Categories
เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

Time

     เข็มยาวของนาฬิกาติดผนังเคลื่อนมาหยุดที่เลขสิบสอง สี่โมงเย็นเป็นเวลาเลิกงาน พลภัทรจัดเอกสารเก็บเข้าแฟ้ม 
     ‘เย็นนี้จะซื้ออะไรกลับไปกินดีนะ เคทกับคริสติน่าจะกลับถึงบ้านหรือยัง’ เขาคิด แคทเธอรีนหรือเคทคือคู่ชีวิตที่อยู่กินกับเขามานับสิบปี เธอเกิดที่ไทเป ประเทศไต้หวัน ทั้งสองพบกันตอนที่พลไปเรียนต่อปริญญาโท ส่วนคริสติน่าเป็นลูกสาวของคู่สามีภรรยาทั้งสอง เด็กสาวผิวขาวหน้าตาน่ารักวัยซุกซน เดือนหน้าเธอจะมีอายุครบเจ็ดขวบ ของขวัญวันเกิดของเธอครั้งนี้ เขาได้สั่งทำเป็นพิเศษและจะเสร็จในวันเสาร์ที่จะถึง เขาแทบจะอดใจรอวันที่คริสตินแสดงสีหน้าประหลาดใจหลังจากได้ของขวัญวันเกิดแทบไม่ไหว      
     หลังจากการทำงานหนักมาทั้งวัน ตอนนี้สิ่งที่เขาปรารถนาที่สุดคือการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับเคทและคริสติน เขาจะตรงเข้าไปกอดคริสตินและหอมแก้มเธอฟอดใหญ่ เวลาที่สุดแสนพิเศษคือหลังเวลาอาหารเย็น ทั้งครอบครัวจะอยู่อย่างพร้อมหน้าแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ได้พบเจอ พลชอบฟังลูกสาวตัวน้อยเล่าเรื่องต่างๆที่ได้เรียนรู้ที่โรงเรียน เป็นเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจเสมอ แต่ดูเหมือนว่าเข็มของนาฬิกาช่างหมุนไปเร็ว ถึงเวลาที่เขาต้องส่งคริสตินเข้านอนและสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการเล่านิทาน   คริสตินจะร้องหาพ่อของเธอทุกคืน เวลาเที่ยงคืนกว่าๆ เขาจะเอนกายลงเคียงข้างเคทที่มักจะอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาและเคทจะร่วมรักกันก่อนที่จะรู้ตัวอีกทีในอีกหกหรือเจ็ดชั่วโมงข้างหน้า เขาต้องตื่นขึ้นมาเพื่อรับมือกับภาระหน้าที่อันหนักหน่วง การคิดถึงงานวันรุ่งขึ้นและการต่อสู้กับความง่วงเหงายามเช้า ความทุกข์ ความเบื่อยหน่าย และความเกียจคร้าน  เขาอยากหยุดวันเวลาไว้แค่ตอนที่เขา ลูก และเคท อยู่ร่วมกันไปตลอดกาล 
     พลรอลิฟต์ เขาขยับแขนเพื่อดูนาฬิกา นาฬิกาสีทองหรูหราที่เคทซื้อมาให้เป็นของขวัญวันเกิดของเขาครั้งที่แล้วแสดงเวลาสี่โมงสิบนาที “อ่าว คุณพลคะ ยังไม่กลับอีกหรอ ชั้นจะปิดไฟออฟฟิศแล้วนะคะ” แม่บ้านในชุดเครื่องแบบเข็นรถเข็นที่บรรจุอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆเดินผ่านพลไป “ผมกำลังรอลิฟต์อยู่นะครับ” พลหันไปตอบคำถามแม่บ้านแต่เธอได้จากไปซะแล้ว พลขยับร่างกายคลายความปวดเมื่อย ทันใดนั้นแสงสว่างจากหลอดไฟได้ดับลงเป็นจังหวะ ออฟฟิศตกอยู่ในความมืดเหลือเพียงหลอดไฟดวงเล็กๆเหนือศีรษะ เขายกนาฬิกาขึ้นมาดูอีกครั้ง นาฬิกาแสดงเวลา สี่โมงครึ่ง ชั่วขณะเขารู้สึกแปลกใจ ‘เรารอลิฟต์นานยี่สิบนาทีแล้วหรือ’ พลันความประหลาดใจแปรเปลี่ยนไปเป็นอารมณ์โกรธ ‘ลิฟต์บ้าอะไรวะ ช้าชิบ’ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะต่อว่าไปจนถึงวิศวกรสร้างลิฟต์ ลิฟต์เฮงซวยก็ส่งเสียงและเปิดออก เขากระชับกระเป๋าเอกสารแล้วกดชั้นที่เขาจอดรถไว้ 
