มิติไร้กาล : วรากิจ

            เสียงครางประหลาดดังอยู่เหนือรถยนต์คันใหม่เอี่ยมของ ‘เจส’ นักธุรกิจหนุ่มซึ่งเขากำลังขับไปตามเส้นทางแสนเปลี่ยวและรกร้างสายหนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโก  เขาเริ่มได้ยินเสียงนั้นตั้งแต่เข้าเขตเมืองรอสเวลและดูเหมือนว่าเสียงประหลาดนั้นกำลังตามเขามาตลอดทางจนกระทั่งถึงผืนแผ่นดินอันเวิ้งว้างแห่งหนึ่ง  เขาสังเกตเห็นแสงสว่างเจิดจ้าดวงหนึ่งลอยอยู่สูงจากรถยนต์ของเขาไม่มากนัก 

อ่านเพิ่มเติม “มิติไร้กาล : วรากิจ”

Technology Street 2010

งานถนนเทคโนโลยี
วันที่ 12 – 13 มิ.ย. 2553
เวลา 10.00 – 19.00 น.
ณ อาคารแสดงสินค้าอิมแพค ฮอลล์ 2-3
เมืองทองธานี

บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), คณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) ร่วมกันจัดงานถนนเทคโนโลยี ประจำปี 2553 โดยจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 แล้ว

งานที่น่าสนใจ(จากที่อ่านดู)
-งานแสดงของบริษัท Kokoro and Advance Media ผู้ผลิตและพัฒนาหุ่นยนต์ชั้นนำของโลก
-การแข่งขัน ABU Robot Contest Thailand
-หุ่นยนต์ Actroid หุ่นยนต์จำลองเสมือนมนุษย์ที่สวยที่สุดในโลก
-ฯลฯ

หน้าข่าว ไทยรัฐ

นักเดินทางท่องเวลา

“5… 4… 3… 2… 1”
ผลแอ๊ปเปิ้ลเบื้องหน้าหายวับไปกับตา
ไม่ถือเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย เสียงปรบมือกึกก้องในบัดดล
สุพจน์ ผู้ประกาศขั้นตอนการปฏิบัติงาน อดเหลือบมอง นิวัติ นักวิทยาศาสตร์หนุ่มไฟแรง ที่เป็นเจ้าของและหัวเรี่ยวหัวแรงทั้งหมดของโครงการนี้ ไม่ได้
เขาเห็น นิวัติ อมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“และในอีก…” สุพจน์ พูดใส่ อินเตอร์คอม
ผู้เฝ้าชมนับร้อยเงียบกริบลงในทันได
และเหมือนจะหยุดหายใจเสียด้วยซ้ำ
“3… 2… 1…” อ่านเพิ่มเติม “นักเดินทางท่องเวลา”

First Warp

กัปตันตื่นตอนตีห้า เร็วกว่าเวลาที่เขาตื่นเป็นประจำเกือบสองชั่วโมง เขาฝัน และความฝันนั้นชัดเจนมากเสียจนเขารู้ว่าเหงื่อเย็นยะเยือกเปรอะชื้นตามเสื้อผ้านั้นเป็นผลจากความกลัวต่อสิ่งที่ฝัน เขาเหลือบมองนาฬิกาที่ผนัง ตัวเลขดิจิตอลสองแถวกะพริบตามจังหวะวินาที เรือนหนึ่งบอกเวลา อีกเรือนกำลังนับถอยหลัง เจ็ดชั่วโมงครึ่งและลดลงเรื่อย ๆ เลยเวลาสื่อสารครั้งสุดท้ายไปแล้ว หากไม่มีคำสั่งยกเลิกอย่างกะทันหันก็จะมีแต่ตัวเขาเพียงผู้เดียวที่จะระงับการกระโดดครั้งนี้ เขารู้ว่าเป็นเพราะความฝันนั่นเองที่รบกวนเขาอยู่ ตั้งแต่ออกเดินทางมา พวกเขาผ่านอุปสรรคต่าง ๆ นานัปการ หลายครั้งที่อยากจะยกเลิกแล้วหันหลังกลับ แต่พวกเขาก็ผ่านมาได้ จนมาถึงครั้งนี้ที่เดิมพันสูงสุดกำลังถูกวางลงไป และเขาอยากชนะ

ที่ถุงนอนติดกัน รองหัวหน้าฝ่ายสื่อสารลืมตาโพลง มองไปยังผนังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายเหมือนหลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งและไม่ยอมรับรู้สิ่งใด เขาตบไหล่อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อเรียกสติกลับมาซึ่งก็ได้ผลอยู่บ้าง จากนั้นกัปตันปลดตัวเองออกจากพันธนาการ งอเข่า-ถีบผนัง แล้วปล่อยให้ตัวเองลอยไปยังมุมห้องด้านหนึ่ง รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ มีหลายคนตื่นแล้ว ตื่นก่อนเวลาเหมือนกับที่เขาเป็น ได้แต่หวังว่าคนพวกนี้จะตื่นขึ้นด้วยเหตุผลคนละอย่างกับเขา

ที่มุมห้อง โปรแกรมเมอร์มือหนึ่งของโครงการกำลังเกาะผนังห้องมองผ่านกระจกไปยังความเวิ้งว้างข้างนอก เขาเหลียวมองเมื่อกัปตันลอยตัวไปใกล้ กัปตันพิงตัวเองเข้ากับผนัง มองหน้าโปรแกรมเมอร์อยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของลูกเรือทางด้านหลังแต่ก็ยังสบตากันอย่างเงียบ ๆ เวลาเดินไปเชื่องช้า

 “คุณก็ฝันใช่ไหม?” โปรแกรมเมอร์หนุ่มพูดขึ้นมาก่อน

กัปตันพยักหน้า จากนั้นแววตาอีกฝ่ายหนึ่งก็เริ่มสั่นระริก

………. 

“ท่านผู้มีเกียรติ ผมต้องขออภัยที่เรียกประชุมอย่างกะทันหัน ทั้งที่เวลานี้ทุกคนควรกำลังยุ่งอยู่กับภารกิจขั้นตอนสำคัญที่สุด แต่ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ว่าจะในฐานะกัปตัน เพื่อน หรือมนุษย์คนหนึ่ง ผมไม่สามารถปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ปฏิบัติการในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าต้องพบกับความล้มเหลว นั่นทำให้ผมเรียกประชุมด่วนเช้านี้”

กัปตันพูดกับที่ประชุมที่มีเขาและบุคคลสำคัญในทีมงานไม่กี่คนซึ่งจัดขึ้นอย่างฉุกละหุก คำบอกช่วงเวลายังคงถูกใช้แม้ว่ามันจะไม่ได้มืดและสว่างเหมือนบนพื้นโลกก็ตาม

“ผมขอย้ำความสำคัญของพวกท่านทุกคนในที่ประชุมแห่งนี้ก่อนว่าขณะนี้เลยเวลาสื่อสารครั้งสุดท้ายไปแล้ว ข้อมูลทั้งหลายจะยังถูกทยอยส่งไปยังโลก แต่อีกอย่างน้อยสี่ชั่วโมงพวกเขาถึงจะได้รับมัน และถึงแม้จะตอบกลับมาในทันที่ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องใช้เวลาอีกเท่ากันสำหรับคำตอบที่เดินทางมา ซึ่งเลยเส้นตายไปแล้ว หมายความว่าเวลานี้เราไม่มีพี่เลี้ยงข้างเวที ยกสุดท้ายนี้เราต้องชกด้วยตัวเอง”

กัปตันหยุดพูด มองไปทางโปรแกรมเมอร์แล้วพยักหน้า โปรแกรมเมอร์หนุ่มมองกระดาษในมือแล้วพูดขึ้น

“ทุกท่านคงทราบเรื่องความผิดปกติแล้ว ผมขอสรุปเลยว่าในระหว่างตีสี่ถึงตีห้าของวันนี้ พวกเราทุกคนที่กำลังหลับอยู่ในเวรกะสามได้ฝันขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ผมประมาณเวลาฝันจากคนที่ตื่นไปเข้าห้องน้ำคนสุดท้ายที่เวลาตีสามครึ่ง ลูกเรือยืนยันว่าเขาฝันหลังจากกลับจากห้องน้ำแล้ว ในฝันนั้นทุกคนจะได้รับการบอกเล่าจากบุคคลต่าง ๆ กันที่แต่ละคนรู้จักเป็นการส่วนตัวให้ยกเลิกภารกิจนี้เสีย และขู่ว่าหากยังปฏิบัติภารกิจนี้ต่อไปจะเกิดอันตรายถึงชีวิตกับทุกคน

นาฬิกานับถอยหลังไปที่หกชั่วโมง กัปตันได้แต่หวังว่าเขาจะสามารถหาทางออกสำหรับเรื่องประหลาดพิลึกนี้ได้

……….

ภารกิจนี้คือการทดสอบเที่ยวบินเดินทางเร็วกว่าแสงครั้งแรกที่มีมนุษย์เดินทางไปด้วยนอกวงโคจรดาวเนปจูน สถานีทดสอบสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ‘ขนาดของมันใหญ่พอที่จะให้เจ้าหน้าที่ทุกคนอยู่กันได้อย่างเบียดเสียด และเล็กพอที่จะให้ภารกิจดำเนินไปจนจบได้’ ใครคนหนึ่งเคยประชดประชันเอาไว้ มันถูกประกอบในวงโคจรรอบโลก ติดตั้งจรวดขับดัน แล้วผลักให้เดินทางสองปีไปยังจุดหมายที่ขอบของสุริยะจักรวาลเพื่อเปิดฉากการเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงครั้งแรกของมนุษย์

ครั้งหนึ่งไอน์สไตน์เคยก่อกำแพงที่เหมือนจะไม่มีวันข้ามไปได้ด้วยทฤษฎีที่ว่าไม่มีวัตถุใดเดินทางได้เท่าความเร็วแสง  มนุษยชาติเพียรพยายามจะก้าวข้ามมันไปให้ได้ตั้งแต่วิทยาการฟิสิกส์นิวเคลียร์เริ่มต้นขึ้น ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์ที่เซิร์นสามารถสร้างหลุมดำชั่วคราวที่สสารสามารถเล็ดลอดผ่านไปได้หลัีงจากทดลองยิงอนุภาคนับพันนับหมื่นครั้งในอาคารใต้ดินที่พรมแดนสวิสเซอร์แลนด์-ฝรั่งเศส พวกเขาไม่ได้เดินทางด้วยความเร็วแสง แต่กระโดดข้ามมันไปเลย

ไม่เป็นปัญหาสำหรับ “สสาร” ในความหมายของอะตอมหรือโมเลกุล แต่ถ้าเป็น “วัตถุ” ขนาดของหลุมดำจะต้องใหญ่ขึ้น ผ่านการทดลองกับสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จานเพาะเชื้อแบคทีเรียสาบสูญไปหลายใบระหว่างการกระโดดข้ามความเร็วแสง เทคนิคได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นจนในที่สุดพวกเขาเสียกระต่ายไปไม่กี่ตัว และไม่มีความผิดพลาดใด ๆ เลยกับสุนัข ลิงอีกสองสามตัวไม่มีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพ บุคลิกภาพ และสติปัญญา

ก้าวต่อไปคือมนุษย์ 

………. 

