Categories
เรื่องสั้น

Protocooperation

“ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องได้ประโยชน์จากอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่อีกฝ่ายอาจได้ประโยชน์หรือไม่ก็ไม่เสียประโยชน์” เธอหันหน้ามาอธิบายสั้น ๆ

“เหมือนผมเลี้ยงหมาที่บ้านแล้วสร้างบ้านหมา อย่างนั้นหรือเปล่า ?”

ดาวสีเขียวมรกตลอยอยู่ตรงหน้า ผมเพลิดเพลินกับสีสันของมันอยู่นาน เวลาพักกำลังจะหมดลง แต่ตราบเท่าทียังมีโอกาส การได้สำรวจดาวดวงนี้ด้วยสายตาก็ทำให้ความเหงาที่ต้องจากบ้านมานานนั้นได้รับการชดเชยในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่มีใครได้ลงไปดูมันจริง ๆ ก็ตาม

อีกไม่นานมันก็จะเคลื่อนไปอยู่อีกด้านหนึ่งของยาน กว่าผมจะได้เห็นมันจากมุมนี้ก็คงอีกสองหรือสามวัน แล้วเวลาพักต้องตรงกับเวลาที่มุมนี้ของเรือหันเข้าหาดาวดวงนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะมองเห็นแต่ความอ้างว้างไปจนอนันต์

สัญญาณเตือนดังขึ้น ผมต้องกลับไปทำงาน มันไม่น่าเบื่อมากนักหรอกโดยเฉพาะช่วงที่เรากำลังเคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมาย ข้อมูลทั้งหลายจะหลั่งไหลกันเข้ามาจนทุกคนแทบไม่มีเวลาว่าง งานประจำจะทำให้ยุ่งจนไม่มีความคิดอื่นเหลืออยู่ แม้กระทั่งความเหงาหรือความคิดถึงบ้านเกิดที่จากมาไกล

ผมเคลื่อนไปที่สถานีประจำซึ่งต้องผลัดเวรกับอีกสองคนสำหรับการทำงานเต็มยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวัน สัญญาณภาพจากดาวเทียมหลายดวงที่ปล่อยออกไปสำรวจเริ่มทยอยกันเข้ามา หน้าที่ของเราคือต้องคอย “ช้อน” เอาข้อมูลสำคัญที่ถูกส่งมา

ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ สภาวะอากาศและบรรยากาศ สิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศและข้อมูลทุกอย่างเท่าที่ดาวเทียมสามารถตักตวงขึ้นมาได้จะถูกส่งเข้ามาอย่างมหาศาล ส่วนหนึ่งจะถูกกรองโดยคอมพิวเตอร์แล้วส่งต่อไปที่คอมพิวเตอร์ประจำสถานีของแต่ละคน มันเป็นช่องแคบ ๆ ที่มีคอมพิวเตอร์เทอร์มินอลพร้อมจอแสดงผลและที่นั่งที่สบายพอตัวเรียงรายไปรอบห้อง เราจะต้องเลือกช้อนเอาข้อมูลที่คิดว่าสำคัญและจำเป็นสำหรับการสำรวจมาประมวล เพื่อเอาเข้าที่ประชุมสำหรับบริหารการสำรวจขั้นต่อไป

ผมเข้าไปนั่งแทนที่สมาชิกคนก่อนหน้าที่เคลื่อนตัวออกมาจากเก้าอี้ เขาดูตื่นเต้นกับข้อมูลที่ได้

“มีอารยธรรมระดับหนึ่ง” เขาบอกผมก่อนจะเคลื่อนไปอยู่หลังเก้าอี้ เกาะไว้ด้วยสองมือและผงกศีรษะให้ผมดูที่หน้าจอ ภาพนิ่งถูกแยกไว้ที่หน้าจอหนึ่ง และภาพเคลื่อนไหวที่ไม่ชัดเจนนักขึ้นที่หน้าจอที่สอง

