Categories
เรื่องสั้น

สัตว์สังคม

ผมไปงานเลี้ยงช้า การไปช้าไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่ามีคนสั่งอาหารที่ผมอาจจะไม่ชอบหรือถึงกับ เกลียดมาวางตรงหน้า แต่ยังหมายถึงการได้ที่นั่งที่ไม่ดี

ผมไปงานเลี้ยงช้า การไปช้าไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่ามีคนสั่งอาหารที่ผมอาจจะไม่ชอบหรือถึงกับเกลียดมาวางตรงหน้า แต่ยังหมายถึงการได้ที่นั่งที่ไม่ดีซึ่งมักจะเป็นขอบโต๊ะด้านหนึ่งหรือไม่ก็ต้องนั่งระหว่างอาหารสองชุดที่คิดจะเอื้อมไปหยิบจากฝั่งไหนก็ไม่สะดวก คนนั่งข้าง ๆ อาจเป็นคนที่ผมไม่ชอบหน้า และคนที่ผมชอบไปหมดทุกส่วนก็มักจะมีคนนั่งห้อมล้อมอยู่แล้ว แต่ด้วยงานที่ค้างมาจากกลางวันทำให้ต้องออกจากที่ทำงานช้ากว่าคนอื่น ๆ บวกกับยามค่ำที่รถทุกคันต่างคืบคลานอย่างบ้าระห่ำไร้จุดหมายทำให้การเดินทางไปยังร้านที่นัดกันไว้ช้ากว่ากำหนดเกือบสองชั่วโมง ผมหมายความอย่างนั้นจริง ๆ รถส่วนใหญ่คืบคลานอย่างเชื่องช้าแต่ก็เต็มไปด้วยความไร้ปราณีอยู่นั่นเอง เลิกหวังกับที่นั่งดี ๆ อาหารดี ๆ และคนที่อยากนั่งด้วยไปได้เลย ผมเกลียดวันศุกร์สิ้นเดือน

เป็นดังคาด ผมต้องนั่งหัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับผู้จัดการ แม้จะมีคนนั่งเรียงรายสองแถวรวมกันเกือบยี่สิบคนก็ยังทำให้สายตาที่มองมาทิ่มแทงเข้าไปในจิตไร้สำนึกได้อย่างเจ็บปวด อาหารเกือบเกลี้ยงโต๊ะ ผมต้องนั่งกินข้าวสวยเย็น ๆ กับเศษอาหารที่เหลือตามขอบจาน ถ้าเป็นผู้จัดการมาช้าละก็ อาหารทั้งหลายต้องสั่งใหม่ให้อีกชุด ข้าวต้องเป็นโถใหม่ เสิร์ฟมาพร้อมกับผ้าเย็นเช็ดหน้าเช็ดคอให้เย็นชื่นใจ แต่กับสิ่งมีชีวิตชั้นปลายแถวอย่างผมนั้นเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมข้างโต๊ะอาหาร ตัดทิ้งไปได้โดยไม่มีความจำเป็น ทนกินเข้าไปเถอะ ถึงข้าวจะเย็นแล้วและต้องพลิกก้างปลาหาเศษเนื้อก็ยังดีกว่าต้องออกเงินซื้อเองแน่

กระบวนการกินเป็นลำดับพิธีที่สำคัญ มันเป็นกฎที่มองไม่เห็นนอกสำนักงาน เป็นกฎของลำดับชั้นทางสังคม เหมือนฝูงสิงโตกลางป่าแอฟริกา จ่าฝูงต้องอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด ได้เนื้อชิ้นที่ดีที่สุดก่อนสิงโตตัวอื่น ลูกน้องในฝูงต้องสั่งอาหารจานที่ดีที่สุดและหยิบยื่นเครื่องดื่มที่ชงมาดีที่สุดให้ คนที่มาก่อนต้องเลือกอาหารให้ถูกปากจ่าฝูง ปลาหนึ่งจาน เนื้อหรือหมูหนึ่งที่ ผัดผักหนึ่งจาน แกงหนึ่งชุด เผ็ดหรือไม่เผ็ดก็ได้ และมันจะไม่ง่ายเลยถ้าเป็นผม หากมาถึงก่อนผมคงสั่งไข่เจียวกับต้มยำกุ้งมาแล้ว และต่อให้มันเป็นต้มยำและไข่เจียวที่อร่อยที่สุดในประเทศก็คงไม่ถูกใจคนอื่นเป็นแน่ ดีแล้วละที่มาถึงทีหลัง ไม่ต้องยุ่งยากว่าจะสั่งอาหารไม่ถูกปากผู้จัดการ

