Categories
นวนิยาย เขียน เขียน เขียน

เพลงดวงดาว 1 – 7

1.

            เสียงเพลงบรรเลงอันแสนหดหู่จากเครื่องสาย และเครื่องเป่าหลากหลายชนิดที่เขาไม่เคยรู้จัก ทำให้บรรยากาศในงานซึมเซาลงมากยิ่งขึ้น ผู้คนในชุดแต่งกายสีดำที่เขาก็ไม่รู้จักเช่นกัน ผลัดกันเดินเข้ามาทำหน้าเศร้า พร้อมเอ่ยปากแสดงความเสียใจด้วยถ้อยคำที่คล้ายๆ กัน

“เสียใจด้วย พ่อของเธอเป็นคนดีมาก”

“เสียใจด้วย แต่เธอต้องเข้มแข็งเอาไว้”

คำพูดทั้งหมดนี้เพียงถูกเอ่ยออกมาจากปาก แต่ไม่ได้แสดงถึงความรู้สึกอย่างที่พูดออกมาด้วยเลยแม้แต่น้อย เขารับฟังแล้วปล่อยให้มันผ่านไป เหมือนกับสายลมพัด เหมือนกับกลุ่มหมอกควันที่ล่องลอยผ่านไป เขาไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าคนเหล่านี้มาก่อน แต่พอพ่อจากไปพร้อมกับทิ้งเงินทองมากมายเอาไว้ให้ ทุกคนก็พากันหันมาสนใจเขา

ในท่ามกลางทะเลแห่งผู้คนที่ดำมืด มีใครคนหนึ่งที่เขารู้สึกว่าแตกต่าง ใครคนหนึ่งที่มีอะไรบางอย่างไม่เหมือนกับคนอื่น หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีดำ พร้อมระบายลูกไม้บางๆ คลุมหน้า ที่ไม่สามารถลดทอนความงามเหนือธรรมชาติของเธอลงได้เลยแม้แต่น้อย

หญิงงามเดินตรงเข้ามาหา เขาไม่อาจคะเนได้ว่าเธอควรจะมีอายุมากน้อยเท่าใดกันแน่ แม้แต่การก้าวเดินของเธอก็ยังดูไม่ธรรมดา เสียงเพลง ผู้คนรอบกาย และบรรยากาศในงานไม่อาจแตะต้องตัวเธอได้ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้ต้องหลีกทางให้กับเธอ

เธอหยุดยืนห่างออกไปแค่เพียงมือเอื้อม แต่เขาคิดว่าไม่ควรจะเอื้อมมือออกไปสัมผัสร่างนั้น บางทีถ้าเขาพยายามจะทำ เธออาจจะสลายหายไปในพริบตา หรือไม่ร่างกายของเขาก็อาจจะเป็นฝ่ายสลายหายไปเองก็เป็นได้ เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นจริง กับบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

“สวัสดี ประพันธ์”

เธอเป็นคนแรกในคืนนี้ที่เรียกชื่อซึ่งบิดาเป็นคนตั้งให้กับเขา

“สวัสดีครับ…เราเคยรู้จักกันมาก่อนไหมครับ”

เธอยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เบ่งบานออกมาจากดวงใจ ไม่ใช่รอยยิ้มที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น

“เราเคยพบกันมาแล้ว ในตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงเด็กน้อยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ…”

รอยยิ้มของเธอหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

“…และพ่อของเธอยังคงส่งเสียงหัวเราะได้อย่างเบิกบาน”

“ผมจำคุณไม่ได้เลย”

“ตอนนี้ก็คงไม่ แต่ในไม่ช้า เธอต้องจำได้แน่”

คำพูดของเธอฟังดูเป็นปริศนาเหมือนกับตัวเธอ สิ่งต่างๆ รอบกายของเขาค่อยๆ จางหายไป เสียงดนตรี ผู้คน และแม้แต่ความเศร้าโศกอันน้อยนิดที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจ เหลือไว้เพียงเขากับเธอเพียงสองคนเท่านั้น

“ฉันเสียใจด้วย กับการจากไปของเขา”

“ครับ”

เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความเสียใจที่เธอพูดถึง ความเสียใจที่ตัวเขาเองกลับมีอยู่เพียงน้อยนิด ตั้งแต่จำความได้เขาก็ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังในโรงเรียนประจำ ในขณะที่บิดาของเขาต้องวุ่นวายอยู่กับการทำงานที่เขาไม่เคยรู้รายละเอียดเลยแม้แต่น้อย

ซึ่งไม่แปลกอะไรเพราะในโรงเรียนก็มีเพื่อนอีกหลายคนที่ตกอยู่ในสภาพที่คล้ายๆ กันนี้ แต่อย่างน้อยผู้ปกครองของพวกเขาก็ยังแวะเวียนมาหาบ้าง ซึ่งผิดกับบิดาที่แทบจะไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นเลย ถึงแม้เขาจะรู้ว่าเป็นเพราะตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่แค่การมาหาลูกชายของตัวเองให้บ่อยมากขึ้นมันจะลำบากมากมายอะไรนัก

นักบวชในชุดขาวผู้หนึ่งก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นเตี้ยๆ ของห้องโถงทำพิธี ที่ซึ่งมีร่างของชายผู้หนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ในโลงไม้สีดำ ผู้คนที่มาร่วมงานจึงเริ่มทยอยไปรวมตัวกันทางด้านนั้น

ทั้งสองจึงออกเดินไปทางด้านนั้นเช่นกัน เขาซึ่งเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวในครอบครัวที่หลงเหลืออยู่ ก้าวออกไปยืนอยู่เบื้องหน้านักบวช ในขณะที่หญิงสาวลึกลับยืนโดดเด่นอยู่ในท่ามกลางฝูงชนทางด้านหลัง

“เรามารวมตัวกันในวันนี้เพื่อกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้ายให้กับคุณ…อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน พวกเราจะจดจำและรำลึกถึงเขาอยู่เสมอ…”

นักบวชกล่าวคำตามพิธีการต่อไป และเขาพยายามที่จะเติมแต่งอะไรลงไปเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้มันฟังดูแตกต่างออกไปบ้าง แต่ก็ไม่ให้มากจนเกินไป และท้ายที่สุดเขาก็ประกาศคำที่หมายความว่าพิธีการในวันนี้กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว

“…ขอให้จักรวาลอันไพศาลจงรับเอาส่วนหนึ่งของท่านกลับคืนไป และให้เขาได้กลับมาเดินอยู่ท่ามกลางพวกเราอีกครั้งด้วยเถิด”

พอนักบวชกล่าวคำเหล่านี้จบลง ร่างของใครหลายคนที่อยู่ร่วมภายในงานก็หายไปทันที เมื่อไม่คิดว่าตนเองจะได้ผลประโยชน์อะไร คนเหล่านี้ก็ไม่คิดที่จะอยู่กล่าวคำอำลาให้เสียเวลาอีกต่อไป

เจ้าหน้าที่ประจำงานเดินเข้ามาเชิญเขาให้ขึ้นไปพบหน้า และกล่าวคำอำลากับบิดาเป็นครั้งสุดท้าย เขาก้าวตามขึ้นไปอย่างช้าๆ ภาพความทรงจำที่เด่นชัดพลันผุดขึ้นมาภายในหัว มันดูเหมือนจะเป็นครั้งหนึ่งที่ทั้งสองเคยเตะฟุตบอลด้วยกันเมื่อนานมาแล้ว

แม้จะคิดว่าตนเองคงไม่เศร้าโศกอะไรมากนักกับการจากไปของคนที่แทบจะไม่เคยพบหน้ากันเลย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด ความผูกพันที่น่าจะเป็นเพียงสายใยบางๆ กลับแน่นเหนียว และแข็งแกร่ง ถึงอย่างไรชายผู้นี้ก็เป็นบิดาของเขา และเขายังจดจำความสุขในยามที่เคยอยู่ร่วมกันได้

น้ำตาของเขาไหลออกมาอย่างไม่อาจบังคับ ร่างของแขกที่มาร่วมงานซึ่งยืนอยู่ทางด้านหลังยังคงค่อยๆ ทยอยหายไปอยู่เรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ประจำงานกล่าวต่อไปโดยแทบไม่ได้มองดูเขาเลย

“คุณต้องการให้หลงเหลืออะไรไว้หรือไม่ครับ”

“…ไม่…”

“ต้องการค่ะ”

เสียงลึกลับของเธอดังมาจากทางด้านหลัง เขาหันกลับไปและเผชิญกับใบหน้างดงามที่ไร้กาลเวลานั้น ถึงแม้ใบหน้าของเหล่า ร่างจำลอง ที่ถูกส่งมาร่วมภายในงานจะถูกตกแต่งให้ดูงดงามมากกว่าความเป็นจริงได้ตามข้อกำหนดของกฎหมาย แต่ความงามของเธอก็มีบางอย่างที่แตกต่างออกไปอยู่ดี

แม้เขาจะรู้สึกดีกับหญิงลึกลับผู้นี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะสามารถก้าวเข้ามาสอดแทรกกับเรื่องการตัดสินใจภายในครอบครัวของเขาแบบนี้ได้

“ขอโทษนะครับ แต่มันควรจะเป็นการตัดสินใจของผม”

เธอก้มหน้าลง

“เธอควรจะได้อ่านสิ่งนี้ก่อน”

เธอยื่นซองจดหมายสีขาวซึ่งเขารับมาด้วยความประหลาดใจ ที่หน้าซองจ่าหน้าถึงเขาด้วยลายมือเขียน ถึงแม้ว่าเราจะสามารถผลิตกระดาษสังเคราะห์ขึ้นมาโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเยื่อไม้อีกต่อไปแล้ว แต่พวกมันก็ถูกจำกัดให้ใช้กับเอกสารสำคัญระดับสูงเท่านั้น

“จากพ่อของเธอ”

เขาเปิดผนึกมันออกได้อย่างง่ายดาย ภายในมีกระดาษที่เขียนด้วยลายมืออีกแผ่นหนึ่ง มันมีข้อความเพียงสั้นๆ และลงท้ายเอาไว้ด้วยชื่อของบิดา

‘เปลี่ยนเถ้ากระดูกของพ่อให้เป็นเพชร แล้วนำกลับไปที่ฐานดวงจันทร์ พ่อรักลูก’

เขาเงยหน้าขึ้น และร่างจำลองของเธอก็ค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ ผิดกับของคนอื่นๆ ที่หายไปได้อย่างฉับพลัน เหมือนกับภาพบนจอเมื่อมันถูกปิด เสียงที่ขาดๆ หายๆ ของเธอดังขึ้นให้ได้ยินเป็นครั้งสุดท้าย

“…ได้โปรดทำตามความต้องการของเขา…”

“เดี๋ยวก่อน คุณเป็นใครกัน”

เธอหายไปโดยไม่พูดอะไรอีก นักบวช กับเจ้าหน้าที่หน้าที่ประจำงานต่างยืนรออยู่ และเขาคงต้องรีบตัดสินใจแล้ว เขาเก็บจดหมายคืนใส่ซองแล้วใช้ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นในการตัดสินใจ กำลังมีอะไรแปลกๆ บางอย่างเกิดขึ้นกับชีวิตของเขา และเขาต้องการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันหรือไม่

“…ผมต้องการ…เพชร เพื่อเป็นที่ระลึกด้วยครับ”

“จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กับเวลาในการดำเนินการอีกเล็กน้อยนะครับ”

“เรื่องค่าใช้จ่ายจัดการผ่านบัญชีของผมได้เลยครับ”

จากจำนวนตัวเลขที่บิดาทิ้งเอาไว้ให้ เขาคงจะไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ไปอีกนานทีเดียว ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการเดินทางไปยังฐานดวงจันทร์ด้วย ซึ่งเรื่องนี้เขายังไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะถึงแม้เขาจะมีฐานะเป็นบุตร แต่การไปยังฐานดวงจันทร์นั้นยังมีข้อจำกัดอีกมากมาย

เจ้าหน้าที่ประจำงานเชิญเขาไปที่ด้านข้างของโลงไม้

“กดปุ่มได้เมื่อพร้อมนะครับ…แล้วกลับมารับเพชรได้ในวันพรุ่งนี้”

เขายืนมองใบหน้าของบิดาที่นอนสงบอยู่ในโลงไม้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเอื้อมมือออกไปกดปุ่ม ภาพลวงตาของโลงไม้ที่ฉาบเคลือบอยู่สลายหายไป เปิดเผยให้เห็นเครื่องมือที่ใช้ในการแยกสลายร่างของผู้จากไปซึ่งถูกใช้ในปัจจุบัน มันทำด้วยโลหะ และกระจก แต่ก็มีรูปทรงไม่แตกต่างจากโลงอย่างที่เคยเป็นมาเท่าใดนัก

ครอบใสที่เคยเปิดเผยให้เห็นใบหน้าค่อยๆ มืดทึบลง ก่อนร่างที่บรรจุอยู่ภายในจะถูกเผาไหม้ และเปลี่ยนไปตามความต้องการที่ได้เลือกเอาไว้ ในเถ้ากระดูกของมนุษย์จะมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เมื่อทำให้อยู่ภายใต้อุณหภูมิ และแรงดันมหาศาลเลียนแบบการกำเนิดของโลก เหมือนกับเพชรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สายของคาร์บอนอะตอมจะเกิดการเรียงตัวกันแน่น และตกผลึกกลายเป็นเพชรเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ประจำงาน กับนักบวชกล่าวคำอำลาก่อนที่ร่างจำลองของพวกเขาจะหายไปเหมือนกับคนอื่นๆ เช่นกัน ห้องโถงกว้างที่เคยยืนอยู่เมื่อครู่นี้ กลับกลายเป็นเพียงห้องขนาดเล็กเท่านั้น ทุกอย่างเป็นภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อทำให้ผู้คนที่ยังคงโหยหายุคเก่ารู้สึกดีขึ้นบ้างเท่านั้น

เขาเดินไปที่ประตูทางออกซึ่งมี รถ ของเขาจอดรออยู่ รถที่ไม่มีอะไรเหมือนกับบรรพบุรุษที่มีชื่อเรียกเดียวกันกับมันเลยแม้แต่น้อย มันมีลักษณะเป็นแคปซูลเล็กๆ พร้อมที่นั่งหนานุ่ม ภายนอกเป็นผิวสีโลหะเรียบลื่น ไม่มีล้อ ปีก หรือส่วนที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการที่มันใช้ในการเคลื่อนที่ให้เห็นอยู่เลยแม้แต่น้อย

เขาก้าวเข้าไปนั่งพร้อมกับบอกจุดหมายปลายทางซึ่งเป็นหอพักของโรงเรียนนั่นเอง เมื่อประตูชั้นในด้านอาคารปิดสนิทเรียบร้อยดีแล้ว ประตูที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอกจึงค่อยเปิดออก แคปซูลโลหะค่อยๆ ลอยขึ้นไปสู่ ถนน ที่มองไม่เห็น มันเป็นเส้นทางที่ถูกสร้างขึ้นจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าพลังสูง ซึ่งจะขับเคลื่อนตัวรถให้ไปถึงจุดหมายปลายทางโดยใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

ภายในตัวรถกลายสภาพเป็นโปร่งใสเปิดเผยให้เห็นถึงทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยสีเขียวที่อยู่ด้านนอก ขุนเขา ผืนป่า แม่น้ำ และอาคารบ้านเรือนรูปทรงแปลกๆ ตั้งอยู่กระจัดกระจายอย่างสอดคล้อง เคลื่อนผ่านไปทางเบื้องล่างด้วยอัตราเร็วคงที่ แต่แล้วภาพทุกอย่างก็เลือนหายไปเมื่อเขาสั่งปิดมัน ผนังทุกด้านกลับกลายเป็นเพียงพื้นผิวโลหะเกลี้ยงๆ

เขาไม่ต้องการดูภาพเหล่านี้ ภาพที่ทุกคนต่างรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความจริง ธรรมชาติที่เคยอยู่บนพื้นผิวโลกได้ตายไปนานแล้ว จากผลของกัมมันตภาพรังสีที่ตกค้างมาจากสงครามโลกครั้งที่สาม สงครามที่ไม่เคยมีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ ทุกคนต่างพูดว่ามนุษย์เรานั้นได้ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งไปไกล แต่สุดท้ายผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดคนหนึ่งก็ตัดสินใจกดปุ่มเพื่อเริ่มยิงหัวรบนิวเคลียร์เข้าใส่กัน

พื้นผิวของโลกส่วนใหญ่ถูกทำลายลงเกือบหมดจากการระเบิดในสงครามครั้งนั้น ประชากรชาวโลกล้มตายไปมากกว่าครึ่ง เมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกกลายสภาพเป็นเมืองร้าง อาคารสถานที่ต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในภายหลังล้วนอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดินเพื่อลดการปนเปื้อนจากรังสี

ทรัพยากรต่างๆ บนโลกที่เหลืออยู่ต้องผ่านการบริหารจัดการอย่างเข้มงวด กัมมันตภาพรังสีพวกนี้จะอยู่กับพวกเราไปอีกนาน มีหลายคนบอกว่าพวกมันอาจจะยังหลงเหลืออยู่หลังจากที่พวกเราจากโลกใบนี้ไปนานแล้วก็เป็นได้ ซึ่งเขาเองก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน

อากาศที่ใช้หายใจทั้งภายในรถคันนี้ และในอาคารใต้ดินต่างๆ ต้องผ่านระบบการกรองอย่างเหมาะสม การเข้าออกสู่สถานที่ต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับพื้นผิวโลก ต้องใช้ระบบปรับแรงดันอากาศด้วยประตูสองชั้นเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศที่ปนเปื้อนฝุ่นรังสีจากภายนอกผ่านเข้ามาได้

การเดินทางด้วยรถเหนือพื้นดินเช่นนี้ก็ถูกจำกัดด้วยเหตุผลของความปลอดภัยทางรังสี การใช้ร่างจำลองจึงเป็นความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มันคือส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีความจริงเสมือนที่ใช้ในการสร้างภาพลวงตาภายในสถานที่ต่างๆ รวมถึงการส่งภาพของบุคคลจากสถานที่หนึ่ง ให้ไปปรากฏอยู่ในสถานที่ห่างออกไปได้อย่างเหมือนจริง

แต่ถึงอย่างไรร่างจำลองก็ยังเป็นเพียงภาพลวงตาชนิดหนึ่งเท่านั้น นอกจากใช้ในการพูดคุย พวกมันก็ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ได้มากกว่านั้น และยังไม่สามารถทำให้ไปปรากฏตัวในหลายสถานที่พร้อมๆ กันได้ตามข้อกำหนดของกฎหมายที่ห้ามเอาไว้

ในขณะที่นั่งอยู่ภายในรถ เขาก็หยิบจดหมายของพ่อขึ้นมาดูอีกครั้ง มีอะไรแปลกๆ มากมายในเรื่องนี้ และเขาซึ่งเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนอพอลโลก็ไม่ได้ปล่อยให้มันผ่านเลยไป

เรื่องแรกเลยคือร่างจำลองของหญิงลึกลับคนนั้น มันแตกต่างจากร่างจำลองอื่นๆ อย่างชัดเจน และเขามั่นใจว่าในสถานที่แห่งนั้น อาจมีเขาเพียงคนเดียวที่สามารถมองเห็นเธอ ร่างจำลองอื่นๆ ดูเหมือนไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่แค่ว่าไม่มีใครคุยกับเธอ แต่ไม่มีใครเหลือบมองเธอเลย แม้แต่เจ้าหน้าที่ประจำงานที่อยู่ใกล้ๆ ก็ไม่ได้ใส่ใจเธอแม้แต่น้อย

เรื่องต่อมาคือจดหมายที่เขียนลงบนกระดาษ ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดถ้าบิดาของเขาเป็นคนเขียนจริงๆ เพราะเขาไม่เคยได้ยินบิดาใช้คำว่า ‘พ่อรักลูก’ มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

และเรื่องที่สำคัญที่สุด ร่างจำลองจะสามารถนำจดหมายกระดาษที่เป็นวัตถุติดตัวมาได้อย่างไรกัน มันเป็นเรื่องลึกลับที่ไม่มีคำอธิบาย และเรื่องลึกลับก็เป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบ เขาจึงตัดสินใจที่จะเข้าร่วมเล่นในเกมปริศนาครั้งนี้ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะนำพาไปสู่ข้อสรุปเช่นใดกันแน่

บางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับงานลับที่บิดาทำอยู่ หรือการเสียชีวิตอย่างไร้คำอธิบายของเขา รวมถึงเรื่องที่ร่างของเขาถูกส่งกลับมายังโลก ทั้งๆ ที่น่าจะสามารถจัดการทุกอย่างได้บนดวงจันทร์ เขาหลับตาลงแล้วเริ่มคิดถึงการเคลื่อนไหวในก้าวต่อไป พรุ่งนี้เขาจะต้องมารับเพชรที่สร้างจากร่างของบิดา แล้วต่อจากนั้นก็จะเป็นการเดินทางไปยังฐานดวงจันทร์

เขาเก็บจดหมายคืนใส่ซอง ‘แต่ก่อนหน้านั้นฉันอาจจะได้อะไรเพิ่มเติมจากจดหมายฉบับนี้ก็เป็นได้’ เขาเริ่มคิดถึงอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องทดลองของโรงเรียนที่เขามีสิทธิในการเข้าใช้ได้อย่างเต็มที่ การวิเคราะห์กระดาษ หมึก และอื่นๆ อย่างละเอียดอาจให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง

2.

