Categories
เขียน เขียน เขียน เรื่องสั้น

คลื่น

เรื่องสั้นเรื่องนี้ มีการใช้ภาษาที่รุนแรง และไม่สุภาพ ผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณ
นะครับ

“ผมว่าคุณเลิกพร่ำเพ้อไร้สาระ…แล้วบอกผมมาตรงๆดีกว่าว่า…คุณเป็นใครกันแน่… และ… ต้องการอะไร” บวรศักดิ์ เน้นเสียงต่อหน้า เมธี พลางเล่นกับแก้วเปล่าในมือ
เมธี ยังคงมองจ้องหน้า บวรศักดิ์ เช่นเดียวกับตอนที่เริ่มสนทนาแต่สายตากลับแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย “ผมแค่หาคนกินเหล้าเป็นเพื่อนเท่านั้น”
“เหอะ” บวรศักดิ์ เค้นเสียงอย่างเย้ยหยัน “คนแบบคุณ ใน สถานที่แบบนี้นะเหรอ”
“ก็ได้…ก็ได้” เมธี เอ่ยปากอย่างจำนน “คดี ของดร. ฟรานซิส เมื่อ 2 ปีก่อน” เมธี กล่าวต่อ
บวรศักดิ์ ชะงักเล็กน้อย “ยังไงเหรอ ผม ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” เขาพยายามทำน้ำเสียงให้ราบเรียบ แต่ไม่สามารถสะกดกลั้นอาการตื่นๆทางดวงตาได้
เมธี ค่อยๆเล่าช้าๆ ย้ำเสียงทีละคำ
“นักวิทยาศาสตร์ สาย ชีวะฟิสิกส์ ที่ตายอย่าง ไม่ทราบสาเหตุ…หัวใจที่ไหม้ราวกับโดนกระแสไฟฟ้าแรงสูงจากภายใน โดยไม่มีร่องรอยการผ่าตัดหรืออาวุธใดๆที่สัมผัสร่างกาย ไม่มีการต่อสู้ หรือแม้แต่ร่องรอยของบุคคลอื่นในที่เกิดเหตุ ”

ผนังห้องที่สั่นไหวเบาๆส่งเสียงเพลงนุ่มนวลลอยตัวอ้อยอิ่งออกมา …
นักเที่ยวขยับตัวเข้ากับจังหวะเพลง ถือแก้วเครื่องดื่มในมือพลางหันพูดคุยกับเพื่อนรอบข้างอย่างร่า เริง…
ผนังห้องโดยรอบบิดตัวเล็กน้อยตามจังหวะก่อเกิดเสียงดนตรีแนว อัลเทอเนทีฟ ผสานจังหวะเครื่องเคาะที่สนุกสนานพร้อมเสียงเครื่องดนตรีอีเล็ก ทรอนิคส์ ฟังแปลกหู…
มองดูทั่วๆเห็นคนนั่งเป็นกลุ่มๆแยกย่อยกันออกไปและต่างถูกปกคลุ มด้วยเสียงดนตรีที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางโต๊ะ เป็น ร็อคแอนโรลแบบโบราณ บ้างเป็น แจ๊ส, บ้างเป็น อาร์แอนด์บี แต่ สียงของแต่ละกลุ่ม กลับแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดได้อย่างน่าประหลาดใจ พื้นที่แต่ละแห่งถูกโอบอุ้มด้วยเสียงดนตรีของตนและอยู่แต่ในพื้ นที่ของตนเท่านั้น

สำหรับบุคคลที่นั่งอยู่ภายนอก คุณเพียงแต่ได้ยินเสียงดนตรีของแต่ละกลุ่มเบาๆโดยไม่ถูก รบกวนจนรำคาญหู
ใช่แล้ว…
จากผนัง,พื้น,เพดาน หรือแม้แต่โต๊ะเก้าอี้ในบริเวณนั้น ต่างก็เป็นตัวให้กำเนิดและควบคุมเสียงให้อยู่ในบริเวณเดียวเท่านั้น ซึ่ง การสั่นเบาๆเหล่านั้น แทบจะไม่สามารถสังเกตเห็นหรือรับรู้ได้เลยหากไม่ตั้งใจเพ่งมอง มันเป็นเวลานาน…
ความเป็นเอกเทศอย่างน่าประหลาดใจในที่สาธารณะ

ฝูงชนอันร่าเริงดูหนาแน่นเป็นพิเศษสำหรับวันทั่วๆไปแบบนี้
ใช่แล้วเดี๋ยวนี้คุณไม่ได้เห็นวันหยุดกันแล้ว ต้องขอบคุณองค์กรการค้าโลก…
งาน 24ชั่วโมง, 365 วัน…
แต่ถึงแม้ฝูงชนที่ดูสนุกสนานร่าเริงเพียงใด ก็ไม่สามารถสร้างผลกระทบแม้เพียงเล็กน้อย แก่ บวรศักดิ์ ได้

บวรศักดิ์ ชายอายุประมาณ 45ปี นั่งขดตัวหลังโก่งงออยู่หน้าเคาน์เตอร์อย่างหดหู่ ในชุดสีดำเข้ม ด้วยผ้าฝ้ายสังเคราะห์ตามสมัยนิยมทำให้ผ้ายังดูใหม่เรียบและสะอาด แม้จะไม่ได้เปลี่ยนชุดมากว่าอาทิตย์แล้ว ต้องขอบคุณเหล่าสิ่งมีชีวิตสังเคราะห์เซลเดียวจำนวนมหาศาลที่วิ ่งพล่านไปมาทั่วทั้งชุดเพื่อคอยกัดกินคราบสกปรก และต้องขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับการผ่าตัดพันธุกรรมที่ทำให้มันมี ชีวิตอยู่ได้เพียงบนเนื้อผ้าสังเคราะห์นี้เท่านั้น (ใช่…น่าสยองไหมล่ะถ้าพวกมันสามารถออกไปเพ่นพ่านนอกพื้นที่ที่กำหนด และผมไม่ได้หมายถึง ตัว สอง ตัว นะ…) เหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากเป็นระยะๆ พลางทอดถอนหายใจอย่างแรงเป็นช่วงๆ