ลำดับการนั่งรอบโต๊ะก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ถัดจากผู้จัดการก็เป็นรองผู้จัดการสองคนที่นั่งกันคนละด้าน ไมมีใครแย่งตำแหน่งนั้นแน่นอน  ดูเหมือนทั้งคู่จะยิ้มแย้มแจ่มใสกันดี แต่ถ้าได้ยินสองคนนั่นนินทากันทีละคนละก็ ผมเชื่อเลยว่าไม่มีใครอยากเห็นทั้งคู่มานั่งคั่นกลางด้วยผู้จัดการฝ่ายอย่างนี้แน่นอน กับผู้จัดการก็เถอะ ตอนนั่งที่โต๊ะนี่ก็เหมือนกับจ่าฝูงสิงโตฝูงใหญ่ แต่พอผู้จัดการใหญ่มาก็ไม่ต่างจากลูกแกะเท่าไหร่เลย ข้อดีของการเป็นพนักงานชั้นปลายแถวอย่างผมคือไม่ว่าในสถานการณ์ไหนเราก็ยังเป็นลูกแกะอยู่วันยังค่ำ ไม่ต้องคอยคิดว่าเวลานี้จะแปลงร่างเป็นอะไรดี…

คนนั่งข้างถามพูดอะไรบางอย่างแต่ผมได้ยินไม่ถนัด น่าจะเพราะเสียงเพลงจากนักร้องรับเชิญที่นั่งตามโต๊ะสลับกันขึ้นไปร้อง  เดาเอาว่าเขาคงถามว่ากินอะไรมาบ้างหรือยัง ผมตอบปฏิเสธ เขาชี้ไปที่อาหารและพูดอะไรออกมาอีกสองสามคำ แค่พอได้ยินแต่ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร เดาเอาว่าเขาคงชี้ชวนให้กินเศษซากอาหารที่เหลือก้นจาน ผมก้มลงไปกินอย่างว่าง่ายพร้อมกับที่เขาแผดเสียงหัวเราะออกมา สองสามคนรอบข้างหัวเราะตาม ช่างมันเถอะ แค่กินให้มันอิ่มก็พอ

พิธีกรรมที่โต๊ะอาหารเป็นแบบฉบับของมันเอง อาหารหนึ่งชุดสำหรับสี่ถึงหกคน หัวโต๊ะต้องได้อาหารก่อน จ่าฝูงตักกินเป็นคนแรก จากนั้นลูกน้องในฝูงจึงจะได้รับอนุญาตให้ตักอาหาร ทุกสิบหรือสิบห้านาทีจะมีใครสักคนยกแก้วขึ้นดื่มอวยพรให้คนสองสามคนที่หัวโต๊ะ จากนั้นพูดจาเล่นหัวกันสองสามประโยค แล้วตามมาด้วยการก้มลงไปกินอาหารของใครของมันต่อไป เป็นแบบแผนที่วนเวียนไปจนดึกดื่นและไปสิ้นสุดเอาตอนที่จ่าฝูงลุกออกไปหาสถานที่พักผ่อน ลูกน้องจึงจะได้โอกาสสรวญเสเฮฮากันเองต่ออีกชั่วครู่ ก่อนจะไปจบค่ำคืนของแต่ละคนในสถานที่ของใครของมัน วันนี้ก็ไม่ต่างจากวันอื่น ยกเว้นแต่ว่า…

ผมเริ่มประหลาดใจเมื่อผู้จัดการขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีที่นักดนตรีเปิดคาราโอเกะและเล่นคีย์บอร์ดคลอเป็นแบ็คกราวนด์ ผมรู้จักเพลงนี้ จำท่วงทำนองของมันได้ขึ้นใจ แต่เสียงร้องของผู้จัดการนั้นกลับแปลกประหลาดจนผมต้องเงยหน้าจากการแทะกระดูกไก่ขึ้นไปมอง

