Categories
นวนิยาย

โลกใบใหม่ หมายเลข X…ตอนที่ 12

ม่านอวกาศปิดลงทันที เมื่อยานจู่โจมของมนุษย์ลำที่สองผ่านมันเข้ามาได้…

ยานพุ่งแหวกชั้นบรรยากาศ ความร้อนจากการเสียดสีกับอากาศภายนอก ทำให้ผิวยานถูกเคลือบด้วยเปลวไฟ เหมือนดวงเพลิงสองดวงร่วงหล่นจากฟ้า

แรงโน้มถ่วงกำลังพยายามดึงยานของมนุษย์ลงต่ำ ลำที่ไร้บาดแผลจากการถูกจู่โจม รักษาวิถีโค้งได้ดีกว่าอีกลำที่สภาพแย่ มันมีควันขาวพวยพุ่งออกมาตลอด ความแตกต่างด้านกายภาพนี้ทำให้ทั้งสองแยกจากกันในที่สุด

เมฆดำทมึนอ้าแขนต้อนรับผู้มาเยือน ฟ้าแลบ-แปรบปราบ ห่าฝนโถมโจมตี…

“ทัศนวิสัยน์ไม่ดี” เจ้าหน้าที่ยานทีมบีรายงาน “เรามองไม่เห็นด้านล่าง”

ยานสั่นไหวโคลงเคลง ห้องสัมภาระถูกยานเคอร์คิเจียนโจมตีจนเสียหายหนัก เอ็มสำรวจกระเป๋าคู่ชีพ แล้วมองทูทูโพโบสองกระบอกที่ถูกล็อคเรียงกันข้างผนังยาน หากเสียห้องสัมภาระไป อาวุธที่ใช้จะเหลือเพียงเท่านี้

“เอ็ม เราต้องสละห้องสัมภาระนะ” เจ้าหน้าที่ยานบอก สีหน้าวิตกอย่างเห็นได้ชัด

“ขอเวลาอีกหน่อย” เอ็มมองตรงไปนอกกระจกยานด้านหน้า เห็นท้องฟ้าสว่างอยู่ไม่ไกล

ยานหลุดออกจากกลุ่มเมฆฝน แสงสว่างราวกับแสงดวงอาทิตย์แห่งระบบสุริยะจักรวาลที่ 8 ฉาบทั่วผืนฟ้า เอ็มรีบปลดเข็มขัด แล้วพุ่งตรงไปที่หน้าต่างยาน มองผ่านกระจกฝั่งนั้นออกไป

ไกลลิบเป็นเส้นโค้งของขอบฟ้า ทอดยาวจนกลืนหายไปกับหมอกเมฆ เอ็มยกเข็มทิศตรงข้อมือขึ้นดู มองออกข้างนอกอีกครั้ง เขาเริ่มมั่นใจว่าแสงที่ปรากฏคือแสงจากดวงอาทิตย์ ตาเบิกกว้างพยายามหาตำแหน่งดวงตะวันขึ้น-ลง

“ยานลงมาต่ำแล้วนะเอ็ม” เจ้าหน้าที่ยานร้องเตือนเสียงดัง “ยานหนักเกินไป เราต้องสละห้องสัมภาระเดี๋ยวนี้”

เอ็มพยายามจดจำรายละเอียดทุกอย่างให้ได้ แสง เงา หรือจุดเด่นอะไรสักอย่าง ที่พอจะระบุตำแหน่งปลดห้องสัมภาระทิ้ง เขามั่นใจว่าต้องได้กลับมาตามหาเป็นแน่

“เอาเลย” เอ็มตะโกน ล็อคแขนกับราวโลหะแน่น

เจ้าหน้าที่ยานฟาดฝ่ามือขวาลงบนปุ่มสีแดงใหญ่ มีเสียงดังด้านหลังยาน ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือน ห้องสัมภาระหลุดกระเด็นออกไป แรงดึงย้อนขึ้นทำให้เอ็มตัวลอย โชคดีที่แขนยังยึดกับยานไว้

“มองเห็นด้านล่างแล้ว” เจ้าหน้าที่ยานประกาศ น้ำเสียงเจือความดีใจ “ข้างล่างเป็นทะเลสาบ เราอาจโชคดี”

เอ็มพุ่งกลับไปที่นั่งข้างเจ้าหน้าที่ยานอย่างรวดเร็ว

“ทุกคนสวมหมวกนิรภัย ล็อคเข็มขัดให้แน่น” หัวหน้าทหารร้องสั่ง เขาหันไปมองแอลลี่ ณอห์น และนิโก้ จนแน่ใจว่าทั้งสามมือใหม่ปฏิบัติตามเรียบร้อย

