Categories
เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

สิ้นสุดแห่งกาลเวลา (The End of All Days) – มิเชล เค. อีโวลิท

สิ้นสุดแห่งกาลเวลา(The End of All Days)
แต่งโดย มิเชล เค. อีโวลิท
แปลโดย Chaya Yaowarattanaprasert

เมื่อกาเบรียลหวนกลับมาจากการเดินทางของเขา ก็เหลือเวลาน้อยเต็มทีแล้วสำหรับทั้งเขาและโลกใบนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งเดินทางพาดผ่านระบบสุริยะมาพร้อมการทำลายล้างทุกสิ่งบนเส้นทางที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงของมัน ในขณะนี้มันอยู่ห่างจากโลกไม่ถึง 2 หน่วยดาราศาสตร์แล้ว กว่าหลายเดือนแล้วที่ริ้วลายสีแดงสดแผ่ขยายย้อมผ่านสรวงสวรรค์ และวังวนแรงโน้มถ่วงขนาดมหึมาซึ่งฉีกกระชากดาวพฤหัสมาแล้วปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่าในตอนนี้ ฟากฟ้ากลับเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนอันงดงามดุจดั่งฤดูใบไม้ผลินับครั้งไม่ถ้วนในอดีต ราวกับจะลวงหลอกให้คิดว่าโลกยังคงมีเวลาเหลืออยู่อีกยาวนาน

เมื่อกาเบรียลก้าวเดินลงชานชาลาจากหนึ่งในสองตู้รถของรถไฟเพียงขบวนเดียวที่ให้บริการในวันนี้พร้อมกับผู้ร่วมเดินทางอันน้อยนิด เขารู้สึกได้ทันทีถึงความสคชื่นและสงบสุขที่เปี่ยมล้นขึ้นในอากาศ ลิ้นของเขาสัมผัสได้ถึงรสเกลือ และจินตนาการไปถึงเสียงคลื่นน้ำที่ดังกระทบโสตในหาดซัลเวจ ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ไมล์ มันยากที่จะเชื่อว่าการที่ปรากฏการณ์ตื่นตาและน่าสะพรึงกลัวที่ปรากฏบนฟากฟ้าในช่วงปีที่ผ่านมา กลายมาเป็นสีฟ้าสดใสในเบื้องหน้าเขาในตอนนี้ เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าโลกใบนี้ใกล้ถึงจุดจบเต็มทีแล้ว มันคือความสงบสุขก่อนพายุใหญ่จะมาถึง

ผู้โดยสารคนอื่นๆ ได้ออกเดินทางไปตามเส้นทางของพวกเขา จนเหลือกาเบรียลเพียงคนเดียวในเวลาไม่ถึงนาที สถานีเก่าของเลอ คลอยสิค มีความเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังคาบางๆ ครอบเหนือรางรถไฟ กำแพงอิฐแดงเปลือยเปล่าและหน้าต่างฝุ่นเขรอะที่อยู่สูงขึ้นไปดูราวกับว่ามันถูกออกแบบให้มีอายุการใช้งานมากว่าพันปียังคงอยู่ดังเดิม กาเบรียลวางถุงใบน้อยที่บรรจุข้าวของอันน้อยนิดของเขาลงบนม้านั่ง เขานั่งลงด้วยความประหลาดใจถึงสิ่งที่กำลังทำ เขาไม่ได้ตรวจสอบก่อนเดินทางกลับมาว่าแชงกรีล่า 2.0ยังคงอยู่หรือไม่ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำเช่นไรหากมาร์ธายังคงเชื่อมั่นในสิ่งที่เธอเชื่อเมื่อสี่ปีที่ผ่านมา เขายังจำได้ดีถึงสายตาวิงวอนของเธอ ใบหน้าสีซีดตกกระของเธอ และเรือนผมสีแดงเพลิงของเธอ ไปจนถึงคำถามและข้อสงสัยไม่จบสิ้นที่ส่งผ่านความเจ็บปวดเข้ามาในหัวของเขา เขาเพิ่งอายุยี่สิบสองในตอนนั้น อ่อนกว่าเธอถึงสิบปี และเขาก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอจะตัดสินใจด้วยมุมมองที่มีในตอนนั้นเขาได้เห็นเพียงส่วนเสี้ยวของโลกใบนี้ เพื่อที่เขาจะได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ชดเชยประสบการณ์ที่เขาไม่เคยได้รับ ด้วยศักยภาพทุกอย่างในชีวิตที่เขาอาจไม่มีโอกาสได้ใช้ เขาออกเดินทางในที่สุด และเขาคงไม่มีวันแน่ใจแน่ใจว่าเขาทำถูกหรือไม่ หากแต่มันดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการละทิ้งมาร์ธาและชุมชนเล็กๆ ของแชงกรีล่า 2.0 ไว้เบื้องหลัง

ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง เขาลุกขึ้น ก่อนก้าวเท้าผ่านอาคารสถานีออกไปเผชิญหน้ากับแสงสว่างของดวงตะวัน ไม่มีใครอยู่เลยบนเส้นทางหลักของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหลังบานหน้าต่างของบ้านเตี้ยๆ บนฟุตบาทหน้าร้านขนมหวาน หรือร้านอาหารหัวมุมถนน ไม่มีรถรับจ้าง รถโดยสาร หรือแม้แต่รถรางอยู่เลย เขาพบรถจักรยานจอดพิงเสาไฟข้างทาง แต่มันทั้งสกปรกและใช้งานไม่ได้ เขาจึงจำเป็นต้องเดิน ชุมชนแชงกรีล่าเป็นชุมชนแคบๆ และยืดยาวที่อยู่ห่างไปประมาณห้าไมล์ เบียดเสียดอยู่ระหว่างเนินเขาหินและหาดที่เต็มไปด้วยก้อนกรวด เขาจำได้ทุกย่างก้าว และทุกทางเลี้ยว มันให้ความรู้สึกเหมือนเขาเดินไปมาบนเส้นทางนี้สักล้านครั้งได้ ในเวลากว่าสิบห้าเดือนที่เขาอาศัยอยู่ที่นี่จวบจนกระทั่งการค้นพบหลุมดำเคลื่อนที่ได้ถูกยืนยัน มาร์ธาและพวกของเธอได้ประทับรอยตราที่ไม่อาจลบเลือนลงในหัวของเขา ในระหว่างการเดินทาง เขาได้รับรู้มากขึ้นว่าพวกเธอเปลี่ยนแปลงเขาไปมากเพียงไร และนั่นทำให้เขาเริ่มรู้สึกคิดถึงเธออย่างมากในทันที เขาตกลงใจกลับมาในที่สุดเมื่อจุดจบใกล้จะมาถึง

***

ทั้งที่เขาเพิ่งพบเธอ แต่รู้สึกราวกับว่ารู้จักเธอมาทั้งชีวิต เมื่อเขามาถึงแชงกรีล่า 2.0 และแนะนำตนเองต่อเหล่าคณะกรรมการ มาร์ธาอยู่ที่นั่นด้วย พวกเขานั่งอยู่ที่โต๊ะไม้สักหยาบๆ ใต้กิ่งวิลโลว์ที่ยื่นต่ำลงมา ดื่มด่ำกับไวน์ที่ผลิตโดยแชงกรีล่าเอง และพูดคุยกันอยู่เป็นชั่วโมง เขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น เธอยิ้มและหัวเราะบ่อยครั้ง แต่กลับมีความเจ็บปวดและเศร้าโศกบางอย่างฉาบทับบนใบหน้า ดวงตาที่แดงก่ำของเธอราวกับเพิ่งร้องไห้มา น้ำเสียงของเธอสม่ำเสมอ และทรงพลัง เธอมีทั้งปณิธานที่แรงกล้า และปัญญาความรู้ คำพูดของเธอคล้ายยึดดึงตัวเขาไว้ ปอกลอกเปลือกนอกแห่งความเยือกเย็นและอวดอ้างของเขาออก แล้วรับรู้เพียงความจริงของตัวเขา ผู้กำลังหลงทางและมองหาบ้านใหม่พร้อมบางสิ่งซึ่งคุ้มค่าที่จะทำ

เขายังจำเรื่องราวในวันนั้นได้เป็นอย่างดี

บอกฉันหน่อยสิคะเธอกล่าว คุณคิดว่าจริงๆ แล้วแชงกรีล่า 2.0 คืออะไร คนส่วนมากเชื่อฝังใจว่าพวกเราคือประชาคมฮิปปี้ยุคใหม่กลุ่มหนึ่ง คุณต้องเคยได้ยิน หรืออ่านอะไรบางอย่างที่ดลใจให้คุณมาถึงที่นี่แน่ แล้วคุณคาดหวังอะไรล่ะคะ

ในเวลานั้น เขารู้จักแชงกรีล่า 2.0 ว่าเป็นหนึ่งในรัฐขนาดเล็กหลายสิบแห่งที่ก่อตั้งขึ้นในยุโรปในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันเป็นหลักเกณฑ์ขององค์กรทางสังคมรูปแบบใหม่ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายทศวรรษที่ 2020 ซึ่งอนุญาติให้ชุมชนขนาดเล็กสามารถทำให้แนวคิดทางการเมืองและสังคมของตนเป็นจริงขึ้นมาได้

