แรงบัลดาลใจ 1

ท่านประธานบอกให้กันช่วยหาแรงบันดาลใจ ผมได้มาหนึ่ง เอามาแบ่งกันครับ

ข้อกล่าวหาเรื่องมนุษย์คนแรกเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องลวง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาพถ่ายโลก จากดวงจันทร์ภาพแรก

ผู้ ที่สนับสนุน ข้อกล่าวหาเรื่องการเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก เชื่อว่า การเหยียบดวงจันทร์ของ นีล อาร์มสตรอง ในโครงการอพอลโลขององค์การนาซานั้น เป็นเรื่องที่สร้างขึ้นในสตูดิโอถ่ายภาพยนตร์โดยมีการสนับสนุนจากซีไอเอ ข้อกล่าวหาดังกล่าวได้มีการพูดถึงในสหรัฐอเมริกาในช่วงสิบปีต่อมา และมีการพูดคุยกันอย่างมากในอินเทอร์เน็ตในช่วงที่อินเทอร์เน็ตเริ่มแพร่ หลายการลงจอดบนดวงจันทร์ของ อพอลโล 11 ในวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) มีการกล่าวอ้างว่าการถ่ายภาพ ไม่ได้กระทำบนดวงจันทร์ แต่ได้ถ่ายทำขึ้นในสตูดิโอภาพยนตร์บนโลก โดยความคิดนี้ได้เริ่มเป็นที่พูดคุย หลังจากภาพยนตร์เรื่อง แคปริคอร์นวัน (Capricorn One) ได้ออกฉาย ซึ่งในภาพยนตร์แสดงถึงองค์การนาซาได้หลอกชาวโลก โดยการสร้างภาพการลงจอดยานที่ดาวอังคารอย่างไรก็ตามมีข้อพิสูจน์หลายอย่าง ว่า ถึงแม้ว่าการสำรวจอวกาศของอพอลโล 11 จะเป็นเรื่องจริง แต่ภาพถ่ายของ นีล อาร์มสตรอง ถูกถ่ายทำขึ้นบนโลก โดยตามความคิดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่า นีล อาร์มสตรองจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ภาพถ่ายนี่จะออกมาต่อสื่อมวลชนเพื่อสร้างข่าวลือของความสำเร็จของสหรัฐ อเมริกา

ในปี พ.ศ. 2517 ได้มีหนังสือซึ่งเขียนขึ้นโดย บิลล์ เคย์ซิง (Bill Kaysing) ชื่อเรื่องว่า เราไม่เคยเหยียบดวงจันทร์ (We Never Went to the Moon) หรือ หนังสือของ ราล์ฟ มูน ในชื่อเรื่อง นาซาเหยียบสหรัฐอเมริกา (NASA Mooned America) ซึ่งเกี่ยวกับข่าวหลอกลวงที่นาซาสร้างขึ้น และมีมิวสิกวีดีโอเพลง อเมริกา (Amerika, ใช้ตัวอักษร k) ของ แรมม์ไสตน์ (Rammstein) เนื้อเพลงเกี่ยวกับการหลอกลวงในการลงจอดบนดวงจันทร์ ซึ่งนักร้องแต่งชุดเป็นนักบินอวกาศ และฉากหลังเป็นดวงจันทร์
อ่านเพิ่มเติม “แรงบัลดาลใจ 1”

ขอถามหน่อยครับ

นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ไทยมีน้อยคนนับนิ้วได้ ทีนี้ผมอยากทราบว่าแล้วผู้อ่านยังมีความต้องการเสพนิยายวิทยาศาสตร์ไทยมากน้อยแค่ไหน มีนิตสารอะไรที่ตีพิมพ์นิยายวิทยาศาสตร์ไทยบ้างนอกจาก update ครับ ขอบคุณครับ

เรื่องสั้น Green Destiny

     “ฟู่วๆ!”เสียงไอน้ำจากหลอดทดลองสีเขียวหลายร้อยหลอด ทำให้ห้องทดลองเก่าๆแห่งหนึ่งที่ร้อนอยู่แล้วร้อนยิ่งขึ้นไปอีก อากาศที่ร้อนราวกับนรกเช่นนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สาวคนหนึ่งแทบคลั่ง

     “ขอโทษค่ะ ศ.จันดา ฉันขอไปพักสักครู่”หลังจากที่ทนกับอากาศร้อนมากว่าสิบชั่วโมง ฉันก็ทนไม่ไหว ถึงฉันจะมีความอดทนมากว่านักวิทยาศาสตร์หนุ่มๆหลายคนที่ทนความร้อนและการทดลองที่น่าเบื่อนี้ไม่ไหวจนหนีหน้าหายไป แต่การที่ต้องทำการทดลองกับสภาพอากาศแบบนี้นานๆเข้าคนอย่างฉันก็เริ่มท้อนิดๆแล้ว

     จะเหลือก็แต่คนๆเดียวในห้องนี้ที่อยู่ทำการทดลองนี้ได้อย่างไม่รู้จากเหน็ดเหนื่อยและไม่เคยบ่นเรื่องความร้อนนี้เลย จนฉันอดนับถือคนตรงหน้าไม่ได้  
อ่านเพิ่มเติม “เรื่องสั้น Green Destiny”

ขอชื่อสมาชิกหน่อยครับ

จากการประกวดก็ได้ทราบชื่อสมาชิกไปบ้างแล้วตอนนี้นายหูโน่ชักอยากจะรู้เพิ่มแล้วว่าในชมรมมีใครบ้าง ทำหน้าที่อะไรกันบ้างพอจะแนะนำตัวได้ไหมครับ

ผู้รอคอย : รางวัลชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

ชายชราขับรถบรรทุกแร่คันเก่าคืบคลานไปตามถนนที่ไม่ถูกใช้งานนานหลายปี ข้างตัวเขามีเด็กชายผู้กำลังจะย่างเข้าวัยรุ่นที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษนั่งมาเป็นเพื่อน เขาเฝ้าแต่ชะโงกหน้ามองไปยังความมืดเบื้องหน้าตรงที่แสงไฟจากรถบรรทุกส่องไปไม่ถึงเหมือนกำลังรอดูอะไรบางสิ่ง เสียงก้อนกรวดบดกับตีนตะขาบดังสะท้อนก้องในห้องคนขับทำให้บรรยากาศไม่เงียบเหงาจนเกินไป

