ก่อนอื่นต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ได้เป็นปรมาจารย์ด้าน Sci-fi ครับ แต่ชอบ
ขีดๆเขียนๆมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ส่งงานไปลงนิตยสาร สยอง มิติพิศวง (มีใครจำได้ไหมเอ่ย) สมัยที่นิตยสารสองเล่มนี้ยังอยู่ (น่าเสียดายที่ปิดตัวไปนานแล้ว)
โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์
ชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทยร่วมกับสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนวัดนวลนรดิศ งานระบบช่วยเหลือดูแลนักเรียนและงานแนะแนว และห้องสมุดโรงเรียนวัดนวลนรดิศจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์และการประกวดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2551 ณ ห้องประชุม ครูทองหยิบ วิจิตรสุข อาคารการญจนาภิเษก นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับแจกคู่มือการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ภาศิลปะพไซ-ไฟ หนังสือAmazing Universe และซีดี.ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่หาชมได้ยาก และผลงานที่ชนะการประกวดจะได้รับถ้วยรางวัลและทุนการศึกษา ผลงานของนักเรียนทุกคนจะได้รับตีพิมพ์ในนิตยสาร Sci-Fi Club
วัลฮัลลา (Valhalla) – บทที่ 1 (แก้ไข สมบูรณ์)
บทนำ (1)
เจ้าหญิงแห่งอวกาศ
อนาสตาเซีย
ปี E.A. ที่ 0006 (Ender Age)
สถานที่ : สถานีขนส่งอวกาศเมอร์คิวรี่ 4
“ดูสิคะ คุณแม่”
เด็กหญิงวิ่งไปยังกระจกใสที่กั้นระหว่างด้านในของสถานีกับอวกาศด้านนอก ดวงตาของเธอกลมโตเป็นประกาย ในขณะที่กำลังมองไปยังภาพที่อยู่อีกฟากของกระจก
ที่ใจกลางของความมืด กลุ่มดาวกระจุกรวมตัวกันจนเกิดเป็นกลุ่มก้อน ก่อให้เกิดแสงสว่างสว่างเป็นประกายระยิบระยับไปทั่วห้วงอวกาศอันมืดมิด
“ไม่ค่อยได้เห็นแบบนี้เท่าไหร่นะ” ผู้เป็นแม่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆพูดขึ้น
“ขนาดคุณแม่เดินทางไปมาทั่วอวกาศแล้วยังไม่เคยเห็นเลยหรือคะ” เด็กหญิงถาม
“ที่เคยเห็น กลุ่มดาวมันไม่กระจุกตัวเป็นก้อนจนเกิดแสงสว่างถึงขนาดนี้น่ะจ๊ะ”
“ว้าว งั้นหนูก็โชคดีมากเลยสิคะที่ได้เห็น”
“จริงด้วยนะ”
เด็กหญิงยิ้มกว้างพลางมองดูภาพของหมู่ดาวเหล่านั้นอย่างร่าเริง ในขณะที่ผู้เป็นแม่ได้แต่ยืนยิ้ม พลางมองดูภาพหมู่ดาวนั้นอยู่ข้างๆ
ลานพักผู้โดยสารแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเดินคราคร่ำ บ้างก็นั่งฆ่าเวลาเพื่อรอเที่ยวบินที่กำลังจะมาถึงยังรอบต่อไป แม้ท่าอากาศยานแห่งนี้จะค่อนข้างห่างไกลจากใจกลางความเจริญ แต่ก็นับว่าเป็นจุดพักการเดินทางที่สำคัญในเขตแดนของจักรภพรอบนอก
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังเพลิดเพลินกับภาพของหมู่ดาวอันแสนตระการตานั้น เสียงเข้มสูงก็ดังขึ้นจากด้านหลังของทั้งสอง “ขอโทษครับ คุณอานีส แอ็คเซลสินะครับ”
แม่ของเด็กหญิงหันไปตามเสียงเรียก อีกฝ่ายคือชายหนุ่มอายุราว 18-19 ปี ใบหน้าคมเข้ม ผมและดวงตาสีดำสนิท แต่งกายด้วยเครื่องแบบของนายทหารแห่งสหพันธ์มนุษย์ (Union of Human) เต็มยศ
“จำผมได้ไหม” ชายหนุ่มพูด
หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะร้องเสียงดัง “โทมะ!!! จริงๆเหรอเนี่ย ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีเลยนะ”
“เช่นกันครับ”
“ไม่น่าเชื่อ เธอโตขึ้นเยอะจนฉันแทบจำไม่ได้เลย”
โทมะยิ้มรับ “คุณเองก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ ยังดูสวยเหมือนสมัยก่อนไม่ผิด”
“แหม ปากหวานจริงนะพ่อหนุ่มน้อย” อานีสพูดพลางตบไหล่เขาเบาๆ “ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันก็หลายปีแล้วนะ ตอนนั้นเธอยังเป็นแค่นักเรียนเตรียมทหารอยู่เลย แล้วนี่ถูกบรรจุเข้ากองทัพตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เมื่อต้นปีนี้เองครับ” โทมะพูดพลางแตะเครื่องหมายปีกสีเงินที่อกเสื้อ อันแสดงถึงยศร้อยตรี “แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่ผู้ช่วยนักบินเท่านั้น”
“อายุแค่นี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว…เท่ากับว่าความฝันของเธอเป็นจริงส่วนหนึ่งแล้วสินะ ยินดีด้วยจ๊ะ”
“ขอบคุณครับ…” ชายหนุ่มเหลือบมองไปทางเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนเกาะที่ขาของหญิงสาว “เด็กคนนี้คือ…”
“อ้อ โทษทีนะ ยังไม่ได้แนะนำเลย” อานีสก้มตัวลงลูบที่ศีรษะของเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ “ลูกสาวฉันชื่ออนาสตาเซีย เพิ่งจะอายุครบ 6 ปีเต็มพอดี”
ชายหนุ่มเหม่อมองดูเด็กหญิงตัวน้อย เธอมีดวงตากลมโตและผมสีแดงเช่นเดียวกับอานีสผู้เป็นแม่
“พี่ชื่อโทมะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายหนุ่มก้มตัวลงพลางยื่นมือออกมา แต่เด็กน้อยกลับปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี จนชายหนุ่มถึงกับตกใจ
“ลูกทำอะไรน่ะ” อานีสเอ็ดใส่
“แม่เคยบอกว่าอย่าคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่น่าไว้ใจ แล้วพี่ชายคนนี้ก็ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจนี่นา”
อานีสหัวเราะลั่น “ได้ยินไหม โทมะ ลูกสาวฉันบอกว่าเธอไม่น่าไว้ใจน่ะ ดูเหมือนจะได้รับพรสวรรค์ในการอ่านใจคนจากฉันไปเต็มที่เลยนะ ”