เสียงถอนหายใจและท่าทางหดหู่ของบวรศักดิ์ ทำให้เขาถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาเหยียดๆ
บ้างก็บ่นว่าบวรศักดิ์คงจะเสียสติแน่ๆที่ทอดถอนหายใจในช่วงเวลา และสถานที่ที่น่ารื่นรมย์เช่นนี้
ช่วงอึดใจใหญ่ๆกว่า บวรศักดิ์ จะรู้สึกตัวว่าถูกมองด้วยสายตาแปลกๆจากคนรอบข้าง…
ด้วยความรู้ สึกที่ถูกรบกวนและการตกเป็นเป้าสายตาทำให้บวรศักดิ์ เริ่มรู้สึกอึดอัด, เริ่มเก็บข้าวของของตัวเองพลางขยับตัวลุกออกจากเก้าอี้ และเตรียมตัวจะชำระเงิน

ตอนนั้นเองที่ชายอีกคนหนึ่งเดินเข้ามานั่งข้างๆ บวรศักดิ์

“สวัสดี” ชายคนหลังกล่าวท่าทางสบายๆมองหน้าบวรศักดิ์เขม็งด้วยท่าทียิ้มแ ย้ม
บวรศักดิ์ ซึ่งกำลังจัดเสื้อและกางเกงตนเองจึงชะงัก หยุดดูชายคนนั้นด้วยสายตาลังเล
“ครับ” บวรศักดิ์ ตอบกลับท่าทางงงๆ

ชายร่างค่อนข้างท้วมในชุดผ้าฝ้ายดูหลวมโครกไม่ค่อยพอดีตัวทำให้ ดูใหญ่ขึ้นจากที่เป็นอยู่จริง
สายตาที่ดูร่าเริง และรอยยิ้มที่ริมฝีปากทำให้ดูเป็นคนที่น่าคบหาอยู่พอสมควร

“ผม เมธี ครับ” ชายร่างใหญ่แนะนำตัวพร้อมยื่นมือให้จับอย่างร่าเริง
บวรศักดิ์จับมือด้วยด้วยท่าทีที่ยัง งงๆอยู่
“ให้ผมเลี้ยงเหล้าคุณมั้ย” เมธี เอ่ยถามพลางจ้องมองหน้าบวรศักดิ์
บวรศักดิ์ หันรีหันขวางมองดูคนรอบๆ ก่อนตัดสินใจ…มันจะเสียหายอะไรเล่า
“ยินดีครับ” บวรศักดิ์ ตอบอย่างยิ้มแย้มก่อนหย่อนตัวลงนั่งที่เดิมพลางเหลือมมอง บาร์เทนเดอร์ และชี้นิ้วไปที่แก้วอันว่างเปล่าที่วางอยู่เบื้องหน้าเขา…บาร์เทนเดอร์ พยักหน้า

“เห็นเขาบอกว่านี่เป็น ผับ ที่มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดผมก็เลยแวะมาดูว่าเป็นยังไงบ้าง” เมธี พยายามหาเรื่องชวนคุย สายตายังคงมองมาที่ หน้าบวรศักดิ์ เขม็ง แววตาดูตื่นตัวจนน่าประหลาดใจ
บวรศักดิ์ เหลือบมองเมธีอย่างไม่ค่อยสนใจแวบหนึ่ง ขณะที่เหล้าแก้วใหม่ของเขาถูกนำมาวางบนโต๊ะ
“มึงซื้อเหล้าให้กูไม่ได้หมายความว่ากูต้องทนฟังมึงบ่นไร้สาระนะโว้ย” บวรศักดิ์ คิด
“ครับ เห็นเขาว่ากันอย่างนั้น” บวรศักดิ์ตอบก่อนยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มท่าทางผ่อนคลายลง
“แต่ผมไม่เห็นมันจะแตกต่างจากที่อื่นตรงไหนเลย … ผมว่าทุกๆที่ก็เหมือนกัน” เมธีพูด น้ำเสียงดูเหยียดๆพิกล

ไอ้นี่ท่าจะบ้า …
มันไม่เห็นหรือว่ามีอะไรใหม่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นผนังเรืองแสงด้วยนาโนเทคโนโลยี ผสม กับการดัดแปลงพันธุกรรมของหิ่งห้อย ซึ่งตอบสนองต่ออุณหภูมิของร่างกายคนที่อยู่ในบริเวณนั้น, ตอบสนองต่อการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียง หรือแม้แต่อัตราการเต้นของหัวใจ อย่าว่าแต่การปรับตัวของเซลในผนังและที่นั่งให้เหมาะกับลูกค้า การปรับเสียงเฉพาะบริเวณ ตามปฏิกิริยาการตอบสนองของลูกค้าในบริเวณนั้นโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะวัดจากอัตราการเต้นของหัวใจ ความถี่ในการออกเสียงพูดคุยของลูกค้าหรือแม้แต่ความดังของเสียง ที่ลูกค้าต้องการ …
หรือ มันไม่รู้ว่า เทคโนโลยี คือ อะไรกันแน่

ตอนนั้นเองที่ บวรศักดิ์ มองเห็นความแปลกประหลาดของเมธี ที่ถ้ามองเผินๆก็คงไม่สามารถสังเกตได้

