Categories
นวนิยาย

โลกใบใหม่ หมายเลข X…ตอนที่ 4

ตอนที่ 4

ยานเคอร์คิเจียน 2 ลำจอดนิ่งคู่กันอยู่ในอวกาศ ยานลำใหญ่สีดำมะเมื่อม ผิวยานเคลือบแผ่นวัสดุแข็งคล้ายเกร็ด ส่วนหัวของยานงุ้มลู่เข้ามา เมื่อมองแต่ไกลจึงดูเหมือนงูใหญ่นอนขดตัวอยู่ในห้วงมืด มันพร้อมที่จะจู่โจมใส่ทุกสิ่ง เป็นงูพิษที่กระหายเหยื่อ กระหายที่จะฝั่งเขี้ยวลงไปในยานของเหล่ามนุษย์

ยาน 2 ลำต่อเชื่อมกันตรงห้องขนถ่ายสัมพาระ ภายใน-ทหารเคอร์คิเจียนกลุ่มหนึ่งกำลังช่วยกันลากกล่องโลหะขนาดใหญ่ ลำเลียงจากยานหนึ่งสูอีกยานหนึ่ง พวกมันเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีโครงสร้างร่างกายขนาดใหญ่ เท้าและมือมีสามนิ้ว มีหางใหญ่เคลือบด้วยเกร็ดตรงส่วนปลาย ส่วนหัวเรียว ปากใหญ่ แต่ตาเล็ก ส่วนหูหากไม่สังเกตุให้ดี อาจไม่เห็นว่ามีอยู่ เคอร์คิเจียนกำเนิดโดยการวางไข่ อารยธรรมของมันไม่ได้ด้อยกว่ามนุษย์ แถมยังเด่นในเรื่องการเป็นนักล่า

 

เคอร์คิเจียนอาศัยอยู่ในดาวเพียงดวงเดียว ไร้อาณานิคม ไร้ระบบสุริยะจักรวาลอื่นๆ เฉกเช่นมนุษย์ แต่ไม่ได้แปลว่าพวกมันจะอยู่กันในลักษณะรวมฝูงบนดาวเคราะห์ของมันเอง เคอร์คิเจียนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในยาน ร่อนเร่ไปทั่ว มันออกตามหาแร่ X จากดาวนอกระบบสุริยะจักรวาลเพื่อใช้เป็นพลังงานต่างๆ

 

พฤติกรรมการดำรงชีพของมันไม่ได้สร้างภัยให้แก่มนุษย์เลย ทว่านั่นคือก่อนที่พวกมันจะรู้จักการแย่งชิง ไม่นานก็ลุกลามกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อมนุษย์โดยตรง ทั้งถูกปล้น ถูกฆ่า และในที่สุดความอดทนก็สูญสิ้น เมื่อพวกเคอร์คิเจียนถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ลงมือโจมตีใส่ยานเบทิวเดียม 77

 

เคอร์คิเจียน 2 ตัวยืนสนทนากันด้วยภาษาของมันเองอย่างเคร่งเครียดตรงหน้าประตูยาน ตัวหนึ่งร่างกายใหญ่กว่าอีกตัว กำลังก้มหน้านิ่ง ตาจับจ้องมองพื้นราวกับจะมองทะลุด้วยพลังโทสะได้

 

“ท่านเซอุส อาวุธพวกนี้จะเป็นชุดสุดท้ายแล้วที่เราจะส่งมอบให้กับท่าน” ตัวเล็กกว่าเอ่ยขึ้น

 

“พ่อข้าตายไม่ทันไร พวกเจ้าก็กะลอยแพข้า ซึ่งเป็นทายาทแต่เพียงผู้เดียวเลยรึไง” น้ำเสียงของเคอร์คิเจียนตัวใหญ่ดุดันและน่าเกรงขาม เขามองตาอีกฝ่ายอย่างกินเลือดกินเนื้อ

 

