Categories
เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

กล่องไม้ที่ว่างเปล่า

เรื่องนี้เขียนไว้เดือนสองเดือนแล้วแต่ยังไม่ได้แก้ เรื่องต่อไปคงอีกนานอยู่

กล่องไม้ที่ว่างเปล่า

ใบหน้าของเธอสวยงามที่สุด วันแล้ววันเล่า ภาพใบหน้าของเธอยังปรากฏอยู่ในห้วงความคิด ใบหน้าสีขาว เปื้อนรอยดำที่คิดเอาเองว่าเป็นจมูกที่บิดเบี้ยวและปากที่ผิดรูป ทุกครั้งที่คิดถึงเธอ ความรู้สึกช่างคล้ายกับผิวน้ำสั่นไหวที่เอ่อล้นสูงพ้นปากแก้ว ใจที่ร้อนเหมือนไฟสุมชุ่มไปด้วยน้ำที่หยดอยู่ภายใน ทุกอย่างดูผิดเพี้ยนไปจากปกติจนไม่อยากจะลืมตาเพื่อมองดูโลกที่สวยงามอย่างที่เธอเคยบอกไว้อีกต่อไป เวลาไม่กี่ทศวรรษที่มนุษย์ลืมตาเพื่อทำความเข้าใจความลับของจักรวาลช่างไร้ความหมายเมื่อไม่มีเธออยู่ ถึงกระนั้นตัวตนของเธอยังอยู่ในที่ๆเดิมของมัน ใจหนึ่งไม่กล้าเปิดดูเพราะความจริงที่มีต่อเธออาจเปลี่ยนไป อีกใจหนึ่งก็อยากทดลองความรู้สึกที่ยังหลงเหลืออยู่ ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ

ห้องทดลองเล็กๆ มืดทึม จอมอร์นิเตอร์ฉายภาพสมองมนุษย์ โมเดลสามมิติหมุนไปรอบๆเผยให้เห็นบริเวณของสมองสีต่างๆกันส่องแสงวูบวาบ

ดร.ดารารัตน์ นักวิทยาศาสตร์สมองผู้เชี่ยวชาญเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ใช้มือเพรียวบางของเธอเคาะแป้นคีย์บอร์ด หน้ามันผลับและหมองคล้ำของคนอดหลับอดนอน แสดงถึงความพยายามของเธอ ที่จะทำงานชิ้นสำคัญตรงหน้าให้สำเร็จ

ดารารัตน์เหยียดแขนขึ้นคลายความปวดเมื่อย ก่อนที่จะลงมือขีดๆเขียนๆบนกระดาษ ข้อความหวัดๆแสดงความเป็นตัวตนของเธอ ลายมือของคนทุกคนบนโลกล้วนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ประสบการณ์ทั้งชีวิตปั้นแต่งลายมือของเธอให้เป็นเช่นนั้น

ทันใดนั้นเธอสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหันไปกดอินเตอร์คอมที่อยู่ด้านข้างตอบแม่บ้านของศูนย์วิจัยสมองที่อยู่ด้านนอก

ดารารัตน์หัวเราะพร้อมยิ้มเล็กๆ รอยยิ้มแสนหวานที่สามารถดึงดูดชายหนุ่มได้ทุกคนปรากฏและจางหายไปในช่วงเวลาสั้นๆ เธอก้มลงไปเขียนสองสามคำก่อนจะเก็บข้าวของบนโต๊ะ

นักวิทยาศาสตร์สาวยืนหน้ากระจก กระชับกระโปรงสอบและเสื้อแขนสั้น ม้วนผม ถอดแว่นตาและใช้ผ้าขนหนูเช็ดหน้า ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน กลมโต สะท้อนแสงจากระเบียงทางเดินนอกห้องเป็นประกายใส เธอหยิบกระเป๋าแล็บท็อปใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยเอกสารการวิจัยที่เธอทำ งานวิจัย “Nerve Cell Informatics”

นักวิทยาศาสตร์ในยุคก่อนๆศึกษาเพียงแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งของสมองว่ามีหน้าที่อย่างไรบ้าง เช่น ซีลีเบลลัมที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว ซีรีบรัมส่วนท้ายทอยที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น แต่ความจริงแล้วสมองของมนุษย์ไม่ได้ประพฤติตัวตามนั้น ทุกส่วนของสมองมนุษย์กลับเป็นหนึ่งเดียวกันและทำงานร่วมกัน สิ่งที่เธอทำคือหาตำแหน่งและความเชื่อมโยงของเซลล์ประสาททุกเซลล์ในสมอง เพื่อความเข้าใจการทำงานที่แท้จริง เหมือนกับที่นักพันธุศาสตร์ได้ถอดรหัสจีโนมของมนุษย์เสร็จแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน เรารู้รหัสของยีนทุกยีนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะการทำงานของยีนนั้นซับซ้อนกว่าที่เราคิดไว้ ดารารัตน์บิดตัวอย่างอ่อนล้าก่อนจะออกจากห้องไป