“เกือบถึงหรือยังครับคุณตา” เด็กชายเอ่ยขึ้นมาในที่สุด
“อีกไม่ไกลแล้ว” ชายชราตอบหลังจากเหลียวหน้ามองหลักไมล์ข้างทาง
อ่านเพิ่มเติม “ผู้รอคอย : รางวัลชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

ผู้มาเยือน : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

ในที่สุด เจอโนโรม ก็ได้มายืนประจันหน้ากับ ‘มัน’ ยานอวกาศจากนอกโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา แม้แต่ในภาพยนต์แนวไซไฟอวกาศเองก็ไม่มีเคยมียานอวกาศลำใหญ่ขนาดนี้ปรากฎมาก่อน ขนาดของตัวยานกินพื้นที่ราวๆประมาณสามสนามฟุตบอลรวมกัน จนทำให้ชายหนุ่มอย่างเขาดูตัวเล็กราวกับมดที่ยืนอยู่ใกล้รถถังไปทันที
อ่านเพิ่มเติม “ผู้มาเยือน : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

E Project : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

ณ เวลาที่ก่อนจะถึง 1
เสียงหลายเสียงกำลังพูดคุยกัน “เอาละ เราจะสร้างยานอวกาศแบบไหนกันดี?”

ปี ค.ศ. 2211 : สหพันธรัฐ โลก
“นับเวลาถอยหลัง E Project ในอีก 5 วินาที 5… 4… 3… 2… 1… 0…”สิ้นเสียงโอเปอเรเตอร์ ยานอวกาศขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็ได้ออกตัว พ่นพลังงานขับเคลื่อนแรงดันมหาศาลมุ่งสู่เป้าหมายใหม่ในอวกาศเบื้องหน้า ทิ้งโลกมาตุภูมิที่ถูกมนุษยชาติสูบกลืนทรัพยากรไปจนเกือบหมดสิ้นให้ลอยเคว้งคว้างอยู่ในระบบสุริยะที่กำลังจะตาย

“ยินดีด้วยครับ ท่านนายพลในที่สุด E Project ที่คุณปู่ของท่านคิดไว้ก็ประสบผลสำเร็จไปได้ด้วยดี พวกเรามนุษยชาติต่างก็ตกเป็นหนี้บุญคุณตระกูลท่านจริงๆ น่าเสียดายที่คุณปู่ของท่านเสียไปก่อนที่จะได้มองเห็นความสำเร็จของคุณในวันนี้”นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งกล่าวชมเชยชายหนุ่มที่กำลังยืนมองโลกสีฟ้าเบื้องหลัง อ่านเพิ่มเติม “E Project : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

ผู้บริสุทธิ์ : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

1
โมกราเตรียมยานสำรวจ “จาเก้น” ยานชั้นโอริโม ซึ่งสามารถจะทนพายุสุริยะขนาด 3 อิเล็กตรอนโวลต์ ได้ลำหนึ่ง จะว่าไปก็ยานลำนี้ยังเล็กไปนิดแต่นั้นก็เป็นยานลำใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ในอู่ของโมกรา สัญญาณที่กีเดียตรวจจับได้นั้น ต่ำแหน่งของยานอับปางน่าจะอยู่เลยช่องว่างฟาร์เนล ซึ่งเป็นน่านอวกาศสากล ตามกฎของสมาพันธ์เอกภพใครก็ตามที่ค้นพบยานอัปปางที่มีอายุเกินกว่าสามสิบปีซีเซี่ยมเป็นคนแรกจะสามารถครอบครองยานดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะต้องมีหลักฐานชื่อของยานลำที่อับปางมาแสดงกับสมาพันธ์ฯ ดังนั้นจึงยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานกู้ซากขนาดใหญ่ ใช้เพียงยานสำรวจขนาดเล็กเพื่อหาหลักฐานชื่อยานก่อน

การเดินทางในช่วงแรกราบรื่นไม่มีปัญหาอะไร ลาเพิร์นนักนำทางหญิงชำนาญในเส้นทางนี้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อผ่านแถบดาวเคราะห์น้อยมาได้ ก็เข้าสู่เขตช่องว่างฟาร์เนล ที่นี้เราพบกับพายุสุริยะขนาดย่อม ลาเพิร์นใช้ความชำนาญของเธอหักเลี้ยวยานเพื่อให้ภาคตัดขวางของยานประทะกับพายุน้อยที่สุด ยานสะเทือนแต่ยังรับมือได้ ในที่สุดเราก็กลับเข้าสู่เส้นทาง

“จุ๊ๆๆๆ..ได้ยินไหม” กีเดียส่งเสียงเตือนเพื่อนร่วมยาน “สัญญาณขอความช่วยเหลือ สัญญาณใช้ระบบรหัสกามีนิ“ เสียจากเครื่องรับสัญญาณดังเป็นจังหวะแปลกๆซ้ำไปซ้ำมา “สัญญาณนี้ใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อ 800ปีซีเซี่ยมที่แล้ว” กีเดียอธิบาย “จากนี้ไปเราจะออกนอกเขตช่องว่างฟาร์เนล เราอาจเจอพายุสุริยะอีกก็ได้” อ่านเพิ่มเติม “ผู้บริสุทธิ์ : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

No Place : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

คุณรู้จักตำนานเกี่ยวกับใบโคลเวอร์ไหม… เราเชื่อกันว่าใบโคลเวอร์สี่แฉกจะทำให้เกิดโชคดีกับผู้ที่ได้ครอบครอง ผมเองก็มีใบไม้นำโชคนี่ติดตัวเหมือนกัน…สำหรับภารกิจที่สำคัญยิ่ง แต่ถึงไม่มี ผมก็มั่นใจว่าจะกลับบ้านพร้อมความสำเร็จได้อยู่ดี เพื่อเธอแล้ว… แน่นอนว่ามันต้องสำเร็จ
อ่านเพิ่มเติม “No Place : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