เมธี ไม่ได้ใส่อุปกรณ์ เทคโนโลยี อย่างที่คนทั่วไปใส่กัน…
ไม่… ไม่มีเอาเสียเลย …
ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ แบบ ไบโอเซล ที่มักมองเห็นอยู่ทั่วไปตามข้อมือ หรือ ชิปเพิ่มหน่วยความจำ …
ใช่ เมื่อก่อนมันออกจะน่าเกลียด เวลามีของเหล่านี้ประดับอยู่ตามร่างกาย แต่นั่นมันเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เดี๋ยวนี้การออกแบบให้ดูกลมกลืนกับร่างกาย ความสวยงามและวัสดุที่เหมาะสมถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และ มีแบบให้เลือกมากมาย…
นี่ยังไม่รวมโครงหน้าและร่างกายของเมธีที่ดู “ธรรมดา” จนน่าตกใจ …
ทำไมเขาไม่ไปผ่าตัด ยีน ให้เรียบร้อยหมดเรื่องหมดราวไป … เดี๋ยวนี้ การมีหน้าตาแบบรูปปั้น เดวิด ไม่ใช่เรื่อง ยุ่งยากและเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว คุณเพียงเข้าไปใน โรงพยาบาล ฉีดยา 2-3 เข็ม เก็บตัวสัก1อาทิตย์ หลังจากนั้นคุณก็เดินออกมาด้วย รูปร่าง, หน้าตา และ รหัสพันธุกรรมใหม่…
แน่นอน อย่าไปฟังพวกหัวโบราณที่พร่ำบอกคุณเรื่องตัวตน จิตวิญญาณ ไร้สาระ พวกนั้น …
ให้ตายสิ “การเปลี่ยน ยีนแม้แต่เพียงตัวเดียว จะทำให้ คุณ ไม่ใช่ คุณ อีกต่อไป…”
ประสาท…คุณก็เป็นคุณอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ…

“โทษนะครับ ว่าอะไรนะครับ” เมธีเอ่ยปากถามขณะที่บวรศักดิ์ ปล่อยความคิดให้เตลิดไป
“โอ้ … ขอโทษทีครับผมใจลอยไปหน่อย” บวรศักดิ์ รีบขอโทษขอโพย ก่อนกล่าวต่อ
“ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า คุณเป็นพวกนั้นรึเปล่า … เออ เขาเรียกว่าอะไรนะ … พวกต่อต้านเทคโนโลยี น่ะ”
เมธียิ้ม “พวก นั้น นะหรือครับ …” เมธีเน้นเสียงคำว่านั้นอย่างอารมณ์ดี “ไม่หรอก ผมไม่ถึงขนาดนั้น…แต่ผมดู โลว์เทค ขนาดนั้นเลยเหรอ ” เมธีพยายามพูดให้ดูตลก
บวรศักดิ์ พยักหน้าขณะละเลียดเหล้าในแก้ว โดยไม่สนใจความรู้สึกของอีกฝ่าย

“ดูคุณไม่น่าจะมาเที่ยวที่แบบนี้เลยนะ” บวรศักดิ์ เอ่ย ขณะถือแก้วระดับมุมปาก
“อะไรนะครับ” เมธีถามกลับเกือบจะทันที สายตายังคงจ้องหน้า บวรศักดิ์เขม็ง จน บวรศักดิ์ เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาบ้าง เขาวางแก้วลงอย่าง งงๆ กูก็พูดชัดแล้วนี่หว่า “ผมว่าคุณไม่น่าจะชอบที่แบบนี้” บวรศักดิ์ย้ำ
เมธีหัวเราะเบาๆ “ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้ต่อต้านขนาดนั้น เพียงแต่ผมมักมีคำถามเวลาเจอเข้ากับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ พื้นฐานของสิ่งมีชีวิตมากๆ … เท่านั้นเอง”
บวรศักดิ์ ขมวกคิ้ว เหมือนจะให้ เมธี อธิบายต่อ
“ยังไงล่ะ… เช่น… ผมไม่มีปัญหากับ คอมพิวเตอร์ ผมไม่มีปัญหากับ รถพลังไฮโดรเจน”
บวรศักดิ์ พยักหน้า

“แต่พอมันเป็น… ผมไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร” เมธีพูดพลางคิดไปพลาง
“ไบโอเซล” บวรศักดิ์ เอ่ยนำ
“อะไรนั่นแหล่ะ… ผมไม่รู้จะเรียกมันอย่างไรดี สิ่งที่ใช้น้ำ, อากาศ, คาร์บอนฯ สังเคราะห์แสงได้ และได้พลังงานในการขับเคลื่อน และ ย่อยสลายได้… ไม่รู้สิ … มันเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตแต่ก็ไม่ใช่ เราควรจะทำตัวกับมันอย่างไร เป็นสิ่งมีชีวิต หรือเป็นเครื่องจักร”

บวรศักดิ์ หัวเราะ “คุณรู้มั้ยว่ามันน่าตลกตรงไหน … พวกคนแบบคุณนั่นแหล่ะที่เรียกร้องหา โลกที่สะอาดปราศจากมลพิษ… พอเราได้สิ่งเหล่านี้มา… คุณก็วิ่งไปหาความเชื่อแล้วบอกว่าเรากำลังลบหลู่พระเจ้า” บวรศักดิ์ กระดกเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่ “คุณจะมีโลกที่สมดุลได้ยังไงถ้าคุณไม่กลับไปอิงกับสิ่งที่มีอยู ่แล้ว … ใช่ ธรรมชาตินั่นแหล่ะ … ตอนแรกก็ ยังไงนะ ขัดธรรมชาติมากเกินไป … พยายามเอาชนะธรรมชาติ … ตอนนี้ก็ เป็นธรรมชาติมากเกินไป … พยายามจะเป็นพระเจ้า” บวรศักดิ์ หัวเราะเบาๆ ดูเหมือนเขาจะเมาแล้ว

เมธี ยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ไม่รู้สินะ…ผมอาจจะไม่ค่อยไว้ใจคนอย่างพวกคุณก็ได้”
บวรศักดิ์ มองดูเมธี สายตาแปลกๆ…คนอย่างพวกคุณ…หมายความว่าอย่างไร
“พวกนักวิทยาศาสตร์ มักมองเรื่องพวกนี้ว่าเป็นความก้าวหน้า … ไม่รู้สินะ … คุณต้องยอมรับว่ามันมีความผิดพลาดมากมายก่อนหน้านี้ … ไม่ว่าจะเป็น มะเร็ง จากกัมมันตภาพรังสีที่พวกคุณเอามาใช้, การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่อธิบายไม่ได้… อาจจะเป็นเพราะผมรู้สึกว่า พวกคุณกำลังเล่นกับสิ่งที่แม้แต่พวกคุณเองก็ไม่เข้าใจ” เมธีค่อยๆอธิบายอย่างลังเล ขณะมองจ้องหน้า บวรศักดิ์