นักวิทยาศาสตร์สาวล้วงกระเป๋าใบใหญ่อย่างพะรุงพะรัง เธอยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดดูแล้วชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ เธอรีบจ้ำเดินออกจากศูนย์อย่างรีบเร่ง แสงจันทร์คืนนี้ช่างสุกสว่างบดบังดวงดาวบนท้องฟ้าไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแสงจากดาวศุกร์และพฤหัสที่ส่องแสงแข่งเทียบเทียมดวงจันทร์ ถนนเบื้องหน้าว่างเปล่า แสงไฟสีเหลืองจากเสาไฟฟ้าริมถนนสะท้อนประกายน้ำที่ขังตามหลุมบ่อ ต้นไม้ริมทางสะบัดพลิ้วตามแรงลม เธอเดินฉับๆไปตามทาง ร่างพลิ้วไหวของเธอทำให้สรุปได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงรูปร่างดีที่สามารถเปลี่ยนอาชีพเป็นนางแบบได้ไม่ยากนัก เวลาผ่านไปไม่นาน รถเมล์สีแดงสาย 15 ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้า ตัวรถสั่น

บนรถมีคนเพียงสามคน นั่นคือ คนขับ กระเป๋ารถเมล์ และดารารัตน์ เธอนั่งหันมองออกทางหน้าต่าง หน้าตาอิดโรยแต่ดวงตายังเบิกกว้างพร้อมรับสิ่งใหม่ๆได้ตลอดเวลา แสงไฟสีเหลืองจากถนนสาดส่องเข้ามาในตัวรถเป็นระยะๆ

สี่แยกเบื้องหน้า สัญญาณไฟจราจรเปล่งแสงสีเขียวแยงตา รถเมล์เร่งความเร็วทำให้ร่างของดารารัตน์ผงะไปด้านหลัง เธอใช้มือลูบหัว หน้าตาเหยเกด้วยความเจ็บปวด เธอกุมกระเป๋าไว้แน่น

สัญญาณไฟเบื้องหน้ากลายเป็นสีเหลือง กระเป๋ารถเมล์ที่กำลังนั่งสัปหงกสะดุ้งตัวตื่น กล่องใส่เหรียญหล่นลงพื้น เศษเหรียญนับร้อยกระเด้งกระดอนไปตามพื้นรถ บางเหรียญตกลงจากรถเพราะประตูรถที่คงเสียมานานหลายปี ดารารัตน์หันไปมองด้วยความตกใจ เธอลุกจากเบาะนั่งไปช่วยเก็บเหรียญที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด เธอก้มลงช่วยเก็บเหรียญอย่างว่องไว

ทันใดนั้นเองแสงไฟสองดวงสว่างจ้า ส่องมาจากด้านข้างของตัวรถ แสงสีเหลืองนวลช่างสว่างยิ่งกว่าแสงจันทร์รวมกับดาวทุกดวงบนฟากฟ้า ร่างของเธอถูกแรงที่มองไม่เห็นกระชากอย่างแรง เศษกระจกนับล้านกรีดผ่านร่างกายของเธอ ร่างของเธอลอยอยู่กลางอากาศ นัยน์ตาเบิกกว้าง เศษเหรียญในมือลอยละลิ่ว

-.. .- .-. .- .-. .- –

“การทดลองที่ 13 เสร็จสมบูรณ์”
“การทดลองที่ 14 ปรับเปลี่ยนโปรแกรม ใส่พารามิเตอร์ เอ็กซ์ นอท ใช้สมการมิวสาม แทน เดลต้าเจ็ด”

-.. .- .-. .- .-. .- –

มดหลายล้านตัวสื่อสารกันด้วยสารเคมีที่ปลายหนวด บ่งบอกให้มดแต่ละตัวทำงาน ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของทางเดินและสัมผัสที่เกิดขึ้นระหว่างมดแต่ละตัว บางสิ่งบางอย่างได้ผุดขึ้น เหมือนดอกบัวที่ผุดกลางกระแสน้ำวนไหลเชี่ยวหรือดวงดาวที่ก่อร่างสร้างตัวจากมวลของอะตอมแก๊ซมหาศาลที่หมุนวนบีบอัด สมองของมนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรไปจากฝูงมดงานเหล่านั้น เซลล์ประสาทนับล้านวิ่งวนอย่างสับสน รังที่มีห้องหับนับไม่ถ้วนเติมเต็มไปด้วยความคิด ความรู้สึก และจิตวิญญาณ