ทุกอย่างลงตัวไปหมด ผู้จัดการขึ้นไปร้องเพลงโปรดที่ไม่ว่าครั้งไหนก็ต้องเป็นเพลงนี้ และถึงแม้เขาจะร้องได้เพี้ยนแค่ไหนทุกคนก็ยังชมเขาอย่างออกหน้าออกตาเสมอ ที่ผิดไปเพียงอย่างเดียวคือเหมือนกับมีคนเอาเพลงไปแปลเป็นภาษาบูรุนดีหรือภาษาสโลวัคแล้วเอาไปให้เขาร้อง สองคนที่นั่งถัดจากผมมองด้วยสายตาชื่นชมและพูดกันเบา ๆ

“ผู้จัดการ…”

ผมจับใจความได้แค่นั้น ไม่ใช่ว่าเพราะเพลงดังเกินไปหรือพวกเขาพูดกันเบาเกินไป แต่เพราะมันเป็นภาษาอะไรสักอย่างที่ผมไม่เคยรู้จัก แต่กระนั้นผมกลับรู้สึกได้ถึงความรู้สึกของพวกเขาทั้งสองที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดเหล่านั้น คนหนึ่งรู้สึกเบื่อ และอีกคนอยากให้เพลงจบเสียเร็ว ๆ

แล้วทุกอย่างก็ทะลักเข้ามาในหัวผมเหมือนเขื่อนใหญ่แตกระเบิดออกแล้วสายน้ำสาดโครมลงมา สองคนถัดไปกำลังคุยกันไปยิ้มหัวกันไป แต่ทั้งคู่คิดอยากให้บทสนทนาจบลงเร็ว ๆ ความคิดของเขาเหมือนกับภาพที่ฉายชัีดเจนให้ผมรู้สึกได้โดยไม่ต้องเพ่งมองหรือเงี่่ยหูฟัง อีกคนกำลังคิดว่าจะหาวิธีทำอย่างไรให้เพื่อนร่วมงานสุดสวยคนหนึ่งไปลงเอยที่ห้องนอนของเขาให้ได้ในคืนนี้ สำหรับคนถัดไปไกล ๆ ความเข้มของความรู้สึกที่ส่งมาจะน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ก็ยังคล้ายกับเสียงกระซิบที่พอจะจับใจความได้อยู่นั่นเอง

ผู้จัดการร้องเพลงโปรดจบพร้อมกับความรู้สึกของคนทั้งห้องอาหารหลั่งไหลเข้ามาในตัวผม ทั้งโล่งอก ก่นด่า และยินดี ที่ผมสามารถรับได้อย่างเต็มที่คือนักดนตรีที่นั่งห่างออกไปไม่เท่าไหร่อยากอัดเสียงเพลงนี้แล้วส่งแผ่นซีดีไปให้ผู้จัดการฟังสักครั้ง

ผู้จัดการเดินผ่านมาทางด้านหลัง ความรู้สึกของเขาที่แผ่กระจายมาถึงทำให้ผมเสียวสันหลังวาบและต้องเงยหน้าขึ้นมอง เขากำลังคิดอยากจะไล่ผมออกอยู่ ! รสชาติไก่เย็นชืดในปากจืดลงไปสนิทใจ ผมไม่ได้เมาแน่นอน ตั้งแต่เช้าผมยังไม่ได้กินอะไรที่จะทำให้เมาได้เลย ไม่มีมีเหล้า ไม่มียาแก้หวัด จนมาถึงที่นี่ผมก็ยังได้แค่กินเศษไก่ไปสองสามชื้นกับข้าวสวยจืด ๆ สองคำ และยืนยันด้วยการหันไปมองแก้วข้างตัวก่อนจะหยิบขึ้นมาจิบ… น้ำเปล่าแน่นอน

……….

