มารวิทยา: ไมโครชิป ชิปแล้วหาย (Brain Enhancement Microchip)

สวัสดีค่ะ

กลับมาอีกครั้งกับเรื่องสั้นไซไฟ-ระทึกขวัญ/สยองขวัญ

เรื่องสั้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดรวมเรื่องสั้นมารวิทยา

ถ้าท่านเป็นผู้อ่านสายหักมุม ถ้าเป็นไปได้ก็อยากรบกวนบอกด้วยค่ะว่า เรื่องนี้จะหักมุมมากน้อยแค่ไหน

ส่วนผู้อ่านสายฮาสายโจ๊ก ก็ขอแน่ใจนะคะว่า เรื่องนี้จะเหมาะกับท่านจริง ๆ (ฮา)

แต่ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้อ่านไซไฟสายไหน ยังไงก็สามารถติชมได้นะคะ (เช่น เรื่องความเป็นธรรมชาติของบทสนทนา) เผื่อจะได้เป็นไอเดียในการต่อยอดเป็นนวนิยายไซไฟในอนาคตค่ะ


ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2136 ผู้คนที่นับว่าเป็นมนุษย์ชีวภาพและมนุษย์ชีวจักรกลที่มีสมองเป็นทางชีวภาพ สามารถเพิ่มขีดความสามารถของตนเองได้ด้วยการผ่าตัดฝังไมโครชิป Brain Enhancement ซึ่งไมโครชิปนี้มีประเภทที่สามารถเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ และการฟื้นฟูความทรงจำ

ไมโครชิป Brain Enhancement ประเภทเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ ช่วยให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดมีความสามารถในความรู้ทางด้านทฤษฎีสาขาต่าง ๆ ตามที่ต้องการ และเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ราคาของไมโครชิปประเภทนี้จะแตกต่างกันตามจำนวนสาขาของความรู้ที่ต้องการ และความสามารถในการเรียนรู้เพิ่มเติมจากความรู้ในสาขานั้น ๆ ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดสำหรับไมโครชิปประเภทนี้ ส่วนใหญ่นิยมใช้กับการเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองชอบ แต่ความสามารถ (ที่มีอยู่เดิมก่อนการผ่าตัดนั้น) ไม่ควบคู่กัน

ไมโครชิป Brain Enhancement ประเภทเพิ่มศักยภาพในการจำ ช่วยให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดมีความจำที่ดีในเรื่องต่าง ๆ ตามที่ประสบพบเจอ และสามารถฟื้นฟูความทรงจำที่สูญเสียไปได้ ราคาของไมโครชิปประเภทนี้จะแตกต่างกันตามระดับความสามารถที่ต้องการจำและฟื้นฟู ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดสำหรับไมโครชิปประเภทนี้ ส่วนใหญ่นิยมใช้กับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ และผู้ที่ใช้หรือได้รับผลข้างเคียงจากยาลบความทรงจำ

.

.

สติสัมปชัญญะของ วนิดา วิทย์ธากุล ซิอองกรีย์ หรือ ดา เริ่มกลับคืนมาจากห้วงแห่งความมืดมิด ดวงตาสีน้ำตาลเข้มปรับสภาพกับแสงสว่างอันเจิดจ้า พร้อมกับสมองที่กำลังวิเคราะห์และฉายภาพความทรงจำครั้งล่าสุด ซึ่งก็คือ เธอเดินออกมาจากห้องปฏิบัติการทางชีวภาพเพื่อที่จะถอดชุดป้องกันส่วนบุคคล พร้อมกับ วัศพล พิพัฒนาการ หรือ พล ซึ่งเป็นแฟนหนุ่ม ก่อนที่ภาพรอบ ๆ ตัวพร้อมกับประสาทรับความรู้สึก เริ่มดำดิ่งจนจมลงสู่ความมืดมิดในที่สุด การรับรู้ครั้งสุดท้ายในเวลานั้นก็คือ ร่างของเธออยู่ในอ้อมแขนใครสักคน ซึ่งเป็นได้ว่าอาจจะเป็นอ้อมแขนของพล หูของเธอได้ยินคำพูดบางอย่างที่ไม่สามารถจับใจความได้ของพล

ในระหว่างการปรับสภาพของดวงตา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มกำลังวิเคราะห์บรรยากาศรอบด้านที่มืดสลัว โดยที่มีแต่แสงสว่างจากโคมไฟรูปแบบเดียวกับที่ใช้ในห้องผ่าตัด ราวกับแสงจากสปอตไลต์บนเวที ที่ขณะนี้กำลังสาดส่องบนตัวดา

.