ภารกิจกู้ชีพ…วันสงกรานต์ : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

๐…
“ในวันศุกร์ที่ 13 เมษายน 2572 อะโพฟิส จะเฉียดเข้าใกล้โลกด้วยระยะห่างประมาณ 40,000 กิโลเมตร ซึ่งใกล้พอที่จะมองเห็นเป็นจุดแสงเหมือนดาวที่สว่างพอ ๆ กับดาวที่มีอันดับความสว่าง 3 ได้”

๑…
“สวัสดี เซเรเน่ คุณได้ยินผมหรือไม่” โอไรออน ส่งสัญญาณวิทยุถาม
“ให้ตายเถอะ นั่นคุณจริงๆ หรือ นายพราน” เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นดีใจ
“จะมีใครกันล่ะ ที่จะขันอาสามารับคุณกลับบ้าน” โอไรออนตอบ
“ฉันคิดว่าฉันคงจะแก่ตายอยู่ที่นี่ ไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงของใครอีกแล้ว แต่นี่เป็นคุณ เป็นเสียงของคุณ…” เธอพูดก่อนที่น้ำตาจะหลั่งไหลออกมา
อ่านเพิ่มเติม “ภารกิจกู้ชีพ…วันสงกรานต์ : รางวัลชมเชยการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ””

ประกาศผลการประกวดเรื่องสั้นไซ-ไฟ ครั้งที่ 2

ประกาศผลการประกวดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ยานอวกาศ”

รางวัลชนะเลิศ
ผู้รอคอย โดย กาณฑ์อวกาศ

รางวัลชมเชย
ผู้มาเยือน โดย ชัยพัฒน์ ชูสุวรรณ
E Project โดย เฃาวงกต
ผู้บริสุทธิ์ โดย ปิยะ วีระไวทยะ
No Place โดย อินดาริน
ภารกิจกู้ชีพ…วันสงกรานต์ โดย จัตวาลักษณ์

ขอแสดงความยินดีต่อทุกท่านครับ

Protocooperation

ดาวสีเขียวมรกตลอยอยู่ตรงหน้า ผมเพลิดเพลินกับสีสันของมันอยู่นาน เวลาพักกำลังจะหมดลง แต่ตราบเท่าทียังมีโอกาส การได้สำรวจดาวดวงนี้ด้วยสายตาก็ทำให้ความเหงาที่ต้องจากบ้านมานานนั้นได้รับการชดเชยในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่มีใครได้ลงไปดูมันจริง ๆ ก็ตาม

อีกไม่นานมันก็จะเคลื่อนไปอยู่อีกด้านหนึ่งของยาน กว่าผมจะได้เห็นมันจากมุมนี้ก็คงอีกสองหรือสามวัน แล้วเวลาพักต้องตรงกับเวลาที่มุมนี้ของเรือหันเข้าหาดาวดวงนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะมองเห็นแต่ความอ้างว้างไปจนอนันต์

สัญญาณเตือนดังขึ้น ผมต้องกลับไปทำงาน มันไม่น่าเบื่อมากนักหรอกโดยเฉพาะช่วงที่เรากำลังเคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมาย ข้อมูลทั้งหลายจะหลั่งไหลกันเข้ามาจนทุกคนแทบไม่มีเวลาว่าง งานประจำจะทำให้ยุ่งจนไม่มีความคิดอื่นเหลืออยู่ แม้กระทั่งความเหงาหรือความคิดถึงบ้านเกิดที่จากมาไกล

ผมเคลื่อนไปที่สถานีประจำซึ่งต้องผลัดเวรกับอีกสองคนสำหรับการทำงานเต็มยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวัน สัญญาณภาพจากดาวเทียมหลายดวงที่ปล่อยออกไปสำรวจเริ่มทยอยกันเข้ามา หน้าที่ของเราคือต้องคอย “ช้อน” เอาข้อมูลสำคัญที่ถูกส่งมา

ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ สภาวะอากาศและบรรยากาศ สิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศและข้อมูลทุกอย่างเท่าที่ดาวเทียมสามารถตักตวงขึ้นมาได้จะถูกส่งเข้ามาอย่างมหาศาล ส่วนหนึ่งจะถูกกรองโดยคอมพิวเตอร์แล้วส่งต่อไปที่คอมพิวเตอร์ประจำสถานีของแต่ละคน มันเป็นช่องแคบ ๆ ที่มีคอมพิวเตอร์เทอร์มินอลพร้อมจอแสดงผลและที่นั่งที่สบายพอตัวเรียงรายไปรอบห้อง เราจะต้องเลือกช้อนเอาข้อมูลที่คิดว่าสำคัญและจำเป็นสำหรับการสำรวจมาประมวล เพื่อเอาเข้าที่ประชุมสำหรับบริหารการสำรวจขั้นต่อไป

ผมเข้าไปนั่งแทนที่สมาชิกคนก่อนหน้าที่เคลื่อนตัวออกมาจากเก้าอี้ เขาดูตื่นเต้นกับข้อมูลที่ได้

“มีอารยธรรมระดับหนึ่ง” เขาบอกผมก่อนจะเคลื่อนไปอยู่หลังเก้าอี้ เกาะไว้ด้วยสองมือและผงกศีรษะให้ผมดูที่หน้าจอ ภาพนิ่งถูกแยกไว้ที่หน้าจอหนึ่ง และภาพเคลื่อนไหวที่ไม่ชัดเจนนักขึ้นที่หน้าจอที่สอง

“เพิ่งเห็นเมื่อไม่ถึงสิบนาทีมานี้เอง เดี๋ยวผมจะไปตามหัวหน้า” เขาผลักตัวเองออกไปที่ทางออกหลังจากพูดจบ

อันที่จริงเขาสามารถเรียกหัวหน้าผ่านอินเตอร์คอมจากที่นี่ได้ แต่คงเพราะอยากยืดเส้นยืดสายสักนิดหลังจากนั่งจมอยู่กับเก้าอี้มานาน เบาะยังร้อนอยู่เลยตอนผมนั่งลงไป เขาพิมพ์รายงานค้างไว้ที่หน้าจอที่สาม ผมต้องย้อนช่วงต้นกลับมาอ่านก่อนจะทำเครื่องหมายแล้วเริ่มดูข้อมูลใหม่ก่อนจะพิมพ์ต่อจากเขา