                ใต้ดินลึกลงไปในตำแหน่งอันเคยเป็นที่ตั้งของวอชิงตัน ดีซี แห่งอดีตสหรัฐอเมริกา ซึ่งกลายมาเป็นสถานที่ตั้งของ ‘สภานวโลกา’ หนึ่งในอำนาจสูงสุดของยุคปัจจุบัน มันคือหมู่อาคารใต้ดินอันเป็นสถานที่ทำงานของผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของความสงบสุข เรียบร้อยของโลกในทุกวันนี้

ไอมานเด้ รอนโนวิช หรือ ไอรอน เจ้าของสมญา หญิงเหล็ก ซึ่งยึดครองตำแหน่ง ‘ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์’ มาอย่างยาวนานถึงสามสิบปี กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตน และจ้องเข้าไปในจอภาพที่ถูกปรับให้ตรงกับระดับสายตา ในระยะห่างที่พอเหมาะ

ปีนี้เธออายุได้ห้าสิบเก้าปีแล้ว เธอเป็นคนที่มีรูปร่างท้วมแต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ผมที่ตัดสั้นของเธอขาวโพลนจนมองดูเหมือนกับสีเงิน ใบหน้ามีรอยยับย่นเพราะไม่ได้ผ่านการทำศัลยกรรมตกแต่งแต่อย่างใด เธอต้องการจะปล่อยให้ทุกอย่างในร่างกายนี้เป็นไปตามธรรมชาติ ยกเว้นเพียงหัวเข่าข้างซ้ายที่ถูกเปลี่ยนเป็นของเทียมไปเมื่อสี่ปีก่อน เพราะอาการปวดของมันส่งผลกระทบถึงการทำงาน

สำนักวิทยาศาสตร์เริ่มต้นขึ้นจากการเป็นหน่วยงานเล็กๆ มีหน้าที่ออกขุดค้นไปตามเศษซากของโลกเก่าซึ่งถูกทำลายล้างลงจนเกือบหมดสิ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สาม ในช่วงเวลานั้นเหล่ามนุษย์ที่รอดมาได้ ต่างต้องดิ้นรนเพื่อหาทางมีชีวิตต่อไปอย่างยากลำบาก มันเป็นช่วงเวลาที่ถูกเรียกขานว่า ‘ยุคมืดที่สุด’

เทคโนโลยีที่สูญหายไปค่อยๆ ถูกกู้คืนมาได้ทีละน้อยๆ และภายใต้การนำของไอรอน พวกเขาก็ได้ทำการค้นพบครั้งสำคัญที่เรียกกันในภายหลังว่าเป็น ‘การฟื้นฟูโลก’ และสำนักงานแห่งนี้ก็กลายเป็นกำลังหลักที่ผลักดันให้สภานวโลกาได้รับการยอมรับจากเหล่าผู้ที่เหลือรอด และกลายเป็นหน่วยงานที่ทรงอำนาจอย่างทุกวันนี้

เธอกำลังพูดคุยอยู่กับใครอีกคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะอยู่ห่างไกลออกไปอีกซีกโลก ในด้านหนึ่งเขาอาจเป็นผู้ที่มีอำนาจไม่เป็นรองเธอเลยแม้แต่น้อย ศาสนจักรแห่งศาสนาจักรวาล คืออีกขั้วของอำนาจสูงสุดบนโลกใบนี้ มันเป็นศาสนาที่ถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางความสิ้นหวังในช่วงยุคมืดที่สุด อันเป็นการรวมตัวของศาสนาทั้งหมดเท่าที่เคยมีมา และกลายสภาพเป็นบางสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน

มันได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนโดยไม่มีการแบ่งแยก ไม่ว่าคุณจะเคยนับถือศาสนาใด หรือเป็นคนเชื้อชาติไหน ทั้งหมดต่างเป็นหนึ่งเดียวกันได้ภายใต้จักรวาลอันไพศาล ไม่มีพระเจ้า ไม่มีเทพ ไม่มีเทวดา ไม่มีศาสดา มีเพียงธรรมชาติ และจักรวาลเพียงหนึ่งเดียวนี้เท่านั้น

“…ท่านจะไม่ยอมให้ดิฉันได้เห็นหน้า ในขณะที่เรากำลังพูดคุยกันหน่อยหรือคะ”

บนหน้าจอที่เธอกำลังมองดูอยู่ มีเพียงภาพจุดสีขาวจำนวนมากที่กำลังลอยวนเป็นวงโค้งอยู่ภายในวงกลมสีดำ ภาพที่ทุกคนคุ้นตา จุดสีขาวแทนดวงดาวที่กำลังหมุนวนไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดภายในวงกลมสีดำอันเป็นตัวแทนของจักรวาล สัญลักษณ์อย่างเป็นทางการของศาสนจักร

ถ้าหากเป็นภาพนิ่งก็จะเป็นวงกลมสีดำที่มีจุดสีขาวจำนวนมากเรียงเป็นรูปวงรีอยู่ภายใน ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกันนั่นเอง

“คุณก็รู้ว่ามันเป็นกฎ เราไม่อาจเปิดเผยใบหน้าให้ใครพบเห็นได้…และเราคิดว่ามันก็ไม่แตกต่างอะไรกับใบหน้าปลอมๆ ที่คอยขยับปากตามที่คุณพูดอย่างไร้อารมณ์ ซึ่งเรากำลังคุยอยู่ด้วยนี้เลยแม้แต่น้อย”

ไอรอนแบะปาก และรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่เห็นการกระทำนี้ของเธอ เขาเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว ใบหน้าจำลองถูกนำมาใช้ในการเจรจาทางไกลเช่นนี้อยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามพบเห็นอาการผิดปกติบนใบหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้

เธอแทบจะไม่เคยใช้มันเลย แต่เนื่องจากทางศาสนจักรได้ส่งภาพจุดที่เต้นไปมาเหล่านี้มาแทนใบหน้าของ อวตาร หัวหน้านักบวชฝ่ายกิจการภายนอก เธอจึงส่งภาพของใบหน้าจำลองไปให้เขาดูเช่นกัน

ภายในศาสนจักรนั้นมีตำแหน่งที่สำคัญอยู่เพียงสามตำแหน่งเท่านั้น คือ ‘จักรวาลตาร’ ซึ่งใช้เรียกผู้นำสูงสุด กับหัวหน้านักบวชฝ่ายกิจการภายใน และหัวหน้านักบวชฝ่ายกิจการภายนอก ซึ่งจริงๆ แล้วอาจบอกได้ว่า มีเพียงสองตำแหน่งหลังเท่านั้นที่มีอำนาจอย่างแท้จริง

จักรวาลตารแม้จะถูกกำหนดให้เป็นตำแหน่งของผู้นำสูงสุด แต่ก็เป็นไปในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น หากเป็นเรื่องภายในศาสนจักรเอง อำนาจในการสั่งงานทั้งหมดจะตกอยู่กับฝ่ายกิจการภายใน นอกเหนือจากนั้นแล้วก็จะเป็นของฝ่ายกิจการภายนอก อย่างเช่นการติดต่อกับผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์แห่งสภานวโลกาในวันนี้

เธอตัดสินใจยกเลิกการใช้ใบหน้าจำลอง และปล่อยให้เขาได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเธอ ซึ่งความจริงแล้วก็แทบจะไม่ได้แตกต่างกันเลย เพราะใบหน้าจำลองของเธอก็ไม่ได้ผ่านการตบแต่งให้ดูสวยงามขึ้นเลยแม้แต่น้อย และใบหน้าจริงของเธอในตอนนี้มันก็เย็นชาเรียบเฉยแบบเดียวกัน

“อา…ขอบคุณมาก ที่ให้เกียรติ แต่เราคงไม่อาจให้คุณเห็นหน้าได้อยู่ดี”

เธอยักไหล่อย่างไม่แยแส

“เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าค่ะ”

“เราเข้าใจว่ายังคงเป็นเรื่องเดิมใช่หรือไม่”

“ถูกต้องแล้วค่ะ เรื่องของท่านศาสตราจารย์ จันทร์ ดุริยดารา ที่เราเคยคุยกันมาแล้วครั้งหนึ่ง”

“เราเข้าใจว่ามันจบไปแล้ว ทางสภาเองก็ประกาศยอมรับเอกสารทั้งหมดอย่างเป็นทางการแล้วไม่ใช่หรือ”

ใบหน้าที่เรียบเฉยของเธอ คล้ายมีอาการกระตุกเล็กน้อย

“…ใช่ค่ะ ทางสภาพึ่งออกประกาศเมื่อสักครู่นี้เอง ว่าเอกสารที่ศาสตราจารย์มอบร่างกายให้ทางศาสนจักรเผาทำลายนั้น เป็นเอกสารที่ถูกต้องสมบูรณ์ทุกประการ…”

เธอย้อนนึกถึงคำพูดของตัวเองในที่ประชุมซึ่งพึ่งผ่านไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ‘ถึงมันจะเป็นเอกสารของจริงทั้งหมด แต่เราก็ต้องยับยั้งเรื่องนี้เอาไว้ก่อน’ น่าเสียดายที่เธอไม่อาจเปิดเผยข้อมูลลับของทางสำนักงาน จึงไม่อาจโน้มน้าวประธานสภาให้คล้อยตามได้

แต่อาจจะไม่ได้มีเพียงแค่นั้น สาเหตุที่บางคนในที่ประชุมพยายามต่อต้านเธอ อาจเป็นเพราะพวกเขาต้องการท้าทายอำนาจที่มีมาอย่างยาวนานของเธอก็เป็นได้ ถึงแม้เธอจะสร้างความก้าวหน้าให้กับสภาเป็นอย่างมาก แต่การมีตัวตนอยู่ของเธอก็สร้างความไม่สบายใจให้กับใครอีกหลายคน ซึ่งเรื่องนั้นเธอเองก็รู้ และรู้มานานแล้ว

เนื่องจากเอกสารหลักฐานที่ทางศาสนจักรส่งมานั้น มีความถูกต้อง สุดท้ายเธอก็ทำได้เพียงแค่ถ่วงเวลาการประกาศออกไปไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

“…ซึ่งทางศาสนจักรของท่านก็ได้ทำการชาปณกิจร่างของท่านศาสตราจารย์ไปแล้ว ก่อนที่จะมีการประกาศรับรองออกมาเสียอีก”

มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากทางฝั่งคู่สนทนาให้เธอได้ยิน

“ขออภัยด้วย เราไม่ได้ตั้งใจ…ก็ในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าเอกสารทั้งหมดนั้นถูกต้อง และทายาทเพียงคนเดียวของอาจารย์ก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอให้เนิ่นช้าออกไปอีก เพราะในเอกสารก็มีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าให้จัดการทุกอย่างโดยเร็วที่สุด”

“ดิฉันจะถือว่าเรื่องนั้นจบไปแล้ว”

“…คุณกำลังทำให้ผมงง”

เธอยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก ก่อนขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง โดยใช้ข้อศอกทั้งสองข้างท้าวไปบนโต๊ะ พร้อมกับยื่นตัวไปข้างหน้าในลักษณะของการคุกคาม จอภาพก็ปรับเปลี่ยนตำแหน่งให้เหมาะสมตามไปด้วย แต่การมองดูจุดสีขาวที่ลอยวนเวียนไปมาในวงกลมสีดำ ทำให้ไม่รู้ว่าจะกดดันเขาได้หรือไม่

“ดูเหมือนว่าทางศาสนจักรจะได้กระทำการบางอย่างที่เกินกว่าคำสั่งเสียของท่านศาสตราจารย์ที่ระบุเอาไว้ในเอกสารใช่ไหมคะ”

คราวนี้ฝ่ายตรงข้ามเงียบไปครู่หนึ่ง

“…ใช่”

รอยยิ้มของเธอขยับกว้างขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

“ตามสัญญาพิเศษที่ทางศาสตราจารย์ จันทร์ ดุริยดารา ทำเพิ่มเติมไว้กับสำนักวิทยาศาสตร์ มีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ผลงานทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากตัวท่าน ในระหว่างที่สัญญาฉบับนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทางสำนักงานทั้งสิ้น”

“…คุณคงไม่ได้หมายความว่า…”

“ดิฉันหมายความอย่างนั้นแหละค่ะ เพชรที่ได้มาจากร่างของท่านศาสตราจารย์ก็ถือเป็นผลงานอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน ดังนั้นดิฉันจึงต้องการให้ท่านส่งมอบเพชรเม็ดนั้นให้กับทางสำนักงานในทันที”

เสียงทางปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง

“ตอนนี้กระบวนการสร้างเพชรคงยังไม่เสร็จสิ้น ถ้าเรียบร้อยเมื่อไรทางเราจะรีบจัดส่งไปให้…”

รอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าของเธอสลายหายไปทันที เธอรู้จักน้ำเสียงแบบนั้นดี เธอไม่ควรเดินเกมแบบหวังให้โชคช่วยเช่นนี้ บางทีอาจเป็นเพราะเธออายุมากกว่าแต่ก่อน อาจบางทีเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นในสภาอาจรบกวนจิตใจมากกว่าที่คิด แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไร เธอก็ได้ก้าวพลาดครั้งใหญ่ไปเสียแล้ว

“…เราก็อยากจะตอบแบบนั้น แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ในสัญญาดังกล่าวคงไม่ได้ระบุเอาไว้ด้วยว่า ให้มีผลต่อไปแม้ผู้ทำสัญญาได้เสียชีวิตไปแล้วก็ตามด้วยหรอกนะ”

“และอีกอย่างหนึ่ง เพชรที่ได้จากเถ้ากระดูกของอาจารย์ก็ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของทางศาสนจักรแต่อย่างใด แต่เป็นของทายาท ลูกชายเพียงคนเดียวที่มีชื่อว่า ประพันธ์ ดุริยดารา…ถ้าหากคุณต้องการมันมากขนาดนั้น เราว่าลองติดต่อเด็กหนุ่มคนนี้เองจะดีกว่า”

ทั้งสองฝ่ายต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ไอรอนจะยอมรับความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของเธอในครั้งนี้

“ดิฉันคงขอรบกวนท่านเพียงเท่านี้ค่ะ”

“สวัสดี ขอจักรวาลจงคุ้มครองคุณ”

“สวัสดีค่ะท่าน”

ภาพสัญลักษณ์เลือนหายไป ในขณะที่หน้าจอเคลื่อนขึ้นไปซ่อนอยู่บนเพดาน เธอนั่งค้างอยู่ในท่าเดิมอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเอนร่างพิงพนักเก้าอี้ตัวเก่าหนานุ่มที่คุ้นเคยมาหลายสิบปี พร้อมกับใช้นิ้วมือขวาบีบนวดที่ขมับทั้งสองข้าง ‘หรือฉันจะแก่เกินไปแล้ว’

“…ทรีด”

“คะท่าน”

เสียงเลขาของเธอที่มีชื่อเรียกว่าทรีดดังขึ้นภายในห้อง แต่เจ้าของเสียงนั้นยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานซึ่งอยู่หน้าห้องโดยไม่ได้ขยับไปไหน การพูดคุยในครั้งมีเพียงเสียงโดยไม่มีภาพ แต่ทั้งคู่ก็ทำท่าเหมือนกับกำลังนั่งคุยกันอยู่ต่อหน้า

“ตอนนี้สถานการณ์ของเราเป็นอย่างไรบ้าง”

“ยังปกติดีอยู่ค่ะท่าน”

เธอรู้สึกเบาใจขึ้นเล็กน้อย ‘ยังพอมีเวลา อาจจะแก้ไขทุกอย่างได้ทัน’ นอกจากปัญหาเฉพาะหน้าที่ดูเหมือนจะยังไม่ลุกลามออกไป เธอก็ยังมีปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่งที่ต้องการคำตอบ แต่ผู้ที่สามารถจะให้คำตอบกับเธอได้ก็ไม่อยู่ในโลกนี้อีกต่อไปแล้ว ‘เกิดอะไรขึ้นบนนั้นกันแน่ ทำไมคุณถึงต้องทำแบบนี้ด้วย’

ตราบใดที่ยังไม่ได้คำตอบในเรื่องนี้ เธอก็ยังไม่อาจวางใจได้

“…เรื่องของเด็กคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”

“ทริกไปถึงโรงเรียนอพอลโลเรียบร้อยแล้วค่ะท่าน”

ทุกความคิดที่กำลังวนเวียนอยู่ในหัวของเธอกระโดดหนีหายไปในทันทีเมื่อได้ยินชื่อนั้น

“เธอว่าอะไรนะ”

“…ทริกไปถึงโรงเรียนของเด็กคนนั้นเรียบร้อยแล้วค่ะท่าน”

“ใครให้เธอส่งทริกไป”

“…ก็ท่านบอกว่าทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องแน่ใจว่าจะได้เพชรกลับคืนมา ถ้าอย่างนั้นทริกก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับงานนี้ที่สุดค่ะ”

เธอยกมือขึ้นบีบนวดขมับของตัวเองอีกครั้ง ทริกที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้คือเจ้าหน้าที่พิเศษฝีมือดีคนหนึ่งของทางสำนักวิทยาศาสตร์ งานที่เธอได้รับมอบหมายแทบไม่เคยผิดพลาด เพียงแต่เธอคนนี้มีข้อเสียที่ร้ายแรงอยู่ประการหนึ่ง

“…จะให้แจ้งยกเลิกปฏิบัติการไหมคะท่าน”

ไอรอนเผลอกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ

“ไม่ต้อง…ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต้องเอาเพชรเม็ดนั้นกลับมาให้ได้”

“ค่ะท่าน”

#####

                ชายหนุ่มผิวคล้ำ ที่มีผมดำสนิท ตัดกับชุดรัดรูปสีขาวสะอาดตาที่สวมใส่อยู่ ลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานแล้วเดินไปยังมุมห้องที่มีกรงเล็กๆ แขวนห้อยอยู่ ภายในนั้นมีนกพิราบสีขาวตัวหนึ่งเกาะคอนอยู่อย่างเหงาหงอย

นกเป็นสิ่งมีชีวิตที่แทบจะไม่สามารถรอดชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่สามได้เลย เพราะที่อยู่ที่อาศัยของพวกมันคือท้องฟ้ากว้างซึ่งตอนนี้ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นกัมมันตภาพรังสีที่เป็นอันตราย

พิราบขาวตัวนี้มีคนไปพบเข้าโดยบังเอิญ จึงนำมามอบให้กับทางศาสนจักร ถึงแม้สภาพภายนอกของมันจะดูเหมือนเป็นปกติดี แต่เขาก็รู้ว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น เพราะความจริงแล้วมันกำลังนับถอยหลังอย่างรวดเร็วเพื่อกลับไป และเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลอีกครั้ง

“ไม่สมกับเป็นเธอเลย”

เขารำพึงกับตัวเองเบาๆ ในขณะที่ยื่นนิ้วเข้าไปในกรงนกอย่างลืมตัว ถึงแม้จะพึ่งรับมือกับไอรอนมาเพียงไม่กี่ครั้ง เขาก็สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของหญิงเหล็กผู้นี้ และไม่แปลกใจเลยที่เธอยังคงอยู่ในตำแหน่งสำคัญได้ในทุกวันนี้ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนเธอจะลนลานจนพลาดท่าอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะวิธีการสุดท้ายที่ดูไม่คล้ายกับตัวเธอเลยสักนิด

เขาปลดกรงนกลงมาแล้วหิ้วมันเดินออกไป ‘เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังซ่อนอยู่ และฉันคงไม่อาจปล่อยให้ผ่านไปได้’ เขายกกรงขึ้นแล้วพูดคุยเบาๆ กับพิราบขาว

“ไปเถอะ เจ้าจะได้โบยบินเป็นครั้งสุดท้าย วิญญาณอิสระเช่นเจ้าไม่สมควรจะมาถูกกักขังเอาไว้ในกรงเล็กๆ แบบนี้”

ไม่น่าเชื่อว่าอวตารที่เป็นถึงหัวหน้าฝ่ายกิจการภายนอก ผู้ทรงอำนาจแห่งศาสนจักร จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่อายุยังไม่เกินยี่สิบปีคนหนึ่งเท่านั้นเอง

#####

                หญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้มที่ตัดสั้น พร้อมเรือนร่างอวบอัดที่ซุกซ่อนกล้ามเนื้อแข็งแรงเอาไว้ภายใต้ชุดปฏิบัติการสีดำสนิทอันเป็นเอกลักษณ์ของสำนักวิทยาศาสตร์ ได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าสู่โรงเรียนอพอลโลอย่างไม่มีปัญหา ตามปกติแล้วแม้จะไม่มีเอกสารอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่พิเศษเหล่านี้ก็มักจะได้รับความเกรงใจอยู่เสมอ ถ้าหากคำขอเหล่านั้นไม่มากจนเกินไป

จุดที่เธอใช้จอดรถ และเดินทางเข้าสู่อพอลโลนั้นเป็นเส้นทางสายหลักของโรงเรียนที่มีขนาดพอๆ กับเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เมื่อลงลิฟต์ความเร็วสูงจากทางเข้าแคบๆ ที่พื้นผิวโลก ผ่านระดับป้องกัน ก็จะเข้าสู่ระดับของการอยู่อาศัยซึ่งอยู่ลึกลงไป อันเป็นการช่วยลดผลกระทบที่จะได้รับจากฝุ่นกัมมันตภาพรังสีนั่นเอง

เธอขยับแว่นดำที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบอย่างลืมตัว ไม่ว่าจะเป็นภารกิจเล็กหรือใหญ่ เธอก็จะรู้สึกตื่นเต้นก่อนการปฏิบัติงานอยู่เสมอ มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เธอมีชีวิตชีวาทุกครั้ง ซึ่งผิดกับการเข้ารับฟังการบรรยายสรุปหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ที่จะเต็มไปด้วยคำตำหนิติเตียนที่ทำให้เธอหดหู่

เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ

“ภารกิจในครั้งนี้คือ การติดต่อกับ ประพันธ์ ดุริยดารา หรือชื่อเรียก คีย์ ให้ยอมส่งมอบเพชรที่สร้างขึ้นจากเถ้ากระดูกของ จันทร์ ดุริยดารา ให้ทางสำนักงาน…”

ทริกยิ้มให้ตัวเอง เธอชอบงานแบบนี้จริงๆ ให้ตายสิ

“…โดยไม่จำกัดวิธีที่ใช้”

3.

