Categories
เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

ผู้เสียสละ

ข้าพเจ้าหลับไหลมาร่วมสามพันปี เดินทางผ่านระยะทางร่วมพันปีแสง
เพียงเพื่อ ตื่นขึ้นมาเบื้องหน้า ดวงดาวสีน้ำเงินสดใส
และพบว่าตนเองมีชีวิตเหลืออยู่อีกเพียง ยี่สิบสี่ชั่วโมง


มันเคยดูสมเหตุสมผล … เมื่อสามพันปีก่อน
“โลกเรากำลังถึงกาลดับสูญ สภาวะอากาศอันเลวร้าย มลภาวะจำนวนมหาศาล ทั้งหมดยากเกินกว่าจะเยียวยา”
ใช่สิ
ข้าพเจ้า ขยับร่างกายท่อนบนขึ้นอย่างเชื่อช้า ร่างกายตอบสนอง ด้วยความเจ็บปวด และเลวร้ายเกินคำบรรยาย ไม่ต้องพะวงถึงความคิด
เสียงปลุกเร้า อันน่าตื่นเต้น … เสียงโห่ร้อง อันเต็มไปด้วยพลัง “ทั้งหมด จงเสียสละ เพื่อ มวลชาติพันธุ์ แห่งเรา”
ใช่สิ
ลำตัวท่อนบนของข้าพเจ้าส่ายโงนเงน อ่อนเปลี้ย เนื่องจาก ไม่ได้ถูกใช้งานเป็นเวลานาน
ข้าพเจ้าเอื้อมมือถึงแผงควบคุมได้ในที่สุดมันอยู่ติดที่นอนจำศีลของข้าพเจ้านี่เองเนื่องด้วยความจำกัดทางพื้นที่ข้าพเจ้าแทบไม่จำเป็นต้องขยับตัวไปไหน
ขาข้าพเจ้ารู้สึกชาๆ แต่มันจะสำคัญอะไร …
มีผู้ “เสียสละ” เช่นข้าพเจ้านับพันล้านคน เดินทางไปทั่วทั้งจักรวาล เพื่อหนทางรอดของประชากรทั้งโลก
เพื่อตนเองจะได้มีชีวิตอีกยี่สิบสี่ชั่วโมง … และจะได้รับการจารึกชื่อไปชั่วกัปกัลย์
หนึ่งชีวิต แลกกับ ล้านล้านชีวิต คุ้มค่าตามหลักเศรษฐศาสตร์…
ใช่สิ … ชีวิตของใครเล่า

หากคนเหล่านั้นลดความโลภลงสักนิด … ลดความเห็นแก่ตัวลงสักนิด …
หรือ พยายามคิดสักนิด ที่จะรักษาโลกของตนเองเอาไว้
ขอเพียงคิดสักนิด

ข้าพเจ้าสูดลมหายใจลึก รู้สึกเจ็บแปลบที่ปอด แต่ยังดีกว่าปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมา
ข้าพเจ้าตัดสินใจแล้ว ไม่ควรสำนึกเสียใจ
แต่เมื่อภาพ พ่อ แม่ พี่ น้องของข้าพเจ้าที่ต้องจากมาปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง ความตีบตันในลำคอก็จู่โจมข้าพเจ้าอีกครั้ง
พวกเขาคงเสียชีวิตไปหมดแล้ว ใช่สิ สามพันปีแล้วนี่ อย่าว่าแต่สภาพสังคมอันเลวร้ายจากการขาดแคลนทรัพยากร ทำให้คนเราพร้อมจะฆ่าคนทุกคนเพื่อ อากาศ สอง สาม ลูกบาศก์เมตร
เพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ อีก สอง สาม นาที

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าพเจ้าจึงมีชีวิตได้อีกเพียง ยี่สิบสี่ ชั่วโมง
เพราะ ทรัพยากรในการยังชีพนั้นมีมูลค่ามหาศาล