ผมลุกขึ้นยืนช้า ๆ พยายามไม่ทำตัวให้เด่น เหลียวมองหาป้ายบอกทางไปห้องน้ำชาย สังเกตได้ว่าตัวเองอ่านตัวหนังสือบนป้ายประกาศทั้งหลายไม่ออกอีกต่อไป แต่ลำพังสัญลักษณ์บอกทางไปห้องน้ำยังพอจะนำทางให้ผมเดินไปได้ไม่ยากเย็นนัก ผมเดินเข้าห้องน้ำและทิ้งความรู้สึกที่เหมือนถูกเข็มทิ่มแทงเข้าไปในสมองไว้เบื้องหลัง เลือกห้องน้ำที่อยู่ไกลสุด ทรุดตัวลงนั่งกุมขมับแล้วนวดเบา ๆ ความรู้สึกรุนแรงของคนที่นั่งห้องข้าง ๆ เบียดแทรกเข้ามาในสมองอย่างช่วยไม่ได้ แต่กับความรู้สึกเดี่ยว ๆ แบบนี้ยังพอจะรับได้มากกว่าความสับสนปนเปของความรู้สึกที่ล่องลอยอยู่ในห้องอาหารนั่น ปล่อยให้มันผ่านเข้ามาแล้วปล่อยให้มันผ่านออกไป เหมือนเสียงกระซิบหรือคำพูดที่หลายครั้งเราไม่ตั้งใจฟังแต่บังเอิญได้ยิน

ถึงที่สุดผมก็หลบออกไปจากร้านอาหาร ทันทีที่ประตูร้านเปิดออก ผมเหมือนถูกท่วมด้วยกระแสน้ำเชี่ยวกราก เสียงผู้คนพูดคุยกันจอแจแต่ฟังไม่เข้าใจ ป้ายโฆษณาที่พอจะนึกออกว่าขายอะไรแต่กลับอ่านรายละเอียดไม่ออก เสียงรถวิ่งตามถนนดังสะท้านหู รถเมล์คันหนึ่งวิ่งผ่านหน้าไปตามด้วยก้อนความรู้สึกสารพัดกระแทกโครมเข้าใส่พร้อมลมที่พัดวนตามหลังรถ ผมตัดสินใจโบกแท็กซี่คันแรกที่มองเห็น บอกชื่ออพาร์ตเมนท์ให้คนขับ จากนั้นนั่งมองท้ายทอยโชเฟอร์พร้อมกับรับเอาความคิดของเขาที่หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย เลขท้ายสองตัวงวดต่อไป ง่วงนอน เงินค่าเช่ารถ ความไม่เท่าเทียมทางสังคม… นั่งคันไหนก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่หรอก

ตอนติดไฟแดงครั้งหนึ่งผมเกือบจะอาเจียนออกมา ความคิดจากคนในรถรอบข้างส่งผ่านเข้ามาซ้ำ ๆ แบบเดียวกันจนแน่นสมอง เริ่มจากนับถอยหลังตามตัวเลขดิจิตอลที่กะพริบอยู่ใต้สัญญาณไฟไปสิ้นสุดเอาที่การก่นด่ารถคันสุดท้ายที่ฝ่าไฟแดงตัดหน้าทำให้พวกเขาต้องออกตัวช้าลง

ผมกระโจนขึ้นเตียงได้ในที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นความนึกคิดของคนที่อยู่ห้องข้าง ๆ หรือไม่ก็คงจะเป็นห้องข้างบนและข้างล่างก็ยังแทรกผ่านผนังคอนกรีตเข้ามาให้ผมรับรู้อยู่นั่นเอง มันดูเบาบางลงบ้างแต่ความวิปริตของความคิดที่เข้ามากลับมากขึ้นกว่าที่ผมได้รับตอนอยู่ในห้องอาหารมาก ผมนอนลืมตาโพลงและรับความคิดประหลาดเหล่านั้นอยู่นานก่อนจะคิดได้ว่านั่นคงเป็นความฝันแหว่งวิ่นของผู้คนที่ถูกสังคมบีบคั้นมาตลอดทั้งวันและถูกปลดปล่อยออกมายามหลับใหล ใครคนหนึ่งกำลังย้อนวัยกลับไปตอนเรียนชั้นประถมและถูกครูจับได้ว่าลอกข้อสอบเพื่อน อีกคนหนึ่งกำลังฝันขาด ๆ หาย ๆ จับใจความไม่ได้ และอีกสองสามคนกำลังระบายความกระหายทางเพศออกมาในความฝัน แต่พอใกล้สว่าง มันกลับเหมือนวิทยุโบราณที่หมุนคลื่นผ่านหน้าปัดเร็ว ๆ จนแต่ละสถานีที่ถูกหมุนผ่านไปไม่สามารถจับใจความได้ และเป็นอย่างนั้นไปตลอดจนถึงเช้า