“ท่านต้องเข้าใจว่าเราไม่อยากมีปัญหากับพวกมนุษย์อีกแล้ว” เคอร์คิเจียนตัวเล็กบอก พลางหลบสายตา เขานึกในใจ…เพราะแกไง พ่อแกถึงตาย…

 

“พ่อข้าจากไปแล้ว ใครกันได้ครองบัลลังค์” เซอุสถาม

 

“เรายังไม่มีกระบวนการนี้…”

 

“ใครได้ครองบัลลังค์” เซอุสถามต่อ น้ำเสียงเริ่มรุนแรง

 

“ผู้ที่เข้าข่ายยังอยู่ในกระบวนการสรรหา…”

 

“ข้าถามว่า ใครครองบัลลังค์พ่อข้า!!!” เซอุสตะโกนออกมา แทบจะกระโจนขย้ำใส่คู่สนทนา ทหารใต้อานัติของเคอร์คิเจียนตัวเล็กยกอาวุธเล็งมาที่เขาพรึบพรับ

 

เซอุสเกร็งนิ้วทั้งสามไว้ด้วยความโกรธ กัดฟันแน่น อีกฝ่ายเซถอยออกไป แววตาหวาดกลัว เซอุสถอนหายใจออกมา ถอยหลังพิงประตูยานอย่างหมดอาลัย เขามองทหารที่ยกอาวุธใส่แล้วเอ่ยขึ้นว่า

 

“พี่น้องข้า นี่พวกเจ้าถึงกับชี้อาวุธมาที่หน้าข้าเลยรึ” เซอุสมองหน้าทหารเหล่านั้นไล่จากขวาไปซ้าย แล้วมาหยุดตรงหน้าของเคอร์คิเจียนคู่สนทนา ความขี้ขลาด หวาดกลัวฉายออกมาจากแววตา

 

“ตั้งแต่เมื่อไรกัน ที่พวกเจ้าเห็นมนุษย์ดีกว่าพวกพ้องตัวเอง…”

 

เซอุสก้มหน้านิ่ง นึกถึงพ่อ พ่อที่เคยสอนทุกอย่างให้แก่เขา สอนให้จับอาวุธ สอนให้อ่านได้เขียนเป็น เผ่าพันธุ์นี้ไม่ได้ป่าเถื่อนอย่างที่มนุษย์ดูแคลน มีอารยธรรม มีสมองและมีความรู้สึก พ่อสอนให้ดูความละโมภของมนุษย์เป็นตัวอย่าง ต้องสร้างสักกี่ระบบสุริยะกันเล่าถึงจะพอใจ เขายังจำภาพพ่อได้ บางครั้งก็ถูกเฆี่ยนตีจนร้องไห้ แต่บางครั้ง ก็จำได้ว่า ภายใต้อ้อมกอดของผู้นำที่สวมบทพ่อด้วย มันยิ่งใหญ่และส่งผ่านความรู้สึกรับผิดชอบแค่ไหนมาถึงเขา ทว่ามาบัดนี้ พ่อผู้นั้นได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว และเขาเองก็ไม่สามารถจะไปเยี่ยมดูใจในวาระสุดท้ายของพ่อได้อีก ช่างน่าละอายนัก

 

เซอุสยันตัวเองออกจากประตู แล้วหันหลังเดินกลับเข้ายานของตน ทหารอีกฝ่ายต่างลดอาวุธลง

 

“สภาจะเป็นผู้ครองบัลลังค์ ต่อแต่นี้-เคอร์คิเจียนจะปกครองในระบอบของมนุษย์”

 

เคอร์คิเจียนตัวเล็กตะโกนตามหลังมา

 

เซอุสหยุดฟังครู่หนึ่ง ถอนหายใจอีกครั้ง แล้วออกเดินต่อ…

 

************************************************************

 

ทหารของเซอุสนายหนึ่งวิ่งตรงมาพร้อมรายงานในมือ เขายื่นให้นายพลแห่งยานงูใหญ่รับไว้ เซอุสพลิกรายงานขึ้นอ่าน หัวเสียทันทีเมื่ออ่านจนจบ