“โธ่ อย่าแกล้งกันสิครับ” โทมะพูดเสียงอ่อย
“ก็แหม เธอในสมัยก่อนมันเป็นแบบนั้นจริงๆนี่นา ฉันยังจำตอนที่เราเจอกันครั้งแรกได้นะ”
ชายหนุ่มหน้าแดงเล็กน้อย เมื่อไม่อาจโต้แย้งได้จึงทำคอตก อานีสเห็นแบบนั้นจึงหัวเราะต่อพลางขยี้ที่ศีรษะของเขาเบาๆ “แหม ที่จริงแล้วก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”
อนาสตาเซียเห็นท่าทางของชายหนุ่มแบบนั้น จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วเป็นฝ่ายยื่นมือให้จับ
“ไหนว่าฉันไม่น่าไว้ใจไง” โทมะขมวดคิ้ว
“ก็ตอนนี้ดูน่าไว้ใจขึ้นแล้วน่ะ”
โทมะยิ้มรับแล้วจับมือตอบเบาๆ “ยินดีที่ได้รู้จักนะ หนูอนาสตาเซีย”
“อื้อ โทมะ”
“เรียกว่าพี่นำหน้าด้วยสิ” อานีสแทรก
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือหรอก”
“งั้นก็ตามใจนะ จริงสิ…” อานีสกวาดสายตาไปรอบๆท่าอากาศยาน ซึ่งมีผู้คนนับร้อยกำลังรอยานโดยสารอยู่เช่นเดียวกับเธอ “นายทหารที่เพิ่งได้รับบรรจุอย่างเธอมาทำอะไรที่อาณานิคมห่างไกลแบบนี้ล่ะ”
ทันใดนั้น บรรยากาศสบายๆรอบตัวของโทมะพลันสลายสิ้น เขาตอบกลับด้วยใบหน้านิ่ง “…เป็นภารกิจทางทหารน่ะครับ ต้องขออภัยด้วยที่ไม่อาจบอกได้”
อานีสขมวดคิ้ว แต่หลังจากกวาดสายตาดูรอบบริเวณแล้วเธอสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จึงถอนใจเบาๆ “เข้าใจละ”
“รู้สึกตัวด้วยหรือครับ”
“ก็นะ รอบบริเวณนี้มีผู้ชายหลายคนที่แต่งตัวเหมือนนักท่องเที่ยวธรรมดา แต่ท่าทางของแต่ละคนดูมีพิรุธตลอดเวลาราวกับพวกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบซะนี่”
“คุณยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเดิมนะครับ น่าเสียดายที่…”
“ฉันรู้ว่าเธอจะพูดอะไร แต่ตอนนี้ฉันไม่ใช่คนในสังกัดของสหพันธ์มนุษย์อีกแล้วนะ”
“งั้นหรือครับ…” โทมะนิ่งไปเล็กน้อย “จริงสิ แล้วนี่คุณจะเดินทางไปไหนหรือครับ”
“ก็ว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดสักหน่อยน่ะ”
“อาณานิคมไซราคหรือครับ”
“ยังจำได้อีกหรือ ใช่แล้ว” ว่าแล้วเธอก็ลูบศีรษะของอนาสตาเซียเบาๆ “ที่สำคัญ ฉันยังไม่เคยพาเด็กคนนี้ไปพบคุณตาทวดของแกเลย”
โทมะถึงกับตาลุก “คุณหมายถึง…วีรบุรุษ เดลาส แอ็คเซล…คนนั้นหรือครับ”
อานีสหัวเราะเบาๆ “แม้ท่านจะเคยได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้ท่านก็อายุเฉียดร้อยปีและเป็นแค่คนชราที่มีความสุขกับชีวิตในอาณานิคมบ้านนอกเท่านั้นเอง”
“จริงสิ แล้วพ่อของเด็กคนนี้ล่ะครับ ไม่ได้มาด้วยกันหรือ”
ทันใดนั้น โทมะรู้สึกว่าได้ถามสิ่งที่ไม่ควรถามออกไป เพราะใบหน้าของอานีสพลันเคร่งเครียดขึ้นทันที กระทั่งเด็กน้อยอย่างอนาสตาเซียเองก็เช่นกัน
“…ขอโทษครับ” โทมะรีบพูด
“ไม่เป็นไร” อานีสพูดพลางลูบศีรษะของอนาสตาเซียเบาๆ ใบหน้าของอนาสตาเซียผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
ทันใดนั้น ความสนใจของทั้งสาม รวมไปถึงทุกชีวิตภายในลานพักผู้โดยสารก็หันเหไปยังอวกาศด้านนอก เมื่อจู่ๆก็ปรากฏแสงสว่างหลากสีประดุจปรากฏการณ์ออโรร่าส่องแสงเจิดจ้าไปทั่ว โดยแสงนั้นมีจุดเริ่มมาจากกลุ่มก้อนของดวงดาวก่อนหน้านี้
ผู้คนตางส่งเสียงฮือฮา แล้วทันใดนั้นเสียงประกาศจากระบบคอมพิวเตอร์ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็แจ้งไปทั่วลานพักผู้โดยสาร “ขณะนี้เป็นเหตุฉุกเฉิน ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านที่อยู่ในสถานีทำการอพยพ…”
ไม่ทันที่เสียงจะประกาศจบ ทั้งสถานีก็เกิดการสั่นสะเทือน พร้อมกับภาพของปรากฏการณ์ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป กลุ่มดาวที่รวมตัวกันเมื่อครู่กลับแยกออก ในขณะที่แสงออโรร่าซึ่งสาดส่องทั่วห้วงอวกาศนั้นกลับกลับดึงดูดกลับเข้ามารวมตัวกัน ราวกับมีบางสิ่งดูดแสงสว่างนั้นเอาไว้ เมื่อมันถูกดูดเข้ามาจนกระทั่งถึงจุดศูนย์กลาง ห้วงอวกาศ ณ ตรงนั้นก็พลันปรากฏรอยแยก
“อวกาศกำลังแตก!!!” เสียงของผู้คนตะโกนดังสนั่น ท่ามกลางความชุลมุนภายในสถานีขนส่ง แล้วไม่กี่อึดใจ วัตถุขนาดยักษ์สีดำทะมึนก็ค่อยๆปรากฏออกมาจากช่องว่างของรอยแยกนั้น
อนาสตาเซียได้แต่ยืนตาค้างกับภาพที่เห็น วัตถุนั้นราวกับยานอวกาศขนาดยักษ์ มันมีรูปทรงเป็นดั่งแท่นผลึกคริสตัล ที่ปลายแหลมซึ่งนำหน้าสุดนั้นมีวงแหวนหมุนวนซึ่งก่อให้เกิดกระแสไฟขึ้น
ทันใดนั้น พลันปรากฏแสงสว่างลุกวาบขึ้นจากวงแหวนนั้น พริบตานั้น อวกาศโดยรอบสถานีพลันเกิดการบิดเบี้ยว และเริ่มเข้าบดขยี้สถานีในทันใด
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นทั่วทั้งสถานี
“หนีกันเถอะ” อานีสตะโกนบอกโทมะในขณะที่อุ้มอนาสตาเซียขึ้นมา ชายหนุ่มซึ่งตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นรีบตั้งสติ ทั้งสามวิ่งปะปนไปพร้อมกับคลื่นฝูงชนที่กำลังแตกตื่น ไปยังช่องประตูที่นำไปสู่ยานฉุกเฉิน
ประตูฉุกเฉินแออัดไปด้วยฝูงชนที่ถาโถมเข้าไป ไม่ช้า เสียงระเบิดก็เริ่มดังขึ้นจากภายในทั่วสถานี ส่งผลให้ผู้คนยิ่งตื่นตระหนกขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็ผลักและดึงรั้งอีกฝ่ายไว้เพื่อที่ตนเองจะได้ไปถึงยานฉุกเฉินได้ก่อน