…แปลกจริง…ทำไมรู้สึกโคตรคุ้น ถ้าจะบอกว่าเคยมาที่นี่แล้วก็ยังได้เลย…! นี่เราอยู่ที่ไหนกันแน่นะ แต่จากที่เห็นอุปกรณ์คร่าว ๆ แล้ว ก็น่าจะเป็นห้องแล็บมากกว่า ถ้าให้เดาจากลักษณะอุปกรณ์ที่อยู่ในห้อง น่าจะเป็นห้องแล็บระดับ 3…ระดับ 3…เฮ้ย! ตายล่ะ! ต้องรีบออกไปแล้ว ไม่ได้ใส่ชุดป้องกันในแบบระดับนี้ซะด้วย! ถึงที่นี่จะดูร้างก็เหอะ!

.

ร่างกายของดาขยับเขยื้อนไปข้างหน้าอย่างฉับพลันหลังจากการตอบสนองของความคิด แต่ทว่าการเคลื่อนย้ายต้องหยุดชะงักลงทันที เมื่อสายรัดสีดำขัดขวางการเคลื่อนไหวบริเวณข้อมือและข้อเท้าทั้งซ้ายและขวา กล้ามเนื้อหัวใจเร่งการเต้นจังหวะ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มฉายความตื่นตระหนกตกใจกับสภาพร่างกายที่ถูกพันธนาการ

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มกวาดสายตาค้นหาสิ่งของต่าง ๆ ที่ทำให้ร่างกายเป็นอิสระจากพันธนาการ หลังจากที่สติของดากลับมาจากความตื่นตระหนกตกใจ สายตาของเธอจับเป้าหมายไว้ที่ใบมีดสีเงินปลายแหลมพร้อมด้านจับเพื่อการผ่าตัด แต่ทว่าการพันธนาการอันแน่นหนา ยับยั้งไม่ให้มือของเธอไขว่คว้าเป้าหมายนั้น

ตึก…ตึก…ตึก…

ร่างกายของดาหยุดชะงักเมื่อรับรู้ถึงเสียงฝีเท้าที่เริ่มดังขึ้น หัวใจเริ่มเต้นเป็นจังหวะรัว ๆ ตามระยะของเสียงฝีเท้าที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ เงาปริศนาในชุดหมีสีขาวค่อย ๆ เคลื่อนที่ใกล้เข้ามาท่ามกลางความมืดมิด ใบหน้าของดาซีดเผือด พร้อมกับเกิดความปั่นป่วนภายในกระเพาะอาหาร ดวงตาสีน้ำตาลเข้มพยายามวิเคราะห์ใบหน้าของบุคคลปริศนาที่อยู่ภายใต้หน้ากากกรองแบบครอบครึ่งใบหน้า แต่ไร้ผลจนกระทั่งได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

“ไง… ที่นี่ดูคุ้น ๆ มั้ย”

“พล…พลใช่มั้ย…ทะ-ทำแบบนี้…ทำไม”

“แค่อยากให้แกนึกถึงวันเก่า ๆ ที่แกลืมไปแล้ว นึกออกมั้ยว่าที่นี่ที่ไหน”

“พูดเรื่อง’ ไรของนาย! แล้วนี่นายมัดฉันทำไม! ฉันไม่ตลกด้วยนะ! แก้มัดฉันเดี๋ยวนี้!”

“ใจเย็น ๆ ฉันแก้ให้อยู่แล้ว ถ้าแกยังไม่ตายหลังจากที่เคลียร์กันเสร็จแล้วนะ”

“อะไรนะ… นายพูดเรื่อง’ ไร แล้วทำแบบนี้ทำไม”

“ถ้าแกอยากรู้นัก งั้นฉันจะถามแกก่อนว่า ทำไมชีวิตของแกเอาแต่โหยหาเรื่องวิทย์ …และที่แน่ ๆ ทำไมแกฝันร้ายและเห็นภาพหลอนบ่อย ๆ”

.