“เพิ่งเห็นเมื่อไม่ถึงสิบนาทีมานี้เอง เดี๋ยวผมจะไปตามหัวหน้า” เขาผลักตัวเองออกไปที่ทางออกหลังจากพูดจบ

อันที่จริงเขาสามารถเรียกหัวหน้าผ่านอินเตอร์คอมจากที่นี่ได้ แต่คงเพราะอยากยืดเส้นยืดสายสักนิดหลังจากนั่งจมอยู่กับเก้าอี้มานาน เบาะยังร้อนอยู่เลยตอนผมนั่งลงไป เขาพิมพ์รายงานค้างไว้ที่หน้าจอที่สาม ผมต้องย้อนช่วงต้นกลับมาอ่านก่อนจะทำเครื่องหมายแล้วเริ่มดูข้อมูลใหม่ก่อนจะพิมพ์ต่อจากเขา

เราจัดลำดับอารยธรรมไว้สี่ช่วง ระดับแรกสุดคือการทำเกษตรกรรมและกสิกรรม ระดับสองคือการมีอุตสาหกรรมและโรงงาน ระดับสามคือการเดินทางทางอากาศ และระดับสุดท้ายคือการเดินทางในอวกาศ แต่ละระดับขั้นไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน เหมือนแถบของสีรุ้งที่เหลื่อมซ้อนกัน จะรู้ว่าผ่านไปอยู่ในอีกชั้นหนึ่งก็ต่อเมื่อเราหลุดเข้าไปอยู่ในอีกชั้นหนึ่งเต็มตัวแล้วเท่านั้น

สำหรับ ‘อารยธรรมระดับหนึ่ง’ นั้นหมายถึงสิ่งมีชีวิตที่มีการเข้าสังคม มีการรวมหมู่เป็นสังคม มีการพัฒนาภาษาและเครื่องมือใช้สอย แต่ยังไม่ข้ามขั้นตอนการปฏิวัติทางการเกษตร สำหรับมนุษย์นั้นเราเป็น ‘อารยธรรมระดับสี่’ อย่างสมบูรณ์ การออกสำรวจดวงดาวในทางช้างเผือกในยุคเร็วกว่าแสงของมนุษย์เปรียบเหมือนภาพเร่งของการระเบิดออกทุกทิศทาง เราค้นพบดาวดวงใหม่ ๆ ที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เป็นระยะ แต่ไม่เคยพบดาวดวงไหนที่มีอารยธรรมสูงกว่าระดับหนึ่ง นิยายวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของมนุษย์ต่างดาวและยูเอฟโอกลายเป็นเหมือนวิชาประวัติศาสตร์วรรณกรรม เราเองต่างหากที่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาวของดาวดวงอื่น และก็เป็นเราอีกนั่นเองที่ปล่อยดาวเทียมและสิ่งบินไร้คนขับลงไปสำรวจดวงดาว ถึงที่สุดแล้วเราก็ยังไม่รู้ว่ามนุษยชาติรู้สึกเปลี่ยวเหงาเพราะเขาจากบ้านมาไกลหรือเพราะเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาระดับสูงเพียงหนึ่งเดียวในทางช้างเผือกกันแน่

“เหม่ออะไรอยู่” เสียงหัวหน้าดังจากทางด้านหลัง เขาเกาะอยู่ที่เก้าอี้ รอยยิ้มของเขาทำให้ผมผ่อนคลายลง

