Categories
ประกวด เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

No Place : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

คุณรู้จักตำนานเกี่ยวกับใบโคลเวอร์ไหม… เราเชื่อกันว่าใบโคลเวอร์สี่แฉกจะทำให้เกิดโชคดีกับผู้ที่ได้ครอบครอง ผมเองก็มีใบไม้นำโชคนี่ติดตัวเหมือนกัน…สำหรับภารกิจที่สำคัญยิ่ง แต่ถึงไม่มี ผมก็มั่นใจว่าจะกลับบ้านพร้อมความสำเร็จได้อยู่ดี เพื่อเธอแล้ว… แน่นอนว่ามันต้องสำเร็จ

“นั่นไง กลุ่มดาวหมีใหญ่ ที่สว่างๆใกล้ๆกันเป็นดาวเหนือ ส่วนตรงนั้นคือดาวเวก้าในกลุ่มดาวพิณ ดาวสไปก้าในกลุ่มดาวหญิงสาว แล้วก็ดาวเรกูลัสในกลุ่มดาวสิงโต เห็นไหม ดูไม่ยากเลย ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของโลกนะ ถ้ารู้จักดาว เราก็ไม่มีวันหลงทิศเด็ดขาด” ตัวผมในวัยเด็กยิ้มกว้าง ล้มตัวลงนอนแผ่กับพื้นดิน ไม่แยแสกับคราบฝุ่นรอยเปื้อนใดๆ
“ยาก เอพริลไม่เห็นรู้เรื่องเลย” เธอ เมื่อครั้งยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยย่นจมูก หลังจากนั่งแหงนหน้ามองท้องฟ้าเสียจนปวดคอ แต่ก็ยังไม่อาจเข้าใจอะไรสักอย่าง ดวงดาวดาษดื่นส่องแสงระยิบระยับเหมือนเพชรพลอย ตัดกับผืนฟ้าสีเข้ม ดูอย่างไรเธอก็ไม่เห็นว่ามันจะคล้ายหมี คล้ายสิงโตไปได้
“พี่มาเอล ดาวดวงไหนชื่อเอพริลหรอ”
“ฮ่าๆๆ ไม่มีหรอก” ผมนึกขำในความบริสุทธิ์ น่าเอ็นดูของเธอ
“ดาวเป็นร้อยเป็นพัน เป็นไปได้ยังไงกันคะที่ไม่มีดวงไหนเป็นดาวของเอพริลเลย”
“เอพริลชอบดาวหรอ… เอางี้นะ วันหนึ่งพี่จะบินขึ้นไปบนฟ้า แล้วเก็บเอาดาวกลับมาให้เธอ เอพริลจะได้มีดาวเป็นของตัวเองไง” ผมยิ้ม…. เธอส่งยิ้มที่กว้างกว่ากลับมาให้

สายลมนำพาความหนาวเหน็บพัดต้องผิวกาย ทั้งที่เวลานี้เข้าสู่ช่วงหน้าร้อนแล้ว อากาศวิปริตหนักมากขึ้นเรื่อยๆทุกปี เมษายนไม่ใช่เดือนแห่งแสงแดดรำไรหรือสายลมอุ่นๆอีกต่อไป มันช่างไม่ต่างอะไรกับฤดูหนาวที่มีฟ้าหลัวตลอดทั้งวัน แต่ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอะไร เพราะ”เมษายน”ของผมเปล่งประกายอยู่เสมอ ถึงเธอจะอ่อนแอ เปราะบาง แต่ก็ยังคงสดใสเหมือนแก้วเจียระไนชั้นเลิศ
“แค่กๆๆ” เด็กหญิงป้องปากไอ เป็นเรื่องปกติที่เราทุกคนเคยชินไปเสียแล้ว แต่ผมก็ยังไม่วายใจหายทุกครั้งที่ได้ยิน
“เข้าบ้านกันเถอะ” ผมเอ่ยชวน ถึงจะอยากยื้อเวลาแห่งความสุขให้ยืดยาวออกไป แต่ก็ไม่ต้องการเห็นเธออาการทรุดหนักไปกว่านี้

