เสียงครางประหลาดดังอยู่เหนือรถยนต์คันใหม่เอี่ยมของ ‘เจส’ นักธุรกิจหนุ่มซึ่งเขากำลังขับไปตามเส้นทางแสนเปลี่ยวและรกร้างสายหนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโก เขาเริ่มได้ยินเสียงนั้นตั้งแต่เข้าเขตเมืองรอสเวลและดูเหมือนว่าเสียงประหลาดนั้นกำลังตามเขามาตลอดทางจนกระทั่งถึงผืนแผ่นดินอันเวิ้งว้างแห่งหนึ่ง เขาสังเกตเห็นแสงสว่างเจิดจ้าดวงหนึ่งลอยอยู่สูงจากรถยนต์ของเขาไม่มากนัก
นักเดินทางท่องเวลา
“5… 4… 3… 2… 1”
ผลแอ๊ปเปิ้ลเบื้องหน้าหายวับไปกับตา
ไม่ถือเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย เสียงปรบมือกึกก้องในบัดดล
สุพจน์ ผู้ประกาศขั้นตอนการปฏิบัติงาน อดเหลือบมอง นิวัติ นักวิทยาศาสตร์หนุ่มไฟแรง ที่เป็นเจ้าของและหัวเรี่ยวหัวแรงทั้งหมดของโครงการนี้ ไม่ได้
เขาเห็น นิวัติ อมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“และในอีก…” สุพจน์ พูดใส่ อินเตอร์คอม
ผู้เฝ้าชมนับร้อยเงียบกริบลงในทันได
และเหมือนจะหยุดหายใจเสียด้วยซ้ำ
“3… 2… 1…” อ่านเพิ่มเติม “นักเดินทางท่องเวลา”
First Warp
กัปตันตื่นตอนตีห้า เร็วกว่าเวลาที่เขาตื่นเป็นประจำเกือบสองชั่วโมง เขาฝัน และความฝันนั้นชัดเจนมากเสียจนเขารู้ว่าเหงื่อเย็นยะเยือกเปรอะชื้นตามเสื้อผ้านั้นเป็นผลจากความกลัวต่อสิ่งที่ฝัน เขาเหลือบมองนาฬิกาที่ผนัง ตัวเลขดิจิตอลสองแถวกะพริบตามจังหวะวินาที เรือนหนึ่งบอกเวลา อีกเรือนกำลังนับถอยหลัง เจ็ดชั่วโมงครึ่งและลดลงเรื่อย ๆ เลยเวลาสื่อสารครั้งสุดท้ายไปแล้ว หากไม่มีคำสั่งยกเลิกอย่างกะทันหันก็จะมีแต่ตัวเขาเพียงผู้เดียวที่จะระงับการกระโดดครั้งนี้ เขารู้ว่าเป็นเพราะความฝันนั่นเองที่รบกวนเขาอยู่ ตั้งแต่ออกเดินทางมา พวกเขาผ่านอุปสรรคต่าง ๆ นานัปการ หลายครั้งที่อยากจะยกเลิกแล้วหันหลังกลับ แต่พวกเขาก็ผ่านมาได้ จนมาถึงครั้งนี้ที่เดิมพันสูงสุดกำลังถูกวางลงไป และเขาอยากชนะ
ที่ถุงนอนติดกัน รองหัวหน้าฝ่ายสื่อสารลืมตาโพลง มองไปยังผนังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายเหมือนหลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งและไม่ยอมรับรู้สิ่งใด เขาตบไหล่อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อเรียกสติกลับมาซึ่งก็ได้ผลอยู่บ้าง จากนั้นกัปตันปลดตัวเองออกจากพันธนาการ งอเข่า-ถีบผนัง แล้วปล่อยให้ตัวเองลอยไปยังมุมห้องด้านหนึ่ง รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ มีหลายคนตื่นแล้ว ตื่นก่อนเวลาเหมือนกับที่เขาเป็น ได้แต่หวังว่าคนพวกนี้จะตื่นขึ้นด้วยเหตุผลคนละอย่างกับเขา
ที่มุมห้อง โปรแกรมเมอร์มือหนึ่งของโครงการกำลังเกาะผนังห้องมองผ่านกระจกไปยังความเวิ้งว้างข้างนอก เขาเหลียวมองเมื่อกัปตันลอยตัวไปใกล้ กัปตันพิงตัวเองเข้ากับผนัง มองหน้าโปรแกรมเมอร์อยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของลูกเรือทางด้านหลังแต่ก็ยังสบตากันอย่างเงียบ ๆ เวลาเดินไปเชื่องช้า
“คุณก็ฝันใช่ไหม?” โปรแกรมเมอร์หนุ่มพูดขึ้นมาก่อน
กัปตันพยักหน้า จากนั้นแววตาอีกฝ่ายหนึ่งก็เริ่มสั่นระริก
……….
“ท่านผู้มีเกียรติ ผมต้องขออภัยที่เรียกประชุมอย่างกะทันหัน ทั้งที่เวลานี้ทุกคนควรกำลังยุ่งอยู่กับภารกิจขั้นตอนสำคัญที่สุด แต่ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ว่าจะในฐานะกัปตัน เพื่อน หรือมนุษย์คนหนึ่ง ผมไม่สามารถปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ปฏิบัติการในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าต้องพบกับความล้มเหลว นั่นทำให้ผมเรียกประชุมด่วนเช้านี้”
กัปตันพูดกับที่ประชุมที่มีเขาและบุคคลสำคัญในทีมงานไม่กี่คนซึ่งจัดขึ้นอย่างฉุกละหุก คำบอกช่วงเวลายังคงถูกใช้แม้ว่ามันจะไม่ได้มืดและสว่างเหมือนบนพื้นโลกก็ตาม
“ผมขอย้ำความสำคัญของพวกท่านทุกคนในที่ประชุมแห่งนี้ก่อนว่าขณะนี้เลยเวลาสื่อสารครั้งสุดท้ายไปแล้ว ข้อมูลทั้งหลายจะยังถูกทยอยส่งไปยังโลก แต่อีกอย่างน้อยสี่ชั่วโมงพวกเขาถึงจะได้รับมัน และถึงแม้จะตอบกลับมาในทันที่ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องใช้เวลาอีกเท่ากันสำหรับคำตอบที่เดินทางมา ซึ่งเลยเส้นตายไปแล้ว หมายความว่าเวลานี้เราไม่มีพี่เลี้ยงข้างเวที ยกสุดท้ายนี้เราต้องชกด้วยตัวเอง”
กัปตันหยุดพูด มองไปทางโปรแกรมเมอร์แล้วพยักหน้า โปรแกรมเมอร์หนุ่มมองกระดาษในมือแล้วพูดขึ้น
“ทุกท่านคงทราบเรื่องความผิดปกติแล้ว ผมขอสรุปเลยว่าในระหว่างตีสี่ถึงตีห้าของวันนี้ พวกเราทุกคนที่กำลังหลับอยู่ในเวรกะสามได้ฝันขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ผมประมาณเวลาฝันจากคนที่ตื่นไปเข้าห้องน้ำคนสุดท้ายที่เวลาตีสามครึ่ง ลูกเรือยืนยันว่าเขาฝันหลังจากกลับจากห้องน้ำแล้ว ในฝันนั้นทุกคนจะได้รับการบอกเล่าจากบุคคลต่าง ๆ กันที่แต่ละคนรู้จักเป็นการส่วนตัวให้ยกเลิกภารกิจนี้เสีย และขู่ว่าหากยังปฏิบัติภารกิจนี้ต่อไปจะเกิดอันตรายถึงชีวิตกับทุกคน”
นาฬิกานับถอยหลังไปที่หกชั่วโมง กัปตันได้แต่หวังว่าเขาจะสามารถหาทางออกสำหรับเรื่องประหลาดพิลึกนี้ได้
……….
ภารกิจนี้คือการทดสอบเที่ยวบินเดินทางเร็วกว่าแสงครั้งแรกที่มีมนุษย์เดินทางไปด้วยนอกวงโคจรดาวเนปจูน สถานีทดสอบสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ‘ขนาดของมันใหญ่พอที่จะให้เจ้าหน้าที่ทุกคนอยู่กันได้อย่างเบียดเสียด และเล็กพอที่จะให้ภารกิจดำเนินไปจนจบได้’ ใครคนหนึ่งเคยประชดประชันเอาไว้ มันถูกประกอบในวงโคจรรอบโลก ติดตั้งจรวดขับดัน แล้วผลักให้เดินทางสองปีไปยังจุดหมายที่ขอบของสุริยะจักรวาลเพื่อเปิดฉากการเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงครั้งแรกของมนุษย์
ครั้งหนึ่งไอน์สไตน์เคยก่อกำแพงที่เหมือนจะไม่มีวันข้ามไปได้ด้วยทฤษฎีที่ว่าไม่มีวัตถุใดเดินทางได้เท่าความเร็วแสง มนุษยชาติเพียรพยายามจะก้าวข้ามมันไปให้ได้ตั้งแต่วิทยาการฟิสิกส์นิวเคลียร์เริ่มต้นขึ้น ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์ที่เซิร์นสามารถสร้างหลุมดำชั่วคราวที่สสารสามารถเล็ดลอดผ่านไปได้หลัีงจากทดลองยิงอนุภาคนับพันนับหมื่นครั้งในอาคารใต้ดินที่พรมแดนสวิสเซอร์แลนด์-ฝรั่งเศส พวกเขาไม่ได้เดินทางด้วยความเร็วแสง แต่กระโดดข้ามมันไปเลย
ไม่เป็นปัญหาสำหรับ “สสาร” ในความหมายของอะตอมหรือโมเลกุล แต่ถ้าเป็น “วัตถุ” ขนาดของหลุมดำจะต้องใหญ่ขึ้น ผ่านการทดลองกับสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จานเพาะเชื้อแบคทีเรียสาบสูญไปหลายใบระหว่างการกระโดดข้ามความเร็วแสง เทคนิคได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นจนในที่สุดพวกเขาเสียกระต่ายไปไม่กี่ตัว และไม่มีความผิดพลาดใด ๆ เลยกับสุนัข ลิงอีกสองสามตัวไม่มีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพ บุคลิกภาพ และสติปัญญา
ก้าวต่อไปคือมนุษย์
……….
ลูกเรือครึ่งลำหลับแล้วฝันเรื่องเดียวกัน เจ็ดชั่วโมงเศษก่อนเวลากระโดด พวกเขาได้รับการบอกเล่าโดยความฝันจากพ่อแม่ ญาติมิตร ครู หรือใครสักคนที่เขารู้จักว่าเขาจะต้องตายกันหมดหากกระโดดข้ามกำแพงแสง
“ผมต้องการคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์” กัปตันเปิดประเด็น “และต้องได้โดยเร็ว ก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม”
“ไม่มีครับ เรื่องนี้อยู่เหนือวิทยาศาสตร์ทุกแขนงที่เรารู้จัก ไม่มีที่ให้ความน่าจะเป็นใด ๆ สำหรับการฝันด้วยเรื่องเดียวกันและพร้อมกันแบบนี้”
แพทย์ประจำสถานีพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ในมือกำปึกกระดาษบันทึกข้อความที่ลูกเรือทุกคนในเวรนอนรอบนั้นถูกสั่งให้เขียนถึงความฝันของแต่ละคน เหงื่อในมือของเขาซึมเข้าไปในแผ่นกระดาษจนบางแผ่นบิดม้วน เขาถือมันแน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้าย ข้อความแทบทั้งหมดตรงกันชนิดที่ไม่มีช่องว่างให้ความสงสัยแทรกตัวเข้ามาได้เลย มันพ่วงความจริงที่ว่าลูกเรือกะสามบางคนต้องควบกะเพราะมีบางคนกลัวสิ่งที่ฝันจนไม่กล้ากลับไปทำงาน หนึ่งในจำนวนนั้นต้องได้รับยาเพื่อให้สงบลงได้ ปฏิบัติการกำลังอยู่ในภาวะง่อนแง่นด้วยสภาวะจิตใจของลูกเรือ ข่าวสารและความหวาดระแวงกำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ
นี่คือข้อด้อยของวิทยาศาสตร์ สิ่งที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของมนุษย์อาจมีอยู่จริงแต่ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับที่ไอน์สไตน์ผิดเรื่องการเดินทางเร็วกว่าแสง เพียงแต่เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจะต้องใช้อะไรมาทดสอบ จึงจะได้คำตอบที่พวกเขาพอใจ
“หมายความว่าเราต้องยอมรับทฤษฎีที่ว่ามีใครหรืออะไรบางอย่างกำลังจะบ่อนทำลายภารกิจของเราอย่างนั้นใช่ไหม?” กัปตันถาม
แพทย์ประจำสถานีก้มลงมองกระดาษในมือ ข้อความที่กัปตันเขียนไม่ต่างจากลูกเรือคนอื่น “หากใครจะปฏิเสธก็ต้องเริ่มจากปฏิเสธสิ่งที่ฝันและเขียนลงในบันทึกนี้ก่อน และผมอยากให้เราทุกคนในที่นี้รับรองว่าบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการประชุม”
ไมมีใครปฏิเสธ
……….
ข้อดีของการกระโดดข้ามความเร็วแสงคือมันไม่จำเป็นต้องมีสถานีปลายทาง การกระโดดแต่ละครั้งอาศัยเพียงอุปกรณ์เหนี่ยวนำให้เกิดหลุมดำชั่วคราว ตั้งพิกัดและจากนั้นก็จับเอาสิ่งที่ต้องการโยนเข้าไป สิ่งนั้นก็จะกระโดดไปปรากฏที่ปลายทาง และเมื่อตัดพลังงานที่ป้อนให้หลุมดำแล้วมันก็ไม่ต่างจากอุปกรณ์อีเล็กโทรนิกส์ที่ไม่มีแบตเตอรี่ชิ้นหนึ่ง และอีกสิ่งที่เป็นเหมือนของขวัญจากสวรรค์ก็คือยิ่งระยะทางไกลขึ้น ยิ่งใช้พลังงานน้อยลง การใช้พลังงานจะลดลงจนถึงค่าคงที่ระดับหนึ่ง ในทางทฤษฎี มนุษย์สามารถเดินทางไปจนถึงขอบเอกภพได้ถ้ามันมีอยู่จริง และนั่นหมายถึงศตวรรษของการเดินทางระหว่างดวงดาวกำลังจะเปิดขึ้น ระยะทางไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
ปัญหาใหญ่เพียงประการเดียวของมันก็คืองบประมาณ หากต้องการส่งมนุษย์ไปนอกพรมแดนของระบบสุริยะก็ต้องใช้ยานอวกาศ และนั่นทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใหญ่โตขึ้น
ปัญหาของการ “ใหญ่ขึ้น” คือต้องใช้งบประมาณสูงขึ้น เมื่อต้องการงบประมาณ เรื่องนี้จึงต้องเข้าสภานิติบัญญัติ มันเป็นที่มาของการถูกรุมทึ้งด้วยกลุ่มคนหลากหลายประเภท ตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา สื่อมวลชน และหนีไม่พ้นนักการเมือง ภาพลักษณ์ของการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของมนุษย์ถูกโหมประโคม บิดเบือน และแทรกแซง “หลุมดำ” เป็นคำเรียกที่แสดงถึงอันตรายมากเกินกว่าที่มนุษย์จะไว้ใจได้ ปฏิบัติการส่งยานอวกาศเดินทางเร็วกว่าแสงครั้งแรกของมนุษยชาติจึงต้องออกไปดำเนินการในสถานที่ที่คาดว่าปลอดภัย… หลังเงาคราสของเนปจูน เพียงเพราะอย่างน้อยมันก็ได้ชื่อว่าอยู่นอกระบบสุริยะ ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันว่ามันปลอดภัยมากแม้จะทำกันหลังบ้านใครสักคนก็ตาม
เช่นเดียวกับการยิงอนุภาคเพื่อสร้างหลุมดำจิ๋วครั้งแรกของนักวิทยาศาสตร์ที่สวิสเซอร์แลนด์ พวกเขาได้รับทั้งดอกไม้และก้อนหิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลัง และส่วนใหญ่ตกใส่นักวิทยาศาสตร์มากกว่าตกลงไปในหลุมดำ
……….