“และนั่นแหล่ะคือการเรียนรู้ … คุณไม่เข้าใจหรือไง … ถ้าไม่มีโอกาสได้ทดลองใช้สิ่งเหล่านี้ คุณคิดว่าจะจะมีโอกาสได้เข้าใจมันหรืออย่างไร…” บวรศักดิ์ ตอบกลับดูหัวเสียเล็กน้อย เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่ เมธีเรียกเขาว่า นักวิทยาศาสตร์ “มันรู้ได้ยังไงวะ” บวรศักดิ์ นึก

“ประเด็นนั้นผมก็ไม่เถียงหรอกนะ … แต่พวกคุณรอให้มั่นใจกว่านี้หน่อยได้ไหม… แบบว่า เข้าใจทุกอย่างทะลุปรุโปร่งหมดแล้วนะค่อยนำออกมาใช้ … จะไม่ดีกว่าหรือ” เมธีละล่ำละลักตอบ ดูเขาใจเย็นมากแม้น้ำเสียงจะไม่ค่อยสู้ดีนัก และ สายตาที่เขม็งอยู่บนหน้าบวรศักดิ์ จนดูผิดปกติ

บวรศักดิ์ หัวเราะดังขึ้นอีกจนคนรอบข้างเริ่มมองอย่างไม่พอใจ “แล้วเอาทองจากปรอทไปใช้ก่อนหรือไง…พวกผมก็ต้องกินเหมือนกันนะคุณ”

เมธี พยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ “ไม่รู้สินะ … ผมยังรู้สึกว่า การรีบร้อนใช้มันไม่คุ้มค่าต่อความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น… รวมทั้งผลร้ายและการสูญเสียที่อาจจะตามมา”

บวรศักดิ์ หัวเราะในลำคอก่อนจิบเหล้าในแก้ว “ทุกอย่างมีความสูญเสียทั้งนั้น…อยู่ที่ว่าคุณมองมันว่ามีค่า เท่าไหร่ต่างหาก … กว่าเราจะมียาฆ่ามะเร็งที่ได้ผลร้อยเปอร์เซนต์ คุณรู้มั้ยว่าเราฆ่า ลิง, หนู, กระต่ายไปกี่ หมื่นกี่แสน ตัว … ไม่ … คุณไม่อยากรู้หรอก แต่ เราก็ช่วยชีวิตคนจำนวนมาก และจะมากขึ้นเรื่อยๆ… ตอนนั้นพวกคุณก็ว่าพวกเราทารุณสัตว์… พอมาตอนนี้…” บวรศักดิ์หยุดเล็กน้อย “เราสร้างสัตว์เหล่านั้นขึ้นมาเอง คุณก็หาว่าเราทำเรื่องที่ผิดธรรมชาติ… บ้าสิ้นดี … จะให้ทดลองกับคนไหมล่ะ…. ไม่ได้…” บวรศักดิ์ลากเสียงยาวล้อเลียน “มันผิดจรรยาบรรณ… เหอะ … ไอ้พวกบ้าน่าโง่ ” เสียงของเขาดังขึ้นเรื่อยๆ

เมธีอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนค่อยๆพูดเบาๆ “มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นมั้ง … ผมคิดว่ามีวิทยาศาสตร์ บางเรื่องที่ไม่ได้มีด้านที่เลวร้ายแบบนั้น…” เมธีหยุดเล็กน้อย “ผมว่านิติวิทยาศาสตร์ เป็นหนึ่งในนั้น”
“งั้นเหรอ…” บวรศักดิ์ เค่นเสียงล้อเลียน “คุณว่านิยายเรื่องเฟรงเกนสไตน์ มองเรื่องการทดสอบกับศพอย่างนอบน้อมและนับถือหรือไง”
เมธี นิ่งอึ้งไป

“ผมว่าคุณเลิกพร่ำเพ้อไร้สาระ…แล้วบอกผมมาตรงๆดีกว่าว่า… คุณเป็นใครกันแน่… และ… ต้องการอะไร” บวรศักดิ์ เน้นเสียงต่อหน้า เมธี พลางเล่นกับแก้วเปล่าในมือ
เมธี ยังคงมองจ้องหน้า บวรศักดิ์ เช่นเดียวกับตอนที่เริ่มสนทนาแต่สายตากลับแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย “ผมแค่หาคนกินเหล้าเป็นเพื่อนเท่านั้น”
“เหอะ” บวรศักดิ์ เค้นเสียงอย่างเย้ยหยัน “คนแบบคุณ ในสถานที่แบบนี้นะเหรอ”
“ก็ได้…ก็ได้” เมธี เอ่ยปากอย่างจำนน “คดี ของดร. ฟรานซิส เมื่อ 2 ปีก่อน” เมธี กล่าวต่อ
บวรศักดิ์ ชะงักเล็กน้อย “ยังไงเหรอ ผม ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” เขาพยายามทำน้ำเสียงให้ราบเรียบ แต่ไม่สามารถสะกดกลั้นอาการตื่นๆทางดวงตาได้
เมธี ค่อยๆเล่าช้าๆ ย้ำเสียงทีละคำ “นักวิทยาศาสตร์ สาย ชีวะฟิสิกส์ ที่ตายอย่าง ไม่ทราบสาเหตุ…หัวใจที่ไหม้ราวกับโดนกระแสไฟฟ้าแรงสูงจากภายใน โดยไม่มีร่องรอยการผ่าตัดหรืออาวุธใดๆที่สัมผัสร่างกาย ไม่มีการต่อสู้ หรือแม้แต่ร่องรอยของบุคคลอื่นในที่เกิดเหตุ ”

