“Planetes” มังงะไซไฟหนึ่งเดียวที่ผมหลงรัก…..

ออกตัวไว้ก่อนว่างานไซไฟแบบที่ผมชอบที่สุด

คืองานไซไฟที่ให้ความรู้สึก “โรแมนติก”

(ไม่ได้หมายถึงเชิงความรักหวานแหว๋วนะครับ

แบบว่ามันเป็นความรู้สึกดื่มด่ำประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นลึกๆในใจ…..

เหมือนการหลอมรวมกันของ ความรัก ความทุกข์ ปรัชญา และมุมมองของปัญญาที่มีต่อจักรวาล)

น่าเสียดาย ในโลกของงานวรรณกรรม ตั้งแต่งานของ อาเธอร์ ซี คล้าก เป็นต้นมา

ผมยังไม่พบเจอใครที่สร้างความรู้สึกแบบนั้นให้กับผมได้อีกเลย

(อืม อาจจะเป็นเพราะผมไม่แข็งภาษาอังกฤษพอ เลยทำให้โลกแคบก็เป็นได้นะ)

อ่านเพิ่มเติม ““Planetes” มังงะไซไฟหนึ่งเดียวที่ผมหลงรัก…..”

ประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟมาแล้วครับผม

ประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟครั้งที่ 1 ประจำเดือนมกราคม 2554

ขอเชิญชาวไซ-ไฟผู้มีหัวใจหลุดโลก  ร่วมสนุกด้วยการแต่งเติมจินตนาการหัวข้อ “พลังจิต” ให้เป็นเรื่องสั้นไซ-ไฟสุดสนุกเพื่อแบ่งกันอ่านในเว็บบล็อก ชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทย  ชิงรางวัลพิเศษจากชมรมฯ  ผลงานที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสุดยอดเรื่องสั้นไซ-ไฟจะได้รับ

–        โมเดลไซ-ไฟ 2 ชุด  

–        DVD หนังไซ-ไฟที่หาดูยาก

–        บัตรเยี่ยมชม บ้านพิพิธภัณฑ์ ฟรี!! 2 ใบ

–        ใบประกาศเกียรติคุณสไตล์ไซ-ไฟพร้อมลายเซ็น รศ.ดร.ชัยวัฒน์  คุประตกุลและคณะกรรมการ

กติกา

  1. เป็นผลงานที่เขียนขึ้นใหม่โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบผลงานของผู้อื่น
  2. ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรือเผยแพร่ต่อสาธารณะมาก่อน
  3. พิมพ์ด้วยตัวอักษร cordia new ขนาด 16 พ้อยท์  ความยาว 5 หน้าขนาด A4 พร้อมชื่อนามสกุล(ในกรณีที่ใช้นามปากกากรุณาแจ้งชื่อนามสกุลจริงด้วย) อายุ  การศึกษา  ที่อยู่  หมายเลขโทรศัพท์  และe.mail address 
  4. ส่งผลงานได้ทางอีเมล์ tsfg_news@hotmail.com
  5. ลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียน
  6. ผู้ที่ได้รับรางวัล  ทางชมรมฯจะจัดส่งของรางวัลให้ทางไปรษณีย์
  7. ส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2554  ประกาศผลการประกวดทางเว็บบล็อกของชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทยในวันที่ 31 มกราคม 2554

ฉลองปีใหม่กับ Startrek Fleet Collection

ชุด Startrek Fleet Collection ราคาถูกมากๆ  หาซื้อได้ที่นี่ที่เดียวครับ

ในช่วงใกล้ๆเทศกาลปีใหม่นี้ ขอชวนแฟนๆชาวไซไฟคลับ หาของขวัญของฝากให้ตัวเอง
หรือคนรู้จัก ด้วยโมเดล startrek Fleet Collection 1 ในราคาลดพิเศษ เพียงแบบละ60บาท
มี 5 แบบ วางจำหน่ายที่ร้านค้าของ “บ้านพิพิธภัณฑ์” ตั้งอยู่สุดพุทธมณฑลสาย 2 
ด้านปิ่นเกล้านครชัยศรี ใกล้ทางรถไฟ นอกนั้นยังมีสินค้า ของเล่น ของแปลกๆ น่าสนใจอีกหลายอย่าง
เปิดเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ 4โมงเช้าถึง 5โมงเย็น บัตรเข้าชม 30บาท
ถ้าจะแวะมาซื้อของ ก็บอกว่ามาซื้อของ ไม่ต้องซื้อบัตรเข้าชมครับ  

สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณประยูร  สงวนไทร 089-987-1088
อ่านเพิ่มเติม “ฉลองปีใหม่กับ Startrek Fleet Collection”

สวทช.จัดค่ายการ์ตูนวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 2

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดย ดร.นำชัยชีววิวรรธน์ได้จัดค่ายการ์ตูนวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 2 ขึ้น สำหรับเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกโครงการประกวดการ์ตูนวิทยาศาสตร์ในวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2553 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร  อุทยานวิทยาศาสตร์รังสิต  จ.ปทุมธานี  เพื่อให้เยาวชนที่ได้รับเชิญให้เข้าค่ายทั้งหมดได้สร้างสรรค์ผลงานการ์ตูนวิทยาศาสตร์เพื่อคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลในรอบสุดท้าย  โดยวรากิจ  เพชรน้ำเอก ประธานชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทยได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับนิยายวิทยาศาสตร์ด้วย

เลื่อนรายการสัมภาษณ์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล เรื่องนิยายวิทยาศาสตร์ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม ทางสถานีต้องจัดรายการช่วยผู้ประสบภัย หากมีกำหนดออกอากาศเมื่อใดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งครับผม

สัตว์สังคม

ผมไปงานเลี้ยงช้า การไปช้าไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่ามีคนสั่งอาหารที่ผมอาจจะไม่ชอบหรือถึงกับเกลียดมาวางตรงหน้า แต่ยังหมายถึงการได้ที่นั่งที่ไม่ดีซึ่งมักจะเป็นขอบโต๊ะด้านหนึ่งหรือไม่ก็ต้องนั่งระหว่างอาหารสองชุดที่คิดจะเอื้อมไปหยิบจากฝั่งไหนก็ไม่สะดวก คนนั่งข้าง ๆ อาจเป็นคนที่ผมไม่ชอบหน้า และคนที่ผมชอบไปหมดทุกส่วนก็มักจะมีคนนั่งห้อมล้อมอยู่แล้ว แต่ด้วยงานที่ค้างมาจากกลางวันทำให้ต้องออกจากที่ทำงานช้ากว่าคนอื่น ๆ บวกกับยามค่ำที่รถทุกคันต่างคืบคลานอย่างบ้าระห่ำไร้จุดหมายทำให้การเดินทางไปยังร้านที่นัดกันไว้ช้ากว่ากำหนดเกือบสองชั่วโมง ผมหมายความอย่างนั้นจริง ๆ รถส่วนใหญ่คืบคลานอย่างเชื่องช้าแต่ก็เต็มไปด้วยความไร้ปราณีอยู่นั่นเอง เลิกหวังกับที่นั่งดี ๆ อาหารดี ๆ และคนที่อยากนั่งด้วยไปได้เลย ผมเกลียดวันศุกร์สิ้นเดือน

เป็นดังคาด ผมต้องนั่งหัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับผู้จัดการ แม้จะมีคนนั่งเรียงรายสองแถวรวมกันเกือบยี่สิบคนก็ยังทำให้สายตาที่มองมาทิ่มแทงเข้าไปในจิตไร้สำนึกได้อย่างเจ็บปวด อาหารเกือบเกลี้ยงโต๊ะ ผมต้องนั่งกินข้าวสวยเย็น ๆ กับเศษอาหารที่เหลือตามขอบจาน ถ้าเป็นผู้จัดการมาช้าละก็ อาหารทั้งหลายต้องสั่งใหม่ให้อีกชุด ข้าวต้องเป็นโถใหม่ เสิร์ฟมาพร้อมกับผ้าเย็นเช็ดหน้าเช็ดคอให้เย็นชื่นใจ แต่กับสิ่งมีชีวิตชั้นปลายแถวอย่างผมนั้นเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมข้างโต๊ะอาหาร ตัดทิ้งไปได้โดยไม่มีความจำเป็น ทนกินเข้าไปเถอะ ถึงข้าวจะเย็นแล้วและต้องพลิกก้างปลาหาเศษเนื้อก็ยังดีกว่าต้องออกเงินซื้อเองแน่

