รอยวิบัติ (trace)

จักรกฤษณ์ยืนอย่างสงบนิ่งอยู่บนรถไฟฟ้าที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เขากำลังเดินทางไปพบผู้ว่าจ้างของเขาโดยเลือกที่จะใช้เส้นทางซ่อมบำรุงที่ปราศจากแสงสี เพราะการใช้เส้นทางหลักในเมืองทำให้เขามีอาการเวียนศรีษะอยู่เสมอด้วยภาพทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ตลอดเวลาในระหว่างการเดินทาง เดี๋ยวก็เป็นทิวทัศน์ชายหาด เดี๋ยวก็เป็นภาพจากตึกสูง เดี๋ยวกลางวัน เดี๋ยวกลางคืน คงเนื่องจากความโหยหาธรรมชาติในตัวทุกผู้คน แต่เนื่องจากขนาดของอาคารที่ใหญ่โตกินบริเวณหลายพัันตารางกิโลเมตร ย่อมไม่สามารถให้พื้นที่สำหรับมุมมองภายนอกได้อีกแล้ว ทุกคนจึงต่างปรุงแต่ง ทิวทัศน์ มุมมอง ตามแต่ใจปรารถนา แต่นั่นคื่อสิ่งที่ทำให้คนที่ต้องเดินทางผ่านหลายๆสถานที่เกิดอาการหลงทิศ หลงทาง และคลื่นเหียนได้อย่างน่ารำคาญ มันเป็นอาการสามัญจนมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า อาการเมาตึก และ จักรกฤษณ์ก็ไม่อยากให้เกิดอาการแบบนั้นในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่เขาต้องการใช้ความคิด

รถไฟฟ้าเคลื่อนผ่านผนังสีทึบไปตลอดเส้นทาง ระหว่างที่จักรกฤษณ์หวนรำลึกถึงตอนที่พบเจ้าของงานนี้เป็นครั้งแรก

“สามีของฉันหายตัวไป” หล่อนกล่าว…มีน้ำเสีงแหบพร่าเล็กๆในเสียงนั้น จักรกฤษณ์รู้สึกได้ถึงความไม่แน่ใจบางอย่าง หลังจากการทักทายกับหล่อนตามมารยาทของนักสืบทั่วไป “ทั้งหมดนี่คือข้อมูลของเขา” หล่อนยื่นแผ่นข้อมูลบางขนาดนามบัตร

จักรกฤษณ์วางมันลงบนโต๊ะ แล้วภาพแฟ้มข้อมูลทั้งหมด ก็แสดงขึ้นบนผนังห้องเบื้องหน้า
บุคคลที่หายตัวไป คือ ดร.วัชรพล เคฟเค่น ศารตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง ควอนตัมฟิสิกส์(quantum physic) ที่มีชื่อเสียง

“มีอะไรที่ผมควรรู้เป็นพิเศษไหม” จักรกฤษณ์เอ่ยถามขณะเคลื่อนมือไปบนโต๊ะ พลิกแฟ้มประวัติบนผนังไปมา “งานวิจัยที่กำลังทำอยู่, คู่แข่ง ศัตรู หรือ” เขาหยุดเล็กน้อยเหลือบมองหล่อน “ชู้รัก”

“ไม่มี” โดยปราศจากการลังเลหรือชะงักงัน ไม่แม้เพียงหนึ่งส่วนล้านของวินาที … อาจจะเร็วเกินไปเสียด้วยซ้ำ และดูเหมือนหล่อนเองก็จะจับอาการสงสัยนั้นได้ด้วยเช่นกัน “ถ้าคุณดูภาพที่ถูกบันทึกแล้วคุณจะเข้าใจ”

ภาพที่เขาเห็นยิ่งทำให้เขามึนงงยิ่งขึ้นไปอีก
มันเป็นภาพที่ถูกบันทึกโดยระบบ MAIDS ซึ่งแสดงภาพของ ดร.วัชรพลในห้องของเขา ขณะกำลังสาละวนกับงานเอกสารบนโต๊ะ ภาพแตกพร่าไปสักเสี้ยววินาทีเห็นจะได้ และหลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็กลับคืนมา …
ทุกอย่าง ยกเว้น ดร.วัชรพล

ประเด็นแรกจึงไม่ใช่ว่า ใคร ทำไม หรือ จะเป็นตายร้ายดีประการได
ประเด็นแรกคือ “อย่างไร”