“ผมต้องยอมรับประการหนึ่งว่าเรื่องนี้อยู่เหนือขอบเขตของวิทยาศาสตร์ที่เรารู้จัก เรารู้แต่เพียงว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มแน่ ๆ ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ผมอยากให้ใครก็ได้ในที่นี้ช่วยสร้างทฤษฎีมาสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผมฟังสักหน่อย” กัปตันเรียกร้อง
“ภูมิปัญญาที่เราไม่รู้จัก” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโครงการพูดขึ้น เขาเป็นชายสูงอายุที่ปกติจะขลุกอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และแผ่นกระดาษ ด้วยความเห็นที่ก้าวหน้าทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้ต่อต้านการออกเดินทางไกลด้วยทุนมหาศาล ‘ทำมันที่ทะเลทรายก็ได้’ เขาเคยพูดไว้ แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่ชนะการเมือง มันทำให้เขาต้องร่วมทีมนี้มาอย่างไม่มีทางปฏิเสธได้
“มนุษย์ไม่สามารถสร้างปรากฏการณ์แบบนี้ได้ เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่ามันเกิดจากภูมิปัญญาที่สูงกว่าการรับรู้ของเรา ผมไม่อยากให้เสียเวลาอันมีค่า ผมคิดว่า…มนุษย์ต่างดาวทำมันขึ้นมา” น้ำเสียงของเขาบอกถึงความไม่มั่นใจเมื่อพูดถึงมนุษย์ต่างดาว เรื่องนี้ไม่ควรหลุดออกมาจากปากของนักฟิสิกส์ แต่เขาก็พูดต่อ
“เนื้อหาในความฝันนั้นชัดเจน บอกว่าถ้าเรายังดื้อดึงกระโจนข้ามความเร็วแสงไปนอกระบบสุริยะจักรวาล จะเกิดอันตรายถึงชีวิตกับทุกคน ผมไม่สามารถจินตนาการถึงอะไรที่จะมาขู่ฆ่าพวกเราทุกคนได้นอกจากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่สามารถส่งสารมายังพวกเราผ่านความฝัน มันชัดเจนจนผมอยากจะไปที่ห้องควบคุมแล้วเอาปืนจี้หัวต้นหนให้หันยานกลับโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และหากจะให้ประเด็นนี้จำกัดอยู่เฉพาะวิทยาศาสตร์ก็คงต้องบอกไว้ด้วยว่าผมไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า” เสียงของเขาสั่นเมื่อพูดถึงตอนท้าย
ใครคนหนึ่งเอื้อมมือไปหยิบบันทึกที่แพทย์ประจำสถานีถือไว้ไปดู เสียงกระดาษถูกพลิกดังทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์พูดจบ
“ผมเห็นด้วยเรื่องความชัดเจนของเนื้อหาในความฝัน” โปรแกรมเมอร์พูดเสริมขึ้น “แม่… เออ… คนที่เรารู้จักลอยตัวในสภาพไร้น้ำหนักอยู่ตรงหน้าในตำแหน่งถุงนอนของแต่ละคน ผู้ส่งสารไม่เลือกสภาพแวดล้อมอื่นที่จะทำให้เราไขว้เขว ทุกคนรู้สึกเหมือนกับสิ่งนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าในขณะที่กำลังหลับ ผมคิดว่ามันทำให้เรารู้สึกได้ว่าความประสงค์ร้ายนั้นอยู่ภายในสถานีนี้เอง และมันพร้อมจะจัดการพวกเราทันทีที่เราไม่ปฏิบัติตาม”
เสียงใครคนหนึ่งกำลังสะอื้น กัปตันรู้สึกว่าอุณหภูมิห้องลดต่ำลงกว่าที่เคย หนาวจนจับขั้วหัวใจ นาฬิกาบอกเวลานับถอยหลังไม่ถึงหกชั่วโมง
“ท่านสุภาพบุรุษ” เสียงรองกัปตันพูดขึ้น ในมือถือปึกกระดาษยับย่นที่ขอมาจากแพทย์ประจำสถานี “เรากำลังถูกบลัฟ”
……….
โครงการอวกาศเป็นเรื่องของขีดจำกัดและความคุ้มทุน สถานีอวกาศและยานอวกาศทั้งหลายที่ถูกส่งออกไปนอกบรรยากาศโลกตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาเหมือนพ่อแม่ที่ยังไม่พร้อมจะมีลูกแต่ตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ มนุษย์ออกไปบุกเบิกอวกาศก่อนเวลาอันควรด้วยเทคโนโลยีที่ยังไม่พัฒนาพอมาตั้งแต่ต้น โครงการนี้ก็เช่นกัน
อุปกรณ์ พลังงาน อาหาร อากาศ จำนวนคน และทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องถูกคำนวณอย่างดีก่อนส่งขึ้นไปปฏิบัติการ หากสถานีอวกาศจะต้องเดินทางไปเนปจูน มันก็จะบรรทุกทรัพยากรทุกอย่างไปเพียงพอแค่ไปถึงเนปจูนและเดินทางกลับ ไม่มีโอกาสให้แวะชมวงแหวนดาวเสาร์ และไม่มีโอกาสให้ผิดพลาดและลองใหม่
ขั้นตอนคือสถานีอวกาศเดินทางไปใกล้ดาวเนปจูน จากนั้นปล่อยยานอวกาศขนาดสองที่นั่งให้ลอยห่างออกไป มันจะเข้าไปหลังดาวเนปจูน สร้างหลุมดำชั่วคราวแล้วกระโจนข้ามความเร็วแสงไปยังจุดหนึ่งนอกระบบสุริยะจักรวาล ปล่อยดาวเทียมดวงหนึ่งที่จะส่งสัญญาณกลับมาเพื่อยืนยันการไปถึงของมัน ระหว่างนั้นสถานีอวกาศจะโคจรรอบดาวเนปจูนแล้ววกกลับไปยังโลก ยานอวกาศที่ส่งออกไปจะกระโจนข้ามความเร็วแสงกลับมาเทียบที่สถานีอวกาศและเดินทางกลับบ้าน
กระบวนการทั้งหมดมีโอกาสเพียงครั้งเดียว ไม่มีการวนกลับแล้วลองใหม่หากครั้งแรกล้มเหลว
……….
“เรากำลังถูกบลัฟ” รองกัปตันพูดขึ้น เธอเป็นผู้หญิงวัยสี่สิบต้น ๆ ที่แทบไม่มีดีกรีอะไรต่อท้ายชื่อให้เป็นที่รู้จักแต่เข้าร่วมโครงการด้วยคะแนนสอบที่สูงลิบ ด้วยบุคลิกที่ดี เงียบขรึม สงวนท่าที และมีความเป็นผู้นำสูง กัปตันคิดอยู่เสมอว่าเสร็จภารกิจนี้รับรองได้ว่าหน้าที่การงานของเธอก้าวไปไกลแน่
“หมายความว่าอย่างไร” กัปตันถาม “คุณกำลังจะบอกว่าเราถูกหลอกอย่างนั้นหรือ”
“ฉันกำลังคิดว่าเรื่องนี้มีความนัยแฝงอยู่ ข้อความถูกส่งมาถึงพวกเราหลังการสื่อสารครั้งสุดท้าย แปลว่าพวกนั้นต้องการให้เฉพาะพวกเราในปฏิบัติการเป็นผู้ตัดสินใจ การสื่อสารแบบโต้ตอบต้องใช้เวลามากกว่าแปดชั่วโมงและพวกเขาเลือกเวลาที่เราไม่สามารถขอความเห็นจากโลกได้…นั่นประการหนึ่ง และอีกเรื่องหนึ่งคือทำไมพวกนั้นไม่บอกเราก่อนหน้านี้ ลองคิดว่าถ้าค่อย ๆ ปลูกต้นไม้แห่งความกลัวใส่สมองพวกเราให้มันโตช้า ๆ จะชักจูงเราได้ดีกว่าหย่อนระเบิดแห่งความกลัวลงมากลางวงพวกเราแบบนี้ ฉันว่าปฏิกิริยาโต้ตอบของมนุษย์จะคาดการณ์ได้ยากกว่า”
สองสามคนพยักหน้าเห็นด้วย
“ฉันคิดว่าพวกนั้นคงเฝ้าสังเกตพวกเรามาระยะหนึ่งแล้ว เราผ่านการทดลองมาหลายขั้นตอนกว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ แล้วถ้าพวกนั้นจะหยุดพวกเราก็แค่แปลงร่างเป็นอับราฮัม ลินคอล์นไปบอกประธานาธิบดีในฝันก็ได้ เขาหยุดโครงการได้ตั้งแต่ต้นและไม่มีความเสี่ยงสำหรับพวกนั้นด้วย พวกเราเองยังมีโอกาสตัดสินใจปฏิบัติภารกิจต่อ แล้วทำไมถึงยังมาเลือกพวกเรา มีเวลาจำกัดอีกต่างหาก”
“คงเพราะสถานการณ์แบบนี้พวกเราอาจตัดสินใจผิดพลาดได้” กัปตันตอบ เขาไม่ได้อธิบายว่าพลาดโดยการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติกันแน่
รองกัปตันพูดต่อ “ทุกคนลองคิดดู เรากำลังเล่นโปกเกอร์กับไอน์สไตน์อยู่ เราเรียกไพ่มาแล้วสี่ใบ เรียงตั้งแต่สิบถึงคิงโพธิ์ดำ ส่วนไอน์สไตน์ไม่มีอะไรในมือเลย แล้วอยู่ดี ๆ มีมนุษย์ต่างดาวมาขอเล่นด้วยเป็นคนที่สาม เรียกไพ่ห้าใบรวดแล้วบอกให้เรายอมแพ้ซะ เขามีสิบถึงเอหน้าอื่นและเขาจะชนะ ทั้งที่ไพ่อีกใบของพวกเรานั้นถึงอย่างไรก็เป็นเอโพธิ์ดำแน่นอน เราทดลองมาแล้วกี่ครั้งกว่าจะรู้ว่าเราทำกับมนุษย์และยานอวกาศได้ โอกาสผิดพลาดของพวกเราต่ำมาก พวกนั้นกำลังบลัฟเราอยู่”
“พวกนั้นจะเสียอะไรหากเรากระโดดข้ามความเร็วแสงได้” กัปตันตั้งข้อสงสัย
“ฉันไม่รู้ ฉันว่าพวกนั้นทำลายเราได้โดยไม่ต้องขู่ด้วยซ้ำ”
ห้องเงียบลงชั่วครู่ ใกล้ถึงเวลาปล่อยยานอวกาศเข้าทุกที
“อาจเป็นพวกเอเลียนที่ผูกขาดการเดินทางเร็วกว่าแสงไว้เพียงเผ่าพันธุ์เดียวในกาแลกซี่ทางช้างเผือก และจะเสียโอกาสหรือขาดทุนถึงขั้นล้มละลายหากมีคู่แข่งเกิดขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่ในรุ่นของเราแน่ แต่อีกสี่หรือห้าสิบปีข้างหน้าอาจเป็นไปได้ถ้าเทคโนโลยีของเราดีขึ้น และเราสามารถทำให้การเดินทางระหว่างดวงดาวเหมือนการไปซื้อของที่ซูเปอร์มาเก็ต แล้วเราอาจจะได้ซื้อของจากมิสเตอร์สปอ๊คก็เป็นได้” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์บอกจินตนาการของเขา
“หรือไม่ เราก็จะได้พบกับดาร์ธ เวเดอร์ในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า” โปรแกรมเมอร์โครงการพูดขึ้น
มันดังพอจะทำให้กัปตันต้องหยุดคิด และเขาต้องตัดสินใจในอีกไม่นาน
……….
พวกเขากำลังเดินทางกลับ ไม่มีมนุษย์ต่างดาว ไม่มียานอวกาศไร้สัญชาติพร้อมปืนใหญ่พลังแสง ไม่มีภยันตรายอันคาดไม่ถึง
ตามโครงการ ไม่ว่าจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จหรือไม่ พวกเขาจะเดินทางกลับด้วยยานอวกาศอีกลำที่แยกตัวออกมาจากสถานีอวกาศ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแบกสัมภาระขนาดใหญ่กลับ พวกเขาจะปล่อยให้สถานีและยานอวกาศขนาดเล็กที่ส่งนักบินสองคนเดินทางพ้นความเร็วแสงครั้งแรกกลายเป็นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของการเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงของมนุษยชาติต่อไป
สำหรับกัปตันแล้ว แค่การได้มาอยู่ในสถานีอวกาศสุดขอบระบบสุริยะเป็นความท้าทายในเรื่องที่ไม่มีวันเอาชนะได้อย่างหนึ่งของมนุษย์แล้ว การทำงานในสภาวะปิดและแยกตัวอย่างสมบูรณ์ของสถานีแห่งนี้ทำลายสถิติทุกอย่างที่เคยบันทึกไว้ในโลกไปหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนคนที่ใช้ ระยะทางไกลสี่ชั่วโมงแสง การบริโภคอาหารและอากาศที่ไม่เคยมีการเดินทางครั้งใดในอวกาศจะใช้มากเท่านี้ และที่สำคัญที่สุดคือมันใช้ทรัพยากรมหาศาลเกินกว่านักการเมืองคนใดจะจินตนาการได้ …ไม่ว่าภารกิจจะสำเร็จหรือล้มเหลวมันก็จะยังเป็นสถิติอันยิ่งใหญ่อยู่ดี และคงอีกนานกว่าจะทำลายลงได้
กัปตันลอยตัวไปที่กระจก เขามองเห็นเสี้ยวหนึ่งของดาวเนปจูนอยู่ที่มุมหนึ่ง จากนั้นแนบหน้าเข้าไป พยายามใช้สองมือบังแสงจากในห้องเพื่อจะได้เห็นมันชัดขึ้น…เป็นครั้งสุดท้าย รองกัปตันลอยตัวมาใกล้ ๆ เหนี่ยวขอบกระจกเอาไว้ไม่ให้ชนกับผนัง
“คุณไม่ได้เขียนในบันทึกว่าคุณฝันถึงใคร” รองกัปตันพูด
“จำเป็นด้วยหรือ”
“บอกฉันมาเถอะ ใครก็ได้ คุณจะโกหกก็ยังได้”
กัปตันแนบหน้ากับกระจกเข้าไปอีก ซ่อนใบหน้าไว้ในวงฝ่ามือ “เมียผม ตอนนี้คงนั่งรออยู่ที่บ้าน”
“คุณนี่กล้าดีจริง ๆ”
ข้างหลังพวกเขา ลูกเรือกำลังฉลองกันอยู่…
ชีวิต นิรันดร์
ประธานาธิบดี เว่ย ถูกเรียกตัวเข้าประชุม กลางดึก
มันเป็นเวลา ตีสาม ของคืนที่หนาวเย็นที่สุด คืนหนึ่งในชีวิตของเขา
โดยปกติ เรื่องที่มีความสำคัญขนาดเรียกประชุมผู้นำประเทศในเวลาเช่นนี้ได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องสงครามโลกเท่านั้น
แต่ไม่ใช่ วันนี้
… อ่านเพิ่มเติม “ชีวิต นิรันดร์”
เร็วกว่าแสง
คนขับรถเมล์: “คุณไปทำงานทันแน่ครับ เพราะรถเมล์คันนี้วิ่งได้เร็วกว่าแสง”
ผู้โดยสาร: “แต่มันเลยป้ายที่ผมจะลงมาหลายป้ายแล้วครับ”
วันสิ้นโลก
17/12/2012
เด็กน้อยมองผ่านกล้องดูดาวของเขาอีกครั้ง จุดสีขาวเล็กๆ ที่ริมขอบฟ้าทางทิศตะวันตกยังคงปรากฏอยู่เช่นเดิม เขาไม่ได้ตาฝาดไป เด็กน้อยหันกลับไปหาหนังสือคู่มือดูดาวฉบับกระเป๋าที่แถมมากับตัวกล้อง ตามข้อมูลที่หนังสือเล่มนี้ระบุเอาไว้ ไม่ควรจะมีสิ่งใดปรากฏอยู่บนฟากฟ้า ณ ตำแหน่งนั้น
พ่อของเขาที่กำลังนอนดูการถ่ายทอดสดอเมริกันฟุตบอลคู่โปรดอย่างสบายอารมณ์ ดูจะไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ที่ลูกชายกำลังเล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้น
“หนังสือเล่มเล็กๆ ของลูกนั่นเชื่อไม่ได้หรอก”
สายตาของเขายังคงไม่ละจากหน้าจอโทรทัศน์
“ถ้าลูกสนใจมากขนาดนั้น วันเสาร์หน้าพ่อจะพาลูกไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับการดูดาวแบบจริงๆ จังๆ เลย”
#####
เจฟ พึ่งได้รับตำแหน่งใหม่ในหอดูดาวแห่งอริโซนาเมื่อไม่นานมานี้ เขามาขึ้นเวรตามปกติเหมือนเช่นเคย งานประจำในช่วงนี้ของเขาคือการตรวจสอบแผนที่ของดวงดาราในขอบฟ้าทางทิศตะวันตก การทำงานคนเดียวในยามค่ำคืนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เขาโปรดปรานเป็นที่สุด
เสียงเพลงบรรเลงดังผ่านลำโพงของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เขากำลังใช้งานอยู่ เครื่องเล่นเพลงขนาดจิ๋วของเขาถูกต่อเข้ากับมัน นี่เป็นการละเมิดกฎของสถานที่ทำงานแห่งนี้ แต่คืนนี้มีเขาอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น
มีข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอ นี่ก็เป็นการละเมิดกฎอีกข้อหนึ่งเช่นกัน เรย์ เพื่อนของเขาส่งข้อความมาถึง คืนนี้เขาคงขึ้นเวรเช่นกัน พวกเขาเป็นเพื่อนที่ไม่เคยพบหน้ากันจริงๆ มาก่อน แต่พวกเขาต่างกำลังมองไปบนท้องฟ้าเดียวกัน ทำงานเหมือนๆ กัน แต่จากตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลกันหลายร้อยไมล์
‘มีอะไรแปลกๆ ข้างบนนั่น’
สองชั่วโมงหลังจากที่ข้อความสั้นๆ นี้ถูกส่งมาถึง พวกเขาต่างกำลังช่วยกันตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดใหม่อีกครั้ง การยืนยันจากตำแหน่งที่แตกต่างกันบนพื้นโลกทำให้ผลการคำนวณมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น และนั่นยิ่งทำให้พวกเขาไม่เชื่อในสิ่งที่ได้พบ
