ไอน์สไตน์ผิด : เซิร์นค้นพบอนุภาคเร็วกว่าแสง

คณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเปิดเผยวานนี้ (22 ก.ย.)ว่า  ได้บันทึกการเคลื่อนที่ของอนุภาคนิวตริโน ซึ่งมีความเร็วเหนือความเร็วแสง ซึ่งอาจเป็นการค้นพบที่ล้มล้างหนึ่งในหลักการพื้นฐานจักรวาลวิทยาของไอน์สไตน์ที่ได้รับการยอมรับมาช้านาน

นายแอนโตนิโอ อีเรดิตาโต โฆษกองค์การวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (European Organisation for Nuclear Research) หรือเซิร์น (CERN) ตั้งอยู่บริเวณชายแดนฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การทดลองตลอดสามปีที่ผ่านมา  โดยการยิงอนุภาคนิวตริโนจากเครื่องเร่งอนุภาคที่เมืองเจนีวา ถึงห้องทดลองใต้ดินที่เมืองแกรน ซาสโซ ในภาคกลางของอิตาลี ซึ่งอยู่ห่างออกไป 730 กิโลเมตร

ภาพ: OPERA

โฆษก CERN กล่าวแสดงความมั่นใจอย่างมากในผลการทดลอง เนื่องจากได้มีการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด และแสดงความต้องการให้คณะวิจัยอื่นๆ ได้ทำการทดลองเพื่อยืนยันผลการทดลองดังกล่าว

ถ้าหากผลการทดลองได้รับการยืนยัน การค้นพบนี้จะเปลี่ยนทฤษฏีสัมพันธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ ที่มีมาตั้งแต่ปี 1905 ซึ่งกล่าวไว้ว่า ความเร็วของแสงเป็นคุณสมบัติทางกายภาพ ซึ่งคงที่เพียงสิ่งเดียวในจักรวาล และในเมื่อความเร็งของแสงคงที่เสมอ ไม่ว่าผู้สังเกตจะเคลื่อนที่หรือไม่ก็ตาม ฉะนั้นคุณสมบัติอย่างอื่นๆทางกายภาพ สำหรับผู้ที่เดินทางไปในทิศที่ต่างกัน และด้วยความเร็วที่ต่างกัน ย่อมต้องแตกต่างกันไป และไม่มีวัตถุใดเดินทางได้เร็วเท่าแสง ซึ่งนี่ถือแนวคิดสำคัญที่ทำให้เกิดการวางรากฐานฟิสิกส์ยุคใหม่ จนเกิดทฤษฎีต่างๆ ออกมามากมายเช่น ทฤษฎีควอนตัม ทฤษฎีสตริง ไปจนถึงทฤษฎีแห่งสรรพสิ่ง

ข่าววิทยาศาสตร์

  ‘อวัยวะเทียม’เทคโนโลยีแห่งอนาคต  
   
         ต้องยอมรับว่าการใช้ชีวิตประจำวันของคนเรามีสิ่งที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” มาเกี่ยวข้องทั้งสิ้นและแทบทุกด้าน โดยเฉพาะในแง่ที่ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างปรกติสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอายุยืนนานดังนั้น เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ทุกคนต้องจับตามองจึงรวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์หรือด้านสุขภาพด้วยเช่นกัน จากการมองแนวโน้มเทคโนโลยีที่จะมาแรงและเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงภาคธุรกิจของ ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการบรรยายหัวข้อ “10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจ” (10 Technologies to Watch) ในงาน “NSTDA Investors Day ประจำปี 2554” ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ได้แก่

เทคโนโลยีด้านซ่อมเสริมเติมสร้างหรืออวัยวะเทียม (Artificial Organ) มีความสำคัญเพราะทุกชีวิตต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เทคโนโลยีด้านนี้ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์อุปกรณ์สำหรับนำฝังในร่างกาย เพื่อทดแทนอวัยวะธรรมชาติ รวมถึงกระดูก ข้อต่อต่างๆ หรือแม้แต่การสร้างอวัยวะใหม่ด้วยเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ที่มีนักวิทยาศาสตร์หลายทีมทั่วโลกกำลังทำอยู่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อช่วยบำรุงซ่อมแซมอวัยวะที่เสื่อมลง ให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและยืดอายุขัยให้ยืนยาว จะเป็นประโยชน์ทั้งผู้ป่วย ผู้สูงอายุและผู้พิการโดยทั่วไป

ตัวอย่างอวัยวะเทียม เช่น ประสาทหูเทียมสำหรับหู กล้ามเนื้อหูรูดเทียม แก้วตาเทียม หัวใจเทียมและลิ้นหัวใจเทียม ผิวหนังเทียม เครื่องมือกระตุ้นประสาท (Brain pacemakers) และเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าในสมอง (deep brain stimulation-DBS) และอื่นๆอีกมากมาย

ที่ผ่านมายังคงมีรายงานความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีสร้างอวัยวะเทียมมาอย่างต่อเนื่อง ดังเมื่อเร็วๆนี้มีรายงานความคืบหน้าของนักวิจัยมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟในอิสราเอล ที่พัฒนาชิพทำงานเลียนแบบพื้นที่สมองคุมการเคลื่อนไหว (cerebellum) และนำฝังในหนู พบว่าช่วยฟื้นการทำงานด้านความทรงจำภายในสมองของหนูได้ อนาคตอาจเป็นประโยชน์ช่วยคนป่วยโรคสมองเสื่อมวิกลจริต โรคหลอดเลือดสมอง หรือแม้แต่ช่วยเพิ่มพลังสมองให้กับคนไม่ป่วยได้

ในขณะที่นักวิจัยสถาบันเฟราน์ฮอเฟอร์ในเยอรมนีได้นำเครื่องพิมพ์ 3D มาใช้พัฒนาหลอดเลือดเทียม โดยผสมผสานกับเทคนิคขึ้นรูปอย่างรวดเร็วด้วยเลเซอร์ที่เรียกว่า multiphoton polymerization ส่วนบริษัททัช ไบโอนิคส์ ในสกอตแลนด์ พัฒนาระบบถ่ายภาพใหม่ที่เรียกว่าระบบโฟโตกราฟิค เพื่อช่วยให้สร้างอวัยวะเทียม เช่น แขน ขาได้สมจริง ด้านนักวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีโตเกียวของญี่ปุ่น มีแนวคิดสร้างสรรค์ด้วยการพัฒนากระดูกเทียมจากเกล็ดปลา

สำหรับการสร้างอวัยวะใหม่ทั้งชิ้นจากสเต็มเซลล์เป็นความหวังของเหล่านักวิจัยทั่วโลก เพื่อใช้สำหรับปลูกถ่ายแทนอวัยวะเก่านอกเหนือจากใช้สเต็มเซลล์ซ่อมแซมอวัยวะที่ชำรุดเสียหายโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมามีนักวิจัยหลายทีมมีความคืบหน้าเช่นกัน โดยศาสตราจารย์เปาโล แมคเชียรินี แห่งสถาบันแคโรลินสกา ในสวีเดน เปิดเผยที่งานประชุมด้านเทคโนโลยีเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาเคมบริดจ์ในอังกฤษ ช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีสร้างอวัยวะใหม่ๆสำหรับปลูกถ่ายมากกว่า 20 วิธี โดยเวลานี้พบวิธีพัฒนากระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ และหลอดลม ที่ถูกนำไปฝังในผู้ป่วยแล้วในการทดลองทางคลินิก และเมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งนำหลอดลมที่สร้างขึ้นจากสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยในห้องทดลองไปปลูกถ่ายคืนให้กับผู้ป่วยซึ่งเป็นมะเร็งคอหอย