ไม่ไกลนัก บ้านไม้สองชั้นทอดตัวอยู่เบื้องหน้า เมื่ออดีตสีขาวของมันคงสดใสกว่านี้นัก แต่เพราะตั้งตระหง่านผ่านแดด ลม ฝนมานาน สีขาวๆก็ถูกกะเทาะร่อนจนเผยให้เห็นเนื้อไม้สีน้ำตาลเข้มกระดำกระด่าง ถึงมันจะไม่ใหญ่โตอะไรนัก แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับพี่น้องร่วมสิบชีวิตของผมที่อยู่รวมกันอย่างอบอุ่น ใช่ครับ….นี่เป็นบ้านเด็กกำพร้า พวกเราถึงแม้ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่ก็มีแม่ที่เลี้ยงดูมาคนเดียวกัน

“พี่มาเอล จริงไหมคะที่แม่บอกว่าเพราะโลกกำลังไม่สบาย เอพริลก็เลยพลอยไม่สบายไปด้วย” ผม
จูงมือเธอเดินเข้าบ้าน มือเล็กๆที่น่าทะนุถนอมนั้นเย็นเฉียบ อีกหน่อยผมคงจะพาเธอมานั่งดูดาวที่สวนหลังบ้านไม่ได้อีกแล้ว

ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด ตั้งแต่จำความได้เธอก็ได้ป่วยออดๆแอดๆแบบนี้มาตลอด คงเหมือนโลกที่ก็ป่วยมาตั้งแต่ก่อนผมจำความได้เช่นเดียวกัน แม่บอกว่าเธอเป็นหอบเพราะภูมิแพ้ โรคที่คนส่วนใหญ่เป็นและนับวันมันก็ยิ่งรุนแรงขึ้น คร่าชีวิตผู้คนไปมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับที่โลกเองก็น่าอยู่น้อยลงเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วอาจไม่มีใครเลยที่สามารถทานทนต่อสภาวะแวดล้อมแบบนี้ต่อไปได้

“อื้ม แต่ไม่ต้องห่วงหรอก พี่จะรักษาโลกใบนี้เอง เอพริลจะได้ไม่ต้องเจ็บป่วยอีก”
“ขอบคุณนะคะ” เธอยิ้มจนตาหยี เชื่อจนหมดหัวใจว่า คนคนเดียวจะสามารถรักษาโลกกว้างใหญ่ที่เหมือนไม้ใกล้ฝั่งนี้ได้ด้วยสองมือ เราทุกคนต่างรู้ว่าเวลาของดาวเคราะห์สีฟ้า(ที่ปัจจุบันคงกลายเป็นดาวเคราะห์สีหม่นไปแล้ว)ใกล้จะหมดลงเต็มที เรารู้แต่ไม่ทำอะไร เพราะเอาแต่เกี่ยงกันให้เป็นหน้าที่คนอื่น เอาแต่อ้างว่าเพราะคนอื่นไม่ทำ เราทำคนเดียวก็ไม่มีประโยชน์อะไร…. ทำไมผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะจึงไม่อาจมองแบบเด็กน้อยที่คิดว่าคนเพียงคนเดียวก็สามารถช่วยโลกได้… คนหนึ่งคนคิดและลงมือทำ สุดท้ายก็จะกลายเป็นคนทุกคนได้เอง

โลกยังคงพยายามหายใจอย่างรวยรินต่อไป ขณะที่โรคร้ายของเธอก็ยังคงฝังอยู่ในร่างกาย มันเป็นเพียงสองสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่กาลเวลาแปรผันไปและพวกเราก็เติบโตขึ้น

ผมจำเดือนเมษายนปีนั้นได้ชัดเจน มันถูกสาดซัดด้วยพายุฝน มีน้ำท่วมเจิ่งนองอยู่ทุกหนทุกแห่ง หลังจากไปฝึกหนักที่องค์กรอวกาศอยู่เสียนาน ตัวผมในวัยหนุ่มก็ได้เดินทางกลับบ้าน กลับมาหา”เมษายน”ของผม ที่ซึ่งกาลเวลาจะหยุดนิ่ง เมษายนยังคงเป็นฤดูแห่งแสงอาทิตย์ ดอกไม้ผลิบานและความสดใส เหมือนเช่นในความทรงจำ ถึงหลายสิ่งจะเปลี่ยนไป แต่ทั้งเธอและผมต่างก็ยังยึดมั่นในคำสัญญาเมื่อวัยเยาว์