 

“ไปเอาอาวุธชิ้นที่มันติดอุปกรณ์ติดตามมา” เซอุสสั่ง

 

“คงต้องใช้หลายคนครับท่าน” นายทหารตอบ

 

“มันติดมากี่ชิ้น” เซอุสซัก

 

นายทหารจ้องตานายพลไม่กระพริบ

 

“…ทุกชิ้นครับ…”

 

เซอุสขว้างรายงานลงพื้นอย่างโมโห แล้วตะโกนดังลั่น

 

“เตรียมยิงไอ้ยานเคอร์คิเจียนสารเลวนั่น!!!”

 

เซอุสเร่งฝีเท้าเดินตรงขึ้นมาที่แท่นควบคุมยาน เขาหายใจฟืดฟาด กำมือแน่น สายตามองตรงไปที่ยานของอีกฝ่ายอย่างเกี้ยวกราด จากจุดนี้สามารถเห็นยานลำนั้น กำลังเตรียมเร่งความเร็ว รองนายพลบาธเดินเข้ามาใกล้ เขาไม่กล้าให้ความเห็น ตอนนี้เซอุสโมโหจนแทบจะกินพวกเดียวกันได้แล้ว

 

“พวกมันแอบติดสัญญาณติดตามไว้ในอาวุธ” เซอุสเอ่ยขึ้น เหมือนรู้ว่าเคอร์คิเจียนทุกตัวในห้องนี้กำลังรอฟังเหตุผล “มันกะขายเราให้พวกมนุษย์”

 

รองนายพลบาธพยักหน้า ทหารตรงแผงควบคุมการโจมตีหันมาให้สัญญาณว่าอาวุธพร้อมแล้ว บาธสูดหายใจเข้าแล้วแจ้งเซอุสไป

 

“ล็อคเป้าแล้ว อำนาจการทำลายอยู่ในมือท่าน”

 

เซอุสมองนิ่งไปที่เป้าหมาย  มือเขาอยู่บนแท่นควมคุมการยิง มีวงกลมสีแดงปรากฎวาบขึ้น เขาใช้เวลาตัดสินใจอยู่นาน คิด…ไตร่ตรอง…ใจตื่นเต้นที่จะได้เห็นยานพวกเดียวกันระเบิดไปต่อหน้า ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าโจมตีฝ่ายเดียวกัน แต่ทำยังไงได้ พวกนั้นเลือกข้างไปแล้ว คงคิดว่าไม่มีใครหนุนหลังเขา คงคิดว่าเจ้าเซอุสผู้มุทะลุนั้นโง่เขล่าที่หลงไปมีปัญหากับพวกมนุษย์

 

เซอุสยิ้ม เหมือนรู้มาก่อนแล้วว่าจะโดนไม้นี้ มันเป็นจริงอย่างที่ได้รับคำเตือนจากพันธมิตร

 

สามนิ้วของนายผลยังคงลูบไล้แสงสีแดง รำพึงกับตัวเองออกมาเบาๆ

 

…เป็นพ่อข้าจะทำเช่นไร…

 

ในที่สุดนายพลก็ผละมือออกจากอำนาจการทำลาย มองหน้าเคอร์คิเจียนทุกตัวที่ต่างรอคอยคำสั่งจากเขาอย่างตั้งใจ

 

“มันเชื่อว่าเราไม่เหลือใคร ไม่มีใครหนุนหลัง ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว” เซอุสแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว “ได้!!!…ข้าจะทำให้มันรู้ว่า ใครกันแน่ที่โดดเดี่ยว”

 

เซอุสจ้องรองนายพลบาธ

 

“สั่งทหารเตรียมบุกขึ้นยานของไอ้พวกเคอร์คิเจียนสารเลวนั่น”

 

บาธแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับ กำลังจะหันหลัง…

 