ผมคิดว่า ผมอยากรู้อยากเห็นน่ะ” เขาบอก

คุณจะว่าอย่างไรคะ ถ้าฉันจะบอกคุณว่าพวกเราเป็นเพียงปรสิต และค่อนข้างจะเป็นโรคจิตเสื่อมทางความคิดอีกด้วย เราเป็นรูปเป็นร่างขึ้นบนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เราปฏิเสธ พวกเราส่วนใหญ่รับงานอิสระกับบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ แชงกรีล่าสร้างขึ้นบนรากฐานเงินทุนที่เราได้รับจากนักการเมืองที่เราเห็นเป็นศัตรู จากเงินสกปรก

เขาพยายามจะตอบกลับด้วยบางอย่างที่ดูชาญฉลาด แต่ก็ล้มเหลว ระหว่างการสนทนาทั้งหมด เขาหลุดหัวข้อสนทนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาทำได้เพียงจ้องมองเธอ ปล่อยให้สายตาตนเองล่องลอยไปยังร่างบางอันโค้งมน เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะสัมผัสเรือนร่างและผสานเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเธอ หญิงสาวสัมผัสได้ถึงทุกสิ่งที่เขาคิด พวกเขาได้ใช้เวลายามราตรีร่วมกันในคืนนั้น รวมไปจนถึงอีกนับร้อยราตรีต่อจากนั้นเป็นต้นมา

เมื่อข่าวการมาถึงของมหันตภัยครั้งใหญ่เข้าจู่โจมโลกทั้งใบ ภายหลังจากที่กระแสความแตกตื่นครั้งแรกเบาบางลง แชงกรีล่าก็เปลี่ยนแปลงตัวมันเองไปอย่างสมบูรณ์ นั่นเป็นครั้งแรกที่มาร์ธาและกาเบรียลได้เห็นชุมชนของพวกเขาพังทลายลง และด้วยเหตุนั้นสมาชิกส่วนใหญ่จึงได้หวนกลับไปยังครอบครัวและบ้านในอดีตของตนเอง แต่สิ่งที่หลงเหลือบนเส้นทางที่พวกเขาต้องเผชิญคือคำถามเดียวสำหรับมนุษยชาติ พวกเขาสามารถทำอย่างไรกับเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตตน หลังจากได้รู้วันตายที่แน่นอนแล้ว คุณจะมีชีวิตต่อไปอย่างไรทั้งๆ ที่รู้ว่าทุกๆ ทางเลือกสุดท้ายของคุณคือการฆ่าตัวตาย หรือประสบการณ์ที่เลวร้ายเกินจินตนาการ ที่คุณจะถูกบดละเอียดอย่างช้าๆ จนเหลือเพียงเศษธุลี และดาวบ้านเกิดของคุณจะแตกสลายกลายเป็นชิ้นส่วนแห้งๆ ของโลกใบนี้ มันเป็นไปได้จริงหรือที่จะกล้ำกลืนความจริงข้อนี้ แล้วมีชีวิตต่อไปอย่างปรกติสุข

***

ใกล้ชายฝั่ง พื้นดินแผ่กว้างขึ้นกว่าเก่า และแปรเปลี่ยนเป็นเพียงทุ่งโล่งเปล่าเปลือยที่เต็มไปด้วยก้อนหิน ละอองฝุ่นเล็กๆ หมุนวนรายรอบกองหินเหล่านั้น ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มบนทางลาดในสมัยก่อนหดตัวลงจนเหลือเพียงหย่อมวัชพืชสีเหลืองอันแห้งเหี่ยว กาเบรียลพยายามเงี่ยหูฟังผ่านเสียงอึกทึกของคลื่นที่กระทบฝั่ง แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงนกร้อง ราวกับว่าชีวิตได้หนีห่างไปจากพื้นที่บริเวณนี้แล้ว

เขาไม่มีปัญหาในการปีนป่ายขึ้นไปยังพื้นที่เหยียดชันเลยแม้แต่น้อย ร่างกายของเขาสมบูรณ์พร้อม แขนและขาแกร่งขึ้นในระหว่างการท่อองเที่ยวอันยาวไกล เขาออกเดินทางสำรวจและผจญภัยมากครั้งที่สุดเท่าที่คนธรรมดาจะทำได้ในช่วงเวลาสี่ปี เขาเดินทางเร่ร่อนไปบนทางเดินอันสูงชันที่ทอดผ่านเทือกเขาหิมาลัย เขาได้ร่วมเป็นสักขีพยานในปรากฏการณ์ออโรร่าอันน่าเหลือเชื่อเหนือฟากฟ้าในแดนเหนืออันไกลโพ้น เขาพายเรือแคนนูผ่านสันดอนสีน้ำเงินเข้มของเกาะปะการังกลางมหาสมุทรแปซิฟิก เขาเดินทางข้ามป่าดงดิบของปาปัวนิวกินีและได้พบเจอหมู่บ้านห่างไกลที่ซึ่งภาษาพูดที่ใช้ ไม่มีแม้แต่นักปราชญ์คนใดเคยได้ยิน