                รถของคีย์เข้าจอด ณ จุดจอดย่อยของโรงเรียนอพอลโล ซึ่งเป็นทางเข้าออกเก่าที่อยู่ใกล้กับบริเวณหอพักของนักเรียนมากที่สุด และเปิดให้ใช้เฉพาะนักเรียนปัจจุบัน และคณะครูเท่านั้น มันจึงไม่ได้ถูกใช้งานบ่อยนัก

เขาก้าวลงมาแล้วหันกลับไปมองดูผิวโลหะเป็นมันวาวของตัวรถอีกครั้ง หลังจากที่เดินผ่านประตูชั้นในเข้าสู่อพอลโลแล้ว มันก็จะไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป รถทุกคันล้วนเป็นของสภา และเมื่อเสร็จสิ้นการเดินทางในแต่ละครั้ง มันก็จะกลายเป็นรถของผู้ที่ต้องการใช้รายต่อไป

ถึงแม้จะมีพวกมันที่ใช้งานได้เหลืออยู่ไม่มากนัก แต่ด้วยความรวดเร็วในการเดินทาง และการจัดการตารางงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าจะมีใครบ่นในเรื่องนี้ หรือบางทีอาจเป็นเพราะในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็นต้องออกเดินทางไปไหน หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือ ไม่มีที่จะให้เราไปเหลืออยู่มากนักนั่นเอง

ประตูชั้นในเปิดออกพร้อมกับพ่นลมแรงออกมา ซึ่งจะช่วยลดปริมาณฝุ่นกัมมันตรังสีที่อาจตกค้างอยู่ในบริเวณนี้ก่อนที่จะเข้าสู่ด้านใน เครื่องตรวจวัดรังสีที่ติดตั้งเอาไว้ตรงประตูมีไฟสีเขียวแสดงให้รู้ว่ามันยังคงทำงานอยู่ แต่เขาก็ยังไม่เคยเห็นมันเปลี่ยนเป็นสีแดงเลยสักครั้ง

ลิฟต์ความเร็วสูงนำเขาผ่านลงไปยังส่วนพักอาศัยที่อยู่ลึกลงไปอย่างรวดเร็ว การใช้มันนับเป็นประสบการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดสำหรับเขาในการเดินทางทั้งหมด มันแย่เสียยิ่งกว่าการนั่งรถที่มีความเร็วมากกว่าเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นการขึ้น หรือลงก็ตาม

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่อาณาเขตของโรงเรียน ‘ไอพี’ ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายส่วนบุคคลก็กลับมาทำงานอีกครั้ง มันส่งเสียงดังเบาๆ เตือนว่า ในระหว่างที่เขาไม่อยู่มีผู้พยายามติดต่อกับเขา เนื่องจากงานถูกจัดขึ้นในพื้นที่ของทางศาสนจักร ซึ่งไม่มีการติดต่อโดยตรงกับโลกภายนอก และโลกเบื้องบนก็ไม่อยู่ภายในขอบเขตของระบบเช่นเดียวกัน

เขายกแขนซ้ายขึ้นมาดู ส่วนหนึ่งของแขนเสื้อรัดรูปที่เป็นเครื่องแบบนักเรียนสีเหลืองอ่อนของเขา มีหน้าจอแสดงผลที่ยืดหยุ่นได้ติดตั้งอยู่ ซึ่งจะเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายของทางโรงเรียน แต่ละเมืองจะมีเครือข่ายเป็นของตัวเอง และแน่นอนว่าทั้งหมดนั้นจะต้องเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายหลักที่อยู่ในความควบคุมของทางสภา

นอกจากสีเหลืองอ่อนที่หมายถึงแสงจันทร์อันเป็นสีประจำโรงเรียนแล้ว ชุดเครื่องแบบของเขาก็มีลักษณะภายนอกทั่วไปที่แทบจะไม่แตกต่างจากชุดเครื่องแบบสีดำสนิทของทริกเลยแม้แต่น้อย

ชุดที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ทั้งหมดล้วนมีระบบพื้นฐานที่เกือบจะเหมือนกันทุกประการ จะแตกต่างกันก็แค่เรื่องสี หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่สถานะของผู้สวมใส่ เฉพาะในบุคคลพิเศษบางกลุ่มเท่านั้นที่มีความแตกต่างไปจากนี้ แน่นอนที่ทางศาสนจักรจะไม่ยอมรับเครื่องแบบพวกนี้ และมีรูปแบบเครื่องแต่งกายเป็นของตนเอง

เขาเลื่อนนิ้วไปมาบนหน้าจอโดยแทบจะไม่ต้องก้มมอง ซึ่งทุกคนต่างก็สามารถทำแบบนี้ได้เช่นเดียวกัน เพราะพวกเขาต้องใช้โปรแกรมของมันมาตั้งแต่จำความได้ นอกจากการปรับปรุงรายละเอียดบางอย่างที่อาจมีขึ้นนานๆ ครั้ง เพื่อให้การใช้งานสะดวกมากขึ้นแล้ว ระบบหลักๆ ของมันยังคงเหมือนเดิมทุกประการ

‘ให้ตายสิ’ หล่ง เพื่อนสนิทของเขาติดต่อมาครั้งหนึ่ง ซึ่งสมเหตุสมผลดี เพราะพอติดต่อไม่ได้ก็แค่รอให้เขาเป็นฝ่ายติดต่อกลับไป แต่ จูเลียต แฟนสาวที่เขาพึ่งลองคบหาอยู่กลับติดต่อมานับครั้งไม่ถ้วน เขาเริ่มเห็นด้วยกับหล่งที่เคยบอกว่าเธอดูไม่ค่อยจะปกตินัก เขารีบเปลี่ยนสถานะของตัวเองเป็น ไม่รับการติดต่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะไม่มีใครเคยทำ เพราะตอนนี้เขายังไม่อยากพูดคุยกับเธอ

เขาลังเลอยู่ว่าจะกลับไปที่ห้องของตัวเองก่อน หรือตรงไปที่ห้องทดลองเลยดี จดหมายฉบับนั้นยังคงอยู่ในมือของเขา และความลึกลับของมันก็ช่างเย้ายวนใจเสียเหลือเกิน นอกจากวิชาพื้นฐานแล้ว นักเรียนแต่ละคนจะสามารถเลือกศึกษาในสิ่งที่พวกตนสนใจได้อย่างอิสระ และประวัติศาสตร์ก็เป็นเรื่องที่เขาให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะมันมีปริศนาลี้ลับซุกซ่อนอยู่มากมายนั่นเอง

กระดาษคือเส้นใยเซลลูโลสที่ได้มาจากพืช สิ่งมีชีวิตที่มีใบสีเขียวซึ่งพบได้น้อยมากในทุกวันนี้ โดยเส้นใยเหล่านี้จะถูกทำให้เปียก ทับให้กลายเป็นแผ่น ปล่อยให้แห้ง ก่อนนำมาใช้งาน ส่วนหมึกคือ ของเหลวที่มีสารให้สีเป็นส่วนผสมซึ่งใช้ในการเขียน วาด สิ่งต่างๆ

มันมีหลักฐานย้อนกลับไปถึงประเทศในอดีตที่มีชื่อเรียกว่า จีน อินเดีย โรมัน และอื่นๆ รวมถึงบันทึกหลักฐานที่มีความเก่าแก่ยิ่งกว่านั้น ความแตกต่างขององค์ประกอบที่ใช้ในการผลิต จะบอกได้ถึงแหล่งที่มาของพวกมัน แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงจินตนาการภายในหัวของเขาเท่านั้น

เขาคาดว่าจดหมายฉบับนี้คงเป็นเพียงกระดาษ และหมึกสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นใช้กันในปัจจุบัน แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ตัวเขาเองก็ยังไม่เคยได้เห็นของจริงเช่นนี้มาก่อน จึงนับเป็นโอกาสทางการศึกษาที่ดีเช่นกัน

ก่อนหน้าที่จะมีกระดาษ และหมึกเกิดขึ้น มนุษย์เราก็เริ่มทำการบันทึกสิ่งต่างๆ กันแล้ว ด้วยการใช้สีที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ยางไม้ แร่ธาตุ พืช หรือการแกะสลักลงบนวัสดุชนิดต่างๆ เพื่อประกาศให้โลกได้รับรู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่ และแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นใดที่ได้เกิดมาพร้อมกันบนโลกใบนี้

การสื่อสารคือความสามารถที่โดดเด่นที่สุดของมนุษย์ ซึ่งพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นภาษา จากภาพที่ใช้บอกเล่าเรื่องราวพัฒนาจนกลายมาเป็นตัวอักษร

การบันทึกเรื่องราวต่างๆ เพื่อส่งต่อสืบทอดความคิด ความเข้าใจให้แก่กัน คือก้าวย่างที่สำคัญ ส่วนการพิมพ์ที่ทำให้ความคิดเหล่านั้นสามารถแพร่กระจายได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น คือการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ และการมาถึงของการสื่อสารผ่านระบบเครือข่าย คือก้าวเล็กๆ ของมนุษย์ แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

ความคิด ความเห็นของใครคนใดคนหนึ่ง จะได้รับการตอบสนองในทันทีทันใด แม้แต่จากคนที่อาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยก็ตาม ปริมาณข้อมูลที่ถูกส่งเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วงระยะเวลาสั้นๆ อุปกรณ์สำรองข้อมูลต้องพยายามวิ่งหนีอย่างสุดกำลัง ในขณะที่ทุกคนต่างก็เร่งสร้างข้อมูลของตนเองไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด

โลกทุกสิ่งรอบตัวถูกทำให้กลายเป็นข้อมูล โดยเครือข่ายจะคอยทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลใหม่ๆ เข้าไปในข่ายใยข้อมูลขนาดยักษ์อันแสนสลับซับซ้อน ไม่มีข้อมูลใดๆ ที่เป็นเอกเทศ ทุกสิ่งต่างถูกเชื่อมโยงให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน มันคือทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษย์ในยุคสมัยหนึ่ง และพวกมันก็เกือบจะถูกทำลายจนหมดสิ้นไปในสงครามโลกครั้งที่สาม

ประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดสงความโลกครั้งที่สามถูกเรียกว่าเป็น ‘ยุคทอง’ ซึ่งปะติดปะต่อขึ้นมาจากข้อมูลหลายแหล่ง ที่น่าเชื่อถือที่สุดคือบรรดาข้อมูลที่สามารถกู้คืนมาได้จากระบบเก็บข้อมูลเก่าแก่โบราณพวกนี้ ที่หลุดรอดจากการทำลายล้างมาได้ แต่น่าเสียดายที่พวกมันถูกค้นพบเพียงไม่มากนัก

นอกจากนั้นก็เป็นหลักฐานทางวัตถุที่ขุดค้นได้จากเศษซากของโลกเบื้องบน เหล่าเทคโนโลยีทั้งหลายที่ไม่ได้ถูกทำลายและสามารถกู้กลับคืนมาได้ด้วยฝีมือของสำนักวิทยาศาสตร์ และส่วนสุดท้ายก็คือ เรื่องเล่า ตำนาน และนิทานต่างๆ ที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด

แม้จะมีข้อถกเถียงกันมากมาย เกี่ยวกับข้อมูลของยุคทอง และยุคที่เก่าแก่โบราณมากกว่านั้น แต่นักประวัติศาสตร์ทุกคนต่างยอมรับตรงกันในเรื่องหนึ่ง นั่นคือช่วงยุคทองมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่ายุคปัจจุบันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่มีใช้อยู่ในทุกวันนี้ ล้วนได้มาจากเศษเสี้ยวของเทคโนโลยีที่ใช้กันในยุคสมัยนั้น

หลังจากการผ่านพ้นไปของยุคมืดที่สุด และเข้าสู่ยุคฟื้นฟูโลก มนุษย์ไม่ได้ค้นพบอะไรเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่อย่างเดียว ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เคยมีอยู่ในยุคก่อนแล้วทั้งสิ้น และยังคงมีสิ่งเร้นลับจากยุคทองอีกมากมายที่พวกเรายังคงไม่สามารถทำความเข้าใจได้จนถึงทุกวันนี้

คีย์ตัดสินใจตรงไปยังห้องทดลองก่อนเป็นอันดับแรก เขาจะตรวจดูจดหมายฉบับนี้อย่างรวดเร็ว ก่อนกลับไปพักผ่อน บางทีอาจติดต่อกลับไปหาหล่งว่ามีเรื่องอะไร แต่สำหรับจูเลียตนั้นคงต้องขอคิดดูก่อน

เขาก้าวเดินไปตามเส้นทางวกวนที่เชื่อมต่อหมู่อาคารใต้ดินทั้งหมดเข้าด้วยกัน แสงสว่างบนเพดานถูกหรี่ให้ลดลงเพราะอยู่ในช่วงเวลากลางคืน และมันจะสว่างมากขึ้นเมื่อยามเช้ามาถึง เพื่อทำให้ผู้คนสามารถแยกแยะความแตกต่างของช่วงเวลาได้แม้อยู่ใต้ดินเช่นนี้

ตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ต่างๆ ภายในโรงเรียนจะถูกระบุด้วยระบบของชั้น และพิกัด ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเมืองอยู่อาศัยแห่งอื่นๆ ทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่แล้วหากเป็นพื้นที่ที่ตัวเองคุ้นเคยดี ก็แทบไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับพวกมันให้เสียเวลาเลย

เขามาถึงทางเดินเล็กๆ ที่นำเข้าสู่ห้องทดลองสำคัญแห่งหนึ่ง สองฟากทางเดินถูกทาไว้ด้วยสีดำเพื่อให้เข้ากับรูปภาพที่แขวนประดับเอาไว้ตลอดทาง มันคือสิ่งมหัศจรรย์ที่ถูกค้นพบจากยุคโบราณ แต่ละภาพบอกเล่าเรื่องราวจากอดีตแสนไกล อันเป็นที่มาของชื่อโรงเรียนอพอลโลแห่งนี้

หนึ่งในภาพที่เขาชื่นชอบมากที่สุดคือมนุษย์ในชุดอวกาศโบราณสีขาวซึ่งมีที่ครอบศีรษะขนาดใหญ่ สะท้อนเงาของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของคนที่อยู่ภายใน โดยมีฉากหลังเป็นพื้นผิวที่ขรุขระของดวงจันทร์ นอกจากนั้นยังมีภาพของจรวดโบราณอยู่ท่ามกลางเปลวไฟลุกท่วมอย่างน่ากลัว

ภาพของยานอวกาศสีขาวที่ดูทันสมัยมากกว่าจรวดในภาพอื่นๆ มนุษย์ในชุดอวกาศอีกแบบหนึ่งที่ดูเล็ก และคล่องตัวมากกว่า  พร้อมกับภาพที่เข้าใจกันว่าน่าจะเป็นฐานดวงจันทร์ในยุคเริ่มต้น ทั้งหมดนี้มีรายละเอียดระบุเอาไว้ว่าเป็นภาพที่ได้มาจากโครงการอพอลโลของอดีตสหรัฐอเมริกา ซึ่งเข้าใจกันว่าน่าจะเป็นโครงการที่มีเป้าหมายเพื่อก่อสร้างฐานดวงจันทร์นั่นเอง

ทั้งหมดนี้คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นเมื่อประมาณห้าร้อยปีก่อนยุคฟื้นฟูโลก แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์หลายคนที่ให้ความเห็นว่ากลุ่มภาพดังกล่าวนี้อาจมาจากสองเหตุการณ์ ในสองช่วงเวลาที่แตกต่างกันก็เป็นได้ เพราะดูเหมือนเทคโนโลยีที่ปรากฏอยู่ในแต่ละภาพ จะมีความแตกต่างกันจนน่าสงสัย

เอสอป นักประวัติศาสตร์ชื่อดังให้ความเห็นไว้ว่า การใช้จรวดและชุดอวกาศที่ดูเทอะทะใหญ่โต กับยานอวกาศสีขาวและชุดอวกาศที่คล่องตัวมากกว่า น่าจะมีช่วงเวลาที่ห่างกันประมาณหนึ่งร้อยปี และฐานดวงจันทร์ก็คงเริ่มสร้างขึ้นในช่วงเวลาของภาพถ่ายชุดที่สองนี้มากกว่า แต่ก็มีหลายคนที่คัดค้านว่ามันน่าจะเป็นโครงการที่ต่อเนื่องกัน

มีข้อมูลที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือระบุว่า วันที่ 20กรกฎาคม ค.ศ. 1969 คือเวลาที่มนุษย์สามารถไปเหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยโครงการที่มีชื่อเรียกว่า อพอลโลสิบเอ็ด นักบินอวกาศสองคนคือ นีล อาร์มสตรอง กับ บัซ อัลดริน ได้ลงไปเหยียบผิวดวงจันทร์ ในขณะที่ ไมเคิล คอลลินส์ อยู่บนยานที่โคจรไปรอบๆ

ดังนั้นเอสอปคาดว่าการก่อสร้างฐานดวงจันทร์คงจะเกิดขึ้นในช่วงประมาณปี ค.ศ. 2060 – 2080 เขายังให้ความเห็นเพิ่มเติมไว้อีกว่า ปัญหาเรื่องการขาดแคลนพลังงานบนโลกซึ่งน่าจะมีความรุนแรงสูงสุดในช่วงเวลาดังกล่าว คงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้มนุษย์ต้องค้นหาออกไปไกลในอวกาศ จนเป็นที่มาของฐานดวงจันทร์ในที่สุด

คีย์เองมีความเชื่อเอนเองไปในทิศทางเดียวกับเอสอป มีอยู่หลายครั้งที่เขาลองคิดว่าตนเองจะมีความรู้สึกอย่างไร หากเป็นมนุษย์อวกาศที่ต้องขึ้นไปนั่งอยู่บนยอดของจรวดซึ่งบรรจุด้วยเชื้อเพลิงไวไฟปริมาณมหาศาล และกำลังมีเปลวไฟพวยพุ่งอยู่ทางด้านล่างห่างลงไปเพียงไม่ไกลแบบนั้น

ประตูห้องทดลองเลื่อนเปิดออก แล้วแสงไฟก็สว่างขึ้น เขาเดินเข้าไปพร้อมกับนำจดหมายวางลงบนโต๊ะ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ลงมือทำอะไรกับมัน เรื่องแปลกประหลาดก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเขา

ซองจดหมายนั้นค่อยๆ กลายสภาพเป็นวัตถุโปร่งใส และหายไปต่อหน้าต่อตา เขายืนดู ยื่นมือออกไปที่ตำแหน่งนั้น จนนิ้วมือสัมผัสกับผิวโต๊ะที่ว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นทั้งสิ้น เขายืนดู และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป

เสียงเตือนของไอพีดังขึ้น เรียกสติของเขาให้กลับคืนมา เขายกมือขึ้นดูอย่างงงงง เพราะเขายังคงสถานะเอาไว้เป็นไม่รับการติดต่อ แต่เมื่อเห็นชื่อของผู้ที่ติดต่อเข้ามาเขาก็เลิกแปลกใจ หล่งเพื่อนสนิทของเขาคนนี้ขึ้นชื่อในเรื่องการ ‘จัดการ’ กับระบบเครือข่าย ซึ่งทำให้ต้องโดนคาดโทษมาหลายครั้งแล้ว

เขาเลื่อนนิ้วไปมาบนหน้าจอ เด็กวัยรุ่นผมดำ ตาชั้นเดียว พร้อมใบหน้ากลมๆ ก็ปรากฏขึ้นบนจอ

“นายหายไปไหนมา”

เขาไม่ได้บอกเพื่อนเกี่ยวกับเรื่องของบิดาเลยแม้แต่คนเดียว

“…พอดีมีธุระนิดหน่อยน่ะ”

“เข้าเรื่องเลยดีกว่า ฉันทดลองทำโปรแกรมอะไรบางอย่างขึ้นมา อยากให้ลองช่วยใช้ดูหน่อย”

“คราวนี้อะไรอีกล่ะ คงไม่เหมือนครั้งที่แล้วอีกนะ”

เขายังจำได้ดีถึงสิ่งที่เพื่อนคนนี้เคยให้ลองใช้เมื่อคราวก่อน โปรแกรมที่จะทำให้ห้องพักตอบสนองความต้องการของเขาได้ฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาต้องย้ายออก และห้องเดิมของเขาต้องถูกปิดตายไปในที่สุด

“เอาน่า…ฉันส่งไปให้เรียบร้อยแล้ว ลองใช้ดูละกัน เออ ว่าแต่เจอกับยายจูหรือยัง เธอเที่ยวหานายไปทั่วเลยนะ”