ตั้งแต่เกิดมาเราชอบวิชาวิทย์มาโดยตลอด แต่ไม่มีโอกาสได้เป็นนักวิทย์สักทีเพราะวิชาคำนวณเนี่ยแหละ แต่พอมาเจอพลที่ฝึกอบรมนักวิทย์ในสถาบันวิจัยฯ เราก็เลยได้ไปเป็นนักวิทย์ตามที่ตั้งใจไว้ เพราะพลเป็นคนซื้อชิปและออกค่าผ่าตัดทั้งหมด ตอนนี้เราก็เลยค่อยไม่มีปัญหาเรื่องวิชาคำนวณ แต่ทำไมเราถึงฝันร้ายและเห็นภาพหลอนอยู่เรื่อย ๆ ก็ไม่รู้ บอกตรง ๆ นะว่าบางทีก็แอบสงสัยตัวชิปอยู่เหมือนกัน แต่บางทีก็อาจจะเป็นผลข้างเคียงก็ได้ เพราะเราเองก็ชอบเสพสารคดีแนว ๆ การละเมิดจริยธรรมในการวิจัยอยู่เหมือนกัน

.

“แล้วมันเกี่ยว’ ไรด้วย”

“หึ งั้นฉันจะบอกก็ได้…แกน่ะทำลายหลักฐานทั้งหมด ทั้งเอกสาร ห้องแล็บและหนูทดลอง แล้วแกก็ใช้ยาลบความทรงจำเพื่อปิดบังตัวเอง …แต่ก็นะ ต่อให้ยาลบความทรงจำจะมีประสิทธิภาพดีมากแค่ไหน แต่ก็มีจุดอ่อนอยู่ดีตรงที่มันจะทิ้งร่องรอยของความทรงจำเก่า ๆ เอาไว้ ร่องรอยนี้จะอยู่ในจิตใต้สำนึกหรือจิตกึ่งสำนึกก็ได้ ร่องรอยนี้จะแสดงออกมาเมื่อเจออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้อง และฉันก็ใช้จุดอ่อนตรงนี้ตามหาแกในงานวิทย์ หรือในสถาบันวิจัย ที่เปิดโอกาสให้คนนอกได้ฝึกเหมือนกับนักวิทย์ด้วย…หึ และฉันก็คาดไว้ไม่ผิดจริง ๆ”

คิ้วบนใบหน้าของดาประสานกันด้วยความรู้สึกไม่เชื่อกับคำพูดของอีกฝ่าย

นี่นายจะบอกว่า ที่ฉันชอบวิทย์น่ะ…คือร่องรอยนั้นรึไง

รอยยิ้มแสยะที่ฉีกออกจากมุมปากของพลแทนคำตอบ ราวกับที่สามารถอ่านจิตใจของดาได้ผ่านทางดวงตา ส่งผลให้เธอรู้สึกราวกับอุณหภูมิรอบด้านลดลงอย่างฉับพลัน พร้อมกับที่ใบหน้าแสดงความประหลาดใจในเชิงลบ

“ส่วนชิปในหัวแก จริง ๆ แล้วมันคือชิปฟื้นความทรงจำต่างหาก ไม่ใช่ชิปเพิ่มศักยภาพที่แกเข้าใจผิดมาตลอด ที่แกรู้สึกว่าได้ทำตามที่ใจฝันว่าอยากเป็นนักวิทย์ จริง ๆ แล้วมันเป็นความสามารถของแกเองอยู่แล้ว ก่อนที่แกจะใช้ยาลบความทรงจำต่างหาก พอแกทำแล็บได้หลังจากที่ผ่าชิปนั่น ฉันก็ลองสังเกตดูไปเรื่อย ๆ จนแกมาปรึกษาเรื่องฝันร้ายกับภาพหลอนที่เห็นบ่อย ๆ ตรงนี้แหละที่เป็นหลักฐานชี้ตัวแกชัด ๆ ว่าไม่ผิดตัวแน่ ๆ

“ตอนนี้แกอาจจะงง ๆ แต่ก็เอาเหอะ…ถ้าฉันทำอะไรที่แกเคยทำกับฉันไว้บ้าง บางทีมันอาจจะช่วยเร่งให้ชิปในหัวแกทำงานดีขึ้นก็ได้” ระหว่างที่พลพูด มือขวาของพลคว้าใบมีดผ่าตัดเล่มหนึ่งมาอยู่ในกำมือ ปลายมีดใบแหลมสีเงินลูบไล้ใบหน้าซีดเผือดของดาเบา ๆ ก่อนที่จะไล่ลงมาที่ซอกคอ ไหล่ แขน และจบลงที่บริเวณท้องแขน ก่อนที่ปลายมีดใบแหลมจะทิ้งน้ำหนักลงไปและเคลื่อนตัวเป็นแนวยาว เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของดาดังขึ้น พร้อมกับของเหลวสีแดงที่ปรากฏขึ้นในบริเวณดังกล่าว