“นี่คือเงินงวดแรกของคุณ หนึ่งหมื่นเครดิต” หล่อนพรมนิ้วลงบนอุปกรณ์ส่วนตัว โอนเครดิตเข้าสู่บัญชีของเขาโดยฉับพลัน “ได้ข่าวอย่างไรแจ้งฉันโดยทันที”
“ผมจะติดต่อคุณได้อย่างไร”
หล่อนแตะนามบัตรลงบนโต๊ะ ข้อมูลการติดต่อถูกส่งเข้าสู่ฐานข้อมูล
ดร.มายา ศรีศรัทธา เคฟเค่น ผู้เชียวชาญด้านวิศวพันธุศาสตร์ … อีกหนึ่งนักวิชาการที่ไม่น่าจะมีศัตรูกับใครเขา … หรือว่ามี ?
“ว่าแต่ทำไมคุณไม่แจ้งตำรวจ”
หล่อนเค่นเสียงเบาๆ “ฉันทำแล้ว … พวกเขาส่งฉันมาหาคุณ”

มันเป็นความจริงตามที่หล่อนพูด หล่อนแจ้งความต่อ ผู้หมวดเมธีแต่ทางตำรวจไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ มันไม่ใช่การฆาตกรรมเพราะที่แน่ๆมันไม่มีศพ ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นการลักพาตัว และถึงแม้จะพอบอกได้ว่าเป็นคดีคนหาย แต่ก็ต้องรออีก ยี่สิบสี่ชั่วโมง ก่อนที่คดีจะไปอยู่ในคิวลำดับซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธี รอ รอจนกว่าบุคคลที่สูญหายจะปรากฎตัวขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะด้วยการตรวจพบบนกล้องรักษาความปลอดภัยด้วยโปรแกรมการคัดกรองใบหน้า หรือ การใช้บัตรเครดิต, การปรากฎขึ้นของรอยนิ้วมือ หรือ อื่นๆ แม้กระทั่งศพ โดยสรุปก็คือจะไม่มีใครทำอะไรทั้งสิ้น นอกจาก “รอ”
“ฉันเลยส่งหล่อนไปหานาย” เมธีนายตำรวจร่างเตี้ยออกท้วมเป็นมะขามข้อเดียว พูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก เขาเองก็ไม่ชอบสิ่งที่เป็นอยู่แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เขาไม่ใช่ ผบตร. “ยิ่งอย่างภาพที่เห็น หมอนี่อาจจะตายไปแล้วก็ได้” เขาโบกไม้โบกมืออวบๆของเขาไปทุกทิศทุกทาง “เหมือนเห็นการฆาตกรรมต่อหน้าแต่ทำอะไรไม่ได้”

จักรกฤษณ์ได้แค่หัวเราะเบาๆพลางตบไหล่เพื่อนสนิทของเขา “ใจเย็นๆเพื่อน เดี๋ยวก็ความดันขึ้นกันพอดี” เขาหันซ้ายหันขวาดูว่าไม่มีใครในพื้นที่ใกล้เคียงที่จะมาให้ความสนใจพวกเขาก่อนจะถามต่อ “ว่าแต่นายได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมบ้างหรือเปล่า” เขาเบาเสียงลงเกือบจะเป็นเสียงกระซิบถึงแม้ว่าจะเป็นการพูดคุยกันอยู่ในห้องส่วนตัวของเมธีก็ตาม เพราะเขากำลังสอบถามความคืบหน้าของว่าที่คดีคนหายซึ่งอาจจะกลายเป็นการข้ามหน้าข้ามตาตำรวจบางคน หรืออาจจะกลายเป็นการเหยียบหัวแม่เท้าของใครสักคนเข้าก็ได้ … ถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเขาก็ตาม

เมธีเคาะเครื่องสื่อสารบนผิวสัมผัสราบเรียบบนโต๊ะเบาๆอย่างไม่ลังเล “วิทยา … เข้ามานี่หน่อย”

MAIDS (Multi-purpose Assistance Initiate Dormitory System) เป็นระบบจัดการภายในอาคารที่ประกอบไปด้วย นาโนบอท (nano bot : จักรกลขนาดเล็ก) จำนวนมหาศาลประกอบกันขึ้นมาเป็นพื้นผิวของอาคาร นั้นๆ โดยมีระบบจัดการหลักๆ แบ่งออกเป็น สี่หน่วยงาน คือ

หน่วยพลังงาน ที่ทำหน้าที่เก็บกักและแจกจ่ายพลังงานที่ตรวจพบได้ในพื้นที่ มันสามารถสร้างพลังงานขึ้นเองได้จากการเคลื่อนตัวหรือแม้แต่การไหวยวบของพื้นผิวภายในระบบ MAIDS เองได้ด้วย โดยเก็บกระแสไฟอันเกิดจากความต่างศักย์ของการเคลื่อนตัวนั้น หรือแม้แต่การเก็บกักพลังงานอันเกิดขึ้นระหว่างการทำงานของหน่วยสังเคราะห์