หล่งชอบเรียกจูเลียตลับหลังว่ายายจูอยู่เสมอ

“…ยังเลย”

“ถ้าอย่างนั้นก็โชคดีนะ ระวังตัวด้วยล่ะ”

“เออ เดี๋ยว…ฉันมีอะไรบางอย่างจะให้ช่วยหน่อย”

บางทีหล่งอาจจะสามารถค้นหาคำตอบเกี่ยวกับการหายไปอย่างแปลกประหลาดของจดหมายฉบับนั้นให้กับเขาได้ เพื่อนรับฟังคำขอของเขาก่อนตอบตกลงอย่างง่ายดาย

“จะค้นให้ ถ้าเจอเมื่อไรจะรีบติดต่อไปนะ”

เขาเอื้อมมือไปลูบๆ คลำๆ บนโต๊ะในตำแหน่งเดิมอีกครั้ง ก่อนลองหาไปรอบๆ มันหายไปแล้ว หายไปตลอดกาลราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย

เมื่อไม่อาจทำอะไรได้อีก เขาก็ตัดสินใจจะกลับไปยังห้องของตน แต่ก่อนที่เขาจะออกก้าวเดิน ประตูห้องทดลองก็เลื่อนเปิดออก

หญิงสาวผมสั้นในชุดดำคนหนึ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า เขาจำชุดเครื่องแบบที่เธอสวมใส่ได้ในทันที เจ้าหน้าที่พิเศษจากสำนักวิทยาศาสตร์ เขาเคยเห็นพวกมันในข้อมูลมาหลายครั้งแล้ว อาจจะมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับการตายของพ่ออีกก็เป็นได้

“ประพันธ์ หรือ คีย์ ใช่ไหม”

เสียงของเธอน่าฟังผิดคาด แว่นดำที่ปกปิดสายตาและใบหน้าบางส่วน ทำให้อ่านท่าทีได้ยากมากขึ้น

“…ครับ”

“พรุ่งนี้เธอมีนัดไปรับเพชรใช่ไหม”

คราวนี้เขาไม่ตอบ เธอยิ้มพร้อมกับยกมือขวาหันหน้าจอบนแขนให้เขาดู มันแสดงบัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่พิเศษที่กำลังอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

“ฉัน เจ้าหน้าที่ทริก โปรดตอบคำถามของฉันด้วย”

เขายังลังเลไม่ยอมตอบ และประตูก็เปิดออกอีกครั้ง คราวนี้เป็นผู้หญิงในชุดเครื่องแบบสีเหลืองอ่อนแบบเดียวกัน และเขาก็รู้จักเธอด้วย คิ้วของเธอขมวดเข้าหากัน รอยยิ้มที่เหมือนกำลังแยกเขี้ยวคล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังตั้งท่าจะเข้าจู่โจมเหยื่อ เธอคือจูเลียตที่พึ่งถูกพูดถึงนั่นเอง

ผมสีทองยาวสลวยนั้นคือจุดเด่นที่สุดของเธอ จูเลียตมีรูปร่างเตี้ยและเล็กกว่าทริกในทุกสัดส่วน แต่ดูเหมือนเธอจะไม่รับรู้ในเรื่องนั้นเลย เธอก้าวเข้ามาพร้อมท่าทีคุกคามอย่างเปิดเผย แต่ทริกกลับมองเธออย่างขบขันมากกว่าจะหวาดกลัว

“ที่แท้ก็แอบมาจู๋จี๋อยู่กับยาย ป้า ในนี้เอง ปล่อยให้ตามหาตั้งนาน”

รอยยิ้มบนใบหน้าของทริกกระตุกเล็กน้อย

“เธอกำลังเข้าใจผิดแล้วจูเลียต ฉันพึ่งไปธุระกลับมา แล้วพี่คนนี้ก็เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักวิทย์”

เธอยิ้มแยกเขี้ยว สายตายังคงไม่ละไปจากใบหน้าของทริก

“ฉันไม่สนหรอกว่า ป้า คนนี้จะเป็นใครมาจากไหน ถ้าไปธุระมาจริง กลับมาแล้วทำไมไม่รีบติดต่อฉัน รู้ไหมว่าฉันพยายามติดต่อเธอตลอดทั้งวันเลย”

“…ขอโทษที พอดี ฉัน ฉันเหนื่อยมากน่ะ ก็เลย…”

“เลยมาอยู่กับ ป้า สองคนในห้องทดลองตอนกลางดึกแบบนี้”

คราวนี้ทริกเป็นฝ่ายก้าวเข้ามาเผชิญหน้า ดูเหมือนว่าเธอจะไม่พะวงกับท่าทีที่คุกคามของเด็กสาวเลยแม้แต่น้อย

“เธอกำลังเข้าใจผิดอยู่นะ พี่…”

“…ป้าน่ะ เงียบไปเลย”

เขาไม่ทันเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เพียงชั่วพริบตา จูเลียตก็ลงไปนอนคว่ำอยู่บนพื้น แขนทั้งสองข้างถูกรวบไขว้รวมกันไว้ทางด้านหลัง โดยมีมือซ้ายของทริกรวบจับเอาไว้ พร้อมกับใช้เข่าข้างหนึ่งกดลงไปบนหลังของเธอ

“ยายเด็กปากเสีย ถ้าอยากแขนหักก็ลองเรียกฉันว่าป้าอีกครั้งสิ”

ทริกพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูธรรมดา แต่ทำเอาเขารู้สึกเสียววาบขึ้นมาในทันที แต่ถึงอย่างนั้นแววตาของจูเลียตก็ยังเต็มไปด้วยความแค้นมากกว่าความกลัว เธอกัดริมฝีปากตัวเองเอาไว้ ไม่พูด และไม่ยอมส่งเสียงร้องใดๆ ออกมา

“ดี คราวนี้ฟังให้ดีๆ นะ ฉันมาปฏิบัติหน้าที่ และไม่ได้เป็นอะไรกับแฟนของเธอ พอเสร็จงานฉันก็จะไป เข้าใจหรือยัง”

จูเลียตยังคงปิดปากเงียบ ทริกเพิ่มแรงกดลงบนหัวเข่า และยกแขนทั้งสองข้างที่รวบเอาไว้ให้ยกสูงขึ้น ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ในทิศทางที่ขัดกับข้อต่อหัวไหล่ของมนุษย์

“…ฉัน…เข้าใจ”

เธอส่งเสียงตอบลอดไรฟันออกมาในที่สุด ทริกยิ้มกว้าง พร้อมกับปล่อยมือแล้วลุกขึ้นยืน

“ดีมาก ฉันชอบคนที่เข้าใจอะไรได้ง่ายๆ แบบนี้แหละ”

จูเลียตรีบลุกขึ้น พร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นบีบนวดที่หัวไหล่เพื่อคลายอาการเจ็บปวดให้ลดลง ก่อนจ้องมองทั้งสองคนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เธอค่อยๆ ก้าวถอยหลังกลับไปที่ประตู และเมื่อประตูเปิดออก เธอก็ตะโกนสุดเสียงก่อนวิ่งหนีไป

“ฝากไว้ก่อนเถอะยายป้า ฉันเลิกคบกับเธอแล้ว”

ครึ่งแรกนั้นสำหรับทริก ส่วนครึ่งหลังสำหรับคีย์ ทั้งสองมองตามเธอที่วิ่งหนีหายไป ก่อนหันกลับมามองหน้ากัน

“แฟนเธอน่ารักดีนะ”

“อดีตแฟนน่ะ”

แล้วเขาก็หัวเราะออกมา

“ถ้าผมยังไม่ยอมตอบคำถาม คุณจะทำแบบนั้นกับผมไหม”

“ถ้าทำ เธอจะยอมตอบหรือเปล่าล่ะ”

ใบหน้าของเธอนิ่ง จนเขาเกิดความรู้สึกว่าบางทีเธออาจจะไม่ได้แค่พูดล้อเล่น

“…ใช่ ผมมีนัดไปรับมันพรุ่งนี้”

“ดี ห้องเธออยู่ไหน”

“…ทำไมหรือครับ”

ทริกยิ้มอย่างหยาดเยิ้ม คำตอบของเธอทำเอาเขาอึ้งไปเลย

“ฉันจะขอไปนอนค้างด้วยสักคืนได้ไหม”

4.

                ทริกมองดูใบหน้าของคีย์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อมากขึ้นเรื่อยๆ

“หนุ่มน้อยเธอคิดไปไกลถึงไหนแล้ว ฉันรีบเดินทางมาจึงไม่ได้สำรองที่พักล่วงหน้าเอาไว้ ดังนั้นคืนนี้ฉันคงต้องขอพักในห้องของเธอ…ก็เท่านั้นเอง”

ใบหน้าของเขายิ่งแดงมากขึ้นกว่าเดิม และเธอต้องพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้ ‘ฉันชอบแบบนี้จริงๆ เลย’ ความจริงแล้วเธอสามารถจะเข้าพักในสถานที่ใดก็ได้ที่ยังว่างอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อล่วงหน้า ไม่ว่าสถานที่แห่งนั้นจะเป็นที่พักอาศัยในรูปแบบใดก็ตาม รวมถึงห้องว่างภายในหอพักของโรงเรียนแห่งนี้ด้วย

ประพันธ์ ดุริยดารา หรือ คีย์ อายุ 15 ปี เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของ ศาสตราจารย์ จันทร์ ดุริยดารา ผู้ดำรงค์ตำแหน่งหัวหน้าฐานดวงจันทร์ ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญคนหนึ่งของสำนักวิทยาศาสตร์ ไม่มีการบันทึกเอาไว้อย่างเป็นทางการว่าใครคือมารดาของเขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ในปัจจุบันนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการแต่งงานอีกต่อไปแล้ว การใช้ชีวิตคู่เกิดขึ้น และจบลงได้ ด้วยการตกลงกันของทั้งสองฝ่าย เพียงแต่การมีทายาทนั้น จำเป็นต้องมีการยื่นคำขอ และได้รับการอนุมัติจากทางสำนักวิทยาศาสตร์เสียก่อน

คู่ที่ต้องการจะมีทายาทต้องผ่านการตรวจร่างกายอย่างเข้มงวด ส่วนในประวัติของทายาทที่เกิดขึ้นมานั้น จะบันทึกชื่อของบิดา มารดา ไว้หรือไม่ก็ได้ เด็กทุกคนจะได้รับการดูแลจากทางสภานวโลกา ให้ได้รับสิ่งจำเป็นพื้นฐาน และการศึกษาตามความเหมาะสมในทุกกรณี

แต่ที่เธอแปลกใจคือ แม้แต่ในฐานข้อมูลของสำนักวิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่มีการบันทึกเกี่ยวกับมารดาของเขาเอาไว้เลย ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ นอกจากว่าจะมีใครลบมันออกไปเท่านั้น และมีอยู่เพียงไม่กี่คน ที่สามารถทำแบบนั้นได้ ‘แต่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำแบบนั้น มันจะแปลกอะไรถ้ารู้ว่าแม่ของเด็กคนนี้เป็นใคร’

“…ว่าแต่ คุณรู้เรื่องเพชรได้ยังไงครับ”

ฟังดูเหมือนเขาแค่หาเรื่องถามเพื่อแก้เขิน แต่เมื่อได้สบตา เธอก็เริ่มไม่แน่ใจ เด็กหนุ่มคนนี้ได้รับการประเมินว่ามีศักยภาพสูงเพียงพอที่จะสามารถเข้าสู่สภานวโลกาได้ในอนาคต ความสนใจส่วนตัวในเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยิ่งทำให้เขามีความโดดเด่นมากขึ้น เธอต้องไม่ให้ภาพภายนอกของเขาหลอกลวงเอาได้

“อย่าลืมสิว่า พ่อของเธอทำงานให้กับเรา”

เขาพยักหน้าเห็นด้วย ใช่ มันไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกที่ทางสำนักวิทยาศาสตร์จะรู้เรื่องนี้ด้วย

“…แต่เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับทางสำนักวิทย์ด้วยครับ”

‘เป็นคำถามที่ดี’ บนใบหน้าของเธอยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลง มันเป็นสิ่งที่เธอต้องทำอยู่เป็นประจำจนกลายเป็นนิสัย การพูดโกหกได้อย่างเป็นธรรมชาติ พูดออกไปโดยที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังเชื่อว่ามันเป็นความจริง

“เธอคงรู้อยู่แล้ว ว่าพ่อของเธอเป็นคนสำคัญขนาดไหน และทางสำนักงานก็มีเหตุผลเพียงพอ ที่ต้องการให้ฉันเดินทางไปกับเธอด้วยในวันพรุ่งนี้”

“หมายความว่า…เรื่องนี้อาจมีอันตรายอะไรหรือครับ”

“ไม่ ตราบเท่าที่ฉันยังอยู่ข้างเธอ”

‘ใช่แล้ว จงไว้ใจฉัน’ แผนของเธอในครั้งนี้มีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ทำให้เขาไว้วางใจ แล้วเดินทางไปรับเพชรพร้อมกันในวันพรุ่งนี้ หลังจากนั้นเขาจะหมดสติ และเมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งเธอ และเพชรเม็ดนั้นก็จะหายไปจากชีวิตของเขา เธอยังหวังอีกว่าในอนาคตคงจะไม่ต้องกลับมาพบเจอกับเขาอีก เพราะมันคงจะเป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยดีนักของทั้งสองฝ่าย

‘แต่หากเขาได้เข้าทำงานในสภาจริง การพบกันอีกครั้งคงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้’ แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งเธอไม่ค่อยใส่ใจเท่าใดนัก ตอนนี้ขอเพียงให้งานสำเร็จก่อนก็พอ

“ผมไม่คิดว่าพ่อจะเป็นคนสำคัญขนาดนั้น…จริงๆ แล้วก็คือ ผมแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลย ผมไม่ค่อยได้พบกับเขาบ่อยนัก และคุณคงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดให้ผมรู้ได้ใช่ไหม”

“เธอเข้าใจถูกแล้ว ฉันไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของปฏิบัติการให้เธอรู้ได้…แต่เขาเป็นคนสำคัญ และดีมากๆ เรื่องนั้นฉันรับรองได้”

เธอมัวแต่ระวังตัว จนลืมนึกไปว่าความจริงแล้วเขาก็ยังเป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่พึ่งจะสูญเสียบิดาไปเท่านั้นเอง ‘เธอจะพบกับเขาบ่อยๆ ได้อย่างไร ในเมื่อเขาอยู่ที่ดวงจันทร์เกือบตลอดเวลา’ เมื่อมองดูให้ชัดๆ ใบหน้าของเขาคล้ายกับผู้เป็นบิดาอย่างไม่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น

ครั้งหนึ่งเธอเคยได้รับภารกิจที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับศาสตราจารย์ผู้นี้ แม้เขาจะมีอายุมากกว่าเธอหลายปี แต่เมื่อได้พบกันครั้งแรก เธอก็ยังรู้สึกใจเต้นตึกตักขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ความดึงดูดใจของเขาอยู่ที่ความเฉลียวฉลาด เขาสามารถทำความเข้าใจในเรื่องราวที่คนอื่นไม่อาจเข้าใจ หรือมองข้ามไปอย่างไม่ใส่ใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ภารกิจสั้นๆ ในครั้งนั้นทำให้เธอรู้สึกประทับใจในตัวเขามาก แต่น่าเสียดายที่นั่นเป็นเพียงครั้งเดียวที่ทั้งสองได้ออกผจญภัยร่วมกัน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้พบกันอีกเลย ‘มาคิดเรื่องเก่าๆ อะไรเอาตอนนี้นะเรา’

“เอาล่ะ ฉันว่าเราแนะนำตัวกันมาพอแล้ว เธอทำธุระที่นี่เรียบร้อยหรือยัง”

“…ครับ”

เธอพบเห็นท่าทีที่ผิดปกติของเขาในทันทีที่ถามคำถามออกไป

“ว่าแต่ เธอมาทำอะไรที่ห้องทดลองในเวลาป่านนี้”

เธอแกล้งถามเขา แต่ก็คิดเอาไว้แล้วว่าคงไม่ได้รับคำตอบที่กระจ่างแจ้งอะไรนัก

“เอ่อ…ผมอยากได้ข้อมูลอะไรนิดหน่อยน่ะครับ”

“…มีอะไรเกิดขึ้นที่งานหรือเปล่า”

“เปล่า ผมแค่มาหาข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับศาสนจักรน่ะครับ”

“ถ้ามีอะไรที่อยากพูด ก็พูดออกมา มันจะทำให้งานของฉันในวันพรุ่งนี้ง่ายขึ้น เข้าใจไหม”

“ครับ ผมเข้าใจ”

ทั้งคู่ยืนเผชิญหน้ากันในความเงียบเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำลายมันลง

“เรื่องค้างที่ห้องผม คุณคงไม่ได้พูดเล่นใช่ไหมครับ”

“แน่นอน ฉันพูดจริง”

“แต่ผมมีแค่เตียงเดี่ยว คุณนอนเตียง แล้วผมนอนที่เก้าอี้ยาวก็ได้”

เธอส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม

“ไม่ได้หรอก เธอนอนเตียงไป ส่วนฉันขอจองเก้าอี้ยาวเอง…”

เธอขยิบตาให้กับเขา

“…ฉันเคยนอนในสถานที่แย่ๆ ยิ่งกว่านี้หลายร้อยเท่ามาแล้ว เธอเชื่อไหม”

เขาเชื่อคำพูดของเธอโดยไม่มีข้อสงสัย เจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักวิทยาศาสตร์มีหน้าที่หลักคือการขุดค้นหาไปตามซากของโลกเบื้องบนซึ่งมีสภาพเลวร้าย ความจริงแล้วเขายังนึกภาพไม่ออกเลยว่าผู้หญิงอย่างเธอจะสามารถทำอะไรแบบนั้นได้ ถึงแม้ว่าเธอจะแสดงให้เห็นถึงวิธีจัดการกับจูเลียตเมื่อครู่นี้ก็ตาม

เธอขยับหลบไปด้านข้าง พร้อมกับล้อเลียนด้วยการผายมือให้กับเขา

“เชิญนำไปได้เลย หนุ่มน้อย”

เขาเดินนำเธอออกมาจากห้องทดลอง ซึ่งไฟดับลงในทันที ก่อนที่ประตูจะเลื่อนปิดเข้าหากัน

“ถ้าในห้องของเธอมีอะไรไม่เรียบร้อย ให้ฉันยืนรออยู่หน้าห้องก่อนก็ได้นะ”

เธอถามมาจากทางด้านหลังพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ เขาเดินลิ่วไม่ยอมตอบ แต่ความจริงคือกำลังพยายามนึกดูว่าตัวเองมีอะไรที่ไม่อยากให้เธอพบเห็นบ้างหรือไม่

#####

                หล่งค้นหาไปในระบบที่สลับซับซ้อน ข้อมูลที่เพื่อนของเขาร้องขอต้องถูกซุกอยู่ตรงไหนสักแห่ง แต่แล้วอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นก็ดึงความสนใจของเขาเอาไว้

ไอพีแสดงให้เขารู้ว่าเพื่อนรักได้เจอะเจอกับจูเลียตเข้าให้แล้ว ‘ยายนั่นหาเขาเจอได้อย่างไรกัน ผู้หญิงนี่น่ากลัวจริงๆ ‘ แต่เมื่อลองคิดทบทวนดูให้ดีแล้ว มันก็มีคำอธิบายในเรื่องนี้ได้อย่างง่ายๆ มีสถานที่อยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เพื่อนของเขาชอบไป หากรู้จักกันก็พอจะคาดเดาได้ ที่เหลือก็แค่คอยวนเวียนไปมาตามสถานที่เหล่านี้เท่านั้น ‘แต่นั่นแหละ ผู้หญิงก็ยังน่ากลัวอยู่ดี’

แต่แล้วเขาก็ต้องรู้สึกแปลกใจมากขึ้น เมื่อหลังจากนั้นเพียงไม่นาน ไอพีของจูเลียตก็จากไป โดยปล่อยเพื่อนของเขาทิ้งไว้ในห้องทดลองเพียงลำพัง ‘เป็นไปไม่ได้ นายทำได้ยังไง’ เขาไม่เชื่อว่าเพื่อนจะสามารถสลัดหลุดจากการตามติดของจูเลียตไปได้ง่ายๆ แบบนี้

‘ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแน่’ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งคีย์ออกจากห้องทดลอง เขาก็ทนความสงสัยที่เกิดขึ้นภายในใจไม่ไหว จึงรีบติดต่อกลับไปอีกครั้ง สถานะของเพื่อนยังคงเป็นไม่รับการติดต่อ แต่นั่นไม่เป็นปัญหากับเขาเลยแม้แต่น้อย

สิ่งแรกที่เขาถามคือ

“นายทำได้ยังไง นายไล่ยายจูไปได้ยังไง”

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่ดูเหมือนสีหน้าของเพื่อนจะดูแปลกๆ

“ฉันเปล่าทำอะไรทั้งนั้น…”

เขายังไม่เข้าใจท่าทีพิลึกของเพื่อน แต่บอกได้ว่ามันต้องเกิดเรื่องไม่ปกติขึ้นแน่

“ฉันจะแนะนำให้นายรู้จักกับใครอีกคน”

