ มากๆ เลย – -!

By StarFlower

น้องใหม่ค่ะ แต่อยากลองหัดเขียนเรื่องแนวไซไฟดู ฝากตัวด้วยนะคะ ^^

4 replies on “Anatria (เรื่องราวในจักรวาลอันกว้างใหญ่) : องค์ที่ 1 Leave :ตอนที่ 2”

ภาษาไม่ใช่ปัญหาครับ
อยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว
ส่วนที่ต้องดูคือ การเล่าเรื่องครับ
อยากให้ใจเย็นๆลง และ ทิ้งระยะเพื่ออ่านทวนครับ
(บางฉากผมต้องอ่านหลายรอบอยู่ กว่าจะเข้าใจ ครับ)

“…ซากที่ส่วนใหญ่จมลงไปในทะเล อย่างสิ่งก่อสร้างที่พวกผู้ใหญ่เรียกว่าตึก ถูกน้ำและไอเค็มๆ กัดเสียจนผุกร่อนซ้ำยังถูกทั้งพืชทั้งต้นไม้ยึดครองไปเสียอีก…”
แสดงว่ามีซากที่ไม่ใช่ตึก ?
พืช และ ต้นไม้ เป็นคนละประเภท กัน ?

“… ความกลัวของชายหนุ่มข้างๆ ก็ถึงขีดสุด! ร้องลั่นวิ่งเข้าไปหาร่างนั้น โดยมีตัวเขาวิ่งตามไป … อนอร์ตะโกนลั่น ผู้มาเยือนหันมาแล้วต้องมองด้านบนเมื่อเงาดำทาบทับเขา ชายหนุ่มอยู่เหนือเขาไม่มาก ในมือมีมีดเล่มเล็กๆ สีเงินหมดจดแถม มนสวยสลักลาย หากพอรวมกันกับการกระโดดมันก็เป็นท่าสังหารถึงตาย …”
ผมอ่านตรงนี้แล้ว สะดุด ครับ (งง อยู่พักใหญ่ ว่า acting คืออะไร ใครกระโดด)

ถ้าต้องการแสดงถึงความหวาดกลัว(จริงๆต้องการแสดงความเก่งกาจของตัวละคร) เขียนขยายส่วนนี้ได้ครับ ใจเย็นๆ ค่อยๆเขียน เพราะพอรวบๆ อ่านแล้ว งง ครับ

ที่ติดจริงๆน่าจะเป็นเรื่อง การล่มสลายเมื่อ 700 ปีที่แล้ว
ถ้านับช่วงอายุขัยตามคนปกติ เรื่องที่ต่อเนื่องมาน่าจะกลายเป็น นิทานปรัมปรา แล้วครับ ไม่น่าจะมีใครจำได้แล้วว่ายานที่เห็นเป็นของผู้รุกราน นอกจากจะเห็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ตรงกับผนังถ้ำอะไรประมาณนั้น (ซึ่งคงต้องตั้งคำถามกันอีกพักใหญ่)

การที่คงความกลัวอยู่ได้ ต้องเป็นเรื่องที่ต่อเนื่อง(ยังคงดำรงอยู่) หรือถ้าทิ้งระยะ ผมว่าก็ไม่น่าเกิน 1-2 ช่วงอายุขัย (คนแก่อายุ 100 ปีเล่าเรื่องราวที่น่ากลัวในวัยเด็ก ให้เด็กในหมู่บ้านฟัง) คือยังพอมีผู้ประสบเหตุที่ยังมีชีวิต หลงเหลืออยู่ ครับ
เลยกว่านั้น จะกลายเป็นเรื่องเล่าลือ และ กลายเป็นนิยายปรำปรา ในที่สุด ครับ

แต่ถ้าเป็นความกลัวเพราะความไม่รู้ว่าสิ่งที่มาคืออะไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
แต่ response ก็จะต่างออกไปด้วยเช่นกัน
อย่างกรณีนี้ อาจจะเห็นว่ามาคนเดียว น่าจะจู่โจมได้ เลยจู่โจม แต่ไม่ได้จู่โจมเพราะความกลัว ครับ

“ย้ากกกก!”
เฟี้ยว!
กรี๊ด~!
อันนี้ เป็นความไม่ชอบโดยส่วนตัวครับ ไม่อยากให้ใช้บ่อย ครับ

แต่ภาษาดีแล้วครับ จังหวะเดินเรื่องใช้ได้ครับ
ใจเย็นๆลงหน่อย ไม่ต้องรีบร้อน ครับ

ประเด็นของคุณนิราจเขียนไว้ดีมากครับ

สำหรับตอนนี้ บทบรรยายช่วงหลังยังอ่านแล้วสับสนอยู่บ้างครับ
ปรับอีกเล็กน้อยน่าจะทำให้อ่านแล้วเข้าใจยิ่งขึ้นครับ

ใส่ความเห็น