หน่วยสังเคราะห์ คือ หน่วยที่สามารถจัดการกับวัตถุเชิงเคมีต่างๆ โดยการตรวจจับเคมีนั้นหรือแม้กระทั่งสังเคราะห์เคมีนั้นขึ้นจากธาตุมูลฐาน เช่น การสังเคราะห์น้ำจากอากศ หน่วยสังเคราะห์จะตรวจจับธาตุออกซิเจนและไฮโดรเจนในอากาศแล้วนำมาสร้างเป็นน้ำขึ้นมา รวมถึงการผสมแร่ธาตุอื่นๆก็สามารถทำได้โดยการระบุรายละเอียดและองค์ประกอบที่ต้องการลงไปในฐานข้อมูลหลักซึ่งจะมีข้อมูลพื้นฐานเฉพาะวัตถุมูลฐานหลักๆที่ระบุเอาไว้เป็นข้อมูลตั้งต้น แต่ก็สามารถระบุเพิ่มเติมข้อมูลขึ้นเองได้ตามที่ต้องการ

นอกจากการสร้างแล้ว หน่วยสังเคราะห์ยังมีหน้าที่กำจัดและทำลายของเสียภายในอาคาร ซึ่งปัจจุบันยังไปไม่ถึงในระดับสิ่งปฎิกูลแต่ทำได้ในระดับของฝุ่นผงที่พบเห็นโดยทั่วไป เช่น เซลผิวหนังที่ตายแล้ว หรือ เศษกระดาษที่เราต้องการทิ้ง และรวมถึงสิ่งที่กำหนดเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ ซึ่งอาจจะเป็น น้ำที่เปื้อนพื้น หรือ รอยขีดเขียนบนผนัง ซึ่งการสลายและสังเคราะห์สสารเหล่านี้จะได้พลังงานคืนกลับมาจำนวนหนึ่งซึ่งจะถูกเก็บกักไว้โดยหน่วยพลังงานนั่นเอง โดยเก็บอยู่ในรูปของความต่างศักย์ของไฟฟ้า

หน่วยสื่อสาร ทำหน้าที่แสดงผลข้อมูลทั้งเชิงภาพและเสียงในพื้นที่ที่กำหนด เช่น ผนัง พื้น หรือ ผิวโต๊ะ รวมถึงใช้ในการสื่อสารทางไกล เช่น การโทรศัพท์ นอกจากการแสดงผลแล้ว หน่วยสื่อสารยังสามารถทำหน้าที่เก็บบันทึกข้อมูลทั้งภาพและเสียงในบริเวณที่กำหนดได้ด้วยเช่นกัน

และท้ายที่สุดคือ หน่วยโครงสร้าง ซึ่งเป็นหน่วยควบคุมและประสานงานของทุกๆหน่วยเข้าด้วยกัน รวมถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างง่ายๆตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ เช่น การดึงโต๊ะ เก้าอี้ หรือแม้กระทั่งถ้วยกาแฟ ออกจากพื้นผิวต่างๆไม่ว่าจะเป็นพื้นหรือผนังห้อง ผู้ใช้เพียงแค่เอามือไปวางลงบนตำแหน่งที่ต้องการและออกคำสั่งด้วยเสียง วัตถุนั้นก็จะถูกสร้างขึ้นตรงบริเวณนั้น หรือจะพูดให้ถูกต้อง นาโนบอทโครงสร้างจะทำการจัดเรียงตัวเหล่านาโนบอทในทุกๆหน่วยขึ้นมาเป็นรูปทรงตามที่สั่งนั้นนั่นเอง

หลังจากที่ วิทยาหนุ่มร่างผอมบางร่ายยาวประหนึ่งเล่าถึงจุดกำเนิดของจักรวาล เขาเริ่มจะรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตจากสายตาของ เมธีที่จับจ้องถมีงทึงมาที่เขา ทำให้เขาเร่งร้อนเข้าสู่เรื่องหลัก “และนี่คือภาพที่ ระบบ MAIDS บันทึกได้”

พนังห้องทำงาน แสดงภาพของ ดร.วัชรพลขณะนั่งอยู่กลางห้องทำงาน ภาพเดียวกับที่ จักรกฤษณ์ได้เห็นที่ห้องทำงานของเขา … โดยแท้จริงมันคือแฟ้มข้อมูลจากระบบ MAIDS “พอจะบอกได้ไหมว่า เขากำลังทำอะไรอยู่” จักรกฤษณ์ถาม

วิทยาสั่งหยุดภาพชั่วคราวก่อนหมุนการแสดงภาพไปอีกด้านหนึ่งของรูป ระบบ MAIDS เก็บภาพจากทุกๆมุมในเวลาพร้อมๆกัน ต้องขอบคุณการบีบอัดข้อมูลและประสิทธิภาพในการจัดเก็บ วิทยาขยายภาพขึ้นเล็กน้อย “เอกสารบางอย่าง” เขาตอบ พยายามเพ่งสายตา “สมการทางคณิตศาสตร์ …”
“กลศาสตร์ควอนตัม” จักรกฤษณ์เสริม “เดินหน้าต่อ” เขาเอ่ยเพราะทุกคนรู้ดีอยู่แก่ไจว่าดูไปก็คงไม่รู้เรื่องอะไร
ภาพเคลื่อนไหวถูกปล่อยให้แสดงต่อไป