“พี่มาเอล…” เสียงหวานเอ่ยทักทันที ดวงตาของเธอกำลังยิ้ม และผมเองก็มั่นใจว่าเรียวปากบางภายใต้ผ้าปิดปากป้องกันฝุ่น เชื้อโรคนั่นก็กำลังแย้มยิ้มด้วยเช่นกัน เธอคงรู้สึกอึดอัดไม่น้อยที่ต้องหายใจและพูดผ่านผ้ากรองอยู่ตลอดเวลา แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นแววตาของใครที่เต็มไปด้วยความหวังที่จะชีวิตอยู่บนโลกใกล้ตายนี้เท่าเธอเลย…

ผมไม่อาจรักษาโลกใบนี้ไว้ได้ตามที่ให้สัญญาไว้ นี่เป็นสิ่งเดียวที่เสียใจ แต่ผมจะพยายามแสวงหาสิ่งที่ดีกว่ามาให้เธอ เพื่อจะรักษาแสงสว่างท่ามกลางความมืดมนนี้ไว้

“พี่ไม่ได้กลับมาเพื่อจะอยู่ที่นี่ตลอดไป เอพริลเข้าใจใช่ไหม… พี่กลับมาเพื่อลาจาก พี่จะไปเพื่อนำดวงดาวกลับมาให้เธอ ดาวที่จะต้องสวยงามกว่าโลกใบนี้อย่างแน่นอน” ผมบอกเธอในเช้าวันที่เราต้องจากกัน

“เอพริลไม่อยากได้ดาวแล้ว เอพริลไม่ชอบดาว… สิ่งที่เอพริลชอบคือเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันต่างหากล่ะ แค่อยากให้พี่..มาอยู่ข้างๆให้นานที่สุด เวลาของเราเหลือน้อยเต็มทีแล้ว แค่กๆๆๆ” โรคร้ายค่อยๆกลืนกินเธออย่างช้าๆ เอพริลเริ่มหายใจหอบ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงพยายามยื้อผมไว้อย่างสุดความสามารถ ดวงตากลมโตนั้นถูกบดบังด้วยม่านน้ำตา มันทำให้หัวใจผมสั่นไหว แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความตั้งมั่นอันเด็ดเดี่ยวได้

“พี่จะกลับมาพร้อมกับดาวของเธอ รอพี่ด้วยนะ” ผมวางดาวกระดาษที่ค่อนข้างบุบๆบี้ๆเพราะฝีมือการพับของตัวเองลงบนฝ่ามือของเธอ และเธอก็เขย่งตัวคล้องสร้อยคอให้ผม จี้ของมันทำจากใบโคลเวอร์สี่แฉกเคลือบแข็ง
“โชคดีนะคะ” นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่ผมได้ยินจากเธอ

ในวันที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นนั้น ด้านนอกพายุฝนยังคงพัดกระหน่ำอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ราวกับจะประกาศก้องว่าตนเป็นผู้ชนะ ขณะที่ไม่มีมนุษย์หน้าไหนจะสามารถหนีพ้นจากชะตากรรมที่โหดร้ายนี้ได้ ผมยกมือขึ้นลูบจี้ใบโคลเวอร์อย่างลืมตัว แค่เริ่มก็มีอุปสรรคเสียแล้วหรือ…

ผมกำลังจะจากโลกไปไกล ไม่ใช่จากไปยังแดนสุขาวดีหรอกนะครับ แต่ผมกำลังจะขึ้นบินไปท่ามกลางดวงดาว แรกเริ่มมันเป็นเพียงความฝันของเด็กน้อย แล้วจากนั้นก็กลายเป็นคำมั่นสัญญา จนตอนนี้มันคือภาระหน้าที่เพื่อมนุษยชาติอันยิ่งใหญ่ แรงกดทับของความคาดหวังทั้งหมดทำให้ผมรู้สึกว่าตัวลีบเล็ก เหมือนเป็นเพียงธุลีดาวของจักรวาล