ลูกเรือครึ่งลำหลับแล้วฝันเรื่องเดียวกัน เจ็ดชั่วโมงเศษก่อนเวลากระโดด พวกเขาได้รับการบอกเล่าโดยความฝันจากพ่อแม่ ญาติมิตร ครู หรือใครสักคนที่เขารู้จักว่าเขาจะต้องตายกันหมดหากกระโดดข้ามกำแพงแสง

“ผมต้องการคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์” กัปตันเปิดประเด็น “และต้องได้โดยเร็ว ก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม”

“ไม่มีครับ เรื่องนี้อยู่เหนือวิทยาศาสตร์ทุกแขนงที่เรารู้จัก ไม่มีที่ให้ความน่าจะเป็นใด ๆ สำหรับการฝันด้วยเรื่องเดียวกันและพร้อมกันแบบนี้”

แพทย์ประจำสถานีพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ในมือกำปึกกระดาษบันทึกข้อความที่ลูกเรือทุกคนในเวรนอนรอบนั้นถูกสั่งให้เขียนถึงความฝันของแต่ละคน เหงื่อในมือของเขาซึมเข้าไปในแผ่นกระดาษจนบางแผ่นบิดม้วน เขาถือมันแน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้าย ข้อความแทบทั้งหมดตรงกันชนิดที่ไม่มีช่องว่างให้ความสงสัยแทรกตัวเข้ามาได้เลย มันพ่วงความจริงที่ว่าลูกเรือกะสามบางคนต้องควบกะเพราะมีบางคนกลัวสิ่งที่ฝันจนไม่กล้ากลับไปทำงาน หนึ่งในจำนวนนั้นต้องได้รับยาเพื่อให้สงบลงได้ ปฏิบัติการกำลังอยู่ในภาวะง่อนแง่นด้วยสภาวะจิตใจของลูกเรือ ข่าวสารและความหวาดระแวงกำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ

นี่คือข้อด้อยของวิทยาศาสตร์ สิ่งที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของมนุษย์อาจมีอยู่จริงแต่ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับที่ไอน์สไตน์ผิดเรื่องการเดินทางเร็วกว่าแสง เพียงแต่เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจะต้องใช้อะไรมาทดสอบ จึงจะได้คำตอบที่พวกเขาพอใจ

“หมายความว่าเราต้องยอมรับทฤษฎีที่ว่ามีใครหรืออะไรบางอย่างกำลังจะบ่อนทำลายภารกิจของเราอย่างนั้นใช่ไหม?” กัปตันถาม

แพทย์ประจำสถานีก้มลงมองกระดาษในมือ ข้อความที่กัปตันเขียนไม่ต่างจากลูกเรือคนอื่น “หากใครจะปฏิเสธก็ต้องเริ่มจากปฏิเสธสิ่งที่ฝันและเขียนลงในบันทึกนี้ก่อน และผมอยากให้เราทุกคนในที่นี้รับรองว่าบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการประชุม”

ไมมีใครปฏิเสธ

………. 

ข้อดีของการกระโดดข้ามความเร็วแสงคือมันไม่จำเป็นต้องมีสถานีปลายทาง การกระโดดแต่ละครั้งอาศัยเพียงอุปกรณ์เหนี่ยวนำให้เกิดหลุมดำชั่วคราว ตั้งพิกัดและจากนั้นก็จับเอาสิ่งที่ต้องการโยนเข้าไป สิ่งนั้นก็จะกระโดดไปปรากฏที่ปลายทาง และเมื่อตัดพลังงานที่ป้อนให้หลุมดำแล้วมันก็ไม่ต่างจากอุปกรณ์อีเล็กโทรนิกส์ที่ไม่มีแบตเตอรี่ชิ้นหนึ่ง และอีกสิ่งที่เป็นเหมือนของขวัญจากสวรรค์ก็คือยิ่งระยะทางไกลขึ้น ยิ่งใช้พลังงานน้อยลง การใช้พลังงานจะลดลงจนถึงค่าคงที่ระดับหนึ่ง ในทางทฤษฎี มนุษย์สามารถเดินทางไปจนถึงขอบเอกภพได้ถ้ามันมีอยู่จริง และนั่นหมายถึงศตวรรษของการเดินทางระหว่างดวงดาวกำลังจะเปิดขึ้น ระยะทางไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

ปัญหาใหญ่เพียงประการเดียวของมันก็คืองบประมาณ หากต้องการส่งมนุษย์ไปนอกพรมแดนของระบบสุริยะก็ต้องใช้ยานอวกาศ และนั่นทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใหญ่โตขึ้น

ปัญหาของการ “ใหญ่ขึ้น” คือต้องใช้งบประมาณสูงขึ้น เมื่อต้องการงบประมาณ เรื่องนี้จึงต้องเข้าสภานิติบัญญัติ มันเป็นที่มาของการถูกรุมทึ้งด้วยกลุ่มคนหลากหลายประเภท ตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา สื่อมวลชน และหนีไม่พ้นนักการเมือง ภาพลักษณ์ของการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของมนุษย์ถูกโหมประโคม บิดเบือน และแทรกแซง “หลุมดำ” เป็นคำเรียกที่แสดงถึงอันตรายมากเกินกว่าที่มนุษย์จะไว้ใจได้ ปฏิบัติการส่งยานอวกาศเดินทางเร็วกว่าแสงครั้งแรกของมนุษยชาติจึงต้องออกไปดำเนินการในสถานที่ที่คาดว่าปลอดภัย… หลังเงาคราสของเนปจูน เพียงเพราะอย่างน้อยมันก็ได้ชื่อว่าอยู่นอกระบบสุริยะ ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันว่ามันปลอดภัยมากแม้จะทำกันหลังบ้านใครสักคนก็ตาม

เช่นเดียวกับการยิงอนุภาคเพื่อสร้างหลุมดำจิ๋วครั้งแรกของนักวิทยาศาสตร์ที่สวิสเซอร์แลนด์ พวกเขาได้รับทั้งดอกไม้และก้อนหิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลัง และส่วนใหญ่ตกใส่นักวิทยาศาสตร์มากกว่าตกลงไปในหลุมดำ

………. 

          “ผมต้องยอมรับประการหนึ่งว่าเรื่องนี้อยู่เหนือขอบเขตของวิทยาศาสตร์ที่เรารู้จัก เรารู้แต่เพียงว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มแน่ ๆ ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ผมอยากให้ใครก็ได้ในที่นี้ช่วยสร้างทฤษฎีมาสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผมฟังสักหน่อย” กัปตันเรียกร้อง

          “ภูมิปัญญาที่เราไม่รู้จัก” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโครงการพูดขึ้น เขาเป็นชายสูงอายุที่ปกติจะขลุกอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และแผ่นกระดาษ ด้วยความเห็นที่ก้าวหน้าทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้ต่อต้านการออกเดินทางไกลด้วยทุนมหาศาล ‘ทำมันที่ทะเลทรายก็ได้’ เขาเคยพูดไว้ แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่ชนะการเมือง มันทำให้เขาต้องร่วมทีมนี้มาอย่างไม่มีทางปฏิเสธได้

“มนุษย์ไม่สามารถสร้างปรากฏการณ์แบบนี้ได้ เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่ามันเกิดจากภูมิปัญญาที่สูงกว่าการรับรู้ของเรา ผมไม่อยากให้เสียเวลาอันมีค่า ผมคิดว่า…มนุษย์ต่างดาวทำมันขึ้นมา” น้ำเสียงของเขาบอกถึงความไม่มั่นใจเมื่อพูดถึงมนุษย์ต่างดาว เรื่องนี้ไม่ควรหลุดออกมาจากปากของนักฟิสิกส์ แต่เขาก็พูดต่อ

“เนื้อหาในความฝันนั้นชัดเจน บอกว่าถ้าเรายังดื้อดึงกระโจนข้ามความเร็วแสงไปนอกระบบสุริยะจักรวาล จะเกิดอันตรายถึงชีวิตกับทุกคน ผมไม่สามารถจินตนาการถึงอะไรที่จะมาขู่ฆ่าพวกเราทุกคนได้นอกจากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่สามารถส่งสารมายังพวกเราผ่านความฝัน มันชัดเจนจนผมอยากจะไปที่ห้องควบคุมแล้วเอาปืนจี้หัวต้นหนให้หันยานกลับโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และหากจะให้ประเด็นนี้จำกัดอยู่เฉพาะวิทยาศาสตร์ก็คงต้องบอกไว้ด้วยว่าผมไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า” เสียงของเขาสั่นเมื่อพูดถึงตอนท้าย

ใครคนหนึ่งเอื้อมมือไปหยิบบันทึกที่แพทย์ประจำสถานีถือไว้ไปดู เสียงกระดาษถูกพลิกดังทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์พูดจบ

“ผมเห็นด้วยเรื่องความชัดเจนของเนื้อหาในความฝัน” โปรแกรมเมอร์พูดเสริมขึ้น  “แม่… เออ… คนที่เรารู้จักลอยตัวในสภาพไร้น้ำหนักอยู่ตรงหน้าในตำแหน่งถุงนอนของแต่ละคน ผู้ส่งสารไม่เลือกสภาพแวดล้อมอื่นที่จะทำให้เราไขว้เขว ทุกคนรู้สึกเหมือนกับสิ่งนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าในขณะที่กำลังหลับ ผมคิดว่ามันทำให้เรารู้สึกได้ว่าความประสงค์ร้ายนั้นอยู่ภายในสถานีนี้เอง และมันพร้อมจะจัดการพวกเราทันทีที่เราไม่ปฏิบัติตาม”

เสียงใครคนหนึ่งกำลังสะอื้น กัปตันรู้สึกว่าอุณหภูมิห้องลดต่ำลงกว่าที่เคย หนาวจนจับขั้วหัวใจ นาฬิกาบอกเวลานับถอยหลังไม่ถึงหกชั่วโมง

“ท่านสุภาพบุรุษ” เสียงรองกัปตันพูดขึ้น ในมือถือปึกกระดาษยับย่นที่ขอมาจากแพทย์ประจำสถานี “เรากำลังถูกบลัฟ

……….

โครงการอวกาศเป็นเรื่องของขีดจำกัดและความคุ้มทุน สถานีอวกาศและยานอวกาศทั้งหลายที่ถูกส่งออกไปนอกบรรยากาศโลกตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาเหมือนพ่อแม่ที่ยังไม่พร้อมจะมีลูกแต่ตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ มนุษย์ออกไปบุกเบิกอวกาศก่อนเวลาอันควรด้วยเทคโนโลยีที่ยังไม่พัฒนาพอมาตั้งแต่ต้น โครงการนี้ก็เช่นกัน

อุปกรณ์ พลังงาน อาหาร อากาศ จำนวนคน และทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องถูกคำนวณอย่างดีก่อนส่งขึ้นไปปฏิบัติการ หากสถานีอวกาศจะต้องเดินทางไปเนปจูน มันก็จะบรรทุกทรัพยากรทุกอย่างไปเพียงพอแค่ไปถึงเนปจูนและเดินทางกลับ ไม่มีโอกาสให้แวะชมวงแหวนดาวเสาร์ และไม่มีโอกาสให้ผิดพลาดและลองใหม่

ขั้นตอนคือสถานีอวกาศเดินทางไปใกล้ดาวเนปจูน จากนั้นปล่อยยานอวกาศขนาดสองที่นั่งให้ลอยห่างออกไป มันจะเข้าไปหลังดาวเนปจูน สร้างหลุมดำชั่วคราวแล้วกระโจนข้ามความเร็วแสงไปยังจุดหนึ่งนอกระบบสุริยะจักรวาล ปล่อยดาวเทียมดวงหนึ่งที่จะส่งสัญญาณกลับมาเพื่อยืนยันการไปถึงของมัน ระหว่างนั้นสถานีอวกาศจะโคจรรอบดาวเนปจูนแล้ววกกลับไปยังโลก ยานอวกาศที่ส่งออกไปจะกระโจนข้ามความเร็วแสงกลับมาเทียบที่สถานีอวกาศและเดินทางกลับบ้าน

กระบวนการทั้งหมดมีโอกาสเพียงครั้งเดียว ไม่มีการวนกลับแล้วลองใหม่หากครั้งแรกล้มเหลว

……….