คีย์เอียงแขนไปข้างๆ เพื่อให้เขาได้เห็นใบหน้าของทริก และแกล้งทำเป็นขยับแขนอย่างไม่ตั้งใจ เพื่อให้เขาได้เห็นชุดสีดำอันเป็นเครื่องแบบที่ทุกคนรู้จักดี ‘โอ๊ะโอ วันนี้นายออกไปทำเรื่องอะไรมากันแน่นะ’ การมีเจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักวิทยาศาสตร์มาหาย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่

แม้แต่ตัวเขาเองที่เคยก่อเรื่องเดือดร้อนเอาไว้มากมาย ก็เพียงแค่ได้รับการตักเตือนจากคณะครู และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนอพอลโลแห่งนี้เท่านั้น ยังไม่เคยได้รับเกียรติจากทางสำนักวิทยาศาสตร์เลยสักครั้ง

“ผมหล่ง เป็นเพื่อนของคีย์ สวัสดีครับ คุณ…”

“ฉันทริก ยินดีที่ได้รู้จัก ถ้าเธอยังอยากรู้ว่าใครเป็นคนไล่ยายจูไป คนนั้นคือฉันเองนั่นแหละ”

“…ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”

เขาตอบเธออย่างงงงง และพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นสายตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นภาพในอีกหน้าจอ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนมากมายที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางเครื่องประมวลผลหน้าตาแปลกๆ ซึ่งเขาเรียกอย่างภาคภูมิใจว่าเป็น ‘ศูนย์บัญชาการ’ ของเขา

มันกินพื้นที่เกือบทั้งหมดภายในห้อง และเขาต้องใช้เวลาอย่างยาวนานในการค่อยๆ ค้นหา และประกอบพวกมันขึ้นมาจนกลายเป็นแบบนี้ พวกมันคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี พวกมันคือส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา

ใบหน้าที่ปรากฏขึ้นมานั้น คือผู้หญิงที่พึ่งแนะนำตัวกับเขาว่า ทริก นั่นเอง เมื่อครู่เขากำลังทำการค้นหาข้อมูลภาพที่ถูกบันทึกเอาไว้ภายในบริเวณโรงเรียนแห่งนี้ตามคำขอของเพื่อน ซึ่งยังไม่ยอมบอกว่าต้องการพวกมันไปทำไม แต่ภาพในบริเวณทางเข้าหลักของโรงเรียนนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาค้นหาอยู่

เขามองปากที่ขยับไปมาของตัวเธอในอดีต ข้อความส่วนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นภายในหัว เขาไม่เคยเล่าให้ใครฟังว่ามีความสามารถอ่านริมฝีปากแบบนี้อยู่ด้วย แน่นอนว่ามันไม่ได้ถูกต้องไปทั้งหมด แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว ดูเหมือนเธอกำลังพึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเองอยู่

‘โดย…ให้…กำ…จัด…วิธี…ที่…ใช่ กำจัดอะไร กำจัดใคร’ แต่ตอนนี้เธอกำลังอยู่กับคีย์ ซึ่งแน่นอนว่าคงเป็นเป้าหมายที่เธอกำลังพูดถึง เขาเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่า เจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักวิทยาศาสตร์นั้นสามารถทำได้ทุกเรื่อง และอาจรวมถึงการฆ่าคนด้วย

‘นายไปทำอะไรมากันแน่’ เขารีบใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว รวมถึงพยายามทำหน้าให้เป็นปกติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับเขา

“…คุณทริก ให้ผมได้เห็นหน้าชัดๆ หน่อยได้ไหมครับ”

เขายกมือขึ้นแล้วชี้ไปที่หน้าจอบนแขนของตัวเอง ก่อนชี้กลับไปที่ตัวเธออีกครั้ง เธอจึงเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร ตอนนี้ทั้งสองกำลังคุยผ่านหน้าจอไอพีของคีย์ ซึ่งเขาพยายามบอกว่ามองเห็นเธอได้ไม่ชัด และต้องการคุยผ่านไอพีของเธอโดยตรง

เธอยกมือขึ้นก่อนลากนิ้วไปมาบนหน้าจอ และภาพของเด็กวัยรุ่น หน้ากลม มีตาหยีขีดเป็นเส้น ก็ปรากฏขึ้น ความจริงแล้ว เธอรู้จักเขาตั้งแต่ก่อนที่จะแนะนำตัวเสียอีก

หล่ง เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับการประเมินศักยภาพว่ามีความเหมาะสมในการเข้าทำงานกับสำนักวิทยาศาสตร์ต่อไปในอนาคต แน่นอนว่าต้องไม่ใช่เจ้าหน้าที่ภาคสนามเหมือนกับเธอ แต่เป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่เทคนิค

ผลงานการเจาะระบบโรงเรียนของเขา ทำให้ใครหลายคนในสำนักงานทึ่ง แต่ก็ทำให้อีกหลายคนไม่พอใจ เขาถูกจับตาดูเป็นพิเศษนับตั้งแต่นั้น เพราะว่ายังไม่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงาน แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาจะได้เจาะมัน และระบบอื่นๆ จนพรุนอย่างที่ต้องการ ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของสำนักวิทยาศาสตร์

“โอ คุณสวยมากเลยครับ”

“ขอบใจจ๊ะ”

แม้คำชมจากเด็กวัยรุ่นตัวกลมตาหยีจะไม่มีความหมายอะไรกับเธอมากนัก แต่คำชมก็ยังเป็นคำชม และมันทำให้เธอเกิดความรู้สึกดีๆ กับเขาขึ้นเล็กน้อย

“สำนักวิทย์มีธุระอะไรกับเพื่อนของผมหรือครับ”

‘ขอเวลาอีกนิด’ มือของเขาขยับเคลื่อนไหวไม่ยอมหยุด

“…อืม คงต้องบอกว่าเป็นความลับ แต่ไม่ใช่เรื่องไม่ดีก็แล้วกัน”

“ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ ถ้าเป็นผมก็ว่าไปอย่าง แล้วกำลังจะไปไหนกันหรือครับ”

‘เกือบแล้ว’ ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ยากอย่างที่เขากลัว แต่เมื่อทำไปแล้ว เขาเองก็คงต้องซวยไปด้วยแน่ ‘แต่ถึงยังไงก็ต้องช่วยเพื่อนไว้ก่อน’

“ก็ว่าจะไปนอนที่ห้อง…”

คีย์รีบเข้ามาแทรกเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่เธอจะพูดจบ ถ้าให้หล่งรู้ว่าเธอกำลังจะไปค้างที่ห้องของเขา รับรองได้เลยว่าพรุ่งนี้ต้องกลายเป็นข่าวใหญ่ประจำโรงเรียนแน่

“…ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่นายมีอะไรหรือเปล่า หรือว่าจะเป็นเรื่องนั้น”

‘ยังจะมาห่วงเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่อีก นายกำลังจะถูกฆ่าแล้วไม่รู้หรือไง’ เขาลากมือเป็นครั้งสุดท้ายก่อนยิ้ม ‘เสร็จล่ะ คราวนี้ก็ต้อง’

“เรื่องนั้นน่ะ ยังไม่ได้หรอก แค่สงสัยเรื่องของยายจูเท่านั้นแหละ แค่นี้นะ…เพื่อนยาก”

คีย์มองหน้าเขาด้วยสายตาพิลึก

“เข้าใจแล้ว…เพื่อนยาก”

“สวัสดีครับคุณทริก”

“สวัสดีจ๊ะ”

หล่งเอนหลังพิงเก้าอี้ตัวโปรด ตอนนี้ปัญหาใหญ่คือคีย์จะยอมเชื่อเรื่องที่เขากำลังจะบอกให้ฟังหรือไม่

#####

                “ขอโทษนะครับ คุณทริก แต่ผมคงต้องขอแวะห้องน้ำข้างหน้านี้ก่อน”

“…ไม่กลับไปเข้าที่ห้องล่ะ”

“ไม่ไหวแล้ว ขอโทษด้วยครับ”

เขารีบวิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำชายที่อยู่บริเวณนั้นอย่างรีบร้อน เธอมองตามไปพร้อมกับส่ายหน้า ‘ไม่เหมือนกับพ่อของเขาเลยสักนิด ฉันดูผิดไปเสียแล้ว’

เมื่อเข้ามาภายในห้องน้ำเรียบร้อย เขาก็รีบยกไอพีขึ้นมาทันที รหัสเพื่อนยาก นั้นตกลงกันไว้ว่าจะใช้เฉพาะในเวลาที่มีเรื่องคอขาดบาดตายเท่านั้น ‘ถ้านายไม่มีคำอธิบายเหมาะๆ กับเรื่องในวันนี้ รับรองว่าจะต้องได้เจอดีกันแน่’ ภาพใบหน้ากลมๆ ของเพื่อนโผล่ออกมาทันที ก่อนที่เขาจะทันได้กดติดต่อเสียอีก

“รีบหนีเร็ว เธอวางแผนจะฆ่านาย”

เขามองหน้าเพื่อน พร้อมคิดในใจ ‘เขาบ้าไปแล้ว บ้ากว่าที่เคยเสียอีก’

5.

                “นายพูดเรื่องอะไรของนาย”

หล่งรู้จักเพื่อนคนนี้ดี รอยยิ้มบนใบหน้านั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาไม่เชื่อคำเตือนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ‘จะชักช้าไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเธอจะรู้ตัวเสียก่อน’

“…เอาล่ะ ไม่ว่าเธอจะบอกอะไรกับนาย พวกมันไม่จริง เป้าหมายที่แท้จริงของเธอคือการกำจัดนาย”

ท่าทีจริงจังของเพื่อนทำให้รอยยิ้มของเขาค่อยๆ สลายไป ‘เขาเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองกำลังพูดอยู่’ เขาไม่คิดสงสัยในเรื่องที่ว่าเจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักวิทยาศาสตร์จะฆ่าคนได้หรือไม่ เพราะเขามั่นใจว่าเรื่องราวดำมืดที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ ล้วนมีความจริงสอดแทรกอยู่ทั้งสิ้น

มีตัวอย่างให้พบเห็นได้มากมายในประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ค้นพบได้จากบันทึกลับของเหล่าประเทศมหาอำนาจในอดีต ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้งานนักฆ่าในเครื่องแบบที่คล้ายๆ กันนี้ในหลายกรณี ย้อนกลับไปจนถึงยุคสมัยโบราณ

เขายังเคยอ่านพบข้อความที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิง แต่มีความน่าเชื่อถือกล่าวไว้ว่า ‘นักฆ่านับเป็นหนึ่งในอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ เนื่องจากพวกเราเกิดมาพร้อมกับความขัดแย้ง และพวกเราเลวร้ายมากพอที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการ’

แต่กรณีนี้ยังขาดสิ่งสำคัญไปอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเหตุจูงใจ

“ไม่มีเหตุผลที่ทางสำนักวิทย์จะต้องทำแบบนั้นกับฉัน”

“นายผิดแล้ว พวกเขาต้องมีเหตุผลแน่ เพียงแต่นายยังไม่รู้เท่านั้นเอง”

“…ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เธอก็มีโอกาสลงมือได้ตั้งนานแล้ว”

“เหตุผลเดียวที่ทำให้เธอยังไม่ลงมือ คือเธอยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ”

คำพูดนี้คล้ายเป็นประกายไฟในความมืด ‘พรุ่งนี้เธอมีนัดไปรับเพชรใช่ไหม’ คำถามของเธอแวบขึ้นมาในหัวทันที ชิ้นส่วนปริศนาที่เขาเฝ้าครุ่นคิดมาตั้งแต่ต้นค่อยๆ เรียงตัวเข้าด้วยกัน เปิดเผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนบางส่วนของมันออกมา

‘งานลึกลับที่พ่อรับผิดชอบอยู่ กับเงินรายได้จำนวนมากมายมหาศาล’

‘การตายอย่างลึกลับของพ่อที่ทางสำนักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียด’

‘การส่งร่างกลับมาประกอบพิธีกับทางศาสนจักร ทั้งๆ ที่ทางสำนักวิทยาศาสตร์เองก็สามารถจัดการได้ อีกทั้งสำนักวิทยาศาสตร์ กับ ศาสนจักรแห่งศาสนาจักรวาล ก็เป็นเหมือนน้ำกับน้ำมัน ที่ไม่มีวันเข้ากันได้อย่างเด็ดขาด’

‘ผู้หญิงลึกลับพร้อมพินัยกรรมปริศนาที่เขียนบนกระดาษซึ่งหายไปได้เอง’

และ ‘ทริก เจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักวิทยาศาสตร์ที่มาปรากฏกาย พร้อมกับภารกิจติดตามไปรับเพชรที่สร้างขึ้นจากเถ้ากระดูกของพ่อ แต่เพื่อนกลับบอกว่าเธอมาเพื่อฆ่าเขา’

สิ่งที่เชื่อมโยงทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันก็คือบิดาของเขา ที่ตอนนี้คงหลงเหลือเพียงเถ้ากระดูก และอยู่ในระหว่างกระบวนการเปลี่ยนให้กลายเป็นเพชร ซึ่งแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ดูเหมือนว่าทางสำนักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงมีความต้องการที่จะนำมันกลับไปให้ได้ อีกทั้งต้องการให้มันเป็นความลับมากที่สุด ลับจนถึงกับต้องจัดการปิดปากใครก็ตามที่มารู้เรื่องนี้เข้า

ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดเป็นปัญหาขึ้นมาเลย หากทางสำนักวิทยาศาสตร์ได้เป็นผู้จัดการกับร่างของบิดาตั้งแต่ต้น ดังนั้นผู้ที่วางแผนส่งร่างของเขาให้กับทางศาสนจักร ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตัวบิดาของเขาเอง และหากพินัยกรรมฉบับนั้นเป็นของจริง บิดาก็ต้องการให้เขาจัดการสานต่อในส่วนที่เหลือให้

แต่เขาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าความลับที่บิดาเก็บงำเอาไว้คือเรื่องใด และมีความสำคัญอย่างไร ‘ถึงแม้สำนักวิทย์จะมีอำนาจล้นฟ้า แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนจักร ก็คงจะทำอะไรไม่ได้มาก พ่อเองก็คงรู้เรื่องนี้ดี’

และหากเรื่องที่เพื่อนบอกมาเป็นความจริง ‘พรุ่งนี้ หากก้าวออกจากพื้นที่ของทางศาสนจักรเมื่อใด เธอก็คงลงมือจัดการกับฉัน และนำเพชรเม็ดนั้นจากไปในทันที’ ถึงแม้จะยังมีเวลาเหลืออีกทั้งคืน แต่หากไม่รีบหลบหนีเสียแต่ในตอนนี้ ก็คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

เพื่อนของเขาอาจเข้าใจผิด พวกเขาอาจเข้าใจผิดกันทั้งหมด แต่มันมีความเป็นไปได้ว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริง และเดิมพันนั้นก็สูงมากเสียด้วย คือชีวิตของตัวเขาเอง เขาคงต้องตัดสินใจเล่นแบบปลอดภัยไว้ก่อน

“…นายมีแผนอะไรก็รีบว่ามา”

รอยยิ้มกวนๆ ที่ทำให้ดวงตาของหล่งกลายเป็นเพียงรอยขีดสองขีด โผล่มาให้เห็นอีกแล้ว เขาจำได้ว่าทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้มันมักจบลงอย่างไม่ค่อยสวยงามนัก

“ขั้นแรก นายต้องรีบเปิดห่อของขวัญที่ฉันส่งไปให้เสียก่อน”

เขาพึ่งนึกออกว่าเพื่อนได้ส่งโปรแกรมบางอย่างมาให้ทดลองใช้ วันนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นมากเกินไปแล้ว ทันใดนั้นเสียงเบาๆ ของทริกก็ดังผ่านประตูห้องน้ำเข้ามาให้ได้ยิน

“…เธอเป็นอะไรหรือเปล่า เข้าไปตั้งนานแล้วนะ…”

เขาได้ยินเพียงเบาๆ แต่นั่นหมายความว่าคนที่อยู่ข้างนอกต้องตะโกนเสียงดังลั่น เขารีบลากนิ้วไปมาบนหน้าจอไอพีเพื่อทำการเปิดใช้งานโปรแกรมที่ต้องการนั้น

ภาพใบหน้าของตัวอะไรบางอย่างที่ถูกออกแบบไว้อย่างน่ารักโผล่ออกมาทักทายเขาบนหน้าจอ มันมีใบหน้าสีขาว อยู่ในหัวกลมสีฟ้า ดวงตาโต พร้อมจมูกเป็นวงกลมสีแดง กับปากที่กำลังฉีกยิ้มกว้าง และหนวดบนแก้มข้างละสามเส้น แต่กลับไม่มีใบหู ‘นี่มันตัวอะไรกัน’ ที่สำคัญคือ มันจะช่วยเขาได้อย่างไร

#####

                ไอรอนก้มหน้าก้มตาทำงานที่อยู่ตรงหน้าอย่างขะมักเขม้น หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าสำนักงาน เธอก็แทบจะไม่ได้แตะต้องงานที่เคยรักพวกนี้อีกเลย แต่ตอนนี้เธอกำลังดื่มด่ำกับมัน และกลับไปสู่ความรู้สึกตื่นเต้นในวัยสาวอีกครั้ง ก่อนที่อาการปวดหลัง ไหล่ และอื่นๆ จะฉุดกระชากเธอกลับมาสู่ปัจจุบัน

เธอจำต้องหยุดมือเพื่อขยับร่างกายขับไล่ความเมื่อยล้าเหล่านั้น ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งในอดีตเธอเคยต้องแข่งกับเวลาจนถึงกับต้องกินยาเพื่อป้องกันความง่วง และนั่งทำงานอยู่แบบนี้ถึงสองวันเต็มๆ ‘ฉันคงต้องยอมรับว่าตัวเองแก่แล้ว’

นอกจากตัวเธอเองแล้ว ก็ยังมีเจ้าหน้าที่เทคนิคที่ไว้ใจได้อีกสามคนกำลังช่วยกันทำงานนี้ ความจริงแล้วเธอควรจะทุ่มสรรพกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดของสำนักงานลงไป แต่หากทำเช่นนั้นก็จะต้องมีคนรู้เรื่องนี้ในไม่ช้า ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดคือจัดการกับเรื่องทั้งหมดอย่างเงียบๆ ให้เหมือนกับมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

การสร้างความน่าเชื่อถือนั้นจำเป็นต้องค่อยๆ สั่งสมขึ้นมา และหากต้องสูญเสียมันไปแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับคืนมาโดยง่าย กว่าที่สำนักวิทยาศาสตร์จะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และเธอจะไม่ยอมเป็นคนทำลายมันด้วยมือของตนเอง หรืออย่างน้อยเธอก็หวังไว้เช่นนั้น

“ท่านคะ”

เธอไม่ชอบใจในน้ำเสียงของทรีดที่ได้ยินเลย

“มีอะไร”

“…ดูเหมือนมันจะเริ่มขึ้นแล้วค่ะท่าน”

มันเป็นข้อความที่เธอไม่อยากได้ยินจริงๆ แต่เธอผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน และสิ่งเดียวที่เธอไม่เคยทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็คือการอยู่เฉยยอมรับความพ่ายแพ้ เธอคือไอรอน เธอคือหญิงเหล็ก

“รีบส่งข้อมูลเข้ามา แล้วดูกันว่าเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง”

#####

                ทริกบอกกับตัวเองว่ากำลังมีบางอย่างไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนจนกระทั่งเมื่อเขาหายเข้าไปในห้องน้ำ ‘ไม่ จนกระทั่งเมื่อเด็กที่ชื่อหล่งนั่นติดต่อเข้ามา’ แววตาของเขามีอะไรบางอย่าง เธอน่าจะรู้ตัวเร็วกว่านี้

“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า เข้าไปตั้งนานแล้วนะ”

เธอตะโกนเสียงดังลั่น ก่อนก้าวเข้าไปที่ประตูซึ่งไม่ยอมเปิดออก ห้องน้ำชายจะไม่เปิดให้กับผู้หญิง เหมือนกับที่ห้องน้ำหญิงก็จะไม่เปิดให้ผู้ชายเช่นกัน เธอยกมือขึ้นทุบไปที่ประตูอย่างแรง

“ฉันจะเข้าไปแล้วนะ”

แน่นอนว่าประตูทุกบานต้องยอมเปิดให้กับเจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักวิทยาศาสตร์ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นประตูห้องน้ำก็ตามที เมื่อเธอขยับนิ้วไปมาบนไอพีอย่างรวดเร็ว ประตูก็เด้งเปิดออก

เธอรีบก้าวเข้าไปก่อนจะพบว่ามันว่างเปล่า เธอก้มมองดูช่องเปิดใต้ประตูห้องเล็กๆ ทั้งสี่ห้องที่เรียงติดกันอยู่ ประตูเปิดอยู่ทุกห้อง และไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำเลยแม้แต่คนเดียว ‘เขาหายไปไหน’

เธอรีบยกไอพีของตนขึ้นดู และอย่างไม่น่าเชื่อ ตำแหน่งที่อยู่ของคีย์กำลังค่อยๆ เคลื่อนที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ‘เขาทำได้อย่างไร’ เธอไม่ยอมเสียเวลาขบคิดให้มากความ รีบออกวิ่งติดตามไปทันที