“ทางนี้” โทมะวิ่งนำสองแม่ลูกอ้อมไปอีกเส้นทาง ซึ่งแม้จะต้องเสียเวลาไปบ้างแต่ก็ไม่ต้องเบียดเสียดไปกับฝูงชนมากนัก พวกเขาเร่งไปจนถึงป้ายชี้ไปยังประตูทางออกฉุกเฉินหมายเลข 6
ทั้งสามรีบตรงไปยังประตูที่จะนำไปสู่ทางเข้ายานฉุกเฉิน แต่ทันใดนั้น เสียงระเบิดก็ดังไล่ตามมาจากด้านบน ทันใดนั้น เพดานของทางเดินก็ถล่มลงมาขวางหน้าพวกเขาไว้
แต่ในเสี้ยววินาทีก่อนที่เพดานจะถล่มลงมาปิดขวางเส้นทางหนี อานีสอาศัยประสาทสัมผัสที่เหนือกว่าคนทั่วไปทำให้รับรู้ถึงอันตรายนี้ได้ทันท่วงที เธอถีบร่างของโทมะที่อยู่ด้านหน้าให้พุ่งตรงออกไปก่อนที่เพดานจะทันถล่มมาปิดทางจนหมด พร้อมกับผลักร่างของอนาสตาเซียไปให้ชายหนุ่ม จนกระทั่งทั้งสองหลุดรอดออกไปได้ทัน เว้นแต่เพียงตัวของอานีสเอง
“คุณแม่!!!” เด็กหญิงมองตามหลังแล้วตะโกนสุดเสียง
“มีชีวิตรอดไปให้ได้!!!” นั่นคือคำพูดที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนงดงาม ก่อนที่นั่นจะกลายเป็นภาพสุดท้ายของผู้เป็นแม่ที่ปรากฏแก่สายตาของอนาสตาเซีย ก่อนที่ซากกำแพงบนเพดานจะถล่มลงมาปิดเส้นทางระหว่างทางสองฟากเอาไว้
“คุณอานีส!!!” โทมะตะโกนพลางพุ่งเข้าไปหมายจะหาทางทำลายสิ่งกีดขวางเบื้องหน้า แต่แรงระเบิดก็ยังคงดังต่อเนื่อง และคราวนี้ทางเดินโดยรอบก็กำลังจะถล่มตามไปด้วย
โทมะกัดริมฝีปากจนเลือดไหลซิบ เขาตัดสินใจอุ้มร่างของอนาสตาเซียขึ้นพาดไหล่แล้วพุ่งต่อไปยังทางเข้าประตูฉุกเฉินที่อยู่อีกไม่กี่เมตรข้างหน้า โดยไม่เหลียวกลับไปมองเบื้องหลังอีก
เด็กหญิงร้องตะโกน “จะทำอะไรน่ะ ปล่อยนะ คุณแม่…คุณแม่ยังติดอยู่ข้างใน กลับไปช่วยคุณแม่เดี๋ยวนี้นะ!!!”
ดวงตาสีแดงใสคู่นั้นระเบิดน้ำตาออกมาไม่หยุด เสียงของเธอเริ่มอุดอู้ ก่อนที่จะตะโกนลั่นจนสุดเสียง
“คุณแม่!!!”
…………………………………………………….
เมื่ออยู่เพียงลำพังท่ามกลางเสียงสั่นสะเทือนและแรงระเบิดที่ค่อยๆรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจากทั่วสารทิศ อานีสก็ตัดสินใจวกกลับไปยังเส้นทางเดิม เธอยังคงพยายามดิ้นรมอย่างไม่ยอมแพ้ที่จะหาเส้นทางอื่นที่จะหนีรอดไปจากที่นี่ให้ได้
แต่เวลาไม่เพียงพอเสียแล้ว เสียงสัญญาณแจ้งเตือนภัยจากระบบคอมพิวเตอร์ที่ดังต่อเนื่องมาตลอดได้หยุดลง แสดงว่าคอมพิวเตอร์หลักที่ควบคุมระบบทุกอย่างของสถานีแห่งนี้ได้ถูกทำลายลงแล้ว ดังนั้นต่อให้สถานีไม่ระเบิดไปจนหมด แต่ระบบยังชีพที่กำลังจะหยุดทำงาน ก็จะทำให้เธอขาดออกซิเจนจนตายอยู่ดี
“…ตายเพราะขาดอากาศ กับถูกแรงอัดของอวกาศด้านนอก หรือเพราะแรงระเบิด อันไหนทรมานกว่ากันนะ ไม่เคยคิดด้วยสิ” อานีสพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วเธอก็หัวเราะเสียงดัง “อย่างน้อยถ้าจะต้องตายแน่ๆแล้ว ฉันขอเลือกเองก็แล้วกัน”
ดวงตาของหญิงสาวฉายแววเป็นประกาย เธอพุ่งตรงไปยังเส้นทางที่ยังคงสามารถไปต่อได้เรื่อยๆ ระหว่างทางเธอพบเห็นผู้คนบางส่วนที่หนีไม่ทันและถูกแรงระเบิดหรือซากเพดานถล่มทับจนตายและกลายเป็นศพลอยเคว้งไปทั่ว เนื่องจากตอนนี้ระบบควบคุมแรงโน้มถ่วงหยุดทำงานไปแล้ว
อานีสเห็นศพหนึ่งถูกแท่นเหล็กซึ่งกระเด็นเพราะแรงระเบิดเสียบทะลุเข้าที่กลางอก ในขณะที่กำลังจะสวมชุดอวกาศ เธอจึงคว้าเอาชุดอวกาศนั้นมาแล้วรีบสวมแทน จากนั้นจึงมุ่งไปต่อ จนกระทั่งย้อนกลับมาถึงลานพักผู้โดยสาร ซึ่งตอนนี้กำลังเกิดไฟลุกท่วมจากแรงระเบิดจนแทบไม่เหลือสภาพแล้ว
หมดหนทางที่จะหนีรอดออกไป ต่อให้ออกไปได้ก็มีหวังถูกแรงอัดที่เกิดจากการบิดเบี้ยวของห้วงอวกาศเข้าบดขยี้จนไม่เหลือซาก เธอได้แต่หวังว่าโทมะจะสามารถพาอนาสตาเซียขึ้นยานฉุกเฉินแล้วหนีออกไปจากบริเวณนี้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
“จบแค่นี้หรือเนี่ย…ไม่สิ อย่างน้อยที่สุด…” หญิงสาวมองผ่านรอยโหว่ของกำแพงออกไปยังห้วงอวกาศ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าของเธอคือตัวการของความพินาศในครั้งนี้ วัตถุรูปทรงคริสตัลสีดำขนาดมหึมา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นยานอวกาศชนิดหนึ่ง แต่สิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยด้วยวิทยาการของมนุษย์เลย ถ้าเช่นนั้นคำตอบมีเพียงอย่างเดียว
“เผ่าพันธุ์อื่นจากนอกระบบสุริยะจักรวาล…ใช่ไหม” เธอพูดกับตัวเองราวกับต้องการคำตอบ แล้วผู้ที่ตอบเธอได้ล่ะ
วงแหวนที่อยู่ด้านหน้าของวัตถุขนาดมหึมานั้นเริ่มหมุนวนอีกครั้ง คราวนี้พลันปรากฏแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมาจากวงแหวนนั้น
อานีสพยายามเพ่งตามอง อย่างน้อยเธอก็ขอเผชิญหน้ากับเจ้าสิ่งนี้จนถึงวินาทีสุดท้าย กระทั่งสายตาของเธอไม่อาจต้านรับแสงสว่างอันเจิดจ้านี้ได้อีก เธอจึงหลับตาลง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอรู้สึกว่าได้เห็นเงาร่างของใครบางคนยืนอยู่ภายในแสงสว่างอันเจิดจ้านั้น
“ใครน่ะ…”
ไม่มีคำตอบใด แต่นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไป ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นในมโนจิตคือ…ใบหน้าอันยิ้มแย้มของผู้เป็นแก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียว
อนาสตาเซีย…
บทนำ (1)
เจ้าหญิงแห่งอวกาศ
อนาสตาเซีย
ปี E.A. ที่ 0006 (Ender Age)
สถานที่ : สถานีขนส่งอวกาศเมอร์คิวรี่ 4
“ดูสิคะ คุณแม่”