“เรากำลังถูกบลัฟ” รองกัปตันพูดขึ้น เธอเป็นผู้หญิงวัยสี่สิบต้น ๆ ที่แทบไม่มีดีกรีอะไรต่อท้ายชื่อให้เป็นที่รู้จักแต่เข้าร่วมโครงการด้วยคะแนนสอบที่สูงลิบ ด้วยบุคลิกที่ดี เงียบขรึม สงวนท่าที และมีความเป็นผู้นำสูง กัปตันคิดอยู่เสมอว่าเสร็จภารกิจนี้รับรองได้ว่าหน้าที่การงานของเธอก้าวไปไกลแน่

“หมายความว่าอย่างไร” กัปตันถาม “คุณกำลังจะบอกว่าเราถูกหลอกอย่างนั้นหรือ”

“ฉันกำลังคิดว่าเรื่องนี้มีความนัยแฝงอยู่ ข้อความถูกส่งมาถึงพวกเราหลังการสื่อสารครั้งสุดท้าย แปลว่าพวกนั้นต้องการให้เฉพาะพวกเราในปฏิบัติการเป็นผู้ตัดสินใจ การสื่อสารแบบโต้ตอบต้องใช้เวลามากกว่าแปดชั่วโมงและพวกเขาเลือกเวลาที่เราไม่สามารถขอความเห็นจากโลกได้…นั่นประการหนึ่ง และอีกเรื่องหนึ่งคือทำไมพวกนั้นไม่บอกเราก่อนหน้านี้ ลองคิดว่าถ้าค่อย ๆ ปลูกต้นไม้แห่งความกลัวใส่สมองพวกเราให้มันโตช้า ๆ จะชักจูงเราได้ดีกว่าหย่อนระเบิดแห่งความกลัวลงมากลางวงพวกเราแบบนี้ ฉันว่าปฏิกิริยาโต้ตอบของมนุษย์จะคาดการณ์ได้ยากกว่า”

สองสามคนพยักหน้าเห็นด้วย

“ฉันคิดว่าพวกนั้นคงเฝ้าสังเกตพวกเรามาระยะหนึ่งแล้ว เราผ่านการทดลองมาหลายขั้นตอนกว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ แล้วถ้าพวกนั้นจะหยุดพวกเราก็แค่แปลงร่างเป็นอับราฮัม ลินคอล์นไปบอกประธานาธิบดีในฝันก็ได้ เขาหยุดโครงการได้ตั้งแต่ต้นและไม่มีความเสี่ยงสำหรับพวกนั้นด้วย พวกเราเองยังมีโอกาสตัดสินใจปฏิบัติภารกิจต่อ แล้วทำไมถึงยังมาเลือกพวกเรา มีเวลาจำกัดอีกต่างหาก”

“คงเพราะสถานการณ์แบบนี้พวกเราอาจตัดสินใจผิดพลาดได้” กัปตันตอบ เขาไม่ได้อธิบายว่าพลาดโดยการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติกันแน่

รองกัปตันพูดต่อ “ทุกคนลองคิดดู เรากำลังเล่นโปกเกอร์กับไอน์สไตน์อยู่ เราเรียกไพ่มาแล้วสี่ใบ เรียงตั้งแต่สิบถึงคิงโพธิ์ดำ ส่วนไอน์สไตน์ไม่มีอะไรในมือเลย แล้วอยู่ดี ๆ มีมนุษย์ต่างดาวมาขอเล่นด้วยเป็นคนที่สาม เรียกไพ่ห้าใบรวดแล้วบอกให้เรายอมแพ้ซะ เขามีสิบถึงเอหน้าอื่นและเขาจะชนะ ทั้งที่ไพ่อีกใบของพวกเรานั้นถึงอย่างไรก็เป็นเอโพธิ์ดำแน่นอน เราทดลองมาแล้วกี่ครั้งกว่าจะรู้ว่าเราทำกับมนุษย์และยานอวกาศได้ โอกาสผิดพลาดของพวกเราต่ำมาก พวกนั้นกำลังบลัฟเราอยู่”

“พวกนั้นจะเสียอะไรหากเรากระโดดข้ามความเร็วแสงได้” กัปตันตั้งข้อสงสัย

“ฉันไม่รู้ ฉันว่าพวกนั้นทำลายเราได้โดยไม่ต้องขู่ด้วยซ้ำ”

ห้องเงียบลงชั่วครู่ ใกล้ถึงเวลาปล่อยยานอวกาศเข้าทุกที

“อาจเป็นพวกเอเลียนที่ผูกขาดการเดินทางเร็วกว่าแสงไว้เพียงเผ่าพันธุ์เดียวในกาแลกซี่ทางช้างเผือก และจะเสียโอกาสหรือขาดทุนถึงขั้นล้มละลายหากมีคู่แข่งเกิดขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่ในรุ่นของเราแน่ แต่อีกสี่หรือห้าสิบปีข้างหน้าอาจเป็นไปได้ถ้าเทคโนโลยีของเราดีขึ้น และเราสามารถทำให้การเดินทางระหว่างดวงดาวเหมือนการไปซื้อของที่ซูเปอร์มาเก็ต แล้วเราอาจจะได้ซื้อของจากมิสเตอร์สปอ๊คก็เป็นได้” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์บอกจินตนาการของเขา

“หรือไม่ เราก็จะได้พบกับดาร์ธ เวเดอร์ในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า” โปรแกรมเมอร์โครงการพูดขึ้น

มันดังพอจะทำให้กัปตันต้องหยุดคิด และเขาต้องตัดสินใจในอีกไม่นาน

………. 

พวกเขากำลังเดินทางกลับ ไม่มีมนุษย์ต่างดาว ไม่มียานอวกาศไร้สัญชาติพร้อมปืนใหญ่พลังแสง ไม่มีภยันตรายอันคาดไม่ถึง

ตามโครงการ ไม่ว่าจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จหรือไม่ พวกเขาจะเดินทางกลับด้วยยานอวกาศอีกลำที่แยกตัวออกมาจากสถานีอวกาศ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแบกสัมภาระขนาดใหญ่กลับ พวกเขาจะปล่อยให้สถานีและยานอวกาศขนาดเล็กที่ส่งนักบินสองคนเดินทางพ้นความเร็วแสงครั้งแรกกลายเป็นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของการเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงของมนุษยชาติต่อไป

สำหรับกัปตันแล้ว แค่การได้มาอยู่ในสถานีอวกาศสุดขอบระบบสุริยะเป็นความท้าทายในเรื่องที่ไม่มีวันเอาชนะได้อย่างหนึ่งของมนุษย์แล้ว การทำงานในสภาวะปิดและแยกตัวอย่างสมบูรณ์ของสถานีแห่งนี้ทำลายสถิติทุกอย่างที่เคยบันทึกไว้ในโลกไปหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนคนที่ใช้ ระยะทางไกลสี่ชั่วโมงแสง  การบริโภคอาหารและอากาศที่ไม่เคยมีการเดินทางครั้งใดในอวกาศจะใช้มากเท่านี้ และที่สำคัญที่สุดคือมันใช้ทรัพยากรมหาศาลเกินกว่านักการเมืองคนใดจะจินตนาการได้ …ไม่ว่าภารกิจจะสำเร็จหรือล้มเหลวมันก็จะยังเป็นสถิติอันยิ่งใหญ่อยู่ดี  และคงอีกนานกว่าจะทำลายลงได้

กัปตันลอยตัวไปที่กระจก เขามองเห็นเสี้ยวหนึ่งของดาวเนปจูนอยู่ที่มุมหนึ่ง จากนั้นแนบหน้าเข้าไป  พยายามใช้สองมือบังแสงจากในห้องเพื่อจะได้เห็นมันชัดขึ้น…เป็นครั้งสุดท้าย รองกัปตันลอยตัวมาใกล้ ๆ เหนี่ยวขอบกระจกเอาไว้ไม่ให้ชนกับผนัง

“คุณไม่ได้เขียนในบันทึกว่าคุณฝันถึงใคร” รองกัปตันพูด

“จำเป็นด้วยหรือ”

“บอกฉันมาเถอะ ใครก็ได้ คุณจะโกหกก็ยังได้”

กัปตันแนบหน้ากับกระจกเข้าไปอีก ซ่อนใบหน้าไว้ในวงฝ่ามือ “เมียผม ตอนนี้คงนั่งรออยู่ที่บ้าน”

“คุณนี่กล้าดีจริง ๆ”

 

ข้างหลังพวกเขา ลูกเรือกำลังฉลองกันอยู่…

ชีวิต นิรันดร์

ประธานาธิบดี เว่ย ถูกเรียกตัวเข้าประชุม กลางดึก
มันเป็นเวลา ตีสาม ของคืนที่หนาวเย็นที่สุด คืนหนึ่งในชีวิตของเขา
โดยปกติ เรื่องที่มีความสำคัญขนาดเรียกประชุมผู้นำประเทศในเวลาเช่นนี้ได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องสงครามโลกเท่านั้น
แต่ไม่ใช่ วันนี้
อ่านเพิ่มเติม “ชีวิต นิรันดร์”

เร็วกว่าแสง

คนขับรถเมล์: “คุณไปทำงานทันแน่ครับ เพราะรถเมล์คันนี้วิ่งได้เร็วกว่าแสง”
ผู้โดยสาร: “แต่มันเลยป้ายที่ผมจะลงมาหลายป้ายแล้วครับ”

ผลการตัดสินการ์ตูนไซ-ไฟรอบชิงชนะเลิศ

ผลการประกวดโครงการการ์ตูนไซไฟไทย ก้าวไกลสู่สากล ครั้งที่ 1 รอบชิงชนะเลิศ

ระดับมัธยม

อันดับ          ชื่อทีม                                 ชื่อเรื่อง

1                 K-Os                                    Sense

2                 Doubt                                   Last Chance – หนทางสุดท้าย

3                 กลิ่นกล้วยหอม                        ——

4                 ตามใจตูดหมึก                        Lucas-GX3679

5                 Homunculus                         Metal Rix

ระดับมหาวิทยาลัย

1                 ขนมผิง234                            Helios

2                 Bakk Family                          K.Y.A.

3                 MMA                                      Water – น้ำ

4                 M1stBoxcttuhz                      Final: Commander

5                 Blah Blah Blah                      Daybreak’s Bell – ระฆังแห่งรุ่งอรุณ

ผลงานของทุกทีมจะถูกนำเสนอในเว็บไซต์ www.okkid.net ต่อไป  ทั้งนี้คณะกรรมการตัดสินฯ มีความเห็นให้บางทีมปรับรุง/แก้ไขผลงาน อาทิ แก้ไขคำผิดให้ถูกต้อง เติมชื่อเรื่อง  ปรับภาพบางส่วนเล็กน้อย ฯลฯ โดยทางโครงการฯ จะรวบรวมความเห็นและติดต่อส่งให้ทุกทีมภายในเร็วๆ นี้ รวมทั้งแจ้งรายละเอียดการรับรางวัลต่อไป

วิเคราะห์ avatar ในเชิงวิทยาศาสตร์กัน

ไปดูมาแล้วครับ ที่ iMAX และเข้าใจว่าหลายๆคนคงไปดูมาแล้ว CG และ 3D ดูสนุกมากๆครับ
แต่ผมว่ามาลองออกความเห็นในเชิง วิทยาศาตร์ กันดีกว่า ครับ
อาทิเช่น
– การที่ชาวแพนโดร่า เรืองแสงในเวลากลางคืน
ซึ่งโดยความเคยชินของเรา(ผมเอง) ผมมองว่า น่าจะเป็นบนดาว ที่มีความมืด มากๆหรือเปล่า?( และ ไม่น่าจะมีกลางวันด้วยซ้ำ)
– หรือการที่ ชาว navi มีโครงร่างที่สูงใหญ่ ลักษณะของแรงโน้มถ่วง ก็น่าจะมีผล
น่าจะต่างจากบนโลกด้วยหรือเปล่า แต่ดูจาก ลักษณะของมนุษย์ที่ไปใช้ชีวิตบนนั้น ก็ดูจะไม่มีผลสักเท่าไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

พอดีจำส่วนผสมของอากาศบน แพนโดร่า ไม่ได้ ไม่งั้นคงมีประเด็นนี้ด้วย

ลองมาคิดวิเคราะห์กันดู
หนุกๆ ครับ

ดู วิดีโอ เพิ่มเติม
อ่านเพิ่มเติม “วิเคราะห์ avatar ในเชิงวิทยาศาสตร์กัน”

วันสิ้นโลก

17/12/2012

            เด็กน้อยมองผ่านกล้องดูดาวของเขาอีกครั้ง จุดสีขาวเล็กๆ ที่ริมขอบฟ้าทางทิศตะวันตกยังคงปรากฏอยู่เช่นเดิม เขาไม่ได้ตาฝาดไป เด็กน้อยหันกลับไปหาหนังสือคู่มือดูดาวฉบับกระเป๋าที่แถมมากับตัวกล้อง ตามข้อมูลที่หนังสือเล่มนี้ระบุเอาไว้ ไม่ควรจะมีสิ่งใดปรากฏอยู่บนฟากฟ้า ณ ตำแหน่งนั้น

            พ่อของเขาที่กำลังนอนดูการถ่ายทอดสดอเมริกันฟุตบอลคู่โปรดอย่างสบายอารมณ์ ดูจะไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ที่ลูกชายกำลังเล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้น

            “หนังสือเล่มเล็กๆ ของลูกนั่นเชื่อไม่ได้หรอก”