‘มันเป็นไปไม่ได้’
เรย์ส่งข้อความมาอีกครั้งหลังจากเงียบหายไปพักหนึ่ง
‘เราต้องกดปุ่มนั่น’
เจฟตอบข้อความกลับไป
‘นายจะได้กลายเป็นตัวตลกน่ะสิ’
เมื่อหลายปีก่อนเคยมีนักดาราศาสตร์ชื่อดังคนหนึ่งได้ค้นพบดาวหางดวงใหม่ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นมากมายนัก ยังคงมีการค้นพบดาวหางที่ไม่มีใครรู้จักอยู่ แม้จะไม่บ่อยนัก แต่ชายคนนั้นได้ทำการคำนวณวิถีโคจรของมัน และได้ผลลัพธ์ที่น่าตื่นตะลึงออกมา เขาตัดสินใจกดปุ่มๆ หนึ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอบนเครือข่ายของนักดาราศาสตร์ทันที ปุ่มที่หลายคนคิดว่าเป็นเพียงเรื่องตลกของคนดูแลระบบ
การคำนวณของเขาผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ คงเป็นเพราะความตื่นเต้น บวกกับความเชื่อส่วนตัวของเขา ผลของการกระทำในครั้งนั้นทำให้เขาต้องกลายเป็นตัวตลกในวงการนักดาราศาสตร์ ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเขาก็หายตัวไป ไม่มีใครได้รับรู้เรื่องราวของเขาอีกเลยนับจากนั้น
แม้ว่าจะมีหลายคนแสดงความเห็นให้นำปุ่มดังกล่าวออกไป แต่มันก็ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
‘ไม่มีเวลาแล้ว นายดูวันที่นั่นสิ’
‘พวกเราต้องคิดผิดไปแน่ๆ’
‘ฉันจะรับผิดชอบเอง ฉันจะไม่อ้างถึงนาย’
เจฟพิมพ์ตอบกลับไปพร้อมกับเลื่อนลูกศรบนจอไปที่ปุ่มสีแดงที่อยู่ตรงมุมบนซ้ายของเครือข่ายนักดาราศาสตร์ทั่วโลก ปุ่มที่แม้แต่ตัวเขาเองก็เคยคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องตลก นิ้วชี้ของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อลูกศรทับลงบนปุ่มนั้น
เขากลั้นใจแล้วกดปุ่ม มีหน้าต่างเล็กๆ เปิดขึ้นมา เขาลากแฟ้มข้อมูลที่บรรจุผลการคำนวณทั้งหมดของเขาใส่ลงในนั้น ข้อมูลทั้งหมดจะถูกอัพโหลดเพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปตรวจสอบอีกครั้ง
ตอนนี้ข้อความสั้นๆ กำลังถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนี้
‘อามาเกดอน’
ตัวอักษรสีแดงนี้กระพริบขึ้นบนหน้าจอของเจฟเช่นกัน เขายกมือขึ้นมากุมประสานกันพร้อมกับมองขึ้นไปบนฟากฟ้า และทำสิ่งที่เขาไม่ค่อยทำบ่อยนัก เขาเริ่มสวดภาวนา
‘…ขอให้ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ถึงแม้ผมจะต้องกลายเป็นตัวตลกก็ตาม…’
#####
เจฟถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวออกมาจากหอดูดาวแห่งอริโซนา หลังจากที่ข้อมูลเกี่ยวกับอามาเกดอนของเขาถูกอัพโหลดไปยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เขาไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย ที่เขาอยากให้มันเป็นคือทุกอย่างเงียบสงบไปจนถึงตอนเช้า แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็จะกลายเป็นตัวตลก เป็นเรื่องโจ๊กในวงการไปอีกหลายเดือน
เขาเดินคอตกตามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไปอย่างเงียบๆ เขาไม่แน่ใจว่าพวกคนเหล่านี้จะรู้เรื่องนี้แล้วหรือไม่ แต่เขาก็เพียงแค่รำพึงรำพันอยู่ในใจเท่านั้น
‘ดาวหางกำลังจะพุ่งชนโลก พวกเราจะตายกันหมดในอีกสามวันเท่านั้น’
#####
18/12/2012
มาร์ค นั่งลงที่โต๊ะภายในห้องทำงานอันหรูหรา ซึ่งเขายังไม่ค่อยคุ้นเคยกับมันสักเท่าไร ท้องฟ้าข้างนอกยังคงมืดมิด ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นสู่ขอบฟ้า เขามักจะตื่นขึ้นทำงานแต่เช้าตรู่แบบนี้เป็นประจำมาหลายสิบปีแล้ว และไม่เคยคิดจะเปลี่ยน
เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้คล้ายกับอยู่ในความฝันที่ยังไม่สิ้นสุด การหาเสียงอย่างดุเดือดที่ผ่านมาสร้างความเหน็ดเหนื่อยให้กับเขาอย่างมากมาย แต่เขาจะฉีกยิ้มกว้างทุกครั้งเมื่อถูกใครๆ เรียกว่า ‘ท่านประธานาธิบดี’
งานฉลองของปีนี้จะต้องไม่เหมือนกับปีไหนๆ ในชีวิตที่ผ่านมาของเขา ความฝันของเด็กชายตัวน้อยจากครอบครัวชนชั้นกลางได้กลายมาเป็นความจริงในที่สุด นี่คือจุดสุดยอดของความฝันแบบอเมริกัน แต่ยังก่อนเพราะนั่นยังไม่ใช่ความฝันทั้งหมดของเขา
‘ฉันจะต้องกลายเป็นที่จดจำ จะต้องเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอเมริกาอันยิ่งใหญ่’
เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นภายในห้อง ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ เขาหันมองไปยังที่มาของเสียง โทรศัพท์รูปทรงโบราณที่เข้ากันกับห้องหรูห้องนี้ แต่สีแดงของตัวเครื่องเป็นสิ่งที่ทำให้มันดูผิดที่ผิดทางอยู่บ้าง
มาร์คทบทวนความทรงจำของเขา เจ้าหน้าที่ที่นำเขามายัง ‘ห้องทำงานรูปไข่’ แห่งนี้เป็นครั้งแรก ได้แนะนำอะไรหลายๆ อย่างให้กับเขา และหนึ่งในนั้นก็เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์สีแดงเครื่องนี้
เขานึกออกอย่างรวดเร็วพร้อมกับรีบก้าวไปหามัน แต่ก่อนที่เขาจะยกหู ‘โทรศัพท์ฉุกเฉิน’ ขึ้นมา เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง และพยายามทำเสียงของเขาให้ฟังดูเยือกเย็นอย่างที่เคยถูกแนะนำให้ทำในตอนที่ต้องโต้วาทีถ่ายทอดสดกับคู่แข่งคนสำคัญของเขา
“ผมมาร์คพูดสายอยู่ครับ”
“สวัสดีตอนเช้าครับ ท่านประธานาธิบดี…ขออภัยที่ต้องรบกวนท่านแต่เช้า ผมรีรอยผู้อำนวยการองค์การนาซ่าครับ”
เสียงจากปลายสายนั้นฟังดูเยือกเย็นเหมือนกับถูกฝึกมาดีเช่นกัน
“เราเจอปัญหาอะไรหรือ”
เขาถามพร้อมกับพยายามคิดถึงความเป็นไปได้ของเรื่องร้ายๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การนาซ่า สิ่งเดียวที่เขาคิดออกคือโครงการสถานีอวกาศ แต่ถ้ามีปัญหาอะไรบนนั้น นั่นก็ยังไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอต่อการใช้สายฉุกเฉินนี้
“เราได้รับข้อมูลที่สำคัญมา เจ้าหน้าที่ของเราได้ทำการตรวจสอบยืนยันแล้ว ข้อมูลดังกล่าวมีความถูกต้อง ผมได้สั่งให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวไปแล้ว แต่มันคงขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น…ในยุคนี้ข้อมูลทุกอย่างกระจายไปอย่างรวดเร็วเสมอ”
“…เรื่องอะไรล่ะ”
หรือว่าจะเป็นเรื่องของการไปเหยียบดวงจันทร์ เรื่องการผ่าศพมนุษย์ต่างดาว หรือจะเป็นเรื่องแอเรีย51 ตั้งแต่เขาได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ เขาก็ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความลับทั้งหลายที่ผู้คนและเขาเองสงสัย ความจริงเหล่านี้บางเรื่องทำให้เขาต้องประหลาดใจ และความจริงในหลายเรื่องก็แปลกประหลาดยิ่งกว่าเรื่องราวที่เล่าลือกันเสียอีก
“มีดาวหางดวงหนึ่งกำลังจะพุ่งชนโลกครับท่าน”
เสียงของรีรอยราบเรียบราวกับเขากำลังบอกว่าเช้านี้เขาพึ่งดื่มกาแฟไปแก้วหนึ่ง
“อะไรนะ”
“มีดาวหางขนาดใหญ่ดวงหนึ่งกำลังพุ่งตรงมายังโลก จากการคำนวณมันจะพุ่งชนเราในวันที่…ยี่สิบ ธันวาคม สองพันสิบสอง หรือในอีกสองวันนับจากนี้ ตำแหน่งของการตกกระทบคาดว่าน่าจะเป็นในแปซิฟิกครับ”
เขาหยุดคิดเพียงครู่หนึ่งก่อนที่จะถามต่อไป
“…ความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นล่ะ”
“…เราคาดคะเนจากสีของมันว่าน่าจะมีแกนเป็นโลหะ…และมีขนาดใหญ่พอๆ กับเกาะฮาวาย ความเสียหาย…ก็คงพอๆ กับที่พวกไดโนเสาร์เคยเจอมาก่อนครับท่าน”
เขาเผลอส่งเสียงตวาดออกมาอย่างลืมตัว
“ทำไมเราไม่เจอมันก่อนหน้านี้ มันหลุดรอดสายตาพวกคุณไปได้ยังไง”
“ท่านครับ…ข้างบนนั่นมันกว้างใหญ่มากนะครับ และมันไม่ได้เพียงแต่หลุดรอดสายตาของพวกเราเท่านั้น แต่มันหลุดรอดสายตาของทั่วทั้งโลกเลยครับ”
เขารีบสงบจิตใจลง นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาเอะอะโวยวายอะไรแบบนี้ ตอนนี้เขาคือประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เขามีหน้าที่ที่ต้องทำ
“เรามีแผนอะไรบ้าง”
รีรอยรีบเล่าแผนการคร่าวๆ ที่ได้จากการประชุมมันสมองของนาซ่าให้มาร์คฟังอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งขอความเห็นจากเขาด้วย
แผนการนั้นเรียบง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน และมาร์คชอบที่มันเป็นแบบนั้น เขาคิดเสมอว่าแผนที่ดีไม่ควรจะซับซ้อน เพราะยิ่งมันมีความซับซ้อนมากเท่าใดนั่นก็หมายถึงมันจะต้องมีตัวแปรต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น และยิ่งมีตัวแปรมากเท่าไร โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดก็จะยิ่งมากขึ้นด้วยเช่นกัน
เขาอนุมัติแผนการนั้น พร้อมกับออกคำสั่งฉุกเฉินเพื่อเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีทันที เขาจะต้องทำการขออำนาจจากที่ประชุม ให้มีอำนาจอย่างเด็ดขาดในการบัญชาการภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินนี้แต่เพียงผู้เดียว
มาร์คหวนนึกถึงเรื่องที่เขาพึ่งคิดเมื่อครู่ก่อนที่โทรศัพท์จะดังขึ้น แล้วรำพึงอยู่ในใจ
‘ฉันไม่อยากเป็นส่วนนี้ในประวัติศาสตร์เลย…ถ้ามันจะยังมีประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่ต่อไปนะ’
#####
“เอาล่ะ ตอนนี้เรามีอะไรบ้าง”
รีรอยถามพร้อมกับมองไปรอบๆ ห้อง กี่ปีมาแล้วนะที่มันสมองทั้งหมดของนาซ่าได้มารวมกันอยู่ในที่เดียวกันแบบนี้ แม้ว่าเรื่องราวในครั้งนี้มันจะไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ายินดีสักเท่าไร แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเหล่านี้แล้ว ความมั่นใจของเขาก็กลับคืนมาอีกครั้ง
“เรามีกระสวยพร้อมใช้งานหนึ่งลำ”
“เรามีนักบินมือดีอีกสี่คน”
“เรามีระเบิดนิวเคลียร์สองลูก…ใหญ่ที่สุดที่เรามี และได้รับการอนุมัติให้ใช้งานแล้ว กำลังเดินทางมา”
“เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์อีกสองคน…แต่พวกเขาไม่เคยขึ้นไปบนนั้นมาก่อน…และไม่เคยผ่านการฝึกด้วย…”
“เรายิงมันจากพื้นดินไม่ได้หรือ”
เสียงหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา ทุกคนพากันหันไปทางผู้พูดแทบจะพร้อมกัน และจากสายตาของคนเหล่านั้น ชายในชุดทหารจึงรู้ตัวว่าได้ถามคำถามที่ผิดออกไปเสียแล้ว
“ไม่ได้หรอกครับท่านนายพล จรวดของเราไม่ได้ถูกออกแบบให้ทำแบบนั้นได้…และยังมีปัญหาอื่นๆ อีกด้วย”
รีรอยตอบเขาอย่างสุภาพ เพราะนายพลท่านนี้คือ วอเรน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั่นเอง เขารีบพยักหน้าว่าเข้าใจ ก่อนที่การประชุมจะดำเนินต่อไป
“เรามีสภาพอากาศที่ไม่ค่อยจะดีนัก…แต่ก็พอจะปล่อยกระสวยได้”
“การดัดแปลงห้องเก็บของของกระสวยให้กลายเป็นฐานปล่อยจรวด และการดัดแปลงจรวดขับดันให้ทำงานกับหัวรบนิวเคลียร์ไม่น่าจะมีปัญหา เราจะเสร็จได้ทันตามกำหนด”
มือข้างหนึ่งที่ถือปากกาถูกยกขึ้น ชายร่างเล็กพร้อมแว่นตาหนาเตอะยกมือของเขาขึ้นอย่างไม่มั่นใจนัก
“…เรามีปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่ง”
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขาทันที นั่นยิ่งทำให้เขาดูเหมือนกับพยายามจะถอยเข้าไปในเก้าอี้ที่กำลังนั่งอยู่ รีรอยจดจำเขาได้ในทันที นี่คือ คีย์ เขาเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง และเหมือนกับชื่อของเขา เขาคือกุญแจดอกสำคัญของหลายๆ โครงการของนาซ่า แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเขามากนัก
หากเขาบอกว่าเรามีปัญหา รีรอยก็มั่นใจว่านั่นต้องเป็นเรื่องจริง และนั่นทำให้เขารู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที
“…ระบบนำวิถีของเราใช้ไม่ได้บนนั้น ผมไม่คิดว่าแค่การคำนวณ แล้วปล่อยจรวดขับดันให้พุ่งออกไปแบบนั้นจะเป็นวิธีการที่ดี…เราต้องการระบบนำวิถี…ที่ใช้การได้ในอวกาศ”
รีรอยรู้ทันทีว่าเขาพูดถูก แต่ไม่มีใครสามารถแก้ปัญหานั้นได้ แม้แต่อเมริกาก็ไม่สามารถสร้างระบบนำวิถีในอวกาศให้เสร็จภายในเวลาเพียงวันเดียวได้ ดังนั้นจึงเหลือแต่การคำนวณอย่างแม่นยำ และการสวดภาวนาเท่านั้นที่พอจะพึ่งพาได้
มืออีกข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาเช่นกัน รีรอยหันไปถามผู้ยกมือทันที
“เรายังมีปัญหาอื่นอีกหรือท่านนายพล”
วอเรนกระแอมเบาๆ ก่อนที่จะยิ้มออกมา
“เปล่า…แต่ผมคิดว่าผมอาจจะมีคำตอบให้กับปัญหาของชายคนนั้น”
วอเรนพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่คีย์ ทุกคนในห้องพากันจ้องมองเขาเป็นตาเดียว โดยเฉพาะคีย์ เขามองไปที่ท่านนายพลอย่างสนใจ
#####
“คุณว่าอะไรนะ”
มาร์คแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านนายพลวอเรนกำลังอธิบายและขอความเห็นชอบจากเขา แต่หลังจากได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาก็รีบอนุมัติให้ดำเนินการได้ทันที
“เรื่องอะไรหรือครับท่าน แจ้งให้พวกเรารับทราบด้วยได้ไหมครับ”