“เดี๋ยวก่อนท่านรองนายพล” บาธชะงักกึก เห็นเซอุสยังยืนแสยะยิ้มอยู่อย่างนั้น แต่ตาเปลี่ยนไปมองที่ยานเป้าหมาย เขากางกรงเล็บออก มีแสงสะท้อนเป็นแฉกตรงปลายเล็บ มันคมพอที่จะตัดมนุษย์ออกเป็นสองท่อนได้…

 

“จับพวกมันมาเป็นๆ ข้ามีของเล่นให้พวกมัน…”

3 replies on “โลกใบใหม่ หมายเลข X…ตอนที่ 4”

ขออณุญาตโพสต์ต่อนะครับ และขอขอบคุณทุกความเห็นครับ ผมจะนำไปพัฒนาและปรับปรุงให้ดียิ่งๆ ขึ้นครับ เรื่องนี้ค่อนข้างยาวมาก หวังว่าอย่าเพิ่งเบื่อไปก่อนนะครับ อิอิ

เป็นเผ่าพันธ์สัตว์เลื้อยคลายที่กตัญญูยิ่งนัก เปลี่ยนตรงการอบรมให้ป่าเถื่อนกว่านี้นิดดีกว่านะครับ แบบนี้น่ารักไปหน่อยนะ แล้วก็ตรงย่อหน้าที่ 3 อ่ะครับ อ่านไม่เข้าใจว่าใครอะไรใคร ใช้คำสับสนไปนิดนะครับ

สะท้อนอารมณ์ออกมาได้ดีครับ แต่ละตอนก็โฟกัสไปทีละคนสินะ บางทีอาจเป็นคนเดียวกันต่อเนื่องมากกว่า 2 ตอนก็ได้นะครับ ตัดไปมาถี่เกินคนอ่านทั่วไปจะไม่ไหวครับ ส่วนอื่นๆ ดีแล้ว ช่วงสุดท้ายค่อยสมเป็นเผ่าพันธ์นักล่าหน่อย

ขอติงนิดนะครับ ตอนที่ 1 มนุษย์กลัวเคอคิเจียนจนต้องสั่งให้ AI ระเบิดยานหนี แต่พอมาตอนนี้เคอคิเจียนกลัวมนุษย์แทน ระวังเรื่องความสมเหตุสมผลหน่อยนะครับ

ข้อดีของการทำให้สองเผ่าพันธุ์มีความใกล้เคียงกันในแง่เทคโนโลยีคือต่างฝ่ายต่างก็จะเกรง ๆ กันอยู่ในที ประเด็นที่ว่าคอร์คิเจียนกลัวมนุษย์ และมนุษย์กลัวคอร์คิเจียน สำหรับผมถือว่ารับได้ครับ อะไรที่เราไม่รู้จักก็กลัวเอาไว้ก่อน และก็สมเหตุสมผลที่ฝ่ายหนึ่งจะ “ขาย” พรรคพวกเผ่าพันธุ์ตัวเอง (อาจเพื่อยุติสงคราม ประเด็นนี้น่าจะชัดเจนขึ้นในบทต่อ ๆ ไป)

คอร์คีเจียนชื่อ “เซอุส” สำหรับผมแล้วดูมันประจวบเหมาะไปหน่อย ด้วยคาดว่าสองเผ่าพันธุ์นี้ไม่ได้แชร์วัฒนธรรมร่วมกัน (ยกเว้นมี surprise)

อีกเรื่องที่ติดใจคือที่คอร์คีเจียนจะเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบมนุษย์ ดูแล้วไม่ค่อยมีเหตุผลนักด้วยเรื่องการปกครองและธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้นมันถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่ก่อตั้งอารยธรรม คิดกลับกันว่าอยู่ดี ๆ จะให้คนไปปกครองแบบคอร์คีเจียน ผมคงไม่เอาด้วย

สำนวนดีเยี่ยมครับ บรรยายได้รวบรัดและทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน
คำผิดคือ “เกร็ด” ต้องใช้ “เกล็ด”
และ “สัมพาระ” ต้องเป็น “สัมภาระ”
คำ “อานัติ” ต้องใช้ “อาณัติ” ครับ

ใส่ความเห็น