“สิบนาที เตรียมตัวรับแรงกระแทก” เจ้าหน้าที่ยานประกาศอีกครั้ง มือสาละวนอยู่บนแป้นควบคุม เร็วจนดูตามไม่ทัน

เอ็มมองตรงไปเบื้องหน้า แสงสีส้มฉายเข้ามาในยาน ขอบฟ้าปรากฏเด่นขึ้นอีกครั้ง องค์ประกอบหลายอย่างคล้ายคลึงกับดาวที่เผ่าพันธ์มนุษย์เคยสร้าง มีเมฆ มีฝน มีน้ำ และมีพระอาทิตย์ เอ็มพยายามคิดถึงความเชื่อมโยง ใครคือผู้สร้างม่าน พวกเคอร์คิเจียนมันผ่านมาได้อย่างไร และเขากำลังอยู่ตรงส่วนไหนของจักรวาลนี้

เจ้าหน้าที่ยานร้องประกาศให้ทุกคนเตรียมรับแรงกระแทก ตามด้วยเสียงนับถอยหลังดังลั่น

เอ็มสูดหายใจฟอดใหญ่แล้วกลั้นไว้ จากนั้นแรงปะทะมากมายก็โหมกระหน่ำยาน…

************************************************************

            เชโก้เป็นคนแรกจากยานทีมเอที่ก้าวเท้าออกมา…

แขนขวาแนบทูทูโพโบ ตากวาดมองทั่ว ยานจอดนิ่งกลางลานทุ่งหญ้าโล่ง ส่วนหัวเชิดขึ้นเพราะเกยอยู่บนเนินดินสูงด้านหน้า ห่างออกไปเป็นรัศมีกว่า 300 เมตร มีป่าทึบโอบล้อม ต้นไม้สูงทอดยาว จนดูเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าใบสีเขียวขนาดใหญ่

…เชโก้ถามตัวเอง…เขากำลังอยู่ที่ไหน

ทหารหนุ่มพยายามติดต่อเอ็มผ่านเครื่องมือสื่อสารอยู่นาน แต่ไม่เป็นผล เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ทำเหมือนมองหาเครือข่ายสัญญาณ ทั้งที่ไม่มีอยู่จริง เขาส่ายหน้าเบาๆ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรโง่ๆ ทั้งสองทีมถูกตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว เชโก้ไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ยานอีกลำจะมีชะตากรรมเช่นไร

เชโก้ยกลูกบอลสำรวจสีเงินวาวด้วยมือซ้ายขึ้นไปเหนือศรีษะ มันมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นเล็กน้อย รอกระทั่งมันร้องเตือนจึงเอาลงมาดู เขาใช้นิ้วมืออีกข้างแตะไปที่วัตถุทรงกลมนี้ ก่อนที่มันจะเรืองแสงในส่วนครึ่งบน แสดงผลออกมาเป็นตัวเลขและรายละเอียดต่างๆ

ทหารหนุ่มอ่านมัน

–                   อุณหภูมิสูงกว่าดาวจากระบบสุริยะของมนุษย์ไม่มาก

–                   ความชื้นสูง

–                   ไม่มีระดับสารพิษ

–                   และ…สามารถหายใจได้

เชโก้ตัดสินใจถอดหมวกนิรภัยออก ค่อยๆ หายใจ ไม่มีอะไรติดขัด จากนั้นเริ่มทดสอบหายใจเข้าออกแรงๆ สูดอากาศเข้าเต็มปอดแล้วค่อยๆ เป่าลมออกทางปาก เมื่อแน่ใจแล้วจึงหันไปให้สัญญาณมือกับเพื่อนร่วมทางที่กำลังคอยอยู่ในยาน ทหารห้าคนออกมาก่อน เป็นชายสี่คนและหญิงหนึ่ง ทุกคนพากันถอดหมวกนิรภัยออก

เชโก้เดินสวนกลับเข้าไปในยาน โยนบอลสำรวจให้ทหารอีกคน  เขาต้องการตรวจสภาพอุปกรณ์ต่างๆ ว่ายังพร้อมใช้งานอยู่ไหม

เคทได้เดฟช่วยประคองออกมาเป็นกลุ่มสุดท้าย เจ้าหน้าที่รัฐบาลพาเธอไปนั่งบนกล่องเครื่องมือทหารและจัดหาน้ำดื่มให้ เธอรับแก้วน้ำไว้ แล้วเริ่มร้องไห้ออกมา เดฟปลอบ เพื่อนและผู้บังคับบัญชาของเธอ จากไปพร้อมกับยานเบทิวเดียม 113 ทั้งหมดแล้ว

************************************************************

         …น้ำสามารถดื่มได้… เอ็มดึงเอาลูกบอลสำรวจขึ้นจากน้ำ เขาถอดหมวกนิรภัยออกแล้ว หลังจากอ่านค่าต่างๆ จากบอลสำรวจ