คงต้องจับตามองความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์ด้านนี้กันอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะมีความสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ไม่แพ้การพัฒนายา วัคซีน และเทคโนโลยีด้านอื่นๆ

สำหรับเทคโนโลยีที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ระบบส่งยานำวิถีด้วยนาโน (Drug Delivery System หรือ DDS) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ยา โดยสามารถนำส่งยาได้ตรงต้นตอของโรคได้ดีขึ้น ควบคุมการปลดปล่อยได้ และติดตามผลการรักษาได้ ด้านจิโนมิกส์ส่วนบุคคล (Personal Genomics) เป็นเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์ โดยใช้เทคนิคการหาลำดับเบสของสารพันธุกรรม (DNA Sequencing) ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ป้องกันความเสี่ยงเกิดโรค การแพ้ยา และการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลได้

ในด้านพลังงานสะอาด (Green Energy) นั้นเป็นอีกเรื่องที่โลกให้ความสำคัญ เช่น การใช้พลังงานชีวภาพ (Cellulosic biofuel) พัฒนาเอทานอลจากเศษวัสดุการเกษตร พืช/ไม้โตเร็ว ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานและช่วยลดโลกร้อน การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผ่านเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูง (High Efficiency Solar Cell) การพัฒนาพลาสติกฐานชีวภาพ (Future Bio-based Plastics) ย่อยสลายได้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาของปริมาณวัตถุดิบจากปิโตรเลียมที่มีจำกัด และช่วยลดปัญหาโลกร้อนที่เกิดจากกระบวนผลิต

การพัฒนาจีโอโพลีเมอร์ (Geopolymer) วัสดุจำพวกอะลูมิโนซิลิเกต ที่มีสมบัติทางกลดีมาก ทนไฟ และทนทานต่อสารเคมี ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่นเดียวกับกราฟีน (Graphene) วัสดุมหัศจรรย์ แข็งกว่าเหล็กกล้าและเพชร ยืดหยุ่นได้ นำไฟฟ้าได้ดีกว่าทองแดง และโปร่งแสง จึงนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ จอภาพที่ใช้งานด้วยการสัมผัส (Touch screens) โทรศัพท์มือถือ และชิพคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง เซ็นเซอร์ตรวจวัด และเป็นโซลาเซลล์ เป็นต้น

สำหรับเทคโนโลยีอีกอย่างที่จะมาแรง ได้แก่ จอแสดงภาพ 3 มิติ (3D Display) และเทคโนโลยีที่เรียกว่าเว็บไซต์สู่เว็บเชิงความหมาย (Semantic Web) ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีที่มีแนวคิดที่จะเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน และผู้ใช้สามารถจัดการกับเว็บไซต์ของตนเองได้อย่างอิสระ

ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน ปีที่ 12 ฉบับที่ 3149 ประจำวันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ.2554 คอลัมน์ มุมชีวิต โดย สิริรัตน์ วารี

งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ปี 54

งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2554

พบกับกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี ในงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2554″ที่ส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่เยาวชน ครู อาจารย์ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และ ประชาชนทั่วไป เชิญเข้าชมงานนิทรรศการแบบบูรณาการ สร้างเสริมประสบการณ์ ที่สอดแทรกสาระความบันเทิงผ่านกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมทั้งการสัมมนา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ระหว่างวันที่ 6-21 สิงหาคม 2554 (ยกเว้นวันที่ 9 สิงหาคม)
ตั้งแต่เวลา 09.00 – 20.00 น.
ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค
จัดและดำเนินงานโดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เป็นไปได้ไหมครับ อยากให้เวปชมรมฯกลับไปใช้ logo เดิมที่เคยใช้ครับ

เป็นไปได้ไหมครับ อยากให้เวปชมรมฯกลับไปใช้ logo เดิมที่เคยใช้ครับ…ที่มีสีดำๆน้ำเงินๆ (ถ้าจำไม่ผิด) จริงๆแล้วผมกะว่าจะ post บอกตั้งนานแล้วครับ ตั้งแต่ถูกเปลี่ยนเป็นแบบต้นหญ้าเขียว

ผมชอบ logo เดิมครับเพราะมันดูเป็นไซไฟมากกว่าถ้าเทียบกับ logo ต้นหญ้าเขียวๆที่ใช้อยู่ตอนนี้ ( logo เดิมผมไม่ได้save ไว้ด้วยซิ แต่ถ้าเป็นสมาชิกท่านเก่าๆคงจะพอนึกออก )

อาจจะต้องฝากท่านประธานชมรมกับผู้ดูแลเวป (น่าจะเป็นคุณประยูร?) ช่วยพิจารณาด้วยครับ

หรือจะลงประกาศให้มีการออกแบบ logo ชมรมก็ได้ครับ (แบบไม่ต้องมีของรางวัลให้) ให้ให้เพื่อนๆสมาชิกโหวตเอาว่าแบบไหนดีที่สุด ขอบคุณครับ

กู้ภัย

ในขณะที่อดีนาลีนพลุ่งพล่าน จนอกแทบจะระเบิด
วีระ พยายามควบคุมการหายใจให้ช้าลง
มันเป็นเรื่องที่ยากมาก หากคุณพึ่งผ่านเหตุการณ์การระเบิดอย่างรุนแรง และถูกฝังอยู่ในทรากตึกปรักหักพังเช่นนี้

ตัวอักษรสีเขียวพล่าเลือนฉายซ้อนอยู่บนจอประสาทตาของเขา
ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ 20% (ถ้ามีมากจนถึงร้อยละ 25-30 ทำให้หายใจช้าลง ความดันโลหิตต่ำ ไม่รู้สึกตัว สลบ และอาจถึงตายได้)
วีระ พยายามปรับกระแสไฟฟ้าในเซลสมองเข้าสู่โหมด “ทำสมาธิ”

“วีระ!” เสียงเรียกดังขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เสียง เพราะมันคือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ยิงตรงเข้าสู่สมองส่วนประสาทการรับเสียง
“ผมยังอยู่ดี” เขาตอบ อดนึกถึงคำว่า “กระมัง” ไม่ได้
เพราะเขาขาดการรับรู้ประสาทสัมผัสจากขาของเขามานานสักสองสามนาทีแล้ว
“เรารับสัญญาณตำแหน่งของคุณได้แล้ว ทีมกู้ภัยกำลังเข้าไป”

วีระพยายามควบคุมไม่ให้ตนเองตื่นเต้นจนเกินไป กระแสไฟจากระบบประสาท อาจจะทำให้ อุปกรณ์อีเล็กโทรนิคในร่างกายเขาทำงานผิดปกติได้ นั่นรวมถึงเครื่องระบุตำแหน่ง GPS ด้วย
อีกอย่าง จากสภาพที่เห็น การเข้าถึงคงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักใหญ่ๆ