เด็กหญิงวิ่งไปยังกระจกใสที่กั้นระหว่างด้านในของสถานีกับอวกาศด้านนอก ดวงตาของเธอกลมโตเป็นประกาย ในขณะที่กำลังมองไปยังภาพที่อยู่อีกฟากของกระจก
ที่ใจกลางของความมืด กลุ่มดาวกระจุกรวมตัวกันจนเกิดเป็นกลุ่มก้อน ก่อให้เกิดแสงสว่างสว่างเป็นประกายระยิบระยับไปทั่วห้วงอวกาศอันมืดมิด
“ไม่ค่อยได้เห็นแบบนี้เท่าไหร่นะ” ผู้เป็นแม่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆพูดขึ้น
“ขนาดคุณแม่เดินทางไปมาทั่วอวกาศแล้วยังไม่เคยเห็นเลยหรือคะ” เด็กหญิงถาม
“ที่เคยเห็น กลุ่มดาวมันไม่กระจุกตัวเป็นก้อนจนเกิดแสงสว่างถึงขนาดนี้น่ะจ๊ะ”
“ว้าว งั้นหนูก็โชคดีมากเลยสิคะที่ได้เห็น”
“จริงด้วยนะ”
เด็กหญิงยิ้มกว้างพลางมองดูภาพของหมู่ดาวเหล่านั้นอย่างร่าเริง ในขณะที่ผู้เป็นแม่ได้แต่ยืนยิ้ม พลางมองดูภาพหมู่ดาวนั้นอยู่ข้างๆ
ลานพักผู้โดยสารแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเดินคราคร่ำ บ้างก็นั่งฆ่าเวลาเพื่อรอเที่ยวบินที่กำลังจะมาถึงยังรอบต่อไป แม้ท่าอากาศยานแห่งนี้จะค่อนข้างห่างไกลจากใจกลางความเจริญ แต่ก็นับว่าเป็นจุดพักการเดินทางที่สำคัญในเขตแดนของจักรภพรอบนอก
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังเพลิดเพลินกับภาพของหมู่ดาวอันแสนตระการตานั้น เสียงเข้มสูงก็ดังขึ้นจากด้านหลังของทั้งสอง “ขอโทษครับ คุณอานีส แอ็คเซลสินะครับ”
แม่ของเด็กหญิงหันไปตามเสียงเรียก อีกฝ่ายคือชายหนุ่มอายุราว 18-19 ปี ใบหน้าคมเข้ม ผมและดวงตาสีดำสนิท แต่งกายด้วยเครื่องแบบของนายทหารแห่งสหพันธ์มนุษย์ (Union of Human) เต็มยศ
“จำผมได้ไหม” ชายหนุ่มพูด
หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะร้องเสียงดัง “โทมะ!!! จริงๆเหรอเนี่ย ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีเลยนะ”
“เช่นกันครับ”
“ไม่น่าเชื่อ เธอโตขึ้นเยอะจนฉันแทบจำไม่ได้เลย”
โทมะยิ้มรับ “คุณเองก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ ยังดูสวยเหมือนสมัยก่อนไม่ผิด”
“แหม ปากหวานจริงนะพ่อหนุ่มน้อย” อานีสพูดพลางตบไหล่เขาเบาๆ “ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันก็หลายปีแล้วนะ ตอนนั้นเธอยังเป็นแค่นักเรียนเตรียมทหารอยู่เลย แล้วนี่ถูกบรรจุเข้ากองทัพตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เมื่อต้นปีนี้เองครับ” โทมะพูดพลางแตะเครื่องหมายปีกสีเงินที่อกเสื้อ อันแสดงถึงยศร้อยตรี “แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่ผู้ช่วยนักบินเท่านั้น”
“อายุแค่นี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว…เท่ากับว่าความฝันของเธอเป็นจริงส่วนหนึ่งแล้วสินะ ยินดีด้วยจ๊ะ”
“ขอบคุณครับ…” ชายหนุ่มเหลือบมองไปทางเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนเกาะที่ขาของหญิงสาว “เด็กคนนี้คือ…”
“อ้อ โทษทีนะ ยังไม่ได้แนะนำเลย” อานีสก้มตัวลงลูบที่ศีรษะของเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ “ลูกสาวฉันชื่ออนาสตาเซีย เพิ่งจะอายุครบ 6 ปีเต็มพอดี”
ชายหนุ่มเหม่อมองดูเด็กหญิงตัวน้อย เธอมีดวงตากลมโตและผมสีแดงเช่นเดียวกับอานีสผู้เป็นแม่
“พี่ชื่อโทมะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายหนุ่มก้มตัวลงพลางยื่นมือออกมา แต่เด็กน้อยกลับปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี จนชายหนุ่มถึงกับตกใจ
“ลูกทำอะไรน่ะ” อานีสเอ็ดใส่
“แม่เคยบอกว่าอย่าคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่น่าไว้ใจ แล้วพี่ชายคนนี้ก็ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจนี่นา”
อานีสหัวเราะลั่น “ได้ยินไหม โทมะ ลูกสาวฉันบอกว่าเธอไม่น่าไว้ใจน่ะ ดูเหมือนจะได้รับพรสวรรค์ในการอ่านใจคนจากฉันไปเต็มที่เลยนะ ”
“โธ่ อย่าแกล้งกันสิครับ” โทมะพูดเสียงอ่อย
“ก็แหม เธอในสมัยก่อนมันเป็นแบบนั้นจริงๆนี่นา ฉันยังจำตอนที่เราเจอกันครั้งแรกได้นะ”
ชายหนุ่มหน้าแดงเล็กน้อย เมื่อไม่อาจโต้แย้งได้จึงทำคอตก อานีสเห็นแบบนั้นจึงหัวเราะต่อพลางขยี้ที่ศีรษะของเขาเบาๆ “แหม ที่จริงแล้วก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”
อนาสตาเซียเห็นท่าทางของชายหนุ่มแบบนั้น จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วเป็นฝ่ายยื่นมือให้จับ
“ไหนว่าฉันไม่น่าไว้ใจไง” โทมะขมวดคิ้ว
“ก็ตอนนี้ดูน่าไว้ใจขึ้นแล้วน่ะ”
โทมะยิ้มรับแล้วจับมือตอบเบาๆ “ยินดีที่ได้รู้จักนะ หนูอนาสตาเซีย”
“อื้อ โทมะ”
“เรียกว่าพี่นำหน้าด้วยสิ” อานีสแทรก
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือหรอก”
“งั้นก็ตามใจนะ จริงสิ…” อานีสกวาดสายตาไปรอบๆท่าอากาศยาน ซึ่งมีผู้คนนับร้อยกำลังรอยานโดยสารอยู่เช่นเดียวกับเธอ “นายทหารที่เพิ่งได้รับบรรจุอย่างเธอมาทำอะไรที่อาณานิคมห่างไกลแบบนี้ล่ะ”
ทันใดนั้น บรรยากาศสบายๆรอบตัวของโทมะพลันสลายสิ้น เขาตอบกลับด้วยใบหน้านิ่ง “…เป็นภารกิจทางทหารน่ะครับ ต้องขออภัยด้วยที่ไม่อาจบอกได้”
อานีสขมวดคิ้ว แต่หลังจากกวาดสายตาดูรอบบริเวณแล้วเธอสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จึงถอนใจเบาๆ “เข้าใจละ”
“รู้สึกตัวด้วยหรือครับ”
“ก็นะ รอบบริเวณนี้มีผู้ชายหลายคนที่แต่งตัวเหมือนนักท่องเที่ยวธรรมดา แต่ท่าทางของแต่ละคนดูมีพิรุธตลอดเวลาราวกับพวกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบซะนี่”
“คุณยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเดิมนะครับ น่าเสียดายที่…”
“ฉันรู้ว่าเธอจะพูดอะไร แต่ตอนนี้ฉันไม่ใช่คนในสังกัดของสหพันธ์มนุษย์อีกแล้วนะ”
“งั้นหรือครับ…” โทมะนิ่งไปเล็กน้อย “จริงสิ แล้วนี่คุณจะเดินทางไปไหนหรือครับ”
“ก็ว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดสักหน่อยน่ะ”
“อาณานิคมไซราคหรือครับ”
“ยังจำได้อีกหรือ ใช่แล้ว” ว่าแล้วเธอก็ลูบศีรษะของอนาสตาเซียเบาๆ “ที่สำคัญ ฉันยังไม่เคยพาเด็กคนนี้ไปพบคุณตาทวดของแกเลย”
โทมะถึงกับตาลุก “คุณหมายถึง…วีรบุรุษ เดลาส แอ็คเซล…คนนั้นหรือครับ”
อานีสหัวเราะเบาๆ “แม้ท่านจะเคยได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้ท่านก็อายุเฉียดร้อยปีและเป็นแค่คนชราที่มีความสุขกับชีวิตในอาณานิคมบ้านนอกเท่านั้นเอง”
“จริงสิ แล้วพ่อของเด็กคนนี้ล่ะครับ ไม่ได้มาด้วยกันหรือ”
ทันใดนั้น โทมะรู้สึกว่าได้ถามสิ่งที่ไม่ควรถามออกไป เพราะใบหน้าของอานีสพลันเคร่งเครียดขึ้นทันที กระทั่งเด็กน้อยอย่างอนาสตาเซียเองก็เช่นกัน
“…ขอโทษครับ” โทมะรีบพูด
“ไม่เป็นไร” อานีสพูดพลางลูบศีรษะของอนาสตาเซียเบาๆ ใบหน้าของอนาสตาเซียผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
ทันใดนั้น ความสนใจของทั้งสาม รวมไปถึงทุกชีวิตภายในลานพักผู้โดยสารก็หันเหไปยังอวกาศด้านนอก เมื่อจู่ๆก็ปรากฏแสงสว่างหลากสีประดุจปรากฏการณ์ออโรร่าส่องแสงเจิดจ้าไปทั่ว โดยแสงนั้นมีจุดเริ่มมาจากกลุ่มก้อนของดวงดาวก่อนหน้านี้
ผู้คนตางส่งเสียงฮือฮา แล้วทันใดนั้นเสียงประกาศจากระบบคอมพิวเตอร์ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็แจ้งไปทั่วลานพักผู้โดยสาร “ขณะนี้เป็นเหตุฉุกเฉิน ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านที่อยู่ในสถานีทำการอพยพ…”
ไม่ทันที่เสียงจะประกาศจบ ทั้งสถานีก็เกิดการสั่นสะเทือน พร้อมกับภาพของปรากฏการณ์ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป กลุ่มดาวที่รวมตัวกันเมื่อครู่กลับแยกออก ในขณะที่แสงออโรร่าซึ่งสาดส่องทั่วห้วงอวกาศนั้นกลับกลับดึงดูดกลับเข้ามารวมตัวกัน ราวกับมีบางสิ่งดูดแสงสว่างนั้นเอาไว้ เมื่อมันถูกดูดเข้ามาจนกระทั่งถึงจุดศูนย์กลาง ห้วงอวกาศ ณ ตรงนั้นก็พลันปรากฏรอยแยก
“อวกาศกำลังแตก!!!” เสียงของผู้คนตะโกนดังสนั่น ท่ามกลางความชุลมุนภายในสถานีขนส่ง แล้วไม่กี่อึดใจ วัตถุขนาดยักษ์สีดำทะมึนก็ค่อยๆปรากฏออกมาจากช่องว่างของรอยแยกนั้น
อนาสตาเซียได้แต่ยืนตาค้างกับภาพที่เห็น วัตถุนั้นราวกับยานอวกาศขนาดยักษ์ มันมีรูปทรงเป็นดั่งแท่นผลึกคริสตัล ที่ปลายแหลมซึ่งนำหน้าสุดนั้นมีวงแหวนหมุนวนซึ่งก่อให้เกิดกระแสไฟขึ้น
ทันใดนั้น พลันปรากฏแสงสว่างลุกวาบขึ้นจากวงแหวนนั้น พริบตานั้น อวกาศโดยรอบสถานีพลันเกิดการบิดเบี้ยว และเริ่มเข้าบดขยี้สถานีในทันใด
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นทั่วทั้งสถานี
“หนีกันเถอะ” อานีสตะโกนบอกโทมะในขณะที่อุ้มอนาสตาเซียขึ้นมา ชายหนุ่มซึ่งตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นรีบตั้งสติ ทั้งสามวิ่งปะปนไปพร้อมกับคลื่นฝูงชนที่กำลังแตกตื่น ไปยังช่องประตูที่นำไปสู่ยานฉุกเฉิน
ประตูฉุกเฉินแออัดไปด้วยฝูงชนที่ถาโถมเข้าไป ไม่ช้า เสียงระเบิดก็เริ่มดังขึ้นจากภายในทั่วสถานี ส่งผลให้ผู้คนยิ่งตื่นตระหนกขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็ผลักและดึงรั้งอีกฝ่ายไว้เพื่อที่ตนเองจะได้ไปถึงยานฉุกเฉินได้ก่อน
“ทางนี้” โทมะวิ่งนำสองแม่ลูกอ้อมไปอีกเส้นทาง ซึ่งแม้จะต้องเสียเวลาไปบ้างแต่ก็ไม่ต้องเบียดเสียดไปกับฝูงชนมากนัก พวกเขาเร่งไปจนถึงป้ายชี้ไปยังประตูทางออกฉุกเฉินหมายเลข 6
ทั้งสามรีบตรงไปยังประตูที่จะนำไปสู่ทางเข้ายานฉุกเฉิน แต่ทันใดนั้น เสียงระเบิดก็ดังไล่ตามมาจากด้านบน ทันใดนั้น เพดานของทางเดินก็ถล่มลงมาขวางหน้าพวกเขาไว้
แต่ในเสี้ยววินาทีก่อนที่เพดานจะถล่มลงมาปิดขวางเส้นทางหนี อานีสอาศัยประสาทสัมผัสที่เหนือกว่าคนทั่วไปทำให้รับรู้ถึงอันตรายนี้ได้ทันท่วงที เธอถีบร่างของโทมะที่อยู่ด้านหน้าให้พุ่งตรงออกไปก่อนที่เพดานจะทันถล่มมาปิดทางจนหมด พร้อมกับผลักร่างของอนาสตาเซียไปให้ชายหนุ่ม จนกระทั่งทั้งสองหลุดรอดออกไปได้ทัน เว้นแต่เพียงตัวของอานีสเอง
“คุณแม่!!!” เด็กหญิงมองตามหลังแล้วตะโกนสุดเสียง
“มีชีวิตรอดไปให้ได้!!!” นั่นคือคำพูดที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนงดงาม ก่อนที่นั่นจะกลายเป็นภาพสุดท้ายของผู้เป็นแม่ที่ปรากฏแก่สายตาของอนาสตาเซีย ก่อนที่ซากกำแพงบนเพดานจะถล่มลงมาปิดเส้นทางระหว่างทางสองฟากเอาไว้
“คุณอานีส!!!” โทมะตะโกนพลางพุ่งเข้าไปหมายจะหาทางทำลายสิ่งกีดขวางเบื้องหน้า แต่แรงระเบิดก็ยังคงดังต่อเนื่อง และคราวนี้ทางเดินโดยรอบก็กำลังจะถล่มตามไปด้วย
โทมะกัดริมฝีปากจนเลือดไหลซิบ เขาตัดสินใจอุ้มร่างของอนาสตาเซียขึ้นพาดไหล่แล้วพุ่งต่อไปยังทางเข้าประตูฉุกเฉินที่อยู่อีกไม่กี่เมตรข้างหน้า โดยไม่เหลียวกลับไปมองเบื้องหลังอีก
เด็กหญิงร้องตะโกน “จะทำอะไรน่ะ ปล่อยนะ คุณแม่…คุณแม่ยังติดอยู่ข้างใน กลับไปช่วยคุณแม่เดี๋ยวนี้นะ!!!”