โลกขณะนี้ย่ำแย่เกินกว่าจะเยียวยารักษาไว้ได้อีกแล้ว หากยังต้องการจะมีชีวิตรอด มนุษย์จำเป็นจะต้องอพยพไปยังดาวดวงใหม่ ที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ ไม่มีมลพิษหรือภัยพิบัติรุนแรงดังเช่นที่เผชิญอยู่ เวลากำลังงวดเข้ามาทุกขณะ ทำให้เราต้องไขว่คว้าทุกโอกาสที่เป็นไปได้ ไม่ว่ามันจะเสี่ยงแค่ไหนก็ตาม

ห่างออกไปประมานสี่ล้านปีแสง ณ กาแล็กซีแอนโดรมีดา กาแล็กซีเพื่อนบ้านของเรา ดาวดวงหนึ่งถูกวิเคราะห์ว่ามีสภาวะที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตมากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ แต่เพียงภาพถ่ายหรือการเก็บตัวอย่างมาก็คงไม่อาจยืนยันข้อเท็จจริงนั้นได้เท่าการส่งมนุษย์ไปพิสูจน์…. และนั่นคือภารกิจยูโทเปีย(Utopia) ของผม ภารกิจในการค้นหาดาวเคราะห์ที่จะมาเป็นโลกแห่งใหม่ของมนุษยชาติ ดาว…ที่สมกับชื่อภารกิจที่มีความหมายว่า สถานที่ที่ดี หรือ โลกในอุดมคตินั่นเอง (eu-topia Good Place)

สำหรับผมแล้ว การค้นหาโลกในอุดมคติให้มนุษย์ ไม่ได้มีความสำคัญเท่าการรักษาคำมั่นสัญญาในอดีตเลย ผมต้องการนำดาวกลับมาให้เธอ ทำให้เธอมีความสุข ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี.. ผมมั่นใจเหลือเกินว่าเธอจะต้องหายป่วยจากโรคร้าย และนั่นเป็นเหตุผลที่ผมรับทำภารกิจนี้ แม้ว่ามันจะเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงมาก ว่าผมอาจไม่สามารถรักษาชีวิตรอดกลับมาหาเธอได้อีกก็ตาม แต่ผลตอบแทนของมันช่างมีค่านัก… ในโลกแห่งใหม่นั้น จะมีที่สำหรับผมและครอบครัวเสมอ หากทำสำเร็จ พวกเราจะได้อพยพไปเป็นอันดับต้นๆพร้อมกับเหล่าบุคคลสำคัญทั้งหลาย

เม็ดฝนไหลลงมาตามกระจก…เวลาเริ่มนับถอยหลังสู่เลขศูนย์ พร้อมสำหรับการเดินทางไกล ภาพหยาดน้ำตาของเธอปรากฏขึ้นในห้วงความคิด “เมษายน”กำลังร่ำไห้ให้กับลาจาก แต่ ผมมั่นใจว่าจะทำให้เธอแย้มยิ้มได้อีกครั้ง เมื่อเราได้กลับมาพบกัน

ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษอันเลื่องชื่อของไอสไตน์ กล่าวว่าวัตถุไม่สามารถเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงได้ในสุญญากาศ แต่หากว่าผมต้องการจะไปให้ถึงเป้าหมายในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่แก่เฒ่าตายจากไปเสียก่อน หนทางเดียวก็คือต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงเท่านั้น Warp Speedคือทางออกของปัญหานี้

ยานอวกาศหัวกระสุนสีเทาหม่นๆลำนี้ถูกติดตั้งระบบWarp Driveไว้ ด้วยพลังงานมหาศาล มันจะทำให้กาลอวกาศบิดเบี้ยวเพราะแรงโน้มถ่วง จนเกิดโพรง อวกาศด้านหน้ายานจะหดตัว ขณะที่อวกาศด้านหลังยืดตัวออก ส่งผลให้ยานเคลื่อนที่มด้วยความเร็วแสง… ในความเป็นจริงแล้ว ยานไม่ได้ขยับหรอก แต่มันอยู่ระหว่างการขยายและหดตัวของมิติในกาลอวกาศต่างหาก ระยะทางกว่าสี่ล้านปีแสงจึงถูกย่นย่อลงเหลือเพียงไม่กี่ปี แต่ไม่กี่ปีนั้นก็ช่างทรมานใจเหลือเกิน… ถ้าผมสามารถเดินทางได้เร็วเท่าความคิด ป่านนี้คงได้กลับไปอยู่ข้างกายเธอแล้ว