เราจัดลำดับอารยธรรมไว้สี่ช่วง ระดับแรกสุดคือการทำเกษตรกรรมและกสิกรรม ระดับสองคือการมีอุตสาหกรรมและโรงงาน ระดับสามคือการเดินทางทางอากาศ และระดับสุดท้ายคือการเดินทางในอวกาศ แต่ละระดับขั้นไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน เหมือนแถบของสีรุ้งที่เหลื่อมซ้อนกัน จะรู้ว่าผ่านไปอยู่ในอีกชั้นหนึ่งก็ต่อเมื่อเราหลุดเข้าไปอยู่ในอีกชั้นหนึ่งเต็มตัวแล้วเท่านั้น

สำหรับ ‘อารยธรรมระดับหนึ่ง’ นั้นหมายถึงสิ่งมีชีวิตที่มีการเข้าสังคม มีการรวมหมู่เป็นสังคม มีการพัฒนาภาษาและเครื่องมือใช้สอย แต่ยังไม่ข้ามขั้นตอนการปฏิวัติทางการเกษตร สำหรับมนุษย์นั้นเราเป็น ‘อารยธรรมระดับสี่’ อย่างสมบูรณ์ การออกสำรวจดวงดาวในทางช้างเผือกในยุคเร็วกว่าแสงของมนุษย์เปรียบเหมือนภาพเร่งของการระเบิดออกทุกทิศทาง เราค้นพบดาวดวงใหม่ ๆ ที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เป็นระยะ แต่ไม่เคยพบดาวดวงไหนที่มีอารยธรรมสูงกว่าระดับหนึ่ง นิยายวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของมนุษย์ต่างดาวและยูเอฟโอกลายเป็นเหมือนวิชาประวัติศาสตร์วรรณกรรม เราเองต่างหากที่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาวของดาวดวงอื่น และก็เป็นเราอีกนั่นเองที่ปล่อยดาวเทียมและสิ่งบินไร้คนขับลงไปสำรวจดวงดาว ถึงที่สุดแล้วเราก็ยังไม่รู้ว่ามนุษยชาติรู้สึกเปลี่ยวเหงาเพราะเขาจากบ้านมาไกลหรือเพราะเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาระดับสูงเพียงหนึ่งเดียวในทางช้างเผือกกันแน่

“เหม่ออะไรอยู่” เสียงหัวหน้าดังจากทางด้านหลัง เขาเกาะอยู่ที่เก้าอี้ รอยยิ้มของเขาทำให้ผมผ่อนคลายลง

“เลื่อนวิดีโอกลับสิบนาทีสิ ผมอยากเห็นตอนดาวเทียมเริ่มเคลื่อนเข้าหมู่บ้าน” มันเป็นจังหวะที่ดาวเทียมดวงหนึ่งในหลายสิบดวงสามารถถ่ายภาพ ‘อารยธรรมระดับหนึ่ง’ ได้เป็นครั้งแรก ผมเคลื่อนเมาส์ไปคลิกสองสามครั้ง ภาพบนจอเปลี่ยนเป็นภาพมุมสูงค่อย ๆ เคลื่อนตามพื้นผิวดาว สิ่งมีชีวิตคล้ายพืชรูปทรงแปลกตาปรากฏขึ้นตามแนวชายฝั่งคดเคี้ยว แนวเคลื่อนที่ของดาวเทียมตัดผ่านเข้าไปในแผ่นดิน สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สองสามตัวเคลื่อนไหวอยู่ตามแนวพืช ดูมันเปราะบางและไร้พิษสง ผมเร่งภาพให้เร็วขึ้นไปจนถึงจุดที่คนก่อนหน้าผมทำเครื่องหมายเอาไว้ แนวป่าบางลง เห็นสัตว์ปีกสองสามตัวบินผ่านมุมจอไป

“วัดขนาดด้วย” เสียงหัวหน้าสั่ง โต๊ะข้าง ๆ รับข้อมูลไปทำทันที ขนาดของสิ่งมีชีวิตในอากาศจำเป็นสำหรับการปล่อยสิ่งบินไร้คนขับไปบินสำรวจระยะใกล้ที่ต้องการความละเอียดมากกว่าภาพจากดาวเทียม เราจะปรับเพดานบินของสิ่งบินที่เรียกชื่อเล่นว่า “นก” ให้หลอกตาสิ่งมีชีวิตบนพื้นดินว่าเราเป็นสัตว์ปีกประจำถิ่น ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจากดาวอื่น

“ตรงนี้แหละ จับภาพนิ่งด้วย” เสียงหัวหน้าดังเหมือนเสียงตะโกน ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงตื่นเต้นได้ขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เคยพบสิ่งมีชีวิตทรงปัญญามาก่อน แต่ภาพที่เห็นก็ทำให้ผมแปลกใจได้ไม่น้อยเช่นกัน

“ตรงนั้น-ซูมเข้าไปอีก-สูงสุดเลย” ภาพพื้นผิวดาวเคลื่อนผ่านไป ผมตามไปเรื่อย ๆ ผ่านจุดที่หมายตาเอาไว้ ตามมาด้วยเสียงแสดงความประหลาดใจของหลายคนดังขึ้นรอบข้าง ผมเหลียวไปมองตามเสียง ทีมบริหารอีกสองคนมามุงอยู่ที่หน้าจอของผม คนหนึ่งเป็นนักมานุษยวิทยา อีกคนเป็นนักชีววิทยาประจำยาน

ผมจับภาพหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้ มันอยู่กลางแนวป่า กลุ่มอาคารยี่สิบถึงสามสิบหลังปลูกเรียงรายกันอยู่ มันไม่เป็นแบบแผนนักแต่ดูผ่าน ๆ ก็รู้ว่าตัองมีการจัดการของกลุ่มสังคมอย่างเป็นระบบพอสมควร ความประหลาดของมันคืออาคารสองขนาดที่รูปทรงต่างกันอย่างชัดเจนอยู่ปะปนกัน เหมือนเอาบล๊อกไม้สองขนาดโยนลงบนโต๊ะแบบสุ่ม ๆ ภาพสิ่งมีชีวิตเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก ดาวเทียมกวาดผ่านหมู่บ้านเพิ่มอีกสองหรือสามแห่ง แต่หัวหน้ายังจดจ่อกับภาพที่เห็นจากหมู่บ้านแรก