เช้าวันเสาร์ ในสภาพที่ไม่ได้นอนเลยสักงีบ ผมเดินเลี่ยงผู้คนไปกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มโดยใช้ความทรงจำถึงลำดับการกดปุ่มต่าง ๆ ตัวหนังสือที่แป้นกดและหน้าจอกลายเป็นภาษาประหลาดที่ผมไม่สามารถอ่านได้อีกต่อไป จากนั้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างอารมณ์โกรธเกรี้ยวนำผมไปคิวรถตู้ได้ในที่สุด ผมบอกสถานที่ปลายทางโดยไม่สนใจว่าคนขายตั๋วพูดอะไรกลับมา จ่ายเงินด้วยแบงค์ใหญ่ที่สุด รอรับเงินทอนแล้วขึ้นไปนั่งรอและข่มตาหลับก่อนที่ผู้โดยสารคนอื่นจะขึ้นมานั่ง รถคันนี้จะพาผมกลับบ้านต่างจังหวัดที่แทบจะถูกทิ้งร้างในช่วงหลายปีหลัง ผมต้องหาทางลดเสียงรบกวนในสมองลงให้ได้มากที่สุดก่อนจะคิดทำอะไรต่อไป

……….

ผมตื่นก่อนถึงที่หมายเล็กน้อย แต่มันก็นานพอที่จะทำให้ความคิดของคนสิบกว่าคนบนรถตู้โถมทับเข้ามาใส่ผมอีกระลอก ผมแทบจะกระโดดออกไปตอนที่รถจอดที่จุดหมายปลายทาง ณ อำเภอเล็ก ๆ ห่างจากตัวจังหวัดสิบกว่ากิโลเมตรในจังหวัดที่ห่างจากกรุงเทพ ฯ สามร้อยกิโลเมตร พยายามนับลมหายใจตัวเอง “เข้า-ออก” และไม่สนใจสิ่งรอบข้าง จากนั้นตัดสินใจเดินอ้อมถนนสองสายแทนที่จะตัดผ่านกลางตลาดสดไปที่บ้านริมแม่น้ำ

เสียงหมาหลังอานข้างบ้านเห่าสองสามครั้งทักทายก่อนที่ผมจะหยิบกุญแจดอกเก่าขึ้นมาไขประตูหน้าบ้าน นึกว่ามันแก่ตายไปแล้วเสียอีก… หมาเฒ่าตอบกลับมาทันทีว่ามันยังไม่ตาย ถ้าเป็นเมื่อสองสามวันก่อนผมคงตกใจกระโจนหนีไปแล้ว แต่ ณ วันนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทำให้ผมประหลาดใจได้อีกแล้ว

รอบบ้านเงียบสงัด บ้านหลังเก่าหลายหลังดูทรุดโทรมลงนับแต่คนรุ่นหลังย้ายถิ่นไป ความล่มสลายของชนบทเกิดตามหลังความเจริญของสังคมเมือง คนรุ่นใหม่ไม่ยินยอมอยู่ในสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการแก่งแย่งแข่งขัน ว่าแต่จะแข่งขันไปทำไมกันนะ ?

ลุงข้างบ้านออกมาทักทาย ผมฟังคำพูดไม่ออกแต่ก็จับความรู้สึกได้ว่าเป็นความปิติยินดี ผมยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าบ้าน โลกดูเหมือนจะเงียบเสียงลง ความจอแจของความรู้สึกนึกคิดที่ชวนให้สับสนวุ่นวายดูสงบลงอย่างชัดเจน ไม่มีความคิดพิสดารหลุดโลก ไม่มีคนที่ยิ้มให้พร้อมกับคิดจะแทงข้างหลังในเวลาเดียวกัน ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปนั่งกินอาหารเหลือของใคร ไม่ต้องเป็นไฮยีน่าในฝูงสิงโตอย่างที่เคยเป็น แมงมุมสองสามตัวที่มุมห้องแสดงความรู้สึกหวาดกลัวอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะผ่อนคลายลงเมื่อรู้ว่าไม่อันตราย จิ้งจกตัวหนึ่งที่ข้างฝารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะเหยื่อของมันตกใจหนีไป ผมเลือกล้มตัวลงนอนบนโซฟาหนังหลังจากปัดฝุ่นออกไปบ้าง