ยานยูโทเปียสั่นสะเทือนเล็กน้อยขณะพยายามพุ่งหนีจากแรงโน้มถ่วงโลก พายุฝนฟ้าคะนองไม่อาจขัดขวางผมได้ เพียงแปดนาทีกว่า มันก็ขึ้นมาสู่ห้วงอวกาศ หลุดพ้นจากวงโคจร… ความมืดมิดที่น่าพิศวงและแสงสีมหัศจรรย์มากมายนั้น สวยงามเกินกว่าความใฝ่ฝันเมื่อเยาว์วัยของผมเสียอีก….

ผมเปิดระบบสื่อสาร ยินเสียงแสดงความยินดีสำหรับการเริ่มต้นจากพื้นโลก ก่อนจะเริ่มตรวจตราระบบต่างๆของยาน ทั้งระบบนำร่อง ระบบขับเคลื่อน ระบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบพลังงานที่แจ้งว่าแผงโซลาร์เซลล์กำลังหันเข้าสู่ดวงอาทิตย์เพื่อกักเก็บพลังงาน รวมทั้งปริมาณออกซิเจนและสารอาหารที่ได้จากคลอโรฟิลล์สังเคราะห์แสง ทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม เป็นปกติดี …ผมหลับตาลง เข้าสู่ภาวะจำศีลภายในหลอดแก้ว ขณะที่ยานเริ่มระบบวาร์ปจากที่หนึ่งสู่อีกสถานที่ที่ไกลออกไป

ผ่านการวาร์ปครั้งสุดท้าย ผมก็มาถึงดาวดวงนั้น… ผมรู้ทันทีตั้งแต่แวบแรกที่เห็นว่าไม่มีชื่อใดจะเหมาะกับมันเท่ากับชื่อนี้อีกแล้ว… “เอพริล”

ดาวเคราะห์สีเขียวที่อุดมไปด้วยพืชนานาพันธุ์ สัตว์น้อยใหญ่แปลกตาชนิดที่หาไม่ได้บนโลก สายน้ำใสสะอาดที่เย็นฉ่ำ… ที่ที่กาลเวลาหยุดนิ่ง เป็นฤดูใบไม้ผลิตลอดกาล สดใสเหมือนเดือนเมษายน… “เอพริล”ของผม

ผมสูดอากาศเข้าเต็มปอด แม้ว่าที่นี่จะไม่ได้เหมือนโลกนัก แต่มนุษย์จะสามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงและดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างแน่นอน ผมจดบันทึก วิเคราะห์ข้อมูล ถ่ายภาพ เก็บตัวอย่าง เตรียมตัวเดินทางกลับ… นี่คือความสำเร็จ ผมอยากประกาศข่าวนี้ให้ทุกคนได้รับรู้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่น่าเสียดายที่เราสูญเสียระบบสื่อสารไปในการวาร์ปครั้งที่สี่ ดังนั้นทุกคนจึงต้องคอยจนกว่าผมจะเดินทางกลับถึงดาวโลกเสียก่อน… หัวใจของผมกำลังพองโต เมื่อนึกถึงใบหน้าของเธอตอนได้รู้เรื่องที่น่ายินดีนี้…ใบโคลเวอร์คงจะนำโชคดีมาให้จริงๆ

ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเริ่มทำงาน เป้าหมายใหม่ที่กำหนดคือ “โลก” ผมยิ้ม เข้าสู่ภาวะจำศีลอีกครั้ง ในความฝัน…ผมได้อยู่เคียงข้างเธอบนดาวเอพริลที่สวยงาม เธอแข็งแรงขึ้นและเราก็แก่เฒ่าไปด้วยกัน เช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่นๆ ไม่มีอะไรน่ากังวลอีกแล้ว…

ระบบของยานปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อเข้าใกล้จุดหมาย ผมกระวีกระวาดมาที่แผงควบคุมทันที นาทีนี้อยากมองโลกให้เต็มตา นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เห็น คิดถึงเหลือเกิน… “เอพริล… พี่กลับมาแล้วนะ”