“เลื่อนวิดีโอกลับสิบนาทีสิ ผมอยากเห็นตอนดาวเทียมเริ่มเคลื่อนเข้าหมู่บ้าน” มันเป็นจังหวะที่ดาวเทียมดวงหนึ่งในหลายสิบดวงสามารถถ่ายภาพ ‘อารยธรรมระดับหนึ่ง’ ได้เป็นครั้งแรก ผมเคลื่อนเมาส์ไปคลิกสองสามครั้ง ภาพบนจอเปลี่ยนเป็นภาพมุมสูงค่อย ๆ เคลื่อนตามพื้นผิวดาว สิ่งมีชีวิตคล้ายพืชรูปทรงแปลกตาปรากฏขึ้นตามแนวชายฝั่งคดเคี้ยว แนวเคลื่อนที่ของดาวเทียมตัดผ่านเข้าไปในแผ่นดิน สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สองสามตัวเคลื่อนไหวอยู่ตามแนวพืช ดูมันเปราะบางและไร้พิษสง ผมเร่งภาพให้เร็วขึ้นไปจนถึงจุดที่คนก่อนหน้าผมทำเครื่องหมายเอาไว้ แนวป่าบางลง เห็นสัตว์ปีกสองสามตัวบินผ่านมุมจอไป

“วัดขนาดด้วย” เสียงหัวหน้าสั่ง โต๊ะข้าง ๆ รับข้อมูลไปทำทันที ขนาดของสิ่งมีชีวิตในอากาศจำเป็นสำหรับการปล่อยสิ่งบินไร้คนขับไปบินสำรวจระยะใกล้ที่ต้องการความละเอียดมากกว่าภาพจากดาวเทียม เราจะปรับเพดานบินของสิ่งบินที่เรียกชื่อเล่นว่า “นก” ให้หลอกตาสิ่งมีชีวิตบนพื้นดินว่าเราเป็นสัตว์ปีกประจำถิ่น ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจากดาวอื่น

“ตรงนี้แหละ จับภาพนิ่งด้วย” เสียงหัวหน้าดังเหมือนเสียงตะโกน ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงตื่นเต้นได้ขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เคยพบสิ่งมีชีวิตทรงปัญญามาก่อน แต่ภาพที่เห็นก็ทำให้ผมแปลกใจได้ไม่น้อยเช่นกัน

“ตรงนั้น-ซูมเข้าไปอีก-สูงสุดเลย” ภาพพื้นผิวดาวเคลื่อนผ่านไป ผมตามไปเรื่อย ๆ ผ่านจุดที่หมายตาเอาไว้ ตามมาด้วยเสียงแสดงความประหลาดใจของหลายคนดังขึ้นรอบข้าง ผมเหลียวไปมองตามเสียง ทีมบริหารอีกสองคนมามุงอยู่ที่หน้าจอของผม คนหนึ่งเป็นนักมานุษยวิทยา อีกคนเป็นนักชีววิทยาประจำยาน

ผมจับภาพหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้ มันอยู่กลางแนวป่า กลุ่มอาคารยี่สิบถึงสามสิบหลังปลูกเรียงรายกันอยู่ มันไม่เป็นแบบแผนนักแต่ดูผ่าน ๆ ก็รู้ว่าตัองมีการจัดการของกลุ่มสังคมอย่างเป็นระบบพอสมควร ความประหลาดของมันคืออาคารสองขนาดที่รูปทรงต่างกันอย่างชัดเจนอยู่ปะปนกัน เหมือนเอาบล๊อกไม้สองขนาดโยนลงบนโต๊ะแบบสุ่ม ๆ ภาพสิ่งมีชีวิตเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก ดาวเทียมกวาดผ่านหมู่บ้านเพิ่มอีกสองหรือสามแห่ง แต่หัวหน้ายังจดจ่อกับภาพที่เห็นจากหมู่บ้านแรก

“มีนกอยู่ใกล้ ๆ บ้างไหม” เขาเงยหน้าจากจอภาพตะโกนขึ้นมาลอย ๆ เสียงใครคนหนึ่งตอบรับ

“ส่งไปเลย เอาหมู่บ้านนี้แหละ บินสองรอบ” เสียงหัวหน้าสั่ง จากนั้นเขาถีบตัวไปตามความยาวห้อง เคลื่อนไปหาต้นเสียงพร้อมกับนักชีววิทยา เหลือแต่นักมานุษยวิทยาเบียดตัวอยู่หลังเก้าอี้ของผม