เมื่อประตูห้องน้ำปิดลง คีย์ก็กระโดดลงมา เขาไม่ได้หายไปไหน เขาแค่ซ่อนตัวอยู่ในห้องเล็กๆ ที่อยู่ด้านในสุด เขาทำตามที่เพื่อนบอกทุกอย่าง โดยเปิดประตูทิ้งเอาไว้ ก่อนใช้แขนขาทั้งสองข้างยันผนังห้องลอยตัวอยู่ด้านหลังบานประตู ‘ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะหลงกลง่ายๆ แบบนี้’

“มันไม่ใช่แค่นั้นหรอก”

เสียงของเพื่อนดังมาราวกับจะอ่านใจของเขาออก

“เธอไม่ได้โง่ เพียงแต่เธอเชื่อสิ่งที่ไอพีบอกมากเกินไป ก็เหมือนกับคนอื่นๆ นั่นแหละ”

หล่งตรวจดูตำแหน่งของเธอที่กำลังเคลื่อนที่ห่างจากห้องน้ำไปเรื่อยๆ อีกครั้ง ‘เธอวิ่งเร็วมาก’ ดูเหมือนเขาจะต้องปรับแก้ความเร็วของ เงา ให้เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ไม่อย่างนั้นเธอจะตามมันทันในอีกไม่กี่นาที ‘แต่ก็ต้องระวังไม่ให้มากจนเกินไปด้วย’ เพราะจะทำให้เธอรู้ตัวว่าโดนหลอก

‘ฉันหลอกเจ้าหน้าที่พิเศษได้สำเร็จ’ เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจ โดยไม่ได้นึกถึงผลที่จะติดตามมาจากการกระทำของตัวเองในครั้งนี้เลย ซึ่งคงจะไม่ได้มีเพียงแค่โทษตามกฎหมายเท่านั้น

“รีบมาหาฉันที่ห้องเร็ว”

เขารีบหลบออกจากห้องน้ำ ก่อนเริ่มเดินอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปยังห้องของเพื่อน ซึ่งอยู่ในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เธอวิ่งไปเมื่อครู่นี้

“นายทำได้ยังไง”

เขายังคงสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ดี

“ฉันแอบทำอะไรกับไอพีของเธอนิดหน่อย ตอนที่เราคุยกัน”

“…นายเจาะเข้าไปในระบบของสำนักวิทย์อย่างนั้นหรือ”

“เปล่า ไม่ถึงขนาดนั้น โดยพื้นฐานแล้วไอพีทั้งหมดก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ เพียงแต่ระดับการเข้าถึงข้อมูลของแต่ละบุคคลเท่านั้นที่แตกต่างกัน”

“เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือของพวกเราที่เป็นบุคคลทั่วไปนั้นเข้าได้แค่วงนอกสุด ส่วนครู และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ลึกลงไปอีกหน่อย เป็นชั้นๆ ไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่อยู่ข้างล่าง หรือวงในสุดที่คอยเฝ้าจับตาดูพวกเราทั้งหมดอีกที ก็คือสำนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง”

“นายไม่แปลกใจบ้างเลยหรือ ที่เธอตรงไปหานายถึงห้องทดลองได้น่ะ”

เขาเองก็นึกสงสัยในเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

“…ก็คงเหมือนกับที่นายหาฉันเจอใช่ไหม โดยเจาะผ่านเข้าไปในระดับข้อมูลของโรงเรียน”

“ใช่ เพียงแต่เธอไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย เพราะเธอมีสิทธิที่จะใช้มันได้อยู่แล้ว เจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักวิทย์สามารถเข้าถึงระบบทั้งหมดได้อยู่แล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า จูเลียตเองก็สามารถเจาะระบบของโรงเรียนได้เหมือนกันใช่ไหม”

เขานึกถึงตอนที่เธอโผล่มาที่ห้องทดลองได้เหมือนกับทริก พอได้ยินอย่างนั้น เพื่อนของเขาก็ทำหน้าเบ้ทันที

“ไม่ใช่แน่ เรื่องนั้นฉันรับรองได้ อย่างยายจูน่ะ แค่ใช้ไอพีได้ก็เรียกว่ามหัศจรรย์แล้ว”

เขาไม่รู้ว่าทำไมสองคนนี้ถึงไม่ถูกกันเอาเสียเลย จูเลียตเองก็เหมือนกัน หากได้ยินเขาพูดถึงเพื่อนคนนี้เมื่อไร ก็จะทำท่าทางคล้ายๆ กันนี้ทุกครั้ง

“แล้วนายหลอกคุณทริกได้อย่างไร”

หล่งนั่งยิ้ม และรู้สึกดีที่จะได้พูดถึงผลงานของตนเอง

“ฉันแอบใส่โปรแกรมเล็กๆ ที่เขียนขึ้นเองลงไป หลอกให้ไอพีของเธอมองเห็นตำแหน่งของนายวิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ ในอีกทิศทางหนึ่ง พอเธอไม่เห็นใครในห้องน้ำ และไอพีแสดงว่านายกำลังหลบไปอีกทาง เธอก็ไม่ทันได้คิดให้รอบคอบว่านายจะแอบหนีออกไปได้อย่างไรกัน”

“คนส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแบบนี้แหละ ใช้แต่ไอพีกันจนติดเป็นนิสัย คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มันบอกนั้นคือความจริง จนลืมคิดไปว่าข้อมูลทุกอย่างก็เกิดขึ้นมาจากฝีมือของมนุษย์นั่นเอง และมันก็อาจจะผิดพลาด หรือหลอกลวงได้ด้วยเช่นเดียวกัน”

เขาไม่นึกว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้ออกมาจากปากของเพื่อน ที่เอาแต่นั่งเฝ้าอยู่หน้าจอทั้งวันทั้งคืน ก่อนที่จะเหลือบมองไปยังใบหน้าของเจ้าตัวประหลาดหัวกลมสีฟ้า ที่ลอยเล่นไปมาอยู่บนหน้าจอไอพีของเขาในตอนนี้

“แล้วเจ้าตัวประหลาดที่นายส่งมาเกี่ยวอะไรด้วยกับเรื่องนี้”

เพื่อนของเขาฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนเริ่มอธิบาย

“มันเป็นโปรแกรมตัวล่าสุดที่ฉันทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างลงไปเลยนะ หน้าตาของมันเหมือนกับฉันเลยใช่ไหม”

เขาจ้องดู และมันก็หลิ่วตาให้กับเขา นอกจากหัวกลมๆ ที่อาจดูมีส่วนคล้ายกันอยู่บ้างแล้ว ตาที่โต กับปากกว้างนั้น ช่างตรงกันข้ามกับเพื่อนของเขาอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว

“มันคือพระเอกของวันนี้เลยทีเดียวนะ ตอนนี้มันกำลังซ่อนไอพีของนายจากเครือข่าย เหมือนกับว่านายมีผ้าคลุมล่องหนอยู่ ไม่มีใครรู้ว่านายกำลังอยู่ที่ไหน แม้แต่ฉันเองก็ยังไม่รู้เลย”

“…นายพูดจริงหรือ”

“ก็จริงน่ะสิ นายต้องพยายามเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับมัน และมันเองก็จะพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับตัวนายด้วยเหมือนกัน”

มาถึงตรงนี้เขาไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนพูดเท่าใดนัก ถ้ามันเป็นโปรแกรมเขาก็ต้องสั่งให้มันทำงานได้ไม่ใช่หรือ แล้วมันจะมาเรียนรู้อะไรจากเขากันแน่

“ฉันใกล้จะถึงห้องนายแล้ว…ทางคุณทริกล่ะ”

เพื่อนของเขาตรวจสอบตำแหน่งของเธออีกครั้ง ดูเหมือนเธอยังคงวุ่นวายกับการพยายามดักจับเงา โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้ตัวเลยว่ากำลังโดนหลอก โชคดีที่เส้นทางในโรงเรียนนั้นมีความสลับซับซ้อน มีมุม และทางเลี้ยวอยู่ทุกที่ การไล่ตามครั้งนี้คงไม่จบลงโดยง่าย

“ไม่มีปัญหา เธอยังเดินเล่นอยู่เหมือนเดิม”

“พอถึงห้องนายแล้วจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ”

รอยยิ้มของเพื่อนค่อยๆ หุบลงช้าๆ

“…อย่าบอกนะ ว่านายเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน”

“ก็ตอนแรกฉันคิดแค่ว่าจะแยกนายกับผู้หญิงคนนั้นออกจากกันได้อย่างไรเท่านั้น แต่จะให้หลบหนีสำนักวิทย์มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย…อย่างน้อยเราก็คงต้องหนีออกจากโรงเรียน แต่จะไปที่ไหนก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน”

สิ่งที่เพื่อนพูดออกมานั้นเป็นความจริง แต่เขาพอจะนึกออกแล้วว่าจะหนีไปยังสถานที่แห่งใดดี ‘อย่างน้อยก็คงหลบจากสำนักวิทย์ได้ชั่วคราว แต่ถ้าจะไปที่นั่นก็จำเป็นต้องใช้รถ’ ถ้าใช้ชื่อของเขาในการขอใช้รถ ทริกคงรู้ในทันที ถ้าเป็นชื่อของหล่งอาจจะดีกว่า ถ้าเธอยังไม่รู้ตัวว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนคิดแผนทั้งหมดขึ้นมา

“นายช่วยจองรถได้ไหม”

“ได้ แต่จะหนีไปที่ไหนกัน”

ชื่อของจุดหมายปลายทาง เรียกรอยยิ้มของเพื่อนให้กลับคืนมาอีกครั้ง

“โอ นายฉลาดจริงๆ ฉันไม่ทันได้นึกถึงเลย”

เพื่อนของเขารีบลงมือขอใช้รถอย่างรวดเร็ว คำขอได้รับการตอบรับในทันทีเช่นกัน และทันใดนั้นเองก็มีเสียงแปลกๆ ดังขึ้นจากทางด้านหลัง

หล่งหมุนเก้าอี้กลับไป และรับรู้ว่าเสียงที่ดังขึ้นนั้น คือเสียงของอะไรบางอย่างที่กระแทกใส่ประตูห้องของเขา

“…นายมาถึงห้องฉันแล้วใช่ไหม อย่าล้อเล่นกันเลย”

เขาถามอย่างมีความหวัง แต่คำตอบของเพื่อนทำเอาเขารู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัว

“เปล่า ฉันยังไปไม่ถึงเลย”

เขาเหลือบมองหน้าจออีกครั้ง ไอพีของคนที่เขาเคยเข้าใจว่าเป็นทริกกำลังวิ่งไล่จับเงาอยู่เหมือนเดิม คำพูดของตัวเองที่พึ่งพูดออกไปเมื่อครู่ ดังก้องอยู่ในหัว ‘คนส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแบบนี้แหละ ใช้แต่ไอพีกันจนติดเป็นนิสัย คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มันบอกนั้นคือความจริง’ ดูเหมือนว่าตัวเขาเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน

เขาร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง

“ฉันจองรถให้แล้ว นายรีบหนีไป เธออยู่ที่นี่”

นั่นคือคำพูดสุดท้ายของเขาที่คีย์ได้ยิน หลังจากนั้นก็มีเสียงดังเอะอะก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นความเงียบงัน

6.

                คีย์ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก เขาควรจะกลับไปช่วยหล่ง หรือรีบหนีตามที่เพื่อนบอกจะดีกว่า เพราะฝ่ายตรงข้ามนั้นเป็นถึงเจ้าหน้าที่พิเศษ เขาเพียงคนเดียวจะไปทำอะไรเธอได้ และเป้าหมายที่แท้จริงของเธอก็ไม่ใช่เพื่อนของเขา บางทีเธออาจจะไม่ทำอะไรรุนแรงนัก ‘แต่มันก็ไม่แน่ ถ้าเธอต้องการทำลายหลักฐานทั้งหมด’ ความคิดนี้ทำเอาเขาตัวเย็นเฉียบ

เขารู้สึกเหมือนกับแสงสว่างของทางเดินสั่นไหวไปวูบหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นใบหน้าของเพื่อนที่ได้พบเจอกันเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนที่โรงเรียนแห่งนี้ ก็ปรากฏขึ้นในความทรงจำของเขา

เขาต้องอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ อีกจำนวนมากมาย ที่พ่อ หรือแม่ ได้นำมาฝากไว้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของ ศูนย์พิพัฒนาการ ที่ทางสภานวโลกาได้จัดตั้งขึ้น เพื่อให้เด็กทุกคนได้อยู่ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่ดีที่สุด รวมทั้งมีคนคอยดูแลเอาใจใส่ตลอดเวลา

เขาไม่รู้ว่าเด็กคนอื่นๆ จะคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เขารู้สึกอยู่เสมอว่าในท่ามกลางความสุข และเสียงหัวเราะนั้น มีอะไรบางอย่างขาดหายไป อะไรบางอย่างที่สถานที่แห่งนั้นไม่อาจเติมเต็ม โดยผ่านทางกิจกรรม เกม หรือรอยยิ้มของเหล่าผู้ดูแล เขามักรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากกลุ่มอยู่เสมอ

ความรู้สึกแบบนั้นยังคงติดตัวเขาอยู่จนกระทั่งถึงวันที่ได้ก้าวเข้าสู่โรงเรียนอพอลโลแห่งนี้ สถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายกว่าที่เขาเคยพบเจอมา หลังจากได้ผ่านขั้นตอนการแนะนำตัว และเริ่มต้นชีวิตนักเรียนอย่างเป็นทางการ เขาก็ค้นพบว่าจำนวนที่มากกว่านั้นไม่ใช่คำตอบ เพราะเขายังคงโดดเดี่ยวอยู่เช่นเดิม

จนกระทั่งวันหนึ่ง หล่งก็เดินเข้ามาทักทาย คำพูดแรกของเขาคือ

‘นายเหมือนกับฉัน’

‘นายเป็นใครกัน’

‘ฉันเรียกว่า หล่ง ตั้งแต่ได้เห็นหน้านายครั้งแรก ฉันก็บอกได้เลยว่าเราเหมือนกัน’

‘…เรียกฉันว่า คีย์ ก็ได้ แต่หน้าเราไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักนิด’

เขายิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาทั้งคู่ซึ่งแทบจะมองไม่เห็นอยู่แล้วหายไปจากใบหน้า

‘ฉันรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นอยู่เสมอ นายก็เป็นเหมือนกันใช่ไหม’

เขายื่นมือขวาออกมาข้างหน้า และทั้งสองก็มองสบตากัน

‘…ใช่ จะพูดอย่างนั้นก็ได้’

ทั้งคู่จับมือกัน และมันก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นเป็นครั้งแรก แม้ความรู้สึกแปลกแยกนั้นจะยังคงอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้อยู่คนเดียวเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

คีย์ตัดสินใจ และเริ่มออกวิ่งไปทันที

#####

                ทริกพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังเดือดของตน ‘เจ้าเด็กบ้า เจ้าพวกเด็กบ้า’ ไม่นึกเลยว่าเจ้าหน้าที่พิเศษที่มีประวัติโดดเด่นเช่นเธอ กลับต้องมาเสียที โดนเด็กสองคนหลอกเอาแบบนี้ได้

หลังจากออกแรงวิ่งไล่ตามไอพีที่คิดว่าเป็นคีย์ไปได้พักหนึ่ง เธอก็รู้ตัวว่ากำลังถูกหลอก เพราะต่อให้มีคนคอยบอกทาง ก็ไม่มีใครที่จะสามารถวิ่งหนีอย่างสลับซับซ้อนแบบนี้ได้ พอคิดได้ดังนั้นเธอก็มีคำตอบขึ้นมาในทันที ว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะต้องเป็นฝีมือของหล่งอย่างไม่ต้องสงสัย

‘เขาคงแอบใส่โปรแกรมบางอย่างเข้ามาในตอนที่ขอคุยกับฉัน’ หากไม่ได้มีแผนเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า ก็แสดงว่าเขาร้ายกาจมากกว่าที่หลายคนในสำนักงานเคยประเมินเอาไว้ ‘ต่อไปคงไม่อาจปล่อยเขาไว้แบบนี้ได้อีกแล้ว’

แต่สิ่งที่เธอยังคิดไม่ออกก็คือ ทำไมทั้งสองคนจะต้องหนีแบบนี้ด้วย ‘เป็นไปได้ว่าเขาอาจคาดเดาเป้าหมายที่แท้จริงของฉันออก และไม่ต้องการถูกแย่งเพชรเม็ดนั้นไป’ หรือบางทีอาจมีเหตุผลที่เลวร้ายกว่านั้น นั่นคือยังมีบุคคล หรือองค์กรอื่นซ่อนอยู่เบื้องหลัง ที่ต้องการขัดขวางงานของสำนักวิทยาศาสตร์

ภารกิจในครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะทรีดตอกย้ำอย่างหนักแน่นว่า ‘ต้องไม่มีคำว่าผิดพลาด เพชรเม็ดนั้นจะต้องมาถึงมือของท่านไอรอนโดยเร็วที่สุด’ และยังให้ลงมือได้โดยไม่จำกัดวิธีอีกด้วย ดังนั้นมันจะต้องมีความสำคัญที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย

ตอนนี้เธอยังไม่อาจรู้ตำแหน่งที่แท้จริงของคีย์ เพื่อนของเขาคงมีวิธีการบางอย่างในการซ่อนมัน แต่อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าห้องของเจ้าเด็กอ้วนตัวแสบคนนั้นอยู่ที่ไหน และจากข้อมูลที่มีอยู่ ก็ดูจะมีความเป็นไปได้สูง ที่เขาจะยังคงอยู่ภายในห้องของตัวเอง และกำลังเฝ้าดูไอพีหลอกๆ ของเธอที่กำลังวิ่งไล่ตามไอพีหลอกๆ ของเขาอยู่

‘หัวเราะไปก่อนเถอะ แล้วฉันจะคอยดู ว่าตอนที่เราได้พบกันอีกครั้ง เธอจะยังหัวเราะออกหรือไม่’ เธอคงต้องคอยเตือนตัวเองให้เบามือลงหน่อย ถึงอย่างไรเด็กคนนั้นก็อาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมในอนาคตก็เป็นได้

เธอวิ่งลดเลี้ยวไปมาจนถึงห้องที่เป็นเป้าหมาย ความจริงเธอควรจะเฝ้าดูอยู่เงียบๆ อีกสักพักหนึ่งก่อนที่จะลงมือจู่โจม เพราะคีย์เอง อาจจะกำลังเดินทางมายังห้องนี้ด้วยเช่นกัน แต่เมื่อนึกถึงว่า คนที่อยู่ภายในห้องนี้อาจจะกำลังหัวเราะเยาะเธออยู่ ความอดทนของเธอก็หมดลงอย่างรวดเร็ว

เธอยืนอยู่หน้าประตูห้องเป้าหมาย พร้อมกับขยับนิ้วไปมาบนหน้าจอที่แขน ห้องทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนี้ก็ถูกปิดตายลงชั่วคราว

ถึงแม้ว่าตลอดเวลาที่เธอวิ่งวนไปมาจะไม่ได้พบเจอกับใครเลย เพราะตามปกติในช่วงเวลานี้ของวัน ทุกคนต่างกำลังวุ่นวายอยู่กับไอพีประจำห้องซึ่งมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่า ในการทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพูดคุยกับเพื่อน หาอะไรดู หาอะไรเล่น หรือไม่ก็แค่ฆ่าเวลาให้หมดไปวันๆ แต่เธอก็ไม่ต้องการให้มีใคร เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีกอย่างไม่จำเป็น

เธอยืนยิ้มพร้อมกับคิดหาคำทักทายที่เหมาะสมให้กับเจ้าของห้อง เธอแทบทนรอไม่ไหวที่จะได้เห็นใบหน้าที่เคยยิ้มให้กับเธอนั้น แสดงอาการหวาดกลัว หรือกรีดร้องออกมา ‘แต่ฉันก็ขอยอมรับในเรื่องหนึ่ง เธอกล้ามากที่ทำแบบนี้กับเจ้าหน้าที่พิเศษ’ เธอฉีกยิ้มกว้าง ‘หรือไม่ก็โง่สุดๆ ไปเลย’ ซึ่งเธอชอบความคิดแบบหลังนี้มากกว่า

เธอเลื่อนนิ้วไปมาบนหน้าจออีกครั้ง และทันใดนั้น ‘ไม่มีอะไรเกิดขึ้น’ ประตูห้องยังคงปิดสนิทแน่น ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ‘เป็นไปไม่ได้’ เธอลองใหม่ คราวนี้อย่างช้าๆ และตั้งใจ แต่มันยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เธอหันไปทางห้องที่อยู่ติดกัน และลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้มันเลื่อนเปิดออกอย่างรวดเร็ว เจ้าของห้องที่กำลังนั่งอยู่หน้าไอพีหันกลับมาดู และได้เห็นประตูห้องของตัวเองเลื่อนปิดตัวลงอีกครั้ง เขามองมันอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็หันกลับไปสนใจไอพีของตนเหมือนเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

‘เป็นไปได้อย่างไร’ ระดับคำสั่งของสำนักวิทยาศาสตร์นั้นอยู่ลึกที่สุดในระบบ จึงสามารถลบล้างคำสั่งอื่นๆ ทั้งหมดได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าจะมีใครสามารถทำแบบนี้ได้ ‘เจ้าเด็กบ้านี่ แอบทำอะไรกับระบบของโรงเรียนกันแน่นะ’

ภาพใบหน้าอ้วนๆ และรอยยิ้มตาหยีของเขา ลอยไปมาอยู่ในความคิดของเธอ และมันผลักดันให้ระดับอารมณ์ของเธอเดือดพล่านจนถึงขีดสุด ‘จะเอาอย่างนี้ก็ได้ เธอเรียกร้องเองนะ’

