Categories
นวนิยาย

กุทรุสกะ มหันตภัยร้ายแห่งกาล (เวลา) : ๘ : เทศกาลกุทรุสกะ (๑)

: เทศกาลกุทรุสกะ (๑) 

ภากรเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้…อาจจะเป็นเพราะความเพลียหรือบรรยากาศที่ขมุกขมัวตลอดทั้งวันของที่นี่ เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเรียก

“กร! กร กร ตื่นได้แล้ว”

ภากรค่อย ๆ ลืมตาขึ้น  “เอ้ย!” เขาตกใจและผงะออกมาทันที เพราะหน้าของรสุอยู่ใกล้แค่เอื้อม และที่สำคัญไอ้กลิ่นที่เขาเผลอสูดดมจากเธอในเมื่อเช้ามันกำลังคืบคลานเข้ามาเล่นงานและมีอิทธิพลกับเขาอีกครั้ง ก่อนที่จะตามมาด้วยน้ำเสียงใส ๆ

“ไปอาบน้ำได้แล้ว”

เขากำลังอ้าปากจะถาม พลันก็ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อกวาดสายตามองไปรอบ ๆ  สภาพห้องที่เคยว่างเปล่าจากเมื้อเช้า บัดนี้กลับกลายเป็นห้องที่สวยงามสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เฟอร์นิเจอร์หน้าตาแปลก ๆ มีอยู่ครบครัน…ใครเป็นคนเอามา ? ตั้งแต่เมื่อไหร่ ? หรือนี่ไม่ใช่ห้องเดิม? เธอคงดูสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามของเขาออก

“ห้องเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม! ไป…ไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวไม่ทัน” ความสงสัยยังคงถูกปิดตายเอาไว้ในลิ้นชักที่อยู่ภายในหัวสมองของเขา ชายหนุ่มรีบทำตามที่เธอบอก

“นี่เป็นชุดของพ่อฉัน คิดว่านายคงใส่มันได้” เธอบอกทันทีที่เขาออกจากห้องน้ำ ในขณะที่เธอมาพร้อมกับชุดที่ประดับประดาด้วยเฟอร์นิเจอร์มากมายยังกับเจ้าหญิงในเทพนิยายก็ไม่ปาน มันยิ่งทำให้เธอดูเด่นเป็นสง่าราวกับนางฟ้าในความคิดของเขา ใบหน้ารูปไข่ สวยหวานจับใจ ตาโต จมูกโด่งรั้นนิด ๆ แก้มเนียนใสชมพู ราวกับตัวของเขาล่องลอยอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ ก่อนที่ความคิดของเขาจะฟุ้งซ่านและหลุดลอยออกนอกวงโคจรไปมากกว่านี้…

“สิ่งที่นายทำได้ดีที่สุด ณ เวลานี้ก็คือ…เก็บความสงสัยทั้งหมดไว้ในตู้เซฟหัวสมองของนายและลั่นกุญแจปิดตายเอาไว้ก่อน แล้วรีบแต่งตัวซะ ฉันจะออกไปรอข้างนอก…รีบ ๆ หน่อยหละ” เธอสั่งเป็นชุดก่อนเดินออกไป

ภากรมองดูเครื่องแต่งกายที่เธอนำมาให้ นึกอยากจะค้านอยู่ในใจว่า มันจะใส่เข้าไปได้ยังไงวะนี่ คงหนักตายชัก ‘ใช่สิ สิ่งที่เขาทำได้ในสถานการณ์อย่างนี้คือต้องอยู่ภายใต้อาณัติของเธออย่างไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น’ เขารีบหยิบชุดขึ้นมา โอ! แปลกแต่จริงถึงแม้ดูภายนอกมันจะเป็นชุดที่หนาดูเทอะทะ แต่ทว่าน้ำหนักของมันดูต่างกันราวฟ้ากับดิน มันเบาเหมือนปุยนุ่น ชุดที่ดูใหญ่และหนาเทอะทะเมื่อสักครู่พอสวมอยู่บนร่างกายของเขากลับดูเข้ารูปพอเหมาะลงตัวเสมือนชุดหดได้ราวปาฏิหาริย์! เมื่อเขาสวมใส่เสร็จเรียบร้อย ในความรู้สึกกลับเหมือนว่าไม่มีอะไรห่อหุ้มร่างกายเลย ‘รู้สึกถึงความโล่งมาก’ เขาต้องส่องกระจกเพื่อความแน่ใจอีกครั้งเพียงหวังให้เป็นเครื่องหมายที่ตีตราประทับรับรองสร้างความมั่นใจให้ว่า…เขาได้สวมใส่มันแล้วจริง ๆ