ของเหลวสีใสที่ปรากฏบริเวณดวงตาสีน้ำตาลเข้มของดา บ่งบอกถึงระดับความเจ็บปวดที่เธอได้รับจากความแหลมคม ความลึก และการทิ้งน้ำหนักของใบมีดผ่าตัด เธอหายใจหอบ หัวใจเต้นด้วยจังหวะรัว ๆ ก่อนที่สติของเธอจะดำดิ่งลงสู่ความมืดมิด หลังจากที่ได้รับความเจ็บปวดซ้ำอีกครั้งที่บริเวณข้อมืออีกข้าง

.

.

.

…..

…..

…..

…เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ของเหลวสีแดงค่อย ๆ หลั่งออกมาจากตัวอย่างมนุษย์ในห้องปฏิบัติการทางชีวภาพ หลังจากที่แขนขากลไกของหุ่นยนต์แอนดรอยด์วาดลวดลายด้วยของมีคม ตามคำสั่งของบุคคลปริศนาในชุดป้องกันส่วนบุคคลระดับ 3…

…..

…ดวงตาของตัวอย่างมนุษย์ชีวภาพที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากของมีคม ฉายแววแห่งความหวาดกลัวปนโกรธแค้น…ก่อนที่ริมฝีปากจะส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส หลังจากที่ปลายเข็มฉีดยาถอนตัวออกจากร่างกาย…

…..

…พันธนาการแห่งความอาฆาตพยาบาทเริ่มก่อตัวขึ้น และทำผูกมัดไว้กับร่างของอีกฝ่าย…

…..

…เนื้อเยื่อบริเวณที่เกิดบาดแผลบนตัวอย่างมนุษย์ กำลังสมานตัวกันด้วยปฏิกิริยาของสารเคมีในน้ำยาชนิดใหม่ ที่สร้างขึ้นให้สามารถฟื้นฟูสภาพเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ในสภาพที่สมบูรณ์…ที่ปกติแล้วจะใช้กับร่างกายที่เสียชีวิตเท่านั้น จะไม่นำมาใช้กับมนุษย์ทางชีวภาพที่ยังมีชีวิตอยู่โดยเด็ดขาดหากไม่มีความจำเป็น…มิเช่นนั้น…!

…..

…ภาพสะท้อนจากกระจกในห้องปฏิบัติการที่สะท้อนใบหน้าของบุคคลปริศนาในชุดป้องกันส่วนบุคคลระดับ 3 คนนั้น…และใบหน้าของตัวอย่างมนุษย์…ใบหน้านั้น…!

…..

…..

…..

…แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ดารู้สึกถึงหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความรู้สึกประหลาดใจเชิงลบ เมื่อเธอรู้ว่าแท้จริงแล้วบุคคลปริศนาในชุดป้องกันส่วนบุคคลระดับ 3 และใบหน้าของตัวอย่างมนุษย์คนนั้น ที่เธอฝันถึงและเห็นภาพหลอนมาตลอดนั้นเป็นใคร…!

.

.

.

ความเย็นที่สาดกระทบใบหน้าของดา ปลุกให้สติของเธอลุกขึ้นมาจากความมืดมิด พร้อมกับที่กระตุ้นให้หัวใจของเธอเต้นระรัวอีกครั้ง

“ตื่นซะที ยัยสารเลว”

“…ฉันเข้าใจแล้ว…ฉันเข้าใจแล้วว่านายแค้นฉันมากแค่ไหน แต่ความรุนแรงและการแก้แค้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย …จริงอยู่ที่ว่านายอาจจะได้ความสะใจ แต่ถ้านายทำ นายก็จะไม่ต่างอะไรกับที่ฉันเคยทำกับนายเลย”

“คนเลว ๆ อย่างแกมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกเรอะ”

“ฉันอยากให้เรื่องนี้มันจบ ๆ ซะที ขอล่ะนะ…อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเถอะ ฉันจะยกโทษให้ทุกอย่างที่นายทำกับฉัน ถือซะว่าเจ๊า ๆ กันไป แต่ขอให้เราสองคนจบกันแค่นี้เถอะ อย่าให้ความอาฆาตพยาบาทมาบังตาเลย… ส่วนเรื่องทางคดีความ ฉันจะยอมสารภาพกับตำรวจเลยก็ได้ เพราะที่นี่ก็พอจะเป็นหลักฐานมัดตัวฉันสำหรับคดีนั้นอยู่แล้ว”