ยานพาหนะ จะถูกส่งออกไปตามที่ต่างๆที่มีความเป็นไปได้ว่า จะพบดวงดาวที่มีสภาวะเหมือน หรือ ใกล้เคียง โลกมากที่สุด
เพื่อให้คอมพิวเตอร์อันทรงประสิทธิภาพสามารถตรวจสอบสภาพถูมิอากาศ ภูมิประเทศ จากระยะไกลเพื่อประเมินศักยภาพในการสามารถดำรงชีวิตอยู่
แล้วข้าพเจ้ามาทำอะไรที่นี่ล่ะหรือ
ถึงแม้ว่า คอมพิวเตอร์จะมีข้อมูลจำนวนมหาศาล การวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ ละเอียดละออ นับแสนๆล้านครั้งในหนึ่งวินาที แต่เดิมพันครั้งนี้สูงเกินไป พวกเรายังคงต้องการ “คน” … สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่สามารถตัดสินใจได้จากพื้นฐานข้อมูลมหาศาล …
การตัดสินใจ ที่ต้องอยู่นอกเหนือความเป็นไปได้ในการผิดพลาดทางโปรแกรม
พวกเราเป็นเหมือน safty factor ของโครงการ

และข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง ยี่สิบสี่ ชั่วโมงนับจาการตื่นจากสภาวะจำศีล ก่อนที่ทรัพยากรในการยังชีพทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อากาศ จะถูกใช้ไปจนหมด … หน้าที่ในการตรวจทานข้อมูลทั้งหมดจากสมองกล ก่อนการยืนยันความสามารถในการใช้อยู่อาศัย บนดาวเคราะห์เบื้องหน้า

ใช่สิ ถ้าดาวเคราะห์เบื้องหน้า เหมาะแก่การดำรงชีพนัก ท่านยังจะมาบ่น น้อยเนื้อต่ำใจ และสำนึกเศร้าสร้อย อยู่เพื่อประโยชน์อันใด … ลงไปเลยสิ ใช้ชีวิต สามพันปี ที่หายไปให้คุ้มค่า … ลงไปใช้ชีวิตเยี่ยงเจ้าของดาวเคราะห์ดวงนี้ได้เลย … ใช้ชีวิตเยี่ยงพระเจ้า
เสียใจด้วย
จากความเป็นไปได้ที่ ดาวเคราะห์จะอยู่ในสภาพพร้อมอยู่ได้โดยทันทีนั้นมีอยู่น้อยมาก การปรับสภาพ จำเป็นจะต้องใช้เวลา นับแรมปี
หรือ หากสภาวะทั้งหมดเหมาะสมถูกต้องอยู่แล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือการดำรงอยู่ของยานพาหนะในระดับวงโคจร เพื่อส่งสัญญาณการค้นพบอันทรงค่านี้กลับไปยังบ้านเกิด
อย่างที่บอก มียานพาหนะแบบนี้ อีกนับพันล้านลำ กระจายอยู่ทั่วไป ไกลบ้าง ใกล้บ้าง
การตรวจรับ ย่อมกินเวลาเฉกเช่นกัน
ช่างมันสิ
พวกคนบนโลก มันก็เห็นแก่ตัวพอๆกัน เลวร้ายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันหรอก
พวกมัน กระทำชำเรา ดวงดาวที่เป็นที่อยู่อาศัยของตนเองอย่างไม่สนใจใยดี … กัดทึ้งลงไปจนรากเหง้าแห่งสิ่งซึ่งให้อาหารแก่ตนเอง
พวกมันไม่สนใจ แล้ว ข้าพเจ้าจะสนใจมันทำไม!
ข้าพเจ้าไม่ปฎิเสธข้อนั้น และผู้ที่ส่งข้าพเจ้ามาก็รับรู้ได้เช่นกัน
สันดานดิบของมนุษย์ ทั้งความโลภ ความเห็นแก่ตัว กิเลส ตัญหา ราคะ ย่อมเป็นที่รู้กัน
แต่มนุษย์ กล่อมเกลาได้
ผู้เดินทางนับพันล้านคนมิใช่การสุ่มเลือก
พวกเราถูกคัดสรรอย่างละเอียดรอบคอบ ด้วยกลไกการตรวจสอบมากมาย
เพื่อบ่งชี้ว่า พวกเราเป็นบุคลากรที่มีความรับผิดชอบสูง
ความมุ่งมั่นในการทำความดีสูง
ความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาจิตใจที่สูง
และที่สำคัญที่สุด ระดับทางจริยธรรมที่สูง
พวกเราจึงถูกส่งมาตาย!