     รถบีเอ็มดับบลิวสีดำแล่นออกจากอาคารจอดรถ เขาคิด ‘จะซื้อข้าวอะไรกลับบ้านดีนะ อืมม…ซื้อข้าวราดแกงเจ้าเก่าล่ะกัน’ เขาเปิดวิทยุ 
     “สวัสดีค่ะ คุณกิฟต์ คุณมีปัญหาอะไรคะ” เสียงนักจัดรายการวิทยุ ตามมาด้วยเสียงผู้หญิงอีกคนที่น่าจะชื่อกิฟต์ เธอเล่าเรื่องราวชีวิตอันขมขื่นอย่างสะอึกสะอื้น 
     “เรื่องของสามีและลูกค่ะ แม่ของแฟนดิฉันเอาลูกไปเลี้ยง แล้วไม่ให้ดิฉันพบ” 
     “…ดิฉันต้องไปเช่าคอนโดข้างๆบ้านแม่แฟนเพื่อที่จะแอบมองลูกอยู่ทุกวัน”
     “อืม แย่เลยค่ะ คุณกิฟต์คะ ทำไมแม่ของแฟนถึงไม่ให้เจอลูกล่ะคะ”
     “ก็เพราะแฟนดิฉันไปมีคนใหม่ เขาบอกว่าหน้าที่การงานของเขาสูง เขาต้องการภรรยาที่เข้าสังคมได้ จะได้มีหน้ามีตา” เสียงของเธอสั่นเครือ
     “เรื่องนี้เกิดมานานเท่าไหร่แล้วคะ”
     “ชั้นไม่ได้เจอลูกมาสามสิบปีแล้ว”
     พลคิด ‘โห ไม่ได้เจอลูกมาสามสิบปี ทำได้ยังไงนะ ถึงเขาจะเป็นผู้ชายแต่ผู้ชายแบบนี้ไม่สมควรอยู่บนโลก เขาไม่มีวันทำอย่างนั้นกับเคทแน่ๆ เคทคือชีวิตของพล ไม่ว่าชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปยังไง พลก็ยังจะรักและอยู่ดูแลเคทเสมอ’ ประโยคสุดท้าย ชั่วขณะเขารู้สึกไม่แน่ใจที่ว่าอนาคตของเราเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เขาสลัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที ทันใดนั้นทำนองของเพลงไทยจังหวะหนักหน่วงดังขึ้น เขาเอะใจว่าช่วงที่นักจัดรายการให้คำแนะนำหญิงที่เป็นทั้งภรรยาและแม่ที่โชคร้ายนั้นหายไปไหน เขาเคาะนิ้วตามจังหวะเพลง แล้วฮัมตาม ซักพักจังหวะของเพลงกลับเร็วขึ้นๆเหมือนมีใครไปกดปุ่มเร่งความเร็ว เขาเองก็เคาะนิ้วเร็วขึ้นตามจังหวะ ในที่สุดเขาก็ล้มเลิกความคิดที่จะตามจังหวะของเพลง ‘เพลงสมัยนี้ มันอะไรกันเนี่ย’ ทันใดนั้นรถฟอร์ดขับเคลื่อนสี่ล้อแล่นแซงเขาไปพร้อมกดแตรดังลั่น คันที่สอง และสามก็ตามมา รถบนถนนทุกคันขับเร็วกว่าเขา เสียงแตรหลากประเภทดังถี่รัว เขาพยายามเหยียบคันเร่งแต่ก็ไม่อาจตามรถคันอื่นได้ทัน  บนทางเดินเท้าข้างทาง ฝูงชนที่เดินขวักไขว่เหมือนผีที่ลอยไปมา ทั้งมือที่แกว่ง ทั้งปากที่ขมุบขมิบพูดคุย ทั้งเสื้อผ้าและกระเป๋าที่สะบัดแกว่งไกว เหมือนถูกเร่งความเร็วจากเดิม เขาเริ่มมึนงง ‘หรือว่าเป็นเพราะเราขับรถอยู่ คนเดินถนนเลยเดินเร็วขึ้น ขอให้เป็นอย่างนั้นเถิด’ พลเริ่มรู้สึกว่ามือของเขาที่กำลังจับพวงมาลัยตอนเลี้ยวหมุนด้วยความเร็วสูงมากจนคล้ายภาพนิ่งที่ต่อๆกัน หัวที่เขาหันไปหันมาเพื่อดูรอบๆให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังสะบัดหัวอย่างแรง ทันใดนั้นไฟเขียวด้านหน้าเปลี่ยนเป็นไฟแดงฉับพลัน เขาเหยียบเบรกทันควัน ยางรถบดกับถนน เสียงดังแสบแก้วหู เขาคาดว่าเสียงยางเสียดสีกับพื้นจะยาวนานกว่านี้ แต่ทั้งหมดเขารู้สึกเหมือนใช้เวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที 