            สายตาของเขายังคงไม่ละจากหน้าจอโทรทัศน์

            “ถ้าลูกสนใจมากขนาดนั้น วันเสาร์หน้าพ่อจะพาลูกไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับการดูดาวแบบจริงๆ จังๆ เลย”

#####

            เจฟ พึ่งได้รับตำแหน่งใหม่ในหอดูดาวแห่งอริโซนาเมื่อไม่นานมานี้ เขามาขึ้นเวรตามปกติเหมือนเช่นเคย งานประจำในช่วงนี้ของเขาคือการตรวจสอบแผนที่ของดวงดาราในขอบฟ้าทางทิศตะวันตก การทำงานคนเดียวในยามค่ำคืนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เขาโปรดปรานเป็นที่สุด

            เสียงเพลงบรรเลงดังผ่านลำโพงของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เขากำลังใช้งานอยู่ เครื่องเล่นเพลงขนาดจิ๋วของเขาถูกต่อเข้ากับมัน นี่เป็นการละเมิดกฎของสถานที่ทำงานแห่งนี้ แต่คืนนี้มีเขาอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น

            มีข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอ นี่ก็เป็นการละเมิดกฎอีกข้อหนึ่งเช่นกัน เรย์ เพื่อนของเขาส่งข้อความมาถึง คืนนี้เขาคงขึ้นเวรเช่นกัน พวกเขาเป็นเพื่อนที่ไม่เคยพบหน้ากันจริงๆ มาก่อน แต่พวกเขาต่างกำลังมองไปบนท้องฟ้าเดียวกัน ทำงานเหมือนๆ กัน แต่จากตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลกันหลายร้อยไมล์

            ‘มีอะไรแปลกๆ ข้างบนนั่น’

            สองชั่วโมงหลังจากที่ข้อความสั้นๆ นี้ถูกส่งมาถึง พวกเขาต่างกำลังช่วยกันตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดใหม่อีกครั้ง การยืนยันจากตำแหน่งที่แตกต่างกันบนพื้นโลกทำให้ผลการคำนวณมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น และนั่นยิ่งทำให้พวกเขาไม่เชื่อในสิ่งที่ได้พบ

            ‘มันเป็นไปไม่ได้’

            เรย์ส่งข้อความมาอีกครั้งหลังจากเงียบหายไปพักหนึ่ง

            ‘เราต้องกดปุ่มนั่น’

            เจฟตอบข้อความกลับไป

            ‘นายจะได้กลายเป็นตัวตลกน่ะสิ’

            เมื่อหลายปีก่อนเคยมีนักดาราศาสตร์ชื่อดังคนหนึ่งได้ค้นพบดาวหางดวงใหม่ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นมากมายนัก ยังคงมีการค้นพบดาวหางที่ไม่มีใครรู้จักอยู่ แม้จะไม่บ่อยนัก แต่ชายคนนั้นได้ทำการคำนวณวิถีโคจรของมัน และได้ผลลัพธ์ที่น่าตื่นตะลึงออกมา เขาตัดสินใจกดปุ่มๆ หนึ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอบนเครือข่ายของนักดาราศาสตร์ทันที ปุ่มที่หลายคนคิดว่าเป็นเพียงเรื่องตลกของคนดูแลระบบ

            การคำนวณของเขาผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ คงเป็นเพราะความตื่นเต้น บวกกับความเชื่อส่วนตัวของเขา ผลของการกระทำในครั้งนั้นทำให้เขาต้องกลายเป็นตัวตลกในวงการนักดาราศาสตร์ ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเขาก็หายตัวไป ไม่มีใครได้รับรู้เรื่องราวของเขาอีกเลยนับจากนั้น

            แม้ว่าจะมีหลายคนแสดงความเห็นให้นำปุ่มดังกล่าวออกไป แต่มันก็ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

            ‘ไม่มีเวลาแล้ว นายดูวันที่นั่นสิ’

            ‘พวกเราต้องคิดผิดไปแน่ๆ’

            ‘ฉันจะรับผิดชอบเอง ฉันจะไม่อ้างถึงนาย’

            เจฟพิมพ์ตอบกลับไปพร้อมกับเลื่อนลูกศรบนจอไปที่ปุ่มสีแดงที่อยู่ตรงมุมบนซ้ายของเครือข่ายนักดาราศาสตร์ทั่วโลก ปุ่มที่แม้แต่ตัวเขาเองก็เคยคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องตลก นิ้วชี้ของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อลูกศรทับลงบนปุ่มนั้น

            เขากลั้นใจแล้วกดปุ่ม มีหน้าต่างเล็กๆ เปิดขึ้นมา เขาลากแฟ้มข้อมูลที่บรรจุผลการคำนวณทั้งหมดของเขาใส่ลงในนั้น ข้อมูลทั้งหมดจะถูกอัพโหลดเพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปตรวจสอบอีกครั้ง

            ตอนนี้ข้อความสั้นๆ กำลังถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนี้

            ‘อามาเกดอน’

            ตัวอักษรสีแดงนี้กระพริบขึ้นบนหน้าจอของเจฟเช่นกัน เขายกมือขึ้นมากุมประสานกันพร้อมกับมองขึ้นไปบนฟากฟ้า และทำสิ่งที่เขาไม่ค่อยทำบ่อยนัก เขาเริ่มสวดภาวนา

            ‘…ขอให้ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ถึงแม้ผมจะต้องกลายเป็นตัวตลกก็ตาม…’

#####

            เจฟถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวออกมาจากหอดูดาวแห่งอริโซนา หลังจากที่ข้อมูลเกี่ยวกับอามาเกดอนของเขาถูกอัพโหลดไปยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เขาไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย ที่เขาอยากให้มันเป็นคือทุกอย่างเงียบสงบไปจนถึงตอนเช้า แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็จะกลายเป็นตัวตลก เป็นเรื่องโจ๊กในวงการไปอีกหลายเดือน

            เขาเดินคอตกตามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไปอย่างเงียบๆ เขาไม่แน่ใจว่าพวกคนเหล่านี้จะรู้เรื่องนี้แล้วหรือไม่ แต่เขาก็เพียงแค่รำพึงรำพันอยู่ในใจเท่านั้น

            ‘ดาวหางกำลังจะพุ่งชนโลก พวกเราจะตายกันหมดในอีกสามวันเท่านั้น’

#####

18/12/2012     

            มาร์ค นั่งลงที่โต๊ะภายในห้องทำงานอันหรูหรา ซึ่งเขายังไม่ค่อยคุ้นเคยกับมันสักเท่าไร ท้องฟ้าข้างนอกยังคงมืดมิด ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นสู่ขอบฟ้า เขามักจะตื่นขึ้นทำงานแต่เช้าตรู่แบบนี้เป็นประจำมาหลายสิบปีแล้ว และไม่เคยคิดจะเปลี่ยน

            เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้คล้ายกับอยู่ในความฝันที่ยังไม่สิ้นสุด การหาเสียงอย่างดุเดือดที่ผ่านมาสร้างความเหน็ดเหนื่อยให้กับเขาอย่างมากมาย แต่เขาจะฉีกยิ้มกว้างทุกครั้งเมื่อถูกใครๆ เรียกว่า ‘ท่านประธานาธิบดี’

            งานฉลองของปีนี้จะต้องไม่เหมือนกับปีไหนๆ ในชีวิตที่ผ่านมาของเขา ความฝันของเด็กชายตัวน้อยจากครอบครัวชนชั้นกลางได้กลายมาเป็นความจริงในที่สุด นี่คือจุดสุดยอดของความฝันแบบอเมริกัน แต่ยังก่อนเพราะนั่นยังไม่ใช่ความฝันทั้งหมดของเขา

            ‘ฉันจะต้องกลายเป็นที่จดจำ จะต้องเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอเมริกาอันยิ่งใหญ่’

            เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นภายในห้อง ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ เขาหันมองไปยังที่มาของเสียง โทรศัพท์รูปทรงโบราณที่เข้ากันกับห้องหรูห้องนี้ แต่สีแดงของตัวเครื่องเป็นสิ่งที่ทำให้มันดูผิดที่ผิดทางอยู่บ้าง

            มาร์คทบทวนความทรงจำของเขา เจ้าหน้าที่ที่นำเขามายัง ‘ห้องทำงานรูปไข่’ แห่งนี้เป็นครั้งแรก ได้แนะนำอะไรหลายๆ อย่างให้กับเขา และหนึ่งในนั้นก็เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์สีแดงเครื่องนี้

            เขานึกออกอย่างรวดเร็วพร้อมกับรีบก้าวไปหามัน แต่ก่อนที่เขาจะยกหู ‘โทรศัพท์ฉุกเฉิน’ ขึ้นมา เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง และพยายามทำเสียงของเขาให้ฟังดูเยือกเย็นอย่างที่เคยถูกแนะนำให้ทำในตอนที่ต้องโต้วาทีถ่ายทอดสดกับคู่แข่งคนสำคัญของเขา

            “ผมมาร์คพูดสายอยู่ครับ”

            “สวัสดีตอนเช้าครับ ท่านประธานาธิบดี…ขออภัยที่ต้องรบกวนท่านแต่เช้า ผมรีรอยผู้อำนวยการองค์การนาซ่าครับ”

            เสียงจากปลายสายนั้นฟังดูเยือกเย็นเหมือนกับถูกฝึกมาดีเช่นกัน

            “เราเจอปัญหาอะไรหรือ”

            เขาถามพร้อมกับพยายามคิดถึงความเป็นไปได้ของเรื่องร้ายๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การนาซ่า สิ่งเดียวที่เขาคิดออกคือโครงการสถานีอวกาศ แต่ถ้ามีปัญหาอะไรบนนั้น นั่นก็ยังไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอต่อการใช้สายฉุกเฉินนี้

            “เราได้รับข้อมูลที่สำคัญมา เจ้าหน้าที่ของเราได้ทำการตรวจสอบยืนยันแล้ว ข้อมูลดังกล่าวมีความถูกต้อง ผมได้สั่งให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวไปแล้ว แต่มันคงขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น…ในยุคนี้ข้อมูลทุกอย่างกระจายไปอย่างรวดเร็วเสมอ”

            “…เรื่องอะไรล่ะ”

            หรือว่าจะเป็นเรื่องของการไปเหยียบดวงจันทร์ เรื่องการผ่าศพมนุษย์ต่างดาว หรือจะเป็นเรื่องแอเรีย51 ตั้งแต่เขาได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ เขาก็ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความลับทั้งหลายที่ผู้คนและเขาเองสงสัย ความจริงเหล่านี้บางเรื่องทำให้เขาต้องประหลาดใจ และความจริงในหลายเรื่องก็แปลกประหลาดยิ่งกว่าเรื่องราวที่เล่าลือกันเสียอีก

            “มีดาวหางดวงหนึ่งกำลังจะพุ่งชนโลกครับท่าน”

            เสียงของรีรอยราบเรียบราวกับเขากำลังบอกว่าเช้านี้เขาพึ่งดื่มกาแฟไปแก้วหนึ่ง

            “อะไรนะ”

            “มีดาวหางขนาดใหญ่ดวงหนึ่งกำลังพุ่งตรงมายังโลก จากการคำนวณมันจะพุ่งชนเราในวันที่…ยี่สิบ ธันวาคม สองพันสิบสอง หรือในอีกสองวันนับจากนี้ ตำแหน่งของการตกกระทบคาดว่าน่าจะเป็นในแปซิฟิกครับ”

            เขาหยุดคิดเพียงครู่หนึ่งก่อนที่จะถามต่อไป

            “…ความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นล่ะ”

            “…เราคาดคะเนจากสีของมันว่าน่าจะมีแกนเป็นโลหะ…และมีขนาดใหญ่พอๆ กับเกาะฮาวาย ความเสียหาย…ก็คงพอๆ กับที่พวกไดโนเสาร์เคยเจอมาก่อนครับท่าน”

            เขาเผลอส่งเสียงตวาดออกมาอย่างลืมตัว

            “ทำไมเราไม่เจอมันก่อนหน้านี้ มันหลุดรอดสายตาพวกคุณไปได้ยังไง”

            “ท่านครับ…ข้างบนนั่นมันกว้างใหญ่มากนะครับ และมันไม่ได้เพียงแต่หลุดรอดสายตาของพวกเราเท่านั้น แต่มันหลุดรอดสายตาของทั่วทั้งโลกเลยครับ”