“ระดับพลังงานเป็นอย่างไร”
“มีการรั่วไหล”
วีระ ขยับไหล่เล็กน้อย ความร้อน และ กระแสไฟฟ้าจากระบบประสาท จำนวนหนึ่งถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน ของอุปกรณ์ดำรงชีพของเขา
เข็มวัดพลังงานเพิ่มขึ้นมาอีก 0.01%
“พยายามรักษามันไว้”
วีระ ได้แต่ยิ้มกับตนเอง “ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์กำลังเพิ่มขึ้น” เขารายงาน ตอนนี้อยู่ที่ 24% แล้ว
“ผมรู้ … เรากำลังไป”

ชั้นใต้ดินชั้นที่5 ลึกลงมา20เมตร แถมผ่านการระเบิดครั้งใหญ่ และพร้อมจะจมลึกลงไปอีก 500เมตร
นี่คงไม่ใช่งานที่ง่ายนัก

“ผมรู้ว่าพลังงานคุณเหลือน้อย แต่เรามีเรื่องที่จะขอร้องให้ช่วย”
ผมปฎิเสธได้ไหมนี่ วีระ คิด
“ว่ามาเลย”


อ่านเพิ่มเติม “กู้ภัย”

ประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 3 หัวข้อ “พลังงานอนาคต”


เนื่องจากเป็นความผิดพลาดของผม(ผู้ประกาศ) ที่กำหนดวันใน Event ผิดพลาด เป็นวันที่ 15 ตุลาคม (ทั้งที่ควรจะเป็นวันที่ 15 กันยายน)
จึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้

และขออนุญาต ขยายเวลาการส่งเรื่องสั้นเป็น ถึงวันที่ 15 ตุลาคม
โดยจะประกาศผลในวันที่ 15 พฤศจิกายน
โดยผู้ที่ส่งเรื่องเข้ามาแล้ว สามารถแก้ไข ปรับปรุง และ/หรือ ส่งเรื่องเข้ามาใหม่ได้
ทั้งนี้ ขออภัยในความผิดพลาด และความไม่สะดวกในครั้งนี้ด้วย

ประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟครั้งที่ 3 ประจำเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2554

ขอเชิญชาวไซ-ไฟ ร่วมสนุกด้วยการแต่งเติมจินตนาการในหัวข้อ “พลังงานอนาคต” ให้เป็นเรื่องสั้นไซ-ไฟสุดสนุกเพื่อแบ่งกันอ่านในเว็บบล็อก ชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทย ชิงรางวัลพิเศษจากชมรมฯ ผลงานที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสุดยอดเรื่องสั้นไซ-ไฟจะได้รับ

โมเดลไซ-ไฟ 2 ชุด

DVD หนังไซ-ไฟที่หาดูยาก

บัตรเยี่ยมชม บ้านพิพิธภัณฑ์ ฟรี!! 2 ใบ

ใบประกาศเกียรติคุณสไตล์ไซ-ไฟพร้อมลายเซ็น รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุลและคณะกรรมการ

กติกา

  1. เป็นผลงานที่เขียนขึ้นใหม่โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบผลงานของผู้อื่น
  2. ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรือเผยแพร่ต่อสาธารณะมาก่อน
  3. พิมพ์ด้วยตัวอักษร cordia new ขนาด 16 พ้อยท์ ความยาว 5 หน้าขนาด A4 พร้อมชื่อนามสกุล(ในกรณีที่ใช้นามปากกากรุณาแจ้งชื่อนามสกุลจริงด้วย) อายุ การศึกษา ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และe.mail address
  4. ส่งผลงานได้ทางอีเมล์ tsfg_news@hotmail.com
  5. ลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียน
  6. ผู้ที่ได้รับรางวัล ทางชมรมฯจะจัดส่งของรางวัลให้ทางไปรษณีย์
  7. ส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2554 ประกาศผลการประกวดทางเว็บบล็อกของชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทยในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554

(แก้ไข วันกำหนดส่ง)

ตราบจนนิรันดร์

เขาถูกเรียกขณะกำลังเดินกลับไปที่ห้องพัก ห้องส่วนตัวสำหรับนักโทรจิต ใครคนหนึ่งที่วิ่งมาจากทางด้านหลังเรียกให้เขาหยุดก่อนจะเปิดประตูห้อง

“มีข่าวถึงคุณ” คนส่งข่าวหอบหายใจ

เขายกมือขึ้นเตรียมรับกระดาษบันทึก

“ไม่ใช่… มีนักโทรจิตต้องการคุยกับคุณทางช่องทางพิเศษ” คนส่งข่าวเร่งเร้า

ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ และมันทำให้เขารู้สึกกระวนกระวาย  วินาทีนั้นเขาไม่รู้เลยว่าจะไม่มีโอกาสได้กลับไปที่ห้องนั้นอีก

………. อ่านเพิ่มเติม “ตราบจนนิรันดร์”

เพียงความคิด

เขานั่งคิด ฉับพลันความคิด ก็ปรากฎเป็นความจริง

เพราะเครื่องมือวิเศษอย่างหนึ่งที่ทำให้ความคิดของเขา

กลายเป็นความจริง แต่เขาก็ไม่วายทุกข์กับความคิด

เพราะเขาไม่สามารถคุมความคิดให้ไปในทางดีๆได้

สุดท้ายเขาก็นั่งลงกำหนดลมหายใจเข้าออก

จนใจของเขาสงบ จากนั้นเขาก็เริ่มที่จะคุมความคิดได้

และเขาก็เริ่มมีความสุขขึ้นมาเพราะว่าเขาเอาชนะใจ

ที่ใฝ่ต่ำที่เป็นความคิดชั่วได้ คนเราจะดีต้องคิดดีก่อน

แล้วทำดี  อย่าลืมความดี ให้ทำเอาไว้มากๆๆๆ ครับ

สุดท้ายนี้หวังว่าเราจะสามารถเอาชนะความชั่วในตัวเรา

ได้นะ ความชั่วในผู้อื่นเราเห็นง่ายส่วนของเราบางที

ต้องมีคนมาบอก เรา  เราก็ต้องขอบคุณเขา

ที่กรุณาบอกให้เรา

หวังใจว่าคงเจอใครที่คอยบอกเราว่า  อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี

สิ่งแปลกปลอม

“ลุงล้อม” เป็นเจ้าของสวนลำไยขนาดไม่ใหญ่ไม่โตนัก มันอยู่หลังบ้านของแกที่อยู่ลึกเข้าไปจากซอยซึ่งแยกจากถนนในอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดห่างไกล อาณาบริเวณล้อมรั้วมิดชิด ไม่เพียงแต่จะป้องกันสัตว์ใหญ่น้อยมาทำลายสวนผลไม้ที่เป็นสมบัติชิ้นเดียวของแก แต่ยังมีไว้ป้องกันโจรลักขโมยที่มักจะแฝงตัวเข้ามาเวลาลำไยออกผลอีกด้วย