     รถหยุดติดไฟแดง ตอนนี้เขาเห็นภาพชัดเจน ฝูงรถที่วิ่งบนถนนตรงหน้าเขา วิ่งเร็วมากจนแสงไฟหน้ารถเป็นแถบเดียวกัน ไฟจากเครื่องบินกะพริบผ่านท้องฟ้า คนเดินบนถนนเคลื่อนที่เหมือนวิ่งร้อยเมตร เพียงแต่ท่าทางของคนเหล่านั้นไปใช่ท่าของนักวิ่ง แต่เป็นการก้าวเดิน มีคนจับกลุ่มคุยกันสองสามคนแล้วสลายกลุ่มอย่างรวดเร็ว คนขยับมือขึ้นๆลงๆ เขาพยายามขยับหน้าให้ช้าที่สุดเพื่อให้รู้สึกปกติ คนขายพวงมาลัยหายตัวไปโผล่ตามรถทีละคันๆ จนถึงรถของเขา ไม่ถึงเสี้ยววินาที คนขายพวงมาลัยก็หายไป รถคันข้างๆฉีดน้ำยาล้างกระจก ที่ปัดน้ำฝนสะบัดไวเหมือนปรอท ผู้หญิงบนเกาะกลางถนนใช้ลิปสติกสีแดงทาปาก เธอบิดตัวเปลี่ยนท่าทางเหมือนไส้เดือน แล้วส่งยิ้มอย่างเชื้อชวนมาเป็นช่วงๆ ฝูงนกที่บินกลับรังเหมือนเครื่องบินขับไล่บินผ่านท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ลดต่ำ แสงสีฟ้าและขาวสลับไปมาบนท้องฟ้า เสียงวิทยุดังไม่เป็นภาษาทำร้ายโสตประสาทจนเขาต้องปิดมัน ทุกอย่างรอบตัวเหมือนภาพยนตร์ที่หมุนเร็วกว่าปกติหลายเท่า 
     เขาทนไม่ไหวอีกแล้ว เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขอความช่วยเหลือ เวลาเหมือนถูกยืดออกเล็กน้อยตอนที่เขารอเสียงตอบรับจากโทรศัพท์ 
     “เคท ผมอยู่บนถนน เกิดอะไรขึ้นไม่รู้ มารับผมด้วย” พลหลับตาปี๋ มือหนึ่งเกาะประตูแน่น เขาไม่อยากรับรู้โลกรอบตัว เขารู้สึกเหมือนจะกระเด็นหลุดออกจากวงโคจรโลก
     “เกิด…ขึ้น…หยุ…ไหน” เสียงเคทพูดรัวเร็วจนเกือบจับความไม่ได้ แต่เหมือนว่าสมองของเขาจะเข้าใจความหมาย
     “ผมอยู่บนถนน ออกมาจากบริษัทมานานพอสมควร แต่ไม่รู้ว่าออกมาได้นานเท่าไหร่แล้ว อาจจะห้านาที” เขาเหลือบมองนาฬิกาหน้ารถ “ไม่ใช่ ผมออกมาได้ชั่วโมงนึงแล้ว ผมน่าจะอยู่บริเวณตลาดสี่แยกซอย 12” 
    “ได้…เดว…รับ” เขาเข้าใจว่ามันหมายถึง ‘เธอจะมาในไม่ช้า’ เขากดปุ่มไฟกะพริบฉุกเฉินแล้วขดตัวกลมบนเบาะนั่งแล้วหลับตา มีคนมาเคาะกระจกอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่กล้าแม้แต่เหลือบมอง เขาเข้าใจความรู้สึกการไม่เป็นตัวของตัวเอง การรับรู้เปลี่ยนไปเหมือนวิญญาณถูกบิดเบือนจากสิ่งที่เคยเป็น หรือว่านี่คือความฝัน หวังว่าให้ความรู้สึกนี้เป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านมาแล้วผ่่านไป บางทีการนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตอนนอนหลับจะช่วยให้ฝันร้ายหายไป เขานึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เขารู้จัก แต่ดูเหมือนว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆจะไม่เข้าข้างเขาเพราะทั้งพระและเทพเจ้าหลากหลายศาสนาต่างวิ่งวนอยู่ในความคิดรวดเร็วกว่าปกติหลายเท่านัก