“ระหว่างรอนก คุณช่วยแต่งภาพให้ชัดขึ้นได้ไหมคะ?” นักมานุษยวิทยาสาวสวยประจำเรือกระซิบเบา ๆ ผมใช้ซอฟท์แวร์ทุกตัวที่มีในเครื่องช่วยเธอด้วยความเต็มใจ ภาพค่อย ๆ ชัดขึ้นทีละนิด แต่ถึงอย่างไรมันก็มีข้อจำกัดอยู่พอสมควร มันแสดงให้เห็นสิ่งมีชีวิตสองชนิด ชนิดหนึ่งรูปร่างผอมสูงสีเหลืองสด อีกชนิดรูปร่างกลมเตี้ยสีแดงเข้ม ตัวที่มีสีเหลืองมีขนาดใหญ่กว่าอีกชนิดหนึ่งมาก

“มีสิ่งมีชีวิตสองชนิดอยู่ร่วมกัน” เธอเอนตัวเพื่อยื่นมือมายังจอภาพ ผมยาวชี้ออกทุกทิศทางเหมือนไม้กวาดเคลื่อนผ่านหน้าผมเบา ๆ

“แปลว่าอะไร ?” ผมถาม ความรู้วิทยาศาสตร์กายภาพของผมเหลือน้อยเต็มที

“แปลว่าสองชนิดนี้ต้องมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งฉันคิดว่าเป็นความสัมพันธ์ในทางบวก ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง”

“ทางบวกที่คุณว่านี่หมายถึงอะไร ?” ผมถามด้วยความจนปัญญา

“ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องได้ประโยชน์จากอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่อีกฝ่ายอาจได้ประโยชน์หรือไม่ก็ไม่เสียประโยชน์” เธอหันหน้ามาอธิบายสั้น ๆ

“เหมือนผมเลี้ยงหมาที่บ้านแล้วสร้างบ้านหมา อย่างนั้นหรือเปล่า ?”

“ไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ระบบนิเวศ คุณพูดถึงหมาในฐานะสัตว์เลี้ยง แต่นี่มันเหมือนการอยู่ร่วมกันมากกว่าการที่พวกหนึ่งจะเป็นสัตว์เลี้ยงของอีกพวกหนึ่ง คุณดูที่กลุ่มอาคารพวกนั้นสิ มันกระจัดกระจายมาก ไม่มีการวางตัวเหมือน ‘บ้านหมา’ อย่างที่คุณว่าเลย”

จริงของเธอ

“ฉันกำลังคิดว่าเราค้นพบสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมสองชนิดอยู่ร่วมกันแล้วละ” เธอพูดย้ำช้า ๆ “ไม่เคยมีรายงานมาก่อน”

ผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน

เสียงสั่งการดังโหวกเหวกอยู่ทางด้านหลัง เรียกระดมนกทุกตัวในรัศมีทำการให้โฉบไปเหนือหมู่บ้าน แต่นักมานุษยวิทยาของผมกลับทำเรื่องให้ประหลาดใจ

“ไปดูหมู่บ้านอื่นกันดีกว่า” เธอบอก

“คุณไม่รอนกก่อนหรือ ? ผมว่านกน่าจะถ่ายภาพได้ชัดขึ้นนะ” ผมแย้ง ภาพที่เห็นจากดาวเทียมนั้นแม้จะให้รายละเอียดได้ดี แต่หากต้องการความคมชัดคงต้องหวังพึ่งการถ่ายภาพระยะใกล้มากกว่านั้น

“ไม่มีประโยชน์สำหรับนักมานุษยวิทยาหรอก ฉันคิดว่าสามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งมีชีวิตสองพวกนี้อยู่ร่วมกันแบบไหนโดยไม่ต้องใช้นกด้วยซ้ำ” เธอทิ้งปริศนาเอาไว้

