Categories
เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

one man war

ผมพยายามกดร่างแนบตัวกับผิวดินให้มากที่สุดแม้นอุณหภูมิจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง หิมะและผิวดินก็เย็นจนปวดกระดูก
ก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นลอยตกลงมาข้างศรีษะของผมห่างออกไปประมาณสองสามคืบ
มันรู้ตำแหน่งของผมแล้ว! โดยสัญชาตญาณผมขยับต้วออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว
เสียงวัตถุแหวกอากาศมาเบื้องหลัง พุ่งเฉียดผ่านใบหน้าของผมไป ทิ้งรอยเลือดจางๆเป็นทางยาว
นี่มันทำลูกธนูเสร็จแล้วหรือนี่
หลังจากทำการรบมานานกว่าสองเดือน อาวุธ และเสบียงที่เตรียมการมาก็ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น ทั้งปืนโฟตอน ทั้งกับดักเคมี ฯลฯ
ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างต้องใช้สิ่งของที่หามาได้ในป่าแห่งนี้เพื่อสร้างอาวุธเพื่อเข่นฆ่ากันเอง
แล้วสงครามบ้าๆนี้จะได้จบลงเสียที

ผมสไลด์ตัวลอดผ่านกิ่งไม่รกทึบ ก่อนหมุนเบียงตัวเข้าหลังก้อนหินใหญ่เบื้องหน้า
กุมกระชับแท่งไม้เหลาปลายแหลมที่ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่สองวันก่อนที่วางพิงอยู่กับก้อนหิน
รอเวลาการซุ่มโจมตีตามที่วางเอาไว้
เงียบ … ไม่มีเสียงเดินเท้า ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ
บัดซบ ผมหันหลังกลับ พุ่งตัวออกจากพุ่มไม้ ธนูจากด้านหลังของผมกระทบก้อนหินเข้าอย่างจัง
ถ้าผมขยับตัวช้ากว่านี้สักเสี้ยววินาที มันคงปักอยู่ในลูกตาของผม

ผมก้าวเท้าอย่างไม่คิดชีวิต หิมะนุ่มหนาฟุตครึ่ง ทำให้ผมขยับตัวอย่างยากลำบาก
ท่อนซุงเบื้องหน้า ห่างไปสามก้าวคือที่มั่นที่สองของผม
มันระเบิด ไฟลุกท่วม
ผมหมุนตัวกลับ อดระเบิดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ขำอะไร สมิท” เสียงตะโกน ก้องอยู่ในป่า ทำให้ไม่รู้แหล่งกำเนิดเสียง

“แกระเบิดมันเร็วไปหน่อยวะ จอห์น ไม่งั้นวันนี้แกก็กลับบ้านไปนอนแช่น้ำอุ่นสบายไปแล้ว” ผมตะโกนตอบ ตอนที่ผมพยายามตะเกียดตะกายกลับมายังที่มั่นเดิม แท่งหินที่ผมพึ่งถูกซุ่มโจมตีเมื่อครู่
เงียบ ไม่มีเสียงตอบ
มันรู้ว่าผมพยายามจับทิศทางของมันอยู่
แสดงว่าธนูเมื่อครู่เป็นแค่กับดัก มันไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริงๆ
“เป็นอะไรไปล่ะจอห์น แกกลัวจนไม่กล้าคุยแล้วหรือ”

ใช้แล้ว หลังจากเริ่มสงครามสักระยะ เราก็เริ่มทิ้งข้อความให้กันเป็นบางครั้ง
มันจึงรู้จักชื่อผม และ ผมก็รู้จักชื่อมัน แม้ว่าจะไม่ใช่ชื่อจริงก็ตาม