………………………………………………

     “คุณคะ เป็นอะไร” เคทถามชายวัยทำงานที่นอนหลับอยู่บนเตียง เธอเช็ดตัวแล้วเปลี่ยนชุดนอนให้เขา แต่เหมือนว่าเขายังไม่มีสติ เธอคิดว่าพลต้องไปเมาหัวราน้ำมาอีกแล้วแน่ๆ แต่เธอก็แปลกใจว่าทำไมตัวของพลไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์และปกติทุกครั้งที่ิเขาเลี้ยงลูกน้องไม่เคยเสร็จก่อนเที่ยงคืน เคทถอนหายใจ ‘ถ้าตื่นมา น่าดู ทำไมถึงไม่โทรมาบอกก่อน เป็นเรื่องแน่ๆคราวนี้’
    เธอออกจากห้องแล้วปิดประตูเบาๆ แล้วเข้าไปดูลูกตัวน้อยที่กำลังนอนอ่านหนังสือบนเตียง 
“คริสติน นอนได้แล้วลูก ดึกแล้ว” เธอลูบหัวลูกสาวของเธอเบาๆ
“แม่ พ่อเป็นอะไรคะ” สายตาของเธอยังไม่ละจากหนังสือ
“ไม่เป็นไรหรอกลูก เดี๋ยวพ่อเค้าก็ตื่น”
“อยากให้พ่อเล่านิทาน”
“เดี๋ยวแม่เล่าให้ฟัง” เธอหยิบหนังสือที่คริสตินกำลังอ่าน
“ก็ได้ค่ะ แต่อยากให้พ่อเล่าให้ฟังมากกว่า” คริสตินนอนในอ้อมกอดแม่ เธอกัดฟันกรอดนึกโกรธพล ‘ลูกสาวต้องการพ่อมาเล่านิทานให้แกฟังแต่พ่อกลับเมาหัวราน้ำกลับบ้านเองยังไม่ไหว’ แต่เมื่อเธอมองหน้าตาอันน่ารักน่าชังของลูกสาวตัวน้อย อารมณ์เดือดดาลก็เจือจางลง เธอยิ้มให้คริสตินแล้วพลิกหนังสือนิทาน
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…”

………………………………………………

     แสงสีนวลจากหลอดไฟห้องนอนลอดเข้ามาในตาของพล เขาค่อยๆลืมตาขึ้นเพื่อปรับแสง เขาถอนหายใจ รู้สึกว่างโหวง ‘ความฝันประหลาดคงไม่มีแล้ว โลกหมุนเร็วเป็นฝันที่น่ากลัวที่สุดที่เคยฝัน’ เขาหันไปมองคนรักข้างๆ เคทกำลังอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ความรู้สึกนี้ช่างแสนคุ้นเคย เมื่อตอนที่เขาเป็นเด็กได้ทำกล้องถ่ายรูปราคาแพงและรูปแห่งความทรงจำของทั้งครอบครัวหายไป ตอนนั้นไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่ตอนเช้าเขาตื่นขึ้นมาและหวังว่ากล้องและรูปยังอยู่ในกระเป๋าใส่กล้องใบเดิม แต่กล้องนั้นได้หายไปแล้วจริงๆ ความรู้สึกที่ว่าไม่มีวันที่เขาจะเห็นรูปในกล้องนั้นอีกทำให้เขาตีอกชกหัวตัวเอง เขาอยากนอนตรงนั้นแล้วหวังว่าซักวันจะตื่นขึ้นมาพร้อมกล้องที่อยู่ในกระเป๋าและเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน
     “ตื่น…แล้ว…คะ” เคทพูดเร็วกว่าปกติ เธอวางหนังสือลงอย่างเร็ว แล้วขยับตัวมาใกล้เหมือนจู่โจมเขา เธอพูดอะไรบางอย่างที่เป็นคำสั้นๆมาต่อๆกัน เขาผงะถอยหลังอย่างรวดเร็ว ผ้าห่มขยับเลื้อยเหมือนงู เขาซุกตัวอยู่มุมห้อง เสียงโทรทัศน์รบกวนโสตประสาทอย่างรุนแรง การรับรู้เวลากับการรับรู้ความเป็นตัวตนของเขาและความจริงที่ไม่ตรงกันจะทำให้เขารู้สึกไม่ใช่ตัวเอง เขาใช้มือทุบศีรษะ เล็บจิกบนแขน เลือดไหลซิบ
    เคทสีหน้าตกใจ “…เปะ…รัย…” พลซุกตัวแล้วหลับตาปี๋อยู่มุมห้อง เขากลัวว่าโลกนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ‘ต้องตายแน่ๆๆๆๆๆ’ เขาคิดซ้ำไปซ้ำมา เขาได้ยินเสียงสัตว์ประหลาดเข้ามาใกล้ ตรงหน้าเขามีแก้วน้ำที่อยู่ในมือของเคท “คุ…ดื่ม…น่อย” พลยังคงหลับตา แล้วหยิบแก้วน้ำไปช้าๆ ในใจหวังว่าน้ำจะช่วยให้เขากลับสู่โลกปกติ เขาลืมตาแล้วกระดกแก้วขึ้น น้ำในแก้วพุ่งเร็วเหมือนคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้าหาฝั่ง ความรู้สึกเหมือนน้ำเข้าเติมเต็มช่องว่างในปอด เขาปาแก้วน้ำทิ้ง เสียงแก้วแตกดังพร้อมๆกับตอนที่เขาปา เคทกรี๊ด
     “ผมรู้สึกเหมือนไม่ใช่ตัวเอง ผมอยู่คนละโลก ผมไม่ได้อยู่ในโลกปกติ ทุกอย่างเปลี่ยนไป” 
     “คุณ…มะ…เปลี่ยน…คุณ…ยัง…ปกติ” เคทกุมแขนเขาไว้แน่น เขาเห็นปากของเธอบิดเบี้ยวไปมา ตาของเธอกะพริบรัวเหมือนกล้องที่ถ่ายรูปที่กำลังถ่ายภาพรัวเร็ว เลนส์ของกล้องมีน้ำไหล เธอหายใจถี่รัวจนเหมือนไม่ได้หายใจออก ตัวเขาเองก็เช่นกัน เสี้ยวเวลาหนึ่งพลโผเข้ากอดเคท
     “ผมรักคุณๆๆๆๆๆ ผมบ้าไปแล้ว ผมทนไม่ได้ พาผมไปโรงพยาบาลที” 