หากแต่ภาพที่ปรากฏนั้น ไม่ใช่อย่างที่ผมนึกฝันหรือคาดคิดไว้เลย เมื่อโลกที่ควรจะมีทั้งส่วนของผืนดินและส่วนของมหาสมุทร กลับปรากฏเพียงน่านน้ำ… ทั่วทั้งโลกกำลังถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ สมกับชื่อดาวเคราะห์สีฟ้า ผมภาวนาว่าขณะนี้ตัวเองคงกำลังแค่หลับฝันไป นี่ต้องไม่ใช่ความจริงอย่างแน่นอน… ผมนำยานยูโทเปียเข้าสู่วงโคจรโลก ขับไล่วนดูรอบๆ… ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เลยแม้แต่น้อย

ผืนดินเพียงส่วนน้อยเท่านั้นโผล่พ้นน้ำ ที่นั่นปรากฏต้นไม้และสัตว์บางชนิดที่ผมไม่คุ้นเคย โลกที่ผมรู้จัก ประเทศของผม บ้านของผม… เอพริล… ทุกสิ่งทุกอย่างที่ล้วนมลายหายไปจนหมดสิ้น ผมมาสายเกินไป… นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมกดปุ่มเปิดเครื่องนับระยะเวลาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกเดินทาง และไม่ว่าผมจะลองดูใหม่สักกี่ที มันก็ยังคงแจ้งว่าเวลาผ่านมาแล้ว เจ็ดสิบปี!!… เจ็ดสิบปีที่ผมไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย

อีกครั้งที่ผมนึกย้อนถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพ… เวลาบนโลกเร็วกว่าในอวกาศสิบเท่า แรงโน้มถ่วงทำให้กาลอวกาศโค้งงอได้ ซึ่งจะส่งผลให้เวลาถูกยืดตามไปด้วย แรงโน้มถ่วงยิ่งสูง เวลายิ่งเดินเร็วขึ้น สำหรับในอวกาศที่ไร้แรงโน้มถ่วงนั้น ยิ่งเราเดินทางด้วยความเร็วแสง เวลาก็จะเดินช้าลงเพื่อรักษาระดับวงโคจรไว้ ดังนั้นผมจึงไม่รู้สึกถึงความแตกต่างเลย เพราะเวลาของผมเดินไปเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น…. โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะจำศีลแทบจะตลอดเวลาแล้ว อัตราการหายใจ ปฏิกิริยาเคมี ขบวนการย่อยและดูดซึมก็พลอยช้าลงไปด้วย การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจึงหยุดนิ่งเช่นเดียวกัน

ผมปล่อยให้ทุกคน ให้เอพริลรอนานถึงเจ็ดสิบปีโดยไร้การติดต่อ… นานเสียจนไม่มีใครทนรอไหว น้ำตาค่อยๆไหลรินอย่างไม่คิดปิดกั้น ทำไมผมถึงหลงคิดว่าตัวเองทำสำเร็จ ทั้งที่ทุกอย่างล้มเหลว… เมื่อไม่มีใครร่วมยินดี การค้นพบดาวดวงใหม่ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ถึงผมจะยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อไม่มีเธอแล้ว มันก็เท่ากับการไม่มีตัวตน

ผมเปิดระบบวาร์ป ค่อยๆถอยห่างจากโลกที่ไม่รู้จักด้วยความเร็วที่ไวกว่าแสง และเฝ้ามอง… ถอยออกมา และเฝ้ามอง… อีกครั้งและอีกครั้ง

“ทุกครั้งที่มองดวงดาว เรากำลังมองดูอดีต” ภาพที่เห็น เป็นภาพที่แสงเมื่ออดีตเพิ่งเดินทางมาถึง… ผมเพียงต้องการเห็นโลกที่ผมรู้จัก อยากเห็นเธอที่สดใสเหมือนฤดูใบไม้ผลิอีกสักครั้ง