“มาร์กรหัสไว้ ใส่ค่า เอ็ม” ฉันบ่นพึมพำอยู่คนเดียว ในใจคิดสมการที่จะรันโมเดลของสมองส่วนสุดท้าย ‘ก้านสมอง’ ฉันกดปุ่มคอมไพล์ ทันใดนั้นภาพสมองโดยสมบูรณ์ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

“คุณคะ ศูนย์จะปิดแล้วนะคะ ห้าทุ่มแล้วค่ะ” เสียงดังจากอินเตอร์คอมข้างๆ ภาพของแม่บ้าน ผมสีเทาแซมขาวม้วนเป็นลอน ในมือถือไม้ถูพื้นด้ามยาว ปรากฏขึ้น อีกนิดเดียวเองนะ ฉันต้องมาทำพรุ่งนี้ต่ออีกหรือ ฉันคิด แต่ก็ไม่ตรงกับที่ฉันตอบกลับไปทางอินเตอร์คอม “อ่อ ขอโทษค่ะป้า ฉันทำงานเพลินไปหน่อย” ฉันส่งยิ้มให้แม่บ้าน หวังว่าเธอคงจะมีความสุขขึ้นมาซักนิด ก็มันเป็นจุดยืนของฉันบนโลกนี้นี่นา ที่จะทำให้ทุกวินาทีของชีวิตมีความสุข ถ้าคนๆหนึ่งไม่มีความสุขแล้ว ฉันจะมีความสุขได้อย่างไร ป้าเธอคงหน่ายที่ต้องกลับบ้านดึกๆเพราะมัวแต่รอนักวิทยาศาสตร์แบบฉัน

อีกนิดเดียวงานสมองที่ฉันทำมากว่าสามปีก็จะเสร็จสมบูรณ์ ที่เหลือก็คงเป็นการตรวจสอบและแก้ไขบั๊กตัวเล็กๆก่อนจะตีพิมพ์วารสารวิทยาศาสตร์ เวลาที่ใช้แก้บั๊กคงอีกซักพัก ขอให้กนต์ธรช่วยทำหน่อยก็ได้ ว่าก็ว่าแล้วไม่รู้ว่าเขาจะมารับหรือยัง โทรศัพท์มือถือเป็นแหล่งแสงไฟเดียวที่ส่องสว่างกลางโถงทางเดิน ดารารัตน์ก้าวฉับๆไปทางประตูทางออก

“ขอโทษนะคุณ วันนี้ผมคงไปรับไม่ได้ ศาสตราจารย์จากเคนดอลล์ที่ผมบอกเลื่อนไฟลท์บินมาวันนี้ ผมต้องไปรับที่สนามบิน รัก กันต์ธร” อะไรกันนะ ทำไมถึงไม่โทรมาบอกก่อน อารมณ์โกรธถาโถมเข้า แต่ซูเปอร์อีโกก็กำจัดอารมณ์ร้ายๆไปเสีย ฉันไม่ยอมให้อิดมาครอบงำจิตใจฉันหรอก ว่าแต่ยังมีรถเมล์อีกไหมนะ

ประตูแง้มเปิดออก ลมอุ่นๆปะทะใบหน้า ต้นไม้เบื้องหน้าสั่นไหวเพราะแรงลม บนท้องฟ้ามีแค่ดาวศุกร์และดาวพฤหัส กันต์ธรคงจะรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องดาวๆนี่ ว่าแต่กันต์ธร คุณจะเป็นอย่างไรบ้างนะ ฉันอยากให้คุณกลับไปทำอาหารหน้าตาประหลาดๆ คุณเป็นนักทดลองเสมอ นานมากแล้วนะที่เราไม่ได้กินข้าวด้วยกัน ฉันอยากเห็นอาหารจานเซอร์ไพรซ์จากคุณอีก อีกไม่นานงานของฉันก็จะเสร็จแล้ว บางทีช่วงหลังจากนี้เราอาจจะได้ขึ้นเหนือไปบ้านเกิดฉัน แล้วนั่งใต้ต้นไม้ต้นเดิม ไออุ่นจากแสงแดดลอดผ่านพุ่มไม้ ฉันรักคุณ

ห้าทุ่มสิบห้า ฉันดูนาฬิกา ทันใดนั้น เสียงหึ่งๆของรถก็ดังขึ้น รถเมล์สาย 15 ขับตรงดิ่งเข้ามา รถเบรกอย่างรวดเร็ว เสียงเบรกดังเอี๊ยดอ๊าด แสบแก้วหู

ข้าวของหนักอึ้งกระชับแนบลำตัว รถเมล์ออกตัวทันทีที่ก้าวบันไดขั้นสุดท้าย ฉันทิ้งตัวลงบนเบาะที่ใกล้ที่สุด กระเป๋ารถเมล์หลับเป็นตายอยู่ที่เก้าอี้ถัดไปสองตัวทางซ้ายมือ แสงไฟสีเหลืองจากเสาไฟฟ้าผ่านไปเป็นจังหวะ อากาศที่พาฝุ่นละอองและสารพิษไหลผ่านใบหน้า แต่ก็ช่างเป็นความรู้สึกที่ดี ลมที่เข้าปะทะอย่างแรงทำให้ฉันระลึกภาพเก่าๆในอดีต เหมือนว่าสายลมนั้นเป็นพายุที่สามารถโหมซัดความทรงจำที่อยู่ลึกที่สุดให้ลอยละลิ่วได้