“และ” วิทยาแทรก เพียงเสียววินาทีก่อนที่ภาพจะแตกพร่าเป็นจุดเล็กๆ
“และ” วิทยาแทรกขึ้นอีกครั้ง ภาพกลับมาดังเดิม แต่ ดร.วัชรพลไม่อยู่ที่นั่นแล้ว … เขาหายไปในเศษเสี้ยวของวินาที “ภาพกลับมาหลังจากการกลับเข้าทดแทนในพื้นที่ของนาโนบอทที่ถูกทำลายเรียบร้อยแล้ว” เขาเสริม “ทั้งหมด ไหม้ จดหมดทางเยียวยา”
“พอจะรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” จักรกฤษณ์ถาม พลางกวาดตามองไปที่ เมธี และ วิทยา
และ วิทยาเป็นฝ่ายตอบ “บันทึกของ MAIDS แสดงว่าเกิดการกระชากของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล”
“EMP ?” จักรกฤษณ์ถามโดยที่เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นคำตอบ
(EMP : Electromagnetic Pulse : อาวุธพัลส์แม่เหล็กไฟฟ้า)
แต่ทั้ง เมธี และ วิทยา พยักหน้า
“ปกติ มักจะเกิดจากการระเบิดของนิวเคลีย ?” จักรกฤษณ์ถามย้ำ … ทั้งสองคนยังคงพยักหน้า “นี่เรากำลังเจอกับเรื่องใหญ่ขนาดไหนกันเนี่ย?” เขาเผลอโพล่งออกมา
“ประวัติของ ดร.วัชรพลขาวสะอาด ไม่มีหลักฐานการติดต่อกับหน่วยงานการก่อการร้ายใดๆ สัญญาใดๆกับกระทรวงกลาโหมก็ไม่มี ไม่มีเงินไหลเข้าใดๆที่ดูผิดสังเกตุ ไม่มีบันทึกการเข้าใกล้สารกัมมันตรังสีใดๆ สรุปคือ ไม่มีอะไรเลย” วิทยาร่ายยาวพรืดเดียวโดยไม่หยุดหายใจ
“ไม่ใช่เรื่องความมั่นคง ไม่มีหน่วยงานไหนแสดงตัว ตำรวจเลยทำงานต่อไม่ได้” เมธีเสริม … ซึ่งก็จริงเพราะถ้าใช่คงมีหน่วยงานของทางกลาโหมเข้ามายุ่มย่ามแล้ว
“แม้จะเกิด EMP ” จักรกฤษณ์ถามย้ำอีกครั้ง … ทั้งสองคนยังคงพยักหน้า
“ไม่เอาน่า จักรกฤษณ์” เมธีโบกไม้โบกมือ “EMP ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด … ”
“ใช่ ถ้าการเกิดฟ้าฝ่าขึ้นภายในห้องปิดทึบเป็นเรื่องธรรมดา”

วิทยากลับไปทำงานที่ห้องวิเคราะห์หลักฐานแล้ว ทิ้งให้จักรกฤษณ์และเมธีพูดคุยกันต่อ
“ว่าแต่ นายมาทำอะไรที่นี่กันแน่” เมธีถาม “ไอ้รูปนี่ นายนั่งดูอยู่ที่ที่ทำงานของนายเองก็ได้”
“ฉันรู้ ฉันรู้ … ฉันแค่อยากรู้ว่านายรู้สึกอย่างไรกับนายจ้างฉัน” จักรกฤษณ์หมายถึง มายานั่นเอง

รถไฟฟ้าเคลื่อนขบวนไปอย่างเชื่องช้าเมื่อเทียบกับกระแสความคิดที่พุ่งไหลผ่านเซลสมองของเขา