แต่ไม่เพียงเท่านั้น เขาได้รับประสบการณ์ที่เกือบจะต้องตกเป็นเหยื่อของความวิปลาสจากชีวิตนับล้านในเผ่าพันธุ์ของตน การกล่าวร้ายต่อพระผู้สร้างสรรพสิ่ง นั่นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการไม่เตรียมพร้อมรับมือจุดจบอย่างสันติและมีเกียรติ เขาอยู่ที่เดลีเมื่อเกิดการจราจลจากการขึ้นราคาอาหารอย่างรวดเร็ว เขาอยู่ท่ามกลางคนนับล้านที่เดินทางอพยพไปยังเขตชนบทของออสเตรเลียเมื่อเมืองท่าบนชายฝั่งไม่อาจอาศัยอยู่ได้ เขาหนีรอดจากการสังหารหมู่ในค่ายผู้อพยพบนชายหาดแอฟริกาตะวันออกได้อย่างหวุดหวิด และบางครั้ง เขาต้องเอาตัวรอดจากเรือมหาภัยที่ล่องผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อกลับมายังยุโรป แต่ทุกสิ่งกลับดูไร้ค่า ความพรั่นพรึงและงดงามที่เขาร่วมเป็นสักขีพยานบนโลกนี้ ถูกทำลายย่อยยับลงด้วยฝีมือของคนอื่นๆ มันทำให้เขารู้สึกไร้หนทาง และโง่เขลาเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา

ดวงตะวันคล้อยต่ำลงจนแทบจะมองไม่เห็น แสงจ้านิ่มนวลลงเมื่อเขามาถึงสันเขาคดงอ ปลายแหลมของมันยื่นออกมาในจุดที่ทำให้เขามองเห็นแชงกรีล่า 2.0 ทั้งหมดได้ เขานั่งพักบนก้อนหินและมองขึ้นไปบนฟ้า แสงจ้าจากลูกกลมบนฟากฟ้าทิ่มแทงนัยตาของเขา เติมเต็มเขาด้วยความรู้สึกถึงความหวังอันคลุมเคลือ สุดท้ายแล้วดวงอาทิตย์อาจส่องสว่างไปอีกนับพันล้านปี หลุมดำอาจไม่เข้ามาใกล้จนฉีกกระชากชั้นบรรยากาศนั้น มันคงจะแค่อัดฉีดพลังงาน และทำให้ดวงตะวันลุกโชติช่วงไปด้วยพลังและความเจิดจ้าอีกครั้ง ใช่แล้ว นั่นคงจะเป็นอนาคตที่สดใสเมื่อพวกเราจากไปแล้ว ความคิดนี้ทำให้เขาขบขัน

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น มีการดำเนินมาตรการเพื่อช่วยรักษาร่องรอยของโลกและชีวิตมนุษย์ไว้ หกเดือนก่อน กระสวยลำสุดท้ายที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลและตัวอย่างทางชีวภาพได้ถูกส่งขึ้นไปในอวกาศ บางที นั่นอาจเป็นการเริ่มต้นใหม่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง บางที มนุษยชาติอาจได้รับโอกาสที่สองให้สรรค์สร้างภูมิปัญญา และโลกมนุษย์ใบใหม่ กาเบรียลเชื่อมั่นในสิ่งนั้น สุดท้ายแล้วไม่เคยมีสิ่งใดตาย มันไม่เคยมีการทำลายล้างเกิดขึ้นในจักรภพ เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น กาลเวลาไม่เคยหยุดลง การดำรงอยู่ไม่เคยยุติ จักรวาลยังคงเริ่มต้นใหม่ได้ด้วยตัวมันเอง ขยายตัวและล่มสลาย ปะทุและฉีกกระชาก แล้วจึงกำเนิดใหม่จากเศษซากของมันเอง มันเป็นอนาคตที่ไม่อาจคาดเดา เขาคิด และในเส้นทางที่ไม่อาจจินตนาการถึง เราจะมีชีวิตอยู่ตลอดไปร่วมกับสตรีที่เรารัก

แต่ทำไมเราถึงได้รู้สึกกลัวล่ะ เขาประหลาดใจ เหตุใดเราจึงฝันร้ายเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ เราขี้ขลาดขนาดนั้นได้อย่างไรกันนะ จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น จะไม่มีสิ่งใดต้องตายจากไป