………………………………………………

     “คุณแคทเธอรีน ใช่มั้ยครับ ผมหมอกิตติศักดิ์” หมอหนุ่มใส่แว่นแต่งตัวเนี้ยบในเสื้อกาวน์สีขาวเดินเข้ามาในห้องพักญาติ
     “สามีดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ” เคทนัยน์ตาแดงน้ำตาซึม มือทั้งสองโอบลูกสาว
     “ยังไม่ทราบครับ ผมเพิ่งถูกเรียกตัวมา ยังไม่สามารถสรุปอาการได้ ผมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีคุณ” เคทเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้นายแพทย์กิตติศักดิ์ฟังฟัง
     “…ตอนแรกนึกว่าเป็นเพราะสามีดิฉันเมา แต่รู้ว่าไม่ใช่ สามีดิฉันเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน” เคทใช้มือเช็ดน้ำมูก เธอสะอื้น
     “จากการที่ได้คุยกับสามีของคุณ ผมคิดว่าเป็นอาการทางสมอง เพราะเกิดในระยะที่สั้นมาก การผิดปกติทางสมองบางอย่างอาจทำให้การรับรู้เรื่องเวลาเปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวให้ทำเอ็มอาร์ไอก่อน ถ้ามีอะไรคืบหน้าผมจะมาบอกทันที ตอนนี้อย่าเพิ่งกังวลไป” 
     ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความวิตกกังวลและความกลัวยิ่งทวีความรุนแรง เธอคิดว่าจะเศร้าโศกเสียใจขนาดไหนถ้าพลตาย แล้วลูกของเธอจะอยู่อย่างไร แกคงเสียใจนานมาก เธอคงทนไม่ได้ที่ต้องเห็นตาที่เศร้าหมองของลูก เธอคงต้องนอนคนเดียวไปชั่วชีวิต และกลายเป็นหญิงชราที่เหงาหงอย ที่มีความเดียวดายเป็นเพื่อนไปตลอดชีวิต เธอรู้สึกเหมือนยืนเปลือยกายอยู่ลำพังบนยอดเขา มืดบอด และหนาวเหน็บ สองชั่วโมงผ่านไป นาฬิกาบนผนังบอกเวลาตีสาม เธอรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปชั่วนิรันดร์ ส่วนคริสตินนอนกอดตุ๊กตาหมีหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟาไม่รับรู้สิ่งใด นายแพทย์กิตติศักดิ์เข้ามาในห้องพักญาติคนไข้ เคทเข้าประชิดหมอทันที
     “เป็นอย่างไรบ้างคะ” เคทถามอย่างกังวล กุมมือแน่น
     “คุณอย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ เราสามารถรักษาโรคนี้ได้ มีโอกาสรักษาหายขาดสูงนะครับ คือในสมองของคุณพลภัทร มีก้อนเนื้อที่โตทับสมองส่วนหน้า ทำให้การรับรู้ของเวลาผิดเพี้ยนไปจากความจริง เรารักษาได้ด้วยการผ่าตัดครับ”
     เคททรุดตัวลงกับพื้น “หมอจะบอกว่าสามีชั้นเป็นมะเร็งที่สมอง โอกาสหายเท่าไหร่คะ”
     “เรายังไม่ทราบว่าเป็นแค่ก้อนเนื้อหรือมะเร็ง แต่เราจำเป็นต้องผ่าตัดโดยด่วนเพราะถ้าเป็นมะเร็งอาจจะแพร่กระจายได้ ทำให้การรักษาลำบากขึ้น คุณไม่ต้องกังวล ผมเป็นแพทย์ศัลยกรรมประสาทมือหนึ่งนะครับ” นายแพทย์กิตติศักดิ์ลูบไหล่ของเคท เธอดูมีความหวังขึ้นเป็นความหวังอันเลือนลาง
     “ชั้นขอคุยกับเขาได้มั้ยคะ”
     “เชิญครับ ตามผมมา” 