ผมมองจี้โคลเวอร์สี่แฉกในกำมือ ใบไม้เล็กๆนั่นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม แห้งกรอบ มันช่างดูเหน็ดเหนื่อยโรยราเหมือนตัวผมไม่มีผิด ใบโคลเวอร์สี่แฉกนำโชคดีมาให้จริงหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ผมต้องการเพียงโคลเวอร์สามแฉกที่แสนธรรมดาเท่านั้น… ความหวัง ศรัทธา และความรัก… ความหวัง ศรัทธาที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ที่จะได้อยู่ในโลกที่สวยงาม และความรักจากเธอที่รักยิ่ง

ยูโทเปีย… ไม่ใช่สถานที่ในอุดมคติ ไม่ได้หมายถึงที่ที่ดีหรอก มันแปลว่า “ไม่มีที่ใด (ou-topia No place)” ต่างหาก… เมื่อไม่มีเธอ ก็ไม่มีสักที่ที่เป็นที่ของผม มันช่างว่างเปล่า เวิ้งว้างและมืดมิดเหมือนจักรวาล

อินดาริน

9 replies on “No Place : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

ผมชอบเรื่องนี้ครับ อ่านแล้วได้ความรู้สึกตามไปกับเนื้อเรื่องด้วย ทั้งจังหวะและสำนวนที่ใช้นั้นเยี่ยมมาก
ชอบการเล่นคำ eu- ou- topia ที่สื่อความหมายออกมาได้ตรงตัวและชัดเจน
ชอบการเปรียบเทียบ April-เดือนเมษายน ถ้าผมจะตั้งชื่อดาวสักดวงว่า April มันก็คงจะต้องงดงามอย่างที่บรรยายมาเป็นแน่
และท้ายที่สุด ชอบ anti-climax ของเรื่องครับ
เป็นเรื่องที่ชอบมากที่สุดในชุดที่ผ่านการประกวดชุดนี้ครับ

เป็นเรื่องที่สวยงามครับ ตั้งแต่ใบโคลเวอร์แล้ว เรื่องความเชื่อในโชคของใบโคลเวอร์เคยได้ดูหนังการ์ตูนตอนเป็นเด็ก รู้สึกว่าทางญี่ปุ่นจะเชื่อกันมาก อ่านแล้วนึกถึงหนังการ์ตูนของ studio ghibli เรื่องดัง “สุสานหิ่งห้อย”
ก็คิดอยู่ว่าทำไมเขียนได้สวยงามแบบเศร้าๆได้อย่างนี้ที่แท้ก็เป็นผู้หญิง ชื่นชมเก่งมากครับ หาผู้หญิงเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ได้ยากจริงๆ

จุดเด่นของเรื่องนี้น่าจะเป็น การโจมตีทางอารมณ์ อย่างดุเดือด (โหดร้าย) 😀
ครับ
ผู้เขียนใจร้ายตั้งแต่ต้นเรื่อง และ ใจร้ายขึ้นเรื่อยๆจนถึงตอนจบ
(เพราะมีหลอกให้ความหวัง 😛 )
บางช่วงดูจงใจบีบคั้นอารมณ์ไปนิด แต่ก็ OK ครับ

ภาษาดีครับ
การเล่าเรื่อง ตรงไปตรงมา เดินเรื่องตาม time lime ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสมแล้วกับการค่อยๆปู(ลาก)อารมณ์ของเรื่องและตัวละคร
ประเด็น รักษ์โลก และจงทำอะไรสักอย่างก่อนจะสายเกินไป ชัดเจน ตรงไปตรงมา ครับ

เป็นเรื่องที่ดีครับ

ผู้หญิงไม่ค่อยเขียนแนวไซไฟกันหรอคะ? อันนี้ความรู้ใหม่… ฮ่าๆ

ขอบคุณที่สนใจอ่านนะคะ เป็นกำลังใจได้มากจริงๆ อะไรที่ยังไม่ดีจะปรับปรุงต่อไปค่ะ 🙂

วันที่ 5 ตุลาคม 2553 วรากิจ เพชรน้ำเอก ประธานชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทยได้รับเชิญให้ไปให้ความรู้เกี่ยวกับนิยาย วิทยาศาสตร์แก่เด็กนักเรียน 5 คนของโรงเรียน ‘ดรุณสิกขาลัย’

อินดาริน อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเปล่าน้อ

ใส่ความเห็น