สมาชิกในที่ประชุมคนหนึ่งถามขึ้นอย่างสงสัย มาร์คยิ้มนิดหนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไป
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก ท่านนายพลวอเรนพึ่งโทรมาแจ้งว่า…เราต้องร้องขอการช่วยเหลือจากทางอิหร่านแค่นั้นเอง”
สมาชิกทุกคนในที่ประชุมต่างอ้าปากค้างตามที่เขาคาดเอาไว้ การประชุมดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ พวกเขากำลังถกกันถึงประเด็นว่าสมควรจะเปิดเผยเรื่องราวออกไปหรือไม่ อย่างไร และจะเกิดผลกระทบกับสังคมโลกอย่างไรบ้าง
แล้วท่านนายพลวอเรนก็ติดต่อกลับมาอีกครั้ง
“ข่าวร้ายครับท่าน ทางอิหร่านไม่ยอมเชื่อเรา พวกเขาคิดว่านี่เป็นหลุมพรางที่พวกเราขุดล่อให้เข้ามาติดกับ”
มาร์คนิ่งคิดนิดหนึ่ง และทบทวนถึงประเด็นที่ถกกันอยู่เมื่อครู่ ก่อนที่จะถามกลับไป
“เรามีเวลาสักเท่าไร”
“ระบบนำวิถีในอวกาศพร้อมผู้เชี่ยวชาญต้องมาถึงให้เร็วที่สุด เราอาจต้องทำการดัดแปลงระบบให้เข้ากับสิ่งที่เราเตรียมเอาไว้”
“หมายถึงยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีใช่ไหม”
“ครับท่าน”
“…ผมจะจัดการเอง”
“ท่านจะติดต่อกับทางผู้นำอิหร่านโดยตรงหรือครับ…แต่กว่าทุกอย่างจะ…”
“ไว้ใจผมสิ ผมมีวิธีการที่รวดเร็วและได้ผลอยู่”
“…ครับท่าน”
หน่วยสืบราชการลับของเรารู้มาพักหนึ่งแล้วว่าทางอิหร่านได้แอบพัฒนาระบบนำวิถีในอวกาศขึ้นมาได้สำเร็จ และพวกเขามีแผนที่จะใช้การปล่อยดาวเทียมทางธุรกิจบังหน้า เพื่อแอบส่งดาวเทียมทางการทหารที่มีการติดตั้งฐานปล่อยจรวดขึ้นไป เพื่อใช้ขู่ที่จะโจมตีเราจากบนนั้น
ทางอิหร่านคงต้องตกใจมากหากดาวเทียมที่พวกเขาทุ่มเงินลงไปมหาศาลจะระเบิดเป็นผุยผงในทันทีที่มันขึ้นสู่อวกาศ โครงการ สตาร์วอร์ส ของเราไม่ได้เป็นเรื่องเล่นๆ อย่างที่หลายคนถูกทำให้เข้าใจ เรามีเครือข่ายอยู่บนนั้นที่จะสามารถสอยดาวเทียมดวงใดๆ ลงมาก็ได้ แต่น่าเสียดายที่มันไม่สามารถใช้ต่อกรกับดาวหางขนาดยักษ์นั่นได้
มาร์คตัดสินใจทันที
‘นี่เป็นวิธีการที่เร็วที่สุด…และหวังว่ามันคงจะได้ผล…ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง’
#####
หลังจากที่ท่านประธานาธิบดีพูดจบ ภายในห้องแถลงข่าวของทำเนียบขาวเกิดความเงียบงันขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนที่ความสับสนวุ่นวายจะระเบิดขึ้น นักข่าวทุกคนต่างพยายามแย่งชิงกันถามคำถาม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ภายในห้อง
แต่มาร์ครู้ดีว่านี่เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่หน้าจอโทรทัศน์ เขาเลิกจินตนาการถึงปฏิกิริยาของผู้คนทั่วโลก แล้วยกมือขึ้นเพื่อให้ทุกคนในห้องอยู่ในความสงบ
“เรา…อเมริกามีแผนรับมือกับวิกฤติการณ์ในครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว กระสวยอวกาศบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์จะออกบินในเช้าวันพรุ่งนี้ ดาวหางจะถูกยิงทำลาย แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยภายในตอนเย็น ทุกท่านจะได้เข้านอน และตื่นขึ้นในตอนเช้า…”
เขามองจ้องตรงไปยังกลุ่มของกล้องถ่ายทอดที่ตั้งรวมกันอยู่
“…โลกจะยังคงอยู่ และรวมถึงพวกเราทุกคนด้วย อเมริกาจะปกป้องโลกนี้เอาไว้ให้ได้ ผมขอให้คำมั่นสัญญากับพวกท่านทุกคน…”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งเพื่อดึงความสนใจของทุกคนอีกครั้ง
“ขอพระเจ้าคุ้มครองโลก…และพวกเราทุกคน”
เกิดความเงียบงันขึ้นภายในห้องแถลงข่าวอีกครั้ง
“รายละเอียดของปฏิบัติการ ท่านผู้อำนวยการองค์การนาซ่าจะมาแจกแจงให้ทุกท่านทราบต่อไป”
มาร์คเดินออกจากห้องโดยปล่อยให้รีรอยรับมือกับนักข่าวแทน เจ้าหน้าที่ทหารคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาหาเขาพร้อมส่งโทรศัพท์ให้
“ท่านนายพลวอเรนขอเรียนสายด้วยครับ”
มาร์คคาดได้ทันทีว่าเป็นเรื่องอะไร เมื่อข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก แม้แต่อิหร่านก็คงต้องยอมร่วมมือกับอเมริกา แต่ก็ยังมีเรื่องที่เขาคาดไม่ถึงอยู่ด้วย
“…ทางอิหร่านต้องการให้เราจ่ายเงินซื้อระบบนำวิถีของเขาครับท่าน”
มาร์คแทบไม่เชื่อหูตัวเอง แต่เขาก็ไม่ถามถึงราคาที่ทางอิหร่านเสนอมา ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องให้ระบบนำวิถีในอวกาศมาถึงสถานีส่งยานโดยเร็วที่สุด
“บอกไปเลยว่าเราตกลง…”
แล้วเขาก็พูดเสริมขึ้นอีกนิด
“…แต่ขอจ่ายหลังวันที่ยี่สิบนะ”
#####
คืนนั้นเป็นคืนที่ยาวนานคืนหนึ่งของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีส่งยาน และช่างเทคนิคทุกคน ที่ต้องเร่งทำงานกันตลอด พวกเขานำส่วนประกอบต่างๆ มารวมเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดออกมา ทุกอย่างต้องถูกตรวจสอบซ้ำหลายรอบจนกว่าจะมั่นใจ และมันเป็นคืน หรือวันที่ยาวนานของผู้คนทั่วโลกด้วยเช่นกัน พวกเขามารวมตัวกันในครอบครัว พูดคุยกัน หรือไม่ก็พากันไปยังสถานที่ต่างๆ ที่จัดให้มีการสวดภาวนาร่วมกัน
ในช่วงเวลานั้นจิตใจของผู้คนทั้งโลกได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นครั้งแรก
#####
19/12/2012
มาร์คกำลังมุ่งหน้าไปยังห้องแถลงข่าวของสถานีส่งยาน โดยมีรีรอยเดินเข้ามาสมทบกับเขา
“เราพร้อมมั้ย”
เขาถามสั้นๆ
“พร้อมซะยิ่งกว่าพร้อมอีกครับท่าน”
รีรอยตอบด้วยความมั่นใจ และนั่นเรียกรอยยิ้มจากท่านประธานาธิบดีออกมาได้
“คุณต้องไม่เชื่อแน่ว่าใครโทรหาผมเมื่อคืนนี้”
“…ไมเคิล แจ็คสัน หรือครับท่าน”
รีรอยตอบยิ้มๆ ดูเหมือนเช้าวันนี้เขาจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“พระสันตะปาปาต่างหาก”
“…องค์ที่อยู่ที่โรมน่ะหรือครับ”
รีรอยทำหน้างงๆ
“พระองค์มีเรื่องขอร้องผมเรื่องหนึ่ง”
“…ให้เราสวดขอพรก่อนส่งยานหรือครับ”
“เปล่า พระองค์ต้องการให้ผมเปลี่ยนชื่อกระสวยอวกาศของเรา”
#####
หลังจากที่ประธานาธิบดีมาร์คได้แถลงข่าวเรื่องดาวหางดวงนี้ออกไป ในช่วงแรกสถานีโทรทัศน์ทั่วโลกต่างพากันนำเสนอสารคดี และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องดาวหางพุ่งชนโลก มีการเชิญนักวิชาการชื่อดังต่างๆ มาให้ข้อมูล แต่ไม่นานหลังจากนั้นเมื่อทุกคนได้รับรู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ การนำเสนอข่าวก็เปลี่ยนไปราวกับนัดกันไว้
มีการเชิญผู้นำทางศาสนาต่างๆ และบุคคลที่เป็นผู้นำทางจิตรวิญญาณมาพูดคุยกัน มีการถ่ายทอดพิธีการทางศาสนาต่างๆ ที่จัดขึ้น รวมถึงภาพของผู้คนทั่วโลกที่ออกมารวมตัวกันเพื่อสวดภาวนาขอให้โลกรอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้
เมื่อเวลาปล่อยกระสวยอวกาศใกล้เข้ามา ทุกสายตาก็พากันมารวมกันอยู่ที่สถานีส่งยาน ณ แหลมคานาเวอรัลแห่งนี้ ภาพของประธานาธิบดีมาร์คที่ก้าวไปยังแท่นอย่างมั่นใจถูกถ่ายทอดไปทั่วโลก ที่เบื้องหลังของเขาคือแถวของนักบินอวกาศ และเจ้าหน้าที่ประจำยานจำนวนแปดคน ซึ่งสองคนในนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญชาวอิหร่านที่ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบระบบนำวิถีในอวกาศของพวกเขา
“สวัสดีพี่น้องชาวโลกทุกคน”
เมื่อต้องเอ่ยมันออกมาดังๆ เป็นครั้งแรก คำว่าชาวโลกนี้ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดกับเขา มันเป็นคำที่มีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ
“ที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของผมนี้คือเหล่าผู้กล้า ตัวแทนของพวกเราในการขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ภารกิจที่จะไม่มีคำว่าล้มเหลว”
เขาจงใจเน้นเสียงแสดงความมั่นใจออกมา ซึ่งอาจจะมากกว่าที่เขามีอยู่จริงๆ เสียอีก เขาเริ่มแนะนำชื่อ และหน้าที่ของแต่ละคน ซึ่งเมื่อมาถึงหนุ่มชาวอิหร่านทั้งสองคน เขาต้องตั้งใจอ่านชื่อที่ไม่คุ้นปากของเขาอย่างช้าๆ เขาไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดในการแถลงวันนี้แม้แต่นิดเดียว
เขาแถลงสรุปขั้นตอนของภารกิจอย่างย่อๆ ให้ฟังอีกครั้ง ก่อนที่จะเริ่มกล่าวปิดการแถลงในครั้งนี้
“และด้วยคำแนะนำจากองค์พระสันตะปาปา กระสวยอวกาศในภารกิจของเราในครั้งนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโฮป”
เขาหยุดนิดหนึ่งเพื่อดึงความสนใจจากทุกคน
“ความหวังของมวลมนุษยชาติจะพุ่งทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ และด้วยความหวังนี้พวกเราจะฝ่าฟันอุปสรรคในครั้งนี้ไปให้ได้…หากเรายังคงมีความหวังวันพรุ่งนี้จะต้องมาถึง”
“ขอพระเจ้า…ของพวกเราทั้งมวล จงคุ้มครองชาวโลก…ขอบคุณครับ”
#####
“ห้า…สี่…สาม…สอง…”
“…หนึ่ง…ปล่อยได้”
เปลวไฟพร้อมเสียงคำรามของจรวดขับดันดังก้อง ไอน้ำที่เกิดขึ้นจากการถ่ายเทความร้อนของจรวดไปยังน้ำปริมาณมหาศาลที่อยู่ในสระใต้จรวดขับดันพวยพุ่งเหมือนควันออกไปทุกทิศทาง กระสวยอวกาศโฮปพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงผู้บรรยายทางโทรทัศน์ดังขึ้นในหลากหลายภาษา แต่แทบจะแปลความหมายออกมาได้เป็นอย่างเดียวกัน
“ความหวังของมวลมนุษยชาติได้โบยบินขึ้นไปแล้ว”
#####
“เป็นยังไงบ้าง”
มาร์คส่งเสียงถามรีรอยหลังจากเดินเข้าไปในศูนย์ควบคุม เขาพึ่งจะกลับมาจากงานที่โบสถ์
“มีปัญหานิดหน่อย แต่ตอนนี้กระสวยก็เข้าประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้วครับ”
น้ำเสียงของเขาฟังดูเคร่งเครียดต่างไปจากเมื่อเช้านี้ ดูเหมือนจะมีหลายเรื่องเกิดขึ้นที่นี่ ในตอนนั้นเองเสียงของหัวหน้านักบินอวกาศ ผู้นำภารกิจในครั้งนี้ก็ดังขึ้น
“ข้อมูลปัจจุบันของดาวหางจากอุปกรณ์บนนี้ถูกส่งลงไปเรียบร้อยแล้ว เราต้องการทราบพิกัดการยิงโดยเร็วที่สุด”
“ไม่ต้องรีบร้อนไป เรายังมีเวลา ตอนนี้ที่เราต้องการคือความถูกต้องแม่นยำมากกว่า”
รีรอยตอบพร้อมหันไปสั่งการกับเจ้าหน้าที่อีกสองสามคน
“ขอตัวก่อนนะครับท่าน”
มาร์คพยักหน้ารับทราบ รีรอยรีบเดินไปยังห้องประชุมที่ทุกคนกำลังรออยู่ ซึ่งรวมถึงคีย์ วอเรน และเจฟ นักดาราศาสตร์ผู้ค้นพบดาวหางดวงนี้ด้วย
#####
“พิกัดการยิงพร้อม”
“จรวดขับดันพร้อม”
“ระบบจุดระเบิดหัวรบนิวเคลียร์พร้อม”
“ระบบนำวิถีในอวกาศพร้อม”
เสียงแปร่งๆ ของชาวอิหร่านที่ดังผ่านลำโพงออกมาสร้างรอยยิ้มเล็กๆ ให้ใครหลายคน แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น ความตึงเครียดก็แผ่กระจายเข้าครอบคลุมทั่วทั้งศูนย์ควบคุม หรืออาจจะเป็นทั่วทั้งโลก
“การทบทวนขั้นตอนทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์…ทุกอย่างพร้อมแล้วครับ”
รีรอยหันไปหามาร์ค เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง
“…ปล่อยจรวดลูกที่หนึ่งได้”
#####
ผู้คนทั่วทั้งโลกในตอนนี้แทบจะหายใจเข้าออกเป็นจังหวะเดียวกัน ภาพของจรวดลูกหนึ่งพุ่งทะยานออกสู่อวกาศที่มืดมิด ในใจของทุกคนต่างคิดถึงเรื่องเดียวกัน
’ขอให้โดนด้วยเถิด’
#####
ความสับสนวุ่นวายระเบิดขึ้นภายในศูนย์ควบคุม เสียงรายงานของนักบินอวกาศดังฝ่าเสียงของความโกลาหล
“ยืนยันการระเบิดของหัวรบ ยืนยันการระเบิดของหัวรบ”
“…จรวดพลาดเป้าหมาย…ยืนยันอีกครั้ง จรวดพลาดเป้าหมาย จรวดของเราระเบิด แต่ระบบนำวิถีมีความผิดพลาดเกิดขึ้น…ยืนยัน…”
“…จรวดพลาดเป้าหมาย…ดาวหางยังคงอยู่”
“…ยืนยัน…ดาวหางยังคงอยู่”
“อยู่ในความสงบด้วย”
รีรอยตวาดด้วยเสียงดังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุกคนต่างหันมามองเขาอย่างตกใจ เขาพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง
“เราต้องการข้อมูลทั้งหมดนำมาวิเคราะห์ใหม่อีกครั้ง เรายังมีจรวดอยู่อีกลูกหนึ่ง เราไม่ต้องการความตื่นตระหนก ที่เราต้องการคือคำตอบ”
ทุกคนต่างหันกลับไปทำหน้าที่ของตนอีกครั้ง มาร์คเดินเข้ามาตบไหล่รีรอย
“ฝากที่นี่ด้วยนะ”
เขาพูดก่อนที่จะเดินไปยังประตูห้อง รีรอยรู้ดีว่าเขาจะไปไหน กองทัพสื่อมวลชน และชาวโลกที่ตื่นตระหนกกำลังรอคอยเขาอยู่
#####
“ระบบนำวิถีไม่ได้บกพร่อง”
คีย์ย้ำอีกครั้ง
“เราตรวจสอบแล้ว มันทำงานได้อย่างที่มันควรจะทำ แต่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ยิงใส่ดาวหางที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แกนของมันเคลื่อนที่ผ่านอวกาศพร้อมกับส่งอนุภาคต่างๆ ออกมาโดยรอบ กระแสของอนุภาคเหล่านั้นทำให้การคำนวณเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้น”
“เราแก้ไขมันได้ไหม”
รีรอยถาม
“เราเพิ่มข้อมูลจากจรวดลูกแรกเข้าไปในระบบแล้ว คราวนี้มันควรจะทำงานได้อย่างถูกต้อง…”
วอเรนพูดแทรกขึ้น
“…แต่เรามีจรวดอีกเพียงลูกเดียว…และเราจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว”
ทุกคนพากันนิ่งเงียบก่อนที่รีรอยจะพูดขึ้น
“ท่านนายพลวอเรนพูดถูก เราเสี่ยงไม่ได้อีกแล้ว”