“หล่อนดูไม่มีพิษมีภัย … ” เมธีกล่าว และหยุดเล็กน้อย
“แต่” จักรกฤษณ์เสริม … ใช่ … มันมักจะมี “แต่” ตามมาเสมอ
“หล่อนปิดบังอะไรบางอย่าง” เมธีเหลือบสายตา สีหน้าครุ่นคิด “ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายมากนัก … ไม่ใช่ในระดับ ฆาตกรรม … ”
“แต่”
ครั้งนี้ เมธีหัวเราะ “ฉันคงแก่เกินไปแล้ว เรดาห์จับโกหกของฉันถึงทำงานบกพร่อง”
“ไม่หรอก … ฉันก็รู้สึกถึงมัน แต่ก็บอกไม่ได้ว่าอะไร … นายตรวจสอบเรื่องความมั่นคงแล้วใช่ไหม”
“ใช่ เรื่องนั้น หล่อนผ่านโดยปราศจากข้อสงสัย … ผ่านฉลุย … ”
ทั้งคู่นิ่งงันไปพักใหญ่
“งั้นเรื่องของฉันคงต้องพอแค่นี้ก่อน” จักรกฤษณ์ลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างรวดเร็ว “แล้วค่อยเจอกัน”
“นายจะทำอย่างไรต่อ”
“คงต้องทำให้หายสงสัยก่อน” จักรกฤษณ์ขยิบตาให้เมธีก่อนเดินออกจากห้องไป

และนี่คือสาเหตุที่เขามาหาเธอ
ทำให้หายสงสัย

เสียงคลื่นกระทบชายฝั่งเบาๆ และแสงแดดยามเย็นสะท้อนผิวน้ำทะเลสีครามส่งประกายระยิบระยับ สร้างความรู้สึกรำคาญแก่จักรกฤษณ์เป็นอย่างมาก มันช่างขัดแย้งต่อการรับรู้ตำแหน่งและเวลาของเขาเป็นยิ่งนักเพราะระบบสมองของเขาจดจำว่าสถานที่ที่เขาอยู่นี้คือใจกลางเมืองที่ระดับเหนือน้ำทะเล 200ฟุตและเป็นเวลากลางวัน … กับคนปกติคงไม่มีใครใส่ใจกับความขัดแย้งเชิงข้อมูลนี้ แต่สำหรับอดีตทหารหน่วยรบพิเศษที่การรับรู้ตำแหน่งที่ตั้ง มันคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย … เขาพยายามไม่สนใจแต่มันเหมือนเสียงหึ่งๆของยุงที่บินอยู่ข้างหู … แต่ถ้ามียุงบินอยู่จริงๆมันคงโดนระบบ MAIDS แยกอะตอมเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆน้อยๆ … และได้พลังงานมาจำนวนหนึ่ง …

จักรกฤษณ์และมายานั่งอยู่ที่โต๊ะกลางหาดทรายเสมือน ผิวบนโต๊ะค่อยๆก่อตัวขึ้นเป็นทรงกระบอกทึบตันก่อนจะค่อยๆโปร่งแสงขึ้นทีละน้อยจนกลายเป็นโปร่งใส แล้วหยดน้ำก็ค่อยๆปรากฎขึ้นภายในแก้ว ทั้งหมดคือการทำงานของระบบ MAIDS ในส่วนของระบบโครงสร้างเพื่อสร้างรูปถ้วยนั้น ตามด้วยระบบสื่อสารเพื่อเลียนแบบวัสดุโปร่งใสเพราะมันไม่ได้ใสจริงๆแพียงดึงแสงที่ผ่านพื้นผิวตรงข้ามออกมา หลังสุดคือการทำงานของระบบสังเคราะห์โดยการดึงอะตอมของไฮโดรเจนและอ๊อกซิเจนในอากาศออกมาเพื่อประกอบกันขึ้นเป็นหยดน้ำ

“ผมว่าเราเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า” จักรกฤษณ์ทำลายความเงียบลง “ผมอยากรู้ว่าคุณปกปิดอะไรอยู่” มายามีท่าทางตื่นตระหนกขึ้นมาโดยทันที … มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลที่นี่ “ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม คุณไม่ควรปิดบังผม เพราะตำรวจจะพุ่งเป้ามาที่คุณ”

“ทำไม” หล่อนร้องเสียงสูง ด้วยท่าทีที่ไม่พอใจ “ฉันเป็นคนติดต่อตำรวจและยืนยันที่จะให้คุณตรวจหาสิ่งที่เกิดขึ้นกับสามีฉัน”
“เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆในอดีตจนมีคำพูดติดปากในวงการตำรวจ” จักรกฤษณ์หยุดเล็กน้อยพลางจ้องตามายาเขม็ง “สามีหายสาปสูญหรือตายภรรยาคือผู้ต้องสงสัยอันดับที่หนึ่ง” เขายักไหล่เล็กน้อย “หรือกลับกันถ้าฝ่ายที่หายไปคือภรรยา”