บวรศักดิ์ ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนหันไปดูรอบๆห้อง ท่าทางดูสงบนิ่งลงแต่สายตากลับยิ่งรนรานจนบอกไม่ถูก
ฝูงชนยังคงดูหนาแน่น… ผู้คนต่างสนุกสนานกับเสียงดนตรีและเครื่องดื่มของตน… ดูเหมือนไม่มีใครสนใจใคร
“คุณเป็นใครกันแน่” บวรศักดิ์ พูดออกมาเบาๆขณะหันมองรอบๆห้อง ก่อนหันไปเผชิญหน้ากับ เมธี ตรงๆ
เมธี มอง บวรศักดิ์ เขม็งนิ่ง ขมวดคิ้ว
“ผมถามว่าคุณเป็นใครกันแน่” บวรศักดิ์ ย้ำ เสียงแข็งขึ้น
เมธี เป่าลมจากปากเบาๆ “ผมแค่คนที่สนใจเท่านั้นเอง”

บวรศักดิ์ กวาดตามองรอบๆห้องอีกครั้งด้วยสายตาที่เครียดและหวาดระแวง ไม่มีใครดูมีท่าทางสนใจพวกเขาเลย… ถึงแม้ฝูงชนจะมีจำนวนมากก็เถอะ… เขาค่อนข้างมั่นใจ
“ขอบคุณสำหรับเหล้า” บวรศักดิ์ ตอบห้วนๆ รีบเก็บ ข้าวของส่วนตัวและลุกขึ้นจากเก้าอี้
“โอเค … โอเค … ผมเป็นตำรวจ และ ผมรู้ว่าคุณคือ ดร. บวรศักดิ์ …” เมธี รีบพูด
“แล้วทำไม ผมทำผิดอะไร คุณมีธุระอะไรกับผมเป็นพิเศษหรือเปล่า” บวรศักดิ์ โวยวายใส่ เร็วปรื๋อ
“ไม่เอาน่า… ผมรู้ว่าคุณกับ ดร. ฟรานซิส เคยร่วมงานกันก่อนหน้านั้น… เมื่อ 4 ปีก่อน คุณน่าจะมีข้อมูลอะไรบ้างสิ … เกี่ยวกับโครงการ ที่เขากำลังจะเริ่มอยู่, ศัตรูของเขา … คู่แข่งทางธุรกิจ … หรือ… เพื่อนร่วมงานที่มีปัญหากับเขา”
“ผมเคยให้การไปแล้ว จำได้ไหม… แล้วผมก็สัมมนาอยู่ที่อเมริกา… อีกซีกโลกหนึ่งเชียวนะ”
“ผมรู้… เพียงแต่ผมอดแปลกใจไม่ได้ … คุณจะต้องเสียเวลาเดินทางนานๆทำไมในเมื่อคุณสามารถประชุมทางไกล จากที่นี่ได้”
บวรศักดิ์ ลุกขึ้นยืน ก่อนโน้มหน้ามากระซิบข้างหู เมธี “ผมก็แค่อยากไปที่นั่น… ถ้าคุณไม่มีข้อหามาจับผม… หรือ… หมายเรียกตัวไปให้การ… ผมก็… ไปก่อนล่ะ… สวัสดี”
บวรศักดิ์ รีบจ้ำพรวดพราดออกจากที่นั่งของเขา พลางกวาดสายตาไปรอบๆ… ไอ้บ้าเอ้ย… ทำไมต้องมาเจอเรื่องพวกนี้ด้วยวะ งานก็กำลังแย่ ไอ้พวกนายทุนมันจะหยุดโครงการเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วยังต้องมาเจอตำรวจกวนประสาทพวกนี้อีก

บวรศักดิ์ ก้าวไปได้ 3-4 ก้าว…แต่ก่อนที่เขาจะถึงประตู…เขาหยุดชะงักลง… ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของคนรอบข้าง… ทุกคนยังคงสนุกสนานกับเสียงดนตรีและเครื่องดื่มของตน … ไม่มีตำรวจตามมา… ไม่มีคนสนใจ…
บวรศักดิ์หันไปมองรอบๆ
อยากรู้ความลับเหรอ …
มึงแส่หาเรื่องเองนะ…
บวรศักดิ์ คิดก่อนหันกลับไปมอง เมธี ซึ่งยังคงมองมาที่เขา …
อยากรู้เรื่องใช่มั้ย … ได้…

บวรศักดิ์ เดิมกลับมาที่โต๊ะ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มจนผิดปกติ… เมธี จ้อง บวรศักดิ์ เขม็ง สายตาแปลกใจ
“ขอโทษทีนะ ผมอาจจะ ฉุนเฉียวไปหน่อย” บวรศักดิ์ปั้นหน้ายิ้มขณะเหลือบมองจอแสดงผลที่ฝังอยู่บนหลังมือ ของเขา… ไม่มีสัญญาณวิทยุแปลกปลอม ไม่มีการดักฟัง
“คุณมีโทรศัพท์ส่วนตัวหรือเปล่า” บวรศักดิ์ เอ่ยถาม
เมธี มีทีท่าลังเลที่จะตอบ
“ผมแค่อยากให้แน่ใจว่าไม่มีการดักฟังเท่านั้น” บวรศักดิ์ ย้ำ
เมธีพยักหน้าพลางหยิบโทรศัพท์มือถือของตนออกมาวางไว้บน เคาเตอร์
บวรศักดิ์ มองโทรศัพท์ส่วนตัวของ เมธี ด้วยความรู้สึกแปลกๆ โบราณ จริงๆ สมัยนี้เขาฝังระบบโทรศัพท์ เข้าร่างกายกันแล้วทั้งนั้นจะได้ไม่ต้องมาคอยหยิบถือให้วุ่นวาย … แต่ช่างมันเถอะ มันก็ใช้ได้เหมือนกัน