ระหว่างการเดินทางสามพันปี การปลูกฝังทางจริยธรรม ถูกกระตุ้นเตือนอยู่ตลอดเวลา ผ่านระบบประสาทที่แทบจะหยุดนิ่ง ไม่มีการละเว้นแม้เพียงเสี้ยววินาที

ถึงแม้การปลูกฝังความคิดจะเข้มข้นเพียงไร ข้าพเจ้ายังอดไขว้เขวมิได้ เมื่อมีสถานการณ์แห่งความเป็นจริงปรากฏอยู่เบื้องหน้า …
ข้าพเจ้ามิปฎิเสธว่า ดวงดาวเบื้องหน้านั้น ช่างยั่วยวนต่อการละทิ้งหน้าที่เสียนี่กระไร

เหลืออีก สามชั่วโมง
เอกสารทั้งหมดยืนยันความสามารถในการดำรงชีวิตบนดาวดวงนี้
สมบูรณ์แบบ
พื้นที่ที่เพียงพอต่อจำนวนประชากร
สถาพอากาศอันสมบรูณ์จนข้าพเจ้าอดรู้สึกอยากสูดมันเข้าไปให้ท่วมปอดก่อนตายไม่ได้
อากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่ข้าพเจ้าไม่เคยได้พบมาชั่วชีวิต
ข้าพเจ้าเหลือบดูคันบังคับที่จะนำยามลงจอดด้วยความลังเล

ความสมบูรณ์ของน้ำ
ความสมบูรณ์ของอาหาร
ความสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตเบื้องล่าง
!!

ข้าพเจ้าหยุดหายใจไปชั่วขณะ

อะไรกันนี่ข้าพเจ้าไม่เคยคำนึงถึงประเด็นนี้มาก่อน
หากเมื่อประชากรโลกแห่งข้าพเจ้าเดินทางมาถึง
ถึงแม้การปรับสภาพทางเคมีจะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย
แต่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ที่ดำรงอยู่ก่อนบนดาวเคราะห์ดวงนี้ ย่อมต้องสูญสิ้นโดยไม่ต้องสงสัย

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้คือผู้บริสุทธิ์โดยแท้จริง หากเทียบกับฝูงชนโลภมากที่ทำลายทุกอย่างบนพื้นที่ของตนเอง เพียงเพื่อมายึดครองพื้นที่ของคนอื่นโดยไม่เป็นธรรม

“เพื่อประชากรโลกของเรานับ ล้าน ล้าน คน …
เกียรติประวัติของทุกท่านจะได้รับการจารึก …
ความเสียสละของพวกท่านจะได้รับการเล่าขานไปจนชั่วลูกชั่วหลาน …”

เสียงตะโกนปลุกขวัญและกำลังใจยังคงดังกระหึ่มอยู่ในห้วงคำนึง ราวกับว่ามันเพียงผ่านไปไม่กี่วินาที

แต่นี่มันไม่ถูกต้อง
จริยะรรมถูกปลูกฝังได้โดยการคำนึงถึงผู้อื่น และการมองการไกล
ความสามารถในการมองเห็นผลเสียในภาพรวมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
อย่าว่าแต่ การอาศัยความโลภส่วนตน แย่งชิงสิ่งของอันเป็นของผู้อื่นมาเป็นสมบัติส่วนตน

มันไม่ถูกต้อง

ข้าพเจ้าสูดลมหายใจอย่างหนักหน่วง เซลทั่วร่างกายสั่นสะท้าน จากความขัดแย้งในใจรุนแรงยิ่งนัก

หนึ่งคือประชากรโลกของข้าพเจ้า
ชีวิตนับล้านๆชีวิต

หนึ่งคือ สิ่งมีชีวิตอันต่ำต้อยด้อยค่า สิ่งมีชีวิตที่เป็นเจ้าของพื้นที่โดยชอบธรรม
ชีวิตนับล้านๆชีวิต

ข้าพเจ้ามีเวลาอีก หนึ่งชั่วโมง

มันช่างเป็นการตัดสินใจที่ยากเย็นเสียเหลือเกินหลังการถูกปลูกฝังทางจริยธรรมอย่างเข้มข้นถึงเพียงนี้
ข้าพเจ้าเหลือบมองเวลาที่ค่อยๆหดสั้นลงอย่างรวดเร็ว