กระบวนการกินเป็นลำดับพิธีที่สำคัญ มันเป็นกฎที่มองไม่เห็นนอกสำนักงาน เป็นกฎของลำดับชั้นทางสังคม เหมือนฝูงสิงโตกลางป่าแอฟริกา จ่าฝูงต้องอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด ได้เนื้อชิ้นที่ดีที่สุดก่อนสิงโตตัวอื่น ลูกน้องในฝูงต้องสั่งอาหารจานที่ดีที่สุดและหยิบยื่นเครื่องดื่มที่ชงมาดีที่สุดให้ คนที่มาก่อนต้องเลือกอาหารให้ถูกปากจ่าฝูง ปลาหนึ่งจาน เนื้อหรือหมูหนึ่งที่ ผัดผักหนึ่งจาน แกงหนึ่งชุด เผ็ดหรือไม่เผ็ดก็ได้ และมันจะไม่ง่ายเลยถ้าเป็นผม หากมาถึงก่อนผมคงสั่งไข่เจียวกับต้มยำกุ้งมาแล้ว และต่อให้มันเป็นต้มยำและไข่เจียวที่อร่อยที่สุดในประเทศก็คงไม่ถูกใจคนอื่นเป็นแน่ ดีแล้วละที่มาถึงทีหลัง ไม่ต้องยุ่งยากว่าจะสั่งอาหารไม่ถูกปากผู้จัดการ

ลำดับการนั่งรอบโต๊ะก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ถัดจากผู้จัดการก็เป็นรองผู้จัดการสองคนที่นั่งกันคนละด้าน ไมมีใครแย่งตำแหน่งนั้นแน่นอน  ดูเหมือนทั้งคู่จะยิ้มแย้มแจ่มใสกันดี แต่ถ้าได้ยินสองคนนั่นนินทากันทีละคนละก็ ผมเชื่อเลยว่าไม่มีใครอยากเห็นทั้งคู่มานั่งคั่นกลางด้วยผู้จัดการฝ่ายอย่างนี้แน่นอน กับผู้จัดการก็เถอะ ตอนนั่งที่โต๊ะนี่ก็เหมือนกับจ่าฝูงสิงโตฝูงใหญ่ แต่พอผู้จัดการใหญ่มาก็ไม่ต่างจากลูกแกะเท่าไหร่เลย ข้อดีของการเป็นพนักงานชั้นปลายแถวอย่างผมคือไม่ว่าในสถานการณ์ไหนเราก็ยังเป็นลูกแกะอยู่วันยังค่ำ ไม่ต้องคอยคิดว่าเวลานี้จะแปลงร่างเป็นอะไรดี…

คนนั่งข้างถามพูดอะไรบางอย่างแต่ผมได้ยินไม่ถนัด น่าจะเพราะเสียงเพลงจากนักร้องรับเชิญที่นั่งตามโต๊ะสลับกันขึ้นไปร้อง  เดาเอาว่าเขาคงถามว่ากินอะไรมาบ้างหรือยัง ผมตอบปฏิเสธ เขาชี้ไปที่อาหารและพูดอะไรออกมาอีกสองสามคำ แค่พอได้ยินแต่ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร เดาเอาว่าเขาคงชี้ชวนให้กินเศษซากอาหารที่เหลือก้นจาน ผมก้มลงไปกินอย่างว่าง่ายพร้อมกับที่เขาแผดเสียงหัวเราะออกมา สองสามคนรอบข้างหัวเราะตาม ช่างมันเถอะ แค่กินให้มันอิ่มก็พอ

พิธีกรรมที่โต๊ะอาหารเป็นแบบฉบับของมันเอง อาหารหนึ่งชุดสำหรับสี่ถึงหกคน หัวโต๊ะต้องได้อาหารก่อน จ่าฝูงตักกินเป็นคนแรก จากนั้นลูกน้องในฝูงจึงจะได้รับอนุญาตให้ตักอาหาร ทุกสิบหรือสิบห้านาทีจะมีใครสักคนยกแก้วขึ้นดื่มอวยพรให้คนสองสามคนที่หัวโต๊ะ จากนั้นพูดจาเล่นหัวกันสองสามประโยค แล้วตามมาด้วยการก้มลงไปกินอาหารของใครของมันต่อไป เป็นแบบแผนที่วนเวียนไปจนดึกดื่นและไปสิ้นสุดเอาตอนที่จ่าฝูงลุกออกไปหาสถานที่พักผ่อน ลูกน้องจึงจะได้โอกาสสรวญเสเฮฮากันเองต่ออีกชั่วครู่ ก่อนจะไปจบค่ำคืนของแต่ละคนในสถานที่ของใครของมัน วันนี้ก็ไม่ต่างจากวันอื่น ยกเว้นแต่ว่า…

ผมเริ่มประหลาดใจเมื่อผู้จัดการขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีที่นักดนตรีเปิดคาราโอเกะและเล่นคีย์บอร์ดคลอเป็นแบ็คกราวนด์ ผมรู้จักเพลงนี้ จำท่วงทำนองของมันได้ขึ้นใจ แต่เสียงร้องของผู้จัดการนั้นกลับแปลกประหลาดจนผมต้องเงยหน้าจากการแทะกระดูกไก่ขึ้นไปมอง

ทุกอย่างลงตัวไปหมด ผู้จัดการขึ้นไปร้องเพลงโปรดที่ไม่ว่าครั้งไหนก็ต้องเป็นเพลงนี้ และถึงแม้เขาจะร้องได้เพี้ยนแค่ไหนทุกคนก็ยังชมเขาอย่างออกหน้าออกตาเสมอ ที่ผิดไปเพียงอย่างเดียวคือเหมือนกับมีคนเอาเพลงไปแปลเป็นภาษาบูรุนดีหรือภาษาสโลวัคแล้วเอาไปให้เขาร้อง สองคนที่นั่งถัดจากผมมองด้วยสายตาชื่นชมและพูดกันเบา ๆ

“ผู้จัดการ…”

ผมจับใจความได้แค่นั้น ไม่ใช่ว่าเพราะเพลงดังเกินไปหรือพวกเขาพูดกันเบาเกินไป แต่เพราะมันเป็นภาษาอะไรสักอย่างที่ผมไม่เคยรู้จัก แต่กระนั้นผมกลับรู้สึกได้ถึงความรู้สึกของพวกเขาทั้งสองที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดเหล่านั้น คนหนึ่งรู้สึกเบื่อ และอีกคนอยากให้เพลงจบเสียเร็ว ๆ

แล้วทุกอย่างก็ทะลักเข้ามาในหัวผมเหมือนเขื่อนใหญ่แตกระเบิดออกแล้วสายน้ำสาดโครมลงมา สองคนถัดไปกำลังคุยกันไปยิ้มหัวกันไป แต่ทั้งคู่คิดอยากให้บทสนทนาจบลงเร็ว ๆ ความคิดของเขาเหมือนกับภาพที่ฉายชัีดเจนให้ผมรู้สึกได้โดยไม่ต้องเพ่งมองหรือเงี่่ยหูฟัง อีกคนกำลังคิดว่าจะหาวิธีทำอย่างไรให้เพื่อนร่วมงานสุดสวยคนหนึ่งไปลงเอยที่ห้องนอนของเขาให้ได้ในคืนนี้ สำหรับคนถัดไปไกล ๆ ความเข้มของความรู้สึกที่ส่งมาจะน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ก็ยังคล้ายกับเสียงกระซิบที่พอจะจับใจความได้อยู่นั่นเอง

ผู้จัดการร้องเพลงโปรดจบพร้อมกับความรู้สึกของคนทั้งห้องอาหารหลั่งไหลเข้ามาในตัวผม ทั้งโล่งอก ก่นด่า และยินดี ที่ผมสามารถรับได้อย่างเต็มที่คือนักดนตรีที่นั่งห่างออกไปไม่เท่าไหร่อยากอัดเสียงเพลงนี้แล้วส่งแผ่นซีดีไปให้ผู้จัดการฟังสักครั้ง

ผู้จัดการเดินผ่านมาทางด้านหลัง ความรู้สึกของเขาที่แผ่กระจายมาถึงทำให้ผมเสียวสันหลังวาบและต้องเงยหน้าขึ้นมอง เขากำลังคิดอยากจะไล่ผมออกอยู่ ! รสชาติไก่เย็นชืดในปากจืดลงไปสนิทใจ ผมไม่ได้เมาแน่นอน ตั้งแต่เช้าผมยังไม่ได้กินอะไรที่จะทำให้เมาได้เลย ไม่มีมีเหล้า ไม่มียาแก้หวัด จนมาถึงที่นี่ผมก็ยังได้แค่กินเศษไก่ไปสองสามชื้นกับข้าวสวยจืด ๆ สองคำ และยืนยันด้วยการหันไปมองแก้วข้างตัวก่อนจะหยิบขึ้นมาจิบ… น้ำเปล่าแน่นอน

……….