สงครามหนึ่งคน เป็นแนวคิดเพื่อประหยัดทรัพยากรของโลก
หลักจากเราเผาพลาญน้ำมันเพื่อการสงครามไปอย่างมหาศาล องค์กรการค้าโลกก็กำหนด “สงครามหนึ่งคน” ขึ้นมา
โดยให้ประเทศคู่กรณี ส่งนายทหารที่ แข็งแกร่งที่สุดเข้าสู่พื้นที่ที่จำกัด และทำการรบจนตัวตาย
ประเทศผู้ชนะจะได้สิ่งที่ตนเองต้องการ และประเทศผู้แพ้ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม
โดยส่วนใหญ่มันจะกินเวลาไม่นานนัก แต่เมื่ออุปกรณ์ทันสมัยมากขึ้น การรบก็ดูจะยืดเยื้อขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนหน้านี้มีการถ่ายทอดสด แต่โดนต่อต้านโดยนักสิทธิมนุษยชน แต่บางคนก็บอกว่า การเจาะข้อมูลในการถ่ายทอดสด ทำให้เกิดความได้เปรียบเสีบเปรียบในการรบ
ผมเชื่ออย่างหลังมากกว่า เพราะไม่เช่นนั้นนักสิทธิมนุษยชน ควรจะต่อต้านการรบนี้ด้วย หรือแม้แต่การรบทุกรูปแบบก็ตามที
เพราะที่นี่มันไม่ต่างอะไรกับ ลานกัดสุนัข

ผมพยายามควบคุมการหายใจ ไม่ให้หอบดังจนเกินไป เสียงของมันอาจจะทำให้ผมเปิดเผยตำแหน่งที่ซ่อน และ การหายใจผิดจังหวะอาจจะทำให้ผมเคลื่อนตัวไม่ทันการโจมตีครั้งต่อไป

“ฉันว่า เราเลิกไล่ฆ่ากันดีไหม? นี่มันก็เกินสองเดือนแล้ว ฉันว่า ไอ้พวกผู้นำ มันคงเลิกบ้ากันแล้วมั้ง”
เงียบ
“ลองคิดดูสิ จอห์น เราสองคนต้องมาไล่ฆ่ากันจนตายไปข้าง ปล่อยให้พวกใส่สูทเสวยสุขกับข้อตกลงของพวกมัน … แล้วเราได้อะไร”
เสียงท่อนไม่แหวกอากาศ ดังหนักหน่วงจากด้านหลัง ลึกเข้าไปในป่า ตามมาด้วยเสียงของแข็งกระทบกับเนื้อเยื่อ ดังหนักๆ
เสียงกระดูกแตก และ เสียงสำลักของของเหลว
ได้ผล ผมคิด ก่อนค่อยๆคลานเข้าหาแหล่งกำเนิดเสียง ท่อนไม้เหลาแหลมกำอยู่ในมือแน่น พร้อมจะแทงออกไปได้ทุกเมื่อ

เบื่องหน้า ชายหนุ่มอายุประมาณ ยี่สิบเศษ ยืนอยู่บนปลายเท้าแขวนตัวต่องแต่งอยู่บนท่อนไม่ กิ่งไม้แหลมเสียบทะลุปอดด้านซ้ายของเขาจนทะลุหลัง
แท่งไม้อีกแท่งแทงผ่านกระดูกสันหลังข้อที่๘

“เสียใจด้วย จอห์น” ผมพูดโดยไม่รู้สึกรู้สา อะไร
“ฉันเห็นรอยเท้าของนายมาสักสองวันแล้ว” ผมเหลียวไปมองด้านหลังที่ผมพึ่งจะเดินผ่านมา
“ฉันรู้ว่าแกเห็นแล้วว่า ฉันวางตำแหน่งซุ่มตัวไว้ตรงไหน? แท่งหินนั่น” ผมทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินข้างๆ ปัดเศษหิมะอออกจากตัว
จอห์นขยับตัวเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างห้อยอย่างไร้เรี่ยวแรง เส้นประสาทของเขาคงถูกทำลายจนหมดสิ้น
“และตำแหน่งนี้คือจุดที่แกจะซุ่มโจมตีได้ดีที่สุด”
เสียงครอก ดังเบาๆ ลิ่มเลือกกระเซนออกจากปากของเขาพร้อมลมหายใจสุดท้าย

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่
อดนึกไม่ได้ว่า จะมาเสี่ยงชีวิตด้วยเหตุผลบ้าๆบอๆอะไรกันนี่
ก่อนยิงปืนพลุระบุตำแหน่งขึ้นบนท้องฟ้า