***

แชงกรีล่าเป็นการรวมตัวกันของหมู่อาคารพักอาศัยกว่ายี่สิบหลัง อาคารสีทรายเหล่านี้ตั้งกระจัดกระจายอย่างไร้แบบแผนแผ่กว้างออกไปบนพื้นที่ยาวกว่าหนึ่งไมล์ และแผ่กว้างร่วมหนึ่งในสี่ไมล์ สนามหญ้า พุ่มไม้ รวมไปถึงต้นวิลโลว์หลายต้นประกอบกันเป็นสวนหย่อมอยู่บริเวณใจกลาง แพรวพราวไปด้วยพาหนะพลังงานแสงอาทิตย์ที่จอดเรียงรายไปตามพื้นถนน องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคืออาคารที่ประชุม อันเป็นอาคารทรงไข่สมส่วนที่เต็มไปด้วยแนวประตูรายล้อม ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป มีอาคารลักษณะคล้ายกันอีกแห่งที่กำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง และผู้คนส่วนใหญ่ที่กาเบรียลมองเห็นรวมกลุ่มกันอยู่ที่นั่น เขายังจำได้ดีถึงนั่งร้าน และเครื่องจักรต่างๆ และเขาประหลาดใจมากที่มันยังคงทำงานอยู่

ขณะปีนลงมา เขารำลึกถึงบรรยากาศอันน่าอยู่อาศัย และผู้คนจำนวนมากอย่างน่าทึ่งที่ทำงาน และอาศัยอยู่ในแชงกรีล่า 2.0 สมัยรุ่งเรือง รวมไปถึงความเงียบเหงาภายหลังภัยพิบัติได้ถูกเปิดเผย และผู้อยู่อาศัยกว่าครึ่งทยอยจากไป สิ่งต่างๆดูเหมือนจะเลวร้ายลงในช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมา กาเบรียลมองเห็นคนเพียงหยิบมือในบริเวณอาคาร ที่ดูเหมือนไร้หน้าที่การงาน ไม่ทำสิ่งใดเป็นพิเศษ เครื่องจักร และพื้นที่ก่อสร้างดำเนินไปอย่างเชื่องช้า คล้ายกับว่ารถบรรทุกวัตถุดิบ และเครนที่ใช้ยกสิ่งเหล่านั้น ได้รับคำสั่งให้ทำงานเพียงคำสั่งเดียวต่อวัน

เขาหยุดเดินหลายครั้งพลางครุ่นคิดที่จะหันหลังกลับไป ทว่าเขาไม่รู้ว่าจะไปไหนอีกแล้ว แต่ละก้าวที่เดินลงมาล้วนยากเย็นกว่าก้าวก่อนหน้า มันนานมาแล้วที่หัวของเขาเคยเป็นเช่นนี้ เขาเคยรู้สึกอบอุ่น และปลอดภัยเสมอเมื่ออยู่ที่นี่ ไม่มีความรู้สึกนั้นหลงเหลืออีกต่อไป นอกจากความคิดถากถางว่าตัวเขาจะไม่ได้รับการต้อนรับ ที่แย่ไปกว่านั้น แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจว่าจะรู้สึกยินที่ที่ตนได้กลับมา ทุกย่างก้าวที่เดินไปตามถนนเบื้องลึกของตัวเขาคล้ายลืมเลือนช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านพ้นไป และคิดถึงเพียงสิ่งที่อาจรออยู่เบื้องหน้า เขาคิดถึงเพียงมาร์ธา เธอจะทำอะไรอยู่ในวันนี้ เธอจะรู้สึกอย่างไร เธอจะคิดอย่างไรกับตัวเขา

บ้านเรือนส่วนใหญ่ที่เขาเดินผ่านดูไร้อยู่พักอาศัย หญิงและชายหลายคนที่เดินสวนทางกับเขาดูเงียบขรึม และไม่ไยดี และเขาจำหน้าคนพวกนั้นไม่ได้เลย เขามองเห็นมาร์ธายืนอยู่ไกลออกไประหว่างอาคารประชุมในเขตก่อสร้าง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่ทำให้เธอยืนอยู่ต่อหน้าฝูงชนนับพัน เธอพูดกับชายร่างสูงที่ผมหยิกเป็นลอน ชี้ไปที่บางอย่างที่อยู่เบื้องหน้าซุ้มก่อสร้างของอาคารรูปเปลือกไข่ แล้วมอบแผ่นคอมพิวเตอร์ให้แก่เขา จากนั้นเธอจึงมองไปโดยรอบก่อนกวักมือเรียกคนอื่นๆ ต่อไป แต่ทันใดนั้นเธอหยุดชะงัก และหัวใจของกาเบรียลแทบกระโดดออกมาจากอก