            เขารีบสงบจิตใจลง นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาเอะอะโวยวายอะไรแบบนี้ ตอนนี้เขาคือประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เขามีหน้าที่ที่ต้องทำ

            “เรามีแผนอะไรบ้าง”

            รีรอยรีบเล่าแผนการคร่าวๆ ที่ได้จากการประชุมมันสมองของนาซ่าให้มาร์คฟังอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งขอความเห็นจากเขาด้วย

            แผนการนั้นเรียบง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน และมาร์คชอบที่มันเป็นแบบนั้น เขาคิดเสมอว่าแผนที่ดีไม่ควรจะซับซ้อน เพราะยิ่งมันมีความซับซ้อนมากเท่าใดนั่นก็หมายถึงมันจะต้องมีตัวแปรต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น และยิ่งมีตัวแปรมากเท่าไร โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดก็จะยิ่งมากขึ้นด้วยเช่นกัน

            เขาอนุมัติแผนการนั้น พร้อมกับออกคำสั่งฉุกเฉินเพื่อเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีทันที เขาจะต้องทำการขออำนาจจากที่ประชุม ให้มีอำนาจอย่างเด็ดขาดในการบัญชาการภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินนี้แต่เพียงผู้เดียว

            มาร์คหวนนึกถึงเรื่องที่เขาพึ่งคิดเมื่อครู่ก่อนที่โทรศัพท์จะดังขึ้น แล้วรำพึงอยู่ในใจ

            ‘ฉันไม่อยากเป็นส่วนนี้ในประวัติศาสตร์เลย…ถ้ามันจะยังมีประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่ต่อไปนะ’

#####

            “เอาล่ะ ตอนนี้เรามีอะไรบ้าง”

            รีรอยถามพร้อมกับมองไปรอบๆ ห้อง กี่ปีมาแล้วนะที่มันสมองทั้งหมดของนาซ่าได้มารวมกันอยู่ในที่เดียวกันแบบนี้ แม้ว่าเรื่องราวในครั้งนี้มันจะไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ายินดีสักเท่าไร แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเหล่านี้แล้ว ความมั่นใจของเขาก็กลับคืนมาอีกครั้ง

            “เรามีกระสวยพร้อมใช้งานหนึ่งลำ”

            “เรามีนักบินมือดีอีกสี่คน”

            “เรามีระเบิดนิวเคลียร์สองลูก…ใหญ่ที่สุดที่เรามี และได้รับการอนุมัติให้ใช้งานแล้ว กำลังเดินทางมา”

            “เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์อีกสองคน…แต่พวกเขาไม่เคยขึ้นไปบนนั้นมาก่อน…และไม่เคยผ่านการฝึกด้วย…”

            “เรายิงมันจากพื้นดินไม่ได้หรือ”

            เสียงหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา ทุกคนพากันหันไปทางผู้พูดแทบจะพร้อมกัน และจากสายตาของคนเหล่านั้น ชายในชุดทหารจึงรู้ตัวว่าได้ถามคำถามที่ผิดออกไปเสียแล้ว

            “ไม่ได้หรอกครับท่านนายพล จรวดของเราไม่ได้ถูกออกแบบให้ทำแบบนั้นได้…และยังมีปัญหาอื่นๆ อีกด้วย”

            รีรอยตอบเขาอย่างสุภาพ เพราะนายพลท่านนี้คือ วอเรน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั่นเอง เขารีบพยักหน้าว่าเข้าใจ ก่อนที่การประชุมจะดำเนินต่อไป

            “เรามีสภาพอากาศที่ไม่ค่อยจะดีนัก…แต่ก็พอจะปล่อยกระสวยได้”

            “การดัดแปลงห้องเก็บของของกระสวยให้กลายเป็นฐานปล่อยจรวด และการดัดแปลงจรวดขับดันให้ทำงานกับหัวรบนิวเคลียร์ไม่น่าจะมีปัญหา เราจะเสร็จได้ทันตามกำหนด”

            มือข้างหนึ่งที่ถือปากกาถูกยกขึ้น ชายร่างเล็กพร้อมแว่นตาหนาเตอะยกมือของเขาขึ้นอย่างไม่มั่นใจนัก

            “…เรามีปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่ง”

            ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขาทันที นั่นยิ่งทำให้เขาดูเหมือนกับพยายามจะถอยเข้าไปในเก้าอี้ที่กำลังนั่งอยู่ รีรอยจดจำเขาได้ในทันที นี่คือ คีย์ เขาเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง และเหมือนกับชื่อของเขา เขาคือกุญแจดอกสำคัญของหลายๆ โครงการของนาซ่า แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเขามากนัก

            หากเขาบอกว่าเรามีปัญหา รีรอยก็มั่นใจว่านั่นต้องเป็นเรื่องจริง และนั่นทำให้เขารู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที

            “…ระบบนำวิถีของเราใช้ไม่ได้บนนั้น ผมไม่คิดว่าแค่การคำนวณ แล้วปล่อยจรวดขับดันให้พุ่งออกไปแบบนั้นจะเป็นวิธีการที่ดี…เราต้องการระบบนำวิถี…ที่ใช้การได้ในอวกาศ”

            รีรอยรู้ทันทีว่าเขาพูดถูก แต่ไม่มีใครสามารถแก้ปัญหานั้นได้ แม้แต่อเมริกาก็ไม่สามารถสร้างระบบนำวิถีในอวกาศให้เสร็จภายในเวลาเพียงวันเดียวได้ ดังนั้นจึงเหลือแต่การคำนวณอย่างแม่นยำ และการสวดภาวนาเท่านั้นที่พอจะพึ่งพาได้

            มืออีกข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาเช่นกัน รีรอยหันไปถามผู้ยกมือทันที

            “เรายังมีปัญหาอื่นอีกหรือท่านนายพล”

            วอเรนกระแอมเบาๆ ก่อนที่จะยิ้มออกมา

            “เปล่า…แต่ผมคิดว่าผมอาจจะมีคำตอบให้กับปัญหาของชายคนนั้น”

            วอเรนพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่คีย์ ทุกคนในห้องพากันจ้องมองเขาเป็นตาเดียว โดยเฉพาะคีย์ เขามองไปที่ท่านนายพลอย่างสนใจ

#####

            “คุณว่าอะไรนะ”

            มาร์คแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านนายพลวอเรนกำลังอธิบายและขอความเห็นชอบจากเขา แต่หลังจากได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาก็รีบอนุมัติให้ดำเนินการได้ทันที

            “เรื่องอะไรหรือครับท่าน แจ้งให้พวกเรารับทราบด้วยได้ไหมครับ”

            สมาชิกในที่ประชุมคนหนึ่งถามขึ้นอย่างสงสัย มาร์คยิ้มนิดหนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไป

            “ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก ท่านนายพลวอเรนพึ่งโทรมาแจ้งว่า…เราต้องร้องขอการช่วยเหลือจากทางอิหร่านแค่นั้นเอง”

            สมาชิกทุกคนในที่ประชุมต่างอ้าปากค้างตามที่เขาคาดเอาไว้ การประชุมดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ พวกเขากำลังถกกันถึงประเด็นว่าสมควรจะเปิดเผยเรื่องราวออกไปหรือไม่ อย่างไร และจะเกิดผลกระทบกับสังคมโลกอย่างไรบ้าง

            แล้วท่านนายพลวอเรนก็ติดต่อกลับมาอีกครั้ง

            “ข่าวร้ายครับท่าน ทางอิหร่านไม่ยอมเชื่อเรา พวกเขาคิดว่านี่เป็นหลุมพรางที่พวกเราขุดล่อให้เข้ามาติดกับ”

            มาร์คนิ่งคิดนิดหนึ่ง และทบทวนถึงประเด็นที่ถกกันอยู่เมื่อครู่ ก่อนที่จะถามกลับไป

            “เรามีเวลาสักเท่าไร”

            “ระบบนำวิถีในอวกาศพร้อมผู้เชี่ยวชาญต้องมาถึงให้เร็วที่สุด เราอาจต้องทำการดัดแปลงระบบให้เข้ากับสิ่งที่เราเตรียมเอาไว้”

            “หมายถึงยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีใช่ไหม”

            “ครับท่าน”

            “…ผมจะจัดการเอง”

            “ท่านจะติดต่อกับทางผู้นำอิหร่านโดยตรงหรือครับ…แต่กว่าทุกอย่างจะ…”

            “ไว้ใจผมสิ ผมมีวิธีการที่รวดเร็วและได้ผลอยู่”

            “…ครับท่าน”

            หน่วยสืบราชการลับของเรารู้มาพักหนึ่งแล้วว่าทางอิหร่านได้แอบพัฒนาระบบนำวิถีในอวกาศขึ้นมาได้สำเร็จ และพวกเขามีแผนที่จะใช้การปล่อยดาวเทียมทางธุรกิจบังหน้า เพื่อแอบส่งดาวเทียมทางการทหารที่มีการติดตั้งฐานปล่อยจรวดขึ้นไป เพื่อใช้ขู่ที่จะโจมตีเราจากบนนั้น

            ทางอิหร่านคงต้องตกใจมากหากดาวเทียมที่พวกเขาทุ่มเงินลงไปมหาศาลจะระเบิดเป็นผุยผงในทันทีที่มันขึ้นสู่อวกาศ โครงการ สตาร์วอร์ส ของเราไม่ได้เป็นเรื่องเล่นๆ อย่างที่หลายคนถูกทำให้เข้าใจ เรามีเครือข่ายอยู่บนนั้นที่จะสามารถสอยดาวเทียมดวงใดๆ ลงมาก็ได้ แต่น่าเสียดายที่มันไม่สามารถใช้ต่อกรกับดาวหางขนาดยักษ์นั่นได้

            มาร์คตัดสินใจทันที

            ‘นี่เป็นวิธีการที่เร็วที่สุด…และหวังว่ามันคงจะได้ผล…ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง’

#####

            หลังจากที่ท่านประธานาธิบดีพูดจบ ภายในห้องแถลงข่าวของทำเนียบขาวเกิดความเงียบงันขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนที่ความสับสนวุ่นวายจะระเบิดขึ้น นักข่าวทุกคนต่างพยายามแย่งชิงกันถามคำถาม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ภายในห้อง

            แต่มาร์ครู้ดีว่านี่เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่หน้าจอโทรทัศน์ เขาเลิกจินตนาการถึงปฏิกิริยาของผู้คนทั่วโลก แล้วยกมือขึ้นเพื่อให้ทุกคนในห้องอยู่ในความสงบ

            “เรา…อเมริกามีแผนรับมือกับวิกฤติการณ์ในครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว กระสวยอวกาศบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์จะออกบินในเช้าวันพรุ่งนี้ ดาวหางจะถูกยิงทำลาย แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยภายในตอนเย็น ทุกท่านจะได้เข้านอน และตื่นขึ้นในตอนเช้า…”

            เขามองจ้องตรงไปยังกลุ่มของกล้องถ่ายทอดที่ตั้งรวมกันอยู่

            “…โลกจะยังคงอยู่ และรวมถึงพวกเราทุกคนด้วย อเมริกาจะปกป้องโลกนี้เอาไว้ให้ได้ ผมขอให้คำมั่นสัญญากับพวกท่านทุกคน…”

            เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งเพื่อดึงความสนใจของทุกคนอีกครั้ง

            “ขอพระเจ้าคุ้มครองโลก…และพวกเราทุกคน”

            เกิดความเงียบงันขึ้นภายในห้องแถลงข่าวอีกครั้ง

            “รายละเอียดของปฏิบัติการ ท่านผู้อำนวยการองค์การนาซ่าจะมาแจกแจงให้ทุกท่านทราบต่อไป”

            มาร์คเดินออกจากห้องโดยปล่อยให้รีรอยรับมือกับนักข่าวแทน เจ้าหน้าที่ทหารคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาหาเขาพร้อมส่งโทรศัพท์ให้

            “ท่านนายพลวอเรนขอเรียนสายด้วยครับ”

            มาร์คคาดได้ทันทีว่าเป็นเรื่องอะไร เมื่อข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก แม้แต่อิหร่านก็คงต้องยอมร่วมมือกับอเมริกา แต่ก็ยังมีเรื่องที่เขาคาดไม่ถึงอยู่ด้วย

            “…ทางอิหร่านต้องการให้เราจ่ายเงินซื้อระบบนำวิถีของเขาครับท่าน”