…………………………………………………………

     ‘เคท เธอจะทำใจได้มั้ยนะ ผมขอโทษ ที่ผมทำให้คุณกังวล ผมขอโทษๆ แล้วถ้าเราผ่านการผ่าตัดครั้งนี้ไปไม่ได้ล่ะ คริสตินจะอยู่ยังไง พ่อขอโทษนะลูก พ่อขอโทษๆ’ ความกดดันถาโถมที่ตัวของเขาเหมือนอยู่ใต้ก้นทะเลลึก เวลาผ่านไปนานชั่วกัลป์ ความคิดเป็นพันๆวนเวียนในหัวของเขา ความกลัวเปลี่ยนเป็นความโกรธ ความโกรธแปรเปลี่ยนเป็นความเสียใจ เขาต้องทำให้เคทและคริสตินเสียใจถ้าเขาเป็นอะไรไป ชั่วขณะหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หรือนานเท่าใด เขาคิดถึงของขวัญที่จะนำไปเซอร์ไพรซ์คริสติน คริสตินวิ่งไปมาอย่างรวดเร็วบนพื้นหลังที่เป็นสีดำทะมึน เสียงหัวเราะของเธอดังเป็นช่วงๆอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเสียงแหลมสูงสั้นๆ แต่รอยยิ้มของคริสตินกลับหยุดเวลาไว้
     “ที่รักคะ” เสียงของหญิงอันเป็นที่รักดังขึ้นในโสตประสาท เขาไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ความรู้สึกข้างในสัมผัสถึงความรักที่เธอมีได้อย่างชัดเจน เขาลืมตามองหน้าเธอ ทั้งคู่กุมมือแล้วสบตาซึ่งกันและกัน น้ำตาไหลริน
     “ผมรักคุณ” สิ่งเดียวที่เขาพูดออกไปได้คือประโยคนี้ เขาไม่อยากคาดหวัง ไม่อยากคิดถึงสิ่งใด
     เธอคงรู้สึกไม่ต่างจากเขา “ชั้นก็รักคุณค่ะ”
     เวลาที่่ผ่านไปในมุมมองของทั้งคู่เหมือนเสี้ยววินาที เวลาที่พลบอกลาสั้นมากจนเขาอยากรั้งมือของเธอไว้แล้วพูดซ้ำๆ ด้วยคำๆนั้น เขาคิดถึงลูกจับใจ แต่เวลารอบตัวที่ผ่านไปเร็วเกินจริงนั้น เขาได้กอดลาคริสตินแล้ว และรับรู้ถึงความเสียใจของเธอ เขาอยากรั้งเธอไว้แต่ก็รู้ว่าทำไม่ได้ เพราะเวลานั้นได้ผ่านไปแล้ว 
      ซักพักหนึ่งผ่านไป เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ อาจจะหนึ่งชั่วโมง สิบชั่วโมง หนึ่งวัน หรือหนึ่งอาทิตย์ เขาถูกพยาบาลย้ายเข้าไปในห้องผ่าตัด แสงไฟสีขาวสว่างจ้ากะพริบผ่านม่านตาของเขา เขาเข้าไปในห้องๆหนึ่งที่มีแสงสว่างน้อยกว่า มีอะไรซักอย่างครอบจมูก กลิ่นแก๊ซเหม็นเปรี้ยว เขารู้สึกเหมือนเป็นหนูทดลองของมนุษย์ต่างดาว เสียงงึมงำดังไม่หยุด คนในชุดสีเขียววิ่งไปรอบๆตัว วิ่งไปรอบๆ วิ่งไปๆ วิ่งไปๆ

……………………………………………………

      “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมูอยู่สามตัวเป็นพี่น้องกัน”
      “พ่อคะ หนูฟังเรื่องนี้มาหลายรอบแล้ว พ่อเล่าซ้ำไปซ้ำมา”
      “คริสติน งั้นก็ให้แม่มาเล่าบ้างสิลูก”
      “ไม่เอาแม่เล่าไม่สนุก พ่อคะ หนูอยากสร้างบ้านแบบในนิทาน”
      “สร้างบ้านหรอลูก อืมม”
      “อยากสร้างบ้านแล้วก็ไปอยู่เองเหมือนหมูตัวที่ใช้หินสร้างบ้าน”
      “อืมม ได้ๆ ตอนนี้นอนก่อนนะครับ งั้นวันนี้พ่อเล่าเรื่องหมาป่ากับลูกแกะดีมั้ย”
      “ก็ได้ค่ะ” พลมีแผนเซอร์ไพรซ์คริสตินแล้ว 
……………………………………………………