ผมไม่มีทางเลือกนอกจากจับภาพกลุ่มอาคารที่มีให้เห็นเป็นระยะตามพื้นผิวดาวแล้วแยกภาพนิ่งออกมาบนจอให้เธอดูทีละภาพ เหมือนจะเป็นข้อตกลงที่ไม่ได้พูดกันล่วงหน้า เราเรียกมันว่า “หมู่บ้าน”

“ดูนี่สิ” เธอชี้ไปที่จอภาพอีกครั้ง ผมชอบจังเลยเวลาที่ปลายผมของเธอเฉียดผ่านหน้าไป “มีหมู่บ้านที่มีเฉพาะตัวสีเหลือง และมีหมู่บ้านที่มีเฉพาะตัวสีแดง คุณพอจะเข้าใจความหมายไหม ?” ภาพที่เห็นคือบางหมู่บ้านที่ดาวเทียมถ่ายภาพส่งมาจะมีเฉพาะกลุ่มอาคารหลังเล็ก บางหมู่บ้านมีเฉพาะกลุ่มอาคารหลังใหญ่ มันยืนยันสิ่งที่เธอพูดได้แน่นอน

“คุณกำลังจะบอกว่าสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดสามารถมีสังคมของตัวมันเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งมีชีวิตอีกสีหนึ่งใช่ไหม ?” ผมเดา

“ให้ A+ สำหรับวิชาชีววิทยาเบื้องต้นไปเลย เราสามารถตัดความสัมพันธ์เชิงลบออกไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการแก่งแย่ง ภาวะปรสิต หรือการล่าเหยื่อ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริงสิ่งมีชีวิตสองสีนี้จะไม่มีทางสร้างบ้านอยู่ด้วยกันแน่ และเราก็รู้ว่าสิ่งมีชีวิตสองชนิดนี้ต่างสามารถสร้างหมู่บ้านของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตอีกพวกหนึ่ง”

เธอหยุดไปเสียเฉย ๆ “แล้ว…?” ผมถาม

“ทีนี้ก็เหลือแค่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตสองสี้นี้เป็นแบบไหน ถ้ามองแบบนักชีววิทยา” เธอหยุดแล้วเหลือบไปมองนักชีววิทยาที่อีกมุมหนึ่งของห้อง “คุณต้องจับสิ่งมีชีวิตสองชนิดนี้มาทดลองให้อยู่ร่วมกัน และอยู่แยกกัน ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้เราทำแบบนี้กับสิ่งมีชีวิตต่างดาว และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม่ถึงต้องมีฉันอยู่บนยานลำนี้”

ผมคิดว่า’ฉัน’ ที่เธอพูดนั้นหมายถึงนักมานุษยวิทยา แต่ถ้าเธอจะหมายถึง ‘ฉัน’ ในฐานะสาวสวยคนหนึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธเช่นกัน

“ฉันสามารถศึกษาพฤติกรรมสิ่งมีชีวิต เอาแค่ที่ ‘ทรงปัญญา’ นิดหน่อยก็พอใช้ได้แล้ว” เธอเอนตัวมาชี้ที่หน้าจออีกครั้ง “หมู่บ้านที่มีสิ่งมีชีวิตสีเดียว ไม่ว่าจะสีเหลืองหรือแดงจะเล็กกว่าหมู่บ้านที่มีทั้งสองสี”

ผมมองตามภาพถ่ายดาวเทียมที่หน้าจอ ภาพหมู่บ้านถูกส่งขึ้นมาเกือบยี่สิบแห่ง จริงของเธอ ยิ่งอัตราส่วนของสิ่งมีชีวิตทั้งสองสีใกล้เคียงกัน หมู่บ้านยิ่งมีขนาดใหญ่ หมู่บ้านที่มีขนาดรองลงมาคือหมู่บ้านที่มีสีใดสีหนึ่งมากกว่า และหมู่บ้านที่เล็กที่สุดคือหมู่บ้านที่มีสิ่งมีชีวิตสีเดียว

นี่มันง่าย ๆ อย่างนี้เลยหรือ ?