ข้าพเจ้าต้องตัดสินใจแล้ว
กดปุ่มเพื่อส่งสัญญาณการค้นพบกลับไปยังโลก สละชีวิตนับล้านเจ้าของพื้นที่
หรือ
เพิกเฉยต่อการค้นพบ และภวนาให้อีกพันล้านการค้นหาประสบความสำเร็จ

นี่อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่จะค้นพบสิ่งมีชีวิตซึ่งอยู่อาศัยอยู่ก่อนบนดาวเคราะห์นั้นๆ และความเข้มข้นทางจริยธรรมที่ได้รับการปลูกฝังมา … ความเป็นไปได้ในการเผชิญหน้ากับวิกฤตทางความคิดเฉกเช่นเดียวกันนี้ย่อมมีสูงมาก
ข้าพเจ้าเหลือเวลาอีก สิบห้า นาที
ข้าพเจ้ารู้สึกหายใจขัดเสียแล้ว … หรือข้าพเจ้าคิดไปเอง ….

สิบนาที
ข้าพเจ้าได้แต่ ภวนา!


“การบันทึกจบลงตรงนี้ครับ” ดร. วิษณุ รายงาน พร้อมแสงไฟเปิดขึ้นจนสว่างสดใส
แต่ผู้เข้าประชุมทั้งสิบคนบนโต๊ะรูปใข่ ยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียด
ดร. วิษณุ เป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมโปร่ง ถึงแม้เขาจะไม่ได้ใส่แว่นสายตา แต่ผมสีขาวโพลนทั้งศรีษะทั้งที่มีอายุเพียงยี่สิบกว่าปี ทำให้เขาดูเป็นคนแก่เรียน
เขาเดินไปด้านข้างของจอรับภาพด้านหัวโต๊ะ พลางชี้ไปยังรูปสีทึมๆที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
“จากรูปแบบของเครื่องมือ นี่คือเครื่องบันทึกที่ผ่านทางกระบวนการคิดโดยตรง” ดร. วิษณุ รายงานต่อ
“คุณบอกว่า เราพบเจ้าสิ่งนี้บนดวงจันทร์” ชายชราอายุราว เจ็ดสิบเศษ เอ่ยถามอย่างทนไม่ได้
“ครับผม จากการตรวจสอบอายุ จะอยู่ที่ประมาณ พันล้านปีที่แล้ว ”
“แล้วคุณ แปล มันออกมา … ภาษาต่างดาว เนี่ยนะ … คุณเอาบรรทัดฐานอะไรมาบอกว่าคุณแปลถูก … นี่มันบ้าชัดๆ”
ดร.วิษณุ เหลือบมองชายที่ยืนอยู่ในเงามืด เป็นเชิงขอความเห็น
ชายหนุ่มในชุดทหารเต็มยศเดินเข้าอย่างเชื่องช้า เขามีอายุเพียง สามสิบเศษๆ เท่านั้น
“จากข้อมูลที่เราค้นพบอีก หกแห่ง จากโครงการสำรวจอวกาศครับท่านวุฒิสมาชิก ข้อมูลเหล่านี้ถือได้ว่า ได้รับการยืนยันแล้ว”
เสียงเซ่งแซ่ เกิดขึ้นโดยฉับพลัน สถานะการณ์แทบจะเป็นโกลาหล
“เดี๋ยวก่อน … คุณกำลังจะบอกว่าอะไร … พวกเราเป็นชนเผ่าต่างดาวงั้นรึ” วุฒิสมาชิก ร้องขึ้น เสียงแหบลงไปถนัดใจ
“มิได้ครับ” นายทหารตอบเสียงขึงขัง “จากหลักฐานทั้งหกแห่ง เราพบวิกฤตทางความคิดแบบนี้เช่นเดียวกัน … เราสรุปได้ว่าการรายงานกลับมาตุภูมิมิได้เกิดขึ้นครับ”
เสียงบ่นพึมพัม เบาลงอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วการประชุมเร่งด่วน นี่มีวัตถุประสงค์อันใดกันเล่า” ท่านวุฒิสมาชิกร้องถาม พลางยกถ้วยกาแฟเบื้องหน้าขึ้นจิบ ท่าทีผ่อนคลายลงเป็นอย่างมาก
“จากโครงการ exodus ครับ สิ่งที่เรากำลังเผชิญแทบไม่ต่างจากข้อมูลที่เราได้เห็นอยู่ตรงหน้า … โลกของเรากำลังจะตาย เช่นเดียวกัน การเยียวยารักษายากเกินกว่าจะสามารถดำเนินการได้ การค้นหาโลกใหม่ จึงเป็นงานที่ระดับความสำคัญสูงสุดแล้วครับ”
“หมายความว่า เราจะส่งคนออกไปหา แหล่งที่อยู่ใหม่เช่นเดียวกับ สิ่งที่คนบนดาวดวงนั้นทำมา … ” ท่านวุฒิสามชิกชี้มือ “ซึ่งมันล้มเหลว … ถูกต้องไหม”
“ถูกต้องครับ แต่ไม่ทั้งหมด … ถึงแม้ว่า เราจำเป็นต้องขอบคุณ จริยธรรมของเพื่อนต่างดาวของเรา ที่ทำให้พวกเราสามารถดำรงสายพันธุ์ อยู่ได้ แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป … และเราจำเป็นต้องส่งบุคลากรของเราออกไปค้นหาโลกใหม่เช่นกัน แต่ครั้งนี้ เราจะมุ่งเน้นที่ความรักชาติแทนครับ”
ท่านวุฒิสมาชิก พยักหน้าเห็นด้วย
“ถูกต้องแล้วครับ ความรักชาติ ไม่สร้างปัญหาในเชิงจริยธรรม มันไม่มีคำถาม มีแต่คำสั่ง” นายทหารยืนยันอย่างมั่นใจ