“มีนกอยู่ใกล้ ๆ บ้างไหม” เขาเงยหน้าจากจอภาพตะโกนขึ้นมาลอย ๆ เสียงใครคนหนึ่งตอบรับ

“ส่งไปเลย เอาหมู่บ้านนี้แหละ บินสองรอบ” เสียงหัวหน้าสั่ง จากนั้นเขาถีบตัวไปตามความยาวห้อง เคลื่อนไปหาต้นเสียงพร้อมกับนักชีววิทยา เหลือแต่นักมานุษยวิทยาเบียดตัวอยู่หลังเก้าอี้ของผม

“ระหว่างรอนก คุณช่วยแต่งภาพให้ชัดขึ้นได้ไหมคะ?” นักมานุษยวิทยาสาวสวยประจำเรือกระซิบเบา ๆ ผมใช้ซอฟท์แวร์ทุกตัวที่มีในเครื่องช่วยเธอด้วยความเต็มใจ ภาพค่อย ๆ ชัดขึ้นทีละนิด แต่ถึงอย่างไรมันก็มีข้อจำกัดอยู่พอสมควร มันแสดงให้เห็นสิ่งมีชีวิตสองชนิด ชนิดหนึ่งรูปร่างผอมสูงสีเหลืองสด อีกชนิดรูปร่างกลมเตี้ยสีแดงเข้ม ตัวที่มีสีเหลืองมีขนาดใหญ่กว่าอีกชนิดหนึ่งมาก

“มีสิ่งมีชีวิตสองชนิดอยู่ร่วมกัน” เธอเอนตัวเพื่อยื่นมือมายังจอภาพ ผมยาวชี้ออกทุกทิศทางเหมือนไม้กวาดเคลื่อนผ่านหน้าผมเบา ๆ

“แปลว่าอะไร ?” ผมถาม ความรู้วิทยาศาสตร์กายภาพของผมเหลือน้อยเต็มที

“แปลว่าสองชนิดนี้ต้องมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งฉันคิดว่าเป็นความสัมพันธ์ในทางบวก ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง”

“ทางบวกที่คุณว่านี่หมายถึงอะไร ?” ผมถามด้วยความจนปัญญา

“ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องได้ประโยชน์จากอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่อีกฝ่ายอาจได้ประโยชน์หรือไม่ก็ไม่เสียประโยชน์” เธอหันหน้ามาอธิบายสั้น ๆ

“เหมือนผมเลี้ยงหมาที่บ้านแล้วสร้างบ้านหมา อย่างนั้นหรือเปล่า ?”

“ไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ระบบนิเวศ คุณพูดถึงหมาในฐานะสัตว์เลี้ยง แต่นี่มันเหมือนการอยู่ร่วมกันมากกว่าการที่พวกหนึ่งจะเป็นสัตว์เลี้ยงของอีกพวกหนึ่ง คุณดูที่กลุ่มอาคารพวกนั้นสิ มันกระจัดกระจายมาก ไม่มีการวางตัวเหมือน ‘บ้านหมา’ อย่างที่คุณว่าเลย”

จริงของเธอ

“ฉันกำลังคิดว่าเราค้นพบสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมสองชนิดอยู่ร่วมกันแล้วละ” เธอพูดย้ำช้า ๆ “ไม่เคยมีรายงานมาก่อน”

ผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน

เสียงสั่งการดังโหวกเหวกอยู่ทางด้านหลัง เรียกระดมนกทุกตัวในรัศมีทำการให้โฉบไปเหนือหมู่บ้าน แต่นักมานุษยวิทยาของผมกลับทำเรื่องให้ประหลาดใจ

“ไปดูหมู่บ้านอื่นกันดีกว่า” เธอบอก

“คุณไม่รอนกก่อนหรือ ? ผมว่านกน่าจะถ่ายภาพได้ชัดขึ้นนะ” ผมแย้ง ภาพที่เห็นจากดาวเทียมนั้นแม้จะให้รายละเอียดได้ดี แต่หากต้องการความคมชัดคงต้องหวังพึ่งการถ่ายภาพระยะใกล้มากกว่านั้น

“ไม่มีประโยชน์สำหรับนักมานุษยวิทยาหรอก ฉันคิดว่าสามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งมีชีวิตสองพวกนี้อยู่ร่วมกันแบบไหนโดยไม่ต้องใช้นกด้วยซ้ำ” เธอทิ้งปริศนาเอาไว้

ผมไม่มีทางเลือกนอกจากจับภาพกลุ่มอาคารที่มีให้เห็นเป็นระยะตามพื้นผิวดาวแล้วแยกภาพนิ่งออกมาบนจอให้เธอดูทีละภาพ เหมือนจะเป็นข้อตกลงที่ไม่ได้พูดกันล่วงหน้า เราเรียกมันว่า “หมู่บ้าน”

“ดูนี่สิ” เธอชี้ไปที่จอภาพอีกครั้ง ผมชอบจังเลยเวลาที่ปลายผมของเธอเฉียดผ่านหน้าไป “มีหมู่บ้านที่มีเฉพาะตัวสีเหลือง และมีหมู่บ้านที่มีเฉพาะตัวสีแดง คุณพอจะเข้าใจความหมายไหม ?” ภาพที่เห็นคือบางหมู่บ้านที่ดาวเทียมถ่ายภาพส่งมาจะมีเฉพาะกลุ่มอาคารหลังเล็ก บางหมู่บ้านมีเฉพาะกลุ่มอาคารหลังใหญ่ มันยืนยันสิ่งที่เธอพูดได้แน่นอน

“คุณกำลังจะบอกว่าสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดสามารถมีสังคมของตัวมันเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งมีชีวิตอีกสีหนึ่งใช่ไหม ?” ผมเดา