มายานิ่งเงียบอยู่ชั่วขณะและมีท่าทีลังเลอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่หล่อนจะทำลายความอึดอัดนั้นลง “คุณต้องรับปากกับฉันก่อนว่าจะเก็บเรื่องที่ฉันจะบอกนี้เป็นความลับ”
“ผมมีสัญญากับคุณ … เหมือนทนาย … ผมต้องเก็บความลับของคุณอยู่แล้ว”
หล่อนใช้เวลาพักใหญ่ๆรวบรวมความคิด “เรากำลังทำการทดลองเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลของสิ่งมีชีวิต” นั่นฟังดูไม่น่าจะเป็นเรื่องใหม่อะไร “โดยการบันทึกสถานะของทุกๆสิ่งไปจนถึงระดับอะตอม ทั้งตำแหน่ง การหมุน, มุม, ทิศทางการเคลื่อนที่และความเร็ว, ประจุไฟฟ้าทุกๆจุดในเซลและเส้นประสาท … ในเวลาจริง”
“แผนผังอะตอมแบบเรียลไทม์ (real time) ” จักรกฤษณ์พึมพัมออกมาเบาๆ … มันจะน่าสนใจตรงไหน … แล้วเขาก็หยุดคิดเล็กน้อย “เครื่องย้ายมวลสาร” เขาอุทาน
“ใช่แล้ว นั่นคือก้าวต่อไปที่เราจะทำ” มายาเล่าต่อ จักรกฤษณ์เห็นความตื่นเต้นลุกโชนในดวงตาของหล่อน “มนุษย์ผู้เดินทางเร็วเทียบเท่าแสง”
“เดี๋ยวก่อน … คุณจะใช้อะไรติดตามอะตอม”
“เราใช้การจับคู่อะตอมโดยการบรรทุกมันไปกับนาโนบอท … แต่ละหน่วยจะฝังตัวอยู่ใน หน่วยพื้นที่ของอะตอมต่างๆ”
“แต่เมื่ออะตอมถูกสลายเพื่อเคลื่นย้าย คุณก็จะไม่เหลืออะไรอยู่ดี”
“เราใช้ ควอนตัม-เอนแทงเกิลเมนต์ ” (quantum entanglement : ปรากฎการณ์ของอนุภาคสองอนุภาคที่มาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน ที่ถึงแม้จะอยู่ห่างกันมากๆ ก็สามารถรับรู้สถานะของกันและกันโดยเฉียบพลัน) “มันเป็นการตอบสนองในระดับอะตอมอยู่แล้ว”
“แล้วคุณก็ทดลองใช้มัน… กับเขา… กับสามีคุณ”
“ใช่ เราพึ่งเริ่มลงมือทดลองกันแต่มันตรวจสอบมันแล้วอย่างละเอียดมันไม่มีผลร้ายหรือผลข้างเคียงใดๆ”
“แสดงว่าคุณเปิดระบบอยู่ … ตอนนี้”
“ใช่ … และที่น่าประหลาดคือ เครื่องยังคงตรวจพบเขาอยู่ … เขายังอยู่ที่นี่ อย่างน้อยก็ อนุภาคของเขา ในนั้น ในห้องที่เขาหายตัวไป”
“ขอผมดูเครื่องนั่นหน่อยได้ไหม”

จักรกฤษณ์และมายาอยู่ในห้องทำงานของหล่อน ห้องซึ่งอยู่ข้างๆกันกับห้องเกิดเหตุที่ตอนนี้โดนปิดตายอยู่ตั้งแต่การแจ้งความการหายตัวไปที่เกิดขึ้น, ที่ซึ่งตำรวจเดินเข้าไปสำรวจเพียงชั่วครู่พร้อมชุดสะอาดเพื่อป้องกันการปนเปื้อน รวมถึงหลีกเลี่ยงสิ่งที่ต้องกังวลในทุกๆกรณี ทั้งสารเคมีอันไม่พึงประสงค์ ทั้งเชื้อโรค และสารกัมมันตรังสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปรากฎการณ์ EMP
ภาพของการติดตามเครื่องระบุตำแหน่งที่แสดงจุดต่างๆมากมายเคลื่อนที่อยู่ไปมาถูกฉายขึ้นเต็มผนังด้านหนึ่งเบื้องหน้าคนทั้งสอง
“คุณรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือห้องนั้น” จักรกฤษณ์ชี้นิ้ว
“ปริมาตรมันถูกต้อง เหลี่ยมมุมของมันก็ถูกต้อง”
“ผมว่าผมรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น” จักรกฤษณ์ระบายลมหายใจจากปากยาวเหยียด “เราคงต้องติดต่อเมธีกับวิทยาเดี๋ยวนี้”
“ใครนะ?”
“ตำรวจที่ทำคดีของคุณกับคู่หูนิติเวชของเขา”

ทั้งเมธีและวิทยาปรากฎภาพขึ้นภายในห้องทำงานของมายาในเวลาที่รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ถึงแม้จะมีงานประจำที่รัดตัวเป็นอย่างมากแต่คดีที่ประหลาดพิกลนี้ก็น่าสนใจเกินกว่าที่เขาทั้งสองจะปล่อยให้ผ่านเลยไป