เขาคาดว่าจะได้เห็นความลังเลและความรู้สึกที่หลากหลาย แต่กลับมีเพียงความยินดีที่ไม่มีสิ่งใดเจือปนบนใบหน้าของเธอเมื่อเธอรู้ถึงการมาของเขา เธอเดินเข้ามาใกล้ด้วยวงแขนที่อ้ากว้าง และเมื่อเขารู้สึกถึงแรงกดของเธอที่อกของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเตรียมจะกล่าวล้วนติดอยู่ในลำคอ ไม่อาจเอ่ยอะไรออกมาได้อีก

ฉันคิดไว้แล้ว ว่าสักวันคุณต้องกลับมาเธอกล่าว อาจฟังดูเห็นแก่ตัวนะคะ แต่ฉันหวังให้คุณมาถึงเร็วกว่านี้สักนิด นักวิทยาศาสตร์ของเราบอกว่าเราอาจจะเหลือเพียง…”

อย่าบอกเรื่องนั้นกับผมเลย ผมหยุดนับวันคืนมานานแล้วล่ะ ผมไม่อยากรู้

แต่นาฬิกาก็ยังร้องบอกเวลาอยู่เสมอนี่คะ มันคงน่ารำคาญใช่ไหม

ใช่ นาฬิการ้องบอกเวลาอยู่เสมอเขาว่า ผมได้ยินมันแทบทุกวินาที

เธอหัวเราะ คว้าแขนของเขาแล้วลากเขาออกมาจากใต้พุ่มไม้หนาแน่นของต้นไม้ที่เขาหยุดลงโดยไม่ทันสังเกต เธอแนะนำให้เขารู้จักกับผู้ติดตามของเธอหลายคน แต่เขาลืมชื่อพวกนั้นแทบจะในทันทีและอาจไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเคยพบกันมาก่อน หลายนาทีต่อมา พวกเขานั่งอยู่ลงที่โต๊ะตัวเดิม บนม้านั่งตัวเดิม และใต้กิ่งไม้ที่โค้งงอกิ่งเดิม ซึ่งพวกเขา หรืออาจจะแค่เธอ ได้พูดคุยเป็นเวลานานในวันแรกสุดของพวกเขา

ผมไม่เข้าใจเลยกาเบรียลพูด และชี้ไปยังอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ ทำไมคุณผมหมายถึงว่า มันไม่มีวันสร้างเสร็จหรอก

เราเคยแน่ใจเมื่อไรกันคะ ว่าสิ่งก่อสร้างของที่นี่จะสร้างจนเสร็จได้เธอโน้มตัวข้ามโต๊ะมา แล้วกุมมือเขาไว้ หลายสิ่งหลายอย่างอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา น้ำท่วมอาจเข้ามาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อไรก็ได้ ใครจะรู้

แต่ตอนนี้คุณก็รู้แล้วนี่นา

นั่นไม่สำคัญหรอกค่ะ การพูดถึงมันมีแต่จะทำให้พวกเราวุ่นวายไปเสียเปล่าๆ จะให้เราทำอะไรได้ล่ะ นั่งลงแล้วคร่ำครวญงั้นหรือ”

งั้น คุณก็แกล้งทำเป็นไม่มีอะไร…”

ไม่ใช่หรอกค่ะ เราจะใช้เวลาเพื่อสิ่งที่เรารัก นั่นคือสิ่งที่พวกเราตัดสินใจในการประชุมครั้งสุดท้ายของเรา เราไม่ฝืนสิ่งใดอีกแล้ว เมื่อเราต้องการหยุดทำงานเพื่อพูดคุยกัน เราจะคุย เมื่อเราต้องการออกไปเพื่อเดินเล่น และคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เราจะทำเช่นนั้น เมื่อเราต้องการค่ำคืนที่น่ารักกับใครบางคน เราจะผัดผ่อนงานไปทำในวันถัดไป คุณควรจะให้คุณค่าแก่สิ่งที่สามัญที่สุดก่อนสิ่งอื่นเสมอนะ ถ้าคุณเห็นว่าเวลาในชีวิตคุณเหลือจำกัด