“คุณจะไม่ใช้หลักฐานอื่นเลยหรือ ? ผมว่ามันฟังดูง่ายเกินไปหน่อยไหมที่จะสรุปแบบนี้” ผมพยายามแย้ง

“ไม่ง่ายเกินไปหรอก นี่แหละหลักฐานหนักแน่นแล้ว ทั้งสองพวกอยู่ร่วมกันแล้วได้ประโยชน์อะไรสักอย่างร่วมกันทำให้หมู่บ้านขยายออกไปได้มากกว่าการมีพวกเดียวโดด ๆ  อาจเป็นการป้องกันตัวจากผู้ล่า หรือผลประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งต้องสำรวจกันต่อไป”

จากนั้นเธอกระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวสุนทรพจน์ของเธอด้วยเสียงกระซิบให้ผมได้ยินเพียงลำพัง

“ในนามของนักมานุษยวิทยาประจำยาน ฉันขอประกาศว่าดาวดวงนี้เป็นดาวดวงแรกตั้งแต่มีการสำรวจอวกาศเป็นต้นมาที่ค้นพบว่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาสองชนิดสามารถอยู่ร่วมกันบนดาวดวงเดียวได้ และการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดเป็นแบบการได้ประโยชน์ร่วมกันในระบบนิเวศ” เธอยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

เสียงหัวหน้ายังดังโหวกเหวกสั่งงานให้นกบินโฉบที่หมู่บ้านแรกอยู่ไกล ๆ แต่สำหรับนักมานุษยวิทยาของผม ดูเหมือนว่างานของเธอสำหรับการสำรวจรอบนี้สำเร็จลงแล้ว

“ฉันไปเขียนรายงานก่อน ใช้ชื่อคุณเป็นชื่อแรกนะ ฉันไม่ค่อยอยากดังเท่าไหร่” เธอทิ้งท้ายก่อนจะผลักตัวเองออกไปยังทางออกก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรออกไป

……….

ผมนั่งเอนตัวในห้องพักผ่อนหลังจากหมดเวรแปดชั่วโมงในสถานีรับข้อมูล ขณะกำลังจะงีบหลับ ใครคนหนึ่งโผล่หน้าเข้ามาในห้อง

สมศักดิ์ คุณต้องดูข่าวนี้” เขาพูดพร้อมกับผลักตัวเองไปที่จอภาพติดผนัง มันรับสัญญาณผ่านห้วงอวกาศระดับสูง ข้ามกาล-อวกาศจากโลกมายังยานสำรวจ เขากดเปิดและปรับไปที่ช่อง CNN Universe

ภาพข่าวและเสียงผู้บรรยายภาษาอังกฤษบอกเล่าถึงการชุมนุมประท้วงทางการเมืองโดยคนต่างสีของประเทศบ้านเกิดเมืองนอนปรากฏขึ้นที่จอภาพ มันสั่นไหวเล็กน้อยแต่ก็ไม่ทำให้รายละเอียดของข่าวเสียไป คนใส่เสื้อสีหนึ่งกำลังตะโกนด่าคนอีกสีหนึ่งอยู่ และทั้งสองฝ่ายพร้อมจะเข้าปะทะกันได้ทุกเมื่อโดยมีตำรวจยืนเข้าแถวเรียงหนึ่งคั่นอยู่ตรงกลาง

ผมได้แต่ถอนหายใจ

3 replies on “Protocooperation”

มาย้อนความรู้นิเวศวิทยากันครับ พยายามเขียนให้ไม่ซับซ้อนมาก เลยต้องละความรู้พื้นฐานทางนิเวศวิทยาบางเรื่องไป ไม่อย่างนั้นคงยาวมาก

รบกวนขอคำวิจารณ์ด้วยครับ

ใส่ความเห็น