“คุณทำการทดสอบการทดลองติดตั้งเครื่องติดตามอะตอมมานานขนาดไหนแล้ว” จักรกฤษณ์ถามมายาเพื่อเป็นการเกริ่นเรื่อง
“ฉันทดลองกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ส่วนที่ทำการทดลองกับดร.วัชรพลก็ทดลองมาสักเดือนกว่าๆแล้ว”
“ที่ห้องทดลอง”
“ใช่ แต่มันต่างกันตรงไหน”
“ระบบ MAIDS” วิทยาโพล่งออกมาแทบจะทันที จักรกฤษณ์ผงกศรีษะรับ
“ไม่นะ ที่ห้องทดลองก็มีการใช้ระบบ MAIDS” มายาย้ำเสียงแข็ง
“ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด” วิทยาร่ายต่อ “ในส่วนของห้องทดลองจะปิดระบบหน่วยสังเคราะห์ เพราะนักวิทยาศาสตร์คงไม่อยากให้ระบบรักษาความสะอาดมาทำลายสสารประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นในห้องทดลอง”
“หรือแม้แต่เข้าไปป่วนกระบวนการประดิษฐ์ต่างๆ” จักรกฤษณ์เสริม “นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีที่ระบบติดตามตำแหน่งถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง … จะด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือการตรวจสอบองค์ประกอบของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไป ณ เสี้ยววินาทีนั้น … ดร.วัชรพลก็ไม่ใช่ดร.วัชรพลอีกต่อไป”
มายาแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนกจนต้องยกมือขึ้นมาปิดปากของตนเอง “นี่หมายความว่าฉันทำให้เขาตาย”
“มันเป็นอุบัติเหตุ” เมธีแทรก แต่น้ำเสียงกลับดูไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไร “ใช่ไหม” เขากระซิบข้างๆวิทยา
“ณ ตอนนี้ … ดูเหมือนว่าเป็นเช่นนั้น” จักรกฤษณ์เสริมให้ชัดเจน แต่ดูจากอากัปกริยาของมายาในตอนนี้ เขาค่อนข้างมั่นใจ
“EMP เกิดขึ้นจากการสลายมวลของดร.วัชรพล” วิทยาถามขึ้นเสียงสูง
“ใช่ น่าจะเป็นเช่นนั้น” จักรกฤษณ์ตอบ
“แล้วเราจะทำอย่างไร” เมธีถามต่อ ในสถานการณ์ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงว่ามายาจะถูกดำเนินคดีในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต
“เราจะทำอะไรเช่นนั้นหรือ? เราจะพาดร.วัชรพลกลับมา” จักรกฤษณ์ตอบ
ทั้งเมธีและวิทยามองหน้ากันเลิ่กลัก

“ข้อมูลระบุตำแหน่งของอะตอมต่างๆในร่างกายของดร.วัชรพลก่อนถูกสลายได้รับการบันทึกไว้อย่างครบถ้วน ณ เสี้ยววินาทีก่อนการเกิด EMP … ต้องขอบใจระบการสำรองข้อมูลทางไกลที่มีประสิทธิภาพ จากนั้นเราก็มีทิศทางการเคลื่อนที่ที่เกิดขึ้นหลังการเกิด EMP แล้ว รวมถึงระดับพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ต้องได้รับการอนุมัติจากกรมตำรวจก่อนเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงได้ ท่านทั้งสองจึงต้องร่วมในปฎิบัติการณ์ครั้งนี้ด้วย” จักรกฤษณ์หมายถึงเมธีและวิทยา “เมื่อมาถึงจุดนี้” จักรกฤษณ์อธิบาย

“ย้อนกระบวนการ” วิทยาโพล่งออกมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
“ถูกต้องแล้ว เราต้องเคลื่อนย้ายอะตอมต่างๆกลับมาเรียงตัวในรูปแแบบเดิม และ ให้พลังงานกลับคืนสู่ห้องนั้นในปริมาณที่เหมาะสม” จักรกฤษณ์อธิบายต่อ
“พลังงานอันมหาศาลกลับไม่ใช่เรื่องที่หน้ากังวลเท่าไร เนื่องจากระบบ MAIDS ได้เก็บสำรองพลังงานที่เกิดขึ้นในตอนนั้นเอาไว้ แทบจะเรียกได้ว่าเอาพลังงาน ณ ตอนนั้นกลับมาย้อนกระบวนการได้เลยด้วยซ้ำ แต่ …” วิทยา อธิบายด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยแน่ใจนัก “แต่เราจะเคลื่อนย้ายอะตอมเหล่านั้นอย่างไร”