ผมลุกขึ้นยืนช้า ๆ พยายามไม่ทำตัวให้เด่น เหลียวมองหาป้ายบอกทางไปห้องน้ำชาย สังเกตได้ว่าตัวเองอ่านตัวหนังสือบนป้ายประกาศทั้งหลายไม่ออกอีกต่อไป แต่ลำพังสัญลักษณ์บอกทางไปห้องน้ำยังพอจะนำทางให้ผมเดินไปได้ไม่ยากเย็นนัก ผมเดินเข้าห้องน้ำและทิ้งความรู้สึกที่เหมือนถูกเข็มทิ่มแทงเข้าไปในสมองไว้เบื้องหลัง เลือกห้องน้ำที่อยู่ไกลสุด ทรุดตัวลงนั่งกุมขมับแล้วนวดเบา ๆ ความรู้สึกรุนแรงของคนที่นั่งห้องข้าง ๆ เบียดแทรกเข้ามาในสมองอย่างช่วยไม่ได้ แต่กับความรู้สึกเดี่ยว ๆ แบบนี้ยังพอจะรับได้มากกว่าความสับสนปนเปของความรู้สึกที่ล่องลอยอยู่ในห้องอาหารนั่น ปล่อยให้มันผ่านเข้ามาแล้วปล่อยให้มันผ่านออกไป เหมือนเสียงกระซิบหรือคำพูดที่หลายครั้งเราไม่ตั้งใจฟังแต่บังเอิญได้ยิน

ถึงที่สุดผมก็หลบออกไปจากร้านอาหาร ทันทีที่ประตูร้านเปิดออก ผมเหมือนถูกท่วมด้วยกระแสน้ำเชี่ยวกราก เสียงผู้คนพูดคุยกันจอแจแต่ฟังไม่เข้าใจ ป้ายโฆษณาที่พอจะนึกออกว่าขายอะไรแต่กลับอ่านรายละเอียดไม่ออก เสียงรถวิ่งตามถนนดังสะท้านหู รถเมล์คันหนึ่งวิ่งผ่านหน้าไปตามด้วยก้อนความรู้สึกสารพัดกระแทกโครมเข้าใส่พร้อมลมที่พัดวนตามหลังรถ ผมตัดสินใจโบกแท็กซี่คันแรกที่มองเห็น บอกชื่ออพาร์ตเมนท์ให้คนขับ จากนั้นนั่งมองท้ายทอยโชเฟอร์พร้อมกับรับเอาความคิดของเขาที่หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย เลขท้ายสองตัวงวดต่อไป ง่วงนอน เงินค่าเช่ารถ ความไม่เท่าเทียมทางสังคม… นั่งคันไหนก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่หรอก

ตอนติดไฟแดงครั้งหนึ่งผมเกือบจะอาเจียนออกมา ความคิดจากคนในรถรอบข้างส่งผ่านเข้ามาซ้ำ ๆ แบบเดียวกันจนแน่นสมอง เริ่มจากนับถอยหลังตามตัวเลขดิจิตอลที่กะพริบอยู่ใต้สัญญาณไฟไปสิ้นสุดเอาที่การก่นด่ารถคันสุดท้ายที่ฝ่าไฟแดงตัดหน้าทำให้พวกเขาต้องออกตัวช้าลง

ผมกระโจนขึ้นเตียงได้ในที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นความนึกคิดของคนที่อยู่ห้องข้าง ๆ หรือไม่ก็คงจะเป็นห้องข้างบนและข้างล่างก็ยังแทรกผ่านผนังคอนกรีตเข้ามาให้ผมรับรู้อยู่นั่นเอง มันดูเบาบางลงบ้างแต่ความวิปริตของความคิดที่เข้ามากลับมากขึ้นกว่าที่ผมได้รับตอนอยู่ในห้องอาหารมาก ผมนอนลืมตาโพลงและรับความคิดประหลาดเหล่านั้นอยู่นานก่อนจะคิดได้ว่านั่นคงเป็นความฝันแหว่งวิ่นของผู้คนที่ถูกสังคมบีบคั้นมาตลอดทั้งวันและถูกปลดปล่อยออกมายามหลับใหล ใครคนหนึ่งกำลังย้อนวัยกลับไปตอนเรียนชั้นประถมและถูกครูจับได้ว่าลอกข้อสอบเพื่อน อีกคนหนึ่งกำลังฝันขาด ๆ หาย ๆ จับใจความไม่ได้ และอีกสองสามคนกำลังระบายความกระหายทางเพศออกมาในความฝัน แต่พอใกล้สว่าง มันกลับเหมือนวิทยุโบราณที่หมุนคลื่นผ่านหน้าปัดเร็ว ๆ จนแต่ละสถานีที่ถูกหมุนผ่านไปไม่สามารถจับใจความได้ และเป็นอย่างนั้นไปตลอดจนถึงเช้า

เช้าวันเสาร์ ในสภาพที่ไม่ได้นอนเลยสักงีบ ผมเดินเลี่ยงผู้คนไปกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มโดยใช้ความทรงจำถึงลำดับการกดปุ่มต่าง ๆ ตัวหนังสือที่แป้นกดและหน้าจอกลายเป็นภาษาประหลาดที่ผมไม่สามารถอ่านได้อีกต่อไป จากนั้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างอารมณ์โกรธเกรี้ยวนำผมไปคิวรถตู้ได้ในที่สุด ผมบอกสถานที่ปลายทางโดยไม่สนใจว่าคนขายตั๋วพูดอะไรกลับมา จ่ายเงินด้วยแบงค์ใหญ่ที่สุด รอรับเงินทอนแล้วขึ้นไปนั่งรอและข่มตาหลับก่อนที่ผู้โดยสารคนอื่นจะขึ้นมานั่ง รถคันนี้จะพาผมกลับบ้านต่างจังหวัดที่แทบจะถูกทิ้งร้างในช่วงหลายปีหลัง ผมต้องหาทางลดเสียงรบกวนในสมองลงให้ได้มากที่สุดก่อนจะคิดทำอะไรต่อไป

……….

ผมตื่นก่อนถึงที่หมายเล็กน้อย แต่มันก็นานพอที่จะทำให้ความคิดของคนสิบกว่าคนบนรถตู้โถมทับเข้ามาใส่ผมอีกระลอก ผมแทบจะกระโดดออกไปตอนที่รถจอดที่จุดหมายปลายทาง ณ อำเภอเล็ก ๆ ห่างจากตัวจังหวัดสิบกว่ากิโลเมตรในจังหวัดที่ห่างจากกรุงเทพ ฯ สามร้อยกิโลเมตร พยายามนับลมหายใจตัวเอง “เข้า-ออก” และไม่สนใจสิ่งรอบข้าง จากนั้นตัดสินใจเดินอ้อมถนนสองสายแทนที่จะตัดผ่านกลางตลาดสดไปที่บ้านริมแม่น้ำ

เสียงหมาหลังอานข้างบ้านเห่าสองสามครั้งทักทายก่อนที่ผมจะหยิบกุญแจดอกเก่าขึ้นมาไขประตูหน้าบ้าน นึกว่ามันแก่ตายไปแล้วเสียอีก… หมาเฒ่าตอบกลับมาทันทีว่ามันยังไม่ตาย ถ้าเป็นเมื่อสองสามวันก่อนผมคงตกใจกระโจนหนีไปแล้ว แต่ ณ วันนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทำให้ผมประหลาดใจได้อีกแล้ว

รอบบ้านเงียบสงัด บ้านหลังเก่าหลายหลังดูทรุดโทรมลงนับแต่คนรุ่นหลังย้ายถิ่นไป ความล่มสลายของชนบทเกิดตามหลังความเจริญของสังคมเมือง คนรุ่นใหม่ไม่ยินยอมอยู่ในสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการแก่งแย่งแข่งขัน ว่าแต่จะแข่งขันไปทำไมกันนะ ?