“เราติดต่อกับยานทีมเอไม่ได้” นีล่าเอ่ยขึ้น เธอถอนหายใจหลังประโยคอย่างอ่อนล้า เอ็มมองตาก็รู้ทันทีว่าเธอกำลังเป็นห่วงเชโก้

เบื้องหน้าหัวหน้าทหารขณะนี้คือป่าดงดิบขนาดใหญ่ ต้นไม้สูงลิบ สีเขียวจากใบไม้และพืชนานาพันธ์แซมด้วยเงามืดดูน่ากลัว ส่วนด้านหลังเอ็มคือทะเสสาบกว้าง มีภูเขาโอบล้อมไว้

เอ็มกวาดตาสำรวจลูกเรือ โชคดีเป็นของทั้งสิบคน ไม่มีใครเป็นอะไร ไม่มีแม้แต่กระทั่งอาการบาดเจ็บ

หลังจากยานกระแทกผิวน้ำ ต่อด้วยปฏิบัติการเอาชีวิตรอด สภาพของแต่ละคนในตอนนี้ดูอิดโรยและเหนื่อยอ่อน ชุดสีขาวเปียกปอน บางคนเปื้อนมอมแมน ณอห์นกับแอลลี่นั่งอยู่ด้วยกันไร้การสนทนา หนุ่มเจ้าหน้าที่ยานยังนอนแผ่หลาท่าเดิมตั้งแต่ตะเกียกตะกายเข้าฝั่งได้ ส่วนนิโก้นั่งชันเข่า หลังพิงต้นไม้ใหญ่-ก้มหน้านิ่ง

ยานทีมบีจมหายลงไปในทะเลสาบแล้ว มีไม่กี่ครั้งในชีวิตทหารของเอ็ม ที่ต้องบอกตัวเองว่า อับจนปัญญาและไม่สามารถทำอะไรได้เลย เช่นเดียวกันกับครั้งนี้ เขาทำได้เพียงแค่ยืนมอง

“หัวหน้า” เคลปร้องเรียกอยู่หลังต้นหญ้าสูง

เอ็มใช้มือแหวกหญ้าพวกนั้นเข้าไป เจอเคลปกำลังก้มมองพื้นดินแฉะอาการตื่นตระหนก เขาสบตาเอ็มที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ แล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า

“เป็นรอยเท้าใหญ่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา”

เอ็มย่อตัวลงพิจารณาใกล้ๆ หัวใจเขาเริ่มเต้นแรง สังหรณ์ถึงปัญหาใหญ่กำลังคืบคลานเข้ามา

“มีสามนิ้ว” เอ็มพูดกับตัวเอง ท่าทางครุ่นคิด จากนั้นจ้องตาเคลป “ผมเคยเห็นเท้าสามนิ้วของพวกเคอร์คิเจียนที่ใหญ่สุดมาแล้ว แต่ไม่มีของมันตัวไหนใหญ่กว่าที่เห็นตรงนี้”

“สัตว์รึเปล่าครับ” เคลปกระซิบถาม

เอ็มหยุดคิด

“อาจเป็นได้”

เคลปหน้าเสียทันที

“นี่เรากำลังอยู่ที่ไหนครับหัวหน้า”ทหารหนุ่มเอ่ยถามขึ้นอย่างวิตก เอ็มเข้าใจอาการของเคลปดี แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายเป็นคำตอบอย่างไร ลำพังตัวเขาเองนั้นก็ยังมีคำถามมากมายผุดขึ้นในหัว ดาวดวงนี้ยังใหม่สำหรับผู้มาเยือนชุดนี้อยู่มาก รอยเท้าเบื้องหน้าก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ถ้าเป็นรอยเท้าสัตว์ก็ไม่รู้ว่าจะดุร้ายแค่ไหน

เอ็มนึกเสียดายอาวุธส่วนใหญ่ที่หลุดไปกับห้องสัมภาระ ตอนนี้เหลือแค่ทูทูโพโบสองกระบอก กับกระเป๋าคู่ชีพของเขาเท่านั้น

หัวหน้าทหารลุกยืน ส่งมือให้เคลปจับแล้วออกแรงดึง

“เราอยู่บนพื้นไม่ได้แล้ว” เอ็มมองไปที่ดวงอาทิตย์ใหญ่ที่กำลังหย่อนตัวลงหลังแนวภูเขา แสงตะวันเริ่มลดน้อยลง

“ช่วยกันทำแคร่บนต้นไม้” เอ็มแหงนคอมองหาทำเลบนต้นไม้สูงหนาทึบ แล้วเอ่ยต่อ “คืนนี้เราจะนอนบนนั้น”

ใส่ความเห็น