เธอยกมือขึ้นแล้วทุบไปที่ประตู เกิดเป็นเสียงทึบๆ ดังขึ้นไปทั่วทางเดิน หากเป็นมือของคนทั่วไป แรงกระแทกคงทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นกับมือข้างนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือประตูภายนอกที่เป็นโลหะ ถึงกับยุบลงไปตามมือของเธอ

‘ฉันเคาะประตูแล้ว อย่าหาว่าไม่มีมารยาทอีกล่ะ’ เธอไล่นิ้วซึ่งอยู่ภายใต้ถุงมือสีดำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องแบบ ไปตามรอยต่อของบานประตู ก่อนค่อยๆ ออกแรงเลื่อนมันออกจากกันโดยใช้เพียงมือเปล่า มันส่งเสียงต่อต้านอย่างโอดครวญ ก่อนยอมพ่ายแพ้ให้กับพละกำลังที่มากมายอย่างไม่น่าเชื่อของเธอ

มีเสียงจากภายในห้องดังแว่วออกมาให้ได้ยิน

“…รีบหนีไป เธออยู่ที่นี่”

เสียงลากเสียดแก้วหูของบานประตู ทำให้หล่งต้องหันกลับไปมอง เขาได้เห็นเงาร่างอ้อนแอ้นที่อาจทำให้จินตนาการของเด็กหนุ่มทั้งหลายเตลิดเปิดเปิงไปไกล แต่ในแวบนั้นมันกลับทำให้เขารู้สึกสยดสยองขึ้นมาอย่างไม่อาจอธิบายได้ แล้วเพียงชั่วพริบตา เงานั้นก็หายวับไปจากช่องประตู

“รหัส หก หก หก…”

เสียงของเขาขาดหายไปเมื่อมีมือที่แข็งแกร่งข้างหนึ่งบีบเข้าที่ลำคอ มือข้างเดียวกับเมื่อครู่นี้ที่พึ่งทุบประตูห้องของเขาจนบุบ เขาคิดว่าคอของตนจะถูกบีบแหลกเละ ส่วนศีรษะของเขาก็จะขาดร่วงตกลงสู่พื้น

แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มือข้างนั้นเพียงแค่ปิดกั้นเขาจากอากาศที่ทุกคนไม่เคยคิดถึงความสำคัญของมัน จนกว่าพวกเขาจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจหายใจได้ ความอึดอัดลุกลามไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว ปอดของเขารู้สึกร้อนราวกับถูกไฟเผา จิตใต้สำนึกพยายามสั่งให้หายใจอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่อาจทำได้

“ยอมให้พี่สาวคนสวยลงโทษแต่โดยดี แล้ววันหน้าวันหลังอย่าทำอะไรแผลงๆ แบบนี้อีก”

เธอมองดูใบหน้าที่เริ่มบิดเบี้ยวเขียวคล้ำของเขาอย่างพอใจ ‘นี่คงจะสอนเธอให้เข้าใจถึงโลกของผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้าง มันไม่ใช่เรื่องเด็กเล่นเหมือนกับที่เธอเคยเจอมา’

จอภาพต่างๆ ในศูนย์บัญชาการของเขาค่อยดับลงทีละหน้าจอ แสงจากดวงไฟต่างๆ ที่เป็นเหมือนกับลมหายใจของพวกมันค่อยๆ ดับไปเรื่อยๆ จนดูคล้ายกับว่าพวกมันอาจจะเชื่อมต่อกับลมหายใจของผู้เป็นเจ้าของ

เธอจ้องมองดูอาการของพวกมันอย่างคาดไม่ถึง ‘รหัสทำลายตัวเอง เจ้านี่ใจเด็ดกว่าที่คิด’ เธออาจใช้พวกมันในการติดตามหาร่องรอยของคีย์ และล้วงความลับของเขาได้ แต่พวกมันคือผลงานที่เขาต้องใช้เวลาค่อยสร้างค่อยทำมาอย่างยาวนาน ไม่น่าเชื่อว่าเขากลับไม่ลังเลที่จะปลิดชีวิตพวกมันลงแบบนี้

แต่การตัดสินใจของเขากลับยิ่งทำให้เธอหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น มือข้างที่ว่างอยู่ของเธออัดเข้าไปที่ท้องของเขา ก่อนโยนร่างนั้นเข้าใส่กำแพงราวกับว่าร่างอวบอ้วนของเขาไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อย แม้จะรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย แต่เมื่อร่างของเขาหล่นลงมากองอยู่บนพื้น สิ่งแรกที่เขาทำคือพยายามหายใจอย่างเต็มที่

หมัดที่อัดเข้าที่ท้องนั้นทำให้การหายใจง่ายๆ กลายเป็นเรื่องอันแสนเจ็บปวด แค่หายใจก็ปวด แต่ถ้าไม่หายใจก็ตาย เขาพึ่งเข้าใจว่าความคิดก่อนหน้านี้ทั้งหมดของเขาเกี่ยวกับสำนักวิทยาศาสตร์ เป็นเพียงความคิดของเด็กๆ เท่านั้น

โลกแห่งความเป็นจริงอันแสนโหดร้าย และความตายแสนสวยที่ยืนอยู่ตรงหน้า ทำให้เขาตัวสั่น และฉี่ราดออกมาอย่างช่วยไม่ได้ โชคดีที่ชุดซึ่งสวมใส่อยู่นี้ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับทุกช่วงวัย ของเหลวอันไม่พึงประสงค์จึงถูกดูดซับกักเก็บเอาไว้ภายในชุด ไม่ไหลเปรอะเปื้อนออกมาภายนอก

เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา พร้อมกับถามคำถาม

“เธอย้อนกระบวนการทำลายตัวเองนี้ได้หรือไม่”

หน้าจอ และดวงไฟต่างๆ ยังคงทยอยดับไปเรื่อยๆ เขาได้แต่ส่ายหน้าไม่ยอมหยุด และเธอเชื่อมั่นว่านั่นเป็นความจริง แสงไฟดวงสุดท้ายของพวกมันดับลง และศูนย์บัญชาการก็นอนแน่นิ่งอยู่ในความมืดมิด เธอยกไอพีของตัวเองขึ้นดู ตำแหน่งของคีย์ยังคงไม่ปรากฏออกมา ‘แสดงว่าการซ่อนไอพีของเขาไม่ขึ้นกับเจ้าเครื่องพวกนี้ จะฉลาดกันเกินไปหน่อยแล้ว’

คำถามจบไปข้อหนึ่ง ตอนนี้ก็ถึงเวลาสำหรับข้อต่อไป

“…เพื่อนของเธอหายไปไหน”

เสียงเย็นเยียบของเธอคล้ายมีดปักเข้าไปในหัวใจของเขา หากเขาตอบคำถามนี้ ก็เท่ากับเป็นการทรยศต่อเพื่อน แต่หากไม่ตอบ หรือหลอกเธอ เขามั่นใจว่าตัวเองคงต้องจบชีวิตลงแต่เพียงเท่านี้

เขารู้สึกเหมือนกับแสงสว่างภายในห้อง และทางเดินข้างนอกสั่นไหวไปวูบหนึ่ง คำพูดเดิมดังขึ้นซ้ำไปซ้ำมาในหัวของเขา ‘เพื่อน ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ’ ปากของเขาค่อยๆ ขยับอย่างยากลำบาก

“…ที่…จอด…รถ…เขาไปที่…ที่จอดรถเก่า”

คำตอบนั้นหลุดออกมาจากปากพร้อมกับน้ำตา และความภาคภูมิใจที่เขาเคยมี ‘ฉันขายเพื่อน ฉันหักหลังเขา ฉันมันคนไม่ได้เรื่อง’ ดูเหมือนว่าความตายจะน่ากลัวยิ่งกว่าที่เขาเคยจินตนาการเอาไว้มากมายนัก

เธอเชื่อคำตอบของเขา และสิ่งแรกที่ทำคือยกเลิกการจองใช้รถทั้งหมดของโรงเรียน จะไม่มีใครออกไปไหน จนกว่าเธอจะได้ตัวคีย์เสียก่อน

เมื่อครู่นี้เธอเองก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับแสงสว่างนั้นเช่นกัน และเธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ อย่างที่หลายคนคิด ‘บางทีมันอาจเกี่ยวโยงกับภารกิจในครั้งนี้ก็เป็นได้’

“เอาล่ะ เราออกไปเดินเล่นกันหน่อยดีกว่า”

เธอจับแขน และฉุดร่างของเขาขึ้นมาอย่างง่ายดาย

“ฉันได้ยินที่เธอพูดกับเพื่อนเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว…”

เธอยิ้มอย่างอ่อนโยน

“…มาดูกันว่าเขาจะหนีไปคนเดียว เหมือนอย่างที่เธอหักหลังเขาหรือเปล่า”

คำพูดของเธอยิ่งกรีดย้ำรอยแผลของเขาให้ลึกลงไป ทั้งสองควงแขนกันเดินออกมาจากห้องราวกับเป็นคนรัก ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้ม ในขณะที่ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และน้ำตา แต่ละก้าวนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก จนแทบจะเรียกได้ว่ากำลังถูกเธอลากไปด้วยกันมากกว่า

ทั้งสองจากไปเหลือทิ้งไว้เพียงบานประตูที่เสียหายยับเยิน ศูนย์บัญชาการที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงเศษขยะไร้ค่า และผู้คนจำนวนมากมายที่ติดอยู่ภายในห้องอย่างไม่รู้ตัว เพราะมัวแต่สนใจอยู่กับไอพีของตนเท่านั้น

#####

                “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”

ไอรอนถามเสียงเรียบ แต่มือของเธอยังคงเคลื่อนไหวต่อไปไม่ยอมหยุด ถึงแม้จะมีแผนรองรับอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ก็มักจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างไปจากที่คาดเอาไว้อยู่เสมอ และตอนนี้เธอกำลังพยายามจัดการกับสิ่งเหล่านั้นอย่างสุดความสามารถ

เธอเผลอยิ้มออกมาอย่างลืมตัว มันไม่ใช่เรื่องสนุก แต่มันก็ทำให้เธอมีชีวิตชีวา และรู้สึกดีอย่างช่วยไม่ได้ ‘ผ่านเรื่องนี้ไปได้ ก็ยังต้องผจญกับคำถามที่จะตามมาอีก’

“…ทุกส่วนเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลแล้วค่ะ”

เป็นคำตอบที่ทำให้เธอถอนใจอย่างโล่งอก ‘แต่จะอีกนานแค่ไหนกัน’ เธอรู้ดีว่าสภาวะสมดุลนี้ไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดกาล เธออยากให้ถึงวันพรุ่งนี้โดยเร็ว เพื่อจะได้เพชรเม็ดนั้นมา และหวังว่ามันจะสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่กำลังเผชิญอยู่นี้ได้อย่างที่คาดเอาไว้

‘จันทร์ ทำไมคุณต้องทำแบบนี้ด้วย คุณมีเหตุผลอะไรกันแน่’ หลังจากเรื่องคับขันในครั้งนี้จบสิ้นลง เธอคงต้องเร่งค้นหาคำตอบของคำถามนี้โดยด่วน

“…ท่านคะ ทางสภาติดต่อเข้ามาค่ะ”

เธอถอนหายใจ ‘ให้ฉันทายผิดบ้างจะได้ไหม’

“ตอบปฏิเสธไป”

เธอออกคำสั่งอย่างมีความหวัง

“จากท่านประธานสภาค่ะ”

นั่นแปลความหมายง่ายๆ ได้ว่า เธอไม่อาจปฏิเสธ เธอจึงรีบขยับเปลี่ยนท่านั่ง พร้อมกับปั้นสีหน้ามั่นใจอย่างที่ทุกคนเคยเห็นจนชินตา

ใบหน้าคมเข้มของชายที่มีผมสีทองตัดสั้นปรากฏขึ้นบนจอ มันดูอ่อนวัยกว่าอายุที่แท้จริง และดูดีกว่าของจริงมาก เพราะมันเป็นใบหน้าที่ถูกตกแต่งให้ดูงดงามขึ้นตามกฎหมาย และเธอเกลียดคนที่ชอบใช้ของแบบนี้เหลือเกิน

เธอรู้ว่าจริงๆ แล้ว เขาเป็นคนผมดำ จมูกของเขาก็โต และงองุ้มกว่าใบหน้าที่เห็นอยู่ในตอนนี้มาก ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขาจึงไม่ยอมทำศัลยกรรมตกแต่ง ให้ใบหน้าเหมือนกับหน้าจำลองที่เขาชอบใช้ไปเสียเลย

เธอฝืนยิ้มให้กับใบหน้าปลอมๆ นั้น

“สวัสดีค่ะท่านประธาน ดิฉันได้จัดเตรียมรายงานขั้นต้นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดคงต้องขอเวลารวบรวมก่อนค่ะ”

ใบหน้านั้นเรียบเฉย แต่เธอคิดว่าตัวจริงของเขาคงไม่ได้เป็นแบบนั้น

“คุณมีอะไรอยากบอกกับผมไหม…ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนกันมานาน ผมอาจจะพอช่วยอะไรคุณได้บ้าง”

น้ำเสียงที่ฟังดูห่วงใยดังมาจากฝ่ายตรงข้าม น่าเสียดายที่เธอรู้จักเขาดี ดีพอที่จะรู้ว่าภายใต้คำหวานเหล่านั้น ซ่อนเอาไว้ด้วยยาพิษที่พร้อมจะจัดการทุกคนที่มาขวางทางเขา และตัวเธอเองก็เป็นเป้าหมายหนึ่ง บางทีอาจจะเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดเสียด้วย

“ขอบคุณมากค่ะท่าน แล้วดิฉันจะส่งรายงานโดยละเอียดไปให้ในภายหลัง”

“ตอนนี้ผมจะยังไม่ถามอะไร แต่หวังว่าผมจะได้รับคำอธิบายอย่างเหมาะสม…”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง

“…ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรกันแน่ แต่ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น คุณต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด เข้าใจใช่ไหม คุณ รอนโนวิช”

เขาจงใจเน้นคำว่า ‘รอนโนวิช’ เป็นพิเศษ ดูเหมือนเขาคงจะรู้ว่าเธอไม่ชอบให้ใครเรียกหาด้วยชื่อนี้

“สวัสดีค่ะท่าน”

พอใบหน้าของเขาหายไป รอยยิ้ม และความมั่นใจของเธอเมื่อครู่ก็หายไปด้วยเช่นกัน

7.

                ในขณะที่ทั้งสองเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน ทริกก็เบียดร่างอวบอัดของเธอเข้ากับร่างอวบอ้วนของหล่ง ก่อนค่อยๆ โอบมืออ้อมหัวไหล่ข้างขวาของเขาไป ใบหน้างดงามของเธออยู่ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย เขาเริ่มหน้าแดง รอยยิ้มลึกลับของเธอยิ่งทำให้จิตใจของเขาเตลิดเปิดเปิงไปไกลลิบ

“…คุณ…คุณ…จะทำอะไร”

เขารำพึงออกมาเบาๆ เธอกระซิบตอบอยู่ที่ข้างหูของเขา

“อยู่นิ่งๆ สิพ่อหนุ่ม พี่สาวคนนี้ไม่ทำอะไรรุนแรงหรอกน่า”

มือของเธอค่อยๆ เลื่อนไล้ไปตามแขนขวาของเขา ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องน่ากลัว ที่เล่าลือกันในสังคมของนักเจาะระบบมาเนิ่นนาน ซึ่งหลายคนลงความเห็นว่ามันเป็นเพียงตำนานยกเมฆเท่านั้นเอง รวมทั้งตัวเขาเองด้วย แต่ตอนนี้เขากลับไม่คิดเช่นนั้นอีกแล้ว

“อย่า”

เขาร้องตะโกนเสียงดังลั่น มือขวาของเธอคว้าจับแขนขวาของเขาเอาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก

“เราถนัดซ้ายเหมือนกันเลย”

“ไม่…อย่า…ผมขอร้อง…ได้โปรด”

เธอค่อยๆ เอื้อมมือซ้ายไปยังหน้าจอไอพีบนแขนขวาของเขา ใบหน้าของเธอแสดงความตื่นเต้นออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธอรู้ดีว่าคนแบบเขาจะเป็นเช่นไร เธอเคยจัดการกับคนพวกนี้มาหลายครั้งแล้ว อาการตอบสนองของแต่ละคนนั้นยังคงสร้างความประหลาด และสาสมใจให้กับเธอได้อย่างไม่เคยลืมเลือน

เธอเลื่อนนิ้วไปมาบนหน้าจอไอพีของเขา ซึ่งตามปกติแล้วมันต้องไม่ตอบสนอง แต่เนื่องจากเธอเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เธอจึงมีสิทธิในการทำเช่นนี้

“ไม่ ไม่…ไม่”

เขาส่งเสียงร้องโหยหวน ต่างจากเมื่อตอนออกคำสั่งใส่รหัสทำลาย ศูนย์บัญชาการ ของตัวเองอย่างห้าวหาญเมื่อครู่นี้ เธอคอยเฝ้าดู และเก็บรายละเอียดที่เกิดขึ้นทั้งหมดเอาไว้

“อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว พ่อหนุ่ม”

เธอปล่อยมือทั้งคู่ และร่างของเขาก็ลงไปนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นทางเดิน มือซ้ายของเขาเลื่อนในรูปแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมาอยู่บนหน้าจอไอพีของตัวเอง ที่ตอนนี้ดับสนิท และไม่ยอมตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น

“ติดสิ ติดสิ…ติดสิ”

ไอพี ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนไปเสียแล้ว แม้แต่ในเวลานอน พวกมันก็ยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา จนอาจเรียกได้ว่า ทุกคนต้องใช้ชีวิตร่วมกับมันตั้งแต่เกิดจนตายเลยทีเดียว

ถึงแม้ในบางสถานการณ์พวกมันอาจจะขาดการติดต่อจากระบบไป แต่พวกมันก็ยังคงทำงานอยู่ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในตอนนี้ ไอพีของเขาได้ถูกปิดลงโดยสมบูรณ์ และมันเป็นครั้งแรกที่เขาต้องมีชีวิตอยู่โดยปราศจากมัน

เขาคลานเข้ามาหา พร้อมกับกอดขา เงยหน้ามองเธอพร้อมน้ำตาคลอเบ้า

“ได้โปรด เปิดมันให้ผม เปิดมันให้ผม…ได้โปรด ได้โปรด…”

เธอมองดูอาการของเขาอย่างพอใจ ‘มากกว่าทุกคนที่เคยเจอมาทั้งหมดเลย เจ้าเด็กคนนี้เสพติดมันอย่างรุนแรงเลยทีเดียว’ เขาได้แต่พร่ำบ่นจนแทบไม่เป็นภาษา ภาพของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กำลังนั่งกอดเข่าอยู่ในความมืดมิดปรากฏขึ้นในความทรงจำของเธอ

เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ร้องไห้ เธอเพียงแค่นั่งอยู่นิ่งๆ ในความมืดมิด ภายใต้ท้องฟ้าขมุกขมัวที่เต็มไปด้วยกลุ่มเมฆ หรือกลุ่มควันบางอย่าง เธอรู้ได้เองว่าตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน เพราะในเวลากลางวันท้องฟ้าเบื้องบนจะมีแสงสว่างขึ้นอีกเล็กน้อย แม้จะต่างกันไม่มาก แต่หากคุ้นเคยกับพวกมันมาตั้งแต่เกิดก็จะสามารถแยกแยะออกได้ไม่ยาก

แม้ในท้องจะว่างเปล่า แม้ร่างกายจะอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เธอนั่งนิ่งๆ อยู่แบบนี้ เธอรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดเอาไว้เพื่อรอ รอเวลาที่จะใช้พวกมันออกไปอย่างคุ้มค่า รอคอยเหยื่อของเธออย่างอดทน แต่สิ่งที่หลบซ่อนอยู่ลึกลงไปภายในใจของเธอ ก็คงเป็นความหวาดกลัวแบบนี้เช่นกัน

เธอปัดภาพของเด็กผู้หญิงคนนั้นออกไป ก่อนค่อยๆ ประคองเขาลุกขึ้นมา

“ได้เวลาไปต่อแล้ว”

เขายังคงพร่ำบ่นไม่เป็นภาษามนุษย์ เธอส่ายหน้าก่อนบีบแขนของเขา ความเจ็บปวดทำให้เขาได้สติขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน

“ฉันจะเปิดมันให้…แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เดินต่อได้แล้ว”

เธอลากเขาให้เดินไปด้วยกัน เขาก้าวตามแต่ดูเหมือนยังคงพะวงอยู่กับจอไอพีที่มืดสนิทของตัวเองอยู่เหมือนเดิม ที่จอดรถเก่าอยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้ว แต่พอทั้งคู่เดินมาถึงทางแยกข้างหน้า ก็มีใครคนหนึ่งโผล่ออกมาจากทางเดินด้านซ้าย แล้วหยุดยืนขวางทั้งสองเอาไว้

“ป้า นี่หลายใจจริงนะ เปลี่ยนผู้ชายคนใหม่แล้วหรือ…”

ตอนนี้เส้นผมสีทองยาวสลวยของเธอถูกรวบมัดเอาไว้อย่างเรียบร้อย เก็บซ่อนอยู่ภายใต้หมวกทรงประหลาด ชุดเครื่องแบบนักเรียนของเธอ ก็ถูกสวมทับเอาไว้ด้วยชุดสีดำที่เป็นริ้วๆ ดูแปลกตาไม่แพ้กัน