เขาส่ายศีรษะโดยไม่ตั้งใจ ผมพลาดอะไรไปมากมายเหลือเกิน

เธอบีบมือของเขา คุณได้รับประสบการณ์มากมาย ฉันสิพลาดมากกว่า

หนึ่งชั่วโมงต่อมา คนอื่นอีกหลายคนได้ร่วมรับประทานมื้อค่ำก่อนเวลากับพวกเขา กาเบรียลรับประทานเพียงน้อยนิด และเกือบจะไม่รู้ตัวว่าคนรอบข้างพูดถึงอะไรกันบ้าง เขากลัวที่จะสบเข้ากับดวงตาสีมรกตที่ดูอิดโรยและแทบจะไม่เบือนออกไปจากตัวเขา เมื่อคนอื่นๆ ทิ้งให้พวกเขาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง เขาพบว่าตัวเขาอยู่ตามลำพังกับมาร์ธาในค่ำคืนที่อ่อนละมุน และเรืองเรื่อไปด้วยแสงดาว ศีรษะของเขาวิงเวียนจากไวน์ปริมาณมาก เขารู้ตัวว่าตัวเขาเองต้องการจะกล่าวอะไรบางอย่าง บางอย่างที่สำคัญวิ่งผ่านไปมาในหัวของเขา แต่เขาลืมไปแล้วว่าสิ่งนั้นคืออะไร เมื่อมาร์ธากุมมือเขาอีกครั้ง เขารู้สึกถึงความเปียกชื้นบนแก้มของเขา และมันเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ เมื่อเขารู้ตัวว่ากำลังเริ่มร้องไห้

ผมหวังว่าผมจะมีโอกาส…” ราวกับว่าคำที่พูดออกไปต้องฝืนบังคับให้ผ่านก้อนแข็งในลำคอ สี่ปีก่อนเมื่อผมตัดสินใจจากไป มันไม่ใช่เรื่องน่าผิดหวังหรือ ผมประหลาดใจมาตลอดที่คุณยกโทษให้ผม

เธอยืนขึ้น เดินอ้อมโต๊ะและประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของเขา ก่อนจะดึงเขาให้ลุกขึ้นจากม้านั่ง “มาสิคะ” เธอกล่าว “คุณต้องพักผ่อน นี่ยังไม่ใช่คืนสุดท้าย คุณก็รู้ ถ้าคุณอยากจะบอกอะไรกับฉัน เราก็ยังมีเวลา”

ด้วยการจูงมือเขา เธอนำเขาผ่านทางเดินอันเรืองเรื่อด้วยแสงซีดจางไปยังเขตที่พักอาศัย เธอมีทั้งที่ทำงาน และห้องนอนอยู่ในบังกาโลขนาดเล็กหลังหนึ่ง กาเบรียลรู้สึกถึงแรงที่เธอดันตัวเขาให้เดินผ่านความมืดมิดของอาคาร ประตูเปิดออก เขาเดินสะดุดเข้าไป มาร์ธาช่วยเขาดึงรองเท้าและกางเกงขายาวของเขาออก ก่อนผลักเขาลงไปบนเตียง เขารู้สึกตัวอย่างชัดเจนในทันที

เธอเดินกลับไปยังห้องทำงาน แถบแสงสลัวกระทบลงบนพื้นห้องนอน เผยให้เห็นถึงชุดชั้นในที่กระจัดกระจายและกองหนังสือเกลื่อนกลาด เขาได้ยินเสียงมาร์ธาคลำหาของ เพียงครู่หนึ่ง เขาเริ่มรู้สึกตื่นตระหนกและกลัวว่าเธอจะทิ้งเขาไว้ตามลำพัง แล้วความมืดก็ปกคลุมอีกครั้งพร้อมกับที่เธอเดินกลับมา กาเบรียลคลำหาโคมไฟขนาดเล็กบนหัวเตียง แสงสลัวสีอำพันปกคลุมมาร์ธาอย่างแผ่วเบาราวกับเธอไม่ได้มีตัวตนอยู่ตรงนั้นจริงๆ เมื่อเขาเปิดไฟ

เธอดูจะสนุกกับการเปลื้องผ้าต่อหน้าเขา เธอหมุนตัวอย่างช้าๆ พลางดึงเสื้อออก และปล่อยกระโปรงให้ตกลงบนพื้น ภาพสะโพกเนียนละเอียด เส้นขนสลวยสีแดงเรื่อ และเนินอกขนาดพอเหมาะคืบใกล้เข้ามาหาเขาอย่างเปิดเผย เขารู้สึกราวกับว่าไม่เคยมองผู้หญิงมาก่อนในชีวิตจริง มันคือความเป็นธรรมชาติโดยสมบูรณ์ที่จะมองทุกสิ่งทุกอย่างของเธอปรากฏออกมา ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขาปรารถนามาโดยตลอด

คุณรู้อยู่แล้วนี่คะ กาเบรียล” เธอกล่าว “ในบางช่วงอายุ มนุษย์เราทำตัวราวกับว่าจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป ราวกับว่าโลกใบนี้ไม่มีวันสิ้นสุด ฉันเองก็ยังเด็กพอที่จะรู้สึกเช่นนั้นนะ แต่ก็แน่นอน ฉันรู้ว่าความรู้สึกนั้นของฉันมันผิด เมื่อคุณอายุย่างเข้าห้าสิบ หรือคุณเริ่มที่จะสูญเสียคนที่คุณรัก หรือเมื่อจุดสิ้นสุดของทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏออกมาเบื้องหน้าคุณ ก็จงพูดว่าโลกทั้งหมดที่ได้เห็นมาจนถึงตอนนี้ได้ทำให้เรารับรู้ถึงความเป็นจริงพื้นฐานของชีวิตนี้แล้ว เรารู้ว่านั่นจะเป็นจุดจบ และเรารู้ว่าเมื่อไรควรจะสนใจมัน ไม่มีวันที่คุณจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบหรอกค่ะ ไม่ว่าสิ่งใดที่คุณได้ทำ หรือจะได้ทำ มันจะมีสิ่งที่หลงเหลือจากการนึกถึงเสมอ ไม่อาจสำเร็จ ไม่มีวันเสร็จสิ้น ดังนั้น ได้โปรดอย่ากล่าวโทษตัวเองเลยนะคะ”

เธอยิ้ม ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยเสน่หามากเกินกว่าครั้งไหนที่เขาเคยเห็น กาเบรียลเสมองไปทางอื่น รู้สึกละอายใจต่อการที่เธอไม่ยอมต่อว่าเขาในทุกๆ ทาง

ผมไม่รู้จะว่ายังไงดี” เขากล่าว

งั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดหรอกค่ะ” มาร์ธาตอบ ก่อนล้มตัวลงนอนข้างเขา แล้วดับไฟ “มันเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว ที่คุณคุณกลับมาอยู่ที่นี่ แล้วเราจะต้องการอะไรมากกว่านี้อีกหรือคะ”

เขาโอบกอด และบีบรัดร่างนุ่มอันอบอุ่น เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เขามีความรู้สึกว่าจะไม่มีพลังใดๆ ในเอกภพนี้ที่จะบีบบังคับเขาให้ปล่อยเธอไปได้อีก มันเป็นช่วงเวลานี้เช่นกัน ที่เขาเริ่มได้ยินเสียงอันแปลกประหลาด ที่ซึ่งจะดังกังวาลขึ้นเรื่อยๆ ตราบจนวินาทีสุดท้ายในชีวิตของเขา มันคือเสียงคำรามที่แผ่วเบา พรั่งพรูอยู่ในอากาศ ราวกับว่าบางสิ่งเริ่มกลั่นตัวออกมาจากดวงใจที่แท้จริงของโลกใบนี้ ดวงตาของเขาเปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตา กาเบรียลล่องลอยไปสู่การนอนหลับอย่างเป็นสุข และบางสิ่งในตัวเขาสืบเสาะไปหาความมืดมิดในจิตวิญญาณของมาร์ธา เพียรพยายามที่จะหลอมรวมเข้ากับทั้งความรักและความเห็นอกเห็นใจที่เขาพลาดพลั้งอย่างโง่เขลาในความพยายามที่จะมองเห็นคุณค่า เขาฝันถึงช่วงเวลาไม่กี่วันที่หลงเหลือไว้ให้พวกเขา และอะไรก็ตามอาจยังสามารถบรรลุผล แรงกดดันเบาบางเกาะกุมร่างกายของเขา ราวกับบางสิ่งต้องการที่จะฉุดรั้งเขาขึ้นมา ทรงพลังขึ้นทุกวินาที มาร์ธาเริ่มพึมพำอย่างแผ่วเบาขณะหลับ คำปลอบโยนที่เขาไม่อาจเข้าใจ และไม่จำเป็นต้องเข้าใจ เสียงนาฬิกาที่ดังเตือนอยู่ในหัวของเขาหยุดลงแล้ว โลกจะต้องถึงจุดจบอย่างแน่นอนในช่วงเวลาหนึ่ง แห่งใดแห่งหนึ่ง แต่เขาไม่กังขาในสิ่งนั้นแล้ว ช่วงเวลานี้จะคงอยู่ตลอดไป ความรักนำเขากลับมาบ้าน เขาสูญเสียซึ่งความกลัวในทุกสิ่ง และจมดิ่งสู่ห้วงความฝัน รับรู้เพียงว่าชีวิตของเขาสมบูรณ์แล้ว

แปลจากเรื่อง: The End of All Days by Michael K. Iwoleit
http://nova-sf.de/internova/?p=660
โดย: Chaya Yaowarattanaprasert

ใส่ความเห็น