ชื่อ “ลุงล้อม” ไม่ได้เป็นชื่อที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ได้จากความตระหนี่ถี่เหนียวของแก สวนลำไยของลุงล้อมถูก ‘ล้อม’ ไว้ด้วยรั้วลวดหนามเสาปูน ดายหญ้าถางที่จนเตียนโล่งให้คนรู้ว่านั่นเป็นอาณาจักรต้องห้าม ด้านหน้าติดถนนลูกรัง สองฝั่งซ้ายขวาเป็นสวนลำไยของลูกพี่ลูกน้องของแก ด้านหลังเป็นคลองส่งน้ำเล็ก ๆ ซึ่งก็ไม่วายต้องกั้นลวดหนามเพื่อบ่งบอกความเป็นเจ้าของ ทั้งที่ตลอดแนวคลองนั้นไม่มีสวนของใครอุตริล้อมรั้วอย่างที่ลุงล้อมทำ ทุกคนที่รู้จักเรียกแกด้วยชื่อ “ล้อม” จนคนลืมชื่อในทะเบียนบ้านของแกไปเสียแล้ว ตัวแกเองบางครั้งเมื่อต้องไปทำบัตรประชาชนหรือต้องไปเข้าคูหาเลือกตั้งยังต้องท่องชื่อจริงนามสกุลจริงตัวเองให้ขึ้นใจเสียก่อนก็มี

กิจวัตรประจำวันของลุงล้อมหลังจากอาบน้ำกินข้าวฝีมือเมียที่อยู่กินกันมาตั้งแต่เพิ่งพ้นวัยรุ่นแล้วก็คือการดูแลสวนลำไย ดายหญ้า ให้น้ำ ใส่ปุ๋ย และอาจจะมีพ่นยาฆ่าแมลงบ้างแต่พอดี เผื่อว่าลูกหลานแวะมาเยี่ยมแล้วเด็ดไปกินสักพวงสองพวงจะได้ปลอดภัยจากบรรดาสารเคมีที่ไม่มากจนเกินไปนัก

……….

เช้านี้ก็เหมือนกับทุกวัน ลุงล้อมในชุดผ้าขาวม้าคาดหัว เสื้อหม้อฮ่อม กางเกงขายาวขาด ๆ  สะพายย่ามใบเล็กกำลังจะก้าวลงจากชานหลังบ้าน แต่ก็มีอันให้หยุดชะงักกับสิ่งแกเห็นในสวนลำไยที่เฝ้าทะนุถนอมมาตั้งแต่จำความได้

‘สิ่งแปลกปลอม’ ชิ้นหนึ่งวางอยู่กลางสวนลำไยถัดจากชานหลังบ้านไปไม่เกินสิบวา จริง ๆ แล้วจะเรียกว่าเป็นชิ้นก็ไม่ถูกนักเพราะมันออกจะใหญ่โตเกินไปสักนิด ประมาณด้วยสายตาคนวัยหกสิบสาม แกคิดว่ามันคงยาวสักสามหรือสี่วา สัณฐานยาวรีเหมือนลูกหนำเลี้ยบ สูงพอท่วมหัว ผิวมันปลาบเหมือนสังกะสีมุงหลังคา ผิดอยู่ที่ไม่ได้เป็นลอนเหมือนอย่างสังกะสีแผ่นที่เคยเห็น แต่กลับเรียบเกลี้ยงไปหมดทั้งก้อน

ที่สำคัญก็คือมันวางคร่อมร่องน้ำระหว่างแถวลำไยของแกอยู่ มิหนำซ้ำต้นลำไยที่แกหวงแหนรองลงมาจากเมียก็ถูกมันเบียดล้มไปหลายต้น มองเห็นจากชานบ้านก็อย่างน้อยสามต้นเข้าไปแล้ว ‘สิ่งแปลกปลอม’ ที่ว่านั้นวางเอียง ๆ คร่อมร่องน้ำสงบนิ่งอยู่อย่างนั้น ลุงล้อมแน่ใจว่าเมื่อวานตอนค่ำ ที่ตรงนั้นยังเป็นต้นลำไยพุ่มหนาโดยที่ไม่มีก้อนสังกะสีก้อนนี้อยู่เป็นแน่แท้

ความโกรธพุ่งพล่านเต็มอกด้วยต้นลำไยที่แกเฝ้าถนอมมาจนกำลังจะออกดอกอยู่แล้วถูกล้มถอนรากให้เห็นอยู่ตรงหน้า คิดได้อย่างเดียวว่าต้องเป็นฝีมือพวกเด็กวัยรุ่นในตลาดเป็นแน่ ยิ่งเมื่อวานเพิ่งมีงานเกณฑ์ทหาร ไม่ว่าใครจะจับได้ใบดำใบแดงต่างไปตั้งวงเลี้ยงฉลองกันจนเกือบรุ่ง ไม่แคล้วพวกพิเรนทร์สองสามคนคงหาอะไรมาแกล้งแกเสียแล้ว

……….

เอื้อมมือไปหยิบปืนลูกกรดที่พิงฝาบ้านออกมาประทับบ่ายิงแบบไม่ต้องเล็งไปหนึ่งนัด คิดว่าพวกก่อกวนที่ซ่อนอยู่ข้างในคงวิ่งแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง แต่กลับเป็นเมียของแกเองที่วิ่งจากหน้าบ้านทั้งที่ยังเก็บสำรับกับข้าวไม่เรียบร้อยมาหยุดตะลึงนิ่งอยู่ข้างตัวลุงล้อมนั่นเอง

ตัวลุงล้อมเองก็งงไม่แพ้กันที่กระสุนลูกกรดพลาดเป้าไปได้ แกยกปืนขึ้นประทับบ่าอีกครั้ง เล็งให้เข้ากลางก้อนสังกะสียักษ์แล้วบรรจงเหนี่ยวไกส่งไปอีกนัดหนึ่ง เมียแกถึงกับสะดุ้งโหยงเพราะไปยืนอยู่ใกล้รังเพลิงพอดี พอตั้งสติได้ เมียแกก็ออกเสียงด่าเสียยับเยินว่าไม่ยอมบอกกล่าวกันก่อน ส่วนลุงล้อมได้แต่ตะลึงงันเพราะเห็นชัด ๆ ว่ากระสุนจะกระทบกลางสิ่งแปลกปลอมที่ว่านี้แน่นอน แต่ดูเหมือนจะสะท้อนหายไปไหนก็ไม่รู้ และที่สำคัญก็คือไอ้พวกมืออยู่ไม่สุขทั้งหลายก็ไม่ได้ปรากฏตัวออกมาหรือวิ่งกระเจิงออกไปอย่างที่คิดไว้เสียด้วย

หลังจากตั้งสติได้ ลุงล้อมค่อย ๆ ย่างเข้าไปหาวัตถุประหลาดช้า ๆ หมายตาตรงตำแหน่งตกกระทบของกระสุนลูกกรด ตั้งใจดูว่ามันฝังเข้าไปหรือกระดอนออกมากันแน่ ส่วนเมียของแกต้องรีบไปเปิดประตูรับเพื่อนบ้านที่ต้องสะดุ้งตื่นแต่เช้าเพราะสียงปืนสองนัดมายืนตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้าน

ลุงล้อมไม่เห็นว่ากระสุนของแกจะวิ่งผ่านเข้าไปในวัตถุประหลาดที่อยู่ตรงหน้า รอยบุบหรือรอยขีดข่วนก็ไม่มีให้เห็น ลองจับดูก็รู้สึกว่าเจ้าก้อนอันนี้มันอุ่นอยู่สักเล็กน้อย เอาหูแนบก็ได้ยินสียงหึ่งเบา ๆ เคาะด้วยด้ามปืินดูก็รู้สึกเหมือนถังกลวง ๆ ใบหนึ่ง ครั้นพอจะลองขยับก็รู้ว่ามันไม่มีท่าทีว่าจะเขยื้อนได้เลย ลุงล้อมได้แต่คะเนอยู่ว่าถ้าตัดแบ่งไปขายกิโลละสองบาทจะขายได้สักเท่าไหร่กัน