“คุณสงสัยอะไรเหรอ” บวรศักดิ์พูดพลาง เหลือบมองหน้าจอที่หลังมือ ไม่มี สัญญาณ การถ่ายทอดในบริเวณอันใกล้ … ไม่มีการบันทึกเทป ทั้ง ภาพและเสียง จากการสแกนสัญญาณแถบแม่เหล็กไฟฟ้า ในระยะใกล้ๆนี้
เมธี มีท่าทางกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “มันเกิดขึ้นได้ยังไง ผมหมายถึงว่า การตายของ ดร. ฟรานซิส มันไม่มีร่องรอยอะไรเลย เหมือน มีกระแสไฟเกิดขึ้นที่หัวใจของเขาอย่างฉับพลัน ไม่มีร่องรอยการสัมผัสของร่างกาย อยู่ดีๆ ก็ บูม… ตาย… แล้วบริเวณความเสียหายก็จำกัดมาก เหมือนเกิดขึ้นเฉพาะที่หัวใจเท่านั้นและ ไม่มีที่มา…ไม่มีที่ไปเอาซะเลย … อ้อ นอกจาก มัลติมีเดียแมสเซส (Multimedia Message)ที่ ดร. ฟรานซิส ได้รับก่อนตายในโทรศัพท์ส่วนตัวของเขา… เรากำลังตรวจสอบมันอยู่… แต่ดูเหมือน แฟ้มข้อมูลที่โดน ไวรัส มากกว่าเพราะมันอ่านไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย”
บวรศักดิ์ รวบรวมความคิดอยู่ครู่ใหญ่ “เราจบ ฟิสิกส์ เคมีมาด้วยกัน และกำลังทำการทดลองเกี่ยวกับเคมีชีวะภาพอยู่” เขาเริ่ม
เมธี นิ่งเงียบดูท่าทางสนใจ

“เมื่อ สามสิบปีก่อน…” บวรศักดิ์ เริ่มเรื่อง
“ตอนที่ ฝ่ายรักษาความมั่นคงแห่งชาติ เริ่มพัฒนา เครื่องจักร เพื่อควบคุมความฝัน … ถึงแม้ชื่อโครงการจะฟังดูแปลกๆ และไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ซ้ำร้าย โครงการยังล้มเหลว และถูกปิดลงในระยะเวลาอันสั้น โดยไม่หลงเหลือ ข้อมูลอะไรไว้ให้ติดตามมากนัก แต่แนวคิดเบื้องต้นของเครื่องจักรนั้น ได้สร้างแรงบันดาลใจให้อย่างมากมาย ”

บวรศักดิ์ ยิ้ม มีท่าทีตื่นเต้น จนออกนอกหน้า “ลองคิดดูสิว่ามีอะไรอยู่รอบๆตัวเราบ้าง” เมธี ขมวดคิ้ว “อากาศ, เคมี, คาร์บอน, ไฮโดรเจน…” เมธี รีบตอบ แต่ บวรศักดิ์ ส่ายหน้าพลางยกมือวนไปรอบๆร่างกาย
“อะไรล่ะที่ผ่านเข้าออกตัวเราตลอดเวลา… อากาศ เหรอ… ไม่ใช่แค่นั้น…” บวรศักดิ์ ยิ้ม “สนามแม่เหล็กไฟฟ้าไง … คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า…”
บวรศักดิ์ มีน้ำเสียงตื่นเต้นยิ่งขึ้น “ทั้งโทรศัพท์ไร้สาย, สัญญาณวิทยุ, สัญญาณโทรทัศน์ ดาวเทียม, ไมโครเวฟ และอีกมากมาย” บวรศักดิ์ ขยับมือไปมาทำเหมือนมีบางอย่างทะลุร่างของตนไป “มากมาย … คิดดูสิ เหมือน ซีที สแกน ขนาดมหึมา”
“ใช้มันเป็นอาวุธ” เมธีหลุดปาก
บวรศักดิ์ ยิ้มส่ายหน้า “ไม่ใช่… คุณทำย่างนั้นไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเหมือนเลเซอร์ หรือ คลื่นความร้อน… มันจะทิ้งแผลภายนอกไว้…”
เมธี จ้องมอง บวรศักดิ์ เขม็ง … แล้วอย่างไรล่ะ

“คราวนี้มามองดูตัวเอง” บวรศักดิ์ ชี้เข้าไปในตัวเอง “คุณคิดว่าทั้งหมดนี่คืออะไร … ห้องพวกนี้ … คนเหล่านี้… เสียงนี้… กลิ่นนี้…” บวรศักดิ์ ชี้มือชี้ไม้ไปทั่วทำเอา เมธี งง หนักเข้าไปอีก
“ประสาทสัมผัส” เมธีเอ่ยปากเบาๆ ไม่ค่อยแน่ใจ
“ปฏิกิริยา เคมีต่างหาก… ปฏิกิริยาเคมี จำนวนมหาศาล” บวรศักดิ์ พูดอย่างตื่นเต้น “อย่างนี่” บวรศักดิ์ ขี้เข้าไปที่ตาตัวเอง “แสงตกกระทบที่ เรติน่า ผ่านไปที่สมอง, สมองตีความ … ทั้งหมดเป็นปฏิกิริยาเคมีทั้งนั้น” บวรศักดิ์ หยุดเล็กน้อย “ข้อมูลถูกส่งต่อผ่านกระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย อันเนื่องมาจากปฏิกิริยาเคมี” เมธีนั่งฟัง สายตายังคงจ้องเขม็งยังใบหน้าของ บวรศักดิ์ อย่างสนอกสนใจ
“เอาล่ะ … ทีนี้ ด้วย ข้อมูลที่เหมาะสม…คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เหมาะสม…ในตำแหน่งและเวลาที่เหมาะสม เราสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าจำนวนหนึ่งขึ้นมาได้ … ” บวรศักดิ์ เหลือบมองจอข้อมูลที่หลังมือตนเอง…แฟ้มข้อมูลพร้อม…เขาเอื้อมมือไปแตะที่หลังหูตนเองเบาๆ สแกนหาข้อมูลโทรศัพท์ ในบริเวณนี้ ภาพผังของพื้นที่ในบริเวณร้านอาหาร ซ้อนขึ้นมาในม่านตาของเขา … แสดงหมายเลขโทรศัพท์… และ…