ร่างฉันถูกกระชากอย่างแรงเมื่อคนขับเปลี่ยนเกียร์ หัวกระแทกเข้ากับโครงหน้าต่างปลุกฉันให้ตื่นจากภวังค์ ยังไม่ทันที่ฉันจะหายเจ็บ เสียงโลหะก็กระทบพื้นระนาว กระเป๋ารถเมล์ที่เมื่อกี้กำลังหลับอยู่บนเก้าอี้ กลับคุกคู้อยู่บนพื้น ไล่ตามจับเศษเหรียญที่หล่นกระจายเต็มพื้น ฉันลุกขึ้นช่วย ก็เป็นจุดยืนของฉันบนโลกนี้นี่นา ใครไม่ช่วยก็แล้วไป ฉันจะต้องช่วย แต่เผอิญบนรถมีเพียงฉันที่มีศักยภาพพอ ริให้คนขับมาช่วยเก็บเหรียญก็ใช่เรื่อง

การแคะเหรียญขึ้นจากพื้นไม้เรียบๆไม่ใช่งานที่ง่ายนัก แต่ฉันก็…

เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหว แสงสว่างจ้าทั้งตัวรถ ทันทีที่ฉันยืดตัวขึ้น ดาวสองดวงปรากฏขึ้นตรงหน้า ฉันคงต้องถามกันต์ธรว่าที่จริงแล้วดาวนี่ชื่ออะไรกัน เกล็ดแก้วระยิบระยับลอยผ่านไป เหมือนหิมะที่สวิตเซอร์แลนด์ ฉันลื่นล้มบนกองหิมะและกนต์ธรฉุดฉันขึ้นจากพื้นสีขาวหนานุ่ม
ความเสียใจที่ฉันไม่สามารถรักษาเหรียญเอาไว้ได้แทรกเข้ามาในจิตใจ ไม่อาจรู้เลยว่าเหรียญเหล่านั้นหายไปไหน ความว่างเปล่าคือสิ่งที่ฉันรู้สึก

-.. .- .-. .- .-. .- –

“การทดลองที่ 14 เสร็จสมบูรณ์”
“ผมรักคุณ ดารารัตน์ ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคุณอีก ผมขอโทษ”
“ถ้าวันนั้น เพียงผมไปรับคุณ”
“วันนั้นคุณไปรับเธอแล้ว”
“นั่นใครน่ะ”
“คนที่ไม่อยากทำร้ายคุณและอยากให้คุณรับรู้ความจริง”
“ความจริงอะไร”
“เปลี่ยนเฟส รันอินฟินิท สมการ เอ็กซ์ วัน”

-.. .- .-. .- .-. .- –

การใช้ชีวิตคือการทำตามความฝัน ทำตามสิ่งที่คนๆหนึ่งอยากทำที่สุด ทุกย่างก้าวที่เดินไป เราต่างมีจุดยืนเป็นของตัวเอง สำหรับฉัน ความฝันคือการค้นพบสิ่งใหม่ หรือรู้สิ่งที่ไม่มีใครรู้เป็นคนแรก ส่วนจุดยืน คือ ความสุข ความสุขที่จะมีชีวิตเพื่อขอบคุณกับทุกๆสิ่ง ความสุขที่จะมีชีวิตเพื่อเห็นคนที่รักที่สุดมีความสุข ฉันไม่รู้ว่าหลังจากจิตวิญญาณสูญสิ้นคืออะไร แต่หลักฐานมากมายชี้ชัดว่าหลังจากความตาย คือ ความว่างเปล่า เหมือนกับลมฝนที่กัดเซาะผาหินสูงตระหง่าน จนวันหนึ่งผาหินนั้นเหลือเพียงตอกุดๆ แล้วก็มีคนๆหนึ่งถามคำถามว่า ผาหินนั้นหายไปไหน ถ้ามีคนตอบก็คงจะตอบว่าผาหินนั้นกลายเป็นเพียงฝุ่นละอองที่อยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่ฉันเชื่อว่าจะไม่มีใครถามคำถามนั้น เพราะไม่มีคำว่าผาหินหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว

ติ๊ดๆ ติ๊ด ติ๊ดๆๆ ติ๊ดๆ ข้อความมือถือสื่อความว่า ผมไม่สามารถไปรับเธอได้

รถยนต์เก่าๆออกตัวจากบ้านตรงไปสนามบิน ไฟท้ายสีแดงสว่างเต็มถนน ผมสบถต่อว่าสภาพการจราจร แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ผมต้องรีบไปรับศาสตราจารย์จากเคนดอลล์ ผมไม่อาจพลาดความก้าวหน้าทางอาชีพที่จะขยับสูงขึ้นไปอีกหลายๆขั้น ศาสตราจารย์โรเบิร์ต เจนกินส์ ผู้เชี่ยวชาญการเขียนโปรแกรมภาษาอายารีบที่เก่งที่สุดในโลก ผมจะลองเสนองานวิจัยของผมให้ท่านดู เผื่อจะได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน

ผมกดแตรอย่างไม่ยั้ง หวังว่าพวกตำรวจจราจรงี่เง่าจะรู้ตัว แต่ก็เป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ

สามสิบนาทีผ่านไป รถโกโรโกโสยังไม่ขยับซักนิ้วหนึ่ง ผมสบถไปแล้วเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน จนความเหนื่อยหน่ายเข้าแทนที่ความโกรธเสียจนหมด ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ผมกดรับ

“กนต์ธร คุณไม่ต้องไปรับศาสตราจารย์แล้วนะ ผมไปรับแทนแล้ว” เสียงของภัคธร เพื่อนร่วมงานและคู่แข่งของผม ดังขึ้น ความเสียดายและความโกรธเกลียดเพิ่มทวีคูณ ผมไม่ชอบหน้าภัคธรตั้งแต่แรกเห็น ไอ้คนที่เหยียบหัวคนอื่นได้อย่างไม่มีความรู้สึกผิด คนที่สามารถทำอะไรก็ได้เพื่อความสำเร็จของตัวเอง ผมอยากตะโกนด่ากลับไป แต่เขาไม่ได้ผิดเพราะผมไม่มีทางไปสนามบินทันเวลาที่ศาสตราจารย์มาถึง และถ้าผมด่ากลับไปจริงๆ ผมคงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อสงครามประสาทครั้งนี้

“ดีครับดอกเตอร์ ผมคงไปไม่ทันจริงๆ” ผมพยายามพูดกลับไปให้ปกติที่สุดแต่ก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟันกรอด ภัคธรตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงยั่วโมโหว่าครั้งนี้เขาเหนือกว่า

“ครับ โปรเฟสเซอร์” ผมตัดสายทิ้งทันที

ผมตัดสินใจหักพวงมาลัยกลับรถ อย่างน้อยๆ ผมก็ควรทำอะไรดีๆให้กับคนดีๆซะบ้าง ผมไม่ยอมให้วันนี้ต้องทุกข์ทนเพราะไอ้คนหัวขโมยอย่างภัคธรหรอก

ผมกดโทรศัพท์ถึงดารารัตน์ ในใจอยากเจอเธอให้เร็ว หวังว่าเธอยังอยู่ที่ทำงาน ปกติเธอก็กลับดึกอยู่แล้ว วันนี้คงไม่เกินเวลา ผมดิ่งรถตรงไปยังศูนย์วิจัย ทันใดนั้นเอง รถสีแดงวิ่งฝ่าไฟแดงด้วยความเร็วสูง ด้วยสัญชาติญาณผมสับเท้าเหยียบเบรก

ไม่ว่าคนๆหนึ่งจะเก่งแค่ไหนก็ตาม คนๆนั้นก็ไม่สามารถแกะสลักรูปปั้นจากผาหินที่ไม่เหลือความเป็นผาหินได้อีก สิ่งที่ทำได้คงเป็นเพียงการบันทึกภาพของผาหินที่ยังเคยเป็นผาหิน หรือการสืบหาความจริงที่เคยเกิดขึ้น ณ จุดๆหนึ่งของกาลเวลา

-.- — -. – …. — .-. -.

ถ้าถามว่าฉันเชื่อเรื่องจิตวิญญาณไหม ฉันจะตอบว่า ฉันเชื่อ

สมองอันปราดเปรื่องของกนต์ธรแช่ไว้ในอ่างของเหลววุ้น สายไฟเส้นบางเฉียบนับล้านเส้นต่อเข้าสู่เซลล์ประสาทโดยตรง ศาสตราจารย์โรเบิร์ตคีย์ตัวแปรต่างๆให้โปรแกรมจำลองสมองของกนต์ธร ข้างๆกายของเขาคือผู้หญิงคนหนึ่ง ใบหน้าฟกช้ำจากอุบัติเหตุ น้ำตาคลอเบ้า นักวิทยาศาสตร์นับสิบนั่งอยู่ด้านหลัง สายตาต่างจับจ้องภาพวิดีโอจากสมองของกนต์ธรและดารารัตน์ ศาสตราจารย์หันมาทางดารารัตน์พร้อมพยักหน้าเป็นเชิงรู้กัน ดารารัตน์ใช้มือข้างที่ยังใช้การได้จิ้มแป้นคีย์บอร์ด