ดวงตาสีแดงใสคู่นั้นระเบิดน้ำตาออกมาไม่หยุด เสียงของเธอเริ่มอุดอู้ ก่อนที่จะตะโกนลั่นจนสุดเสียง
“คุณแม่!!!”
…………………………………………………….
เมื่ออยู่เพียงลำพังท่ามกลางเสียงสั่นสะเทือนและแรงระเบิดที่ค่อยๆรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจากทั่วสารทิศ อานีสก็ตัดสินใจวกกลับไปยังเส้นทางเดิม เธอยังคงพยายามดิ้นรมอย่างไม่ยอมแพ้ที่จะหาเส้นทางอื่นที่จะหนีรอดไปจากที่นี่ให้ได้
แต่เวลาไม่เพียงพอเสียแล้ว เสียงสัญญาณแจ้งเตือนภัยจากระบบคอมพิวเตอร์ที่ดังต่อเนื่องมาตลอดได้หยุดลง แสดงว่าคอมพิวเตอร์หลักที่ควบคุมระบบทุกอย่างของสถานีแห่งนี้ได้ถูกทำลายลงแล้ว ดังนั้นต่อให้สถานีไม่ระเบิดไปจนหมด แต่ระบบยังชีพที่กำลังจะหยุดทำงาน ก็จะทำให้เธอขาดออกซิเจนจนตายอยู่ดี
“…ตายเพราะขาดอากาศ กับถูกแรงอัดของอวกาศด้านนอก หรือเพราะแรงระเบิด อันไหนทรมานกว่ากันนะ ไม่เคยคิดด้วยสิ” อานีสพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วเธอก็หัวเราะเสียงดัง “อย่างน้อยถ้าจะต้องตายแน่ๆแล้ว ฉันขอเลือกเองก็แล้วกัน”
ดวงตาของหญิงสาวฉายแววเป็นประกาย เธอพุ่งตรงไปยังเส้นทางที่ยังคงสามารถไปต่อได้เรื่อยๆ ระหว่างทางเธอพบเห็นผู้คนบางส่วนที่หนีไม่ทันและถูกแรงระเบิดหรือซากเพดานถล่มทับจนตายและกลายเป็นศพลอยเคว้งไปทั่ว เนื่องจากตอนนี้ระบบควบคุมแรงโน้มถ่วงหยุดทำงานไปแล้ว
อานีสเห็นศพหนึ่งถูกแท่นเหล็กซึ่งกระเด็นเพราะแรงระเบิดเสียบทะลุเข้าที่กลางอก ในขณะที่กำลังจะสวมชุดอวกาศ เธอจึงคว้าเอาชุดอวกาศนั้นมาแล้วรีบสวมแทน จากนั้นจึงมุ่งไปต่อ จนกระทั่งย้อนกลับมาถึงลานพักผู้โดยสาร ซึ่งตอนนี้กำลังเกิดไฟลุกท่วมจากแรงระเบิดจนแทบไม่เหลือสภาพแล้ว
หมดหนทางที่จะหนีรอดออกไป ต่อให้ออกไปได้ก็มีหวังถูกแรงอัดที่เกิดจากการบิดเบี้ยวของห้วงอวกาศเข้าบดขยี้จนไม่เหลือซาก เธอได้แต่หวังว่าโทมะจะสามารถพาอนาสตาเซียขึ้นยานฉุกเฉินแล้วหนีออกไปจากบริเวณนี้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
“จบแค่นี้หรือเนี่ย…ไม่สิ อย่างน้อยที่สุด…” หญิงสาวมองผ่านรอยโหว่ของกำแพงออกไปยังห้วงอวกาศ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าของเธอคือตัวการของความพินาศในครั้งนี้ วัตถุรูปทรงคริสตัลสีดำขนาดมหึมา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นยานอวกาศชนิดหนึ่ง แต่สิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยด้วยวิทยาการของมนุษย์เลย ถ้าเช่นนั้นคำตอบมีเพียงอย่างเดียว
“เผ่าพันธุ์อื่นจากนอกระบบสุริยะจักรวาล…ใช่ไหม” เธอพูดกับตัวเองราวกับต้องการคำตอบ แล้วผู้ที่ตอบเธอได้ล่ะ
วงแหวนที่อยู่ด้านหน้าของวัตถุขนาดมหึมานั้นเริ่มหมุนวนอีกครั้ง คราวนี้พลันปรากฏแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมาจากวงแหวนนั้น
อานีสพยายามเพ่งตามอง อย่างน้อยเธอก็ขอเผชิญหน้ากับเจ้าสิ่งนี้จนถึงวินาทีสุดท้าย กระทั่งสายตาของเธอไม่อาจต้านรับแสงสว่างอันเจิดจ้านี้ได้อีก เธอจึงหลับตาลง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอรู้สึกว่าได้เห็นเงาร่างของใครบางคนยืนอยู่ภายในแสงสว่างอันเจิดจ้านั้น
“ใครน่ะ…”
ไม่มีคำตอบใด แต่นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไป ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นในมโนจิตคือ…ใบหน้าอันยิ้มแย้มของผู้เป็นแก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียว
อนาสตาเซีย…
มาสวัสดีทักทายและขอความเห็นครับ
สวัสดีครับ
ผมพึ่งสมัครเป็นสมาชิกชมรมนี้เมื่อตะกี๊นี้เองครับ ที่เข้ามาสมัครก็สืบเนื่องมาจากเกิดความคิดว่าจะแบ่งปันหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ที่ผมมีอยู่ยังไงดีก็เลยลอง search ก็เลยพบชมรมนี้ ได้โอกาสขอความเห็นจากท่านทั้งหลายด้วยนะครับ
คือว่า ผมคิดจะทำ Web Site ที่รวมหนังสือ SciFi ของผมเอง (ซึ่งก็ไม่มากไม่น้อย) แล้วจะ Scan หนังสือทั้งเล่มให้ ท่านที่สนใจ download ไปอ่าน ผมจะ scan เฉพาะเล่มที่เก่าๆ แบบว่า พิมพ์มามากกว่า 5-6 ปีที่แล้วนะครับ ฉบับใหม่ๆ ก็คงยังหาอ่านกันได้ แต่ถ้าเก่ามากๆ อาจจะหาลำบาก อย่างเช่น มีเล่มนึงชื่อ ปราสาทแห่งสุดท้าย พิมพ์ตั้งแต่ปี 2525 โดย สนพ. ต้นหมาก เป็นต้น ผมมีอยู่หลายเล่มซึ่งส่วนหนึ่งถูกปลวกกินไปแล้ว รู้สึกเสียดายที่นักอ่านรุ่นหลังๆ อาจจะไม่เคยได้อ่านเรื่องเหล่านี้