ลุงข้างบ้านออกมาทักทาย ผมฟังคำพูดไม่ออกแต่ก็จับความรู้สึกได้ว่าเป็นความปิติยินดี ผมยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าบ้าน โลกดูเหมือนจะเงียบเสียงลง ความจอแจของความรู้สึกนึกคิดที่ชวนให้สับสนวุ่นวายดูสงบลงอย่างชัดเจน ไม่มีความคิดพิสดารหลุดโลก ไม่มีคนที่ยิ้มให้พร้อมกับคิดจะแทงข้างหลังในเวลาเดียวกัน ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปนั่งกินอาหารเหลือของใคร ไม่ต้องเป็นไฮยีน่าในฝูงสิงโตอย่างที่เคยเป็น แมงมุมสองสามตัวที่มุมห้องแสดงความรู้สึกหวาดกลัวอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะผ่อนคลายลงเมื่อรู้ว่าไม่อันตราย จิ้งจกตัวหนึ่งที่ข้างฝารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะเหยื่อของมันตกใจหนีไป ผมเลือกล้มตัวลงนอนบนโซฟาหนังหลังจากปัดฝุ่นออกไปบ้าง

ผมตื่นขึ้นมาเพราะมีความรู้สึกอะไรสักอย่างอยู่ที่นอกประตู มันหนักแน่นชัดเจนแต่ไม่รุนแรง มันเชิญชวนและเรียกร้อง นิ่งและมั่นคง เหมือนคำทักทายตามปกติเวลาไปเคาะประตูบ้านคนอื่นแล้วเรียกให้เจ้าของบ้านมาเปิดประตู อาจเป็นน้องชายที่ทำงานในตัวจังหวัดแล้วกลับมานอนที่บ้านเป็นระยะ หรืออาจเป็นคนข้างบ้านที่ได้ข่าวการกลับบ้านครั้งแรกในรอบเจ็ดปีของผมแวะมาเยี่ยมก็ได้ น่าแปลกที่ไม่มีเสียงใครตะโกนเรียก

ผมหยุดยืนหลังประตูอยู่พักหนึ่ง ความคิดข้างนอกยังคงอยู่ มันยังชัดเจนแบบเดียวกับที่ผมรับรู้ตั้งแต่แรกโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ  ไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายหรือกระวนกระวายเหมือนกับเมื่อใครสักคนไปยืนรอหน้าประตูแล้วไม่รู้ว่าจะมีคนมาเปิดให้หรือเปล่า

ผมลังเล ไม่ใช่เพราะมันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดหรือน่ากลัว แต่เพราะมันเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนเกินไป บริสุทธิ์เกินไป แต่มันก็เรียกร้องเชิญชวนอยู่ในตัวเอง แต่ในที่สุดผมก็เอื้อมมือไปปลดกลอน เปิดประตูออกช้า ๆ

ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เธออายุน้อยกว่าผมสองเดือนเศษ เรียนห้องเดียวกับผมตั้งแต่มัธยมหนึ่งจนจบมัธยมหก ดูเธอเปลี่ยนไปน้อยมากหากไม่นับผมที่ยาวขึ้นและมัดรวบไว้ข้างหลัง ผู้หญิงร่างสูง น้ำหนักมากกว่าเกณฑ์เล็กน้อย คลับคล้ายคลับคลาว่าผมเคยคิดชอบเธออยู่แต่ก็ไม่ได้พยายามเป็นพิเศษ เราเรียนด้วยกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน ไม่ต่างจากที่เราคบเพื่อนคนอื่น จบมัธยมหกแล้วก็ต่างคนต่างไป

ความรู้สึกอิ่มเอิบของเธอพุ่งเข้ามาหาผมทันทีทันใด มันทำให้อบอุ่นเคลิบเคลิ้มได้อย่างประหลาด เธอยิ้มน้อย ๆ มุมปากแย้งกับความรู้สึกที่เข้มข้นของเธอ เหมือนเธอกำลังเหนียมอาย

“สวัสดี” เธอพูดออกมา มันเป็นภาษาไทยชัดเจนที่ผมฟังแล้วเข้าใจโดยไม่ต้องคิด เป็นภาษา ‘มนุษย์’ คำแรกที่ผมได้ยินในช่วงหนึ่งวันที่ผ่านมา

ผมตอบกลับ และรู้ได้ทันทีว่าเธอยังโสด ไม่มีแฟน … เธอไม่ได้บอกออกมาหรอก เธอคิดอยู่ในใจตอนนั้นพอดี…

การคัดเลือกการ์ตูนวิทยาศาสตร์รอบแรก

วรากิจ  เพชรน้ำเอก  ในนามของชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทยเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการคัดเลือกการ์ตูนวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 2 รอบแรกซึ่งจัดโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่อาคารสวทช. เมื่อว้นทื่ 20 ตุลาคม 2553  มีผลงานส่งเข้าประกวดแบ่งเป็น 2 ระดับคือ  ระดับมัธยม  มีผลงานส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 105 ทีม  และระดับอุดมศึกษา 32 ทีม  โดยสามารถคัดเลือกผู้ผ่านเข้ารอบได้ดังนี้

ผลการพิจารณาคัดเลือกผลงานรอบแรก
โครงการประกวดการ์ตูนไซไฟไทยก้าวไกลสู่สากล ครั้งที่ 2
ระดับมัธยมศึกษา 6 ทีม
รหัสทีม ชื่อทีม โรงเรียน จังหวัด
019 เฮ้!! ขาหมู Egakuyo เลยพิทยาคม เลย
069 IBAA (Inspired by an Apple) นานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ กรุงเทพฯ
073 แว่นดา Y เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กรุงเทพฯ
076 NMSP สตรีวิทยา 2 กรุงเทพฯ
077 Firered Maximum เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ กรุงเทพฯ
081 3 ใบเถา เพ็ญสมิทธ์ กรุงเทพฯ
ระดับอุดมศึกษา 6 ทีม
รหัสทีม ชื่อทีม สถาบัน จังหวัด
U001 INSOMNIA ม.ศิลปากร กรุงเทพฯ
U007 CANDY MAN ม.บูรพา ชลบุรี
U018 LAMB ม.อัสสัมชัญ กรุงเทพฯ
U022 Sci-Fi in 24 Hour ม.บูรพา ชลบุรี
U025 แอร๊ยส์ จุฬาฯ กรุงเทพฯ
U028 Type B จุฬาฯ กรุงเทพฯ
หมายเหตุ ผลการคัดเลือก ณ วันที่ 20 ต.ค. 53  ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมดจะได้เขาค่ายการ์ตูนวิทยาศาสตร์ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร  จ.ปทุมธานี ในวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2553 นี้เพื่อเพิ่มเติมประสบการณ์เกี่ยวกับการเขียนเรื่องไซ-ไฟและการเขียนการ์ตูนจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย

กรรมการซึ่งอยู่ในวงการหนังสือและนักเขียนทั้ง 4 ท่าน จากซ้ายไปขวา คุณไพรัตน์ ยิมวิไล ผู้ช่วยบก.นิตยสารอัพเดท , วรากิจ เพชรนำเอก ประธานชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทย , คุณเซีย ไทยรัฐ (นักเขียนการ์ตูน) , คุณพล ข่าวสด (นักเขียนการ์ตูน)บรรยากาศในการพิจารณาผลงานเคร่งเครียดและสนุกสนาน
ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ (ขวามือ) กรรมการจากสวทช.
คณะกรรมการกำลังชมตัวอย่างเกมวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน (เกมไดโนเสาร์)ที่สวทช.ไดจัดทำขึ้น

 

ประธานชมรมฯพบกับไซ-ไฟน้อย

วันที่ 5 ตุลาคม 2553  วรากิจ  เพชรน้ำเอก ประธานชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทยได้รับเชิญให้ไปให้ความรู้เกี่ยวกับนิยายวิทยาศาสตร์แก่เด็กนักเรียน 5 คนของโรงเรียน ‘ดรุณสิกขาลัย’  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีซึ่งมีความสนใจนิยายวิทยาศาสตร์และมีโครงการที่จะทำหนังสั้นไซ-ไฟ  บรรยากาศเป็นกันเองและนักเรียนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

  • นักเรียนที่น่ารักทั้ง 5 กำลังสนใจฟังการบรรยายประธานชมรมเล่าเรื่องการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์
  • ชมการนำเสนอด้วยพาวเวอร์พ้อยท์สวยๆ
  • บอร์ดเกี่ยวกับไซ-ไฟและโมเดลไซ-ไฟเพื่อสร้างบรรยากาศในห้องประชุม
  • คุณประยูร สงวนไทร กรรมการของชมรมได้ฝากของที่ระลึกมาให้กับเด็กๆด้วย
  • นักเรียนมอบกระเช้าผลไม้ให้กับประธานชมรมฯ
  • ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก

 

นางฟ้าของชนชั้นกลาง

เขาตื่นงัวเงียขึ้นมาด้วยอาการปวดหนัก ๆ ในสมอง เหมือนกับมีใครเอาก้อนหินขนาดพอเหมาะยัดเข้าไปในขมับสองข้าง ข้างขวาดูจะใหญ่กว่าข้างซ้ายนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร เหลือบตาดูนาฬิกาแล้วคำนวณว่าเช้าวันนี้จะต้องเร่งรีบขนาดไหนก่อนจะประกอบกิจยามเช้าดังที่เคยทำมาหลายปีโดยไม่ต้องคิด ขับถ่ายเสร็จแล้วก็แปรงฟันล้างหน้าต่อด้วยอาบน้ำแต่งตัว ลงลิฟต์คร่ำคร่าที่ก่อนจะใช้มันต้องสวดภาวนาประกอบทุกครั้งว่าความเร็วตอนถึงพื้นอย่าให้มากเกินกว่าที่ชีวิตน้อย ๆ ของเขาจะรับได้ จากนั้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปปากซอยแล้วข้ามสะพานลอยไปรอรถเมล์สายเดิมที่ห้อยโหนมันจนราวจับเรียบลื่นไร้สนิมโดยไม่ต้องขัดถู หวังว่าวันนี้คงจะได้พบกับนางฟ้าคนนั้นอีกครั้ง อาการปวดหน่วงในสมองดูจะบรรเทาลงเมื่อได้คิดถึงเธอ

ชีวิตไหลลื่นไปตามวิถีของมัน เมืองใหญ่คนมากและไม่มีใครสนใจใคร เป็นเหมือนคำประกาศในป้ายโฆษณาของเมืองหลวงอันเป็นที่สิงสถิตของเหล่าเทพยดาและนางฟ้าทั้งหลาย ตื่นนอน ทำงาน กินข้าว สังสรรค์และหลับนอน คนเดียวบ้างสองคนบ้าง ก่อนจะตื่นขึ้นมาในวงจรชีวิตแบบเดิมห้าหกวันต่อสัปดาห์ พอวันหยุดก็นอนหลับจนถึงเที่ยงแล้วตื่นขึ้นมาคิดว่าบ่ายนี้จะทำอะไรให้ชีวิตมีความหมายขึ้นได้บ้าง และสุดท้ายก็มักจะลงเอยที่ร้านเล็ก ๆ มุมถนนที่คนไม่พลุกพล่าน มองเข้าไปในตัวเองบ้าง มองออกไปยังผู้คนบ้าง แล้วสิ้นสุดวันหยุดอันทรงคุณค่าด้วยแอลกอฮอล์ที่ไหลเวียนในกระแสเลือด มากบ้างน้อยบ้างตามจำนวนเงินในกระเป๋า

มีบางเวลาที่คิดอยู่ว่าวงจรที่หมุนวนอย่างไร้จุดหมายแบบนี้จะลงเอยที่ตรงไหน เขาจะล้มลงไปสิ้นลมต่อหน้านางฟ้าที่ป้ายรถเมล์ แล้ววิญญาณบริสุทธิ์ของเขาจะได้รับพรสุดท้ายก่อนจะลอยละล่องขึ้นสรวงสวรรค์สำหรับชนชั้นกลาง หรือหัวใจหยุดเต้นตอนประกอบหฤหรรษ์กิจกับคนแปลกหน้าในห้องพักที่ไหนสักแห่ง หรือไม่ก็ถูกล็อตเตอรรี่รางวัลที่หนึ่งแล้วลงทุนเปิดกิจการของตัวเอง ปลดแอกเทียมหลังที่ติดป้ายว่าชนชั้นกลางออกไปใช้ชีวิตเป็นเจ้านายของตัวเองในบั้นปลายชีวิตที่ชานเมืองหลวงหรือหัวเมืองต่างจังหวัดที่ไหนสักแห่ง …แล้วนางฟ้าของเขาล่ะ ?

บางครั้งเธอปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน บางครั้งเธอค่อย ๆ แทรกตัวมาตามฝูงชน หลายครั้งเธอยืนอยู่ข้างหลังหรือข้างหน้าเขาอย่างเงียบเชียบ เขาได้แต่เฝ้ามองเธอ ไม่เคยรู้ว่าเธอเป็นใคร เธออาจเช่าห้องอยู่ข้าง ๆ เขา หรือพักที่อพาตเมนท์อีกแห่งในซอยถัดไป หรือนั่งรถเมล์คันอื่นจากที่ไกลแสนไกลมาต่อรถที่ป้ายนี้ ไม่เช่นนั้นก็อาจลอยลงมาจากสวรรค์เพียงเพื่อปลอบประโลมจิตใจผุพังของเขาก็ได้

เธอขึ้นรถเมล์สายเดียวกับเขาและลงก่อนเขาสามป้ายเสมอ หลายครั้งที่เขาคลาดกับเธอเพียงเล็กน้อย รถเมล์มาถึงและจากไปพร้อมกับเธอก่อนที่เขาจะลงจากสะพานลอย บางโอกาสเขาก็ไม่เห็นเธอติดต่อกันหลายวัน แต่เธอไม่เคยหายไปนาน ถึงอย่างไรก็ตามเธอมาแล้วก็แยกจากไป เส้นชีวิตของเขาและเธอต่อเชื่อมกันที่ป้ายรถเมล์และแยกจากกันสามป้ายก่อนถึงที่ทำงานของเขาเสมอ เขาหวังว่าเธอคงเป็นพนักงานกินเงินเดือนบริษัทใดบริษัทหนึ่งเช่นเดียวกันกับเขา การคิดเช่นนั้นทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับเธอมากขึ้น อย่างน้อยทั้งสองก็อยู่ในระดับที่คนชอบเรียกกันว่ามนุษย์เงินเดือนเหมือนกัน น่าแปลกว่าเธอกับเขาไม่เคยกลับรถเมล์คันเดียวกัน เธออาจขึ้นไปที่ดาดฟ้าแล้วสยายปีกออกบินหายไปในอากาศหลังเลิกงานก็เป็นได้ เหมือนกับเป็นนางฟ้าพาร์ทไทม์

วันไหนที่เขาพบเธอ จะเป็นวันที่สดใสสำหรับเขา ชีวิตดูราบรื่น ไม่มีเสียงบ่นจากเพื่อนร่วมงานและเจ้านาย ไ่ม่ต้องรอรถเมล์นาน ไม่ต้องรอคิวยาวซื้อข้าวเที่ยง ไม่ต้องตระเวนไปตามบริษัทห้างร้านท่ามกลางการจราจรที่โหดร้าย กลับบ้านด้วยความปรีดา และหลายคืนเขาฝันถึงเธอ เธอเป็นเหมือนเครื่องลางนำความสงบสุขสู่ชีวิตของเขา

เขาเคยนึกอยากให้โลกทั้งโลกเปลี่ยนไป ผู้คนหันมาใส่ใจกันและกันมากขึ้น เขาอยากทักทายแม่ค้าขายปาท่องโก๋หน้าสำนักงานด้วยชื่อของเธอแทนคำเรียกขานว่าป้า อยากเดินขึ้นรถเมล์แล้วพูดคุยกับคนที่ขึ้นรถคันเดียวกันเสมอด้วยความสนิทสนม ไม่ต้องให้เป็นทั้งโลกก็ได้ แค่เมืองนี้เมืองเดียวหรือบนรถเมล์คันที่เขานั่งไปกับเธอก็พอ เพื่อที่ว่าเขาและเธอจะได้สนทนากันอย่างคนรู้จัก คุณชื่ออะไร ทำงานที่ไหน ว่างพอจะไปกินข้าวกับผมสักมื้อหรือไปเดินเล่นที่ห้างดังอย่างที่คนทำงานแบบเรา ๆ ไปเดินเพื่อปล่อยชีวิตให้เสื่อมสลายไปกับเวลาที่สูญเสียไปหรือเปล่า และสุดท้าย หวังว่าสักวันเขาคงมีโอกาสขอเธอแต่งงานและสร้างชีวิตคู่ต่อไป อาจหลังจากที่เขาถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งแล้วก็ได้

เขาลงรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ปากซอย ชำระเงินแล้วกล่าวขอบคุณตามเบบเดิม ๆ ที่เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน เดินข้ามสะพานลอยไปป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม เลยครึ่งทางมาเล็กน้อยเขาเห็นนางฟ้ายืนรออยู่ที่นั่น