     แสงไฟสีขาวสว่างจ้าลอดผ่านเปลือกตาของพล เขาค่อยลืมตาช้าๆ เขาไม่รู้เลยว่าเวลาที่ใช้ลืมตานั้นผ่านไปนานกี่นาที เขาพยายามขยับแขนและขา แต่ก็เหมือนการพยายามยกหินก้อนใหญ่ที่ไม่อาจขยับเขยื้อน ไม้รู้ว่าเวลาผ่านไปอีกกี่นาทีเขาจึงรับรู้การกระดิกของนิ้วมือ ชั่วขณะนั้นความทรงจำทั้งหลายถาโถมเข้ามาในหัวเหมือนเขื่อนแตก เขาโตขึ้นในกรุงเทพมหานคร เขาเรียนโรงเรียนมัธยมในนครปฐม เขาเข้าเรียนวิศวะในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ เขาเรียนต่อปริญญาโทที่ไต้หวัน เขาเจอแคทเธอรีน สาวไต้หวันใส่แว่นหนาเตอะ เขาเรียนจบและแต่งงานกับเธอ เขามีลูกสาวหนึ่งคนชื่อคริสติน่า เขาพาครอบครัวไปเที่ยวพัทยา คริสตินเกือบจมน้ำทะเลทำให้เขาใจเสีย เขาวางแผนพาครอบครัวไปเที่ยวสุดสัปดาห์ เขาเตรียมของขวัญเซอร์ไพรซ์วันเกิดคริสตินครบเจ็ดขวบ แต่อยู่ดีๆเขาก็เกิดอาการผิดปกติหลังทำงานเสร็จ หมอวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกในสมอง เขาได้รับการผ่าตัด แสดงว่าตอนนี้เขาอยู่ในโรงพยาบาล แล้วเขาก็ไม่ตาย
     “เคท คริสติน เคทๆ” พลตะโกนน้ำตาไหลพราก “ผมหายแล้วเคท ผมหายแล้ว”
     “คุณคะ หมอ คุณเค้าฟื้นแล้วค่ะ” พยาบาลคนหนึ่งเข้ามาในห้อง เขาเห็นพยาบาลเดินเข้ามาด้วยความเร็วปกติ ใจของเขาพองโต โลกที่หมุนเร็วกว่าปกติหายไปแล้ว เขาถอนหายใจ เขาจะได้กลับบ้านและไปรับของขวัญคริสตินที่สั่งไว้ หมอรีบเข้ามาในห้อง หมอหน้าตาสูงวัย ท่าทางมีประสบการณ์สูง ใช้หูฟังแนบหน้าอกของเขา 
     “ปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์จริงๆ” หมอพูด
     “หมอ หมอวันนี้วันเสาร์หรือยัง ผมต้องไปรับของขวัญวันเกิดลูกสาวผม ผมหายขาดแล้วใช่มั้ย คุณหมอ”
     “คุณหายขาดแล้วแต่…”
     “ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ฝันร้ายใช่มั้ย” 
     “คุณพล คุณฝันไปนานมากทีเดียว” พลมองหน้าหมอด้วยความแปลกใจ แล้วเขาก็จำได้ หมอคนนี้คือคนที่เข้าผ่าตัดเขา เพียงแต่ตอนนี้ผมสีดำกลับขาวโพลน หน้าตาเหี่ยวย่น
     “หมอไม่รู้ว่าคุณจะรับได้หรือเปล่า จากการผ่าตัด คุณเป็นเจ้าชายนิทราไปหลายปี” หมอกิตติศักดิ์สบตาพลภัทรอย่างเห็นใจ เวลาหยุดนิ่ง เขากำลังช็อก 
     “กี่ปี” เสียงบางเบาของเขาลอดออกจากริมฝีปาก
     “สามสิบปีครับ ผมเสียใจจริงๆ” มือของหมอกุมแขนของเขา แต่เขาไม่รับรู้สิ่งใด
พลยกแขนขึ้นเพื่อดูนาฬิกา บนข้อมือไม่มีนาฬิกาเรือนทองอีกต่อไป มีเพียงแขนอันเหี่ยวย่นของชายชราอายุเจ็ดสิบปี 
     “ผมจะโทรตามภรรยาและลูกคุณให้” หมอกิตติศักดิ์ก้มหน้าแสดงความเสียใจ
     ร่างของพลสั่น หน้าของเขาซีดเผือก สายตาของเขาล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า
     