เขาหันไปมองวอเรน ทั้งสองสบตากันพร้อมทั้งพยักหน้า คีย์มองคนทั้งสองด้วยความสงสัย พวกเขามีแผนอะไรซ่อนอยู่กันแน่
#####
มาร์ค รีรอย และวอเรนกลับมาเจอกันในศูนย์ควบคุมอีกครั้ง คราวนี้คีย์ติดตามพวกเขาเข้ามาด้วย เขาเริ่มจะคาดเดาแผนของรีรอย และวอเรนได้แล้ว
“เราต้องใช้แผนสำรองครับท่าน”
รีรอย รายงานให้มาร์คทราบ
“แผนสำรอง…เรามีแผนสำรองว่ายังไงล่ะ”
คีย์ที่ยืนฟังอยู่จึงรู้ว่ามาร์คไม่รู้แผนของพวกเขามาก่อน วอเรนเดินเข้ามาก่อนที่จะพูดขึ้นว่า
“ผมจะอธิบายให้ท่านทราบเอง”
รีรอยจึงแยกไปทำการติดต่อกับหัวหน้านักบินอวกาศ
“ข้างบนนั่นเรียบร้อยดีไหม”
“เรียบร้อยดีครับท่าน”
“พวกเขาสร้างปัญหาหรือเปล่า”
“ไม่เลยครับท่าน…ดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็พอจะรู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว และให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดี…เราจะเริ่มปฏิบัติการเมื่อไหร่ครับท่าน”
“…รออีกสักครู่หนึ่ง”
รีรอยหันกลับไปดูมาร์ค กับวอเรนที่กำลังพูดคุยกัน ท่าทางของมาร์คแสดงความตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
‘เขาคงรู้แล้ว’
#####
มีการถ่ายทอดภาพและเสียงของเหล่านักบินอวกาศไปทั่วทั้งโลก พร้อมกับการเปิดเผยรายละเอียดของแผนสำรองที่แสนจะบ้าบิ่น ระบบนำวิถีของจรวดมีข้อบกพร่อง ดังนั้นจึงไม่อาจเสี่ยงได้อีก พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะใช้ระบบนำวิถีอีกอันหนึ่งในการนำพาจรวดลูกสุดท้ายไปสู่เป้าหมาย
พวกเขาจะขับกระสวยอวกาศโฮปที่บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์พุ่งชนดาวหางดวงนั้น
#####
นักบินอวกาศแต่ละคนได้ใช้เวลากล่าวคำอำลากับผู้คนบนโลก แต่ละคนต่างกล้าหาญมุ่งมั่น และไม่เสียใจในการกระทำของตน หนุ่มชาวอิหร่านคนแรกได้พูดว่า
“ที่อยู่บนกระสวยอวกาศลำนี้ไม่ใช่ชาวอิหร่าน ไม่ใช่ชาวอเมริกัน…แต่เป็นชาวโลก…ข้างล่างนั่นก็เช่นกัน…พวกเราทุกคนล้วนเป็นชาวโลก แต่เราไม่เคยตระหนักถึงมันมาก่อน…และตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป”
แต่คำพูดทิ้งท้ายสั้นๆ ของหนุ่มชาวอิหร่านอีกคนหนึ่งได้เรียกรอยยิ้มให้เกิดขึ้นทั่วโลก
“ผมคิดแล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ พวกผมเองก็ชอบดูหนังฮอลลีวูดเหมือนกัน”
#####
ภาพของดาวหางที่ค่อยๆ เคลื่อนตรงมายังกระจกหน้าของกระสวยอวกาศโฮปถูกถ่ายทอดจนกระทั่งสัญญาณขาดหายไป ในที่สุด
“ยืนยันการระเบิดของเป้าหมาย…ยืนยันการระเบิดของเป้าหมาย”
เสียงประกาศเรียบๆ จากเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ควบคุม
“ดาวหางถูกระเบิดเรียบร้อยแล้ว”
แม้ทุกคนจะยินดีแต่ก็ไม่มีใครส่งเสียงตะโกนโห่ร้องออกมา พวกเขาได้แต่ดีใจอยู่เงียบๆ ผิดกับข้างนอกนั่น ที่ผู้คนทั่วทั้งโลกต่างพากันร้องตะโกนด้วยความยินดี
“โอ๊ะ โอ”
เสียงของคีย์ดังขึ้นท่านกลางความเงียบ เขากำลังก้มตัวอยู่เหนือเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง รีรอยรีบเดินเข้าไปหา เขาไม่ชอบน้ำเสียงของคีย์เลย มาร์คกับวอเรนรีบตามมาสบทบ
“ดาวหางถูกระเบิดก็จริง…แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ดูเหมือนยังมีบางส่วนของมันเหลือรอดอยู่…จากขนาดที่ตรวจพบคงสร้างความเสียหายให้กับโลกได้ไม่น้อย…มันกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว…”
ความโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้นในศูนย์ควบคุม รีรอยรีบเข้าคุมสถานการณ์อีกครั้ง
“หาเส้นทางของมัน เราจะใช้จรวดที่มีทั้งหมดยิงมันจากพื้นโลก”
เจ้าหน้าที่ทั้งหมดกลับคืนสู่ตำแหน่งของตนในเวลาเพียงไม่นาน พิกัดของมันปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่ในศูนย์ควบคุม
“ส่งพิกัดไปให้กับทุกประเทศทั่วโลก ใครที่สามารถยิงมันได้ให้ยิงทันที”
มาร์คตะโกนสั่งอย่างตื่นเต้น แต่ในขณะนั้นเอง เจฟ และคีย์ต่างมองดูตัวเลขแสดงพิกัดนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ทั้งสองคุ้นเคยกับตัวเลขเหล่านั้น แต่มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย
รีรอยที่เห็นท่าทางแปลกๆ ของทั้งสองจึงหันไปถามคีย์
“มีอะไรหรือ”
รีรอยไม่เข้าใจคำตอบของเขา มันดูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนี้เลย เขาตอบมาว่า
“…ดวงจันทร์…”
#####
คำตอบของคีย์ได้รับการเฉลยในไม่ช้า พิกัดที่ว่าตรงกันกับตำแหน่งการโคจรของดวงจันทร์ในช่วงเวลานั้นพอดี เศษดาวหางส่วนที่เหลือกระแทกชนเข้ากับดวงจันทร์อย่างพอดิบพอดี ส่งผลให้ทั้งดาวหาง และดวงจันทร์แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โลกปลอดภัยในที่สุด ทุกคนในศูนย์ควบคุมต่างคิดถึงสิ่งเดียวกัน มีเพียงคำเดียวเท่านั้นที่เหมาะสม
‘ปาฏิหาริย์’
#####
20/12/2012
ระหว่างงานฉลองเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ตรงเขามาหาเขาพร้อมกับโทรศัพท์ในมือ
“เรื่องด่วนครับท่าน จากผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลครับ”
มาร์คขมวดคิ้ว ยังมีเรื่องอะไรอีกนะ เขารับสายด้วยใจคอไม่ค่อยดี
“ขอโทษที่ต้องรบกวนกลางงานแบบนี้นะครับท่าน แต่ผมมีข่าวด่วนที่ต้องแจ้งให้ท่านทราบ…ข่าวร้ายน่ะครับท่าน”
“ว่ามาเลยครับ”
“…จากการที่เราสูญเสียดวงจันทร์ไปได้ส่งผลกระทบกระเทือนที่ร้ายแรงขึ้นแล้วครับ ระบบน้ำขึ้นน้ำลง และกระแสน้ำทั่วโลกเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว…และยิ่งเวลาผ่านไปผลกระทบของมันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ”
“…จะมีผลกระทบรุนแรงแค่ไหน”
“…ท่านครับ…สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในทะเลทั้งหมดบนโลกของเราวิวัฒนาการมาพร้อมกับระบบนี้ และตอนนี้ระบบได้ถูกทำลายไปแล้ว ระบบนิเวศน์ในทะเลทั้งหมดกำลังจะล่มสลาย สัตว์ทะเลจะตายลงเป็นจำนวนมากมายมหาศาล…”
มาร์คเริ่มมองเห็นภาพรวมของผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น
“…ปริมาณอาหารของโลกจะลดลงอย่างรวดเร็ว…เราจะประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในไม่ช้าครับท่าน”
มาร์คส่งโทรศัพท์คืนให้กับเจ้าหน้าที่อย่างเลื่อนลอย ท่ามกลางงานฉลองที่กำลังดำเนินไป เขาพึ่งตระหนักได้ว่าสงครามครั้งสุดท้ายจะมีหน้าตาที่น่าเกลียดเพียงใด ประเทศต่างๆ และผู้คนทั่วโลกจะก่อสงครามเพียงเพื่อการแย่งชิงอาหารกันเท่านั้น
นี่จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของวันสิ้นโลกที่แท้จริง
เจ้าหญิงนิทรา
ฝากเรื่องสั้นด้วยครับ ผมเข้ามาอ่านนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้เอาเรื่องมาลง
วรรณกรรมเรื่องแรก ๆ ในชีวิตที่อ่านก็นิยายวิทยาศาสตร์นี่แหละครับ และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านเรื่อยมา
……….
ชายชรานั่งอยู่ในเก้าอี้โยกหน้าบ้านหลังเก่า เสียงเก้าอี้กระทบกับพื้นไม้เป็นเหมือนเครื่องมือบอกเวลาอันพิลึกพิลั่นที่ดังเป็นจังหวะไปตามการเคลื่อนไหวของมัน วันเวลาทำหน้าที่กัดกร่อนชีวิตเขาอย่างซื่อสัตย์มานานพอสมควรแล้ว และเขาเองก็รู้ว่ามันจะทำร้ายเขาต่อไปได้อีกไม่นาน แต่เขาไม่คิดจะยอมแพ้ ใครคนหนึ่งที่เขาเฝ้ารอมานานยังไม่กลับมา
รถยนต์คันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าบ้าน สัญลักษณ์แปลกตาที่ข้างรถทำให้ดวงตาของชายชราส่องประกายขึ้นมาทันที คนในรถกำลังจะนำข่าวบางอย่างมาบอกเขา ถึงเวลานี้แล้ว ต่อให้เป็นข่าวร้ายที่สุดเขาก็ยอมรับมันได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้เป็นข่าวดีแม้สักนิดมอบให้เป็นรางวัลปลอบใจสำหรับการรอคอยอันยาวนานเถิด
“พบแล้วครับ” คนที่นั่งมาในรถพูด เขาเปิดประตูค้างไว้ ถ้านั่นไม่ใช่ข่าวดีที่สุดก็ต้องเป็นข่าวร้ายที่สุดอย่างที่ชายชราคิดจริง ๆ
เขาสูดลมเข้าปอดลึก ๆ รู้สึกเจ็บแปลบที่ชายโครง ถึงเวลาต้องเผชิญกับความจริงเสียที เขารอมันมานานมากจนวินาทีนี้มันกลับเหมือนความฝันมากกว่าจะเป็นความจริง ท้ายที่สุดเขาพยักหน้าแล้วก้าวขึ้นรถ
“เธออยู่ที่ไหน ?” ชายชราถาม เสียงของเขาสั่น มือของเขาสั่น ใจของเขาเต้นระรัว
“เนปจูน” ใครคนหนึ่งในรถตอบ … ชายชราทวนคำ ‘สี่พันล้านกิโลเมตร’ เขาคิด ประกายตาของเธอต้องใช้เวลาสี่ชั่วโมงเดินทางด้วยความเร็วแสงมายังโลก นั่นหมายถึงว่าถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่นะ
“ยังมีชีวิตอยู่ครับ” ชายคนเดิมพูดเหมือนรู้ใจชายชรา
“เป็นไปไม่ได้” ชายชราเปล่งคำพูดออกมาด้วยความยากลำบาก เขาคิดอยู่เสมอว่าเธอจากเขาไปชั่วนิรันดร์แล้ว สิ่งเดียวที่เขารอคอยคือใครสักคนที่จะเดินมาบอกเขาว่าเธอตายอย่างไร และเขาหวังว่าเธอคงจะไม่ทรมาน
แต่คนพวกนี้กำลังบอกเขาว่าผู้หญิงที่จากเขาไปเมื่อหลายสิบปีก่อนในการเดินทางท่องดวงดาวด้วยวิทยาการที่เหมือนทารกหัดคลานกำลังลงแข่งวิ่งมาราธอนยังมีชีวิตอยู่ภายใต้การปกปักรักษาของเทพเจ้าแห่งท้องทะเลอย่างนั้นหรือ ปาฏิหาริย์ของปาฏิหาริย์ก็ัคงไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้
“เป็นไปได้อย่างไร ?” เขาเปลี่ยนคำพูด
……….
เธอจะฝันถึงเขาหรือเปล่านะ ? ชายชราคิด เขานึกย้อนกลับไปถึงวันที่เธอบอกว่าจะต้องออกไปเดินทางบุกเบิกเส้นทางไกลเช่นเดียวกับนักเดินเรือผู้ออกแสวงหาดินแดนใหม่ เธอจะเป็นหนึ่งในมนุษย์กลุ่มแรกที่ได้เข้าเฝ้าคารวะเทพเจ้าจูปิเตอร์ด้วยงานสำรวจดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัส
‘ตอนที่ฉันกลับมา เธอจะยังรักฉันอยู่หรือเปล่า ?’
‘ผมจะรอ คุณกลับมาฟังคำตอบจากผมได้ตลอดเวลา’
การออกไปในอวกาศก็เหมือนกับการหาญท้าเทพเจ้า ข้างนอกนั่นไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์จะใช้อยู่อาศัย ทุกวินาทีและทุกหน่วยวัดระยะทางต้องแลกมาด้วยเงินทุนและความเสี่ยง เธอรักเขา และเขาก็รู้ว่าเธอยังรักการผจญภัยในอวกาศในขณะที่เขามีความสุขกับการเฝ้ามองดวงดาวในยามค่ำคืน และเขาก็รักเธมากพอที่จะนั่งมองดาวบนท้องฟ้าทุกคืนเพื่อรอการกลับมาของเธอ
…จนกระทั่งสัญญาณวิทยุจากยานของเธอเงียบหายไปก่อนเข้าวงโคจรของดาวพฤหัส เขาก็ยังคงนั่งมองดาวบนฟ้าเหมือนเดิม แม้ว่าทุกคืนที่ผ่านไปจะหมายความว่าความหวังของเขาที่จะได้พบเธอลดน้อยลงเรื่อย ๆ
หรือนี่คือการลงฑัณฑ์ด้วยสายฟ้าจากเทพจูปิเตอร์สำหรับผู้หาญกล้าไปเทียบกับเทพเจ้า ?
……….
“คุณพบเธอได้อย่างไร ?” ชายชราถาม
“ยานสำรวจดาวเนปจูนพบสัญญาณ และเข้าไปตรวจสอบ ยานของเธอลอยอยู่ในวงโคจรรอบเนปจูน พวกเขาพบเธอรอดอยู่คนเดียวในแคปซูลครับ”
“แล้วคนอื่น ๆ ละ ?”
“ยานถูกอุกาบาตลูกใหญ่วิ่งทะลุตามยาวอย่างแรงจนแทบจะแตกเป็นสองเสี่ยง มันสูญเสียแรงดันอากาศ พลังงานส่วนใหญ่ และคอมพิวเตอร์หลักในวินาทีที่ถูกชน เราไม่รู้ว่าเธอเข้าไปอยู่ในแคปซูลได้อย่างไร คงเพราะเธออยู่ใกล้ ๆ และมีใครที่ยังรอดในไม่กี่วินาทีคอยช่วยตั้งโปรแกรมถ่ายพลังงานจากแบตเตอรี่สำรองไปเข้าแคปซูลช่วยชีวิต เธอทำมันจากในแคปซูลไม่ได้ …ถ้าไม่ทำอย่างนั้นเธอไม่มีทางรอดมาได้ถึงตอนนี้แน่”
“คุณกำลังพาผมไปพบเธอ” เสียงของชายชราสั่นอีกครั้ง และครั้งนี้มันเบาจนเหมือนเสียงกระซิบ
……….
เธอนอนอยู่ในแคปซูลช่วยชีวิตทรงกระบอก มันยังอยู่ในภาวะแช่แข็งเพื่อหยุดการทำงานทุกอย่างของร่างกาย กระจกโค้งที่ด้านบนเผยให้เห็นใบหน้าที่เขาไม่เห็นมาหลายสิบปี เธอลอยอยู่ในโฟมใส เขารู้สึกเหมือนกับว่าเธอเพิ่งจะออกเดินทางไปเมื่อวานนี้เอง รูปหน้า ลักยิ้ม และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเธอยังคงอยู่ตรงนั้น ในขณะที่ร่างกายของเขาผุกร่อนและแก่ชราจนแทบใช้การไม่ได้
“แบตเตอรี่เกือบหมดตอนที่เราไปพบเธอ ไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะอยู่รอดได้นานขนาดนั้น เราไม่แน่ใจว่าจะปลุกเธอขึ้นมาได้อีกครั้งหรือเปล่า” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกกับชายชรา ‘คงเป็นความกรุณาของเนปจูนที่ช่วยเธอเอาไว้’ เขาคิด ไม่อย่างนั้นเธอคงล่องลอยไปสู่นิรันดร์กาลแล้ว
ชายชราคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างเชื่องช้า ข้อต่อหัวเข่าที่เสื่อมมาหลายปีทำให้เข่าทั้งสองข้างส่งเสียงร้องระงม เขาจุมพิตลงไปบนกระจกอย่างช้า ๆ และทะนุถนอม คาดหวังให้ความปรารถนาทั้งหมดที่มีผ่านไปยังเธอที่หลับอยู่ข้างใน
กระบวนการปลุกใช้เวลาไม่นาน แต่กับชายชราแล้วมันเหมือนกับเวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตตนเองถูกใช้เพื่อแลกกับการรอคอย พลังชีวิตของเขาเหมือนค่อย ๆ ดับลง เขาสูดหายใจลึก ๆ อีกครั้ง อาการเจ็บชายโครงยังเป็นอยู่เหมือนเดิม แต่เขาไม่สนใจมัน เธอเป็นสิ่งที่เขาเฝ้ารอ และเขาจะรอ ไม่ว่ามันจะใช้เวลานานเพียงใด
……….