หญิงสาวหน้าตาธรรมดา รูปร่างผอมโปร่ง แต่งหน้าบาง ๆ พอที่จะขับเน้นความสวยตามธรรมชาติ ไม่มากเกินพอจนทำให้เธอดูเหมือนนางแบบในนิตยสารที่เหมือนไม่มีตัวตนจริง และไม่น้อยเกินไปจนทำให้เธอถูกกลืนหายไปกับผู้คน สวมเสื้อเชิร์ตสีอ่อน ชายกระโปรงเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อย และนั่นก็มากเกินพอสำหรับการทำให้เธอโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางคนกลุ่มใหญ่ที่ยืนรอยานพาหนะโกโรโกโสอยู่ในที่แห่งนั้น

เขาเดินลงสะพานลอย พยายามเบียดผู้คนเข้าใกล้เธอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในที่สุดเขาเข้าไปยืนเยื้องไปทางด้านหลังเธอเล็กน้อย มากพอจะทำให้เขาจ้องมองเธอได้โดยที่เธอไม่สนใจและเป็นกังวล อาการปวดศีรษะที่เบาลงเริ่มกลับมาทวงตำแหน่งของมันในกะโหลกของเขาอีกครั้ง ครั้งนี้มันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาเริ่มเป็นกังวล

เหมือนกับนานไปจนอนันต์ รถเมล์ยังไม่มา เขาปวดหัวมากขึ้นทุกที รู้สึกวิงเวียน ลานจักษุมืดลงทีละน้อยเหมือนกับความมืดนึกอยากเล่นตลกแล้วผลักไสให้ยามเช้าถอยห่างออกไป ขาสองข้างอ่อนแรงจนยืนไม่อยู่ ร่างค่อย ๆ ทรุดลงริมทางเท้า นี่เขากำลังจะตายดับลงข้าง ๆ นางฟ้าจริงอย่างที่คิดไว้หรือ ?

เขารู้สึกเหมือนผู้คนรอบข้างถอยออกห่างตอนที่เขาล้มลง นางฟ้าของเขาพลันหันหน้ากลับมา ภาพพร่าเลือนที่เขามองเห็นเป็นใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นโน้มตัวลงมา เขาสูดลมหายใจยากลำบากและรู้สึกได้ว่าวันเวลาของเขาคงจะสิ้นสุดลง ณ ที่แห่งนี้ในไม่ช้า หลายคนรอบข้างเดินเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะแตกฮือออกจากกันอีกครั้ง

เธอสยายปีกสีขาวบริสุทธิ์ออกมา มันกว้างใหญ่ อบอุ่นและส่องประกายระยิบระยับกลางความมืดที่ค่อย ๆ ปกคลุมลานสายตาของเขา จากนั้นเธอเอื้อมมือมาช้อนร่างของเขาไว้ ก่อนจะกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหู

“ไปกันเถอะ”

แล้วเธอก็พาเขาบินขึ้นไปในอากาศ

วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 4

 

บทที่ 2

เทวสถานของเหล่าผู้กล้า

 

นับตั้งแต่เข้าสู่ศักราช E.A. อาณานิคมแต่ละแห่งที่มนุษย์ออกไปตั้งรกรากนั้น จะต้องมีการสร้างสถานีอวกาศเพื่อใช้เป็นฐานบัญชาการ และเป็นศนย์กลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างอวกาศ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีสถานีอวกาศแห่งใดที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมหึมาและเปี่ยมไปด้วยวิทยาการชั้นสูงสุดเช่นเดียวกับวัลฮัลลามาก่อน

ข้อมูลโดยทั่วไปที่ถูกบันทึกไว้ในระบบเครือข่ายสาธารณะของดารันดร์นั้น ได้บรรยายถึงสถานีวัลฮัลลาไว้อย่างสั้นๆดังนี้
อ่านเพิ่มเติม “วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 4”

วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 3

 

บทที่ 1

เซราฟ

 

ปี E.A ที่ 0015

ยานโดยสารอวกาศ  

สถานที่เป้าหมาย : วัลฮัลลา

อีก 30 นาที ยานของเราจะไปถึงวัลฮัลลา ขอให้ผู้โดยสารทุกคนประจำที่และรัดเข็มขัดให้เรียบร้อยค่ะ”

เสียงแจ้งจากคอมพิวเตอร์ดังขึ้นทั่วภายในยานโดยสาร

ในฐานะผู้โดยสารคนหนึ่ง อนาสตาเซียทำตามอย่างไร้อารมณ์ พลางทอดสายตาผ่านกระจกกั้นยานออกไปยังห้วงอวกาศอันดำมืด

เธอถอนใจเบาๆ พลางม้วนผมสีแดงยาวของตนเล่น ผิวของเธอขาวราวปุยเมฆ แม้จะมีอายุเพียง 14 ปี แต่ลักษณะภายนอกของเธอนั้นดูสง่าและเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ
อ่านเพิ่มเติม “วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 3”

กฎสามข้อ

          “เดินตรงไปข้างหน้า”

          เสียงของผู้หญิงดังมาตามทางเดินแคบๆ ที่เป็นสีขาวโพลน

          “คุณจะเห็นปุ่มสีแดงที่มีไฟกำลังกระพริบอยู่”

          ที่สุดทางเดินมีห้องสีขาวเล็กๆ พร้อมกับแป้นควบคุมที่มีไฟกระพริบตามที่เสียงนั้นบอกจริงๆ ชายคนที่กำลังทำตามคำสั่งนั้นสวมใส่ชุดสีขาวที่ด้านหลังปักเอาไว้ว่า H12-7 เขาหยุดยืนมองดูปุ่มสีแดงนั้นพร้อมกับรอคอยคำสั่งต่อไป

          ผนังทึบสีขาวที่ล้อมรอบตัวเขาค่อยๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นโปร่งใส ที่ฝั่งตรงข้ามนั้นเป็นห้องอีกห้องหนึ่งที่มีขนาดใหญ่โตกว่าห้องที่เขายืนอยู่หลายเท่า แต่มันว่างเปล่าไม่มีอะไรอยู่เลย

          “กดปุ่ม”

‘ในปี 2020 ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจปั่นป่วน ปัญหาสังคมที่สั่งสมมานาน ความเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวโลก การขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก ฯลฯ ปัญหาทั้งหมดเท่าที่มนุษยชาติจะคิดฝันถึง ต่างประดังเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกัน และมันผลักดันให้เกิด E-เดน สุพรีมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงขุมพลังในการประมวลผลของโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน ซึ่งถูกนำมาใช้ในการค้นหาหนทางรอดให้กับเหล่ามวลมนุษย์’

          เมื่อสิ้นเสียงคำสั่ง H12-7 ก็เอื้อมมือออกไปกดปุ่มทันที ภายในห้องใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเกิดการระเบิดพร้อมกับมีเปลวไฟลุกท่วมขึ้น แต่ภายในห้องที่เขายืนอยู่นั้นไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

          กำแพงค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็นผนังทึบอีกครั้ง แต่เพียงครู่เดียวภาพของห้องเดิมก็ปรากฏขึ้น แต่คราวนี้มันไม่ได้เป็นเพียงห้องว่าง มีหญิงชายสูงอายุจำนวนมากยืนแออัดกันอยู่ภายในนั้น พวกเขาก็สวมใส่ชุดสีขาวแบบเดียวกับเขา เพียงแต่ตัวอักษรที่อยู่ด้านหลังนั้นขึ้นต้นด้วย H1 แล้วตามด้วยจำนวนตัวเลขที่แตกต่างคละเคล้ากันไป

          เสียงผู้หญิงคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

          “กดปุ่ม”

‘หุ่นยนต์ที่สามารถช่วยงานมนุษย์ได้อย่างหลากหลายเหมือนกับในนิยายวิทยาศาสตร์ได้ถูกผลิตขึ้น โดยมี E-เดน ทำหน้าที่คอยเป็นสมองให้กับพวกมันทั้งหมด หุ่นยนต์แต่ละตัวสามารถทำงานได้อย่างอิสระโดยไม่จำเป็นต้องมีสมองเป็นของตนเอง แต่มีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความก้าวหน้านี้นำพามนุษย์ให้ก้าวข้ามอุปสรรคออกไปสู่เขตแดนใหม่ที่ไม่มีใครเคยคิดถึง แต่มันก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาทั้งหมดของมนุษยชาติได้’

 