“ให้ A+ สำหรับวิชาชีววิทยาเบื้องต้นไปเลย เราสามารถตัดความสัมพันธ์เชิงลบออกไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการแก่งแย่ง ภาวะปรสิต หรือการล่าเหยื่อ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริงสิ่งมีชีวิตสองสีนี้จะไม่มีทางสร้างบ้านอยู่ด้วยกันแน่ และเราก็รู้ว่าสิ่งมีชีวิตสองชนิดนี้ต่างสามารถสร้างหมู่บ้านของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตอีกพวกหนึ่ง”

เธอหยุดไปเสียเฉย ๆ “แล้ว…?” ผมถาม

“ทีนี้ก็เหลือแค่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตสองสี้นี้เป็นแบบไหน ถ้ามองแบบนักชีววิทยา” เธอหยุดแล้วเหลือบไปมองนักชีววิทยาที่อีกมุมหนึ่งของห้อง “คุณต้องจับสิ่งมีชีวิตสองชนิดนี้มาทดลองให้อยู่ร่วมกัน และอยู่แยกกัน ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้เราทำแบบนี้กับสิ่งมีชีวิตต่างดาว และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม่ถึงต้องมีฉันอยู่บนยานลำนี้”

ผมคิดว่า’ฉัน’ ที่เธอพูดนั้นหมายถึงนักมานุษยวิทยา แต่ถ้าเธอจะหมายถึง ‘ฉัน’ ในฐานะสาวสวยคนหนึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธเช่นกัน

“ฉันสามารถศึกษาพฤติกรรมสิ่งมีชีวิต เอาแค่ที่ ‘ทรงปัญญา’ นิดหน่อยก็พอใช้ได้แล้ว” เธอเอนตัวมาชี้ที่หน้าจออีกครั้ง “หมู่บ้านที่มีสิ่งมีชีวิตสีเดียว ไม่ว่าจะสีเหลืองหรือแดงจะเล็กกว่าหมู่บ้านที่มีทั้งสองสี”

ผมมองตามภาพถ่ายดาวเทียมที่หน้าจอ ภาพหมู่บ้านถูกส่งขึ้นมาเกือบยี่สิบแห่ง จริงของเธอ ยิ่งอัตราส่วนของสิ่งมีชีวิตทั้งสองสีใกล้เคียงกัน หมู่บ้านยิ่งมีขนาดใหญ่ หมู่บ้านที่มีขนาดรองลงมาคือหมู่บ้านที่มีสีใดสีหนึ่งมากกว่า และหมู่บ้านที่เล็กที่สุดคือหมู่บ้านที่มีสิ่งมีชีวิตสีเดียว

นี่มันง่าย ๆ อย่างนี้เลยหรือ ?

“คุณจะไม่ใช้หลักฐานอื่นเลยหรือ ? ผมว่ามันฟังดูง่ายเกินไปหน่อยไหมที่จะสรุปแบบนี้” ผมพยายามแย้ง

“ไม่ง่ายเกินไปหรอก นี่แหละหลักฐานหนักแน่นแล้ว ทั้งสองพวกอยู่ร่วมกันแล้วได้ประโยชน์อะไรสักอย่างร่วมกันทำให้หมู่บ้านขยายออกไปได้มากกว่าการมีพวกเดียวโดด ๆ  อาจเป็นการป้องกันตัวจากผู้ล่า หรือผลประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งต้องสำรวจกันต่อไป”

จากนั้นเธอกระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวสุนทรพจน์ของเธอด้วยเสียงกระซิบให้ผมได้ยินเพียงลำพัง

“ในนามของนักมานุษยวิทยาประจำยาน ฉันขอประกาศว่าดาวดวงนี้เป็นดาวดวงแรกตั้งแต่มีการสำรวจอวกาศเป็นต้นมาที่ค้นพบว่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาสองชนิดสามารถอยู่ร่วมกันบนดาวดวงเดียวได้ และการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดเป็นแบบการได้ประโยชน์ร่วมกันในระบบนิเวศ” เธอยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

เสียงหัวหน้ายังดังโหวกเหวกสั่งงานให้นกบินโฉบที่หมู่บ้านแรกอยู่ไกล ๆ แต่สำหรับนักมานุษยวิทยาของผม ดูเหมือนว่างานของเธอสำหรับการสำรวจรอบนี้สำเร็จลงแล้ว

“ฉันไปเขียนรายงานก่อน ใช้ชื่อคุณเป็นชื่อแรกนะ ฉันไม่ค่อยอยากดังเท่าไหร่” เธอทิ้งท้ายก่อนจะผลักตัวเองออกไปยังทางออกก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรออกไป

……….

ผมนั่งเอนตัวในห้องพักผ่อนหลังจากหมดเวรแปดชั่วโมงในสถานีรับข้อมูล ขณะกำลังจะงีบหลับ ใครคนหนึ่งโผล่หน้าเข้ามาในห้อง

สมศักดิ์ คุณต้องดูข่าวนี้” เขาพูดพร้อมกับผลักตัวเองไปที่จอภาพติดผนัง มันรับสัญญาณผ่านห้วงอวกาศระดับสูง ข้ามกาล-อวกาศจากโลกมายังยานสำรวจ เขากดเปิดและปรับไปที่ช่อง CNN Universe

ภาพข่าวและเสียงผู้บรรยายภาษาอังกฤษบอกเล่าถึงการชุมนุมประท้วงทางการเมืองโดยคนต่างสีของประเทศบ้านเกิดเมืองนอนปรากฏขึ้นที่จอภาพ มันสั่นไหวเล็กน้อยแต่ก็ไม่ทำให้รายละเอียดของข่าวเสียไป คนใส่เสื้อสีหนึ่งกำลังตะโกนด่าคนอีกสีหนึ่งอยู่ และทั้งสองฝ่ายพร้อมจะเข้าปะทะกันได้ทุกเมื่อโดยมีตำรวจยืนเข้าแถวเรียงหนึ่งคั่นอยู่ตรงกลาง

ผมได้แต่ถอนหายใจ

มาเขียนเรื่องสั้นแนวไซไฟ (sci-fi)ใน 5 ขั้นตอน (ตอนที่ 2)

สวัสดีอีกครั้งครับ เพิ่งผ่านสงกรานต์มาหลายๆท่านคงได้พักผ่อนกันหนำใจ อากาศในช่วงสงกรานต์ร้อนมากๆ จนไม่อยากทำอะไรนอกจาก อาบน้ำ นอนเล่นอยู่กับบ้าน ส่วนผมก็ใช้เวลาช่วงหยุดยาวสงกรานต์เขียนนิยายที่ค้างอยู่ต่อ สิ่งหนึ่งที่ค้นพบคือเขียนในตอนที่อากาศร้อนนี่ไม่สนุกเลยครับ หัวสมองพาลจะคิดไม่ออกเอา เลยทำได้แต่เขียนไปหยุดไป ท้ายสุดแล้วก็เข็นออกมาได้อีกบทพร้อมส่ง สนพ.