ยิ่งทำให้แกประหลาดใจเข้าไปใหญ่ว่าจะมีใครยกก้อนสังกะสีขนาดสี่วามาวางในสวนของแกได้อย่างไรโดยไม่ต้องเอาข้ามรั้วมา ใจหนึ่งก็เป็นห่วงรั้วลวดหนามที่อุตส่าห์ลงทั้งเงินทั้งแรงไป เลยตะโกนสั่งให้เมียออกไปเดินดูรอบ ๆ ว่ารั้วของแกยังดีอยู่หรือเปล่า เมียแกรับคำแล้วกับเดินหายไปทางด้านหนึ่งของสวนพร้อมกับเสียงบ่น เพื่อนบ้านสองสามคนเริ่มเข้ามารายล้อมและออกความเห็น

……….

ลุงล้อมกับเพื่อนบ้านเดินดูรอบลูกหนำเลี้ยบสังกะสีลูกใหญ่หลายรอบ มองหาร่องรอยอะไรสักอย่างที่จะบอกว่ามันเป็นอะไร เจ้าลูกหนำเลี้ยบวางเอียง ๆ ทับต้นลำไยหักไปต้นหนึ่ง ส่วนอีกสามต้นโดนเบียดจนรากถอนต้นล้ม ไม่รู้ว่าจะยังออกดอกออกผลได้หรือเปล่า ไม่นานเมียแกก็กลับมาสมบท บอกข่าวดีว่ารั้วรอบสวนยังอยู่ครบถ้วน ตลิ่งที่หลังสวนก็ไม่ได้ทรุดหายไป ลุงล้อมถอนหายใจโล่งอก ใครคนหนึ่งหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออก ไม่ช้าผู้ใหญ่บ้านก็แวะมา

ถ้าเป็นวันอื่น ลุงล้อมไม่มีทางยอมให้ใครเข้าออกบ้านตามใจอยากอย่างนี้แน่ แต่ ‘สิ่งแปลกปลอม’ อันใหญ่เหมือนเป็นบัตรผ่านให้คนโน้นคนนี้เข้าออกบ้านแกอยู่ตลอดเช้า ผู้ทรงคุณวุฒิประจำหมู่บ้านเริ่มออกความเห็นไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าเป็นอะไรสักอย่างที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน บ้างก็ว่ามันเป็นซากดาวเทียมของฝรั่ง แต่มาได้ข้อสรุปเอาตอนที่เมียผู้ใหญ่บ้านมาตามแกกลับไปกินข้าวที่บ้านแล้วเห็น ‘สิ่งแปลกปลอม’ เข้าให้พอดี แกทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ พนมมือท่วมหัวทำปากขมุบขมิบอยู่พักนึง

เท่านั้นแหละ สามสี่คนรอบข้างก็เอาอย่างเมียผู้ใหญ่บ้าง ใครคนหนึ่งเรียกหาดอกไม้ธูปเทียน ก็ต้องเป็นธุระของเมียลุงล้อมอยู่นั่นเองที่ต้องไปเสาะหา ลำพังดอกไม้นั้นหาไม่ยากเท่าไหร่ แต่ธูปเทียนนี่ต้องไปค้นหาตามฝาบ้านอยู่นานกว่าจะได้มา ลุงล้อมก็เฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ คิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้แขกไม่ได้รับเชิญออกจากบ้านไปเร็ว ๆ จะได้ไปหาช่างมาตัดก้อนประหลาดนี้ขายได้เสียที

……….

โอกาสของลุงล้อมไม่เคยมาถึง พอสาย ๆ คนก็เริ่มเข้ามาดูมากขึ้น เข้า ๆ ออก ๆ บ้านลุงล้อมจนเจ้าตัวอยู่ไม่ติดที่ ต้องคอยต้อนรับขับสู้คนโน้นคนนี้จนไม่เป็นอันทำอะไร ถึงที่สุดแกก็ทำเฉยเสีย ใครจะเข้าจะออกก็ปล่อยไปตามยถากรรม

เมียผู้ใหญ่บ้านกลับมาอีกรอบพร้อมกับสำรับชุดใหญ่ จานข้าวพูน ๆ พร้อมกับข้าวอีกสามสี่อย่างที่เมียลุงล้อมไม่มีวันจะทำให้แกกินเป็นแน่ แกถึงกับยิ้มแก้มปริเพราะคิดว่าลาภปากตกมาถึงแล้วจึงไปยกแคร่ที่ชานบ้านมาตั้งไว้ให้วางสำรับ แต่เมียผู้ใหญ่กลับบอกว่าเอามาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับกำชับว่าใกล้เที่ยงจะมาเอาคืน

คนเรียกหาดอกไม้ธูปเทียนมากขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะเห็นเมียผู้ใหญ่ทำเป็นตัวอย่างหรือเพราะคิดกันไปเอง ลุงล้อมจึงใช้ให้เมียไปซื้อมาจากตลาดอย่างละสองสามกำมือ แต่ไม่รู้ว่าตัดสินใจผิดหรือเปล่า เพราะเมียลุงล้อมไปป่าวประกาศทั่วตลาดก่อนจะกลับมาพร้อมกับขบวนรถสามล้อพ่วงข้างขายน้ำอัดลม ลูกชิ้น และไทยมุงอีกนับสิบ

พอเริ่มหิวข้าวเที่ยง ลุงล้อมเลยให้เมียนั่งเฝ้าหน้าบ้านแล้วให้คนเข้ามาทีละสองสามคน สั่งว่าดอกไม้ธูปเทียนต้องซื้อที่เมียแกหามา ห้ามเอามาจากบ้าน แล้วก็ปลีกตัวไปนั่งกินข้าวที่เหลือจากมื้อเช้าพร้อมกับนั่งดูกับข้าวของเมียผู้ใหญ่ที่วางให้แมลงวันตอมด้วยความเสียดาย แต่ก็พอจะปลอบใจตัวเองได้บ้างที่กิจการขายดอกไม้ธูปเทียนพอจะทำเงินให้แกได้บ้าง

……….