ปัญหาก็คือว่า ถ้าผมนำมา scan แล้วก็ post ให้ download ก็เหมือนกับเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือเปล่าก็ไม่รู้ครับ ผมก็เลยยังไม่ได้ลงมือทำอะไร แต่ก็อยากจะทำ ก็เลยขอความเห็นจากท่านทั้งหลายในประชาคมผู้รักการอ่าน SciFi ด้วยครับว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง
ขอบคุณครับ
OR
องก์ที่ ๑ แผนเปลี่ยนโลก [ ตอนที่ ๙ : ปริวรรตมวลสาร ]
วิทยา รู้สึกตัวอย่างช้าๆ และพบตัวเอง นั่งอยู่ในห้องที่มืดมิด คับแคบ และอบอวลไปด้วยกลิ่นโลหะไหม้
ขณะที่สายตาค่อยๆปรับตัวเข้ากับความมืดอย่างเชื่องช้า เขาก็จดจำได้ว่า เขากำลังนั่งอยู่ในห้องนำส่งของเครื่องปริวรรตมวลสาร นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม “องก์ที่ ๑ แผนเปลี่ยนโลก [ ตอนที่ ๙ : ปริวรรตมวลสาร ]”
จุดประกายปัญญาปี 4 : Young Writer Camp
งานประกวด เพื่อไปเข้า ค่ายอบรมนักเขียนอีกที ของ มติชน และ SCG
เยาวชน อายุ 15-22 ปี
ในหัวข้อชื่อ “ความฝันและตัวตนของข้าพเจ้า”
ดูจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ เลย แต่เห็นว่าน่าสนใจดี
หมดเขตส่ง 31 กรกฎาคม 2551
รายละเอียด http://www.matichon.co.th/youngcamp/ywc.html
ได้อย่างเสียอย่าง
ในที่สุด ไอแซ็ค อาซิเมียฟ ก็สามารถแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนได้สำเร็จ ทำให้อุณหภูมิของโลกเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังคงมีสีหน้าวิตกกังวลอยู่ เขามองดูท้องฟ้าที่กำลังมืดมิดลงเรื่อยๆ ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง จนกระทั่งอาร์เธอร์ ซี. คลิก เพื่อนรักอดที่จะเอ่ยถามไม่ได้
อาร์เธอร์ – “เป็นอะไรไปหรือเพื่อน ผมเห็นคุณนั่งหน้าเศร้ามาตั้งนานแล้ว”
ไอแซ็ค – “คือ…ผมมีข่าวดีและข่าวร้าย
อาร์เธอร์ – “เอาข่าวดีก่อน
ไอแซ็ค – “ข่าวดีก็คือ ในที่สุดผมก็สามารถแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนได้สำเร็จ”
อาร์เธอร์ – “มิน่าเล่า ผมรู้สึกได้ว่าอากาศกำลังเย็นลงเรื่อยๆ แล้วข่าวร้ายล่ะ”
ไอแซ็ค – “เอ้อ…ผมทำดวงอาทิตย์ดับ”
โดย วรากิจ เพชรน้ำเอก
ตึกระฟ้าท้าไฟนรก โดย วรากิจ เพชรน้ำเอก
เปลวเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงบนชั้นที่ 30 แล้วลามขึ้นไปจนเกือบถึงดาดฟ้าของตึกแกรนด์ทาวเวอร์ซึ่งสูง 150 ชั้น เสียงร้องขอความช่วยเหลือถูกเสียงประทุของเปลวไฟที่กำลังลุกโหมอย่างหนักกับเสียงก๊าซที่ระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงดังกลบจนหมดสิ้น ผู้คนที่กำลังตื่นตระหนกอยู่บนถนนเบื้องล่างต่างหวีดร้องอย่างตกตะลึงกับภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เมื่อร่างของผู้เคราะห์ร้ายหลายคนที่ตัดสินใจพุ่งออกมาจากหน้าต่างเพื่อหนีความร้อนราวกับไฟนรก ที่กำลังแผดเผาร่างกายของพวกเขาอย่างสุดแสนทรมานลอยละลิ่วลงมา เสียงร้องโหยหวนขณะที่ร่างของพวกเขากำลังแหวกอากาศเพื่อหนีความตายจากเบื้องบนเพื่อลงมาจบชีวิตที่เบื้องล่างคนแล้วคนเล่า ทำให้ผู้คนที่เห็นภาพอันสยดสยองต่างกรีดร้องราวกับเสียสติ
อ่านเพิ่มเติม “ตึกระฟ้าท้าไฟนรก โดย วรากิจ เพชรน้ำเอก”
มาสวัสดีครับ
สวัสดีครับ ผม c.pat ครับ ชอบเขียนนิยาย เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์มากๆ เดี๋ยวจะแต่งแล้วเอามาทะยอยลงที่นี่นะครับ
Sci-Fi Club ปีที่ 2 ฉบับที่ 9
ประจำเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ. 2551
ประกอบด้วย
บทความ
“Sir. Arthur C. Clarke” ดาวผู้ล่วงลับแต่ไม่ดับแสง
พร้อมเรื่องสั้น
อาชญากรรมบนดาวอังคาร (Crime on Mars) แปลโดย สรรพวีร์ ประสิทธิรัตน์
เป็นการร่วมระลึกถึง
ร่วมด้วย
เรื่องสั้น
สายฝนกระหน่ำลงมา โดย คุณประยูร สงวนไทร
อาวุธชีวภาพ โดย คุณรังสรรค์ โยธาประเสริฐ
ตึกระฟ้าท้าไฟนรก โดย คุณวรากิจ เพชรน้ำเอก
บทความ เรื่อง ผี… มีจริงหรือไม่ โดย ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล
นิยายเรื่องยาว
พยัคฆ์ร้ายสุดจักรวาล (star is never end) โดย chale magpie ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว
นิยายภาพ เรื่อง ภาพลวงตา
พร้อม ห้องสมุดไซ-ไฟ และ เรื่องสั้น ขำขัน เช่นเคย
TCELS day “ชีววิทยาศาสตร์ ชีวิตคุณภาพ”
TCELS day “ชีววิทยาศาสตร์ ชีวิตคุณภาพ”
เห็นว่าน่าสนใจดีครับ
เลยเอามาให้ดูกัน
งานเริ่ม วันพุธที่ 28 พฤษภาคม 2551 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2551
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
อาวุธชีวภาพ โดยคุณ รังสรรค์ โยธาประเสริฐ