โทรศัพท์ ของเมธีที่วางไว้บนโต๊ะ ส่องแสง แวบวาบ พลาง สั่นระรัวไปมา… เมธี สะดุ้งด้วยความตกใจ ก่อนจะคว้ามันเอาไว้ตามสัญชาติญาณ
เมธีมองดูบวรศักดิ์ ขณะโทรศัพท์ ในมือสั่นระริก “แล้วอย่างไรต่อ”
บวรศักดิ์ มองโทรศัพท์ในมือของเมธี “คุณรับโทรศัพท์ก่อนก็ได้ ผมไม่รีบไปไหนหรอก”
เมธีมองดูบวรศักดิ์ อย่างลังเล ก่อนหันมามองโทรศัพท์ ในมือ นิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนตัดสินใจกดปุ่มรับโทรศัพท์ในมือ

ภาพบนจอแสดงว่ามี มัลติมีเดียแมสเซส ส่งเข้ามา และมีปุ่มให้เลือกรับ หรือ ไม่รับ … เมธี กด รับ

จอภาพโทรศัพท์ ในมือวูบไปพักใหญ่ ก่อนจะกระพริบอย่างบ้าคลั่ง จุดต่างๆบนจอภาพแสดงสีและส่วนของภาพแบบแปลกๆ เหมือนคอมพิวเตอร์โดนไวรัส ข้อความบนจอ กระพริบไปมาไม่หยุดยั้ง เสียงครางหึ่งๆดังมาจากโทรศัพท์ของเขา ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงแหลมสูงจนปวดแก้วหู และฉับพลันเสียงที่ความถี่ต่างๆจำนวนมากก็สาดเข้ามาราวกับพายุ… สลับไปมาอย่างบ้าคลั่งและรวดเร็ว

เมธี พยายามขยับนิ้วเพื่อปิดโทรศัพท์เสีย
แต่นิ้วมือเขาไม่ตอบสนองเอาเสียเลย

ตอนนั้นเองที่ภาพในจอค่อยๆขยายออกมาเป็นลูกกลมโปร่งแสง ขนาดเท่าลูกปิงปอง ลอยตัวอยู่เหนือจอภาพของโทรศัพท์นั้น… ตัวอักษรและรูปภาพวิ่งพล่านไปทั่วลูกกลมนั้น ราวกับกระแสลมอันคลุ้มคลั่ง… มันขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ จนกลืนร่างของเมธีเข้าไปจนหมดสิ้น

บวรศักดิ์ นั่งอย่างใจเย็น อยู่ข้างๆ มองดูเมธีที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น…
สำหรับบุคคลรอบข้าง เมธี เพียงยืนรับโทรศัพท์ อยู่เฉยๆ
“ใช่แล้ว ถ้า คลื่นโทรศัพท์ ที่เหมาะสม … ภาพที่เหมาะสม … เสียงที่เหมาะสม … การสร้างกระแสไฟฟ้าในระบบประสาทเพราะการรับรู้ของเราเอง รวมกับการกระตุ้น เล็กน้อยของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า …
เราสามารถสร้างความถี่ และ ช่วงคลื่นที่เหมาะสมขึ้นในร่างกายของเราได้โดยไม่ต้องมีวัตถุใด ไปสัมผัสร่างกาย ” บวรศักดิ์ พึมพำและยิ้มเล็กน้อย

เมธี รู้สึกเจ็บปวดจนอยากจะกรีดร้อง แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อ ไม่ตอบสนองใดๆทั้งสิ้น…
อย่างช้าๆ เขารู้สึกถึงความร้อนที่ก่อตัวขึ้นตรงบริเวณหัวใจของเขา…
ค่อยๆร้อนขึ้น … ร้อนขึ้น

“ลองคิดดูสิ ด้วยวิธีการนี้… เลิกพูดถึงการผ่าตัดแบบเก่าๆไปเลย ไม่ต้องเปิดแผล ไม่มีการติดเชื้อ…ตรงไหนของร่างกายก็ได้ หรือแม้แต่การผ่าตัดเส้นประสาท ในตำแหน่งที่ละเอียดอ่อนที่สุดในร่างกาย… เมื่อผังร่างกายถูกทำออกมาอย่างละเอียด” บวรศักดิ์ รำพึงรำพันกับตนเองพลางคลึงแก้วที่ว่างเปล่าบนโต๊ะไปมาด้วยปลายนิ้ว

ร่างของเมธีเขม็งเกร็ง… หายใจขัด… หัวใจร้อนจนแทบจะติดไฟ

“น่าเสียดายที่ตอนนี้มันยังเป็นเพียง ทฤษฎี เท่านั้น และยังทำอะไรไม่ได้นอกจากความร้อน” บวรศักดิ์ ส่ายหน้าเล็กน้อยด้วยความเสียดาย
เมธี ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนหอบหายใจถี่ ราวกับว่าจะทำให้ความร้อนในตัวเองลดลงได้

บวรศักดิ์ ขมวดคิ้ว จ้องมองเมธีอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนยกจอภาพที่หลังมือตนเองขึ้นมาดู “อะไรวะ … ทำไมมึงไม่ตาย … แฟ้มก็ถูกนี่หว่า” บวรศักดิ์ หลุดปากเสียงหลง

เมธี ไอโขลก ไม่ตอบคำถาม ก่อนยกมือขึ้นให้สัญญาณ ทั้งที่ยังไอจนตัวโยน

ฝูงชนโกลาหลขึ้นมาโดยทันที ตำรวจในชุดคอมมานโดกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาปะชิดตัว บวรศักดิ์ และควบคุมตัวเขาไว้อย่างฉับพลัน ขณะที่ทีมแพทย์อีกจำนวนหนึ่งเข้าถึงตัวเมธี และลงมือตรวจร่างกายของเขาอย่างรวดเร็วเช่นกัน…
เมธี โบกไม้โบกมือให้สัญญาณว่าตนเองสบายดีทั้งที่ยังไออย่างรุนแรง
“อะไรวะ… เป็นไปได้ยังไง… ทำไมเป็นอย่างนี้… มึงต้องตายสิวะ… หัวใจไหม้ เหมือนไอ้ชาติชั่วนั่น”