“กร…กร…กร” เสียงของรสุดังมาจากข้างนอก

“เสร็จแล้ว! เสร็จแล้ว” เขาตะโกนสวนไป เออ รู้จักให้สุ้มให้เสียงก่อนที่จะโผล่พรวดเข้ามาเสียบ้างชายหนุ่มคิดในใจ เพราะแทบทุกครั้งจะเห็นเธอโผล่พรวดมาแบบไม่ทันตั้งตัวทำให้เขาตกใจแทบทุกที

นี่เป็นครั้งแรกที่ภากรก้าวเท้าออกจากห้องนอนของเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างภายในบ้านดูแปลกตาสำหรับเขาไปหมด เขาไม่มีเวลาสำรวจอะไรมากนักเพราะต้องรีบก้าวเท้าเดินตามเธอ ‘ผู้หญิงอะไรเดินเร็วชะมัด จะรีบอะไรกันนักกันหนา’ เธอเดินนำหน้าเขาตรงไปยังห้อง ๆ หนึ่ง ก่อนที่เธอจะเปิดประตูพร้อมกับก้าวเข้าไป

“รีบ ๆ เข้ามาสิ ยืนบื้ออยู่ได้” เธอหันมาบอกเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ยังไม่ได้เดินตามเข้ามา

“ฉันนึกว่าเธอต้องการใช้ห้องนี้ส่วนตัว” ภากรตอบแล้วรีบเดินตามเข้าไปภายในห้องทันที

มันเป็นห้องคล้าย ๆ กับห้องทดลองของนักวิทยาศาสตร์ มีอุปกรณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นเทคโนโลยีชั้นสูงเต็มไปหมดจนเขาตะลึงไปชั่วขณะ

“มา…เข้ามานั่งตรงนี้” เสียงเธอดังขึ้นคล้ายเป็นคำสั่ง ช่วยฉุดรั้งให้เขาตื่นจากภวังค์อีกครั้ง

ชายหนุ่มรีบเข้าไปนั่งในอุปกรณ์ไฮเทคชิ้นหนึ่งตามที่เธอบอก กระจกปิดลงมาครอบเหนือศีรษะของเขาห่างไปราวเมตรเศษ เขาเห็นเธอกดปุ่มอะไรบางอย่าง ประตูเปิดออกแล้วเจ้าอุปกรณ์ไฮเทคชิ้นนี้ก็พุ่งพรวดทะยานออกไปสู่ภายนอกด้วยความเร็วสูง!

ภากรตกตะลึงดั่งต้องมนตร์อีกครั้ง นึกว่าอยู่ในความฝันหรือโลกแห่งจินตนาการ นี่เรานั่งอยู่ในรถยนต์ หรืออยู่บนเครื่องบินส่วนตัว ไม่ใช่สิหรือเป็นยานอะไรกันแน่? เขามองลงไปยังเบื้องล่างที่มีสิ่งปลูกสร้างเต็มพรืดไปหมดมันสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ และที่สำคัญเขาไม่เห็นมีเสาไฟฟ้าหรือว่าสายไฟเลยแม้แต่เส้นเดียว สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เหมือนลอยได้เองในอากาศ…ใช่มันลอยอยู่ในอากาศจริง ๆ เขาไม่ได้ตาฝาด ไม่ได้ฝันไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏอยู่รายรอบตัวสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้เขาเหนือคำบรรยาย

“นายอย่าลืมที่ฉันบอกหละ” รสุเอ่ยขึ้นเมื่อชะลอความเร็วของเจ้าพาหนะรูปร่างประหลาดลง

“นาย! นายกร” เธอตะโกนขึ้นทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้กันแค่เอื้อม

“อะ… อะไร พูดเบา ๆ ก็ได้ ทำไมต้องตะโกนด้วย อยู่ใกล้แค่นี้เอง มีอะไรก็ว่ามา” ภากรเหมือนคนกำลังท่องอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ เสียงของเธอทำให้เขาตื่นจากภวังค์

“นายต้องทำตามที่ฉันบอกทุกอย่าง ห้ามพูดก่อนที่จะได้รับอนุญาต ห้ามแสดงออกถึงความสงสัยในทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็น ใครพูดด้วยก็ให้นิ่งและเฉย ๆ ไว้เดี๋ยวฉันจัดการเอง เพราะ…”