            มาร์คแทบไม่เชื่อหูตัวเอง แต่เขาก็ไม่ถามถึงราคาที่ทางอิหร่านเสนอมา ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องให้ระบบนำวิถีในอวกาศมาถึงสถานีส่งยานโดยเร็วที่สุด

            “บอกไปเลยว่าเราตกลง…”

            แล้วเขาก็พูดเสริมขึ้นอีกนิด

            “…แต่ขอจ่ายหลังวันที่ยี่สิบนะ”

#####

            คืนนั้นเป็นคืนที่ยาวนานคืนหนึ่งของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีส่งยาน และช่างเทคนิคทุกคน ที่ต้องเร่งทำงานกันตลอด พวกเขานำส่วนประกอบต่างๆ มารวมเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดออกมา ทุกอย่างต้องถูกตรวจสอบซ้ำหลายรอบจนกว่าจะมั่นใจ และมันเป็นคืน หรือวันที่ยาวนานของผู้คนทั่วโลกด้วยเช่นกัน พวกเขามารวมตัวกันในครอบครัว พูดคุยกัน หรือไม่ก็พากันไปยังสถานที่ต่างๆ ที่จัดให้มีการสวดภาวนาร่วมกัน

            ในช่วงเวลานั้นจิตใจของผู้คนทั้งโลกได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นครั้งแรก

#####

19/12/2012

          มาร์คกำลังมุ่งหน้าไปยังห้องแถลงข่าวของสถานีส่งยาน โดยมีรีรอยเดินเข้ามาสมทบกับเขา

            “เราพร้อมมั้ย”

            เขาถามสั้นๆ

            “พร้อมซะยิ่งกว่าพร้อมอีกครับท่าน”

            รีรอยตอบด้วยความมั่นใจ และนั่นเรียกรอยยิ้มจากท่านประธานาธิบดีออกมาได้

            “คุณต้องไม่เชื่อแน่ว่าใครโทรหาผมเมื่อคืนนี้”

            “…ไมเคิล แจ็คสัน หรือครับท่าน”

            รีรอยตอบยิ้มๆ ดูเหมือนเช้าวันนี้เขาจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

            “พระสันตะปาปาต่างหาก”

            “…องค์ที่อยู่ที่โรมน่ะหรือครับ”

            รีรอยทำหน้างงๆ

            “พระองค์มีเรื่องขอร้องผมเรื่องหนึ่ง”

            “…ให้เราสวดขอพรก่อนส่งยานหรือครับ”

            “เปล่า พระองค์ต้องการให้ผมเปลี่ยนชื่อกระสวยอวกาศของเรา”

#####

            หลังจากที่ประธานาธิบดีมาร์คได้แถลงข่าวเรื่องดาวหางดวงนี้ออกไป ในช่วงแรกสถานีโทรทัศน์ทั่วโลกต่างพากันนำเสนอสารคดี และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องดาวหางพุ่งชนโลก มีการเชิญนักวิชาการชื่อดังต่างๆ มาให้ข้อมูล แต่ไม่นานหลังจากนั้นเมื่อทุกคนได้รับรู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ การนำเสนอข่าวก็เปลี่ยนไปราวกับนัดกันไว้

            มีการเชิญผู้นำทางศาสนาต่างๆ และบุคคลที่เป็นผู้นำทางจิตรวิญญาณมาพูดคุยกัน มีการถ่ายทอดพิธีการทางศาสนาต่างๆ ที่จัดขึ้น รวมถึงภาพของผู้คนทั่วโลกที่ออกมารวมตัวกันเพื่อสวดภาวนาขอให้โลกรอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้

            เมื่อเวลาปล่อยกระสวยอวกาศใกล้เข้ามา ทุกสายตาก็พากันมารวมกันอยู่ที่สถานีส่งยาน ณ แหลมคานาเวอรัลแห่งนี้ ภาพของประธานาธิบดีมาร์คที่ก้าวไปยังแท่นอย่างมั่นใจถูกถ่ายทอดไปทั่วโลก ที่เบื้องหลังของเขาคือแถวของนักบินอวกาศ และเจ้าหน้าที่ประจำยานจำนวนแปดคน ซึ่งสองคนในนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญชาวอิหร่านที่ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบระบบนำวิถีในอวกาศของพวกเขา

            “สวัสดีพี่น้องชาวโลกทุกคน”

            เมื่อต้องเอ่ยมันออกมาดังๆ เป็นครั้งแรก คำว่าชาวโลกนี้ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดกับเขา มันเป็นคำที่มีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ

            “ที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของผมนี้คือเหล่าผู้กล้า ตัวแทนของพวกเราในการขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ภารกิจที่จะไม่มีคำว่าล้มเหลว”

            เขาจงใจเน้นเสียงแสดงความมั่นใจออกมา ซึ่งอาจจะมากกว่าที่เขามีอยู่จริงๆ เสียอีก เขาเริ่มแนะนำชื่อ และหน้าที่ของแต่ละคน ซึ่งเมื่อมาถึงหนุ่มชาวอิหร่านทั้งสองคน เขาต้องตั้งใจอ่านชื่อที่ไม่คุ้นปากของเขาอย่างช้าๆ เขาไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดในการแถลงวันนี้แม้แต่นิดเดียว

            เขาแถลงสรุปขั้นตอนของภารกิจอย่างย่อๆ ให้ฟังอีกครั้ง ก่อนที่จะเริ่มกล่าวปิดการแถลงในครั้งนี้

            “และด้วยคำแนะนำจากองค์พระสันตะปาปา กระสวยอวกาศในภารกิจของเราในครั้งนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโฮป”

            เขาหยุดนิดหนึ่งเพื่อดึงความสนใจจากทุกคน

            “ความหวังของมวลมนุษยชาติจะพุ่งทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ และด้วยความหวังนี้พวกเราจะฝ่าฟันอุปสรรคในครั้งนี้ไปให้ได้…หากเรายังคงมีความหวังวันพรุ่งนี้จะต้องมาถึง”

            “ขอพระเจ้า…ของพวกเราทั้งมวล จงคุ้มครองชาวโลก…ขอบคุณครับ”

#####

            “ห้า…สี่…สาม…สอง…”

            “…หนึ่ง…ปล่อยได้”

            เปลวไฟพร้อมเสียงคำรามของจรวดขับดันดังก้อง ไอน้ำที่เกิดขึ้นจากการถ่ายเทความร้อนของจรวดไปยังน้ำปริมาณมหาศาลที่อยู่ในสระใต้จรวดขับดันพวยพุ่งเหมือนควันออกไปทุกทิศทาง กระสวยอวกาศโฮปพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงผู้บรรยายทางโทรทัศน์ดังขึ้นในหลากหลายภาษา แต่แทบจะแปลความหมายออกมาได้เป็นอย่างเดียวกัน

            “ความหวังของมวลมนุษยชาติได้โบยบินขึ้นไปแล้ว”

#####

            “เป็นยังไงบ้าง”

            มาร์คส่งเสียงถามรีรอยหลังจากเดินเข้าไปในศูนย์ควบคุม เขาพึ่งจะกลับมาจากงานที่โบสถ์

            “มีปัญหานิดหน่อย แต่ตอนนี้กระสวยก็เข้าประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้วครับ”

            น้ำเสียงของเขาฟังดูเคร่งเครียดต่างไปจากเมื่อเช้านี้ ดูเหมือนจะมีหลายเรื่องเกิดขึ้นที่นี่ ในตอนนั้นเองเสียงของหัวหน้านักบินอวกาศ ผู้นำภารกิจในครั้งนี้ก็ดังขึ้น

            “ข้อมูลปัจจุบันของดาวหางจากอุปกรณ์บนนี้ถูกส่งลงไปเรียบร้อยแล้ว เราต้องการทราบพิกัดการยิงโดยเร็วที่สุด”

            “ไม่ต้องรีบร้อนไป เรายังมีเวลา ตอนนี้ที่เราต้องการคือความถูกต้องแม่นยำมากกว่า”

            รีรอยตอบพร้อมหันไปสั่งการกับเจ้าหน้าที่อีกสองสามคน

            “ขอตัวก่อนนะครับท่าน”

            มาร์คพยักหน้ารับทราบ รีรอยรีบเดินไปยังห้องประชุมที่ทุกคนกำลังรออยู่ ซึ่งรวมถึงคีย์ วอเรน และเจฟ นักดาราศาสตร์ผู้ค้นพบดาวหางดวงนี้ด้วย

#####

            “พิกัดการยิงพร้อม”

            “จรวดขับดันพร้อม”

            “ระบบจุดระเบิดหัวรบนิวเคลียร์พร้อม”

            “ระบบนำวิถีในอวกาศพร้อม”

            เสียงแปร่งๆ ของชาวอิหร่านที่ดังผ่านลำโพงออกมาสร้างรอยยิ้มเล็กๆ ให้ใครหลายคน แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น ความตึงเครียดก็แผ่กระจายเข้าครอบคลุมทั่วทั้งศูนย์ควบคุม หรืออาจจะเป็นทั่วทั้งโลก

            “การทบทวนขั้นตอนทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์…ทุกอย่างพร้อมแล้วครับ”

            รีรอยหันไปหามาร์ค เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง

            “…ปล่อยจรวดลูกที่หนึ่งได้”

#####

            ผู้คนทั่วทั้งโลกในตอนนี้แทบจะหายใจเข้าออกเป็นจังหวะเดียวกัน ภาพของจรวดลูกหนึ่งพุ่งทะยานออกสู่อวกาศที่มืดมิด ในใจของทุกคนต่างคิดถึงเรื่องเดียวกัน

            ’ขอให้โดนด้วยเถิด’

#####

            ความสับสนวุ่นวายระเบิดขึ้นภายในศูนย์ควบคุม เสียงรายงานของนักบินอวกาศดังฝ่าเสียงของความโกลาหล

            “ยืนยันการระเบิดของหัวรบ ยืนยันการระเบิดของหัวรบ”

            “…จรวดพลาดเป้าหมาย…ยืนยันอีกครั้ง จรวดพลาดเป้าหมาย จรวดของเราระเบิด แต่ระบบนำวิถีมีความผิดพลาดเกิดขึ้น…ยืนยัน…”

            “…จรวดพลาดเป้าหมาย…ดาวหางยังคงอยู่”

            “…ยืนยัน…ดาวหางยังคงอยู่”

            “อยู่ในความสงบด้วย”

            รีรอยตวาดด้วยเสียงดังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุกคนต่างหันมามองเขาอย่างตกใจ เขาพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง

            “เราต้องการข้อมูลทั้งหมดนำมาวิเคราะห์ใหม่อีกครั้ง เรายังมีจรวดอยู่อีกลูกหนึ่ง เราไม่ต้องการความตื่นตระหนก ที่เราต้องการคือคำตอบ”

            ทุกคนต่างหันกลับไปทำหน้าที่ของตนอีกครั้ง มาร์คเดินเข้ามาตบไหล่รีรอย

            “ฝากที่นี่ด้วยนะ”

            เขาพูดก่อนที่จะเดินไปยังประตูห้อง รีรอยรู้ดีว่าเขาจะไปไหน กองทัพสื่อมวลชน และชาวโลกที่ตื่นตระหนกกำลังรอคอยเขาอยู่

#####

            “ระบบนำวิถีไม่ได้บกพร่อง”

            คีย์ย้ำอีกครั้ง

            “เราตรวจสอบแล้ว มันทำงานได้อย่างที่มันควรจะทำ แต่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ยิงใส่ดาวหางที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แกนของมันเคลื่อนที่ผ่านอวกาศพร้อมกับส่งอนุภาคต่างๆ ออกมาโดยรอบ กระแสของอนุภาคเหล่านั้นทำให้การคำนวณเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้น”

            “เราแก้ไขมันได้ไหม”

            รีรอยถาม

            “เราเพิ่มข้อมูลจากจรวดลูกแรกเข้าไปในระบบแล้ว คราวนี้มันควรจะทำงานได้อย่างถูกต้อง…”

            วอเรนพูดแทรกขึ้น

            “…แต่เรามีจรวดอีกเพียงลูกเดียว…และเราจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว”

            ทุกคนพากันนิ่งเงียบก่อนที่รีรอยจะพูดขึ้น

            “ท่านนายพลวอเรนพูดถูก เราเสี่ยงไม่ได้อีกแล้ว”