เสียงยานโลหะขนาดสองคนนั่ง พุ่งแหวกอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยี่สนามแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้มันไม่ต้องสนใจระยะหรือพื้นที่ลงจอด หรือมุมแรงยกของอากาศ
ไม่มีแม้แต่เสียงเครื่องยนต์หรือเสียงแรงขับดัน มีแต่เสียงโซนิกบูม
นี่มันเร็วเกินไปแล้ว

“ผู้พันครับ เราตามหาผู้พันมาสักอาทิตย์แล้วครับ” นายทหารที่ก้าวลงจากยาน ละลำละลักรายงาน
ปกติการนำคนออกจากพื้นที่การรบหลังเสร็จสิ้นภาระกิจมักใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง แต่นี่มันมาแทบจะทันที นี่มันเร็วเกินไป
แล้วนี่ฉันเป็นผู้พันแล้วหรือนี่

“เกิดอะไรขึ้น” ผมถามขณะที่เดินขึ้นยานที่ดูเหมือนที่นั่งรถไฟเหาะ
“หลังจากผู้พันเข้าสู่การรบเป็นเวลาหนึ่งเดือน ท่านผู้นำเห็นว่า การรบของท่านยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ท่านจึงสั่งเคลื่อนกำลังทหาร ครับ”
หยุดเล็กน้อย
“เรารบด้วยกำลังคนทั้งหมดมานานกว่าหนึ่งเดือนแล้วครับ”
คุณพระช่วย จริงหรือนี่
นี่เรากำลังรบ เพราะท่านผู้นำต้องการ Kopi Luwak จำนวนสองขีด หรือนี่

By นิราจ

web programmer

6 replies on “one man war”

จริงๆแล้ว แนวคิดเรื่องสงครามย่อส่วน ไม่ใช่ของใหม่
เร็วๆนี้ก็น่าจะมีเรื่อง The Hunger Games
http://www.imdb.com/title/tt1392170/

และ Robot Jox (1990)
http://www.imdb.com/title/tt0102800/

ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร plot นี้มันถึงโผล่เข้ามาในหัวมาสักระยะหนึ่งแล้ว

เคยอ่าน รวมเรื่องสั้น t.v.2000 มีของอะซิมอฟด้วย หลายเรื่องเล่าถึงสงครามที่ถ่ายทอดสด และก็มีเรื่องนึงเป็นการต่อสู้ระหว่างบริษัทโดยกำหนดยุทโธปกรณ์ให้ใช้ได้ช่วงปีไหนถึงปีไหน แต่ละบริษัทก็รับสมัครนักสู้ของตัวเอง
สู้กันเพื่อหาเงินอะไรประมาณนั้น บริษัทชนะหุ้นก็ขึ้น
น่าดู the hunger game น่าจะอารมณ์ the battle royale

เขาถึงเล่นหมากรุกไง แต่สุดท้ายก็เหมือนในท้องเรื่อง เกมส์แพ้คนไม่แพ้ ก็ต้องเอากัน ขำแต่ตอนท้ายมันอะไรว่ะ หมายเหตุก็ไม่มี ทีแท้กาแฟขี้ๆนี้เอง

Battle Royale
http://www.imdb.com/title/tt0266308/
นี่น่าสนใจครับ

ผมว่า มันโจมตีประเด็นการศึกษาอย่างรุนแรง
นักศึกษาจบที่เดียวกันเรียนเรื่องเดียวกัน พอเข้าสู่ตลาดงานและธุรกิจ
ก็มีค่าเท่ากับศัตรูที่ต้องฟาดฟันกันให้ตายไปข้างหนึ่ง
ผมว่ามันตรงไปตรงมาและแรงดี

และเหมือนหนังญี่ปุ่นหลายๆเรื่องที่โจมตี สังคมเก่าของเขา(ผู้ใหญ่ หรือ ผู้มีอำนาจ ในสังคม) แต่ก็ยังให้ความหวังไว้กับกับคนรุ่นใหม่(ซึ่งไม่ต่างอะไรกับกลุ่มกบฎใน star wars)