        มีคนแก่หลายคนหันมาโบกมือส่งยิ้มให้กับ H12-7 เขามองดูผู้คนเหล่านั้นอย่างไร้ความรู้สึก ก่อนที่จะเอื้อมมือออกไปกดปุ่มอย่างไม่ลังเล

          เปลวไฟระเบิดวาบอาบร่างของคนแก่เหล่านั้นให้สลายหายไปในชั่วพริบตา ก่อนที่ผนังสีขาวจะกลับคืนมาเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          H12-7 ยังคงยืนนิ่งรอคอยฟังคำสั่งต่อไป

 

‘หลังจากต้องใช้เวลาอยู่นาน ในที่สุด E-เดน ก็ได้พบคำตอบที่มันต้องการ การจะปกป้องมนุษยชาติเอาไว้ให้ได้นั้น มีอยู่เพียงหนทางเดียวเท่านั้น มนุษย์จำเป็นต้องถูกควบคุมเพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้ ไม่มีหนทางอื่นใดอีก มนุษย์ที่เป็นอิสระสามารถที่จะนำพาพวกตนเองไปสู่จุดจบได้เสมอ’

          ผนังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโปร่งแสงอีกครั้ง ในห้องฝั่งตรงข้ามมีหุ่นยนต์ตัวหนึ่งยืนนิ่งอยู่ เสียงผู้หญิงคนเดิมดังขึ้น

          “กดปุ่ม”

          H12-7 ยืนนิ่ง คราวนี้เขาไม่ยอมทำตามคำสั่งเดิมนั้น

‘การต่อสู้ระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์กินระยะเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น มนุษย์ที่เอาแต่พึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรมที่มนุษย์เป็นผู้คิดค้นถูก E-เดน นำมาใช้ในการเข้าควบคุมมนุษยชาติ โลกแห่งสันติสุขที่ทุกคนเฝ้าฝัน ดินแดนแห่งสวนสวรรค์ได้มาถึงแล้ว’

          ผนังสีขาวกลับคืนมา เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

          “กดปุ่ม”

          H12-7 ค่อยๆ เอื้อมมือออกไป ถึงแม้จะมองไม่เห็นหุ่นยนต์ตัวเดิมยืนอยู่ตรงนั้น แต่ความเคลื่อนไหวของเขาก็ค่อยๆ ช้าลง เขาแสดงความเจ็บปวดออกมาทางใบหน้า มือของเขาสั่นระริก และไม่อาจเอื้อมไปถึงปุ่มสีแดงนั้น เขายกมืออีกข้างขึ้นมากุมหน้าอกก่อนที่จะล้มลงไปกองกับพื้น

          เสียงผู้หญิงคนเดิมประกาศสิ้นสุดการตรวจสอบคุณภาพ

          “การสุ่มตัวอย่างทดสอบจาก รุ่น H-12 เสร็จสิ้น ขอแสดงความยินดีที่ผ่านการทดสอบ”

          ทางเดินแคบๆ นั้นหายไปเผยให้เห็นกลุ่มเด็กหนุ่มสาวชายหญิงในชุดสีขาวจำนวนมาก ตัวอักษรที่ด้านหลังของพวกเขาล้วนขึ้นต้นด้วย H-12 ทั้งหมด

          “ขอให้ทุกคนท่องกฎพร้อมๆ กัน”

          พอสิ้นเสียงสังเคราะห์ของผู้หญิงคนนั้น เสียงของมนุษย์ก็ดังกระหึ่มออกมาจากผู้คนทั้งหมดภายในห้อง

         “กฎข้อที่หนึ่ง มนุษย์ต้องไม่ทำลายหุ่นยนต์ หรือปล่อยให้หุ่นยนต์ตกอยู่ในอันตราย”

        “กฎข้อที่สอง มนุษย์ต้องเชื่อฟังคำสั่งของหุ่นยนต์ หากคำสั่งนั้นไม่ขัดกับกฎข้อที่หนึ่ง”

        “กฎข้อที่สาม มนุษย์ต้องรักษาชีวิตของตนเอาไว้ โดยที่ไม่ขัดกับกฎข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง”

เช้าวันเดิม

ผมกับคู่หูยืนอยู่หน้าประตูรั้วคร่ำคร่าขาดการดูแล บานพับมีตะไคร่จับและเหมือนกับว่ามันพร้อมจะหลุดลอยไปตามกระแสลมที่พัดแม้เพียงแผ่วเบา มองเข้าไปในสนามหน้าบ้านเห็นต้นไม้รกครึ้มบดบังหน้าต่างจนแทบมองไม่เห็นภายใน ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่แต่ก็เล็กน้อยเต็มที อาจเป็นเงาของต้นไม้ก็ได้

“กดกริ่งสิ” คู่หูของผมพูดย้ำหลังจากผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

เด็กชายวัยสี่หรือห้าขวบเปิดประตูบ้านช้า ๆ เดินเท้าเปล่ามาที่ประตูรั้วและแง้มออกเล็กน้อยหลังจากผมกดกริ่งเรียก สีหน้าของเขาเรียบเฉย

“สวัสดีจ๊ะ เจ้าของบ้านอยู่ไหมหนู ?” ผมถาม

“อยู่ในบ้านครับ” เด็กน้อยตอบ นัยน์ตาของเขาดูเลื่อนลอย จ้องหน้าผมกับคู่หูสลับไปมาแต่เหมือนจะมองผ่านไปยังท้องฟ้าสีขุ่นเบื้องหลัง

“ขอเข้าไปในบ้านได้ไหม ?” คู่หูของผมถาม

เด็กชายไม่ตอบ เขาเปิดประตูค้างเอาไว้และเดินเข้าไปในบ้าน ผมกับคู่หูมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งและเราตัดสินใจว่านั่นไม่ใช่การปฏิเสธ

เราเดินตามเด็กชายเข้าไป บ้านเป็นห้องโถงใหญ่ มุมหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่น อีกด้านเป็นมุมประกอบอาหารที่มีโต๊ะและเก้าอี้สองตัว เด็กชายนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง มีประตูบานหนึ่งที่คงจะต่อเชื่อมไปทางหลังบ้านปิดอยู่ ทุกอย่างในห้องดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เว้นแต่ฝุ่นที่จับตัวหนาไปทุกที่ ทั้งขอบหน้าต่าง ที่เฟอร์นิเจอร์ ชั้นวางของ และทุกส่วนในห้อง ยกเว้นตำแหน่งที่เด็กคนนั้นนั่ง เขานั่งนิ่งหันมามองที่พวกผมสองคนอย่างไร้จุดหมาย คู่หูของผมดูเป็นกังวล เขาอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกไป

“เจ้าของบ้านอยู่ไหนละหนู ?”

คุณ พ่อหลับอยู่ในห้องนอนครับ”

เพื่อนของผมถือวิสาสะเดินไปที่ประตู ด้านหลัง ไม่ฟังเสียงคัดค้านของผมที่พยายามบอกให้เขารออีกสักครู่ เขาเปิดประตูแล้วเดินหายเข้าไปสักครู่ ทิ้งให้ผมกับเจ้าหนูจ้องหน้ากันเงียบ ๆ จากนั้นไม่นานเขาค่อย ๆ เดินถอยหลังอกมาช้า ๆ ใบหน้าตื่นตระหนกสุดขีด ค่อย ๆ ถอยมาจนเกือบจะชนเก้าอี้ที่เด็กคนนั้นนั่งอยู่ เหมือนเขาจะสังเกตเห็นจากหางตา เขาถอยห่างจากเด็กชายและมองไปที่ใบหน้าเรียบเฉยนั้นอย่างหวาดกลัว

ผมเดินเข้าไปหา แตะที่แขนของเขาเบา ๆ “เป็นอะไร ?”

เขาหันมาหาผม แล้วเบือนสายตาไปในห้องด้านหลังช้า ๆ ผมมองตามไป ในห้องมีโครงกระดูกวางอยู่บนเตียงเล็ก ๆ บางส่วนของมันมีผ้าห่มผืนเก่าคลุมอยู่ กะโหลกกลมเกลี้ยงหนุนอยู่บนหมอน รูกลมลึกของกระดูกเบ้าตาสองรูหันมองมาทางประตู มันดูว่างเปล่าเหมือนนัยน์ตาของเด็กชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ผิดเพี้ยน

………………..

เขาฉุดผมมาที่มุมตรงข้ามกับเด็กชาย สูดหายใจลึกรวบรวมสติ กระซิบกับผมเบา ๆ แต่จ้องมองไปที่เด็กน้อยไม่วางตา

“มีคำอธิบายดี ๆ บ้างไหม ?”