ในที่สุด ฝาครอบแคปซูลเปิดออกช้า ๆ ชายชราได้รับโอกาสให้เป็นคนยืนข้างแคปซูลตอนที่มันเปิดออก เขารู้สึกว่าหัวใจของเขาเหมือนจะหยุดเต้น แต่ถ้ามันจะหยุดเต้นเพื่อให้เธอฟื้นขึ้นมาเขาก็จะยอมสละมัน
“เธอยังรักฉันอยู่ใช่ไหม ?” เธอลืมตาขึ้น และถามเขาด้วยเสียงแหบพร่าหลังจากหลับไปนานสี่สิบกว่าปีโดยไม่กังขาว่าชายชราคนนี้เป็นใคร
“ผมรักคุณ ถ้าคุณไม่รังเกียจ คนแก่คนนี้อยากจะขอคุณแต่งงาน … แต่งงานกับผมนะครับ”
“ฉันรักเธอ … ฉันจะแต่งงานกับเธอ” เธอตอบ
ได้อย่างเสียอย่าง
ในที่สุด ไอแซ็ค อาซิเมียฟ ก็สามารถแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนได้สำเร็จ ทำให้อุณหภูมิของโลกเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังคงมีสีหน้าวิตกกังวลอยู่ เขามองดูท้องฟ้าที่กำลังมืดมิดลงเรื่อยๆ ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง จนกระทั่งอาร์เธอร์ ซี. คลิก เพื่อนรักอดที่จะเอ่ยถามไม่ได้
อาร์เธอร์ – “เป็นอะไรไปหรือเพื่อน ผมเห็นคุณนั่งหน้าเศร้ามาตั้งนานแล้ว”
ไอแซ็ค – “คือ…ผมมีข่าวดีและข่าวร้าย
อาร์เธอร์ – “เอาข่าวดีก่อน
ไอแซ็ค – “ข่าวดีก็คือ ในที่สุดผมก็สามารถแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนได้สำเร็จ”
อาร์เธอร์ – “มิน่าเล่า ผมรู้สึกได้ว่าอากาศกำลังเย็นลงเรื่อยๆ แล้วข่าวร้ายล่ะ”
ไอแซ็ค – “เอ้อ…ผมทำดวงอาทิตย์ดับ”
โดย วรากิจ เพชรน้ำเอก
ตึกระฟ้าท้าไฟนรก โดย วรากิจ เพชรน้ำเอก
เปลวเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงบนชั้นที่ 30 แล้วลามขึ้นไปจนเกือบถึงดาดฟ้าของตึกแกรนด์ทาวเวอร์ซึ่งสูง 150 ชั้น เสียงร้องขอความช่วยเหลือถูกเสียงประทุของเปลวไฟที่กำลังลุกโหมอย่างหนักกับเสียงก๊าซที่ระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงดังกลบจนหมดสิ้น ผู้คนที่กำลังตื่นตระหนกอยู่บนถนนเบื้องล่างต่างหวีดร้องอย่างตกตะลึงกับภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เมื่อร่างของผู้เคราะห์ร้ายหลายคนที่ตัดสินใจพุ่งออกมาจากหน้าต่างเพื่อหนีความร้อนราวกับไฟนรก ที่กำลังแผดเผาร่างกายของพวกเขาอย่างสุดแสนทรมานลอยละลิ่วลงมา เสียงร้องโหยหวนขณะที่ร่างของพวกเขากำลังแหวกอากาศเพื่อหนีความตายจากเบื้องบนเพื่อลงมาจบชีวิตที่เบื้องล่างคนแล้วคนเล่า ทำให้ผู้คนที่เห็นภาพอันสยดสยองต่างกรีดร้องราวกับเสียสติ
อ่านเพิ่มเติม “ตึกระฟ้าท้าไฟนรก โดย วรากิจ เพชรน้ำเอก”
อาวุธชีวภาพ โดยคุณ รังสรรค์ โยธาประเสริฐ
บันทึกผู้บังคับหมวด บี วันที่ 27.04.12 เวลา 17 ยูทีซี
หลังจากยานสเปซคร๊าฟ ‘อัคคีเวหา’ ของเราเกาะติดกับจรวดส่ง ขึ้นเหนือพื้นดินบริเวณฐานเส้นศูนย์สูตรขึ้นมาได้ระยะสูง9.4ไมล์ มันก็แยกตัวออกจากยานขนส่งแล้วทะยานไต่ระดับขึ้นสูง 80ไมล์ เหนือพื้นโลก มันขับเคลื่อนด้วยจรวดไฟไปในทิศทวนการหมุนรอบตัวเองของโลก ทั้งนี้ก็เพื่อหนีการตรวจจับจากเรดาร์ของข้าศึกและด้วยความเร็ว3,500 ไมล์ต่อชั่วโมง ณ ระดับนี้ เราทั้งหมดก็อยู่ในภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลา8นาที นานพอที่ผมจะเซทตั้งอุปกรณ์นำร่องเพื่อดิ่งสู่พื้นเราจะทะลุชั้นบรรยากาศโลกอีกครั้งเมื่อยาน ‘อัคคีเวหา’ ผ่านตำแหน่งพิกัดเส้นแบ่งเวลาโลก ณ ระดับความสูง 50 ไมล์ ปีกด้านท้ายยานก็จะยกขึ้นตั้งทำมุม 90 องศากับลำตัวยาน นับถอยหลังจากนี้60 วินาทีเครื่องยนต์จะดับ เราจะดิ่งสู่เป้าหมายโดยแรงดึงดูดของโลกเอง
จบรายงานแยกสู่กองทัพไทย ไฟล์ที่ 001.เอ็มพี 9
อ่านเพิ่มเติม “อาวุธชีวภาพ โดยคุณ รังสรรค์ โยธาประเสริฐ”
เดอะลอสท์ทาวน์ นครที่สาบสูญ : Chale Magpie
I บุรุษสามล้อแดง แสงทำลายจากยานมอลลัส ผ่านระวางสินค้าเข้าปะทุ ถังพลาสมานับร้อยในนั้นให้ระเบิดต่อกันเป็นลูกโซ่ แรงระเบิดส่งให้ยานลำหนึ่งเสียหลักเข้าชนกับเครื่องยนต์เหนือแสง ทำให้ส่วนนั้นหายไปทั้งแถบ สัญญาณอพยพกังวานโหยหวนระคนกับเสียงแตกทำลาย ผลักดันให้ทุกคนวิ่งไปยังยานชูชีพโดยไม่คิดชีวิต เพียงอึดใจเดียวยานเล็กทั้งหมดก็จากไปโดยไม่มีใครทราบว่า ลูกเรือส่วนหนึ่ง ถูกทิ้งให้เผชิญชะตากรรมอยู่เบื้องหลัง เปลวพลาสมายังคงพุ่งกระจายออกไปตามรอยรั่วยานอย่างไม่หยุดยั้ง ฝูงสลัดมอลลัสไม่อาจรอดูผลงานของมันได้ เพราะภาพจากตาเท่ากำปั้นกับพวงสมองขนาดชามซุบของมันตีความได้ก็คือ แทนที่มันจะได้ ลิ้มรสอาหารที่ปล้นได้ กลับจะต้องพบกับยานที่กำลังจะระเบิด ถ้ายังอ้อยอิ่งอยู่ต่อไป ก็มีหวังได้ระเหยกลายเป็นไอไป โดยไม่มีโอกาสทิ้งซากให้ลูกๆมันกินเป็นแน่ แต่เมื่อพลาสมามอดดับลง ยาน “โทรจัน 3”
อ่านเพิ่มเติม “เดอะลอสท์ทาวน์ นครที่สาบสูญ : Chale Magpie”
คำเตือนจากขอบจักรวาล โดย วรากิจ เพชรน้ำเอก
ยานสำรวจอวกาศซีซาร์วัน ส่งสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินเป็นระยะๆ มันค้นพบวัตถุลึกลับ ที่กำลังเดินทางตรงดิ่งมายังวงโคจรของโลกราวกับถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ มันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงมากยิ่งกว่ายานสำรวจอวกาศใดๆ ที่มนุษย์เคยส่งขึ้นไปเพื่อสำรวจจักรวาล และขณะนี้มันได้ผ่านวงโคจรของดาวอังคารมาแล้ว สถานีอวกาศนานาชาติและกระสวยอวกาศไททัน ได้รับคำสั่ง ให้ติดตามวัตถุลึกลับจากนอกระบบสุริยะอย่างไม่ให้คลาดสายตา และ แจ้งศูนย์ป้องกันภัยทางอวกาศในทันทีที่มันมีท่าทีที่อาจจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์
คลื่น
ผนังห้องที่สั่นไหวเบาๆส่งเสียงเพลงนุ่มนวลลอยตัวอ้อยอิ่งออกมา …
นักเที่ยวขยับตัวเข้ากับจังหวะเพลง ถือแก้วเครื่องดื่มในมือพลางหันพูดคุยกับเพื่อนรอบข้างอย่างร่า เริง…
ผนังห้องโดยรอบบิดตัวเล็กน้อยตามจังหวะก่อเกิดเสียงดนตรีแนว อัลเทอเนทีฟ ผสานจังหวะเครื่องเคาะที่สนุกสนานพร้อมเสียงเครื่องดนตรีอีเล็ก ทรอนิคส์ ฟังแปลกหู…
มองดูทั่วๆเห็นคนนั่งเป็นกลุ่มๆแยกย่อยกันออกไปและต่างถูกปกคลุ มด้วยเสียงดนตรีที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางโต๊ะ เป็น ร็อคแอนโรลแบบโบราณ บ้างเป็น แจ๊ส, บ้างเป็น อาร์แอนด์บี แต่ สียงของแต่ละกลุ่ม กลับแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดได้อย่างน่าประหลาดใจ พื้นที่แต่ละแห่งถูกโอบอุ้มด้วยเสียงดนตรีของตนและอยู่แต่ในพื้ นที่ของตนเท่านั้น
สำหรับบุคคลที่นั่งอยู่ภายนอก คุณเพียงแต่ได้ยินเสียงดนตรีของแต่ละกลุ่มเบาๆโดยไม่ถูก รบกวนจนรำคาญหู
ใช่แล้ว…
จากผนัง,พื้น,เพดาน หรือแม้แต่โต๊ะเก้าอี้ในบริเวณนั้น ต่างก็เป็นตัวให้กำเนิดและควบคุมเสียงให้อยู่ในบริเวณเดียวเท่านั้น ซึ่ง การสั่นเบาๆเหล่านั้น แทบจะไม่สามารถสังเกตเห็นหรือรับรู้ได้เลยหากไม่ตั้งใจเพ่งมอง มันเป็นเวลานาน…
ความเป็นเอกเทศอย่างน่าประหลาดใจในที่สาธารณะ
ฝูงชนอันร่าเริงดูหนาแน่นเป็นพิเศษสำหรับวันทั่วๆไปแบบนี้
ใช่แล้วเดี๋ยวนี้คุณไม่ได้เห็นวันหยุดกันแล้ว ต้องขอบคุณองค์กรการค้าโลก…
งาน 24ชั่วโมง, 365 วัน…
แต่ถึงแม้ฝูงชนที่ดูสนุกสนานร่าเริงเพียงใด ก็ไม่สามารถสร้างผลกระทบแม้เพียงเล็กน้อย แก่ บวรศักดิ์ ได้
บวรศักดิ์ ชายอายุประมาณ 45ปี นั่งขดตัวหลังโก่งงออยู่หน้าเคาน์เตอร์อย่างหดหู่ ในชุดสีดำเข้ม ด้วยผ้าฝ้ายสังเคราะห์ตามสมัยนิยมทำให้ผ้ายังดูใหม่เรียบและสะอาด แม้จะไม่ได้เปลี่ยนชุดมากว่าอาทิตย์แล้ว ต้องขอบคุณเหล่าสิ่งมีชีวิตสังเคราะห์เซลเดียวจำนวนมหาศาลที่วิ ่งพล่านไปมาทั่วทั้งชุดเพื่อคอยกัดกินคราบสกปรก และต้องขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับการผ่าตัดพันธุกรรมที่ทำให้มันมี ชีวิตอยู่ได้เพียงบนเนื้อผ้าสังเคราะห์นี้เท่านั้น (ใช่…น่าสยองไหมล่ะถ้าพวกมันสามารถออกไปเพ่นพ่านนอกพื้นที่ที่กำหนด และผมไม่ได้หมายถึง ตัว สอง ตัว นะ…) เหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากเป็นระยะๆ พลางทอดถอนหายใจอย่างแรงเป็นช่วงๆ
เสียงถอนหายใจและท่าทางหดหู่ของบวรศักดิ์ ทำให้เขาถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาเหยียดๆ
บ้างก็บ่นว่าบวรศักดิ์คงจะเสียสติแน่ๆที่ทอดถอนหายใจในช่วงเวลา และสถานที่ที่น่ารื่นรมย์เช่นนี้
ช่วงอึดใจใหญ่ๆกว่า บวรศักดิ์ จะรู้สึกตัวว่าถูกมองด้วยสายตาแปลกๆจากคนรอบข้าง…
ด้วยความรู้ สึกที่ถูกรบกวนและการตกเป็นเป้าสายตาทำให้บวรศักดิ์ เริ่มรู้สึกอึดอัด, เริ่มเก็บข้าวของของตัวเองพลางขยับตัวลุกออกจากเก้าอี้ และเตรียมตัวจะชำระเงิน
ตอนนั้นเองที่ชายอีกคนหนึ่งเดินเข้ามานั่งข้างๆ บวรศักดิ์
“สวัสดี” ชายคนหลังกล่าวท่าทางสบายๆมองหน้าบวรศักดิ์เขม็งด้วยท่าทียิ้มแ ย้ม
บวรศักดิ์ ซึ่งกำลังจัดเสื้อและกางเกงตนเองจึงชะงัก หยุดดูชายคนนั้นด้วยสายตาลังเล
“ครับ” บวรศักดิ์ ตอบกลับท่าทางงงๆ
ชายร่างค่อนข้างท้วมในชุดผ้าฝ้ายดูหลวมโครกไม่ค่อยพอดีตัวทำให้ ดูใหญ่ขึ้นจากที่เป็นอยู่จริง
สายตาที่ดูร่าเริง และรอยยิ้มที่ริมฝีปากทำให้ดูเป็นคนที่น่าคบหาอยู่พอสมควร
“ผม เมธี ครับ” ชายร่างใหญ่แนะนำตัวพร้อมยื่นมือให้จับอย่างร่าเริง
บวรศักดิ์จับมือด้วยด้วยท่าทีที่ยัง งงๆอยู่
“ให้ผมเลี้ยงเหล้าคุณมั้ย” เมธี เอ่ยถามพลางจ้องมองหน้าบวรศักดิ์
บวรศักดิ์ หันรีหันขวางมองดูคนรอบๆ ก่อนตัดสินใจ…มันจะเสียหายอะไรเล่า
“ยินดีครับ” บวรศักดิ์ ตอบอย่างยิ้มแย้มก่อนหย่อนตัวลงนั่งที่เดิมพลางเหลือมมอง บาร์เทนเดอร์ และชี้นิ้วไปที่แก้วอันว่างเปล่าที่วางอยู่เบื้องหน้าเขา…บาร์เทนเดอร์ พยักหน้า
“เห็นเขาบอกว่านี่เป็น ผับ ที่มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดผมก็เลยแวะมาดูว่าเป็นยังไงบ้าง” เมธี พยายามหาเรื่องชวนคุย สายตายังคงมองมาที่ หน้าบวรศักดิ์ เขม็ง แววตาดูตื่นตัวจนน่าประหลาดใจ
บวรศักดิ์ เหลือบมองเมธีอย่างไม่ค่อยสนใจแวบหนึ่ง ขณะที่เหล้าแก้วใหม่ของเขาถูกนำมาวางบนโต๊ะ
“มึงซื้อเหล้าให้กูไม่ได้หมายความว่ากูต้องทนฟังมึงบ่นไร้สาระนะโว้ย” บวรศักดิ์ คิด
“ครับ เห็นเขาว่ากันอย่างนั้น” บวรศักดิ์ตอบก่อนยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มท่าทางผ่อนคลายลง
“แต่ผมไม่เห็นมันจะแตกต่างจากที่อื่นตรงไหนเลย … ผมว่าทุกๆที่ก็เหมือนกัน” เมธีพูด น้ำเสียงดูเหยียดๆพิกล
ไอ้นี่ท่าจะบ้า …
มันไม่เห็นหรือว่ามีอะไรใหม่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นผนังเรืองแสงด้วยนาโนเทคโนโลยี ผสม กับการดัดแปลงพันธุกรรมของหิ่งห้อย ซึ่งตอบสนองต่ออุณหภูมิของร่างกายคนที่อยู่ในบริเวณนั้น, ตอบสนองต่อการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียง หรือแม้แต่อัตราการเต้นของหัวใจ อย่าว่าแต่การปรับตัวของเซลในผนังและที่นั่งให้เหมาะกับลูกค้า การปรับเสียงเฉพาะบริเวณ ตามปฏิกิริยาการตอบสนองของลูกค้าในบริเวณนั้นโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะวัดจากอัตราการเต้นของหัวใจ ความถี่ในการออกเสียงพูดคุยของลูกค้าหรือแม้แต่ความดังของเสียง ที่ลูกค้าต้องการ …
หรือ มันไม่รู้ว่า เทคโนโลยี คือ อะไรกันแน่
ตอนนั้นเองที่ บวรศักดิ์ มองเห็นความแปลกประหลาดของเมธี ที่ถ้ามองเผินๆก็คงไม่สามารถสังเกตได้
เมธี ไม่ได้ใส่อุปกรณ์ เทคโนโลยี อย่างที่คนทั่วไปใส่กัน…
ไม่… ไม่มีเอาเสียเลย …
ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ แบบ ไบโอเซล ที่มักมองเห็นอยู่ทั่วไปตามข้อมือ หรือ ชิปเพิ่มหน่วยความจำ …