ความเงียบงันก่อตัวขึ้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะถูกทำลายด้วยคำพูดของพล

“หึ…ถ้าแกสำนึกแล้วจริง ๆ ก็ยอมให้ฉันเชือดทิ้งซะ แล้วฉันจะยกโทษให้ทุกอย่าง เราสองคนก็จะได้หาย ๆ กันจริง ๆ ดีมั้ยล่ะ”

“นี่นายบ้าไปแล้วรึไง ทำแบบนี้จะได้อะไรขึ้นมา! ถ้านายฆ่าฉัน นายก็เลวไม่ต่างอะไรกับฉันเลยนะ! เรื่องที่ฉันจะตายหรือไม่ตายน่ะให้ศาลตัดสินเอาเองเถอะ!”

“…ได้! …เอาแบบนั้นก็ได้…งั้นฉันจะเป็นศาลตัดสินแกเอง! จะได้แฟร์ ๆ กับตอนที่แกเคยทำกับฉัน!!”

“อย่าาาาาาาาาา!!! อ๊ากกกกกกกกกก!!!” ดากรีดร้อง เธอร้องหนักขึ้นเมื่อปลายมีดใบแหลมสีเงินทิ้งน้ำหนักลง และพยายามเคลื่อนที่ไปตามแนวนอนบริเวณท้องแขน

“หยุดนะ!!!” เสียงตะโกนของชายหนุ่มในเครื่องแบบตำรวจดังขึ้น ชายหนุ่มผู้นี้คือร้อยตำรวจเอก พนมศักดิ์ ภูผาชัย หรือ เอก ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของดานั่นเอง “โชคดีที่ฉันเอะใจว่าทำไม GPS มาอยู่ที่นี่แทนที่จะเป็นโรง’ บาล ไม่งั้น—” จู่ ๆ ดารู้สึกหัวใจเต้นระรัวและเหมือนกับสติดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดอีกครั้ง ระหว่างที่เอกพูด ครั้งสุดท้ายที่เธอยังรับรู้ เธอรู้สึกราวกับว่ามีเรื่องโกลาหลเกิดขึ้น

.

.

.

หญิงสาวเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลเข้มในชุดป้องกันส่วนบุคคลระดับ 3 ที่ผู้คนทั่วทั้งจักรวาล ต่างเชื่อว่าเธอได้ถูกศาลทั้งจากฝ่ายมนุษย์ชีวภาพและมนุษย์จักรกล ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจากคดีการทดลองที่ผิดกฎหมายและหลักจริยธรรม ที่ขณะนี้กำลังสังเกตการณ์ ให้คำปรึกษาและทำการทดลองผ่านทางออนไลน์ กับบรรดาคณะวิจัยชุดปัจจุบันของสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งจักรวาล โดยผ่านทางหุ่นยนต์แอนดรอยด์ที่ติดตั้งระบบการสื่อสารและปฏิบัติงานออนไลน์

น้ำยาที่ใช้ทดสอบในเนื้อเยื่อเทียมและมนุษย์โคลนที่เกิดจาก DNA ของดาในขณะนี้ เป็นน้ำยาชนิดเดียวกับที่ดาเคยใช้ทำการทดลองเพื่อเป็นหนึ่งในวิทยาการฟื้นคืนชีพทางชีวภาพ ที่นอกเหนือจากการผ่าตัดเปลี่ยนร่างกายกับผู้อื่นหรือมนุษย์โคลนของผู้ที่ต้องการเปลี่ยนเอง

น้ำยาชนิดนี้สามารถรักษาบาดแผลและอาการเจ็บป่วยทุกชนิดให้กับมนุษย์ทางชีวภาพที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งเป็นการฟื้นฟูสภาพเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่พร้อมจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูสภาพร่างกายก็จะขึ้นอยู่สภาพความสมบูรณ์ของร่างกายที่เสียชีวิต หากเริ่มใช้ในขณะที่ร่างกายเพิ่งเสียชีวิตไม่นานนัก มีโรคและบาดแผลเพียงเล็กน้อยก็อาจใช้เวลาฟื้นฟูสภาพร่างกายเพียงแค่ 10-20 ปี เท่านั้น จากที่เกณฑ์ปกติแล้วอาจยาวนานถึง 100 ปี เป็นอย่างน้อย ซึ่งระยะดังกล่าวนี้ ไม่รวมระยะเวลาที่ต้องปรับสภาพร่างกายหลังจากที่มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ที่อาจต้องใช้ระยะเวลาในการปรับสภาพอย่างน้อย 1-2 ปี ขึ้นไป