จริงๆแล้วเคยอ่านคำแนะนำจากนักเขียนท่านหนึ่งผู้ชำชองอยู่กับวงการนักเขียน ท่านบอกไว้ว่า นักเขียนต้องสามารถเขียนได้ทุกสภาวะ ไม่ว่าอากาศจะร้อน หนาว รวมถึงไม่อิงเอาอารมณ์อยากเขียนเป็นที่ตั้ง ดังนั้น นักเขียนต้องเขียนทุกวัน ทำให้เป็นนิสัย นั่งโต๊ะตามเวลาเดิมที่วางไว้ ลงมือเขียนและเขียน แม้กระทั่ง ไม่รู้จะเขียนอะไรก็ต้องนั่งที่โต๊ะ พิมพ์มั่วๆเอาก็ได้ สักพักก็จะเขียนออกเอง

อ่านแล้วก็เหมือนจะง่าย แต่ในทางปฎิบัติก็แอบยากนิดนึงเพราะผมก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า งานเขียนนิยาย เรื่องสั้น เป็นงานศิลปะแบบหนึ่ง ดังนั้นศิลปินผู้สร้างงานต้องอาศัยอารมณ์ร่วมในงานด้วยจึงจะทำให้เกิดความอ่อนช้อยและความมีชีวิตชีวาในผลงานเขียน

เอาล่ะ เอาล่ะ นอกเรื่องมานานแล้ว แหะๆ มาว่ากันต่อครับ คราวที่แล้วผมค้างไว้ตรง 5 ขั้นตอนในการเขียนเรื่องสั้นไซไฟ ดังนี้

ขั้นตอนการเขียนเรื่องสั้นไซไฟกันครับ

1) หาเรื่องมาเขียน จากการอ่านบทความ ข่าว สารคดี หรือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

2) สร้างเรื่องขึ้นมา จากข่าวหรือข้อมูลในข้อหนึ่งที่ได้มา มีวิธีครับ ไม่ยากเดี๋ยวคราวหน้ามาดูกัน

3) คิดโครงเรื่อง ตอนต้น ตอนกลาง และตอนจบ + จุดหักมุม

4) ลงมือเขียน เขียนและเขียน เขียนให้จบนะครับ ทำไมต้องเขียนให้จบ คราวหน้าผมจะมาเฉลย เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียน

5) ทิ้งไว้สักห้าวันหรือมากกว่านั้นแล้วค่อยเอามาอ่านดูเพื่อแก้ไข ปรับปรุง

สำหรับตอนที่ 2 นี้ จะคุยในหัวข้อที่ 1 ก่อนครับ

1) หาเรื่องมาเขียน จากการอ่านบทความ ข่าว สารคดี หรือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

ก่อนที่จะเขียนเรื่องสั้นแนวไซไฟหรือนิยายก็ตามที เราต้องมีเรื่องที่จะเขียนก่อน คำถามต่อมาคือ จะเขียนเรื่องอะไรดี ? คำถามนี้ตอบไม่ยากครับ แหล่งข้อมูลในการเขียนเรื่องมีอยู่รอบตัว ทั้งในหนังสือพิมพ์ หน้าข่าววิทยาศาตร์ ในอินเตอร์เน็ต วารสารแนววิทยาศาสตร์ (ในบ้านเราก็นิตยสาร Update ครับ เล่มนี้มีข้อมูลเยอะมากสำหรับเอาเป็นแหล่งวัตถุดิบในการสร้างเรื่อง) จากการพูดคุยกับเพื่อนๆหรือคนที่อาวุโสกว่า เราอาจจะลองถามเรื่องมันส์ๆเพื่อดูไอเดียของเพื่อนเราครับ เช่น นายรู้มั๊ยถ้าดวงจันทร์หายไป โลกของเราจะเป็นยังไง แรงดึดดูดจะเท่ากับ 9.8m/sec^2? นายคิดว่าไง … เราก็ปล่อยให้เพื่อนแสดงความคิดเห็นแล้วเราก็จำมาเพื่อเอามาต่อเติมเสริมจินตนาการของเราเข้าไป แค่นี้เราก็ะได้เรื่องมาเขียนแล้วครับ

แหล่งวัตถุดิบอื่นๆเช่น จากข่าวใน TV นิทรรศการวิทยาศาสตร์ของเด็กประถม มัธยม นี่ก็อย่ามองข้ามนะครับ ดูดีๆมีอะไรให้เอามาเขียนเพียบเลย