“กนต์ธรคะ”
“คุณคือใคร”
“ฉันเอง ดารารัตน์”
“ดารารัตน์ คุณไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ผมเป็นห่วงคุณมาก คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่เลยค่ะ กนต์ธร…” เธอปล่อยน้ำตาที่กักไว้ น้ำตาไหลพรากเหมือนเขื่อนแตก เขื่อนที่กักอารมณ์ ความทรงจำ และความผูกพันระหว่างคนสองคน
“กนต์ธรคะ คุณจำฮันนีมูนที่สวิสได้ใช่มั้ยคะ”
“จำได้สิคุณ ถามเรื่องนี้กับผมทำไม แล้วเมื่อไหร่คุณจะ…”

ความทรงจำที่เคยมีร่วมกันกับชายผู้หนึ่งพรั่งพรูออกมาและเอ่อล้นออกทางดวงตา ความสุข ความทุกข์ ความผูกพันที่แสนลึกซึ้ง ทุกสิ่งทุกอย่างช่างมีค่าเมื่อมีเขาอยู่ข้างๆ แต่บัดนี้เธอกำลังสื่อสารกับใครอยู่ ตัวตนของเขาหรือซากที่หลงเหลือจากชายผู้เป็นที่รัก บางทีอาจเปรียบได้กับรอยบากบนกล่องไม้ สัมผัสของร่องรอยเหล่านั้นช่างคุ้นเคย และสามารถเรียกความรู้สึกเดิมๆกลับมาได้ แต่ภายในกล่องนั้นหาได้มีตัวตนไม่ บางทีแล้วกล่องใบนั้นอาจไม่ได้มีตัวตนเหลืออยู่อีกเลยด้วยซ้ำ มีแค่รอยประทับที่ฝากไว้บนพื้นดิน ดารารัตน์บนรถเข็น ขยับลำคอภายใต้เฝือกที่ตึงและแข็งเกร็ง เสียงแผ่วเบาลอดริมฝีปากบวมช้ำของเธอ

“ปิดเลยค่ะ” น้ำตาของเธอไหลพราก ภาพหิมะหนานุ่ม และกนต์ธรที่กุมมือเธอฝ่าความหนาว เธอไม่อยากให้เขาจากไป ศาสตราจารย์โรเบิร์ตใส่ค่าของตัวแปรตัวสุดท้าย เธออยากเก็บกล่องใบนี้ไว้เหมือนที่เธอเก็บรูปภาพในอัลบัมนับสิบแต่เธอก็รู้ดีว่ากล่องนี้มีแต่จะทำร้ายเธอและตัวตนของเขา เธอไม่อาจคาดคิดถึงสิ่งที่กล่องใบนี้เป็นในอาทิตย์ เดือน ปี หรือหนึ่งร้อยปีข้างหน้า เธอไม่ยอมให้ตัวตนของเขาต้องแปดเปื้อนกับความอยากได้อันไม่รู้จบของเธอ

สิ่งที่ดารารัตน์รู้ดีที่สุดคือตัวตนของเขาได้ประทับอยู่กลางตัวตนของเธอ สิ่งที่กำลังสื่อสารกับเธอเป็นเพียงโปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่รับข้อมูลมาจากตำแหน่งของเซลล์ประสาท กระแสไฟฟ้า และสารเคมีในสมอง ของคนที่เธอรักที่สุด

บนจอมอร์นิเตอร์ปรากฎข้อความสุดท้าย

“ผมรักคุณ”
“…”
“…”

กล่องใบนั้นหาใช่กล่องที่ว่างเปล่าไม่ หรือบางทีแล้วก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้

By tanupat

A medical student who is interested in writing sci-fi, movies, evolutionary biology and neuroscience

9 replies on “กล่องไม้ที่ว่างเปล่า”