ยังไม่ทันจะบ่ายคล้อย เมียผู้ใหญ่บ้านก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับแนวคิดบรรเจิด ถึงตอนนั้นหน้าบ้านลุงล้อมก็ไม่ผิดกับงานวัดย่อม ๆ รถมอเตอร์ไซค์ รถกระบะ จอดเรียงรายไปตามถนน บางคนที่พอจะรู้ัจักกันก็เสียบหัวไปจอดในบ้านข้าง ๆ เมียผู้ใหญ่ล้วงไปในพกผ้า หยิบแป้งเด็กกระป๋องเล็กออกมาเทใส่มือก่อนจะละเลงไปที่มุมหนึ่งของก้อนหนำเลี้ยบยักษ์ แล้วนั่งจด ๆ จ้อง ๆ อยู่อย่างนั้นอยู่เป็นนาน มีคนเข้าไปช่วยมุงสองสามคน ลุงล้อมได้แต่คิดในใจท้าให้เอามีดมาขูดก็ไม่มีวันจะมีตัวเลขงอกออกมา ขนาดปืนลูกกรดยิงจ่อ ๆ ยังไม่ระคายผิว นับประสาอะไรกับเอาแป้งละเลงแล้วดูตัวเลข

เมียผู้ใหญ่ล้วงมีดมาขูดอย่างที่ลุงล้อมคิดจริง ๆ แถมไทยมุงยังมองเห็นเป็นตัวเลขสองสามตัวให้ลุงล้อมตกใจเล่น แถมยังเห็นเป็นเลขชัดเจนแบบไม่ต้องตีความเสียด้วย

นักข่าวหนังสือพิมพ์มาถึงตอนใกล้บ่าย เป็นคนหนุ่มมาจากในเมือง บอกว่าจะถ่ายรูปกับสัมภาษณ์ลุงล้อมเอาไปลงข่าว ตัวแกเองเพิ่งถอดเสื้อออกได้ไม่นาน นึกอยากจะหยิบเสื้อใหม่มาใส่แต่ก็นึกได้ว่าไม่มีอยูสักตัว นักข่าวถ่ายรูปลุงล้อมสองสามทีแล้วก็ไปถ่ายที่วัตถุประหลาดในสวนก่อนบอกว่าต้องรีบเอาไปพิมพ์แล้วเร่งกลับออกไป  ถึงตอนนั้นลุงล้อมเพิ่งนึกออกว่ายังไม่ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวเลยแม้แต่คำเดียว…

……….

ตกบ่าย โรงพักต้องส่งตำรวจมาดูแลเพราะรถติดไปจนถึงถนนใหญ่ ห้องน้ำบ้านลุงล้อมมีคนยืนต่อคิวยาวไม่น้อยไปกว่าคิวกราบไหว้บูชาและขอเลขจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แถมยังมีใครบางคนแอบไปปล่อยทั้งหนักทั้งเบาในสวนของแกอีกต่างหาก จ่าคนหนึ่งกับพลตำรวจจบใหม่อีกคนแวะเข้ามาเอาซองผ้าป่าฝากลุงล้อมให้วางที่แคร่ใกล้ก้อนหนำเลี้ยบยักษ์ บอกว่ามรรคทายกฝากมา แล้วก็ต้องรีบไปดูรถนักข่าวทีวีสองช่องที่พร้อมใจกันมาแล้วหาที่จอดไม่ได้

นักข่าวเข้ามาพร้อมกันทั้งสองช่อง ทั้งคนแบกกล้อง ทั้งนักข่าว ต่างแย่งกันสัมภาษณ์ลุงล้อมเสียยกใหญ่ แกก็ได้แต่ตอบรับไปว่าไม่รู้ว่ามันมาได้อย่างไร ตื่นเช้ามาก็เห็นมันวางอยู่ตรงนั้นแล้ว จะว่าไปลุงล้อมก็รู้เรื่องสิ่งแปลกปลอมนี้ไม่มากกว่านักข่าวที่เพิ่งมาถึงเลยด้วยซ้ำ

คนที่เป็นดาราเด่นของนักข่าวทีวีกลับเป็นเมียผู้ใหญ่ที่แต่งหน้าแต่งตัวมาเรียบร้อยเหมือนรู้มาก่อนว่าจะมีนักข่าวมา แกตั้งตนเป็นผู้เชี่ยวชาญพร้อมกับให้ความเห็นชนิดที่นักวิชาการจริง ๆ ต้องพลิกตำรากันยกใหญ่หากจะแย้งความเห็นของเมียผู้ใหญ่เกี่ยวกับสิ่งแปลกปลอมนี้ ที่สำคัญคือแกอุบเอาไว้ ไม่ยอมบอกเลขเด็ดที่แกลงทุนขูดเองกับมือ

นักข่าวยังไม่ทันคล้อยหลัง ผู้ใหญ่บ้านก็เอาหลอดนีออนสองหลอดพร้อมสายไฟยาวมาโยงจากบ้านไปยังต้นลำไยใกล้วัตถุประหลาด แกบอกกับลุงล้อมว่ากลัวใครจะมาขโมยไปตอนกลางคืน ส่วนลุงล้อมเองอยากหัวเราะเสียให้หายหิวข้าวว่าใครมันจะมายกออกไปได้ ตอนเข้ามามันมาอย่างไรยังไม่รู้เลย

……….

คนเริ่มเข้ามาน้อยลงตอนพลบค่ำ หน้าบ้านเริ่มโล่ง สวนลำไยของลุงล้อมตอนนี้แทบจะกลายเป็นที่ทิ้งขยะไปแล้ว ทั้งเศษใบตอง ถุงขนม ไม้เสียบลูกชิ้น ต่างทิ้งระเกะระกะอยู่ทั่วไป นี่ยังไม่นับกลิ่นของเสียที่ใครแอบไปปล่อยไว้ในสวนอีกต่างหาก กับข้าวที่เหลือจากมื้อเช้าและมื้อกลางวันกลายเป็นกับข้าวมื้อเย็นไปโดยปริยาย เมียลุงล้อมนั่งนับเงินค่าดอกไม้ธูปเทียนอยู่เงียบ ๆ ไทยมุงคนสุดท้ายกลับไปก่อนมืด

ผู้ใหญ่บ้านแวะมาเก็บสำรับกับข้าวตอนสองทุ่มเศษ บอกว่าเมียใช้ให้มา ก่อนกลับก็ไปเสียบปลั๊กเปิดไฟนีออนสองหลอดที่โยงไปแขวนไว้กับต้นลำไยใกล้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เมียสั่งนักสั่งหนาว่าต้องดูแลให้ดี แสงจากหลอดไฟสะท้อนผิวมันปลาบที่บางส่วนหม่นลงไปบ้างเพราะมีแป้งเด็กโรยอยู่ และบางส่วนก็อยู่ในเงามืดที่ดูแล้วชวนให้รู้สึกกังวลอยู่ในที

ก่อนกลับ ผู้ใหญ่อวดว่าเมียแกได้ออกข่าวภาคค่ำด้วย ส่วนลุงล้อมนั้นไม่สนใจหรอกว่าการได้ออกทีวีนั้นจะมีความหมายอย่างไร แกได้แต่จับจ้องอยู่ที่วัตถุประหลาดนั้นไม่วางตา

เมีแกเข้านอนหลังผู้ใหญ่กลับไปได้ไม่นาน บ่นว่าเหนื่อยมาทั้งวัน เงินที่ได้จากธุรกิจของแกวันนี้เอาใส่ถุงผ้าวางไว้ใต้หมอนแล้วหลับไปอย่างเร็ว ลุงล้อมไปเอากาบมะพร้าวมาสุมไฟไล่ยุงที่ใต้แคร่ซึ่งยกมาวางไว้ใกล้บ้าน จากนั้นก็นั่งพินิจดูมันอย่างละเอียด

……….