ผมตื่นขึ้นมาเพราะมีความรู้สึกอะไรสักอย่างอยู่ที่นอกประตู มันหนักแน่นชัดเจนแต่ไม่รุนแรง มันเชิญชวนและเรียกร้อง นิ่งและมั่นคง เหมือนคำทักทายตามปกติเวลาไปเคาะประตูบ้านคนอื่นแล้วเรียกให้เจ้าของบ้านมาเปิดประตู อาจเป็นน้องชายที่ทำงานในตัวจังหวัดแล้วกลับมานอนที่บ้านเป็นระยะ หรืออาจเป็นคนข้างบ้านที่ได้ข่าวการกลับบ้านครั้งแรกในรอบเจ็ดปีของผมแวะมาเยี่ยมก็ได้ น่าแปลกที่ไม่มีเสียงใครตะโกนเรียก

ผมหยุดยืนหลังประตูอยู่พักหนึ่ง ความคิดข้างนอกยังคงอยู่ มันยังชัดเจนแบบเดียวกับที่ผมรับรู้ตั้งแต่แรกโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ  ไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายหรือกระวนกระวายเหมือนกับเมื่อใครสักคนไปยืนรอหน้าประตูแล้วไม่รู้ว่าจะมีคนมาเปิดให้หรือเปล่า

ผมลังเล ไม่ใช่เพราะมันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดหรือน่ากลัว แต่เพราะมันเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนเกินไป บริสุทธิ์เกินไป แต่มันก็เรียกร้องเชิญชวนอยู่ในตัวเอง แต่ในที่สุดผมก็เอื้อมมือไปปลดกลอน เปิดประตูออกช้า ๆ

ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เธออายุน้อยกว่าผมสองเดือนเศษ เรียนห้องเดียวกับผมตั้งแต่มัธยมหนึ่งจนจบมัธยมหก ดูเธอเปลี่ยนไปน้อยมากหากไม่นับผมที่ยาวขึ้นและมัดรวบไว้ข้างหลัง ผู้หญิงร่างสูง น้ำหนักมากกว่าเกณฑ์เล็กน้อย คลับคล้ายคลับคลาว่าผมเคยคิดชอบเธออยู่แต่ก็ไม่ได้พยายามเป็นพิเศษ เราเรียนด้วยกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน ไม่ต่างจากที่เราคบเพื่อนคนอื่น จบมัธยมหกแล้วก็ต่างคนต่างไป

ความรู้สึกอิ่มเอิบของเธอพุ่งเข้ามาหาผมทันทีทันใด มันทำให้อบอุ่นเคลิบเคลิ้มได้อย่างประหลาด เธอยิ้มน้อย ๆ มุมปากแย้งกับความรู้สึกที่เข้มข้นของเธอ เหมือนเธอกำลังเหนียมอาย

“สวัสดี” เธอพูดออกมา มันเป็นภาษาไทยชัดเจนที่ผมฟังแล้วเข้าใจโดยไม่ต้องคิด เป็นภาษา ‘มนุษย์’ คำแรกที่ผมได้ยินในช่วงหนึ่งวันที่ผ่านมา

ผมตอบกลับ และรู้ได้ทันทีว่าเธอยังโสด ไม่มีแฟน … เธอไม่ได้บอกออกมาหรอก เธอคิดอยู่ในใจตอนนั้นพอดี…

2 replies on “สัตว์สังคม”

หมายเหตุ:
ผมเขียนเรื่องนี้โดยตั้งข้อสงสัยขึ้นมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่มาวันหนึ่งเราดันไปล่วงรู้ความรู้สึกจริงๆ ของคนอื่นเข้า พล็อตแบบนี้มีอยู่ทั่วไปในนิยายวิทยาศาสตร์ แต่อยู่ที่ว่าจะเขียนออกไปในแนวไหน ตอนจบผมลังเลอยู่ว่าจะให้จบแบบไหนดีระหว่างให้มนุษย์ต่างดาวมาหาที่บ้านแล้วเฉลยว่าเป็นผลงานของมนุษย์ต่างดาว หรือจบแบบนี้แล้วทิ้งค้างไว้ให้สงสัยกันว่าความสามารถรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นนี้ได้มาอย่างไร และทำไมตอนจบถึงได้ฟังผู้หญิงคนนั้นรู้เรื่องอยู่คนเดียว สุดท้ายขอเลือกอย่างหลัง เพราะดูมันไม่ตลาดเกินไปครับ

ใส่ความเห็น