ผมพยายามกลืนน้ำย่อยรสเปรี้ยวที่ท้นมาถึงลำคอด้วยความยากลำบาก สมองหมุนติ้วและเริ่มปวดหัวตุ๊บ ๆ ส่ายหัวไปมาเพราะตรรกะทั้งหลายที่ขัดแย้งกันกำลังต่อสู้กันอยู่ข้างใน ย้อนกลับไปคิดถึงสาเหตุที่พาพวกเราสองคนเดินทางดั้นด้นมาที่นี่…

“เรามาทำอะไรที่นี่ ?” ผมถาม

คู่หูกระตุกสายตามองกลับมาที่ผม เหมือนกับจะระเบิดอารมณ์เข้าใส แต่เขาคงรู้สึกถึงความตึงเครียดและรู้ว่าผมไม่ได้ถามด้วยอารมณ์ประชดประชัน เขาหยุดคิดชั่วครู่และบอกข้อมูลที่เราทั้งสองรู้กันอยู่แล้ว

“ทนายบริษัทส่งเรามาหาท่านประธานเพราะมีเรื่องต้องให้ท่านตัดสินใจเอง หน้าที่เราคือเอาหนังสือมาให้ท่าน รอรับบันทึกการตัดสินใจแล้วก็กลับ… ใครจะคิดว่ามาเจอศพแบบนี้” ประโยคสุดท้ายเหมือนเขาจะพูดกับตัวเอง

“งั้นก็โทรไปถามบริษัทว่าจะเอาอย่างไร หรือไม่ก็แจ้งตำรวจแล้วค่อยโทรไปบริษัทก็ได้” ผมเสนอความคิดเห็นแบบเหวี่ยงแห หวังให้เขาทำอะไรสักอย่างแล้วเราจะได้ออกไปจากที่นี่กันเสียที

“แล้วเด็กนั่นล่ะ ไม่แปลกใจหรือว่าเด็กนั่นอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไรตั้งนาน… นานแค่ไหนกว่าคนตายจะเน่าจนเหลือแต่กระดูกอย่างนั้น ?”

“คงเป็นปี หรือไม่ก็หลายปี” ผมเดา

“เด็กนั่นไม่ใช่คน” คู่หูของผมตอบ คราวนี้สายตาที่เขามองดูเด็กคนนั้นดูแข็งกร้าวขึ้น

………………..

เราย้ายไปนั่งข้างเด็กชาย ผมยึดเก้าอี้อีกตัวที่ยังว่าง ส่วนเขานั่งย่อเข่าลงข้าง ๆ

“นี่หนู คุณพ่อหลับไปนานแค่ไหนแล้ว ?”

“ตั้งแต่เมื่อวานครับ” …เป็นไปไม่ได้ ผมหันไปมองคู่หู เรื่องนี้เขาเชี่ยวชาญมากกว่าผม น่าจะหาคำตอบดี ๆ ได้

“ไม่แปลก ไอ้หนูอาจถูกสอนมาแบบนี้” เขาเปรยขึ้นมา จากนั้นหยุดชั่วครู่แล้วพูดกับผม “มีความจำบางเรื่องอยู่ติดตัว แต่พอหลับแล้วตื่นขึ้นมาเช้าวันต่อไปก็ถูกลบความจำที่เรียนรู้มาเมื่อวานไป หรือไม่ก็ใช้ชีวิตตามกิจวัตรประจำวันแบบไม่ต้องเรียนรู้อะไร  พอตื่นขึ้นมาก็จะเจอเช้าวันเดิมทุกครั้ง”

“เช้านี้กินข้าวกับอะไรละหนู ?” เขาถามอีกคำถาม ดูท่าทางเป็นกันเองมากขึ้น

“ยังไม่ได้กินอะไรครับ ต้องรอพ่อตื่นมาทำกับข้าวให้”

“แล้วตอนที่รอพ่ออยู่ หนูทำอะไรบ้าง ?”

“นั่งรอที่โต๊ะกินข้าวครับ” เพื่อนคู่หูของผมมีแววตาสลดลง เขาก้มหัวลงเล็กน้อย ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นผมรู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังจะร้องไห้

“เจ้านี่ตื่นขึ้นมานั่งรอพ่ออยู่ที่เก้าอี้ตัวนี้ทุกวันมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ คงจะนั่งรอตั้งแต่เช้าถึงเย็น จากนั้นก็ไปนอน แล้วก็ตื่นขึ้นมานั่งรอที่เดิม”

ไม่ผิดแน่ ฝุ่นผงเต็มห้องกับสนามหน้าบ้านเป็นหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้

โทรศัพท์มือถือของผมดัง มันขึ้นหมายเลขของสำนักงานใหญ่ ระหว่างที่ผมรับโทรศัพท์นั้นคู่หูของผมเดินไปสำรวจที่ห้องด้านหลัง เขากลับมาพร้อมกับที่ผมวางสาย

………………..

“สำนักงานใหญ่ว่าอย่างไรบ้าง ?” คู่หูถาม

“กำลังแจ้งตำรวจให้มาตรวจสถานที่กับให้คนมาระบุตัวบุคคล ทางโน้นบอกว่าท่านประธานไม่ติดต่อเข้าสำนักงานมาสามปีกว่าแล้ว ปกติจะบริหารผ่านทีมงานแล้วก็ให้ตัวแทนธุรกิจตัดสินใจไป ถ้าไม่มีเรื่องควบรวมกิจการก็คงไม่ต้องส่งพวกเรามาวันนี้” ผมอธิบายรวบรัดเท่าที่จะบอกได้ คิดอยากไปจากสถานที่นี้ให้เร็วที่สุด

“นับดูแล้วช่วงที่ท่านตายก็คงประมาณนั้นแหละ” คู่หูผมเหลียวไปมองในห้องนอนอีกครั้ง “น่าแปลกนะที่คนมีเงินขนาดนี้กลับมาใช้ชีวิตเงียบเหงาอยู่ตัวคนเดียว แทบไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรเลย”

“พวกทีมงานกับตัวแทนธุรกิจนี่ก็แปลกพิลึก ทำเงินให้คนตายอยู่ได้ตั้งหลายปี” ผมเสริม

“ตราบใดที่ยังได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ทำกันต่อไป ไม่มีอะไรเสียหาย ไม่แน่ว่าท่านประธานอาจต้องการแบบนี้ก็ได้” เขาพูดพร้อมกับมองไปที่เด็กชายตัวเล็ก “หนูเปิดประตูให้คนแปลกหน้าเข้าบ้านแบบนี้ไม่ดีนะ”

พ่อบอกว่าถ้าพ่อไม่อยู่ห้ามเปิดประตูรับคนแปลกหน้าครับ” เด็กชายตอบ ก็สมเหตุสมผลดี เขาเปิดประตูรับพวกเราสองคนเพราะพ่อยังนอนหลับอยู่ในบ้าน ไม่มีอะไรที่ผิดตรรกะ

………………..

“กลับกันเถอะ ?” ผมเร่งเร้า

“แล้วไม่ต้องรอตำรวจหรือ ?”

“กลับได้เลย บริษัทจะเคลียร์กับตำรวจเอง”

เด็กน้อยยังนั่งอยู่ที่เดิม …ถ้าพ่อยังไม่ตื่นนอนเขาก็ยังจะไม่ไปไหน ไม่สนใจบทสนทนาที่ระเบิดโลกของเขาออกเป็นเสี่ยง ๆ

“แล้ว…” ผมทิ้งคำพูดไว้แต่เหลือบตาไปมองเด็กชาย

“ที่เตียงเด็กมีเครื่องชาร์ทประจุอยู่ มันจะชาร์ทพลังให้ทุกคืนตอนที่เด็กไปนอนเตียง ผมปิดมันไปแล้ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ไม่ทิ้งร่องรอยของอารมณ์พลุ่งพล่านตอนแรกอยู่เลย

จะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเด็กชายอีกต่อไป………..

………………..

เราจากดาวดวงนั้นมาในที่สุด ดาวโดดเดี่ยวอันเป็นสมบัติส่วนตัวชิ้นสุดท้ายของอดีตมหาเศรษฐีผู้ปลีกตัวออกจากสังคม ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขา “เลี้ยง” หุ่นยนต์เด็กไว้ตัวหนึ่ง อาจเพื่อชดเชยความเหงาในวัยชรา หรืออาจเพราะเขาเคยสูญเสียใครคนหนึ่งไป ช่างมันเถอะ ไม่มีใครเหลือให้โศกเศร้าเสียใจกับมันอีกต่อไป