            เขาหันไปมองวอเรน ทั้งสองสบตากันพร้อมทั้งพยักหน้า คีย์มองคนทั้งสองด้วยความสงสัย พวกเขามีแผนอะไรซ่อนอยู่กันแน่

#####

            มาร์ค รีรอย และวอเรนกลับมาเจอกันในศูนย์ควบคุมอีกครั้ง คราวนี้คีย์ติดตามพวกเขาเข้ามาด้วย เขาเริ่มจะคาดเดาแผนของรีรอย และวอเรนได้แล้ว

            “เราต้องใช้แผนสำรองครับท่าน”

            รีรอย รายงานให้มาร์คทราบ

            “แผนสำรอง…เรามีแผนสำรองว่ายังไงล่ะ”

            คีย์ที่ยืนฟังอยู่จึงรู้ว่ามาร์คไม่รู้แผนของพวกเขามาก่อน วอเรนเดินเข้ามาก่อนที่จะพูดขึ้นว่า

            “ผมจะอธิบายให้ท่านทราบเอง”

            รีรอยจึงแยกไปทำการติดต่อกับหัวหน้านักบินอวกาศ

            “ข้างบนนั่นเรียบร้อยดีไหม”

            “เรียบร้อยดีครับท่าน”

            “พวกเขาสร้างปัญหาหรือเปล่า”

            “ไม่เลยครับท่าน…ดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็พอจะรู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว และให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดี…เราจะเริ่มปฏิบัติการเมื่อไหร่ครับท่าน”

            “…รออีกสักครู่หนึ่ง”

            รีรอยหันกลับไปดูมาร์ค กับวอเรนที่กำลังพูดคุยกัน ท่าทางของมาร์คแสดงความตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

            ‘เขาคงรู้แล้ว’

#####

            มีการถ่ายทอดภาพและเสียงของเหล่านักบินอวกาศไปทั่วทั้งโลก พร้อมกับการเปิดเผยรายละเอียดของแผนสำรองที่แสนจะบ้าบิ่น ระบบนำวิถีของจรวดมีข้อบกพร่อง ดังนั้นจึงไม่อาจเสี่ยงได้อีก พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะใช้ระบบนำวิถีอีกอันหนึ่งในการนำพาจรวดลูกสุดท้ายไปสู่เป้าหมาย

            พวกเขาจะขับกระสวยอวกาศโฮปที่บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์พุ่งชนดาวหางดวงนั้น

#####

            นักบินอวกาศแต่ละคนได้ใช้เวลากล่าวคำอำลากับผู้คนบนโลก แต่ละคนต่างกล้าหาญมุ่งมั่น และไม่เสียใจในการกระทำของตน หนุ่มชาวอิหร่านคนแรกได้พูดว่า

            “ที่อยู่บนกระสวยอวกาศลำนี้ไม่ใช่ชาวอิหร่าน ไม่ใช่ชาวอเมริกัน…แต่เป็นชาวโลก…ข้างล่างนั่นก็เช่นกัน…พวกเราทุกคนล้วนเป็นชาวโลก แต่เราไม่เคยตระหนักถึงมันมาก่อน…และตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป”

            แต่คำพูดทิ้งท้ายสั้นๆ ของหนุ่มชาวอิหร่านอีกคนหนึ่งได้เรียกรอยยิ้มให้เกิดขึ้นทั่วโลก

            “ผมคิดแล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ พวกผมเองก็ชอบดูหนังฮอลลีวูดเหมือนกัน”

#####

            ภาพของดาวหางที่ค่อยๆ เคลื่อนตรงมายังกระจกหน้าของกระสวยอวกาศโฮปถูกถ่ายทอดจนกระทั่งสัญญาณขาดหายไป ในที่สุด

            “ยืนยันการระเบิดของเป้าหมาย…ยืนยันการระเบิดของเป้าหมาย”

            เสียงประกาศเรียบๆ จากเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ควบคุม

            “ดาวหางถูกระเบิดเรียบร้อยแล้ว”

            แม้ทุกคนจะยินดีแต่ก็ไม่มีใครส่งเสียงตะโกนโห่ร้องออกมา พวกเขาได้แต่ดีใจอยู่เงียบๆ ผิดกับข้างนอกนั่น ที่ผู้คนทั่วทั้งโลกต่างพากันร้องตะโกนด้วยความยินดี

            “โอ๊ะ โอ”

            เสียงของคีย์ดังขึ้นท่านกลางความเงียบ เขากำลังก้มตัวอยู่เหนือเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง รีรอยรีบเดินเข้าไปหา เขาไม่ชอบน้ำเสียงของคีย์เลย มาร์คกับวอเรนรีบตามมาสบทบ

            “ดาวหางถูกระเบิดก็จริง…แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ดูเหมือนยังมีบางส่วนของมันเหลือรอดอยู่…จากขนาดที่ตรวจพบคงสร้างความเสียหายให้กับโลกได้ไม่น้อย…มันกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว…”

            ความโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้นในศูนย์ควบคุม รีรอยรีบเข้าคุมสถานการณ์อีกครั้ง

            “หาเส้นทางของมัน เราจะใช้จรวดที่มีทั้งหมดยิงมันจากพื้นโลก”

            เจ้าหน้าที่ทั้งหมดกลับคืนสู่ตำแหน่งของตนในเวลาเพียงไม่นาน พิกัดของมันปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่ในศูนย์ควบคุม

            “ส่งพิกัดไปให้กับทุกประเทศทั่วโลก ใครที่สามารถยิงมันได้ให้ยิงทันที”

            มาร์คตะโกนสั่งอย่างตื่นเต้น แต่ในขณะนั้นเอง เจฟ และคีย์ต่างมองดูตัวเลขแสดงพิกัดนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ทั้งสองคุ้นเคยกับตัวเลขเหล่านั้น แต่มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย

            รีรอยที่เห็นท่าทางแปลกๆ ของทั้งสองจึงหันไปถามคีย์

            “มีอะไรหรือ”

            รีรอยไม่เข้าใจคำตอบของเขา มันดูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนี้เลย เขาตอบมาว่า

            “…ดวงจันทร์…”

#####

            คำตอบของคีย์ได้รับการเฉลยในไม่ช้า พิกัดที่ว่าตรงกันกับตำแหน่งการโคจรของดวงจันทร์ในช่วงเวลานั้นพอดี เศษดาวหางส่วนที่เหลือกระแทกชนเข้ากับดวงจันทร์อย่างพอดิบพอดี ส่งผลให้ทั้งดาวหาง และดวงจันทร์แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โลกปลอดภัยในที่สุด ทุกคนในศูนย์ควบคุมต่างคิดถึงสิ่งเดียวกัน มีเพียงคำเดียวเท่านั้นที่เหมาะสม

            ‘ปาฏิหาริย์’

#####

20/12/2012     

            ระหว่างงานฉลองเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ตรงเขามาหาเขาพร้อมกับโทรศัพท์ในมือ

            “เรื่องด่วนครับท่าน จากผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลครับ”

            มาร์คขมวดคิ้ว ยังมีเรื่องอะไรอีกนะ เขารับสายด้วยใจคอไม่ค่อยดี

            “ขอโทษที่ต้องรบกวนกลางงานแบบนี้นะครับท่าน แต่ผมมีข่าวด่วนที่ต้องแจ้งให้ท่านทราบ…ข่าวร้ายน่ะครับท่าน”

            “ว่ามาเลยครับ”

            “…จากการที่เราสูญเสียดวงจันทร์ไปได้ส่งผลกระทบกระเทือนที่ร้ายแรงขึ้นแล้วครับ ระบบน้ำขึ้นน้ำลง และกระแสน้ำทั่วโลกเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว…และยิ่งเวลาผ่านไปผลกระทบของมันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ”

            “…จะมีผลกระทบรุนแรงแค่ไหน”

            “…ท่านครับ…สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในทะเลทั้งหมดบนโลกของเราวิวัฒนาการมาพร้อมกับระบบนี้ และตอนนี้ระบบได้ถูกทำลายไปแล้ว ระบบนิเวศน์ในทะเลทั้งหมดกำลังจะล่มสลาย สัตว์ทะเลจะตายลงเป็นจำนวนมากมายมหาศาล…”

            มาร์คเริ่มมองเห็นภาพรวมของผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น

            “…ปริมาณอาหารของโลกจะลดลงอย่างรวดเร็ว…เราจะประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในไม่ช้าครับท่าน”

            มาร์คส่งโทรศัพท์คืนให้กับเจ้าหน้าที่อย่างเลื่อนลอย ท่ามกลางงานฉลองที่กำลังดำเนินไป เขาพึ่งตระหนักได้ว่าสงครามครั้งสุดท้ายจะมีหน้าตาที่น่าเกลียดเพียงใด ประเทศต่างๆ และผู้คนทั่วโลกจะก่อสงครามเพียงเพื่อการแย่งชิงอาหารกันเท่านั้น

            นี่จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของวันสิ้นโลกที่แท้จริง

เทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 5

เทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5
อีกครั้งกับการต้อนรับทุกท่านอย่างอบอุ่นสู่เทศกาลฯที่จัดขึ้นทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 17 – 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

http://www.goethe.de/ins/th/prj/wif/thindex.htm
รายละเอียดสถานที่จัดดูได้จาก ตารางภาพยนตร์ ด้านขวามือนะครับ
มีทั้ง
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เอกมัย
พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร สวนจตุจักร
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เทคโนธานี คลองหลวง
สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย คลอง 1
อุทยานการเรียนรู้ TK Park เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า ชั้น 8 Dazzle Zone
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช)
สสวท อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

รายชื่อภาพยนตร์ http://www.goethe.de/ins/th/prj/wif/fil/thindex.htm
อ่านเพิ่มเติม “เทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 5”

ไซ-ไฟ บุกแพร่

ขอแสดงความยินดีกับคุณเชษฐา  สุวรรณสา  กรรมการบริหารชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทย  เนื่องในโอกาสเปิดชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทย  สาขา แพร่ , สถาบันเทควันโดและสถาบันสอนศิลปะ

IMG_3153[1] 

ชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทยบุกบ้านปิน

  DSC_0011[1] 

คุณเชษฐา  สุวรรณสา  ผู้มาจากดาวอัลฟา โอเมก้า

 DSC_0012[1]

ท่านประธานกล่าวเปิดงาน

DSC_0018[1]

ซ้อมไว้บุกแกแลกซี่อันโดรเมด้า 

 DSC_0027[1]

กองทัพนักรบอวกาศ

MIRAGE : รหัสลับมายา มนตราทะเลทราย เล่ม 1

MIRAGE : รหัสลับมายา มนตราทะเลทราย เล่ม 1

“ถ้าการท่องเวลาเกิดขึ้นได้จริง  แล้วประวัติศาสตร์โลกทุกวันนี้จะเป็นเช่นไร”  ผลงานอันดับที่ 9 ของ วรากิจ  เพชรน้ำเอก  นิยายวิทยาศาสตร์แนวฮาร์ดไซ-ไฟที่ท้าทายจินตนาการแห่งมิติกาลเวลา  คำนิยมโดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์  คุประตกุล สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์  ราคาเล่มละ 165 บาท

ผลการคัดเลือกทีมที่เข้ารอบแรก โครงการการ์ตูนไซ-ไฟไทย

จัดโดยสวทช.ร่วมกับสมาคมการ์ตูนไทย
สนับสนุนโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล

ระดับอุดมศึกษา
1. ทีม Bakk Family โดย นายศรสค์ ไข่แก้ว , นายธีรภัทร์ กิจจาวิจิตร , นายชีนณ์ ไข่แก้ว จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ
2.ทีม m 1 st Doxcuttuhz โดย นายคาวุฒิ เกิดปัญญา , นายจิวายุทธ์ จิวาลักษณางกูล , นายธนากรณ์ ตั้งตระกูลเจริญ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร
3.ทีม MMA โดย นายชานน สันติอัศวราภรณ์ , ศิวพร มณีวรรณ , กนกพร วุฒฐานจำเริญ จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
4.ทีม ขนมผิง โดย น.ส.นันทิดา ช้างเยาว์ , น.ส.ปภาวี ศรีชัยวรนาถ , น.ส.นวรรณ ชุณหสิริ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร
5.ทีม Blah blah blah โดย นายธนกานต์ นพเก้า , นายธีรพงษ์ รอดเกษม , น.ส.อ้อย พาเจริญ จากมหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร
6.(สำรอง) ทีม Giraff โดย นายบัณฑิต พางคะพิษ , นายอำนาจศักดิ์ ใจอุตม์ , น.ส.ธัญนุช อาธวนิยุต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ระดับมัธยมศึกษา
1.ทีม K-os โดย นายเทพมุณี เหลืองศิริธัญญะ , นายธัยธัช สุวรรณโร , นายฐกานต์ นวพักตร์พิไล จากโรงเรียนหอวัง กรุงเทพฯ
2.ทีม Homunclus โดย นายธนรัช จันทร์แจ่มใส , นายวิทวัส ไก่แก้ว , นายณัฐวุฒิ ลำพูน จากโรงเรียนบ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี
3.ทีม ตามใจตูดหมึก โดย น.ส.นภิสา พูลศิริวรรณะ , น.ส.ลักษิกา พุทธาธร , น.ส.อณุภา อักษหงสหัส จากโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟนส์ กรุงเทพฯ
4.ทีม กลิ่นกล้อยหอม โดย น.ส.สุดนภา จรัสจรุงเกียรติ , นายภานุวัฒน์ สินธุแปง , นายปิยะ ปู่เพ็ชร จากหาดใหญ่วิทยาลัย จ.สงขลา
5.(สำรอง 1) ทีม Visitors (ชื่อเรื่อง) โดย น.ส.นภัสกร ภู่สนทรศิลป์ จากโรงเรียนหอวัง
6.(สำรอง 2) ทีม Paradox โดย นายปิยะพงษ์ ยุซิ จากโรงเรียนบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

ชมรูปบรรยากาศ
อ่านเพิ่มเติม “ผลการคัดเลือกทีมที่เข้ารอบแรก โครงการการ์ตูนไซ-ไฟไทย”

เจ้าหญิงนิทรา

ฝากเรื่องสั้นด้วยครับ ผมเข้ามาอ่านนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้เอาเรื่องมาลง

วรรณกรรมเรื่องแรก ๆ ในชีวิตที่อ่านก็นิยายวิทยาศาสตร์นี่แหละครับ และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านเรื่อยมา

……….

ชายชรานั่งอยู่ในเก้าอี้โยกหน้าบ้านหลังเก่า เสียงเก้าอี้กระทบกับพื้นไม้เป็นเหมือนเครื่องมือบอกเวลาอันพิลึกพิลั่นที่ดังเป็นจังหวะไปตามการเคลื่อนไหวของมัน วันเวลาทำหน้าที่กัดกร่อนชีวิตเขาอย่างซื่อสัตย์มานานพอสมควรแล้ว  และเขาเองก็รู้ว่ามันจะทำร้ายเขาต่อไปได้อีกไม่นาน แต่เขาไม่คิดจะยอมแพ้  ใครคนหนึ่งที่เขาเฝ้ารอมานานยังไม่กลับมา

รถยนต์คันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าบ้าน สัญลักษณ์แปลกตาที่ข้างรถทำให้ดวงตาของชายชราส่องประกายขึ้นมาทันที คนในรถกำลังจะนำข่าวบางอย่างมาบอกเขา ถึงเวลานี้แล้ว ต่อให้เป็นข่าวร้ายที่สุดเขาก็ยอมรับมันได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้เป็นข่าวดีแม้สักนิดมอบให้เป็นรางวัลปลอบใจสำหรับการรอคอยอันยาวนานเถิด

“พบแล้วครับ” คนที่นั่งมาในรถพูด เขาเปิดประตูค้างไว้ ถ้านั่นไม่ใช่ข่าวดีที่สุดก็ต้องเป็นข่าวร้ายที่สุดอย่างที่ชายชราคิดจริง ๆ

เขาสูดลมเข้าปอดลึก ๆ รู้สึกเจ็บแปลบที่ชายโครง ถึงเวลาต้องเผชิญกับความจริงเสียที เขารอมันมานานมากจนวินาทีนี้มันกลับเหมือนความฝันมากกว่าจะเป็นความจริง ท้ายที่สุดเขาพยักหน้าแล้วก้าวขึ้นรถ

เธออยู่ที่ไหน ?” ชายชราถาม เสียงของเขาสั่น มือของเขาสั่น ใจของเขาเต้นระรัว

เนปจูน” ใครคนหนึ่งในรถตอบ … ชายชราทวนคำ ‘สี่พันล้านกิโลเมตร’ เขาคิด ประกายตาของเธอต้องใช้เวลาสี่ชั่วโมงเดินทางด้วยความเร็วแสงมายังโลก นั่นหมายถึงว่าถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่นะ

“ยังมีชีวิตอยู่ครับ” ชายคนเดิมพูดเหมือนรู้ใจชายชรา

“เป็นไปไม่ได้” ชายชราเปล่งคำพูดออกมาด้วยความยากลำบาก เขาคิดอยู่เสมอว่าเธอจากเขาไปชั่วนิรันดร์แล้ว สิ่งเดียวที่เขารอคอยคือใครสักคนที่จะเดินมาบอกเขาว่าเธอตายอย่างไร และเขาหวังว่าเธอคงจะไม่ทรมาน

แต่คนพวกนี้กำลังบอกเขาว่าผู้หญิงที่จากเขาไปเมื่อหลายสิบปีก่อนในการเดินทางท่องดวงดาวด้วยวิทยาการที่เหมือนทารกหัดคลานกำลังลงแข่งวิ่งมาราธอนยังมีชีวิตอยู่ภายใต้การปกปักรักษาของเทพเจ้าแห่งท้องทะเลอย่างนั้นหรือ ปาฏิหาริย์ของปาฏิหาริย์ก็ัคงไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้

“เป็นไปได้อย่างไร ?” เขาเปลี่ยนคำพูด

……….

เธอจะฝันถึงเขาหรือเปล่านะ ? ชายชราคิด  เขานึกย้อนกลับไปถึงวันที่เธอบอกว่าจะต้องออกไปเดินทางบุกเบิกเส้นทางไกลเช่นเดียวกับนักเดินเรือผู้ออกแสวงหาดินแดนใหม่ เธอจะเป็นหนึ่งในมนุษย์กลุ่มแรกที่ได้เข้าเฝ้าคารวะเทพเจ้าจูปิเตอร์ด้วยงานสำรวจดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัส

‘ตอนที่ฉันกลับมา เธอจะยังรักฉันอยู่หรือเปล่า ?’

‘ผมจะรอ คุณกลับมาฟังคำตอบจากผมได้ตลอดเวลา’

การออกไปในอวกาศก็เหมือนกับการหาญท้าเทพเจ้า ข้างนอกนั่นไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์จะใช้อยู่อาศัย ทุกวินาทีและทุกหน่วยวัดระยะทางต้องแลกมาด้วยเงินทุนและความเสี่ยง เธอรักเขา และเขาก็รู้ว่าเธอยังรักการผจญภัยในอวกาศในขณะที่เขามีความสุขกับการเฝ้ามองดวงดาวในยามค่ำคืน และเขาก็รักเธมากพอที่จะนั่งมองดาวบนท้องฟ้าทุกคืนเพื่อรอการกลับมาของเธอ

…จนกระทั่งสัญญาณวิทยุจากยานของเธอเงียบหายไปก่อนเข้าวงโคจรของดาวพฤหัส เขาก็ยังคงนั่งมองดาวบนฟ้าเหมือนเดิม แม้ว่าทุกคืนที่ผ่านไปจะหมายความว่าความหวังของเขาที่จะได้พบเธอลดน้อยลงเรื่อย ๆ

หรือนี่คือการลงฑัณฑ์ด้วยสายฟ้าจากเทพจูปิเตอร์สำหรับผู้หาญกล้าไปเทียบกับเทพเจ้า ?

……….

“คุณพบเธอได้อย่างไร ?” ชายชราถาม

“ยานสำรวจดาวเนปจูนพบสัญญาณ และเข้าไปตรวจสอบ ยานของเธอลอยอยู่ในวงโคจรรอบเนปจูน พวกเขาพบเธอรอดอยู่คนเดียวในแคปซูลครับ”

“แล้วคนอื่น ๆ ละ ?”

“ยานถูกอุกาบาตลูกใหญ่วิ่งทะลุตามยาวอย่างแรงจนแทบจะแตกเป็นสองเสี่ยง มันสูญเสียแรงดันอากาศ พลังงานส่วนใหญ่ และคอมพิวเตอร์หลักในวินาทีที่ถูกชน เราไม่รู้ว่าเธอเข้าไปอยู่ในแคปซูลได้อย่างไร คงเพราะเธออยู่ใกล้ ๆ และมีใครที่ยังรอดในไม่กี่วินาทีคอยช่วยตั้งโปรแกรมถ่ายพลังงานจากแบตเตอรี่สำรองไปเข้าแคปซูลช่วยชีวิต เธอทำมันจากในแคปซูลไม่ได้ …ถ้าไม่ทำอย่างนั้นเธอไม่มีทางรอดมาได้ถึงตอนนี้แน่”

“คุณกำลังพาผมไปพบเธอ” เสียงของชายชราสั่นอีกครั้ง และครั้งนี้มันเบาจนเหมือนเสียงกระซิบ

……….

เธอนอนอยู่ในแคปซูลช่วยชีวิตทรงกระบอก มันยังอยู่ในภาวะแช่แข็งเพื่อหยุดการทำงานทุกอย่างของร่างกาย กระจกโค้งที่ด้านบนเผยให้เห็นใบหน้าที่เขาไม่เห็นมาหลายสิบปี เธอลอยอยู่ในโฟมใส เขารู้สึกเหมือนกับว่าเธอเพิ่งจะออกเดินทางไปเมื่อวานนี้เอง รูปหน้า ลักยิ้ม และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเธอยังคงอยู่ตรงนั้น ในขณะที่ร่างกายของเขาผุกร่อนและแก่ชราจนแทบใช้การไม่ได้

“แบตเตอรี่เกือบหมดตอนที่เราไปพบเธอ ไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะอยู่รอดได้นานขนาดนั้น เราไม่แน่ใจว่าจะปลุกเธอขึ้นมาได้อีกครั้งหรือเปล่า” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกกับชายชรา ‘คงเป็นความกรุณาของเนปจูนที่ช่วยเธอเอาไว้’ เขาคิด ไม่อย่างนั้นเธอคงล่องลอยไปสู่นิรันดร์กาลแล้ว

ชายชราคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างเชื่องช้า ข้อต่อหัวเข่าที่เสื่อมมาหลายปีทำให้เข่าทั้งสองข้างส่งเสียงร้องระงม เขาจุมพิตลงไปบนกระจกอย่างช้า ๆ และทะนุถนอม คาดหวังให้ความปรารถนาทั้งหมดที่มีผ่านไปยังเธอที่หลับอยู่ข้างใน

กระบวนการปลุกใช้เวลาไม่นาน แต่กับชายชราแล้วมันเหมือนกับเวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตตนเองถูกใช้เพื่อแลกกับการรอคอย พลังชีวิตของเขาเหมือนค่อย ๆ ดับลง เขาสูดหายใจลึก ๆ อีกครั้ง อาการเจ็บชายโครงยังเป็นอยู่เหมือนเดิม แต่เขาไม่สนใจมัน เธอเป็นสิ่งที่เขาเฝ้ารอ และเขาจะรอ ไม่ว่ามันจะใช้เวลานานเพียงใด

……….

ในที่สุด ฝาครอบแคปซูลเปิดออกช้า ๆ ชายชราได้รับโอกาสให้เป็นคนยืนข้างแคปซูลตอนที่มันเปิดออก เขารู้สึกว่าหัวใจของเขาเหมือนจะหยุดเต้น แต่ถ้ามันจะหยุดเต้นเพื่อให้เธอฟื้นขึ้นมาเขาก็จะยอมสละมัน

เธอยังรักฉันอยู่ใช่ไหม ?” เธอลืมตาขึ้น และถามเขาด้วยเสียงแหบพร่าหลังจากหลับไปนานสี่สิบกว่าปีโดยไม่กังขาว่าชายชราคนนี้เป็นใคร

“ผมรักคุณ ถ้าคุณไม่รังเกียจ คนแก่คนนี้อยากจะขอคุณแต่งงาน … แต่งงานกับผมนะครับ”

“ฉันรักเธอ … ฉันจะแต่งงานกับเธอ” เธอตอบ