“…แต่ดูเหมือนรสนิยมของป้าจะแย่ลงนะ”

เธอพูดพร้อมกับชี้มือมาที่พุงอ้วนๆ ของหล่ง เขาจ้องมองดูผู้มาใหม่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจำได้ว่าเธอคือคนที่เขารู้จัก

“…ยายจู”

ทริกก็จำเธอได้เช่นกัน เพราะทั้งสองพึ่งมีโอกาสพบหน้ากันเมื่อไม่นานมานี้ เธอมองดูชุดที่แปลกประหลาดของจูเลียต พร้อมกับยิ้มอย่างขบขัน

“เธอเองก็ดูเหมือนว่า…รสนิยมการแต่งตัวจะแย่ลงอย่างฉับพลันเหมือนกันนะ”

ทั้งคู่ยังคงส่งยิ้มให้กัน แต่บรรยากาศที่อยู่ระหว่างทั้งสอง กลับทำให้เขาต้องขนลุกด้วยความหวาดกลัว จนลืมเรื่องไอพีของตนเองได้เป็นครั้งแรก ‘ผู้หญิงน่ากลัวทุกคนเลย’

เสียงเพลงท่วงทำนองพิลึกแต่คึกคักดังขึ้นภายในหมวกประหลาดของจูเลียต ทันใดนั้นชุดสีดำที่เป็นริ้วๆ ซึ่งเธอสวมทับชุดนักเรียนเอาไว้ ก็เริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวราวกับเป็นสิ่งมีชีวิต พวกมันเริ่ม ยืด หด ม้วน รัด บิดเป็นเกลียว ไปตามส่วนต่างๆ บนร่างกายของผู้สวมใส่ ในรูปแบบที่บอกได้อย่างง่ายดายว่าเหมือนกับสิ่งใด

‘กล้ามเนื้อ พวกมันมองดูคล้ายกับมัดกล้ามเนื้อ’ หล่งบอกกับตัวเอง และนึกขึ้นมาได้ว่าจูเลียตนั้นมีความสนใจในเรื่องหนึ่งมากเป็นพิเศษนั่นคือ ‘ชีวะกลไก’ แต่เขาไม่รู้อะไรนอกจากนั้น เพราะไม่เคยใส่ใจกับเธอมาก่อน

ชุดเกราะที่มนุษย์สวมใส่เพื่อใช้ปกป้องร่างกายของตนเองนั้น มีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณแล้ว มันเป็นการลอกเลียนแบบมาจากลักษณะที่เรียกกันว่าเป็น ‘โครงกระดูกภายนอก’ ซึ่งสามารถพบเจอได้ในสิ่งมีชีวิตมากมายหลายชนิด ทั้งพวกแมลงต่างๆ และสัตว์อย่าง ปู กุ้ง หอย และอื่นๆ ซึ่งมีเปลือกแข็งห่อหุ้มอยู่ภายนอก ปิดซ่อนส่วนที่นุ่มนิ่มกว่าเอาไว้ภายใน

ไม่ว่าชุดเกราะพวกนี้จะถูกทำขึ้นมาจากวัสดุชนิดใด กระดูก หนัง ไม้ กระดาษ โลหะ เส้นใยสังเคราะห์ เซรามิก หรืออื่นๆ วัตถุประสงค์หลักของพวกมัน ก็ยังคงเป็นเพื่อใช้ในการปกป้องร่างกายในการต่อสู้นั่นเอง

แนวความคิดของการสร้าง เอ็กโซสเกเลตั้น  ที่เรียกกันว่า เพาเวอร์สูท หรือ โครงกระดูกภายนอกของมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยจักรกล นั้น เป็นแนวความคิดที่เริ่มต้น และแพร่หลายอย่างกว้างขวางอยู่ในนิยายวิทยาศาสตร์ จนถูกประดิษฐ์ขึ้นใช้งานได้จริงในที่สุด

โครงโลหะที่มีรูปร่างเลียนแบบมนุษย์ โดยมีมนุษย์จริงๆ เป็นแกนคอยชักเชิดอยู่ภายใน การขยับเคลื่อนไหวของผู้ขับขี่จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นการขยับของโครงโลหะ ด้วยกำลังของเครื่องจักรทำให้ได้ทั้ง พลัง และการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว

พวกมันถูกคิดค้น และพัฒนาขึ้นโดยฝ่ายการทหาร ในฐานะที่เป็นอาวุธประเภทหนึ่ง มีการติดตั้งแผ่นเกราะ และอาวุธสารพัดชนิดให้กับมัน จนถูกเรียกว่าเป็น รถถังเดินได้ ก่อนที่สุดท้ายจะกลับกลายมาเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในงานด้านอุตสาหกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย

สาเหตุที่ทำให้พวกมันไม่เป็นเทคโนโลยีลับ สำหรับใช้ในการทหารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากการค้นพบของสิ่งที่จูเลียตกำลังใช้ในการต่อสู้อยู่ในขณะนี้นั่นเอง

เพาเวอร์เอ็กโซมัสเคิล หรือ กล้ามเนื้อภายนอกของมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยจักรกล เป็นมุมมองใหม่ทางการทหาร ที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาอาวุธ ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงเวลาก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สามจะประทุขึ้น

มีเพียงสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอเท่านั้น จึงจะปกป้องตนเองอยู่ภายใต้เปลือกหนา แต่สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เป็นนักล่าแล้ว พวกมันไม่จำเป็นต้องอาศัยเกราะป้องกันตัว สิ่งเหล่านั้นมีแต่จะถ่วงความเคลื่อนไหวให้เชื่องช้าลงเท่านั้น สิ่งที่พวกมันมีเหนือกว่าเหยื่อทั้งหลาย คือ เขี้ยวเล็บ และกล้ามเนื้ออันทรงพลังนั่นเอง

การสร้าง ชุดกล้ามเนื้อเทียม แบบนี้นั้นยุ่งยาก แต่ก็ยังพอมีข้อมูลเก่าๆ ที่กู้คืนมาได้จากในยุคสมัยนั้นอยู่บ้าง สิ่งที่ทำให้จูเลียตต้องเสียเวลาศึกษาค้นคว้าอีกเนิ่นนาน กลับเป็นการค้นหาระบบควบคุมที่เหมาะสมในการใช้งาน ซึ่งคำตอบ ก็ได้มาจากความชอบอีกเรื่องหนึ่งของเธอ ซึ่งก็คือ การเต้น นั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นในยุคสมัยใด เสียงดนตรี และ การเต้น ก็ยังคงอยู่คู่กับมนุษยชาติเรื่อยมา นับตั้งแต่การใช้ปากเปล่าเปล่งเสียงร้อง การนำสิ่งของต่างๆ มาเคาะกันให้เกิดเสียงดังเป็นจังหวะ ไปจนถึงการประดิษฐ์เครื่องดนตรีทั้งแบบ ดีด สี ตี เป่า ขึ้นมา พัฒนาจนมีความสลับซับซ้อน และสามารถสร้างเสียงต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ

ดนตรีคือส่วนผสมอย่างลงตัวระหว่างเสียง กับความเงียบ ไม่ว่ารูปแบบของมันจะหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด ไม่ว่าเสียงจากเครื่องดนตรีจะถูกเลียนแบบ และแทนที่ด้วยข้อมูลดิจิตอล ไปจนถึงการสร้างพวกมันทั้งหมดขึ้นมาจากข้อมูลดิจิตอลล้วนๆ แต่สุดท้ายแล้ว ดนตรีก็ยังคงเป็นส่วนผสมระหว่างของเพียงสองสิ่งเท่านั้น นั่นคือ เสียง กับ ความเงียบ

การเต้น ก็เช่นเดียวกัน มันคือการเคลื่อนไหวร่างกายไปกับเสียงดนตรี ไม่ว่ารูปแบบของมันจะหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด แต่สุดท้ายแล้ว การเต้นก็คือศิลปะในการเคลื่อนไหวร่างกายให้เข้ากับท่วงทำนองที่เกิดขึ้นระหว่าง เสียง กับ ความเงียบ นั่นเอง

ทริกดูเหมือนไม่ใส่ใจการคุกคามจากคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยรอยยิ้มอยู่เช่นเดิม ชุดนั้นรัดเข้ากับร่างของจูเลียตจนแนบสนิท ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย มัดกล้ามเนื้อสีดำเหล่านั้นทำให้เธอดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม

“รสนิยมเรื่องการแต่งตัวของเธอแย่มาก พอแต่งแบบนี้แล้ว เธอดู…อ้วนเหลือเกิน”

“หุบปาก”

จูเลียตส่งเสียงตวาดลอดไรฟันออกมา รอยยิ้มสลายหายไป เธอพร้อมจะลงมือจู่โจมแล้ว ทริกรีบผลักร่างของหล่งให้กระเด็นออกไปราวกับเขาไม่มีน้ำหนัก ก่อนใช้ไอพีของตนออกคำสั่งปิดประตูอีกครั้ง ‘คราวนี้ปิดมันให้หมดทั้งโรงเรียนไปเลย จะได้ไม่ต้องมีใครมารบกวนการทำงานอีก’

ร่างกายของจูเลียตเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ ชุดกล้ามเนื้อเทียมที่สวมใส่อยู่นี้ ทำงานประสานไปพร้อมๆ กับกล้ามเนื้อจริงของเธอ พวกมันถูกถักทอขึ้นมาจากเส้นใยสังเคราะห์ขนาดเล็กละเอียดที่มีความแข็งแรง และยืดหยุ่นสูง การยืดหดตัวเลียนแบบการทำงานของเส้นใยกล้ามเนื้อในสิ่งมีชีวิตก่อให้เกิดพลังงาน ทำให้ผู้ที่สวมใส่มีพละกำลังเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ทริกต้องไขว้แขนทั้งสองเป็นรูปกากบาท เพื่อรับลูกเตะจากเท้าซ้ายข้างนั้น แรงกระแทกทำเอาตัวเธอกระเด็นไปข้างหลัง และลบรอยยิ้มเมื่อครู่ไปจากใบหน้าด้วย ‘พลังรุนแรงใช้ได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการเคลื่อนไหวของเธอ’

จูเลียตมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา เธอคิดว่าร่างของทริกจะต้องกระเด็นไปฟาดเข้ากับกำแพง และสลบไปด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว เธอเคยทดสอบพลังของชุดนี้มาก่อนแล้ว

“…ป้า เป็นตัวอะไรกันแน่”

“ยายเด็กปากเสีย”

ร่างของทริกกลายเป็นเพียงเงาเลือนๆ เมื่อเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง จูเลียตไม่มีเวลาคิดอะไรอีก ปล่อยร่างกายให้เคลื่อนไหวไปตามท่วงทำนองดนตรี เธอยกแขนขวาขึ้นปัดการโจมตีด้วยหมัดซ้ายตรงไปได้ และยังโยกตัวตามจังหวะหลบหลีกการโจมตีที่ติดตามมาอีกหลายครั้งได้อย่างหวุดหวิด

‘เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย’ อาวุธนั้นไม่สำคัญเท่ากับตัวผู้ใช้ ‘ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ เด็กคนนี้ก็มีความเป็นนักสู้อยู่ในตัว’ เธออ่านได้จากความเคลื่อนไหวที่พบเห็น ถึงแม้ว่าเจ้าตัวอาจจะยังไม่รับรู้ก็ตาม ‘หากผ่านการฝึกฝนอย่างถูกต้อง เด็กคนนี้ต้องกลายเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษที่เยี่ยมยอดได้แน่ อาจบางทีจะเหนือกว่าฉันด้วยซ้ำ’

แต่ทริกก็ไม่อาจมองข้ามความจริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ เธอคืออุปสรรคสำคัญที่ต้องรีบกำจัดโดยเร็วที่สุด ‘ถึงจะเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็คงต้องจัดการ’

ทริกเริ่มสูดลมหายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ เปลี่ยนทุกการเคลื่อนไหวให้สอดคล้องไปกับท่วงทำนองของชีวิต ไม่มีการเคลื่อนไหวที่เสียเปล่า ไม่มีการเคลื่อนที่ที่เป็นส่วนเกิน เธอฝึกการเคลื่อนไหวแบบเดิมนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมันง่ายเหมือนกับการหายใจ ไม่ต้องคิด ปล่อยร่างกายให้เคลื่อนไหวไปเองตามธรรมชาติ

วิชาการต่อสู้ที่ไร้ชื่อเรียกนี้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงยุคมืดที่สุด โดยนักสู้มือเปล่า เฉินลี ที่หลงเหลือเอาไว้เพียงตำนาน และคำเล่าขานถึงเพลงมวยของเขาโดยไร้ผู้สืบทอด หรืออย่างน้อยก็เป็นที่เข้าใจกันเช่นนั้น

ภาพของเด็กผู้หญิงคนเดิมปรากฏขึ้นในความทรงจำของเธออีกครั้ง เธอเติบโตขึ้นจากเมื่อครั้งที่เคยนั่งนิ่งอยู่ในความมืดมิด  เบื้องหน้าของเธอมีเงาหลังที่สูงใหญ่ของใครบางคนยืนขวางอยู่ เธอไม่อาจเห็นใบหน้า และร่างของเขาก็เป็นเหมือนดั่งกำแพงที่เธอไม่มีวันปีนป่ายข้ามพ้นไปได้

เขาสอนการหายใจ การเคลื่อนไหวที่เป็นไปตามธรรมชาติ การยืนที่ถูกต้อง การนั่งที่ถูกต้อง การเดินที่ถูกต้อง การชกที่ถูกต้อง การเตะที่ถูกต้อง แม้แต่การนอนที่ถูกต้อง ทุกท่วงท่าล้วนประกอบไปด้วย ตำแหน่ง ทิศทาง และการเคลื่อนที่อย่างเหมาะสม ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่เร็ว ไม่ช้า

จูเลียตนั้นไม่เคยเรียนวิชาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวมาก่อน และที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้ เธอก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นการต่อสู้แต่อย่างใด สิ่งเดียวที่เธอสนใจคือการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต เธอจึงสนใจทั้ง ชีวะกลไก และ การเต้น สำหรับเธอแล้วพวกมันก็คือสิ่งเดียวกัน และเป็นพื้นฐานความคิดในการการออกแบบของเธอ

เสียงดนตรีที่เธอกำลังฟังอยู่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมที่ช่วยประสานการทำงานของ ชุดกล้ามเนื้อเทียมให้เข้ากับการเคลื่อนไหวของร่างกาย และสิ่งที่เธอทำคือจับจังหวะการเต้นของคู่ต่อสู้ และหาทางทำลายความต่อเนื่องของมัน นั่นคือการต่อสู้ในแบบของเธอ

สิ่งที่เธอไม่อาจเข้าใจคือ ทริกสามารถใช้ร่างกายที่เป็นเลือดเนื้อธรรมดา รับการโจมตีจากชุดกล้ามเนื้อเทียมนี้ได้อย่างไร ‘หรือจริงๆ แล้ว เธอจะเป็น…แต่มันไม่มีทางเป็นไปได้’

ในขณะที่มัวแต่คิดอะไรวุ่นวาย เธอกลับเป็นฝ่ายที่เสียจังหวะ หมัดขวาตรงธรรมดาที่รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อของทริก กระแทกเข้าใส่หัวไหล่ข้างซ้ายของเธออย่างจัง แต่เธอก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด วัสดุที่ใช้ทำกล้ามเนื้อเทียมนอกจากช่วยเพิ่มพลังให้แล้ว ยังสามารถดูดซับพลังทำลายได้อย่างดีอีกด้วย

เธอได้ยินเสียงแปลกๆ ดังขึ้นบนร่างของตนเอง ก่อนที่ความเข้าใจจะติดตามมา แต่นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกเหลือเชื่อมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เส้นใยของกล้ามเนื้อเทียมตรงหัวไหล่ที่ถูกโจมตีเมื่อครู่ มีการฉีกขาดเสียหายเกิดขึ้น ในห้องทดลองเธอได้เห็นพวกมันถูก ยืด ขึง บิด และอื่นๆ อีกมากมายในการทดสอบความทนทาน ถึงแม้พวกมันจะมีขนาดเล็กแต่ก็ทนทานอย่างไม่น่าเชื่อ

ความคิดบ้าๆ เมื่อครู่นี้ ย้อนกลับมาหาเธออีกครั้ง เธอปรับจังหวะเพลงให้เร่งเร้ามากยิ่งขึ้น ก่อนใช้การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วถอยห่างออกมาจากคู่ต่อสู้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่ส่งผลอะไรมากนัก เพราะในแต่ละมัดกล้ามเนื้อประกอบด้วยเส้นใยจำนวนมากมาย หากไม่เสียหายอย่างรุนแรงพร้อมๆ กัน ก็ยังคงสามารถใช้งานได้

ทริกหยุดยืนมองดูเธอ โดยยังไม่ติดตามโจมตีเข้ามาเช่นกัน เธอตัดสินใจถามออกไปในที่สุด

“เธอ เธอเป็น…หุ่นยนต์หรือเปล่า”

5 replies on “เพลงดวงดาว 1 – 7”

อ่านจบบทที่๑ ครับ

ปัญหาแรก น่าจะเป็นเรื่อง การเขียนสิ่งที่ผู้เขียนเข้าใจอยู่แล้ว เลยลืมพาผู้อ่านตามมาด้วย
(ซึ่งผมเองก็เป็นบ่อยมากๆ)

เปิดฉากที่ ประพันธ์ แต่ผมนึกภาพไม่ออกว่า อายุประมาณเท่าไร (มารู้ตอนหลังว่ายังอยู่โรงเรียน)
ส่วนร่างจำลองก็มาอธิบายทีหลัง ซึ่งตอนอ่าน “การหายไป” ของแต่ละคน ผมเกิดอาการสะดุด อยู่พักใหญ่ๆ

ปรับลำดับการอธิบายให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ก็น่าจะแก้ปัญหานี้ไปได้ครับ

ทิ้งเรื่องได้น่าสนใจดีครับ เดี๋ยวอ่านบทที่๒ต่อครับ

ขอบคุณ คุณ นิราจ สำหรับคำแนะนำที่ดีครับ

เรื่องนี้มันก้ำกึ่งเป็น sci-fi fantasy นะครับ เขียนทิ้งไว้พักหนึ่งแล้ว
ว่าจะลองนำมาปรับปรุงใหม่ หลังจากได้ความเห็นของทุกท่านครับ

อ่านจบบทที่ ๗ แล้วครับ
สิ่งที่ผมเห็นอย่าเรียกว่าความผิดพลาดเลยนะครับ เป็นสิ่งที่”น่าจะสามารถทำให้ดีขึ้นได้อีก” มากกว่านะครับ
คือเรื่องจังหวะของการตัดเรื่อง เช่นในบทที่๒ที่ตัดไปที่ศาสนจักร กับ บทที่๖ที่ตัดสลับการรายงานผล ยังดูไม่ค่อยลงตัวเท่าไร
แต่ส่วนใหญ่ผมว่าก็ทำได้ดีแล้วครับ
ปูตัวละครน่าสนใจ และยังมีช่องว่างให้ใส่รายละเอียดเพิ่มเติมได้(คาดหวังว่าจะเห็นในบทต่อๆไป)
ปมเรื่องซับซ้อนดีครับสร้างการติดตามได้ดี

โดยส่วนตัว ส่วนที่ผมติดคือ บรรยากาศความเจริญหลังยุคสงคราม อารมณ์มันก็เลยแปลกๆ จะว่าไม่เจริญก็ไม่ใช่ จะว่าเจริญก็ไม่ใช่อีกเพราะเช่นการเดินทางที่พูดถึงรถยนต์แล้วไปลงลิฟท์ที่ดูมีปัญหาเรื่องรังสีแต่สามารถเดินทางไปดวงจันทร์ได้ และภาพบรรยายศาสนาจักรจึงไม่รู้ว่าตกลงอยู่บนผิวโลก หรืออยู่ใต้ดิน (หรืออยู่ใต้โดม) กันแน่
ซึ่งจริงๆแล้ว ถ้าประเด็นนี้ไม่มีผลต่อเนื้อเรื่อง(หรือจุดพลิกผันของเรื่อง) ก็อาจจะไม่ต้องไปสร้างเงื่อนไขเหล่านี้ขึ้นมาก็ได้นะครับ (ซึ่งพอเป็นแบบนี้ผมเลยคาดหวังว่าจะมีและชัดเจนขึ้นในบทต่อๆไป นะครับ)

จับ character ของตัวละครให้แม่นๆนิ่งๆ จะดีมากเลยนะครับ
จังหวะโกรธ อารมณ์ขัน กลั่นแกล้ง หรือ โหด ดูกระโดดไปนิดครับ
เข้าใจว่าเป็น style การ์ตูน แต่อันนั้นมันเหมาะกับการ์ตูนนะครับเพราะเวลามองผ่านแต่ละช่องมันมีช่องว่างของช่วงเวลาของมันอยู่ แต่พอเป็นตัวหนังสือที่ต่อเนื่องกัน มันเลยสะดุด ครับ

โดยสรุป
เดินเรื่องโดยรวมทำได้ดีและน่าสนใจครับ ปรับจังหวะการเล่าเรื่องและรายละเอียด(คำอธิบาย)นิดๆหน่อยๆก็น่าจะได้แล้วครับ

เดี๋ยวจะอ่านต่อครับ

ใส่ความเห็น