บันทึกผู้บังคับหมวด บี วันที่ 27.04.12 เวลา 17 ยูทีซี
หลังจากยานสเปซคร๊าฟ ‘อัคคีเวหา’ ของเราเกาะติดกับจรวดส่ง ขึ้นเหนือพื้นดินบริเวณฐานเส้นศูนย์สูตรขึ้นมาได้ระยะสูง9.4ไมล์ มันก็แยกตัวออกจากยานขนส่งแล้วทะยานไต่ระดับขึ้นสูง 80ไมล์ เหนือพื้นโลก มันขับเคลื่อนด้วยจรวดไฟไปในทิศทวนการหมุนรอบตัวเองของโลก ทั้งนี้ก็เพื่อหนีการตรวจจับจากเรดาร์ของข้าศึกและด้วยความเร็ว3,500 ไมล์ต่อชั่วโมง ณ ระดับนี้ เราทั้งหมดก็อยู่ในภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลา8นาที นานพอที่ผมจะเซทตั้งอุปกรณ์นำร่องเพื่อดิ่งสู่พื้นเราจะทะลุชั้นบรรยากาศโลกอีกครั้งเมื่อยาน ‘อัคคีเวหา’ ผ่านตำแหน่งพิกัดเส้นแบ่งเวลาโลก ณ ระดับความสูง 50 ไมล์ ปีกด้านท้ายยานก็จะยกขึ้นตั้งทำมุม 90 องศากับลำตัวยาน นับถอยหลังจากนี้60 วินาทีเครื่องยนต์จะดับ เราจะดิ่งสู่เป้าหมายโดยแรงดึงดูดของโลกเอง
จบรายงานแยกสู่กองทัพไทย ไฟล์ที่ 001.เอ็มพี 9
อ่านเพิ่มเติม “อาวุธชีวภาพ โดยคุณ รังสรรค์ โยธาประเสริฐ”
พันเจีย : มหาทวีปเปลี่ยนพันธุ์มนุษย์ (ภาคจบ)
พันเจีย : มหาทวีปเปลี่ยนพันธุ์มนุษย์ (ภาคจบ) ตอน ผลึกดำ
แต่งโดย วรากิจ เพชรน้ำเอก
ผู้จัดพิมพ์ สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ ราคา 150 บาท
หลังจากที่ประสบความสำเร็จจาก 2 ภาพแรกอย่างงดงาม นิยายไซ-ไฟ แฟนตาซีเรื่องยาวเรื่องแรกของวรากิจ ก็ได้ดำเนินมาถึงภาคจบอย่างสมบูรณ์ ด้วยจินตนาการเหนือจินตนาการของมิติอันซับซ้อน ด้วยพลังแห่งผลึกดำทำให้โลกประสบความหายนะอย่างน่าเศร้าสลด แต่ก็สามารถช่วยให้มนุษยชาติยังดำรงอยู่ต่อไปได้เช่นกัน เป็นบทสรุปของด้านมืดและด้านสว่างของมนุษย์ว่า จะใช้ความทะเยอทะยานของตนเพื่อสร้างหรือทำลาย สำนวนและลีลาตามสไตล์ของวรากิจและแทรกอารมณ์ขันและโรแมนติกพอเพลิน
อัลฟ่า โอเมก้า ไล่ล่าหาความตาย
ผู้แต่ง เชษฐา สุวรรณสา ผู้จัดพิมพ์ สำนักพิมพ์ซัคเซส ราคา 159 บาท
รวม 9 เรื่องสั้นไซ-ไฟ ของนักเขียนหนุ่มพ่อลูกหนึ่ง เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ Nation Books Award ครั้งที่ 1 และรางวัลชนะเลิศวรรณกรรมเยาวชนแว่นแก้ว
เป็นเรื่องสั้นไซ-ไฟที่เต็มเปี่ยมไปด้วยหลักการและแนวคิดวิทยาศาสตร์ รวมทั้งปรัชญาอันลึกซึ้งและคำถามเกี่ยวกับชีวิตให้ขบคิด ด้วยลีลาการนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะเรื่อง อัลฟ่า โอเมก้า ไล่ล่าหาความตาย
ได้รับความสนใจจากผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ซึ่งอาจจะมีโอกาสได้ถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์หรือภาพยนตร์แอนนิเมชั่น นับเป็นนักเขียนไซ-ไฟคลื่นลูกใหม่ที่มาแรงของเมืองไทย
การประชุม คณะกรรมการบริหาร ชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทย ครั้งที่ 13
วันที่ 11 พฤษภาคม 2551 เวลา 13:30 นาฬิกา
ณ อาคาร สีลมคอมเพล็กซ์ ถนน สีลม
ท่านประธานสรุปความคืบหน้าของโครงการต่างๆ
- โครงการประกวดและอบรมการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ โดยจะมีโครงการนำร่องก่อน จากนั้นจะขยายเข้าสู่กลุ่มโรงเรียนต่างๆ
โดยจะมีขั้นตอนการบรรยายแนะนำ แนะแนว ก่อนเริ่มงานเขียน
กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนในระดับชั้นมัธยม
เป้าหมายอย่างน้อยหวังว่าจะเกิดกลุ่มก้อนที่จะสามารถ พัฒนาแนวคิดและจิตนาการในเชิงวิทยาศาสตร์ ขึ้นภายในโรงเรียน ทั้งหลาย
ซึ่งสุดอาจจะสามารถจัดกลุ่มเชื่อมต่อของทุกๆโรงเรียนเข้าด้วยกัน
โรงเรียนไหนสนใจ หรือมีความเห็นเช่นไร ติดต่อเข้ามาได้นะครับ - โครงการหนังสือ sci-fi club ซึ่งปัจจุบันก้าวถึงเล่มที่ 9 แล้ว (เย้ เย้)
อ้อ… คุณเชษฐา มีข่าวดีเรื่องความคืบหน้า ทั้งของ เรื่องสั้น และ บทภาพยนตร์
เรื่องสั้นได้ทำการแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมเปิดตัวต่อโลกกว้างต่อไป
ส่วนการเขียนบทภาพยนตร์ก็อยู่ในระหว่างการดำเนินการ รายละเอียดเป็นเช่นไรจะหาโอกาสมานำเสนอต่อไป ครับ
ขอแสดงความยินดีด้วยครับ
การประชุมวันนี้ ก็เป็นไปอย่างเป็นกันเองตามเคย
การพูดคุยมีทั้งความคืบหน้าของโครงการ ทั้งหัวข้อทางวิทยาศาสตร์ ทั้งข่าวสารสังคม ครบถ้วน 😀
ก็ถือเป็นการพบปะสังสรรค์ ผู้สนใจในเรื่องเดียวกันไปในตัวครับ
ข่าวประชาสัมพันธ์ เพิ่มเติม
ผู้สนใจ สมัคร สมาชิก Sci-Fi Club สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ ครับ
หรือ download ใบสมัคร Sci-Fi Club ได้ที่นี่ ครับ