แล้วจะแปลงข้อเท็จจริง (fact) ที่เราอ่าน ดู ฟัง เป็นสิ่งที่เรียกว่า plot ได้ยังไง? อันนี้มีเทคนิคครับ ไม่ยากอีกนั่นแหล่ะ หลักการง่ายๆเราต้องระลึกถึงกฎเกณฑ์ของการเขียนที่สำคัญข้อหนึ่งครับ “นิยายหรือเรื่องสั้นเป็นเรื่องของตัวละคร อะไรเกิดกับตัวละครล่ะ?  ไม่ใช่เหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น” พูดง่ายๆคือ ตัวละครหลักในเรื่องจะเป็นผู้สร้างเรื่องให้เกิดขึ้นครับ แล้วเจ้าตัวละครหลักที่ว่าจะสร้างเรื่องอะไร? ตอบคำถามข้อนี้ ตัวละครหลักต้องการเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้ดีขึ้นหรือเลวร้ายลงแต่อะไรๆมันไม่ง่ายเหมือนไปเซเว่นอีเลเว่น เพราะมันจะต้องมีอุปสรรคขัดขวางตัวละครหลักไม่ให้ทำสำเร็จ ดังนั้นตัวละครหลักของเราก็จะต้องสู้ยิบตาเพื่อให้บรรลุสิ่งที่ต้องการในตอนท้ายให้ได้ (อุปสรรค ไม่ว่าจะเป็น คนรอบกายตัวเอกคู่ปรับ เมีย กิ๊ก หรือคนขายปลาทูหรือความคิดสับสนของตัวเอกเอง สิ่งเหล่านี้เป็นศัตรูกับตัวเอกเราได้ครับ) อุปสรรคที่กล่าวถึงนี้จะทำให้เกิด “เรื่อง” ขึ้นมา ดังนั้นจึงทำให้เรามีเรื่องเล่า(โม้)และเขียน

ตัวละคร+ปัญหา=มีเรื่องให้นักเขียนเล่า ถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่มีเรื่องให้เล่าให้อ่านสนุกจนวางไม่ลง

ไม่มีใครอยากอ่านเรื่องของตัวละครที่ประสบความสำเร็จทุกอย่าง ข้อนี้สำคัญครับ… เพราะมันไม่น่าสนใจและน่าเอาใจช่วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ผมจะเขียนเรื่อง นายเอกเกิดมา เรียน สอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ กลับมาสร้างหุ่นยนต์ช่วยชาวนาไถนาได้สำเร็จ ได้ภรรยารวยล้นฟ้า แต่งงานและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จบ… น่าเบื่อไหมครับ ? ผมว่าโค ตะ ระ น่าเบื่อเลย

ถ้าคนเขียนเขียนแล้วไม่สนุกกับมันไม่ต้องพูดถึงคนอ่านเลยว่าจะรู้สึกยังไง ^^ เขียนเสร็จลองอ่านดูว่าสนุกไหม ถ้าเราสนุกก็เชื่อได้เลยว่าคนอ่านก็จะสนุก (คนอ่านคนแรกคือ บก. จัดว่าเป็นสิ่งมีชิวิตที่เอาใจและเข้าใจยาก รวมถึงโค ตะ ระเป็นคนละเอียดละออ…ดังนั้นท่าน บก. ต้องการอะไร ชอบแบบไหน บางทีเราก็ต้องตามใจท่าน)

คราวนี้เราจะมายกตัวอย่างจากของจริงกันครับ พอได้ข้อเท็จจริงหรือ facts แล้ว เราจะผูกเรื่องขึ้นมาได้ยังไง คราวหน้ามาต่อกัน ทิ้งท้ายก่อนปิด post ครับ ท่านใดมีวิธีเจ๋งๆก็มาแชร์กันได้ เพราะผมก็ไม่ใช่สุดยอดผู้เชี่ยวชาญอะไรมากนัก ส่วนใหญ่ก็อ่านและสอบถามจากผู้ที่เขียนมามากกว่าตัวผม (เช่นคุณวรากิจ ประธานชมรมของเรา) แล้วนำมาปรับ ประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสไตล์ของตัวผมเอง ดังนั้นผมยินดีฟังทุก comment นะครับ

สวัสดีครับ 🙂

ข้อมูล

“ไม่ใช่ครับ … คุณลืมพวกนิยายวิทยาศาสตร์พวกนั้นไปได้เลย แบบว่า ไอ้พวกเสียงดังระงมเต็มไปหมด วิ่งเข้าใส่หัวคุณ แบบว่า … เหมือนกระแสน้ำสาดเข้าใส่ไม่หยุดยั้ง เต็มไปหมด ตลอดเวลา … ลืมไปได้เลย โกหกทั้งเพ” ชายหนุ่มขยับตัว ตอบด้วยท่าทีหงุดหงิด

“จิต เหมือนกระแสไฟอ่อนๆที่ส่งผ่านสัญาณระหว่างระบบประสาท ปฎิกริยาเคมีเล็กๆที่รวดเร็วและเล็กน้อยจนยากจะจับได้”
เขาผ่อนลมหายใจช้าๆราวกับว่าอัดอั้นตันใจมาเป็นเวลานานแสนนาน

“นั่นหมายความว่า คุณต้องตั้งสมาธิอย่างมาก ในสภาพแวดล้อมที่ถูกรบกวนน้อยที่สุด … ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย … ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ” เขาหยุดเล็กน้อย ทอดถอนหายใจก่อนจะอธิบายต่อ

“และมันยากยิ่งกว่านั้น เพราะแต่ล่ะคนมีคลื่นความถี่ของจิตหรือจุดประสาทนั้น ที่แตกต่างกันอย่างมาก การเชื่อมต่อเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น ต้องการความถูกต้องแม่นยำโดยสมบูรณ์แบบ ไม่เช่นนั้นมันจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ไม่ต่างอะไรกับการได้มาซึ่งเศษขี้เถ้าของภาพเขียนโมนาลิซา”

“แต่ละคนใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการฝึกฝนเพื่อติดตามใครสักคนหนึ่ง … เพียงคนเดียวเท่านั้น” เขาเน้นเสียง
“ … ” อ่านเพิ่มเติม “ข้อมูล”

แนะนำเวป fan pages facebook สำหรับท่านที่ชื่นชอบหนัง หนังสือ แนวไซไฟครับ

สวัสดีครับ วันนี้เกิดไอเดียอยากสร้างเวปที่เป็นจุดนัดพบของผู้ที่ชื่นชอบหนังสือหรือภาพยนต์แนวไซไฟครับ ก็เลยได้เวปอย่างที่เห็นตาม link ข้างล่างนี้

มาแนะนำเวป fan pages facebook สำหรับท่านที่ชื่นชอบหนัง หนังสือแนวไซไฟครับ

Scifi-movies fan pages สำหรับผู้ที่ชอบภาพยนต์และหนังสือนิยาย เรื่องสั้นไซไฟ

ขอบคุณมากครับ