“ความผิดพลาด จะต้องไม่ได้รับอนุญาตให้เกิดขึ้น!” ชายหนุ่มต่อให้ในทันที

เธอยิ้มอย่างพอใจ “ใช่! เพราะถ้าหากว่ามันเกิดขึ้น นายได้หมดลมหายใจแน่ ๆ”

ภากรรู้สึกหนาวสั่นสะท้านไปทั่วทุกรูขุมขน ความกลัววิ่งเข้าจู่โจมที่หัวใจอย่างรุนแรง น้ำเสียงของเธอไม่ใช่การขู่ แต่เป็นน้ำเสียงที่จริงจัง เขาคิดอยู่ในใจ ‘ความตายงั้นเหรอ? แล้วจะพาออกมาทำไม? ในเมื่อ…’ เหมือนเธอจะเข้าใจในความรู้สึกและความสงสัยของเขา

“นี่เป็นโอกาสที่ดี ที่จะพานายมาแนะนำให้ใคร ๆ รู้จัก และที่สำคัญคนระดับสูงเหล่านั้นก็จะเป็นเกราะป้องกันให้กับนายได้เป็นอย่างดีในอนาคต เพราะวันนี้ทุกคนเขาจะสนใจรื่นเริงบันเทิงในเทศกาลกุทรุสกะเท่านั้น!” เธอย้ำในประโยคสุดท้าย

“นายจึงไม่ต้องตกเป็นเป้าหมายในความสงสัยใคร่รู้ของใครต่อใครหากว่านายทำตามที่ฉันบอกทุกอย่าง แต่ถ้าหากว่าคนเหล่านั้นพบเจอนายในวันอื่น ๆ นายจะต้องตกเป็นเป้าสำคัญในความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที” เธอหยุดเว้นระยะ

“ซึ่งวันนั้นที่ฉันหมายถึงก็จะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้านี้แน่ ๆ ไม่มีข้อยกเว้น…ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้น มันจะเสี่ยงและอันตรายเกินไปสำหรับนาย เอ่อ…และฉัน รวมทั้งครอบครัวของฉันด้วย… ทุกคน!”

เธออธิบายถึงเหตุและผลต่าง ๆ  ซึ่งมันทำให้ภากรพอที่จะเข้าใจได้บ้างในบางอย่างถึงแม้ว่าจะไม่ทั้งหมด แต่ที่จำได้จนขึ้นใจโดยเฉพาะ ‘อันตราย…ความตาย’ และชายหนุ่มก็ต้องยอมรับในความหวังดีและความฉลาดหลักแหลมของเธอ

“ขอบคุณ ขอบคุณมาก” เขาพูดออกไปด้วยความจริงใจ

เธอหันมายิ้มให้เขา ก่อนที่จะมองตรงไปข้างหน้าแล้วพาหนะประหลาดก็ทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับพายุ เมื่อเข้าสู่ถนนใหญ่…ไม่ใช่สิต้องเรียกว่าช่องทางจราจรในอากาศถึงจะถูก เจ้าพาหนะคล้าย ๆ ที่เขาและเธอนั่งอยู่เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูละลานตา มีผิดแปลกออกไปบ้าง ซึ่งในความคิดของชายหนุ่มคงเป็นเพราะรุ่นหรือไม่ก็ยี่ห้อต่างกัน ‘คงคล้าย ๆ ยี่ห้อของรถยนต์มั้ง’ เขานึก เจ้าพาหนะที่เขานั่งมากับเธอเริ่มลดความเร็วลงและหยุดนิ่งในที่สุด เขามองลงไป…เอ้ย! ยังลอยเคว้งอยู่ในอากาศอยู่เลยแล้วหยุดทำไม?  และแล้วความสงสัยของเขาก็ค่อย ๆ จางหายไป อ๋อ…สงสัยติดไฟแดงเหมือนสี่แยก แต่…ก็แปลกไม่เห็นมีสัญญาณไฟอะไรเลย?