ผมขอทดลองหน่อย……จะพยายามรักษาใจความเดิม

ใบหน้าของเธอนั้น สวยงามที่สุด………..
วันแล้ววันเล่า .. ภาพของใบหน้ายังคงปรากฏวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดคำนึง….. ผิวหน้าขาว เปื้อนรอยดำที่คิดเอาเองว่าเป็นภาพของจมูกที่บิดเบี้ยวและปากที่ผิดรูป ………ทุกครั้งที่ฉันคิดถึงเธอ ความรู้สึกนั้นช่างคล้ายกับผิวน้ำสั่นไหว ที่เอ่อล้นพ้นปากแก้ว ….ใจนั้นร้อนดังไฟสุมชุ่มไปด้วยน้ำที่หยดอยู่ภายใน
ทุกสิ่งทุกอย่างดูผิดเพี้ยนไปจากปกติ จนไม่อยากจะลืมตาเพื่อมองดูโลกอันสวยงามอย่างที่เธอเคยบอกไว้อีกต่อไป …..เวลาไม่กี่ทศวรรษที่มนุษย์ลืมตาขึ้นและพยามเข้าใจความเร้นลับของจักรวาลนั้น……ช่างไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง เมื่อไม่มีเธออยู่ข้างๆ …….ถึงกระนั้น ตัวตนของเธอยังอยู่ในที่ๆเดิมของมัน …..ใจหนึ่งไม่กล้าพอที่จะเปิดดู เพราะความจริงที่เห็นอาจทำให้ความรู้สึกที่มีต่อเธอเปลี่ยนแปลงไป ……อีกใจหนึ่งก็ปราถนาจะทดลอง เพื่อหาว่าความรู้สึกเช่นนั้นยังหลงเหลืออยู่หรือไม่

ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ

น่าจะอ่านง่ายขึ้นหน่อยนึง

“ใจนั้นร้อนดังไฟสุมชุ่มไปด้วยน้ำ ที่หยดอยู่ภายใน ” สำนวนนี้ฟังดูแปลกๆ

ห้องทดลองเล็กๆห้องนั้น มืดทึม จอมอร์นิเตอร์แสดงภาพสมองมนุษย์ โมเดลสามมิติกำลังหมุนไปรอบๆเผยให้เห็นบริเวณของสมอง…สีต่างๆกันส่องแสงวูบวาบ

ดร.ดารารัตน์ ….นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองผู้เชี่ยวชาญเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ใช้มือเพรียวบางของเธอเคาะแป้นคีย์บอร์ด ใบหน้าเป็นมันและหมองคล้ำของคนอดหลับอดนอน แสดงถึงความพยายามของเธอ ที่จะทำงานชิ้นสำคัญตรงหน้าให้สำเร็จ

ดารารัตน์เหยียดแขนขึ้นเพื่อคลายความปวดเมื่อย ก่อนที่จะลงมือขีดๆเขียนๆข้อความลงบนกระดาษ… ลายมือหวัดๆแสดงความเป็นตัวตนของเธอ …ลายมือของคนทุกคนบนโลกล้วนมีเอกลักษณ์ของตนเอง ….คงเพราะประสบการณ์ทั้งชีวิต ได้ปั้นแต่งลายมือของเธอให้เป็นเช่นนั้น
ฉับพลัน!… เธอสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหันไปกดอินเตอร์คอมที่อยู่ด้านข้าง เพื่อตอบแม่บ้านของศูนย์วิจัยสมองที่อยู่ด้านนอก

ห้องทดลองเล็กๆห้องนั้น มืดทึม จอมอร์นิเตอร์แสดงภาพสมองมนุษย์ โมเดลสามมิติกำลังหมุนไปรอบๆเผยให้เห็นบริเวณของสมอง…สีต่างๆกันส่องแสงวูบวาบ

ดร.ดารารัตน์ ….นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองผู้เชี่ยวชาญเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ใช้มือเพรียวบางของเธอเคาะแป้นคีย์บอร์ด ใบหน้าเป็นมันและหมองคล้ำคล้ายคนอดหลับอดนอน แสดงถึงความพยายามของเธอ ที่จะทำงานชิ้นสำคัญตรงหน้าให้สำเร็จ

ดารารัตน์เหยียดแขนขึ้นเพื่อคลายความปวดเมื่อย ก่อนที่จะลงมือขีดๆเขียนๆข้อความลงบนกระดาษ… ลายมือหวัดๆแสดงความเป็นตัวตนของเธอ …ลายมือของคนทุกคนบนโลกล้วนมีเอกลักษณ์ของตนเอง ….คงเพราะประสบการณ์ทั้งชีวิต ได้ปั้นแต่งลายมือของเธอให้เป็นเช่นนั้น
ฉับพลัน!… เธอสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหันไปกดอินเตอร์คอมที่อยู่ด้านข้าง เพื่อตอบแม่บ้านของศูนย์วิจัยสมองที่อยู่ด้านนอก

คืนนี้ได้โอกาสนั่งอ่านหลายเรื่อง เรื่องนี้ชอบมากที่สุดครับ
ประเด็นหลักคือการเล่นกับความรู้สึกและลำดับเหตุการณ์
ทำออกมาได้ดีครับ เล่าเหตุการณ์ในมุมมองที่ต่างกันหลายมุม
แล้วนำมาสู่บทสรุปในที่สุด ให้ความรู้สึกสะเทือนใจได้ดีครับ
มีความงดงามทางภาษามากด้วยเช่นกัน

บทบรรยายยังมีกระโดดไปมาอยู่บ้างตรงบทแทรก แต่ก็อ่านแล้วเข้าใจครับ
ตอนจบทำได้ดีครับ แม้จะไม่หักมุมแต่ก็ทำให้อารมณ์คล้อยตามไปได้มากครับ