ทั้งหมดเดินออกจากที่ประชุมอย่างร่าเริง ปัญหาหนักหนาสาหัญเบื้องหน้าดูเหมือนได้รับการแก้ไข
โลกกำลังจะตาย แต่จะเป็นไรไปถ้าเรามีโลกใหม่ให้เลือก
ท่านวุฒิสมาชิกหันไปกระซิบบอกเลขาณุการ “ในการสอบครั้งต่อๆไป บอกหลานชั้นว่าไม่ต้องแสดงความรักชาติมากนักเล่า”
นายทหารหนุ่ม เดินผ่านมาข้างๆ และยิ้มให้ วุฒิสมาชิก อย่างรู้ทัน
ท่านวุฒิสมาชิกยิ้มตอบ

จบ

By นิราจ

web programmer

6 replies on “ผู้เสียสละ”

เป็นเรื่องที่ พยายามจะเขียน เพื่อส่ง nation book award ครั้งที่ 3 ครับ
ปรากฏว่า ไม่ทัน เพราะไม่ได้อย่างที่ต้องการ
ตอนแรก อยากจะเน้น นาที ต่อ นาที ที่ ตัวละคร รู้สึกว่า ชีวิต ตนค่อยๆ หดหายไป
(ก่อนเจอ conflict ช่วงท้ายเรื่อง)
กะจะให้ ร้องให้ ตาบวมกันเลยทีเดียว
แต่ไม่สำเร็จครับ (จะพยายามพัฒนาต่อไป)
ก็เลยได้ออกมาแบบนี้ ละครับ
(กลายเป็นเรื่องเสียดสี สังคม ไปเสียนี่)

ขออภัยที่หายไปหลายวัน
ผมเองก็ไม่ใช่นักเขียน เป็นแต่อ่าน
ส่วนที่เริ่มต้นของคุณดีมาก
แต่ในส่วนหลัง ถ้าทำให้เป็นความคิดคำนึงของชายชรา (ห้วหน้า / นัำกการเมือง) น่าจะดีกว่า
หรือว่าเป็นบทสนทนาของหัวหน้ากับ ทส.ระหว่างทางก่อนถึงห้องประชุม

เป็นแนวสะท้อนสังคมที่แหวกแนวครับ ไม่จืดชืดเหมือนเรื่องแนวนี้ที่มีให้อ่านในท้องตลาด เป็นตัวอย่างสำหรับผู้ที่ต้องการเขียนไซ-ไฟสะท้อนสังคมได้ดีครับ แนวคิดของเรื่องค่อนข้างลึกและอาจจะต้องอ่านสักสองสามเที่ยวเพื่อให้เข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้เขียน แต่ถือได้ว่าเป็นผลงานระดับคุณภาพครับ แต่สั้นไปนิด (นิดเดียวจริงๆ)

ใส่ความเห็น