ภากรได้ยินเสียงของเธอเหมือนคุยอยู่กับใคร ชายหนุ่มหันมองไปข้าง ๆ ทางที่รสุนั่งอยู่ก็เห็นพาหนะที่คล้าย ๆ ของเธอ น่าจะบ่งบอกถึงฐานะและรสนิยมได้ว่าคงจะอยู่ในระดับเดียวกันหรือไม่ก็ใกล้เคียงกัน ซึ่งขณะที่คุยกับเธอด้วยภาษาอะไรก็ไม่รู้? เขาสังเกตเห็นเจ้าหมอนั่นมองมาที่เขาตลอดเวลา คนขับเป็นวัยรุ่นผมยาวสลวยรับกับใบหน้าที่สวยราวกับผู้หญิง น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ คงจะประมาณ ๑ ขวบ ๘ เดือน…

เมื่อความคิดประหวัดไปถึงเรื่องของอายุ ทำให้รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของภากร ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาหันหน้าไปทางนั้นพอดี ภากรจึงได้เห็นเจ้าหนุ่มหน้าสวยนั้นยิ้มตอบกลับมา… เจ้าหมอนั่นคงนึกว่าเรายิ้มทักทายหละมั๊ง! ภากรนึก

เมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยน พาหนะของเจ้าหมอนั่นก็พุ่งล้ำหน้าออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการประกาศศักดาให้ยวดยานบนท้องนภานี้ได้รู้ว่า ‘ข้าคือเจ้าแห่งความเร็ว’ ซึ่งตรงข้ามกันกับยานพาหนะของรสุที่เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้า ๆ

“เราโชคดีที่เจอวาชุก่อน” เธอเอ่ยขึ้นซึ่งคงหมายถึงผู้ชายที่พบเมื่อสักครู่

“เขาแนะนำให้เราไปถึงที่นั่นหลังจากงานเริ่มแล้ว โดยที่เขาจะล่วงหน้าไปก่อน”

“อ้าว! ทำไมหละ?” ภากรถามขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้

“วาชุเขาถามว่าเธอเป็นใคร? ฉันอธิบายไปว่าเธอเป็นหลานของคุณปู่ซึ่งอยู่อีกอาณาจักรนึง หรือพูดง่าย ๆ ก็คืออาณาจักรบ้านนอกที่ล้าหลัง”

“ขอบคุณ!” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงประชดแต่ไม่จริงจังนัก

“ถ้าหากว่าเราไปถึงเมื่องานเริ่มแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะโฟกัสไปที่งาน เท่ากับว่านายก็จะกลายเป็นเพียงแค่เศษธุลี เอ่อ…ไม่ใช่… ไม่ใช่ ฉันหมายถึงไม่มีใครมาสนใจนาย” เธอรีบแก้

“ พวกเขาก็เพียงแค่จะรับรู้ในการปรากฏตัวของนายว่านายคือใครเท่านั้นเอง ซึ่งฉันเห็นว่ามันเป็นความคิดที่ดีและเข้าท่า” ภากรกำลังจะอ้าปากถามในอะไรบางอย่างแต่ดูเหมือนรสุจะรู้ใจ…

“อาณาจักรของพวกเราไม่ชอบให้คนจากอาณาจักรอื่น ๆ เข้ามาวุ่นวาย เหตุผลนั่นเหรอ? อยู่ ๆ ไปเดี๋ยวนายก็จะเข้าใจเอง” เธอพูดตัดบท

“แล้วนายวาชุนั่นไว้ใจได้…แค่ไหน?” ภากรถามออกไปแล้วคิดอยากจะตะปบคำถามนั้นยัดใส่กลับคืนเข้าไปในปากของตัวเอง…มันเป็นคำถามที่ไม่สมควรเล็ดลอดออกไปเลยในสถานการณ์แบบนี้ ให้ตายสิ! เขาคิด

“วาชุเป็นเพื่อนกับฉันมาตั้งแต่เด็ก บรรพบุรุษของเราต่างก็ทำงานรับใช้จักรพรรดิแห่งราชอาณาจักรนี้ และที่สำคัญฉันรู้ว่าเขามีมิตรไมตรีและความปรารถนาดีกับฉันตลอดมาและจะตลอดไป… ฉันมั่นใจอย่างนั้น แต่ก็มีเพื่อนฉันอีกคนนึงซึ่งนายต้องระวังก็คือ ฆายุ…เอาไว้แล้วฉันจะแนะนำให้นายได้รู้จัก”

“ไม่ต้องแนะนำก็ได้มั๊ง คนไม่ดีจะให้รู้จักไปทำไม” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเบา ๆ