By tanupat

A medical student who is interested in writing sci-fi, movies, evolutionary biology and neuroscience

6 replies on “Time”

ผมชอบแนวคิดและบทบรรยายครับ บรรยายได้เห็นภาพชัดเจน นึกถึงภาพที่ fast foward เลื่อนไปเร็ว ๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าได้อย่างดีครับ

ขอติงนิดนึงตรงที่หมอบอกว่า “…ไม่ต้องกังวล ผมเป็นแพทย์ศัลยกรรมประสาทมือหนึ่งนะครับ” ปกติหมอศัลยกรรม ยังไงก็จะไม่รับประกันอะไรแบบร้อยเปอร์เซนต์แบบนี้ครับ อาจมีบ้่างที่บอกว่าน่าจะดี หรือผลการรักษาส่วนใหญ่จะได้ผลดี แต่เรื่อง “มือหนึ่ง” นี่คนบอกคงเขินพิลึกอยู่เหมือนกัน

ชอบบทที่ใช้บรรยายถึงครอบครัวด้วยครับ อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นดี

ขอบคุณที่ติชม

ผมลองอ่านดูใหม่รู้สึกว่าเขียนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนลงไม่ได้อ่านซ้ำอีก
บางทีลองติแบบจริงจังก้อได้นะครับเพราะว่าผมอ่านผมยังรู้สึกไม่ชอบ ๕๕๕
บางทีอาจเกิดจากพล็อต เพราะว่าผมไม่เคยเขียนพล็อตเรื่องในกระดาษเลย ใช้วิธีคิดอยู่ในหัวทั้งเรื่องแล้วเขียนทีเดียว ส่วนเรื่องนี้แค่อยากให้มันต่างออกไปจากไซไฟที่เคยอ่าน โดยเรื่องมะเร็งในสมองกับการรับรู้เวลาที่เปลี่ยนไปมาจากเรื่องจริง ผมอยากให้เห็นว่าscientific fact ก้อไม่แพ้จินตนาการโลดโผน

กว่าจะมาอ่านก็ข้ามปีซะแล้ว เรื่องนี้สู้เรื่องก่อนไม่ได้เลยครับ คือการจับประเด็นมันไม่โดนเท่าไหร่ แบบเรื่อยๆ ที่เขาชอบคอมเม้นท์กัน คำว่าเรือยๆคืออ่านได้แต่ไม่จับใจ ถ้าเขียนแล้วคนอ่านประทับใจไม่ลืมน่าจะดีกว่าอ่านได้เรื่อยๆแล้วจางหายไปใช่ไหม จริงๆการเอา fact ที่น่ามหัศจรรย์ดังในนิยายมาเล่นในนิยายมันเลยไม่น่าตื่นเต้นเท่าเรื่องจริง แต่การหาแง่มุมในการนำเสนออาจจะช่วยได้ หากจับประเด็นนี้ต้องเล่นแง่ให้มันโดนกว่านี้ อย่างเช่นตอนจบเป็นสิ่งที่คนอ่านนิยายวิทยาศาสตร์มากซักพักจะจับทางได้อยู่แล้ว ลองเปลี่ยนตอนจบให้มันเซอร์ไพรซ์กว่านี้ดีไหม แบบวางหมาก 2 ชั้นไปเลย เช่น คนรอบข้างกลายเป็นคนรับรู้อะไรที่มันช้าเกินไปด้วย ไม่ใช่แต่พลที่รับรู้เร็วไป

การบรรยายน่าจะมีปัญหาอยู่บ้างด้วยความรีบหรือเปล่า เช่น คริสตินจะร้องหาพ่อของเธอทุกคืน เวลาเที่ยงคืนกว่าๆ เขาจะเอนกายลงเคียงข้างเคทที่มักจะอ่านหนังสืออยู่บนเตียง
หรือ ให้นายแพทย์กิตติศักดิ์ฟังฟัง

หรือหมอเอกศัยแพทย์ประสาทมือหนึ่งจะว่าไรดีครับ อิๆ
เลยจัดให้แบบเต็ม

ขอบคุณครับ ลืมไปแล้วนะนี่ ยินดีที่ได้ฟังความคิดเห็นของพี่หูโน่คับ
ไว้เรื่องหน้าจาหาพล็อตเจ๋งๆ ตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาเลย ต้องเรียน – -”
อยากเขียนต่อมากๆ เป็นไปได้มั้ยที่ผมจะเอาเรื่องนี้มาสร้างพล็อตใหม่แต่ใช่ธีมเดิมคือเวลา และการรับรู้ของเวลา

ใส่ความเห็น