ส่วน the hunger game นี่ผมไม่ทราบรายละเอียดครับ

เคยอ่านคล้าย ๆ อย่างนี้เหมือนกันครับ รู้สึกว่าจะอยู่ในรวมเรื่งสั้น “พระเจ้าเก้าล้านล้านชื่อ” (ไม่แน่ใจ-อาจผิด) ว่าด้วยเรื่องของมนุษย์กับเอเลียนต่างดาวกำลังจะรบกัน แต่โดนสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญามากกว่าแอบจับเอาตัวแทนสองฝ่าย ฝ่ายละคนไปสู้กันบนดาวรกร้างดวงหนึ่ง เพราะสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่เหนือกว่านั้นเห็นว่าสองฝ่ายมีศักยภาพใกล้เคียงกันมากเกินไป ถึงฝ่ายหนึ่งจะชนะแต่ก็จะเสียหายอย่างหนัก เลยใช้วิธีนี้ในการตัดสินชะตาของเผ่าพันธุ์ ในเรื่องก็เล่นเอาล่อเอาเถิดกันอยู่พักนึงกว่าจะจบเรื่องได้ครับ

———————————————————

สำหรับ Battle Royal นั้นจำได้ว่าผมไปนั่งดูในโรงหนังเลย แต่มุมมองของผมต่อเรื่องนี้ไม่คล้ายคุณ NiRaj นัก ใประเด็นของเรื่องที่ผมมองคือการควบคุมโดยรัฐ ในสถานการณ์ที่รัฐกำลังจะล้มเหลวนั้นรัฐสามารถจัดการโดยใช้อำนาจได้มากน้อยแค่ไหนในการแก้ไขสถานการณ์ (ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นตัวอย่างที่เราคุ้นเคยกันดี) เพื่อให้รัฐคงสภาพเป็นรัฐอยู่ได้ ประชาชนต้องเสียสละเสรีภาพและถูกจำกัดทางกายภาพมากเพียงใด หรือจะปล่อยให้รัฐล่มสลายไปแทน (?)

ปัญหาของการควบคุมที่รัฐมีเหนือประชาชนนั้นมันดันเป็นแบบเหมายกเข่ง สมัยเด็ก ๆ ผมยังจำได้เลยตอนโดนตียกห้อง นักเรียนส่งเสียงดังในห้องเรียน ครูเดินมาตีเรียงตัว ไม่สนว่าใครเป็นคนทำเสียงดัง (ตอนนั้นแค้นมาก…) หนังเรื่องนี้ก็แบบเดียวกัน มิหนำซ้ำยังเอานักเรียนมาเป็นตัวแทนของคนที่ไม่สามารถมีปากเสียงได้ (ในฐานะของคนด้อยโอกาส คนที่ไม่ใช่นักวิชาการหรือผู้มีชื่อเสียง แต่ถ้าอ่านในการ์ตูน ไม่ว่าจะเป็นลูกคนมีชื่อเสียงขนาดไหนก็ไม่มีข้อยกเว้นครับ) ซึ่งเราเองก็สรุปได้ว่าการ “เหมายกเข่ง” แบบนี้มันไม่ถูก

เงื่อนไขที่ในหนัง(และในการ์ตูน)กำหนดไว้ก็ทำได้ดี คือจับเอามาอยู่รวมกัน แล้วปล่อยออกไปทีละคน ให้อาวุธคนละอย่าง-ไม่ซ้ำกัน ใครเหลือคนสุดท้ายคือคนรอดตาย มันทำให้ผู้เล่นแต่ละคนถูกลดทอนความได้เปรียบเสียเปรียบกันไปในที ไม่ต้องมาซูเอี๋ยกัน ไม่ต้องมานั่งปรึกษากันว่าจะเอายังไง ก้าวออกไปก็มีสิทธิ์ฆ่าและถูกฆ่าเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาตัวเก่ง นักเลงหัวไม้ประจำห้อง หรือเด็กเรียนแว่นหนา ทุกคนมีแต้มต่อของตัวเองทั้งนั้น (แต่เอาเข้าจริงคนที่ไม่เอาด้วยกับเรื่องฆ่าฟันกันก็มี)

———————————————————

ปล. เรื่องของคุณ NiRaj เรื่องนี้ชอบหักมุมตอนจบมากครับ ใครจะว่ามันดูไร้สาระหรือไม่เป็นเรื่องก็เถอะ แต่สิ่งที่ “ผู้ปกครอง” ทำ บางครั้งมันก็ไร้เหตุผลแบบนี้จริง ๆ

ใส่ความเห็น