น้ำยาชนิดนี้สามารถใช้รักษาบาดแผลและโรคทุกชนิดกับมนุษย์ทางชีวภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เช่นกัน แต่ด้วยสารเคมีบางชนิดที่อยู่ในน้ำยา จะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่ต้องมีการฟื้นฟูอย่างรุนแรง ราวกับกำลังถูกเปลวไฟลนหรือกำลังแช่อยู่ในบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยสารกัดกร่อนอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอาจทำให้ถึงขึ้นเสียชีวิตได้หากไม่สามารถทนได้ ดังนั้นจึงไม่นำมาใช้กับผู้ที่มีชีวิตอยู่โดยเด็ดขาดหากไม่มีความจำเป็นใด ๆ ทั้งสิ้น

หลังจากที่ดาฟื้นและรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ตำรวจได้สอบสวนและดำเนินคดีระหว่างเธอกับพล เธอกับพลต่างก็ได้รับโทษไปตามที่ศาลตัดสิน ทั้งเธอกับพลถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่สาเหตุที่กระทำความผิดนั้นแตกต่างกัน โดยที่เธอเคยทำการทดลองที่ละเมิดจริยธรรม เมื่อเธอทำการทดลองในส่วนของมนุษย์ชีวภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งไม่มีการชดเชยหรือเยียวยาใด ๆ สำหรับตัวอย่างมนุษย์ชีวภาพที่เสียชีวิตจากการที่ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ ส่วนพลนั้นก็เป็นการล้างแค้นที่เคยถูกเธอนำมาเป็นตัวอย่างมนุษย์ชีวภาพ

ผลงานวิจัยของดาถูกโอนมาเป็นของคณะวิจัยชุดปัจจุบันของสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งจักรวาล แม้ว่าในปัจจุบันเธอยังมีส่วนร่วมในคณะวิจัยนี้อย่างเต็มที่ทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่เมื่อผลงานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ไปยังสาธารณชน ก็จะไม่มีการบันทึกชื่อเสียงเรียงนามของเธอเป็นหนึ่งในคณะวิจัย นอกจากการเป็นเจ้าของในการคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกเท่านั้น

ดายังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปตามเส้นทางความฝัน แม้ว่าในขณะนี้เธอไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของผลงานวิจัยใด ๆ อีกต่อไป จนกว่าทางคณะกรรมการจริยธรรมฯ และคณะวิจัยทางสาขาต่าง ๆ ของสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งจักรวาล มีมติเห็นว่า เธอหมดผลประโยชน์โดยสิ้นเชิงในฐานะนักวิทยาศาสตร์ทั้งในงานระดับบนและระดับล่าง แม้ว่าทางสถาบันวิจัยฯ จะคอยสนับสนุนปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตกับเธอก็ตาม

…นั่นทำให้เธอรู้สึกราวกับถูกผูกมัดด้วยพันธนาการแห่งกรรม แม้ว่าจะเคยยินดีกลืนกินยาพิษอันหอมหวานเพื่อการคิดค้นวิทยาการใหม่ ๆ ที่สามารถพลิกโฉมประวัติศาสตร์หน้าใหม่…


เอกสารอ้างอิง

1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2563) . ระดับความปลอดภัยทางชีวภาพของห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาทางการแพทย์ และวิธีการปฏิบัติงาน (Biosafety Level and Practice) . (พิมพ์ครั้งที่ 1) . กรุงเทพฯ : บริษัท ศูนย์การพิมพ์แก่นจันทร์ จำกัด. สืบค้นจาก https://www3.dmsc.moph.go.th/download/files/dmsc_bio_1.pdf

2. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2563) . อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment; PPE) . (พิมพ์ครั้งที่ 1) . กรุงเทพฯ : บริษัท ศูนย์การพิมพ์แก่นจันทร์ จำกัด. สืบค้นจาก https://www3.dmsc.moph.go.th/download/files/dmsc_bio_1.pdf


ติดตามเรื่องสั้นเรื่องนี้ในช่องทางอื่น ๆ ของผู้เขียนได้ที่

ReadAWrite: https://www.readawrite.com/c/f4799a9d54d8a9b2554522b6b7ce1b0f

Blockdit: https://www.blockdit.com/articles/5ff4d52d24770b02f2808697/#

ใส่ความเห็น