“แต่เขาจะมีประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ของนาย เอ่อ…ฉันหมายถึงความปลอดภัยในตัวของนายเอง ถึงแม้ว่านิสัยเขาจะไม่ค่อยดีในสายตาของฉัน แต่เขาสามารถเป็นเกราะกำบังให้เราได้ เอ่อ…ฉันหมายถึงนายรวมทั้งครอบครัวของฉัน” เธอเห็นเขาทำหน้าสงสัย จึงพูดต่อ

“เอาไว้หากมีเวลาฉันจะอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ให้นายฟัง” เธอตัดบท

“แล้วครอบครัวของเธอหละ เอ่อ…ฉันหมายถึงพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย รวมทั้งพี่น้องของเธอ ไม่มางานนี้ด้วยเหรอ?” เขาเปลี่ยนเรื่องคุยเพียงเพื่อต้องการที่จะหลุดออกจากบรรยากาศที่เต็มไปด้วย…ความปลอดภัย! อันตราย! หรือแม้กระทั่งความตาย! ที่ชวนให้รู้สึกสยองพองขนอยู่ตลอดเวลา

“ฉันเป็นลูกคนเดียว พ่อของฉันท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำงานให้กับองค์การส่วนกลางของอาณาจักรแห่งนี้ นาน ๆ ถึงจะกลับมาทีอาจจะเป็นสิบวันครั้ง ไม่ก็เดือนละครั้ง หรืออาจจะนานกว่านั้น เอาแน่เอานอนไม่ได้” เธอยักไหล่เล็กน้อยก่อนพูดต่อ

“ย่า ตา ยายของฉันพวกท่านเสียชีวิตนานแล้ว…ส่วนแม่ของฉันท่านเพิ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนที่ผ่านมา” เสียงของเธอดูเศร้าลงเมื่อเล่ามาถึงตรงนี้

“เหลือก็เพียงแต่คุณปู่ ที่คอยดูแลเอาใจใส่และสอนฉันในทุก ๆ อย่างที่ท่านอยากจะให้รู้”

“ฉันขอโทษ…ฉันไม่ได้ตั้งใจ คือเอ่อ… ตั้งแต่ฉันอยู่ที่บ้านเธอไม่เจอใครก็เลยอดสงสัยไม่ได้”

“ไม่เป็นไร” น้ำเสียงของเธอบ่งบอกความรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ แต่เมื่อพูดถึงคุณปู่แล้วเสียงของเธอดูสดใสและมีความสุขขึ้นมาอีกครั้ง

“คุณปู่เป็นคนใจดี รักและเป็นห่วงฉันมากและฉันก็รักท่านมาก ถึงแม้ว่าท่านจะอายุย่างเข้า ๙ ปีแล้ว แต่ยังดูแข็งแรงเหมือนคนอายุราว ๖ ปีอยู่เลย ที่สำคัญท่านรู้ในเรื่องที่คนอื่น ๆ ไม่รู้ บางคนก็คิดว่าท่านเพี้ยน แต่ก็ไม่มีใครกล้าว่าต่อหน้าท่านหรอกนะ เอ้อ…ใช่แล้ว บางทีคุณปู่อาจจะตอบคำถามของนายรวมทั้งช่วยนายได้ด้วย ฉันลืมบอกไป”

ประโยคหลังทำให้ภากรหู่ผึ่งขึ้นมาทันที โลกอันมืดมิดที่ปกคลุมเขามาตลอดทั้งวัน พลันดูเหมือนจะเริ่มมองเห็นแสงสว่างปลายทางขึ้นมา ถึงแม้ว่ามันจะดูน้อยนิดก็ตามที

“แล้วตอนนี้คุณปู่ของเธออยู่ไหน? วันนี้ท่านจะมาหรือเปล่า? เธอช่วยพาฉันไปพบท่านเดี๋ยวนี้เลยได้ไหม?…” ชายหนุ่มถามรัวเป็นชุดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นราวกับคนที่ได้พบกับขุมทรัพย์ก็ไม่ปาน

“อีกประมาณ ๑๐ วันท่านถึงจะกลับมา ท่านติดภารกิจสำคัญ!” ความหวังอันแสนริบหรี่ที่มีอยู่ตรงหน้าเหมือนถูกกระชากให้หลุดลอยห่างไกลออกไปอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนถูกปกคลุมด้วยความมืดมนอีกหน

“อีกตั้ง ๑๐ วันเชียวเหรอ?” เขาทวนเบา ๆ ดวงตาเหม่อลอยออกไปนอกยานพาหนะอย่างไร้จุดหมาย…

 

ใส่ความเห็น