ใช่ เมื่อก่อนมันออกจะน่าเกลียด เวลามีของเหล่านี้ประดับอยู่ตามร่างกาย แต่นั่นมันเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เดี๋ยวนี้การออกแบบให้ดูกลมกลืนกับร่างกาย ความสวยงามและวัสดุที่เหมาะสมถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และ มีแบบให้เลือกมากมาย…
นี่ยังไม่รวมโครงหน้าและร่างกายของเมธีที่ดู “ธรรมดา” จนน่าตกใจ …
ทำไมเขาไม่ไปผ่าตัด ยีน ให้เรียบร้อยหมดเรื่องหมดราวไป … เดี๋ยวนี้ การมีหน้าตาแบบรูปปั้น เดวิด ไม่ใช่เรื่อง ยุ่งยากและเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว คุณเพียงเข้าไปใน โรงพยาบาล ฉีดยา 2-3 เข็ม เก็บตัวสัก1อาทิตย์ หลังจากนั้นคุณก็เดินออกมาด้วย รูปร่าง, หน้าตา และ รหัสพันธุกรรมใหม่…
แน่นอน อย่าไปฟังพวกหัวโบราณที่พร่ำบอกคุณเรื่องตัวตน จิตวิญญาณ ไร้สาระ พวกนั้น …
ให้ตายสิ “การเปลี่ยน ยีนแม้แต่เพียงตัวเดียว จะทำให้ คุณ ไม่ใช่ คุณ อีกต่อไป…”
ประสาท…คุณก็เป็นคุณอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ…
“โทษนะครับ ว่าอะไรนะครับ” เมธีเอ่ยปากถามขณะที่บวรศักดิ์ ปล่อยความคิดให้เตลิดไป
“โอ้ … ขอโทษทีครับผมใจลอยไปหน่อย” บวรศักดิ์ รีบขอโทษขอโพย ก่อนกล่าวต่อ
“ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า คุณเป็นพวกนั้นรึเปล่า … เออ เขาเรียกว่าอะไรนะ … พวกต่อต้านเทคโนโลยี น่ะ”
เมธียิ้ม “พวก นั้น นะหรือครับ …” เมธีเน้นเสียงคำว่านั้นอย่างอารมณ์ดี “ไม่หรอก ผมไม่ถึงขนาดนั้น…แต่ผมดู โลว์เทค ขนาดนั้นเลยเหรอ ” เมธีพยายามพูดให้ดูตลก
บวรศักดิ์ พยักหน้าขณะละเลียดเหล้าในแก้ว โดยไม่สนใจความรู้สึกของอีกฝ่าย
“ดูคุณไม่น่าจะมาเที่ยวที่แบบนี้เลยนะ” บวรศักดิ์ เอ่ย ขณะถือแก้วระดับมุมปาก
“อะไรนะครับ” เมธีถามกลับเกือบจะทันที สายตายังคงจ้องหน้า บวรศักดิ์เขม็ง จน บวรศักดิ์ เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาบ้าง เขาวางแก้วลงอย่าง งงๆ กูก็พูดชัดแล้วนี่หว่า “ผมว่าคุณไม่น่าจะชอบที่แบบนี้” บวรศักดิ์ย้ำ
เมธีหัวเราะเบาๆ “ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้ต่อต้านขนาดนั้น เพียงแต่ผมมักมีคำถามเวลาเจอเข้ากับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ พื้นฐานของสิ่งมีชีวิตมากๆ … เท่านั้นเอง”
บวรศักดิ์ ขมวกคิ้ว เหมือนจะให้ เมธี อธิบายต่อ
“ยังไงล่ะ… เช่น… ผมไม่มีปัญหากับ คอมพิวเตอร์ ผมไม่มีปัญหากับ รถพลังไฮโดรเจน”
บวรศักดิ์ พยักหน้า
“แต่พอมันเป็น… ผมไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร” เมธีพูดพลางคิดไปพลาง
“ไบโอเซล” บวรศักดิ์ เอ่ยนำ
“อะไรนั่นแหล่ะ… ผมไม่รู้จะเรียกมันอย่างไรดี สิ่งที่ใช้น้ำ, อากาศ, คาร์บอนฯ สังเคราะห์แสงได้ และได้พลังงานในการขับเคลื่อน และ ย่อยสลายได้… ไม่รู้สิ … มันเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตแต่ก็ไม่ใช่ เราควรจะทำตัวกับมันอย่างไร เป็นสิ่งมีชีวิต หรือเป็นเครื่องจักร”
บวรศักดิ์ หัวเราะ “คุณรู้มั้ยว่ามันน่าตลกตรงไหน … พวกคนแบบคุณนั่นแหล่ะที่เรียกร้องหา โลกที่สะอาดปราศจากมลพิษ… พอเราได้สิ่งเหล่านี้มา… คุณก็วิ่งไปหาความเชื่อแล้วบอกว่าเรากำลังลบหลู่พระเจ้า” บวรศักดิ์ กระดกเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่ “คุณจะมีโลกที่สมดุลได้ยังไงถ้าคุณไม่กลับไปอิงกับสิ่งที่มีอยู ่แล้ว … ใช่ ธรรมชาตินั่นแหล่ะ … ตอนแรกก็ ยังไงนะ ขัดธรรมชาติมากเกินไป … พยายามเอาชนะธรรมชาติ … ตอนนี้ก็ เป็นธรรมชาติมากเกินไป … พยายามจะเป็นพระเจ้า” บวรศักดิ์ หัวเราะเบาๆ ดูเหมือนเขาจะเมาแล้ว
เมธี ยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ไม่รู้สินะ…ผมอาจจะไม่ค่อยไว้ใจคนอย่างพวกคุณก็ได้”
บวรศักดิ์ มองดูเมธี สายตาแปลกๆ…คนอย่างพวกคุณ…หมายความว่าอย่างไร
“พวกนักวิทยาศาสตร์ มักมองเรื่องพวกนี้ว่าเป็นความก้าวหน้า … ไม่รู้สินะ … คุณต้องยอมรับว่ามันมีความผิดพลาดมากมายก่อนหน้านี้ … ไม่ว่าจะเป็น มะเร็ง จากกัมมันตภาพรังสีที่พวกคุณเอามาใช้, การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่อธิบายไม่ได้… อาจจะเป็นเพราะผมรู้สึกว่า พวกคุณกำลังเล่นกับสิ่งที่แม้แต่พวกคุณเองก็ไม่เข้าใจ” เมธีค่อยๆอธิบายอย่างลังเล ขณะมองจ้องหน้า บวรศักดิ์
“และนั่นแหล่ะคือการเรียนรู้ … คุณไม่เข้าใจหรือไง … ถ้าไม่มีโอกาสได้ทดลองใช้สิ่งเหล่านี้ คุณคิดว่าจะจะมีโอกาสได้เข้าใจมันหรืออย่างไร…” บวรศักดิ์ ตอบกลับดูหัวเสียเล็กน้อย เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่ เมธีเรียกเขาว่า นักวิทยาศาสตร์ “มันรู้ได้ยังไงวะ” บวรศักดิ์ นึก
“ประเด็นนั้นผมก็ไม่เถียงหรอกนะ … แต่พวกคุณรอให้มั่นใจกว่านี้หน่อยได้ไหม… แบบว่า เข้าใจทุกอย่างทะลุปรุโปร่งหมดแล้วนะค่อยนำออกมาใช้ … จะไม่ดีกว่าหรือ” เมธีละล่ำละลักตอบ ดูเขาใจเย็นมากแม้น้ำเสียงจะไม่ค่อยสู้ดีนัก และ สายตาที่เขม็งอยู่บนหน้าบวรศักดิ์ จนดูผิดปกติ
บวรศักดิ์ หัวเราะดังขึ้นอีกจนคนรอบข้างเริ่มมองอย่างไม่พอใจ “แล้วเอาทองจากปรอทไปใช้ก่อนหรือไง…พวกผมก็ต้องกินเหมือนกันนะคุณ”
เมธี พยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ “ไม่รู้สินะ … ผมยังรู้สึกว่า การรีบร้อนใช้มันไม่คุ้มค่าต่อความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น… รวมทั้งผลร้ายและการสูญเสียที่อาจจะตามมา”
บวรศักดิ์ หัวเราะในลำคอก่อนจิบเหล้าในแก้ว “ทุกอย่างมีความสูญเสียทั้งนั้น…อยู่ที่ว่าคุณมองมันว่ามีค่า เท่าไหร่ต่างหาก … กว่าเราจะมียาฆ่ามะเร็งที่ได้ผลร้อยเปอร์เซนต์ คุณรู้มั้ยว่าเราฆ่า ลิง, หนู, กระต่ายไปกี่ หมื่นกี่แสน ตัว … ไม่ … คุณไม่อยากรู้หรอก แต่ เราก็ช่วยชีวิตคนจำนวนมาก และจะมากขึ้นเรื่อยๆ… ตอนนั้นพวกคุณก็ว่าพวกเราทารุณสัตว์… พอมาตอนนี้…” บวรศักดิ์หยุดเล็กน้อย “เราสร้างสัตว์เหล่านั้นขึ้นมาเอง คุณก็หาว่าเราทำเรื่องที่ผิดธรรมชาติ… บ้าสิ้นดี … จะให้ทดลองกับคนไหมล่ะ…. ไม่ได้…” บวรศักดิ์ลากเสียงยาวล้อเลียน “มันผิดจรรยาบรรณ… เหอะ … ไอ้พวกบ้าน่าโง่ ” เสียงของเขาดังขึ้นเรื่อยๆ
เมธีอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนค่อยๆพูดเบาๆ “มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นมั้ง … ผมคิดว่ามีวิทยาศาสตร์ บางเรื่องที่ไม่ได้มีด้านที่เลวร้ายแบบนั้น…” เมธีหยุดเล็กน้อย “ผมว่านิติวิทยาศาสตร์ เป็นหนึ่งในนั้น”
“งั้นเหรอ…” บวรศักดิ์ เค่นเสียงล้อเลียน “คุณว่านิยายเรื่องเฟรงเกนสไตน์ มองเรื่องการทดสอบกับศพอย่างนอบน้อมและนับถือหรือไง”
เมธี นิ่งอึ้งไป
“ผมว่าคุณเลิกพร่ำเพ้อไร้สาระ…แล้วบอกผมมาตรงๆดีกว่าว่า… คุณเป็นใครกันแน่… และ… ต้องการอะไร” บวรศักดิ์ เน้นเสียงต่อหน้า เมธี พลางเล่นกับแก้วเปล่าในมือ
เมธี ยังคงมองจ้องหน้า บวรศักดิ์ เช่นเดียวกับตอนที่เริ่มสนทนาแต่สายตากลับแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย “ผมแค่หาคนกินเหล้าเป็นเพื่อนเท่านั้น”
“เหอะ” บวรศักดิ์ เค้นเสียงอย่างเย้ยหยัน “คนแบบคุณ ในสถานที่แบบนี้นะเหรอ”
“ก็ได้…ก็ได้” เมธี เอ่ยปากอย่างจำนน “คดี ของดร. ฟรานซิส เมื่อ 2 ปีก่อน” เมธี กล่าวต่อ
บวรศักดิ์ ชะงักเล็กน้อย “ยังไงเหรอ ผม ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” เขาพยายามทำน้ำเสียงให้ราบเรียบ แต่ไม่สามารถสะกดกลั้นอาการตื่นๆทางดวงตาได้
เมธี ค่อยๆเล่าช้าๆ ย้ำเสียงทีละคำ “นักวิทยาศาสตร์ สาย ชีวะฟิสิกส์ ที่ตายอย่าง ไม่ทราบสาเหตุ…หัวใจที่ไหม้ราวกับโดนกระแสไฟฟ้าแรงสูงจากภายใน โดยไม่มีร่องรอยการผ่าตัดหรืออาวุธใดๆที่สัมผัสร่างกาย ไม่มีการต่อสู้ หรือแม้แต่ร่องรอยของบุคคลอื่นในที่เกิดเหตุ ”
บวรศักดิ์ ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนหันไปดูรอบๆห้อง ท่าทางดูสงบนิ่งลงแต่สายตากลับยิ่งรนรานจนบอกไม่ถูก
ฝูงชนยังคงดูหนาแน่น… ผู้คนต่างสนุกสนานกับเสียงดนตรีและเครื่องดื่มของตน… ดูเหมือนไม่มีใครสนใจใคร
“คุณเป็นใครกันแน่” บวรศักดิ์ พูดออกมาเบาๆขณะหันมองรอบๆห้อง ก่อนหันไปเผชิญหน้ากับ เมธี ตรงๆ
เมธี มอง บวรศักดิ์ เขม็งนิ่ง ขมวดคิ้ว
“ผมถามว่าคุณเป็นใครกันแน่” บวรศักดิ์ ย้ำ เสียงแข็งขึ้น
เมธี เป่าลมจากปากเบาๆ “ผมแค่คนที่สนใจเท่านั้นเอง”
บวรศักดิ์ กวาดตามองรอบๆห้องอีกครั้งด้วยสายตาที่เครียดและหวาดระแวง ไม่มีใครดูมีท่าทางสนใจพวกเขาเลย… ถึงแม้ฝูงชนจะมีจำนวนมากก็เถอะ… เขาค่อนข้างมั่นใจ
“ขอบคุณสำหรับเหล้า” บวรศักดิ์ ตอบห้วนๆ รีบเก็บ ข้าวของส่วนตัวและลุกขึ้นจากเก้าอี้
“โอเค … โอเค … ผมเป็นตำรวจ และ ผมรู้ว่าคุณคือ ดร. บวรศักดิ์ …” เมธี รีบพูด
“แล้วทำไม ผมทำผิดอะไร คุณมีธุระอะไรกับผมเป็นพิเศษหรือเปล่า” บวรศักดิ์ โวยวายใส่ เร็วปรื๋อ
“ไม่เอาน่า… ผมรู้ว่าคุณกับ ดร. ฟรานซิส เคยร่วมงานกันก่อนหน้านั้น… เมื่อ 4 ปีก่อน คุณน่าจะมีข้อมูลอะไรบ้างสิ … เกี่ยวกับโครงการ ที่เขากำลังจะเริ่มอยู่, ศัตรูของเขา … คู่แข่งทางธุรกิจ … หรือ… เพื่อนร่วมงานที่มีปัญหากับเขา”
“ผมเคยให้การไปแล้ว จำได้ไหม… แล้วผมก็สัมมนาอยู่ที่อเมริกา… อีกซีกโลกหนึ่งเชียวนะ”
“ผมรู้… เพียงแต่ผมอดแปลกใจไม่ได้ … คุณจะต้องเสียเวลาเดินทางนานๆทำไมในเมื่อคุณสามารถประชุมทางไกล จากที่นี่ได้”
บวรศักดิ์ ลุกขึ้นยืน ก่อนโน้มหน้ามากระซิบข้างหู เมธี “ผมก็แค่อยากไปที่นั่น… ถ้าคุณไม่มีข้อหามาจับผม… หรือ… หมายเรียกตัวไปให้การ… ผมก็… ไปก่อนล่ะ… สวัสดี”
บวรศักดิ์ รีบจ้ำพรวดพราดออกจากที่นั่งของเขา พลางกวาดสายตาไปรอบๆ… ไอ้บ้าเอ้ย… ทำไมต้องมาเจอเรื่องพวกนี้ด้วยวะ งานก็กำลังแย่ ไอ้พวกนายทุนมันจะหยุดโครงการเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วยังต้องมาเจอตำรวจกวนประสาทพวกนี้อีก
บวรศักดิ์ ก้าวไปได้ 3-4 ก้าว…แต่ก่อนที่เขาจะถึงประตู…เขาหยุดชะงักลง… ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของคนรอบข้าง… ทุกคนยังคงสนุกสนานกับเสียงดนตรีและเครื่องดื่มของตน … ไม่มีตำรวจตามมา… ไม่มีคนสนใจ…
บวรศักดิ์หันไปมองรอบๆ
อยากรู้ความลับเหรอ …
มึงแส่หาเรื่องเองนะ…
บวรศักดิ์ คิดก่อนหันกลับไปมอง เมธี ซึ่งยังคงมองมาที่เขา …
อยากรู้เรื่องใช่มั้ย … ได้…
บวรศักดิ์ เดิมกลับมาที่โต๊ะ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มจนผิดปกติ… เมธี จ้อง บวรศักดิ์ เขม็ง สายตาแปลกใจ
“ขอโทษทีนะ ผมอาจจะ ฉุนเฉียวไปหน่อย” บวรศักดิ์ปั้นหน้ายิ้มขณะเหลือบมองจอแสดงผลที่ฝังอยู่บนหลังมือ ของเขา… ไม่มีสัญญาณวิทยุแปลกปลอม ไม่มีการดักฟัง
“คุณมีโทรศัพท์ส่วนตัวหรือเปล่า” บวรศักดิ์ เอ่ยถาม
เมธี มีทีท่าลังเลที่จะตอบ
“ผมแค่อยากให้แน่ใจว่าไม่มีการดักฟังเท่านั้น” บวรศักดิ์ ย้ำ
เมธีพยักหน้าพลางหยิบโทรศัพท์มือถือของตนออกมาวางไว้บน เคาเตอร์
บวรศักดิ์ มองโทรศัพท์ส่วนตัวของ เมธี ด้วยความรู้สึกแปลกๆ โบราณ จริงๆ สมัยนี้เขาฝังระบบโทรศัพท์ เข้าร่างกายกันแล้วทั้งนั้นจะได้ไม่ต้องมาคอยหยิบถือให้วุ่นวาย … แต่ช่างมันเถอะ มันก็ใช้ได้เหมือนกัน
“คุณสงสัยอะไรเหรอ” บวรศักดิ์พูดพลาง เหลือบมองหน้าจอที่หลังมือ ไม่มี สัญญาณ การถ่ายทอดในบริเวณอันใกล้ … ไม่มีการบันทึกเทป ทั้ง ภาพและเสียง จากการสแกนสัญญาณแถบแม่เหล็กไฟฟ้า ในระยะใกล้ๆนี้