อ่านจบแล้วครับ
ขอเวลาย่อยนิดหนึ่งครับ

สงสัย คุณขอบโลก คงกำลังมีความรัก
ล้อเล่นครับ ล้อเล่น

แวบแรกที่อ่านจบ คือไม่แน่ใจว่าแก่นของเรื่องคืออะไร
ความเห็นแก่ตัว หรืออะไร เพราะมันไม่ชัดใน”สาร”ของเรื่อง
มันถูกเกริ่นขึ้นมาในตอนต้น แต่ตอนท้ายกลับจมหายไปกับ ฉาก action และการพยายามจับ(รอ)คำเฉลย ของเรื่อง

แต่จริงๆ เรื่อง “ประเด็น” นี่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่นะครับ
เรื่องบางเรื่อง เราเขียนเพื่อเล่าเรื่องเท่านั้น ไม่ถึงขนาด เล่าทำไม เล่าเพราะอะไร
แต่ลึกๆผมเชื่อจริงๆผู้เขียน(ไม่ว่าใครก็ตาม)มักจะมีอะไรซ่อนอยู่เสมอ ถึงแม้จะไม่ถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจนก็ตาม
คือ ผมเชื่อว่า ลึกๆแล้ว จะมี “เล่าทำไม” อยู่เสมอครับ
เพียงแต่บางครั้ง มันไม่ชัดเจนมากพอที่ผู้อ่านจะสามารถจับต้องได้ เท่านั้นเองครับ
เพราะผู้อ่าน ไม่ใช่ผู้เขียน จึงหลุด focus และหลงทาง ได้โดยง่าย
ครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่รู้สึกคือ ผู้เขียนจงใจหลอกคนอ่าน
ทั้งตัวละครที่ใช้เปิดเรื่อง และ กลวิธีในการเล่าเรื่อง
(การเปลี่ยนมุมมองในการเล่าเรื่อง ซึ่งน่าจะเหมาะกับเรื่องที่มีพื้นที่มากกว่านี้ หรือประเด็นที่ต้องการความหลากหลายทางความคิด มากๆ)

การจงใจหลอกคนอ่าน(หรือคนดู) ผมกลับไม่ค่อยชอบนะครับ
ผมชอบการพยายามบอกคนอ่าน(หรือคนดู)ก่อนการเฉลย มากกว่า
ยกตัวอย่างเช่น sixth sense ( http://www.imdb.com/title/tt0167404/ )
ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูจะพบว่าจริงๆแล้ว ผู้สร้างพยายามจะบอกคนดูตั้งแต่ฉากแรกๆ (ใช้แม้กระทั่งภาษาภาพที่หนังเรื่องอื่นๆใช้กันมาก่อนหน้านี้)
ซึงทำให้ฉากการเฉลยมีพลังมากขึ้น (ความรู้สึกประมาณว่า “ฉันพยายามบอกนายแล้วนะ”)

เรื่องการใช้ภาษา ดูจะไม่ใช่ปัญหาของผู้เขียน (ดีกว่าผมเยอะเลย)
สิ่งที่น่าจะลองเล่นดูน่าจะเป็นเรื่อง การเพิ่ม แก่นหรือประเด็นของเรื่อง ที่สร้างแรงกระทบ มากขึ้น
แล้วค่อยเลือกวิธีการเล่าเรื่อง(การดำเนินเรื่อง)ที่สนับสนุนแก่นของเรื่องนั้นๆ

ลองดู hero ( http://www.imdb.com/title/tt0299977/ ) เทียบกับ Rashomon ( http://www.imdb.com/title/tt0042876/ ) ที่หลายๆเสียงบอกว่าใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบเดียวกัน
แต่สำหรับผม “ผล”ของวิธีการเล่าเรื่องต่างกันราวฟ้ากับเหว
Rashomon เล่าเรื่องได้เหมาะสมแล้ว และวิธีการเล่าเรื่อง ก็สนับสนุนแก่นของเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม
ขณะที่ hero เป็นเพียงแค่การโกหก เพื่อเป้าหมายบางอย่างเท่านั้น (ไม่เกี่ยวข้องใดๆกับแก่นของเรื่องเลย)

โดยสรุปคือ ถ้ารองจับแก่นหรือประเด็นของเรื่องที่มีพลังมากขึ้น ก็น่าจะทำให้เรื่องน่าสนใจมากขึ้น ครับ
ทุกๆคน มีเรื่อง มีประเด็น มีแง่มุม ที่ตนเองสนใจอยู่แล้ว (ผมเชื่อเช่นนั้น)
ลองเอาสิ่งเหล่านี้มาเขียนขยายความ ดูนะครับ (หรือว่าทำอยู่แล้ว 😛 )

ใส่ความเห็น