“ควอนตัม-เอนแทงเกิลเมนต์ไง สิ่งที่เราต้องทำคือการเคลื่อนที่ของอะตอมที่ใช้สังเกตุ” จักรกฤษณ์อธิบาย “มันเหมือนกับตอนที่เราสังเกตุการเคลื่อที่ของอะตอมหลักโดยมองผ่านอะตอมเฝ้าสังเกตุเพียงแต่ตอนนี้เราต้องทำให้อะตอมเฝ้าสังเกตุเคลื่อนที่เพื่อให้มันกลับไปมีผลต่ออะตอมหลัก”
“เรื่องนั้น ฉันสามารถทำได้” มายาเสริม กำลังใจของหล่อนกลับมาอีกครั้ง
“คราวนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด” จักรกฤษณ์สรุป
“เพิ่มทะเบียนของดร.วัชรพลที่มีระบบติดตามอะตอมแล้วเข้าไปในระบบ MAIDS” มายา ตอบอย่างชัดเจน

ห้องปิดตายนั้นค่อยๆบีบอัดด้วยพลังงานอันมหาศาล ขณะที่มายาเขียนสมการเพื่อขยับอะตอมสังเกตุการณ์เพื่อที่จะส่งผลไปขยับอะตอมหลัก การส่งข้อมูลเคลื่อนที่พร้อมอะตอมข้างเคียงกลับไปยังจุดที่ได้รับข้อมูลหลังสุดขณะที่ ดร.วัชรพลยังคงเป็น ดร.วัชรพล พร้อมทั้งต้องเปลี่ยนเทียบโครงสร้างทางชีวะเคมีที่บันทึกไว้ซึ่งต้องใช้ความแม่นยำเป็นอย่างสูงการผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย อาจทำให้ม้ามไปลงเอยที่ก้านสมองได้

ภาระทั้งหมดตรงนี้ตกอยู่กับมายาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสามคนที่เหลือได้แต่เฝ้าดูด้วยใจระทึก
“สมการเสร็จแล้ว เตรียมตัวนะ” หล่อนเอ่ย หลังจากตรวจสอบความถูกต้องไปสามสี่รอบ
“มองโลกในแง่ดี หากไม่สำเร็จเราก็แค่แยกร่างเขาแล้วทำกระบวนการนี้ซ้ำใหม่” วิทยาพูดแทรกขึ้นมาเบาๆ แต่ทุกคนกลับมองด้วยสายตาถมีงทึง “ผมแค่พยายามจะบอกว่าไม่ต้องเครียดมาก…”
เสียง ผัวะ เบาๆของฝ่ามือของเมธีที่ปะทะหลังศรีษะของวิทยา
แล้วความเงียบก็บังเกิด
มายาเริ่มนับถอยหลัง “สาม … สอง … หนึ่ง …”

เสียงทึบเบาๆขณะที่ห้องทั้งห้องดูเหมือนยุบตัวลงเล็กน้อยก่อนขยายกลับราวกับการตบมือลงบนลูกโป่งที่พองลม
ร่างของดร.วัชรพลปรากฎขึ้นอย่างฉับพลันในท่านั่งที่เปลีอยเปล่าอยู่ ณ ตำแหน่งหลังสุดที่บันทึกไว้ สีหน้าของเขางุนงงอย่างเห็นได้ชัด มายาสั่งตรวจระบบความปลอดภัยเบื้องต้นอย่างฉับพลัน ทุกอย่างถูกต้องและปลอดภัยดี

ความโกลาหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังการมาถึงของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ดร.วัชรพลถูกนำตัวไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสภาพร่างกายโดยละเอียดอีกครั้ง มายากล่าวขอบคุณชายหนุ่มทั้งสามครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนที่จะติดรถพยาบาลไปด้วย เหลือไว้แต่ชายทั้งสามยืนซึมซับเหตุการณ์ที่อาจจะเปลี่ยนมนุษยชาติไปตลอดกาล

“จบลงด้วยดี ใช่ไหม?” เมธีกล่าวกับจักรกฤษณ์ผ่านหน้าจอส่งสัญญาณภาพ นี่จะเรียกว่า การเกิดการย้ายมวลสารครั้งแรก หรือ การเดินทางข้ามเวลาครั้งแรก ก็เป็นได้ มันช่างน่าตื่นเต้นอะไรเช่นนี้
“ใช่ ถ้ามองเชิงรูปธรรม” จักรกฤษณ์ตอบช้าๆและลังเล
“หมายความว่าอย่างไร?”
“เราพึ่งผ่านกระบวนการการแยกอะตอมของคนคนหนึ่ง และ การรวมอะตอมของคนคนหนึ่ง” จักรกฤษณ์สูดลมหายใจลึก “คุณรู้ได้อย่างไรว่าเป็นคนคนเดียวกัน … และ … ตามกฎหมาย เขาตายไปแล้ว ใช่ไหม?”
นั่นเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้

จบ