เมธี สูดลมหายใจลึก ก่อนมองหน้า บวรศักดิ์ “ใช่ … เกือบไปเหมือนกัน… แต่เพราะอะไรรู้มั้ย … เพราะผมหูหนวกไง … เซลประสาทหูผมเสียมาตั้งนานแล้ว… ”

บวรศักดิ์ ตกใจหยุดนิ่ง
มิน่ามันถึงจ้องหน้ากูตลอด มันอ่านริมฝีปากกูนั่นเอง …
ไอ้บ้า… มันทำให้สมการไม่สมบูรณ์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสัญญาณ โทรศัพท์… ปฏิกิริยาเคมีจากประสาท…ประสาทสัมผัสทางตา … ขาด ปฏิกิริยาเคมีจากประสาทหู… เลวจริงๆ

“มันขโมยความคิดกู… มันจะเอาทฤษฎีคลื่นของกูไปใช้ทำงานวิจัยของมันเอง… มันจะโกงกู” บวรศักดิ์ ตะโกนและดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ขณะ ตำรวจล็อคแขนและใส่กุญแจมือเขา
เมธี หน้าบึ้งขึ้นมาทันที ก่อนเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อของบวรศักดิ์เต็มแรง “มึงรู้มั้ยทำไมกูไม่ผ่าตัดหูของกูให้หายดี … ก็เพราะไอ้นักวิทยาศาสตร์ เลวๆแบบมึงนั่นแหล่ะที่ทำให้กูขยะแขยง… พวกมึงที่แท้ก็คิดถึงแต่ตัวเอง มึงไม่เคยนึกถึงคนที่ต้องการวิชาการเหล่านี้หรอก” เมธี หันไปทางตำรวจข้างๆ “เอาตัวมันไป”
บวรศักดิ์ ถูกลากออกไปอย่างรวดเร็วถึงแม้จะดิ้นรนและโวยวายสุดแรงเกิด

“ปิดคดีได้สักทีนะผู้หมวด” ตำรวจหนุ่มอีกคนเดินเข้ามาด้านหน้าของเมธี… เอ่ยปากพร้อมส่งภาษามือประกอบ
“สองปี … ” เมธี ยิ้ม ส่งภาษามือกลับ
แพทย์ สนามข้างๆ ก้มลงเก็บเครื่องมือ พึมพัมโดยไม่เงยหน้า “ยังไงผมก็เชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นคนดี…”
“ผมก็หวังเช่นนั้น” เมธีเอ่ย

นายตำรวจหนุ่ม และ แพทย์ สนามหยุดชะงักด้วยความสงสัยปนตกใจเล็กน้อย เขาหันหลังให้เมธีอยู่นี่นา
เมธีส่ายหน้า “ใช่… ผมสงสัยว่า คงเป็นเพราะสัญญาณคลื่นเมื่อครู่ … ผมได้ยินอีกครั้งแม้จะเป็นเสียง เบาๆ หึ่งๆ ก็ตาม” เมธี ก้มหน้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ … แต่ก็อย่างที่เห็น ผมเป็นผลพวงที่ไม่ได้เจตนา… อีกครั้ง… ของประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์…” เขาหยุดเล็กน้อย
“แล้วใครจะรู้ว่าจริงๆแล้ว…มีอะไรในตัวผมที่เปลี่ยนแปลงไปอีก บ้างนอกจากการได้ยิน” เมธีเดินจากไปด้วยความรู้สึกที่หดหู่ ทิ้งให้นายตำรวจหนุ่ม และแพทย์สนามตกตะลึงอยู่ตรงนั้นเอง…
“ใครจะรู้บ้าง” เมธีบ่นเบาๆ

ก้อนหินก้อนหนึ่งที่ถูกโยนลงในบ่อน้ำที่นิ่งสงบ
ก่อเกิดคลื่นเป็นวงกว้างแพร่ขยายไปจนสุดขอบบ่อ วงแล้ว วงเล่า จนผิวน้ำสงบนิ่งลงอีกครั้ง
แต่ในระหว่างนั้น
ผู้เฝ้าดูอยู่รอบบ่อ ต่างมีทั้งผู้ชื่นชมกับ ความสวยงามของคลื่น
และผู้ร่ำร้องโหยหาถึงความสงบของผิวน้ำก่อนหน้า
จะมีใครรู้บ้างว่า
เศษดินในก้อนหิน อันมีส่วนผสมที่ซับซ้อน นำมาซึ่ง สารเคมี และ แร่ธาตุ… แตกตัวเจือปนออกมา เป็นส่วนหนึ่งของน้ำนั้นตลอดกาล

By นิราจ

web programmer

2 replies on “คลื่น”

ก่อนอื่น ต้องขออภัย ที่มีการใช้คำไม่สุภาพ ในเรื่องนี้
แต่ผมเห็นว่า อารมณ์ ของเรื่องมันน่าจะประมาณ นี้ นะครับ

เรื่องนี้ เป็น เรื่องที่ผมเขียนส่ง nation book award ครั้งที่หนึ่ง
และมีการปรับชื่อตัวละครในครั้งนี้เพื่อ ผูกโยงเข้ากับเรื่อง “home sweet home” และ “หลอนมรณะ” นะครับ
(ไม่รู้ว่า จะเพียงพอให้ระลึกถึงหรือเปล่า)

ประเด็นการเขียนน่าจะเป็นการทดลอง เดินเรื่องโดย ไดอะล็อก เป็นสำคัญ นะครับ

niraj มีจินตนาการที่แปลกใหม่เสมอ และมีความรอบรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี เรื่องนี้สนุกและคาดเดาไม่ได้เลย หักมุมสะใจครับ แต่อาจจะติด “น” สำหรับเด็อายุต่ำกว่า 13 ก็ตรงภาษาอย่างที่เตือนไว้นั่นแหละครับ

ใส่ความเห็น