แกรู้ว่ามันไม่ได้ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน เพราะมันวางอยู่บนต้นลำไย แล้วมันก็ไม่ได้ตกลงมา เพราะถ้ามันตกลงมาก็ต้องมีเสียง ดินต้องยุบ ต้นลำไยต้องหักมากกว่าจะล้ม มันต้องค่อย ๆ ลงมาช้า ๆ เพียงแต่แกคิดไม่ออกเท่านั้นเองว่าใครเอามันมาวางไว้ และเอามาวางไว้อย่างไร

ยังไม่ได้คิดอะไรต่อ แกก็เห็นว่าก้อนประหลาดที่วางอยู่นั้นเริ่มขยับซ้ายขวา มันโยกไปมาเล็กน้อย แกพยายามยื่นมือไปควานหาปืนลูกกรดที่วางพิงผนังไว้ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมียแกเอาไปเก็บไว้ในบ้านเพราะคนเข้าออกพลุกพล่านเลยกลัวหาย ก้อนสังกะสีประหลาดขยับอยู่สองสามครั้งก่อนจะลอยขึ้นไปตรง ๆ ช้า ๆ เหมือนมีใครเอาเชื่อกมาผูกข้างบนแล้วยกขึ้นไป แต่ลอยขึ้นไปได้ไม่ถึงวาก็ค่อย ๆ ตกกลับมาที่เดิม เป็นอย่างนี้อยู่สองครั้ง ฝ่ายลุงล้อมนั้นเหลียวมองรอบตัวก็ไม่เห็นใครจะมาร่วมรับรู้ด้วย ได้แต่นั่งนิ่งของแกอยู่อย่างนั้น

ครั้งล่าสุดที่มันวางกลับลงไปที่เดิม ก้อนประหลาดนี้กลับมีช่องช่องหนึ่งเปิดออก ตัวอะไรสักอย่างที่รูปร่างไม่สูงไปกว่าเด็ก ป.1 เดินออกมาจากช่องนั้น มันเดินขโยกเขยกออกมาก่อนจะหันหน้าเข้าไปหาสิ่งแปลกปลอมที่มันเพิ่งเดินออกมา จากนั้นเงื้อขาข้างหนึ่งไปด้านหลังแล้วบรรจงเตะงาม ๆ ไปที่ก้อนสังกะสียักษ์ก้้อนนี้สองที

แล้วตัวประหลาดที่ลุงล้อมมองเห็นไม่ชัดนักก็เดินกลับเข้าไปในวัตถุแปลกปลอมชิ้นนี้ ช่องประตูที่เปิดอยู่ก็หายวับไป มันกลับมาราบเรียบเหมือนเดิม

ครั้งสุดท้าย สิ่งแปลกปลอมค่อย ๆ เคลื่อนที่ขึ้นตรง ๆ จนพ้นเงาหลอดไฟ จากนั้นมันก็ค่อย ๆ หายไปในความมืดของท้องฟ้าข้างแรมในที่สุด

……….

ลุงล้อมไม่สนใจว่าหนังสืิอพิมพ์ลงข่าววันต่อมาว่าอย่างไรหรือข่าวทีวีจะวิจารณ์ว่าอย่างไร แกรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูกที่สิ่งแปลกปลอมอันนี้หายไปจากสวนของแกได้ ลำไยสองต้นที่ล้มลงยังพอจะค้ำไว้ได้ แต่ต้นที่หักกับอีกต้นที่ล้มถอนรากนั้นเกินจะแก้ไขได้

เมียผู้ใหญ่ไม่ถูกรางวัลใด ๆ  ไม่ว่าจะเป็นล็ตเตอรี่ที่ลงทุนไปซื้อถึงตลาดหรือจะเป็นหวยใต้ดินที่ต้องแอบซื้อ

เงินค่าดอกไม้ธูปเทียน ลุงล้อมเอาไปซื้อสังกะสีใหม่มามุงหลังคาได้หลายแผ่น

ช่วยกันคิดหาวิธีหารายได้เข้าชมรมกันหน่อยครับ

ผมได้รับสารจากประธานมาว่า ชมรมกำลังขาดเงินในการดำเนินการ หากใครมีวิธีในการหารายได้เข้าชมรมก็ช่วยกันโพสต์กันมาหน่อยครับ จะขอบพระคุณยิ่ง ผมก็จะคิดแล้วมาโพสต์ไว้ด้วยครับ ส่วนความคิดจะดีไม่ดีไม่เป็นไรขอให้ช่วยกันระดมสมองก่อนคับ

แรงบัลดาลใจ 2

 

ส่วนที่ 1 เป็นบทความครับ

1

แล็ปที่สวิตเซอร์ แลนด์ส่งคู่อนุภาคโฟตอนที่เชื่อมกันด้วย Quantum entanglement แยกไปสองแล็ปที่ห่างกัน 18 กิโล แล้วทั้งสองแล็ปวัดค่าต่างๆ ของโฟตอนแต่ละอนุภาค ปรากฏว่าแต่ละอนุภาคเหมือนรู้ และสามารถเหนี่ยวนำสถานะของอีกอนุภาคด้วยวิธีการบางอย่าง แต่ถ้ามีการส่งสัญญาณสื่อสารระหว่างอนุภาคนั้น ข้อมูลต้องถูกส่งด้วยความเร็วเหนือแสงอย่างน้อย 10,000 เท่า แต่ทีมทดลองเชื่อว่าการเหนี่ยวนำของสองอนุภาคน่าจะเกิดขึ้นแบบฉับพลัน (ความเร็วเข้าใกล้อนันต์)

 
อ่านเพิ่มเติม “แรงบัลดาลใจ 2”

facebook ชมรมนิยายวิทยาศาสตร์

สวัสดีค่ะ ขอแนะนำ facebook ที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางในการโปรโมท ประชาสัมพันธ์ ให้เว็บไซต์ของทางชมรมได้เป็นที่รู้จัก และเป็นแหล่งรวมแนวคิด ประสบการณ์ หรืออะไรก็ตามที่อยากพูดคุย เพื่อช่วยกันทำให้นิยายวิทยาศาสตร์ได้รู้จักเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม search คำว่า ชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ ใน facebook ได้เลยนะคะ

Conspiracy theory : Space Border

     ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับศีรษะผมยังคงหลับตาอยู่ชั่วครู่ก่อนสลัดหัวไปมาหวังจะไล่ความมึนงงออกไป คงเป็นเวลากว่าสามปีมาแล้วที่ผมได้รับมอบหมายจากหน่วยปฏิบัติการ Space Border Finder เพื่อสืบเสาะค้นหาขอบจักรวาร พวกเราทั้งหมดต้องแยกย้ายเดินทางตามลำพังเพื่อค้นหาขอบของจักรวาล ผมรับผิดชอบเส้นทาง ye 4171 ซึ่งจะต้องผ่านเลย กาแล็คซี JKCS041 ไปอีก หลังจากที่ผมขับยานสำรวจลำดังกล่าวด้วยตนเองมาระยะหนึ่งจนสามารถตั้งพิกัดได้แน่นอนแล้ว ผมจึงได้สั่งยานเข้าสู่ระบบวาร์ปจากนั้นจึงปล่อยให้ยานอวกาศทำหน้าที่โดยอัตโนมัติ ผมจึงก็เข้าสู่ระบบนิทราซึ่งจะตื่นอีกเมื่อยานใกล้ถึงที่หมาย หากไม่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นมาเสียก่อน

 