เมธี มีท่าทางกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “มันเกิดขึ้นได้ยังไง ผมหมายถึงว่า การตายของ ดร. ฟรานซิส มันไม่มีร่องรอยอะไรเลย เหมือน มีกระแสไฟเกิดขึ้นที่หัวใจของเขาอย่างฉับพลัน ไม่มีร่องรอยการสัมผัสของร่างกาย อยู่ดีๆ ก็ บูม… ตาย… แล้วบริเวณความเสียหายก็จำกัดมาก เหมือนเกิดขึ้นเฉพาะที่หัวใจเท่านั้นและ ไม่มีที่มา…ไม่มีที่ไปเอาซะเลย … อ้อ นอกจาก มัลติมีเดียแมสเซส (Multimedia Message)ที่ ดร. ฟรานซิส ได้รับก่อนตายในโทรศัพท์ส่วนตัวของเขา… เรากำลังตรวจสอบมันอยู่… แต่ดูเหมือน แฟ้มข้อมูลที่โดน ไวรัส มากกว่าเพราะมันอ่านไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย”
บวรศักดิ์ รวบรวมความคิดอยู่ครู่ใหญ่ “เราจบ ฟิสิกส์ เคมีมาด้วยกัน และกำลังทำการทดลองเกี่ยวกับเคมีชีวะภาพอยู่” เขาเริ่ม
เมธี นิ่งเงียบดูท่าทางสนใจ
“เมื่อ สามสิบปีก่อน…” บวรศักดิ์ เริ่มเรื่อง
“ตอนที่ ฝ่ายรักษาความมั่นคงแห่งชาติ เริ่มพัฒนา เครื่องจักร เพื่อควบคุมความฝัน … ถึงแม้ชื่อโครงการจะฟังดูแปลกๆ และไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ซ้ำร้าย โครงการยังล้มเหลว และถูกปิดลงในระยะเวลาอันสั้น โดยไม่หลงเหลือ ข้อมูลอะไรไว้ให้ติดตามมากนัก แต่แนวคิดเบื้องต้นของเครื่องจักรนั้น ได้สร้างแรงบันดาลใจให้อย่างมากมาย ”
บวรศักดิ์ ยิ้ม มีท่าทีตื่นเต้น จนออกนอกหน้า “ลองคิดดูสิว่ามีอะไรอยู่รอบๆตัวเราบ้าง” เมธี ขมวดคิ้ว “อากาศ, เคมี, คาร์บอน, ไฮโดรเจน…” เมธี รีบตอบ แต่ บวรศักดิ์ ส่ายหน้าพลางยกมือวนไปรอบๆร่างกาย
“อะไรล่ะที่ผ่านเข้าออกตัวเราตลอดเวลา… อากาศ เหรอ… ไม่ใช่แค่นั้น…” บวรศักดิ์ ยิ้ม “สนามแม่เหล็กไฟฟ้าไง … คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า…”
บวรศักดิ์ มีน้ำเสียงตื่นเต้นยิ่งขึ้น “ทั้งโทรศัพท์ไร้สาย, สัญญาณวิทยุ, สัญญาณโทรทัศน์ ดาวเทียม, ไมโครเวฟ และอีกมากมาย” บวรศักดิ์ ขยับมือไปมาทำเหมือนมีบางอย่างทะลุร่างของตนไป “มากมาย … คิดดูสิ เหมือน ซีที สแกน ขนาดมหึมา”
“ใช้มันเป็นอาวุธ” เมธีหลุดปาก
บวรศักดิ์ ยิ้มส่ายหน้า “ไม่ใช่… คุณทำย่างนั้นไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเหมือนเลเซอร์ หรือ คลื่นความร้อน… มันจะทิ้งแผลภายนอกไว้…”
เมธี จ้องมอง บวรศักดิ์ เขม็ง … แล้วอย่างไรล่ะ
“คราวนี้มามองดูตัวเอง” บวรศักดิ์ ชี้เข้าไปในตัวเอง “คุณคิดว่าทั้งหมดนี่คืออะไร … ห้องพวกนี้ … คนเหล่านี้… เสียงนี้… กลิ่นนี้…” บวรศักดิ์ ชี้มือชี้ไม้ไปทั่วทำเอา เมธี งง หนักเข้าไปอีก
“ประสาทสัมผัส” เมธีเอ่ยปากเบาๆ ไม่ค่อยแน่ใจ
“ปฏิกิริยา เคมีต่างหาก… ปฏิกิริยาเคมี จำนวนมหาศาล” บวรศักดิ์ พูดอย่างตื่นเต้น “อย่างนี่” บวรศักดิ์ ขี้เข้าไปที่ตาตัวเอง “แสงตกกระทบที่ เรติน่า ผ่านไปที่สมอง, สมองตีความ … ทั้งหมดเป็นปฏิกิริยาเคมีทั้งนั้น” บวรศักดิ์ หยุดเล็กน้อย “ข้อมูลถูกส่งต่อผ่านกระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย อันเนื่องมาจากปฏิกิริยาเคมี” เมธีนั่งฟัง สายตายังคงจ้องเขม็งยังใบหน้าของ บวรศักดิ์ อย่างสนอกสนใจ
“เอาล่ะ … ทีนี้ ด้วย ข้อมูลที่เหมาะสม…คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เหมาะสม…ในตำแหน่งและเวลาที่เหมาะสม เราสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าจำนวนหนึ่งขึ้นมาได้ … ” บวรศักดิ์ เหลือบมองจอข้อมูลที่หลังมือตนเอง…แฟ้มข้อมูลพร้อม…เขาเอื้อมมือไปแตะที่หลังหูตนเองเบาๆ สแกนหาข้อมูลโทรศัพท์ ในบริเวณนี้ ภาพผังของพื้นที่ในบริเวณร้านอาหาร ซ้อนขึ้นมาในม่านตาของเขา … แสดงหมายเลขโทรศัพท์… และ…
โทรศัพท์ ของเมธีที่วางไว้บนโต๊ะ ส่องแสง แวบวาบ พลาง สั่นระรัวไปมา… เมธี สะดุ้งด้วยความตกใจ ก่อนจะคว้ามันเอาไว้ตามสัญชาติญาณ
เมธีมองดูบวรศักดิ์ ขณะโทรศัพท์ ในมือสั่นระริก “แล้วอย่างไรต่อ”
บวรศักดิ์ มองโทรศัพท์ในมือของเมธี “คุณรับโทรศัพท์ก่อนก็ได้ ผมไม่รีบไปไหนหรอก”
เมธีมองดูบวรศักดิ์ อย่างลังเล ก่อนหันมามองโทรศัพท์ ในมือ นิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนตัดสินใจกดปุ่มรับโทรศัพท์ในมือ
ภาพบนจอแสดงว่ามี มัลติมีเดียแมสเซส ส่งเข้ามา และมีปุ่มให้เลือกรับ หรือ ไม่รับ … เมธี กด รับ
จอภาพโทรศัพท์ ในมือวูบไปพักใหญ่ ก่อนจะกระพริบอย่างบ้าคลั่ง จุดต่างๆบนจอภาพแสดงสีและส่วนของภาพแบบแปลกๆ เหมือนคอมพิวเตอร์โดนไวรัส ข้อความบนจอ กระพริบไปมาไม่หยุดยั้ง เสียงครางหึ่งๆดังมาจากโทรศัพท์ของเขา ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงแหลมสูงจนปวดแก้วหู และฉับพลันเสียงที่ความถี่ต่างๆจำนวนมากก็สาดเข้ามาราวกับพายุ… สลับไปมาอย่างบ้าคลั่งและรวดเร็ว
เมธี พยายามขยับนิ้วเพื่อปิดโทรศัพท์เสีย
แต่นิ้วมือเขาไม่ตอบสนองเอาเสียเลย
ตอนนั้นเองที่ภาพในจอค่อยๆขยายออกมาเป็นลูกกลมโปร่งแสง ขนาดเท่าลูกปิงปอง ลอยตัวอยู่เหนือจอภาพของโทรศัพท์นั้น… ตัวอักษรและรูปภาพวิ่งพล่านไปทั่วลูกกลมนั้น ราวกับกระแสลมอันคลุ้มคลั่ง… มันขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ จนกลืนร่างของเมธีเข้าไปจนหมดสิ้น
บวรศักดิ์ นั่งอย่างใจเย็น อยู่ข้างๆ มองดูเมธีที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น…
สำหรับบุคคลรอบข้าง เมธี เพียงยืนรับโทรศัพท์ อยู่เฉยๆ
“ใช่แล้ว ถ้า คลื่นโทรศัพท์ ที่เหมาะสม … ภาพที่เหมาะสม … เสียงที่เหมาะสม … การสร้างกระแสไฟฟ้าในระบบประสาทเพราะการรับรู้ของเราเอง รวมกับการกระตุ้น เล็กน้อยของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า …
เราสามารถสร้างความถี่ และ ช่วงคลื่นที่เหมาะสมขึ้นในร่างกายของเราได้โดยไม่ต้องมีวัตถุใด ไปสัมผัสร่างกาย ” บวรศักดิ์ พึมพำและยิ้มเล็กน้อย
เมธี รู้สึกเจ็บปวดจนอยากจะกรีดร้อง แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อ ไม่ตอบสนองใดๆทั้งสิ้น…
อย่างช้าๆ เขารู้สึกถึงความร้อนที่ก่อตัวขึ้นตรงบริเวณหัวใจของเขา…
ค่อยๆร้อนขึ้น … ร้อนขึ้น
“ลองคิดดูสิ ด้วยวิธีการนี้… เลิกพูดถึงการผ่าตัดแบบเก่าๆไปเลย ไม่ต้องเปิดแผล ไม่มีการติดเชื้อ…ตรงไหนของร่างกายก็ได้ หรือแม้แต่การผ่าตัดเส้นประสาท ในตำแหน่งที่ละเอียดอ่อนที่สุดในร่างกาย… เมื่อผังร่างกายถูกทำออกมาอย่างละเอียด” บวรศักดิ์ รำพึงรำพันกับตนเองพลางคลึงแก้วที่ว่างเปล่าบนโต๊ะไปมาด้วยปลายนิ้ว
ร่างของเมธีเขม็งเกร็ง… หายใจขัด… หัวใจร้อนจนแทบจะติดไฟ
“น่าเสียดายที่ตอนนี้มันยังเป็นเพียง ทฤษฎี เท่านั้น และยังทำอะไรไม่ได้นอกจากความร้อน” บวรศักดิ์ ส่ายหน้าเล็กน้อยด้วยความเสียดาย
เมธี ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนหอบหายใจถี่ ราวกับว่าจะทำให้ความร้อนในตัวเองลดลงได้
บวรศักดิ์ ขมวดคิ้ว จ้องมองเมธีอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนยกจอภาพที่หลังมือตนเองขึ้นมาดู “อะไรวะ … ทำไมมึงไม่ตาย … แฟ้มก็ถูกนี่หว่า” บวรศักดิ์ หลุดปากเสียงหลง
เมธี ไอโขลก ไม่ตอบคำถาม ก่อนยกมือขึ้นให้สัญญาณ ทั้งที่ยังไอจนตัวโยน
ฝูงชนโกลาหลขึ้นมาโดยทันที ตำรวจในชุดคอมมานโดกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาปะชิดตัว บวรศักดิ์ และควบคุมตัวเขาไว้อย่างฉับพลัน ขณะที่ทีมแพทย์อีกจำนวนหนึ่งเข้าถึงตัวเมธี และลงมือตรวจร่างกายของเขาอย่างรวดเร็วเช่นกัน…
เมธี โบกไม้โบกมือให้สัญญาณว่าตนเองสบายดีทั้งที่ยังไออย่างรุนแรง
“อะไรวะ… เป็นไปได้ยังไง… ทำไมเป็นอย่างนี้… มึงต้องตายสิวะ… หัวใจไหม้ เหมือนไอ้ชาติชั่วนั่น”
เมธี สูดลมหายใจลึก ก่อนมองหน้า บวรศักดิ์ “ใช่ … เกือบไปเหมือนกัน… แต่เพราะอะไรรู้มั้ย … เพราะผมหูหนวกไง … เซลประสาทหูผมเสียมาตั้งนานแล้ว… ”
บวรศักดิ์ ตกใจหยุดนิ่ง
มิน่ามันถึงจ้องหน้ากูตลอด มันอ่านริมฝีปากกูนั่นเอง …
ไอ้บ้า… มันทำให้สมการไม่สมบูรณ์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสัญญาณ โทรศัพท์… ปฏิกิริยาเคมีจากประสาท…ประสาทสัมผัสทางตา … ขาด ปฏิกิริยาเคมีจากประสาทหู… เลวจริงๆ
“มันขโมยความคิดกู… มันจะเอาทฤษฎีคลื่นของกูไปใช้ทำงานวิจัยของมันเอง… มันจะโกงกู” บวรศักดิ์ ตะโกนและดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ขณะ ตำรวจล็อคแขนและใส่กุญแจมือเขา
เมธี หน้าบึ้งขึ้นมาทันที ก่อนเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อของบวรศักดิ์เต็มแรง “มึงรู้มั้ยทำไมกูไม่ผ่าตัดหูของกูให้หายดี … ก็เพราะไอ้นักวิทยาศาสตร์ เลวๆแบบมึงนั่นแหล่ะที่ทำให้กูขยะแขยง… พวกมึงที่แท้ก็คิดถึงแต่ตัวเอง มึงไม่เคยนึกถึงคนที่ต้องการวิชาการเหล่านี้หรอก” เมธี หันไปทางตำรวจข้างๆ “เอาตัวมันไป”
บวรศักดิ์ ถูกลากออกไปอย่างรวดเร็วถึงแม้จะดิ้นรนและโวยวายสุดแรงเกิด
“ปิดคดีได้สักทีนะผู้หมวด” ตำรวจหนุ่มอีกคนเดินเข้ามาด้านหน้าของเมธี… เอ่ยปากพร้อมส่งภาษามือประกอบ
“สองปี … ” เมธี ยิ้ม ส่งภาษามือกลับ
แพทย์ สนามข้างๆ ก้มลงเก็บเครื่องมือ พึมพัมโดยไม่เงยหน้า “ยังไงผมก็เชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นคนดี…”
“ผมก็หวังเช่นนั้น” เมธีเอ่ย
นายตำรวจหนุ่ม และ แพทย์ สนามหยุดชะงักด้วยความสงสัยปนตกใจเล็กน้อย เขาหันหลังให้เมธีอยู่นี่นา
เมธีส่ายหน้า “ใช่… ผมสงสัยว่า คงเป็นเพราะสัญญาณคลื่นเมื่อครู่ … ผมได้ยินอีกครั้งแม้จะเป็นเสียง เบาๆ หึ่งๆ ก็ตาม” เมธี ก้มหน้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ … แต่ก็อย่างที่เห็น ผมเป็นผลพวงที่ไม่ได้เจตนา… อีกครั้ง… ของประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์…” เขาหยุดเล็กน้อย
“แล้วใครจะรู้ว่าจริงๆแล้ว…มีอะไรในตัวผมที่เปลี่ยนแปลงไปอีก บ้างนอกจากการได้ยิน” เมธีเดินจากไปด้วยความรู้สึกที่หดหู่ ทิ้งให้นายตำรวจหนุ่ม และแพทย์สนามตกตะลึงอยู่ตรงนั้นเอง…
“ใครจะรู้บ้าง” เมธีบ่นเบาๆ
…
ก้อนหินก้อนหนึ่งที่ถูกโยนลงในบ่อน้ำที่นิ่งสงบ
ก่อเกิดคลื่นเป็นวงกว้างแพร่ขยายไปจนสุดขอบบ่อ วงแล้ว วงเล่า จนผิวน้ำสงบนิ่งลงอีกครั้ง
แต่ในระหว่างนั้น
ผู้เฝ้าดูอยู่รอบบ่อ ต่างมีทั้งผู้ชื่นชมกับ ความสวยงามของคลื่น
และผู้ร่ำร้องโหยหาถึงความสงบของผิวน้ำก่อนหน้า
จะมีใครรู้บ้างว่า
เศษดินในก้อนหิน อันมีส่วนผสมที่ซับซ้อน นำมาซึ่ง สารเคมี และ แร่ธาตุ… แตกตัวเจือปนออกมา เป็นส่วนหนึ่งของน้ำนั้นตลอดกาล
…
ผู้เสียสละ
ข้าพเจ้าหลับไหลมาร่วมสามพันปี เดินทางผ่านระยะทางร่วมพันปีแสง
เพียงเพื่อ ตื่นขึ้นมาเบื้องหน้า ดวงดาวสีน้ำเงินสดใส
และพบว่าตนเองมีชีวิตเหลืออยู่อีกเพียง ยี่สิบสี่ชั่วโมง
…
อ่านเพิ่มเติม “ผู้เสียสละ”
ยาเสน่ห์
หญิงสาวปิดโทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋วเก็บเข้ากระเป๋า และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นก็ต้องตกใจเล็กน้อยเมื่อพบว่ามีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งมานั่งบนม้านั่งตัวเดียวกันกับเธอ เธอคงมัวแต่คุยโทรศัพท์จนไม่ทันรู้ตัวเมื่อเขาเข้ามานั่ง เธอรู้สึกอายเพราะเมื่อครู่เธอกำลังทะเลาะกับแฟนอยู่ ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินหรือเปล่า
เขาหันมาทางเธอแล้วส่งยิ้มทักทาย ท่าทางเขาดูเป็นมิตร เธอสังเกตเห็นเขาแต่งกายเรียบร้อย ที่พื้นข้างหน้ามีกระเป๋าใบหนึ่งตั้งอยู่ ท่าทางเขาดูคล้ายๆ คนขายประกัน หรือไม่ก็พวกพนักงานขายของตามบ้าน แต่รอยยิ้มนั้นดูอบอุ่นและจริงใจดีจริงๆ เธอจึงเผลอยิ้มตอบกลับไป