เหตุฉุกเฉิน !! ผมนึกขึ้นได้หรือว่าผมยังไม่ถึงที่หมาย ผมรีบสลัดความมึนงงออกจากศีรษะอย่างฉับพลัน ลืมตาหาสัญญาณฉุกเฉินแต่ไม่พบ นั่นทำให้ผมโล่งใจไปเปราะหนึ่ง ผมรีบมองหาสัญญาณสีเขียวซึ่งบ่งบอกว่ายานได้ใกล้จุดหมายแล้ว ในที่สุดผมก็พบมันแสงสีเขียวมรกตเจิดจ้าเหนือขึ้นไปทางซ้ายมือ ความกดดันเมื่อครู่เริ่มจางลง ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ยานอวกาศยังคงล่องลอยไปในความมืดเวิ้งว้าง นี่ซินะขอบจักรวาล ที่ว่างที่ไม่มีสสารใดๆ ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังกึ้ง และเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วยาน ไฟฉุกเฉินสีแดงสว่างวาบๆ ปะปนกับเสียงหวอดังลั่น

 

ผมกระเสือกกระสนออกจากยานพร้อมชุดอวกาศ ภายนอกเย็นยะเยือก มีเพียงเสียงลมหายใจและไอน้ำเกาะจับหน้ากากของหมวกอวกาศในความมืดมิด ผมโยกคันบังคับที่ข้อมือเล็กน้อยจรวดขับดันพ่นไอออกจากปลายท่อพาชุดนักบินอวกาศของผมไปบริเวณหัวของยาน พลันเกิดเสียงดังผลักตัวผมก็กระแทกเข้ากับอะไรบางอย่งที่อยู่ข้างหน้า

‘ อะไรกันนี่ ‘ ผมนึกตกใจกางฝ่ามือออกนาบไปบนสิ่งที่มีพื้นผิวดาษเรียบ ‘นี่มันกำแพง กำแพงที่มองไม่เห็น’ สุดขอบจักรวาลคือกำแพง กำแพงยักษ์ ผมบังคับชุดอวกาศลอยขึ้นไปขนานกำแพงนั้นมือยังคงลูบไล้กำแพงไปด้วย ‘โอ้ พระเจ้า เล่นตลกกับผมหรือนี่’ ผมมองไปทางยานอวกาศที่ค่อยๆเล็กลงๆ ขณะที่มือก็ลูบไล้ไปตามกำแพงราบเรียบที่มองไม่เห็น พลันมือผมก็ไปสะดุดอะไรบางอย่าง ผมลองคลำมันอีกครั้ง คราวนี้พบว่ามันคล้ายปุ่มยื่นนูนออกมาจากผนัง ผมลองจับดูอีกครั้ง มันคล้ายกระดุม ไม่ใช่ซิมันคล้ายลูกบิด ยังไม่ทันจะคิดอะไรต่อมือผมก็บิดลูกบิดนั้นเสียแล้ว

เหมือนกำแพงที่มองไม่เห็นนั้นถูกกรีดออกด้วยแสงจ้า จากเส้นตรงยาวก็ขยายเป็นแถบกว้าง และกลายเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าในที่สุด ‘ ประตู ’ ผมเผลอรำพึงกับตัวเอง สุดเขตจักรวาลคือกำแพง  สุดกำแพงคือประตู ผ่านประตูไปก็คือ …. โอ้…ผมคิด ผมกำลังเข้าสู่เขตแดนของพระเจ้า ผมกำลังก้าวข้ามเส้นบางๆที่ใหญ่โต ใจผมเต้นถี่แรง เลือดสูบฉีดจนใบหน้าร้อนผ่าว

เมื่อพ้นขอบประตูร่างที่กำลังลอยอยู่ก็ตกลงสู่พื้นเบื้องล่างในทันทีเสียงดังผลัก ผมรู้สึกเจ็บชาที่หลังจนต้องนอนหงายนิ่งชั่วครู่ เหม่อมองเขตแดนของพระเจ้า ในเขตแดนของพระเจ้าล้วนมีสีขาวเป็นส่วนใหญ่ มีทางเดินคล้ายกับว่าจะวนรอบกำแพง ผมมองขึ้นไป มีฝ้าและท่อต่างๆทั้งแดง น้ำเงิน เขียวระเกะระกะมากมายเกาะไปตามฝ้าทางเดินนั้น ทำไมมันช่างเหมือนกับบนโลกที่เขาจากมาเสียเหลือเกิน ผมกวาดสายตาไปรอบๆ เห็นอะไรตะคุ่มๆ ไหวๆ หรือว่าพระเจ้า ใช่แน่ๆพระเจ้า แต่พระองค์ทรงหลบผมไปทางไหนแล้ว สายตาผมเหลือบมองตามเผื่อจะได้เห็นพระเจ้า สายตาที่กวาดกำลังกวาดก็สบเข้ากับป้ายสีแดง ผมดึงสายตากลับมาอ่าน ป้ายนั้นอีกครั้ง ที่ป้ายมีข้อความเขียนว่า EXIT

 

เหมือนโลกกำลังหมุนกลับ ความคลื่นเหียนถาโถมเข้าใส่ หัวใจผมเต้นแรงรับรู้ถึงอันตรายที่กำลังเยือน จิตคิดสับสน ผมรีบถอดชุดนักบินอวกาศออกในทันที

‘หรือสุดขอบจักรวาลคืออุโมงวกกลับสู่โลกเรา หรือว่าแท้จริงเราไม่ได้ไปไหนเลย เรากำลังถูกหลอก ใช่เรากำลังโดนหลอก เขาใช้เราเป็นเครื่องมือ เขาล้างสมองของเรา ทฤษฎีสมคบคิด พวกนั้นสมคบคิด’ ผมก็วิ่งหลบไปตามแนวผนัง พอวิ่งถึงทางออกผมกระโจนออกจากอาคาร  ตาก็เหลือบไปเห็นข้อความ ‘ศูนย์ฝึกนักบินอวกาศ’ พร้อมกับมีเสียงตะโกนดังไล่หลัง

“จับมันไว้ เร็วเข้าจับมันให้ได้” ชายฉกรรจ์ 5-6คนวิ่งไล่กวดผมเป็นพรวนอย่างกระชั้นชิด

“นั่นมันไอ้ปีเตอร์ หลานยายหมอน คนทำความสะอาดตึก 4 ไอ้นี่มันบ้า จับมันให้ได้” สิ้นเสียงสั่งชายฉกรรจ์คนหนึ่งก็รวบขาผมไว้ได้สำเสร็จ เสร็จมันผมล้มลงกระแทรกพื้นซีเมนต์ในทันที คนที่เหลือรีบกระโดดขึ้นมาทับบนตัวผม มันทั้งหนักทั้งแน่นจนผมหายใจแทบไม่ออก ไอ้คนที่ออกคำสั่งวิ่งกระหืดกระหอบตามมา ร่างของมันตุ้ยนุ้ยอุดมไปด้วยไขมัน ยามมันหอบหายใจเห็นไขมันกระเพื่อมขึ้นลง มันยืนคร่อมศีรษะแล้วถุยน้ำลายใส่

“ไอ้บ้าปีเตอร์ ถ้าแกยังไม่อยากตายอย่าเข้าไปเล่นในห้องฝึกนั้นอีก”

“ผมไม่ได้บ้า ผมไม่ได้บ้า พวกแกสมคบคิดกัน ไม่ได้บ้า………..พวก Conspiracy theory” ผมกรีดร้องสุดเสียง  ก่อนจะมีเสียงดังปั้ง

 

จบ